ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะวันยอแสง

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ปัจจุบันแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯยังมีการสัญจรทางเรืออยู่ ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อนใช้การคมนาคมขนส่งทางน้ำเป็นหลัก ทั้งเรือโยงบรรทุกสินค้า เรือขายของ เรือโดยสารข้ามฟาก ชาวบ้านที่อาศัยริมน้ำจะอยู่อาศัยบนเรือนแพ ทั้งซักผ้า ทำกับข้าว อาบน้ำและหาปลา...

มีเรือกระแชงสองลำล่องตามกันมาตามลำน้ำโดยบรรทุกข้าวสารมาด้วยกันเพื่อไปส่งผู้ว่าจ้าง

เรือลำแรกมีสาย หญิงสาวสู้ชีวิตกับลูกสาวชื่อตะวันวัยสิบกว่าขวบ และคร้าวสามีใหม่ อีกลำคืออิ่มกับทิด และเอี้ยงลูกชายวัยแปดขวบ สองครอบครัวสนิทสนมกัน ทำให้ตะวันกับเอี้ยงเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เกิด

สายเห็นตะวันเล่นทโมนโดดน้ำกับเอี้ยงก็เอ็ดเสียงดังให้รู้ว่าเราเป็นผู้หญิง ตะวันกลับบอกว่าจะลงไปงมกุ้งมาให้แม่ทำกับข้าวเย็นนี้ สายยิ้มอย่างเอ็นดูรักใคร่

พอเด็กทั้งสองกลับขึ้นบนเรือ สายตำหนิเอี้ยงที่ชักชวนตะวันเล่นโลดโผน แล้วอดเอ็นดูไม่ได้ถามกินข้าวหรือยัง เมื่อเอี้ยงบอกว่ายังเพราะแม่หลับ สายจึงหาข้าวปลาให้กิน เอี้ยงเอ่ยถามตะวันรู้ไหมว่าเรือเราจะไปส่งข้าวที่ไหน ตะวันบอกว่าวัดประยูร เอี้ยงดีใจกระโดดโลดเต้น

“เยี่ยมเลย...วันนี้ที่วัดประยูรมีงานด้วย”

สายถือจานข้าวมายื่นให้ ตะวันมองแม่อย่างชื่นชมในน้ำใจของแม่ที่มีต่อเอี้ยง...พอส่งข้าวเสร็จ สายรับเงินมานับแบ่งให้อิ่มแม่ของเอี้ยง แต่แล้วคร้าวโผล่มาแย่งเงินในมือไปหมด จะเอาไปเข้าบ่อนกินเหล้า สายไม่ให้เอาไปหมดจึงโดนซ้อม ตะวันเข้าขวางยกมือไหว้พ่อเลี้ยง

“พ่อคร้าวจ๋า อย่าเอาเงินแม่ไปหมดเลยนะ วันนี้แม่ต้องเอาเงินไปจ่ายค่าชันเรือ กับค่าข้าวสารที่ติดโรงสีเขาไว้”

“เรื่องของแม่เอ็งไม่เกี่ยวกับข้า แล้วก็เลิกเรียกข้าว่าพ่อได้แล้ว ข้าไม่ใช่พ่อเอ็ง พ่อเอ็งมันเป็นไอ้ขี้คุก หายหัวไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เอ็งมันลูกไอ้ขี้คุก”

สายร้องไห้บอกเงินนั่นเป็นของอิ่มด้วย ไม่ทันไร ทิดเดินตามมาบอกว่าส่วนของอิ่มตนจะเอาไปเข้าบ่อน ว่าแล้วทั้งสองก็กอดคอกันเดินหัวเราะออกไปไม่ดูดำดูดีลูกเมีย ตะวันน้ำตาซึมที่โดนพูดพาดพิงถึงพ่อ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้อดีตเกี่ยวกับพ่อชัดเจน

สายเห็นตะวันนั่งซึมตลอดจนเย็นย่ำ ก็เข้าไปปลอบ ตะวันถามสายว่าพ่อไม่ได้ติดคุก พ่อแค่หายตัวไปแล้วพ่อกำลังตามหาพวกเราใช่ไหม สายไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้จึงเปลี่ยนเรื่อง บอกเอี้ยงให้พาตะวันไปเที่ยวงานวัด ตะวันตาละห้อย ไม่มีเงินจะไปได้อย่างไร สายรีบบอก

“เดี๋ยวแม่กับแม่อิ่มเอาน้ำตาลโตนดไปส่งที่ร้านขนมก็คงพอได้เงินบ้างล่ะ ตะวันพาเอี้ยงไปเดินเล่นรอแม่ในวัดเถอะ เดินเที่ยวให้เพลินๆไม่ต้องซื้ออะไรก็ได้”

ตะวันอยากอยู่ช่วยแม่ แต่สายสงสารลูกอยากให้เปิดหูเปิดตาบ้าง จึงคะยั้นคะยอให้ไป...บรรยากาศงานวัดครึกครื้น มีของกินขาย มีเครื่องเล่นมากมาย ตะวันจูงมือเอี้ยงเดินดูอย่างตื่นตาตื่นใจ เอี้ยงมองของกินแล้วได้แต่กลืนน้ำลายเพราะไม่มีเงินซื้อ ขณะนั้นเองมีลูกชิ้นปิ้งไม้หนึ่งกระเด็นมาตกพื้นข้างหน้า ทั้งสองมองเหมือนโชคมาตกตรงหน้า ตะวันก้มเก็บแล้วเช็ดๆก่อนจะส่งให้เอี้ยงกิน เอี้ยงดีใจพอจะเอาเข้าปากนึกได้หันมาแบ่งให้ตะวันคนละครึ่ง

ทันใดมีเสียงคนตะโกนว่า ไอ้พวกขี้ขโมย นเรนทร์กับเพื่อนอันธพาลอีกสองคน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับตะวันยืนชี้หน้าบอกว่านั่นของตน ตะวันแย้งว่ามันหล่นแล้วขอไม่ได้หรือ นเรนทร์ไม่ให้ บอกจะเอาไปให้หมาที่บ้านกิน เอี้ยงไม่พอใจเผลอด่า

“คนอะไรปากหมา ใจก็ดำ”

“แกว่าใคร ไอ้ขี้ครอก!” นเรนทร์ผลักเอี้ยงล้มลงแล้วตามจะซ้ำ

ตะวันโกรธต่อยเปรี้ยงเข้าที่หน้านเรนทร์ ทำให้เขายิ่งโกรธผลักเธอล้มลง ตะวันไม่ยอม ลุกขึ้นผลักคืน เพื่อนนเรนทร์จะรุมแต่สู้ตะวันไม่ได้ ทันใดมีเสียงห้าม “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

ศักดิ์ระพีหรืออาเล็กของนเรนทร์เข้ามาห้ามศักดิ์ระพีเป็นน้องของคุณใหญ่ เพิ่งเรียนจบวิศวกรมาหมาดๆ เป็นคนรูปหล่อมีฐานะทางสังคมดี มีน้ำใจเหมือนพี่สาว...นเรนทร์เกรงกลัวอาจึงชะงักหันมาบอกว่า สองคนนี้ขโมยลูกชิ้นตนและยังทำร้ายตนอีก ตะวันเถียงทันควันว่าไม่ได้ขโมย ของมันตกพื้นแล้ว ศักดิ์ระพีตัดบท

“อาเห็นนเรนทร์ทำร้ายพวกเขาก่อน”

“อาเล็กเข้าข้างพวกมัน”

“เป็นผู้ชายไม่ควรรังแกผู้หญิง”

“ทำไมอาเล็กต้องสนใจคนชั้นต่ำพวกนี้ด้วย”

“นเรนทร์! มีสิทธิ์อะไรไปว่าคนอื่นแบบนี้” ศักดิ์ระพีดุด้วยสีหน้าน่าเกรงขาม

นเรนทร์ไม่กล้าเถียงแต่ไม่พอใจจึงบอกว่าจะไปฟ้องพ่อแล้ววิ่งออกไปพร้อมเพื่อนๆ ตะวันแม้เป็นเด็กวัยสิบสองแต่รู้จักสัมมาคารวะ ยกมือไหว้ขอโทษที่ตนกับน้องไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงทำร้ายหลานท่าน ศักดิ์ระพีอึ้งย้อนถามเอาอะไรมาวัดว่าใครสูงกว่าใคร ตะวันกล่าวอย่างเจียมตัว ว่า คนรวยคิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่นทั้งนั้น ศักดิ์ระพีส่ายหน้าไม่ใช่ทุกคน แล้วรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้มาก จึงบอกว่าเมื่อเธอรู้ว่าตัวเองทำผิดก็ต้องถูกลงโทษ เอี้ยงถอยไปหลบหลังตะวัน

การลงโทษของศักดิ์ระพีคือให้ตะวันกับเอี้ยงกินลูกชิ้นปิ้งที่ซื้อให้ เอี้ยงดีใจเลิกกลัวแล้วคุยจ้อบอกทุกอย่างที่เขาถาม ตะวันเอ็ดบอกชื่อกับคนแปลกหน้าได้อย่างไร ศักดิ์ระพีแนะนำตัว

“ฉันชื่อศักดิ์ระพี เธอจะเรียกฉันว่าอาเล็กก็ได้ ในเมื่อรู้จักชื่อฉันแล้ว ฉันคงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเธอใช่ไหม”

ตะวันพยักหน้าหงึกๆยอมกินลูกชิ้นปิ้งอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นศักดิ์ระพีพาเด็กทั้งสองไปกราบพระในวิหาร แล้วพามาเล่นเกมยิงปืนจุกไม้ก๊อก เอี้ยงโพล่งขึ้นอย่างเด็กๆว่าถ้าอาเล็กแพ้พี่ตะวัน จะต้องยอมเป็นแฟนพี่ตะวันหนึ่งวัน ตะวันโวยจะบ้าหรือ เอี้ยงยิ้มทะเล้นๆ

“ไม่บ้าหรอกพี่ตะวัน หล่อๆอย่างอาเล็ก ถ้าพี่ตะวันได้ควงนะ ทั้งโก้ แถมได้กินขนมทั้งงานวัดเลยนะพี่”

ตะวันมองหน้าศักดิ์ระพีอย่างพูดไม่ออก เพราะถ้าได้อย่างนั้นก็ดี...สายตกใจมากเมื่อหญิงชาวบ้านมาบอกว่าตะวันมีเรื่องกับคนบ้านเดชาบดินทร์ แถมทำร้ายลูกชายท่านต้น ระวังจะเดือดร้อนกันหมด สายหน้าเสียใจคอไม่ดี รีบวิ่งมาที่งานวัด กลัวตะวันจะเดือดร้อน

ooooooo

ตะวันแข่งยิงปืนกับศักดิ์ระพี เธอยิงโดนตุ๊กตาทุกนัดในขณะที่ศักดิ์ระพียิงพลาดตลอด ตะวันบอกยิ้มๆ ว่า จุกก๊อกต้องเลือกจุกที่ไม่เบี้ยวถึงจะไม่พลาดเป้า เขาจึงเลือกจุกใหม่แล้วลองยิงดู คราวนี้โดนตุ๊กตาอย่างจัง เขารู้สึกทึ่งกับความเฉลียวฉลาดของตะวันมาก

ทั้งสามยืนหน้าเครื่องเล่นชิงช้าสวรรค์ เอี้ยงมองอย่างอยากเล่น ตะวันเกรงใจเพราะศักดิ์ระพีจ่ายให้หลายอย่างแล้ว เขาท้วงว่าวันนี้ตนเป็นแฟนหนึ่งวันไม่ต้องเกรงใจ ไม่ทันที่ทั้งสามจะขึ้นเล่น พร้อมมิตรวิ่งเข้ามาคล้องแขนศักดิ์ระพีอย่างสนิทสนม พร้อมมิตรเป็นสาวรุ่นอายุ

สิบหก เป็นลูกอนุภรรยาคนแรกของท่านต้น ไม่ทันไรจิตรใสลูกสาวอนุภรรยาคนที่สองของท่านต้นก็เข้ามาควงแขนอีกข้าง จิตรใสมีอายุไล่เลี่ยกับตะวัน ทั้งสองต่อว่าศักดิ์ระพีที่มาเที่ยวไม่ชวนสักคำ

ระหว่างที่สองสาวกำลังเถียงแย่งอาเล็กกันไม่ลงให้กัน สายวิ่งมาถึงเห็นศักดิ์ระพีก็รู้ว่าเป็นใคร รีบเข้าไปดึงตะวันออกมา ศักดิ์ระพีทักทายตามมารยาท แต่จิตรใสกลับโพล่งขึ้นว่าแม่ลูกทำไมหน้าตาไม่เหมือนกันเลย

สายมีปมในใจเผลอตวาดเสียงกร้าวว่า “ตะวันเป็นลูกฉัน!”

สายดึงลากตะวันกลับไป ศักดิ์ระพีแปลกใจทำไมต้องทำขนาดนี้ นึกตามที่จิตรใสพูด...ตะวันเองก็แปลกใจทำไมแม่ถึงโกรธมากมาย พอเอ่ยปากถามกลับถูกตียกใหญ่ สั่งห้ามพูดคุยกับพวกผู้ดีอีก ตะวันไม่ได้เจ็บที่แม่ตีแต่เสียใจที่ทำให้แม่ร้องไห้ จึงทรุดลงยกมือไหว้

“แม่จ๋า...ตะวันขอโทษ ตะวันทำให้แม่เสียใจ ตะวันสัญญาจะไม่ยุ่งกับคนพวกนั้นอีกแล้ว ตะวันขอโทษจ้ะ”

สายเห็นเช่นนั้นก็หยุดตีทรุดลงร้องไห้รันทดใจ โผกอดตะวันด้วยความปวดใจ...

ด้านนเรนทร์ขอบตาเขียวช้ำมาฟ้องท่านต้นกับคุณใหญ่ พริ้มเพราเป็นพี่สาวดวงพรแม่ของนเรนทร์ มีนิสัยร้ายกาจ ขี้อิจฉา แต่รักหลานชายมากเพราะน้องเสียชีวิตไปแล้ว พริ้มเพราเชื่อหลานชายว่าโดนทำร้าย แต่ท่านต้น คิดว่าเป็นเรื่องเด็กๆทะเลาะกันธรรมดา คุณใหญ่ภรรยาเอกของท่านต้นไม่มีลูกเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา ยอมให้สามีมีอนุภรรยาหลายคน เอ่ยถามพริ้มเพราจะให้ท่านต้นสั่งคนไปเอาตัวเด็กสองคนนั้นมาลงโทษเฆี่ยนตีหรือ ชาวบ้านจะได้ลือกันหัวคลองยันท้ายคลองว่าผู้ใหญ่บ้านนี้รังแกเด็ก พริ้มเพราโวย

“อย่างน้อยก็น่าจะเรียกพ่อแม่มันมาต่อว่า เลี้ยงลูกเป็นคนชั้นต่ำ เป็นอันธพาล”

ศักดิ์ระพีก้าวเข้ามา “คุณพริ้มใช้อะไรวัดค่าความ เป็นคนครับ ถึงได้จิกเรียกคนอื่นว่าคนชั้นต่ำ...ผมคิดว่าคุณพริ้มอาจจะได้ข้อมูลบางอย่างผิดๆจากนเรนทร์”

ท่านต้นถามรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ ศักดิ์ระพีบอกว่าตนอยู่ในเหตุการณ์ พริ้มเพราแทรกแม้ตนไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์แต่ก็เชื่อว่าหลานไม่โกหก นเรนทร์นิ่งอึ้งมองศักดิ์ระพีอย่าง หวาดๆ ใช้ไม้ตายที่ใช้ประจำ ตีหน้าเศร้าเรียกร้องความสนใจ

“เด็กไม่มีแม่อย่างผม พูดอะไรก็ไม่มีใครฟัง ผมเป็นคนโกหกเสมอสำหรับทุกคน”

พร้อมมิตรที่กลับมาด้วยบอกพริ้มเพราว่า คงตามตัวเด็กคนนั้นยากเพราะแม่สายของเขาไม่อยากให้ลูกมาสุงสิงกับพวกเรา พริ้มเพราชะงักถามพร้อมมิตรซ้ำว่าแม่เด็กชื่ออะไร

“ชื่อสายค่ะ พร้อมได้ยินเด็กสองคนนั่นเรียก”

พริ้มเพราหน้าซีดราวถูกผีหลอกตอนกลางวัน คุณใหญ่เห็นสีหน้าเอ่ยถามพริ้มเพรามีอะไร เธอรีบกลบเกลื่อนไม่มีอะไร

ooooooo

ค่ำคืนนั้นคุณใหญ่ยืนมองดาวที่ระเบียง คิดถึงคำพูดของนเรนทร์ที่ว่าเขาไม่มีแม่พูดอะไรก็ไม่มีใครฟัง แล้วให้คิดถึงดวงพร ท่านต้นตามออกมาจึงเปรยว่า ถ้านเรนทร์มีแม่คงไม่เป็นแบบนี้ ท่านต้นถอนใจพลอยเศร้าคิดถึงดวงพรไปด้วย คุณใหญ่จำวันที่ดวงพรเข้ามาในชีวิตได้

เมื่อสิบสองปีก่อน คุณใหญ่โปรดปรานม้ามาก เลี้ยงม้าไว้หลายตัว โสภาเพื่อนคนหนึ่งได้ม้าพันธุ์ดีมาท้าแข่ง คุณใหญ่รู้ว่าม้าจะดีหรือไม่อยู่ที่คนบังคับม้าด้วยจึงรับคำท้า ท่านต้นเห็นลักษณะม้าของโสภาแล้วเกรงจะแพ้ คุณใหญ่ยิ้มอย่างมั่นใจว่าเรามีคนบังคับม้าที่เก่ง

ดวงพร เด็กสาวอายุสิบแปด มีความสามารถในการขี่ม้าและเย็บปักถักร้อย ชอบแอบเข้ามาขี่ม้าของคุณใหญ่ที่ท้ายไร่ เธอยินดีจะขี่ม้าแข่งให้กับคุณใหญ่ ท่านต้นแปลกใจเด็กผู้หญิงหรือจะมาเป็นจ๊อกกี้...เมื่อถึงวันแข่ง ท่านต้นชะเง้อมองเห็นม้าของคุณใหญ่ควบแซงหน้าม้าคนอื่นรวมทั้งม้าของโสภาขึ้นมา จนเข้าเส้นชัยชนะขาดลอย ท่านต้นกับคุณใหญ่กระโดดกอดกันด้วยความดีใจ เพื่อนๆที่เอาม้าลงแข่งต่างชื่นชมคนบังคับม้าของคุณใหญ่ ซ้อนกวักมือเรียกดวงพรให้ขี่ม้าเหยาะๆเข้ามา จังหวะที่ดวงพรก้าวลงจากม้า เกิดเสียหลักหมวกหล่นลงพื้น ท่านต้นรีบเข้าไปช่วยประคอง พอเห็นหน้าดวงพรก็ราวต้องมนต์สะกด จ้องมองใบหน้าดวงพรอย่างหลงใหล

ท่านต้นนึกถึงครั้งนั้นแล้วรำพึง “ใครจะนึกว่าการแข่งม้าวันนั้น ทำให้ฉันได้รู้จักกับผู้หญิงชาวบ้านคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ต่างจากสาวชาวบ้านคนอื่นๆ”

ประจวบเหมาะเมื่อแม่ของดวงพรเสีย ทำให้ดวงพรกับพริ้มเพราพี่สาวต้องมาพึ่งใบบุญคุณใหญ่ท่านต้นแอบส่งยิ้มให้ดวงพร พริ้มเพราเห็นเกิดความริษยาหมั่นไส้น้องตัวเอง...

ooooooo

ในวัยเด็กของตะวัน มักจะถูกเพื่อนๆล้อว่าเป็นเด็กเผือกไม่ใช่ลูกของสาย เป็นเด็กจรจัดถูกเก็บมาเลี้ยงแถมมีพ่อขี้คุก ตะวันแอบมาร้องไห้เสียใจ มีเอี้ยงที่คอยปลอบใจ...บ่อยครั้งที่สายมองตะวันด้วยสายตาสงสาร เปรยว่าลูกควรจะสุขสบายแต่ต้องมาลำบากเพราะแม่

“ทำไมแม่ชอบพูดแบบนี้ ตะวันรักแม่ อยู่กับแม่สายแล้วมีความสุขที่สุด” พอเห็นสายไม่สบายใจ ตะวันจึงเปลี่ยนเรื่องถาม “แล้วเราจะออกเรือกันอีกเมื่อไหร่จ๊ะ”

“พรุ่งนี้เราต้องเอารำไปส่งที่คลองบางหลวง เฮ้อ... แม่เลี่ยงไม่ได้จริงๆเงินเราหมดแล้ว”

ตะวันเห็นสีหน้าแม่ไม่สบายใจจึงถามทำไมถึงไม่อยากไปคลองบางหลวง สายปัดไม่มีอะไร ใครจ้างไปไหนเราก็ต้องไป ปฏิเสธไม่ได้ แต่ดูสายเครียดมากท่าทีอึกอักมีพิรุธ

รุ่งเช้าเรือของสายกับอิ่มล่องคู่กันมา จอดเทียบข้างเรือนแพของบ้านเดชาบดินทร์ ตะวันเห็นเรือนแพสวยงามไม่เคยเห็นมาก่อนก็ตื่นเต้น สายหวั่นใจเห็นป้ายห้ามจอดจึงบอกคร้าวให้ถอยห่างออกมา แต่คร้าวไม่สนใจอ้างว่าจอดแป๊บเดียวรีบไปส่งแล้วรีบกลับ สายจึงรีบแบกรำไปกับคร้าว สั่งตะวันห้ามขึ้นไปเล่นบนฝั่งเด็ดขาด ตะวันแปลกใจทำไมแม่ถึงดุจริงจังขนาดนี้

คล้อยหลังผู้ใหญ่ไปไม่ทันไร เอี้ยงก็ชวนตะวันขึ้นไปสำรวจบนฝั่ง ตะวันห้ามแต่เอี้ยงไม่ฟังกระโดดขึ้นไปเสียแล้ว เธอจึงต้องตามขึ้นไปเพราะห่วงเอี้ยง...ตะวันย่องมาตามทางเป็นสวนของบ้านเห็นเอี้ยงปีนขึ้นไปเก็บ ผลไม้กิน ก็จะไปเรียกให้ลง แต่กลับเห็นคุณใหญ่กำลังเก็บดอกไม้อยู่จึงชะงัก ทันใดกิ่งไม้ที่เอี้ยงเหยียบหักทำให้ตกลงมา คุณใหญ่ได้ยินเสียงหันมองแต่ไม่เห็นใครได้แต่แปลกใจ ตะวันดึงเอี้ยงวิ่งกลับมาที่เรือ

ขณะนั้นนเรนทร์มาเห็นเรือกระแชงจอดใกล้ท่าน้ำบ้าน ทั้งที่ติดป้ายห้ามจอดก็ไม่พอใจ เอาไม้มาทุบเรือโครมๆ ตะวันมาถึงร้องบอกให้หยุด นเรนทร์หันมาเห็นตะวันก็จำได้ ปรี่เข้าไปตบหน้า ตะวันโกรธ เอี้ยงโยนไม้พายให้ ตะวันจึงใช้ไม้พายฟาดนเรนทร์ เขาร้องลั่นให้ป้าช่วย พริ้มเพราได้ยินวิ่งมาโวยวายลั่นว่านเรนทร์โดนคนทำร้าย แล้วเข้าไปตบตีตะวันยกใหญ่

สายได้ยินเสียงเอะอะ ตกใจมากรีบวิ่งกลับมาที่เรือ ศักดิ์ระพีกำลังห้ามไม่ให้ใครทำร้ายตะวันกับเอี้ยง นเรนทร์ไม่พอใจจะไปฟ้องพ่อ แต่ก่อนเข้าไปในบ้านก็กำดินขึ้นมาทาหน้ากับเสื้อผ้าให้ดูมอมแมม ยีหัวให้ยุ่งๆ เข้าไปฟ้องพ่อกับคุณใหญ่

“พวกคนเรืออันธพาลจอดเรือขวางท่าแล้วยังทำร้ายผมด้วย คุณพ่อต้องจัดการมันนะครับ”

ท่านต้นเห็นสภาพลูกก็ตกใจ ในขณะที่พริ้มเพรากำลังต่อว่าศักดิ์ระพีที่ไม่ช่วยหลาน กลับไปเข้าข้างเด็กอันธพาล ตะวันบอกว่าแค่จอดเรือชั่วคราวไม่ได้ทำอะไรให้เดือดร้อน ถ้าจะผิดก็ผิดที่มีเรื่องกับคนที่นี่ เด็กน้อยยกมือไหว้ขอโทษ ศักดิ์ระพีทึ่งกับความมีสัมมาคารวะของตะวัน รู้สึกเอ็นดูเด็กคนนี้มากขึ้น

สายรีบร้อนเดินเข้ามาเอาผ้าพันหน้าไม่ให้ใครเห็น ขอโทษทุกคนที่เอาเรือมาจอดเกะกะ แล้วดึงตะวันกับเอี้ยงลงเรือ ทันใดผ้าคลุมหัวหลุดลง พริ้มเพราเห็นหน้าสายก็ตกใจ ต่างฝ่ายต่างจำกันได้ คร้าวตามมาถึงถามมีเรื่องอะไร สายบอกไม่มีให้รีบออกเรือ พริ้มเพรายืนอึ้งพูดไม่ออก ท่านต้นมาถึงเห็นเรือเคลื่อนออกไปแล้ว นเรนทร์ชี้ไปที่ตะวันว่าเด็กคนนั้นเป็นคนทำร้ายตน ด้วยความที่ตะวันยังโกรธจึงตะโกนกลับมาว่า “ลาก่อนพวกผู้ดี”

ทั้งคุณใหญ่และท่านต้นเห็นหน้าตะวันก็ตกใจเพราะหน้าเธอละม้ายดวงพรอย่างมาก...ในคืนนั้น ทั้งคุณใหญ่และท่านต้นพูดคุยกันถึงดวงพร คุณใหญ่ยังจำคำที่ท่านต้นมาขอดวงพรได้

คืนนั้นเขามีท่าทีกังวลใจ “อย่าโกรธฉันนะคุณใหญ่ ฉันจะเริ่มยังไงดี ก่อนที่ฝนจะตก เมฆมันจะต้องตั้งเค้าก่อนใช่ไหม และถ้าพระอาทิตย์จะตก เราคงฉุดมันไว้ไม่ได้”

“ดวงอาทิตย์เปรียบเหมือนดวงใจ ถ้ามันจะตกที่ไหนเราก็ฉุดมันไว้ไม่ได้ คุณพี่กำลังจะบอกว่าพอใจหนูดวงพรใช่ไหมคะ” คุณใหญ่รู้ทัน

“ฉันไม่อยากเป็นคนเลวอย่างนั้น แต่แล้วมันก็หนีไม่พ้น”

คุณใหญ่กุมมือท่านต้นบอกว่าตนเข้าใจและไม่โกรธ ตนรู้ว่าเขายังรักตนเสมอต้นเสมอปลาย เพราะถ้าไม่รักคงลักกินขโมยกินไปนานแล้ว ท่านต้นถอนใจที่คุณใหญ่เข้าใจและหวังว่าตนจะกลับไปห้องอย่างคนสมหวัง คุณใหญ่จึงขอคำสัญญาว่า ถ้าดวงพรยอมเป็นอนุของเขา เขาต้องเสมอต้นเสมอปลายกับเธอด้วย ท่านต้นรับปากและในคืนนั้นคุณใหญ่ก็เอ่ยถามดวงพรว่ามีคนรักหรือยัง ดวงพรส่ายหน้าตอบว่า “ความรักคือการเป็นหนี้ ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ ผู้ใดมีความรักผู้นั้นมีหนี้สินของหัวใจที่ใช้ไม่รู้จักหมด ดวงพรไม่อยากเป็นหนี้หรอกค่ะ”

“แม่คนช่างคิด ฉันรักเธอนะดวงพร”

ดวงพรยอมรับว่าในโลกนี้ไม่มีใครหวังดีต่อตนเท่าคุณใหญ่ ชีวิตตนให้คุณใหญ่เป็นผู้นำทาง คุณใหญ่จึงย้ำให้มั่นใจว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำเป็นการหวังดีต่อเธอ เพราะตนรักเธอ...

คุณใหญ่น้ำตาคลอคิดถึงดวงพรที่ไม่น่าอายุสั้น ท่านต้นจับไหล่ปลอบ ตอนนี้เราทำได้แค่เลี้ยงดูนเรนทร์ให้ดีที่สุด...ต่างจากพริ้มเพราที่ออกมาระเบิดอารมณ์กับซ้อนคนงานในบ้านว่าเจอสาย ถ้าท่านต้นรู้ความจริง ตนจะทำอย่างไรดี ความลับที่คิดว่าจะตายไปพร้อมดวงพร มันกำลังกลับมาหลอกหลอน ตนจะทำอย่างไรดี พริ้มเพราคิดถึงอดีตที่ฝังใจ

คืนนั้นฝนตกหนัก ท่านต้นกับคุณใหญ่ไม่อยู่บ้าน ดวงพรเกิดเจ็บท้อง พริ้มเพราให้คนไปตามละม่อมหมอตำแย ระหว่างนั้นเรือกระแชงของสายกับอินตาล่องมาจอดหลบพายุฝน สายท้องแก่เกิดเจ็บท้องจะคลอดลูกเช่นกัน พริ้มเพรายืนรอหมอตำแยอยู่ที่ท่าเรือ โกรธไล่ให้อินตาเอาเรือออกไป อินตายกมือไหว้ขอให้เมียตนคลอดลูกก่อน ซ้อนบอกบ้านนี้ก็มีคนกำลังจะคลอด อินตาได้ยินดีใจขอให้หมอตำแยช่วยทำคลอดให้เมียตนด้วย ตนจะช่วยทำงานชดใช้ให้

ผ่านไประยะหนึ่ง ละหม่อมทำคลอดให้สายได้ลูกชายและบอกว่าคลอดง่ายจริงๆ ต่างจากดวงพรที่เด็กไม่กลับหัว อินตาบ่นอยากได้ลูกสาว ละม่อมว่าต่างจากบ้านนั้นอยากได้ลูกชาย ไม่ทันไรพริ้มเพราโผล่มากระชากละม่อมกลับไปทำคลอดให้ดวงพร...เสียงดวงพรร้องหาท่านต้นกับคุณใหญ่ให้ช่วยด้วยตนเจ็บเหลือเกิน

พริ้มเพราภาวนาให้ได้ลูกชายเพราะเคยได้ยินท่านต้นพูดว่า ถ้ามีลูกชายจะยกสมบัติให้หมด เธอมีความโลภอยากสุขสบายไปด้วย แต่แล้วดวงพรก็คลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิงหน้าตาน่าเอ็นดู ดวงพรพยายามมองลูกเห็นมีปานแดงรูปหัวใจที่เหนืออกด้านซ้ายแล้วหมดสติไป พริ้มเพราไม่พอใจอุ้มหลานอย่างผิดหวัง ละม่อมตรวจดูดวงพรแล้วตกใจ

“แย่แล้วค่ะ คุณดวงพรอาการหนักแบบนี้ไม่รอดแน่ รีบพาไปโรงหมอเถอะ”

“จะพาไปยังไง ฝนตกหนักแบบนี้” พริ้มเพราเครียดมองหลานสลับกับดวงพร แล้วคิดอะไรได้ ไปหยิบเงินที่หัวเตียงของดวงพรอุ้มหลานออกไปไม่สนใจดวงพรสักนิด

พริ้มเพราเอาเงินมาให้อินตากับสายเพื่อขอแลกเด็ก ลูกเขาจะอยู่ดีกินดีเป็นทายาทคนเดียวของเดชาบดินทร์ อินตากับสายยังสับสนแต่ก็อยากให้ลูกสุขสบายจึงจูบลาลูกเป็นครั้งสุดท้าย พริ้มเพรากำชับห้ามบอกใครและห้ามเอาเรือเข้ามาในคลองบางหลวงอีก...

คิดถึงอดีตแล้วพริ้มเพราเข่นเขี้ยว “สมบัติท่านต้นต้องเป็นของฉัน ฉันจะไม่ยอมให้นังสายมาทำลายทุกอย่างที่ฉันสร้าง ถ้ามันจะทำลายความฝันของฉัน จะต้องได้เห็นดีกัน”

ซ้อนฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจ รู้สึกผิดกับเรื่องนี้ไม่น้อย ที่ร่วมมือด้วยเพราะรักพริ้มเพรา

ooooooo

วันต่อมา ตะวันยังสงสัยทำไมแม่ถึงกลัวพวกผู้ดีบ้านเดชาบดินทร์ เอี้ยงโผล่มาแกล้งทำให้ตกใจแต่ตะวันกลับนิ่ง เอี้ยงช่วยคิดว่าสายอาจไม่อยากมีเรื่องกับพวกผู้ดีใจแคบ ตะวันถอนใจ

“อยู่บ้านใหญ่โตแต่จิตใจคับแคบ จะหาความสุขได้ยังไง สู้เราก็ไม่ได้อยู่เรือแคบๆแต่มีความสุข”

“ใครว่าที่อยู่ของเราแคบล่ะพี่ เรือก็บ้านเรา คุ้งน้ำก็บ้านเรา บ้านเรากว้างใหญ่กว่าเรือนแพของพวกผู้ดีอีก... เรี่ยมเลย...”

ตะวันยิ้มออก ร้องตามเอี้ยงว่า เรี่ยมเลย...แล้วกอดคอกันกระโดดลงน้ำอย่างมีความสุข...

วันเวลาผ่านไป ตะวันโตเป็นสาวอายุสิบแปด เอี้ยงประมาณสิบหก ทั้งสองโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำพร้อมกุ้งก้ามกรามในมือ ต่างร้องพร้อมกันว่า...เรี่ยมเลย...

ทั้งสองขึ้นจากน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เรียบร้อย ตะวันชวนเอี้ยงไปวัดเพื่อเอาข้าวสารไปส่งที่กุฏิเจ้าอาวาส เอี้ยงดีใจเพราะชอบไปอ่านหนังสือที่วัด ทั้งสองไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเพราะแม่ยากจนแถมต้องล่องเรือไปตลอดค่ำไหนนอนนั่น ไม่เป็นหลักแหล่ง หลวงตาช่วยสอนให้ทั้งสองอ่านหนังสือออกและสอนให้เป็นคนดี ตะวันตั้งใจว่าจะเก็บเงินจนสามารถเรียนหนังสือได้...

ต่างจากนเรนทร์ที่ไม่ชอบไปโรงเรียน มักจะหนีไปเที่ยวเตร่กับเพื่อนอันธพาล

ซ้อนซึ่งมีหน้าที่ขับรถไปส่งนเรนทร์ พร้อมมิตรและจิตรใสไปโรงเรียน ก็มักจะเจอนเรนทร์อาละวาดใส่ไม่เข้าโรงเรียนเป็นประจำ ในวันนี้ก็เช่นกันที่ซ้อนโดนนเรนทร์ทำร้ายร่างกายไม่ยอมขึ้นรถไปโรงเรียน ท่านต้นกับคุณใหญ่เดินมาห้าม พริ้มเพรากลัวหลานโดนเล่นงานรีบออกมา ปกป้อง บอกว่านเรนทร์ไม่สบายแต่ซ้อนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง บังคับให้ไปโรงเรียน นเรนทร์เออออไปตามที่ป้าพูด คุณใหญ่ดักคอ เสียงดังขนาดนี้คงไม่เป็นอะไรมาก ท่านต้นเอ็ด

“ลูกชายคนเดียวของฉันไปเรียนสาย ขาดเรียนบ่อย สอบตกซ้ำชั้น สร้างแต่ความเสื่อมเสียให้วงศ์ตระกูล...ไปเรียนได้แล้ว!”

นเรนทร์อึกอักไม่กล้าขัดคำสั่งพ่อ สบตาพริ้มเพราแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ จำต้องขึ้นรถ แต่พอออกมากลางทาง นเรนทร์ก็อาละวาดลงจากรถจ้างคนแถวนั้นให้ทำร้ายซ้อน พร้อมมิตรกับจิตรใสต้องลงจากรถมาห้ามปราม

ในขณะเดียวกันตะวันกับเอี้ยงอ่านหนังสือและฟังหลวงตาเทศน์ “พวกเอ็งจำไว้นะ จะยากดีมีจนยังไงก็อย่าทดท้อกับการทำความดี บางครั้งเราอาจหมดกำลังใจอาจท้อแต่เราต้องไม่ถอยหลัง ต้องมุ่งมั่นประพฤติตนเพื่อความถูกต้อง ชีวิตคนก็เหมือนกับดวงตะวัน เมื่อมีวันที่ลับขอบฟ้า ก็ยังมีวันที่จะทอแสงสาดขึ้นมาบนฟากฟ้าได้ ในทุกๆรุ่งเช้าของชีวิตใหม่”

ตะวันกับเอี้ยงฟังคำสอนของหลวงตาด้วยแววตาศรัทธาและมุ่งมั่นตั้งใจ...

ด้านซ้อนกลับมาในสภาพฟกช้ำปากเจ่อ คุณใหญ่กับท่านต้นตกใจไม่คิดว่านเรนทร์จะกล้าทำถึงเพียงนี้ ท่านต้นถึงกับหลุดปาก “ดวงพรเป็นคนดีใฝ่รู้ แต่ทำไมลูกชายถึงได้ผิดพ่อผิดแม่นัก ไม่รู้ว่าไปเอานิสัยเกเรมาจากใคร”
คุณใหญ่โทษเพราะโดนตามใจมากเกินไป ท่านต้น

คิดว่าจะต้องจัดการขั้นเด็ดขาดเสียที...บ่ายวันนั้น นเรนทร์กลับมาพร้อมเพื่อนสามสี่คน ตั้งใจมาขอเงินพริ้มเพราเพื่อไปเที่ยว พริ้มเพราหนักใจแต่ก็ยอมให้ ท่านต้นเข้ามามองสายตาดุเสียงเข้มว่าทางโรงเรียนแจ้งว่าเขาไม่ได้เข้าเรียน พริ้มเพราจะแก้ตัวแทนอย่างไร ท่านต้นไม่อยากฟัง สีหน้าผิดหวังบ่นว่าลูกชายคนเดียวทำตัวเหลวไหลแบบนี้อีกหน่อยจะดูแลสมบัติ ดูแลคนในบ้านได้อย่างไร

ooooooo

ตะวันกับเอี้ยงกลับจากวัดพร้อมข้าวห่อที่หลวงตาให้มามากมาย...ในขณะที่ท่านต้นอยากให้นเรนทร์มีความรับผิดชอบจึงพานั่งเรือยนต์ให้ซ้อนขับ ชี้ให้ดูที่ดินริมฝั่งซึ่งเป็นสมบัติของตระกูล ดูโรงสีและห้องแถวที่ปล่อยเช่าเป็นรายได้ของตระกูล นเรนทร์ตื่นเต้นหัวใจพองโต

“ทั้งหมดนั่นเลยรึครับ ถ้าขายคงได้เงินมหาศาลใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด”

“สมบัติพวกนี้ปู่ย่าตายายรักษาไว้ เราถึงสุขสบายอย่างทุกวันนี้ ถ้าเอาแต่ใช้คิดแต่จะขายโดยไม่รู้จักทำให้งอกเงย ตัวเราและลูกหลานจะลำบาก ความรู้จะทำให้นเรนทร์รักษามรดกของเดชาบดินทร์ไว้ได้นะ”

นเรนทร์กลับเห็นว่าพ่อรู้จักคนมากมายฝากตนเข้าทำงานก็ได้ ท่านต้นผิดหวังใครจะรับเข้าทำงานแค่เรียนหนังสือยังทำไม่ได้แล้วจะทำอะไรสำเร็จ นเรนทร์ไม่พอใจบอกตนทำอะไรได้หลายอย่าง ว่าแล้วก็อยากโชว์ว่าตน ขับเรือได้ ถีบซ้อนตกน้ำแย่งขับเรือเอง ท่านต้นตกใจ

สั่งให้หยุด แต่นเรนทร์นึกสนุกขับเรือโชว์ด้วยความเร็วจนท่านต้นต้องหาที่เกาะ

“ใจเย็นๆครับคุณพ่อ เรือเนี่ยต้องขับเร็วๆให้ลมเย็นๆ ตีกระแทกหน้ามันถึงจะสดชื่นครับ”

ซ้อนลอยคอในน้ำมองเรือแล่นไปด้วยความเป็นห่วงท่านต้น ด้านตะวันกับเอี้ยงรู้สึกเรือกระแชงของพวกตนโคลงเคลงจนข้าวของตกน้ำ เอี้ยงร้องบอกตะวัน ไม่เรี่ยม แล้ว...ใครขับเรือยนต์เร็วไม่สนใจเรือคนอื่นบ้างเลย ตะวันเห็นเป็นห่วงจะเกิดอุบัติเหตุ ขาดคำก็เห็นเรือเหมือนบังคับไม่อยู่พุ่งชนตอม่อสะพานคว่ำลง ตะวันตกใจเห็นมีคนตกน้ำ จึงรีบพุ่งตัวลงน้ำไปช่วย

นเรนทร์กระเสือกกระสนเอาตัวรอดมาเกาะเรือที่ผ่านมา ไม่สนใจช่วยพ่อสักนิด ตะวันดำลงไปงมหาท่านต้นโดยยังไม่รู้ว่าเป็นใคร เห็นขาติดเชือกใต้น้ำ ก็รีบเข้าไปแก้เชือกแล้วพาตัวขึ้นมาได้ทันท่วงที เอี้ยงว่ายน้ำมาช่วยประคองพากลับไปที่เรือกระแชงของตะวัน พอท่านต้นรู้สึกตัวถามหาลูกชาย เอี้ยงบอกว่ายน้ำไปเกาะเรือลำอื่น คงขึ้นฝั่งเรียบร้อยแล้ว

ด้านนเรนทร์มีแผลขีดข่วนที่แขนเล็กน้อย ชาวบ้านบนเรือเอาผ้าขนหนูมาให้เช็ดตัว กลับโดนเขาปาผ้าทิ้งหาว่าสกปรก ชาวบ้านโกรธบ่นไม่น่าช่วย นเรนทร์ กลับบอกให้ไปส่งบ้านแล้วจะตอบแทนด้วยเงินให้เลิกบ่น ท่าทางเขาไม่ได้นึกห่วงพ่อสักนิดเลย

ตะวันเอาเสื้อผ้าของคร้าวมาให้ท่านต้นเปลี่ยนอย่างเกรงใจว่าเขาจะรังเกียจ ท่านต้นกลับบอกว่าของแพงหรือไม่สำคัญ แล้วขอบใจทั้งตะวันและเอี้ยงที่ช่วยชีวิต พอดีน้องชายคนละพ่อของเอี้ยงตื่นขึ้นมาร้องโยเย เอี้ยงจึงขอตัวกลับไปดูแลน้อง

ตะวันเอาเสื้อผ้าของท่านต้นซักตากลมไว้ แล้วบอกท่านต้นว่าทนอึดอัดบนเรือแคบๆไม่ใหญ่โตเหมือนเรือนแพของเขาสักพัก ท่านต้นแปลกใจทำไมถึงรู้ว่าตนอยู่ที่ไหน ตะวันเล่าว่าหลายปีก่อนตนเคยมีเรื่องกับลูกชายเขา ตอนนั้นแม่จอดเรือที่ท่าเรือเรือนแพจนเกิดเรื่องใหญ่โต ท่านต้นนึกออก

“เรื่องผ่านมาตั้งนานแล้ว ฉันไม่คิดติดใจหรอก ถ้าไปที่คลองบางหลวงอีกละก็แวะไปหาฉันบ้างนะ”

“คงไม่ได้ไปแล้วค่ะ แม่ไม่ยอมไปแล้ว แต่ตะวันไม่รู้เหตุผลของแม่หรอกนะคะ”

ท่านต้นถามว่าแม่ชื่ออะไร ตะวันบอกว่าชื่อสายแต่เขาคงไม่รู้จัก เพราะแม่เป็นแค่ชาวเรือ ท่านต้นรู้สึกเอ็นดูตะวันมาก “หนูพูดจาฉะฉานทำให้ฉันนึกถึงใครคนหนึ่ง เหมือนมาก ทั้งใบหน้า ดวงตาที่สดใส การพูดจาเหมือนจริงๆ แต่เขาจากฉันไปแล้ว...”

ooooooo

นเรนทร์กลับบ้านในสภาพเปียกปอนแขนถลอก คุณใหญ่กับทุกคนในบ้านตกใจ ซ้อนรู้สึกผิดก้มหน้าเข้ามาบอกว่าเรือเกิดอุบัติเหตุ ยังหาท่านต้นไม่เจอ คุณใหญ่ตกใจมาก ต่างจากพริ้มเพราที่แอบดีใจเพราะถ้าท่านต้นตาย นเรนทร์ก็จะได้สมบัติทั้งหมด

คุณใหญ่กังวลใจมากให้ซ้อนพาไปจุดที่เรือล่ม และจ้างชาวบ้านลงไปงมหาท่านต้น ซ้อนเห็นว่าไม่ห่างจากตรงนี้มีเรือกระแชงจอดอยู่หลายลำจะลองไปถามไถ่ดูว่ามีใครเห็นท่านต้นบ้าง

ระหว่างนั้นตะวันปอกมะม่วงให้ท่านต้นกิน บอกว่าเป็นมะม่วงมันตาหยี ท่านต้นถามไม่ได้ขโมย มาใช่ไหม ตะวันรับรองว่าตนเอาของไปแลกที่สวนมา ท่านต้นถามทำไมถึงเรียกมะม่วงมันตาหยี ตะวันหยิบมะม่วงขึ้นกัดแล้วหรี่ตาเพราะมันเปรี้ยว ท่านต้นขำๆ ตะวันจะไปทำน้ำปลาหวานให้ ท่านต้นลองชิมแล้วบอกว่าไม่ต้อง ทานได้ไม่เปรี้ยวเท่าไหร่

เอี้ยงกลับมาที่เรือบอกท่านต้นว่ามีคนมาตามหาเขา ท่านต้นรู้ว่าเป็นคนที่บ้าน จึงควักเงินที่ เปียกปอนส่งให้ตะวันเป็นสินน้ำใจ ตะวันไม่รับเพราะน้ำใจควรตอบแทนด้วยน้ำใจไม่ใช่เงิน ท่านต้นทึ่งในความคิดของเด็กสาวคนนี้มาก จึงบอกว่าพรุ่งนี้จะมาหาใหม่

คุณใหญ่เห็นท่านต้นเดินมารีบเข้าไปกุมมือด้วยความเป็นห่วง ท่านต้นสีหน้ายิ้มแย้ม

“ฉันไม่เป็นไร ทำไมต้องร้องห่มร้องไห้ขนาดนั้น”

“คุณพี่สำคัญต่อคนในตระกูลเดชาบดินทร์ และที่สำคัญ คุณพี่สำคัญต่อชีวิตฉันนะคะ”

ท่านต้นยิ้มขอบใจ คุณใหญ่แปลกใจที่ดูเขามีความสุขไม่เหมือนคนเพิ่งประสบอุบัติเหตุ พอกลับถึงบ้าน พร้อมมิตรกับจิตรใสดีใจที่พ่อปลอดภัย ท่านต้นสั่งซ้อนให้เอาป้ายห้ามจอดเรือที่ท่าน้ำออก แล้วเขียนป้ายใหม่ว่า...สวัสดีชาวเรือ เชิญจอดเรือได้ที่นี่

ทุกคนแปลกใจ ท่านต้นบอกอยากเห็นชีวิตของชาวเรือที่มีน้ำใจว่าเป็นอยู่อย่างไร พริ้มเพราผิดหวังที่ท่านต้นยังมีชีวิตอยู่

พอคุณใหญ่ได้ฟังเรื่องเด็กตะวันจากท่านต้นก็อยากรู้จักบ้างจึงขอเตรียมของไปตอบแทนแม่เด็กในวันพรุ่งนี้ให้... ขณะที่สายมีอาการป่วยหลังกลับจากส่งของ พอรู้ว่าพวกเดชาบดินทร์จะมาหาพรุ่งนี้ก็ตกใจมากแต่ไม่กล้าพูดอะไร

รุ่งเช้า พริ้มเพรากับนเรนทร์เห็นซ้อนจัดของกินของใช้มากมายลงเรือก็แปลกใจ พอเห็นท่านต้นกับคุณใหญ่เดินมาถามความเรียบร้อย พริ้มเพรารีบเอาหน้าบอกว่าตนกับหลานช่วยจัดเตรียมให้เรียบร้อย นเรนทร์ถอยกรูดมาหลบหลังพริ้มเพราแต่ก็เออออรับว่าใช่ ท่านต้นติง

“สมควรอยู่หรอก เรื่องเมื่อวานฉันยังไม่ได้สะสาง ต่อไปห้ามขับเรืออีก” ว่าแล้วท่านต้นก็ให้ซ้อนออกเรือไปวัดกัลยา พริ้มเพรากับนเรนทร์รีบขอไปด้วยเพื่อเอาใจท่านต้น

พริ้มเพราคิดว่าเอาของมาถวายพระ แต่พอรู้ว่ามาหาตะวันลูกแม่สายก็ตกใจหน้าซีด ซ้อนกระซิบบอกว่าอาจจะคนละสายกัน แต่พริ้มเพราก็หวั่นใจ...ซ้อนวิ่งไปสอบถามชาวเรือ แล้วกลับมารายงานท่านต้นว่า เรือของสายออกไปแต่เช้ามืดแล้ว ทั้งที่ตอนแรกบอกว่าจะจอดอยู่อีกสองสามวัน พริ้มเพราโล่งอก ท่านต้นเสียใจที่ไม่อยู่รอตน

ด้านตะวันแปลกใจทำไมแม่ต้องหนีและให้ตนสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับพวกผู้ดีบ้านนั้นอีก คร้าวหงุดหงิดที่มือกำลังขึ้นต้องเลิกเล่น...ตั้งแต่วันนั้น ท่านต้นเอาแต่นั่งที่ท่าน้ำหน้าบ้าน เฝ้าดูเรือแล่นผ่านไปทุกวันๆ ร่างกาย ทรุดโทรมลงด้วยตากน้ำค้าง คุณใหญ่เป็นห่วงพยายามปลอบ

“ถึงคุณพี่อยากตอบแทนที่เขาช่วยชีวิต แต่ต้องนึกถึงตัวเองด้วย เจ็บป่วยไปจะแย่นะคะ”

“ไม่ใช่แค่เรื่องบุญคุณหรอกคุณใหญ่ เด็กตะวันคนนั้นทำให้ฉันนึกถึงดวงพร ถ้าลูกของดวงพรเป็นผู้หญิง ต้องหน้าตาเหมือนเด็กคนนี้แน่ๆ” ท่านต้นไอโขลกๆ

พริ้มเพราเห็นท่านต้นเจ็บป่วยก็ดีใจ ซ้อนเข้ามาบ่นเป็นห่วงท่านต้นเกรงจะเป็นอะไรไป พริ้มเพราออกอาการดีใจจนซ้อนต้องถามอยากให้ท่านตายหรือ พริ้มเพรานิ่งคิดวิธีบางอย่างได้ บอกซ้อนว่าที่ห้องตนมีหนูฝากเขาซื้อยาเบื่อให้ที

เมื่อสบโอกาสเห็นแม่ครัวทำอาหารเย็น พริ้มเพราแอบเข้าไปใส่ยาเบื่อในถาดอาหารของท่านต้น ซ้อนเห็นเธอเดินออกมาจากครัว ในมือมีห่อยาก็เอะใจ

พอถึงเวลายกถาดอาหารมาให้ท่านต้นที่ท่าน้ำ ซ้อนหวั่นใจว่าพริ้มเพราอาจทำเรื่องร้าย จึงแกล้งปัดถาดอาหารหกคะมำ พริ้มเพราแอบมองอยู่เจ็บใจแต่ไม่กล้าโวยวายได้แต่เอ็ดซ้อนว่าซุ่มซ่ามทำข้าวของเสียหาย ซ้อนดักคอ

“ท่านต้นมีสมบัติเยอะแยะ กับข้าวแค่นี้ไม่สะดุ้งสะเทือนหรอก เสียดายกับข้าวหรือเสียดายอะไรกันแน่” พริ้มเพราชะงักว่าเขาพูดอะไร “ผมรักคุณพริ้ม แต่ท่านต้นเป็นเจ้าชีวิตของผม ถ้าไม่มีท่านผมก็ไม่เป็นผู้เป็นคนเหมือนวันนี้ ผมไม่ยอมให้ใครทำร้ายท่านต้นแน่”

พริ้มเพรากลัวซ้อนรู้ ใช้ไม้อ่อนเล้าโลมว่าตนไม่ใช่คนใจคอโหดร้ายจะฆ่าใครได้ ซ้อนขออย่าให้เป็นอย่างที่ตนสงสัย พริ้มเพราได้แต่มองซ้อนอย่างเจ็บใจ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"น้ำตาล" แค้นโดนคนรักหักหลัง ระเบิดพลังจนเส้นเลือดแตก ใน "ผมอาถรรพ์"

"น้ำตาล" แค้นโดนคนรักหักหลัง ระเบิดพลังจนเส้นเลือดแตก ใน "ผมอาถรรพ์"
24 ก.พ. 2563
07:15 น.