ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะพดโลกันตร์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: พอร์ช-เคลลี่ โชว์บู๊อีกครั้งใน "ตะพดโลกันตร์"

หลังจากโดนพันเทพในร่างเมฆทำร้ายรุนแรงขณะซ้อมมวยกันเมื่อสองสามวันก่อน ส่งผลให้ศรนารายณ์ดวงตาพร่ามัวและบอดสนิทลงในที่สุด โดยที่หมอหมดทางเยียวยารักษา

อบเชยเสียใจมากและแทบไม่มองหน้าไม้เมื่อเจอกัน แล้ววันนี้เมฆยังมาระรานศรนารายณ์ซ้ำอีก

เพียงเพราะจะเอาคำตอบให้ได้ว่าไม้ตะพดซ่อนอยู่ที่ไหน แต่จังหวะนั้นอบเชยอยู่กับไม้อีกทางจึงยังไม่เห็นภาพความโหดร้ายของเมฆ

ศรนารายณ์มองไม่เห็น แต่ฟังน้ำเสียงก็รู้ว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่เมฆแน่นอน พอโดนอีกฝ่ายคาดคั้นเรื่องไม้ตะพดจึงย้อนถามไปว่า

“ไม้ตะพด...เกี่ยวอะไรกับฉัน”

“พี่ก็รู้จักฉันมานาน ฉันเคยบอกพี่รึเปล่าว่าฉันเก็บไม้ตะพดไว้ที่ไหน”

“คำถามมันไม่แปลกไปรึไง เรื่องตัวเองแต่มาถามฉัน”

“ก็ฉันเคยบอกรึเปล่าล่ะ ฉันจำไม่ได้ มันจะแปลกตรงไหน”

“ตามหาไม้ตะพดเป็นไอ้พันเทพเมื่อก่อนเลยนะ”

เมฆชะงักไปนิดแล้วตะคอกเสียงขุ่นว่า “ก็แค่ตอบมาจะไปยากอะไรวะ”

“งั้นก็ตอบคำถามฉันมาก่อน...แกเป็นใคร แกไม่ใช่เมฆแน่ๆ ถึงฉันจะมองไม่เห็น แต่ฉันก็รู้ว่าเมฆไม่ใช้น้ำเสียงแบบนี้ วิธีพูดไม่ใช่แบบนี้”

“แล้วไง คนเรามันจะเปลี่ยนไม่ได้เลยรึไง”

“ถ้างั้นจะมาถามฉันเรื่องไม้ตะพดทำไม ก็ควรจะรู้ดีกว่าใครไม่ใช่เหรอ ฉันมันแค่คนนอก”

“บอกมา! อย่าต้องให้เสียเวลา”

“ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ว่าแกเป็นใครกันแน่ ฉันจะไม่พูดอะไร”

เมฆไม่พอใจถีบรถเข็นศรนารายณ์กลิ้งไปตามถนน คาดคั้นเรื่องที่ซ่อนไม้ตะพดไม่เลิกรา ไม่ได้คำตอบก็ซัดเขากระเด็นตกจากรถ อบเชยกับไม้วิ่งมาเห็นพอดี ตกใจมากกับพฤติกรรมเลวร้ายของเมฆ

“นี่มันอะไรกัน ทำแบบนี้ทำไม ต้องการอะไร” อบเชยแผดเสียงแล้วผวาไปประคองพ่อ ขณะที่ไม้ก็เสียงดังใส่เมฆอยากรู้ว่ามาที่นี่ทำไม แต่เมฆนิ่งไม่ตอบ ตัดบทว่าตนกลับก่อนดีกว่า

“กลับได้ไง อาเมฆเป็นคนทำให้พ่อฉันตาบอดยังไม่พอ ยังจะมาซ้ำเติมพ่ออีก”

“พ่อเป็นคนทำเหรอ” ไม้ครางอย่างผิดหวัง

“สาเหตุเพราะแกไม่บอกฉันว่าไม้ตะพดอยู่ไหน ฉันเลยต้องมาคาดคั้นเอาจากไอ้นี่ อย่ามาโทษฉันคนเดียว”

“พ่อ...นี่พ่อกลายเป็นอะไรไปแล้ว”

เมฆอ้ำอึ้งไม่พูดไม่จา อบเชยต่อยตีเขาไม่หยุดด้วยความโมโห ถามว่าทำแบบนี้ทำไม พวกเราไปทำอะไรให้ ไม้เข้าไปยื้อยุดอบเชย ศรนารายณ์มองไม่เห็นอะไรทั้งนั้นแต่ห้ามลูกสาวน้ำเสียงนิ่งๆ

“พอเถอะอบเชย ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมดแล้ว มันไม่มีอะไรเหมือนเดิมแล้ว”

“อย่ามายุ่งกับพวกเราอีก” อบเชยตะโกนแล้วหันกลับมาพยุงศรนารายณ์ไปนั่งรถเข็น

ไม้มองพ่อด้วยความผิดหวัง พูดโพล่งว่าไม่ใช่ ยังไงก็ไม่ใช่...แล้วเดินตามสองพ่อลูกไป

อบเชยคับแค้นจนน้ำตาไหล ไล่ไม้ที่ตามมาไปพ้นหน้า ไม้เก้ๆกังๆ พอดีทิวาโผล่มาทัก อบเชยมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา ทิวาเลยย้ำว่าตนยังไม่ตาย

ไม้เห็นทิวาแล้วเซ็ง จะอยู่ต่อก็ไม่กล้าเพราะอบเชยประชดประชันแถมขับไล่ไสส่ง ทิวาได้โอกาสพอไม้คล้อยหลังชวนสองพ่อลูกกินข้าว แล้วกุลีกุจอเข็นรถศรนารายณ์ไป

ครู่ต่อมาทิวาได้อยู่กับอบเชยสองคน หญิงสาวซักถามเรื่องที่เธอและใครๆคิดว่าเขาตายแล้ว ทิวาบอกเป็นเรื่องเข้าใจผิด แล้วเปลี่ยนไปถามอาการศรนารายณ์ก่อนจะเสนอตัวว่าตนมีความรู้เรื่องสมุนไพรรักษาให้หายขาดได้หลายโรค

“จริงเหรอ ฉันอยากลองทุกอย่างที่พ่อจะหาย”

“งั้นเราก็ต้องมีข้อตกลงกันหน่อยดีไหม”

“ข้อตกลงอะไร”

“เราลองมาคบกันดูไหม ฉันอยากให้เธอลองพิจารณาฉันดูบ้าง ในเมื่อเธอกับไม้ก็ไม่ได้...คบกันไม่ใช่เหรอ ถ้าเราคบกัน ฉันรับปากว่าจะทำให้พ่อเธอหายดี ฉันอยากให้เธอลองไปคิดดูนะ”

อบเชยไม่ตอบอะไร นิ่งอึ้งไปด้วยความลำบากใจ

ooooooo

ไม้กลับมาที่ท่ารถเพื่อคุยกับจันทร์และชาญที่หายตัวไปเมื่อคืนในงานเลี้ยงบ้านแพรวา ไม้อยากรู้เรื่องสร้อยคอที่ทิวาและพันเทพมีเหมือนกับเมฆว่ามันคือสร้อยอะไร

“ถ้างั้นเรื่องที่แกอยากรู้ก็เกี่ยวกับเรื่องของฉันเหมือนกัน”

“ของแกเรื่องอะไร”

“นางพญาเวตาล” ชาญพูดเต็มปากเต็มคำ ส่วนจันทร์เหมือนนึกอะไรได้เสริมขึ้นว่า

“ฉันว่าเรื่องนี้น่าจะต้องเพิ่มผู้รู้มาอีกคนว่ะ”

“ใครวะ” ชาญทำหน้างงๆ

ผู้รู้อีกคนที่จันทร์ภูมิใจนำเสนอก็คือมะลิ เวลานั้นเธอกำลังขะมักเขม้นอ่านหนังสือโบราณทำมือที่ได้มาจากหลวงพ่อ จันทร์กับชาญตามมาพบเธอแล้วฟังเธอวิเคราะห์ในสิ่งที่สงสัย

“เป็นไปได้ไหมว่าสร้อยนั่นคือสัญลักษณ์ของบริวาร ฉันดูจากหนังสือโบราณพวกนี้ เขาบอกว่าตั้งแต่ยุคสมัยยังมีทาส เจ้าของทาสมักจะทำสัญลักษณ์ไว้เพื่อบอกว่าใครเป็นคนของใคร บางคนใช้เหล็กร้อนนาบไฟเพื่อทำเป็นสัญลักษณ์”

“ถ้าจริง แปลว่าที่พี่เมฆเปลี่ยนไปเพราะกลายเป็นคนของนางพญาเวตาลเหรอ”

“แต่ฉันสนใจเรื่องนายสองคนหลุดไปที่รังของนางพญาเวตาลมากกว่า”

“เป็นโบสถ์ร้าง โบสถ์เก่า เก่ามาก รกไปหมด แล้วด้านหน้าก็มีงานวัด มีชิงช้าสวรรค์ มีปาเป้า ยิงปืน ม้าหมุน แทบจะครบทุกอย่าง แค่ไม่มีคน ไม่มีการเคลื่อนไหว ทุกอย่างร้างไปหมด”

ได้ยินจันทร์พูดถึงงานวัด มะลินึกภาพตามเมื่อครั้งตัวเองเป็นเด็กอยู่ในงานวัดที่มีลักษณะเดียวกัน แต่เต็มไปด้วยชาวบ้าน ผู้คนคึกคักมาเที่ยวเล่น

ชาญสังเกตเห็นมะลิดูเหม่อลอย ถามว่าเป็นอะไร มะลิหลุดออกจากภวังค์ตอบเสียงแผ่วว่า

“สถานที่ที่เธอบอกมันคุ้นอย่างกับฉันเคยไป”

“เธอโอเครึเปล่าเนี่ย”

“อืม...ฉันไม่เป็นไร”

แล้วจันทร์กับชาญก็เล่าต่อไปกับสิ่งที่พบเจอหลังจากหลุดเข้าไปในรังนางพญาเวตาลโดยไม่ทันตั้งตัว มะลิฟังอย่างครุ่นคิด

“ถ้าทิวาคือสมุนของนางพญาเวตาล ก็มีความเป็นไปได้ว่าคนที่มีสร้อยแบบเดียวกันจะเป็นจริงๆ”

“แล้วถ้าถอดสร้อยนั่นออกไปได้ล่ะ”

มะลิยักไหล่ไม่มีคำตอบให้จันทร์ ชาญเลยเสนอขึ้นว่า

“แบบนี้ให้ไอ้ไม้เอามาทดลองกับเราได้ไหม”

“แต่ไม่เคยเห็นมีวันไหนที่พวกเขาถอดสร้อยเลยนะ”

จันทร์เริ่มเซ็ง มะลินิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเสนอความคิดพร้อมกับถามความเห็นสองหนุ่มว่า

“เอาแบบนี้ไหมล่ะ เรามาแบ่งเรื่องเพื่อหาคำตอบสิ่งที่อยากรู้กัน ปล่อยไม้เขาไปให้สังเกตเรื่องพ่อและสร้อย พี่ชาญกับจันทร์สืบต่อเรื่องประตูมิติ ที่รังของมันอาจจะบอกจุดอ่อนไว้ก็ได้ ส่วนฉันจะสืบเองว่านางพญาเวตาลคือใคร”

“แบบนี้ก็ดีนะ แต่เธอทำคนเดียวจะไหวเหรอ”

“ไม่ต้องห่วงฉันหรอกน่า ฉันเจอมาเยอะแล้ว”

มะลิพูดแข็งขัน แต่จันทร์ก็อดเป็นห่วงเธอไม่ได้อยู่ดี

ooooooo

เมฆพรวดพราดมาพบกาลิกิณีถึงบ้านพันเทพ ทวงถามเรื่องที่ตนจดจ่อรอคอยด้วยท่าทีฉุนเฉียวต่อหน้าทิวา

“ท่านมัวทำอะไรของท่านอยู่กันแน่ นี่ก็ผ่านไปอีกวันแล้ว”

“ใครให้เจ้ามาเสนอหน้าตอนนี้...เจ้านี่มีปัญหากับข้าตลอดเวลาเลยนะ”

“ก็ท่านสัญญาว่าจะทำพิธีให้เสร็จเรียบร้อย ก็ไม่ทำสักที ร่างนี้มันจะเน่าคาวิญญาณข้าอยู่แล้ว”

“ข้าจะทำเมื่อข้าพร้อม ไม่ใช่เจ้าพร้อม”

เมฆไม่พอใจกาลิกิณี...มองหน้าทิวายิ่งไม่พอใจมากขึ้นไปอีก ทิวามองเห็นวิญญาณพันเทพแทนที่ร่างของเมฆ ถามว่านั่นพ่อเหรอ

“เก่งนี่ที่มองออก” กาลิกิณีชมทิวาแล้วบอกว่า แรม 15 ค่ำ คือวันที่เธอจะทำพิธีให้เขามีพลังมากขึ้น

เมฆมองทิวาตาขวาง ขณะที่ทิวาจ้องตอบสีหน้าเต็มไปด้วยความแค้น หลังจากนั้นทั้งคู่แยกไปคุยกันโดยไม่มีกาลิกิณี

“ที่พ่อมาขัดขวางพิธี ตอนที่ผมยังจำอะไรไม่ได้ก็เพราะไม่อยากให้ผมกลับมามีชีวิตสินะ พ่อเคยใจร้ายกับผมยังไง ก็ยังเป็นแบบนั้นเสมอ”

“อย่าพูดมากเลย แกก็กลับมาเพื่อจะมาล้างแค้นฉันอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เอาสิ ตอนนี้ฉันไม่มีปัญญาทำอะไรสักอย่างหรอก ไม้ตะพดก็ไม่มี เอาเลย ฆ่าฉันเลย”

“ผมไม่อยากทำอย่างนั้นกับพ่อหรอก เพราะผมมีวิธีที่ดีกว่านั้นเยอะ ผมจะแย่งทุกอย่างที่พ่ออยากได้มาทั้งหมด อำนาจ บารมี รวมถึงไม้ตะพดด้วย”

“ไอ้ทิวา...ไอ้เนรคุณ” พันเทพในร่างเมฆจะตบทิวา แต่ทิวาคว้ามือเขาไว้แน่น

“อย่าลืมสิ พ่อไม่ใช่พ่อผมจริงๆสักหน่อย เกมของพ่อน่ะเริ่มตั้งแต่สลับตัวผมกับไอ้ไม้ที่โรงพยาบาลแล้วเอาผมมาเลี้ยงด้วยความทรมานที่สุด แต่เกมของผมเพิ่งจะเริ่ม...ตอนนี้”

ทิวาจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง เขาดูมั่นใจและเอาจริง “กลับไปหาไอ้ไม้ลูกรักของพ่อได้แล้ว”

น้ำเสียงดุดันและท่าทีแข็งกร้าวของทิวาทำให้พันเทพเจ็บแค้นใจ แต่ไม่กล้าทำอะไรมาก เพราะตัวเองยังไม่สมบูรณ์พอ ได้แต่เดินออกไปด้วยความแค้น

คืนนั้นไม้กลับมาที่บ้านพบเมฆนอนหลับไปแล้ว เขามองสร้อยที่คอพ่อ พยายามถอดมันออกแต่ไม่สำเร็จ แถมมือยังเกือบไหม้เพราะความร้อนที่สร้อยรุนแรงมาก

เมฆลืมตาโพลงลุกพรวด เช่นเดียวกับพันเทพอีกบ้านลืมตาขึ้นมาในความมืด ตาแข็งราวกับคนไร้วิญญาณ ลุกเดินออกไปนอกห้องทันที

ไม้ตกใจกับอาการของเมฆที่ผิดปกติ หนำซ้ำพ่อยังจู่โจมชกต่อยเขาไม่ยั้ง บังคับให้ไม้ต้องต่อสู้กลับไปอย่างไม่มีทางเลือก

ด้านพันเทพเดินตัวแข็งทื่อราวกับคนไร้วิญญาณออกไปยังห้องรับแขกที่ทิวานั่งอยู่ เขาล็อกคอทิวาแล้วต่อสู้กันอุตลุด พันเทพทำโดยไม่รู้ตัว แต่ทิวารับมือได้หมดทุกกระบวนท่า ทั้งที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งกาลิกิณีปรากฏตัว มองร่างพันเทพที่นอนหมดสติสิ้นฤิทธิ์อยู่กับพื้น นางตอบคำถามของทิวาว่า

“พวกพลังวิญญาณเหลือน้อยก็แบบนี้ บางทีก็ไม่มีสติ จำตัวเองไม่ได้ ทำร้ายคนไม่เลือก”

“พลังวิญญาณเหลือน้อย?” ทิวาทวนคำ มองพันเทพอย่างไม่เข้าใจ...

ฝ่ายเมฆที่หมดสติไปดื้อๆ ไม้ประหลาดใจพยุงพ่อกลับขึ้นเตียงนอน สังเกตเห็นสร้อยคอมีแสงสว่างสีแดงวาบออกมา ยิ่งงุนงงเป็นไก่ตาแตก

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย”

ooooooo

บรรยากาศตลาดยามเช้าคึกคักเหมือนเดิม แต่ไม่กี่นาทีถัดมาก็มีเหตุให้ชาวบ้านแตกตื่นหนีตาย!

ชายใส่หน้ากากเข้ามาทำร้ายชาวบ้าน พังร้านค้าอย่างบ้าคลั่งอยู่พักหนึ่งก่อนที่ลูกผู้ชายจะปรากฏตัว

อาการบ้าคลั่งของชายใส่หน้ากากทำให้ไม้ในชุดลูกผู้ชายประหลาดใจ เพราะเหมือนกับพ่อของตนเมื่อคืนไม่มีผิด สู้แบบไร้สติ ไม่คิดชีวิต

ลูกผู้ชายใช้ตะพดจัดการชายใส่หน้ากากด้วยท่าไม้ตายจนสลบอยู่กับพื้นแล้วถอดหน้ากากออก พบว่าเขาคืออากงนั่นเอง ชาวบ้านพากันซุบซิบนินทาด่าทอกันใหญ่ ลูกผู้ชายเห็นสร้อยที่คออากงซึ่งเหมือนกับของเมฆ พันเทพ ทิวา และเวลานี้มันก็แดงวาบเหมือนของเมฆเมื่อคืน

ลูกผู้ชายพยายามดึงสร้อยออกจากคออากง แต่ดึงไม่ขาด อีกทั้งมันยังร้อนจัดจนเขาต้องปล่อยมือ...

หลังจากนั้นไม้พาอากงไปส่งที่บ้านแล้วซักถามว่าทำตัวเป็นโจรหน้ากากสร้างความวุ่นวายให้ชาวบ้านทำไม

“ไม่เคยทำนะ” อากงตอบมึนๆ

“ไม่เคยแล้วนี่อะไร”

ไม้เอาหน้ากากและชุดมายืนยัน อากงงงเต็กย้อนถามว่านี่อะไร?

“อย่ามาทำไม่รู้หน่อยเลย คนเขารู้ความจริงกันทั้งตลาด โกหกยังไงก็ไม่มีใครเชื่อแล้ว มีคนสั่งให้ทำใช่ไหม...ใคร?”

“อั๊วไม่ได้ทำอะไร อั๊วไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้นแหละ”

“สร้อยที่แกใส่อยู่ นึกว่าฉันไม่รู้เหรอ แกเป็นคนของนางพญาเวตาลใช่ไหม” อากงส่ายหน้าดิก ไม้ไล่บี้อย่างไม่เชื่อ “ก็เห็นสร้อยนี่อยู่ ยังจะโกหกอีก”

ไม้ตั้งท่ากระชากสร้อย อากงห้ามเสียงหลง...ทันใดไฟลุกท่วมสร้อยลวกคออากงเจ็บปวดร้องโหยหวนทรมาน

“นี่มันสร้อยอะไรกันแน่ มันเป็นสร้อยของนางพญาเวตาลจริงๆใช่ไหม” ไม้คาดคั้นและจะดึงสร้อย ในที่สุดอากงก็ยอมรับ

“อย่าดึงนะ อย่าดึง อย่าพยายามเอามันออกจากตัวอั๊ว มันมีคำสาป มันเป็นสร้อยของนางพญาเวตาลจริงๆ”

แล้วอากงก็เล่าย้อนไปวันแรกที่เจอนางพญาเวตาล วันนั้นเขาเข้าไปในป่าจุดธูปทำพิธีจนมองเห็นวัดร้างและเดินเข้ามาในโบสถ์ กรีดเลือดจากข้อมือตัวเอง

“อั๊วได้ยินว่าไอ้พันเทพมันบูชาเวตาล มันจึงมีอำนาจและยิ่งใหญ่ อั๊วเองก็ไม่ใช่คนยอมแพ้ใครมาแต่ไหนแต่ไร อั๊วอยากจะชนะพวกมันด้วย ลูกน้องอั๊วคนนึงเป็นกะเหรี่ยงมาจากเขา ที่นั่นร่ำลือกันถึงนางพญาเวตาลจากขุมนรก อั๊วก็เลยสืบเสาะทำพิธีทุกอย่างเพื่อไปตามที่ตำนานร่ำลือ แล้วอั๊วก็ได้เจอกับนางพญาเวตาลจริงๆ ตอนนั้นอั๊วทั้งกลัว ทั้งดีใจ นางพญาเวตาลบอกว่าจะให้อั๊วยิ่งใหญ่กว่าใครได้จริงๆ ให้อั๊วได้แข็งแกร่งอย่างที่อั๊วต้องการ อั๊วจึงยอมเป็นทาสนาง แล้วนางก็สวมสร้อยนี่ให้กับอั๊ว อั๊วรู้สึกวิเศษเหมือนได้เกิดใหม่”

“แล้วพอเป็นทาสต้องทำอะไรบ้าง” ไม้ซักถามด้วยท่าทีตื่นเต้น

“หาสัตว์ใหญ่บ้างเล็กบ้างไปเป็นอาหารให้นาง แล้วอั๊วก็มีร่างกายที่กระชุ่มกระชวยเหมือนกลับไปเป็นหนุ่มอีกครั้ง กิจการอั๊วไปได้ดีมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่ มันเหมือนวิญญาณอั๊วค่อยๆหายไป สูญสลายไปช้าๆ”

“หมายความว่าไง”

“พอนานวันเข้าความกระชุ่มกระชวยก็หายไป อั๊วเริ่มจำอะไรไม่ค่อยได้ นอนละเมอไปตื่นอีกที่ด้วยความเพลีย หมอบอกว่าอั๊วเป็นบ้า แต่อั๊วไม่ได้บ้า”

“แล้วที่ใส่หน้ากากไปป่วนคนอื่นนี่ทำไปเพื่ออะไร”

“หน้ากากอะไร ไม่ได้ทำ” อากงเหมือนอาการความจำเสื่อมกำเริบขึ้นมาอีก ไม้ส่ายหน้าหนักใจ

ooooooo

เพื่อพ่อที่ตาบอดจะได้มีโอกาสกลับมามองเห็นเหมือนเดิม อบเชยจำใจคบหากับทิวา แต่มีข้อแม้ว่าถ้าพ่อของเธอไม่หาย การคบหาระหว่างเธอกับเขาต้องสิ้นสุด

ทิวาพอใจรุกคืบด้วยการชวนอบเชยมาทำอาหารให้กินที่บ้าน ฝ่ายกาลิกิณีที่อาศัยบ้านพันเทพอยู่ก็ไปชวนไม้มากินข้าว ไม้อยากรู้เรื่องประตูมิติที่จันทร์กับชาญเจอมาจึงตอบตกลง เมื่อมาถึงไม้เจออบเชยอยู่กับทิวาเกิดอาการหึงหวงไม่พอใจ ส่วนกาลิกิณีกลัวอบเชยเห็นตนแล้วแผนจะแตกจึงแอบหลบไปก่อน

ไม้จะพาอบเชยกลับแต่ทิวารีบเข้าขวางและบอกด้วยว่าตนกับอบเชยเป็นแฟนกันแล้ว ไม้เสียใจมากไปดื่มเหล้าจนเมาไม่ได้สติ กาลิกิณีสบโอกาสพาเขาไปที่โบสถ์ร้าง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะทิวาเข้ามาขวางไว้ก่อน

เช้าวันใหม่ ไม้รู้สึกตัวนอนอยู่ลานหลังบ้านพันเทพในสภาพใส่กางเกงตัวเดียวไม่มีเสื้อ แพรวามาเห็นตกใจซักถามไม้เป็นการใหญ่ แต่เขาจำอะไรไม่ได้แถมบ่นปวดหัวมากต้องขอยาจากเธอกิน

พันเทพในร่างเมฆบุกมาที่บ้านอากงเพื่อตามหาไม้แต่ไม่พบ เขามีปากเสียงกับอากง ขณะเดียวกันเมฆในร่างพันเทพกลับมาที่บ้านร้องเรียกหาไม้ด้วยเสียงแหบแห้ง แล้วอีกสักพักเมฆในสภาพเลือดท่วมตัวก็ย้อนกลับมาที่บ้านเจอพันเทพนั่งรอไม้อยู่

พันเทพตกใจถามเมฆว่าเกิดอะไรขึ้น เมฆตวัดเสียงว่าไม่ใช่เรื่องของเขา...แล้วชะงักด้วยความสงสัย

“นี่แกพูดได้?”

“ใช่ แล้ววันนี้ฉันจะมาบอกความจริงทุกอย่างกับไม้”

“แกไม่มีวันได้ทำสิ่งนั้นหรอก”

“ฉันจะไม่มีวันให้แกใช้ร่างฉันไปทำร้ายใครอีกแล้ว”

สองคนจ้องหน้ากันเขม็ง เมฆเลือดท่วมตัวโดยไม่รู้สาเหตุ ขู่พันเทพอย่างดุดัน “ถ้าแกจะบอกเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้ แกคงต้องข้ามศพฉันไปก่อน”

“ฉันไม่มีวันยอมอยู่ในร่างเน่าๆของแกอีกแล้วเหมือนกัน”

“แล้วแกคิดว่าฉันจะปล่อยให้แกกลับมาใช้ร่างนี้แล้วครองไม้ตะพด แล้วทำยิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิมรึไงไม่มีทาง! สิ่งนี้ควรจะเป็นของฉัน”

พันเทพกับเมฆต่อสู้กันไม่ยั้ง ต่างก็ทุลักทุเลไม่มีใครยอมใคร เหมือนว่าจะให้ตายกันไปข้างหนึ่ง พันเทพเสียเปรียบแต่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ จนสุดท้ายเมฆก็ซัดเขาสลบไปแล้วลากร่างขึ้นรถกระบะเก่าของตน เอาผ้าใบคลุมแล้วมัดไว้

เมฆขับรถรีบไปบ้านพันเทพ แต่ระหว่างทางพันเทพ ฟื้นขึ้นมาล็อกคอเมฆ การต่อสู้เกิดขึ้นอีกครั้งก่อนที่พันเทพจะหนีหายไปในความมืด เมฆจะตามไปแต่ทันใดสมุนของอากงโผล่มาล็อกตัวเขาไว้เพราะเข้าใจว่าเมฆฆ่าอากง สมุนจับเมฆไว้เพื่อจะแก้แค้น ไม้รู้รีบตามไปช่วยพ่อออกมาได้อย่างหวุดหวิด

แล้วเมฆในร่างพันเทพก็ไปหาศรนารายณ์ที่อยู่บ้านคนเดียว จุดประสงค์คือต้องการบอกความจริงทั้งหมด

ดวงตาของศรนารายณ์เริ่มมองเห็นรางๆ เห็นเงาคนอยู่ตรงหน้าแต่ไม่รู้ว่าใคร “นั่นใครน่ะ ถ้าไม่บอกฉันจะร้องให้คนช่วย”

“อย่าตะโกนบอกใครเลยนะพี่ศร”

“พันเทพเหรอ?” พูดแล้วศรนารายณ์ระวังตัวแจ กำหมัดตั้งการ์ดในลักษณะเตรียมพร้อม “ถึงฉันจะตามองไม่เห็น แต่ฉันก็ฝีมือไม่ตกหรอกนะ”

“ฉันไม่ได้จะมาทำอะไรพี่ ฉันไปรอไม้ที่บ้านมีเรื่องสำคัญจะบอกไม้ แต่ไม้ก็ไม่กลับมาที่บ้านสักที แล้วตอนนี้ฉันก็ต้องไปแล้ว ก่อนที่จะเกิดอันตรายกับทุกคน ฉันนึกถึงใครไม่ออก นอกจากพี่ศรคนเดียว”

“ภาษาแกไม่เหมือนเดิมพันเทพ น้ำเสียงแกก็อย่างกับคนละคน”

“แล้วพี่ว่าฉันเหมือนใครล่ะ พี่ไม่เห็นหน้าของฉัน ไม่เห็นร่างกายฉัน พี่น่าจะสัมผัสวิญญาณฉันได้ดีที่สุด”

“เมฆ!!??”

“ใช่...ฉันที่เป็นน้องที่เคารพพี่มากที่สุด ฉันยังจำตอนเด็กๆที่พี่พาฉันไปดูพี่แข่งมวยตับจากด้วยได้อยู่เลย”

“เมฆจริงๆด้วย”

ศรนารายณ์กับพันเทพสวมกอดกันอย่างสนิทใจ โดยเฉพาะศรนารายณ์เชื่อสนิทแล้วว่าพันเทพคนนี้ความจริงก็คือเมฆน้องรัก

พันเทพไปยืนหน้ากระจกมองเงาสะท้อนตัวเองที่เป็นเมฆแล้วเล่าความจริงให้ศรนารายณ์ฟังอย่างหมดเปลือก

“ตั้งแต่ฉันถูกจับไปคราวนั้น พวกมันก็ทำพิธีสลับวิญญาณฉันกับไอ้พันเทพ มันให้ฉันกินยาที่ทำให้พูดไม่ได้ แล้วสร้อยนี่ก็จะทรมานฉันทันทีที่ฉันพูด มันพร้อมจะฆ่าฉันให้ตายด้วยซ้ำ ฉันเหมือนถูกขังอยู่ในร่างนี้อย่างทรมาน”

“แต่นี่ก็กำลังเล่าให้ฉันฟังอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วสร้อยที่ว่า...”

“พวกมันบังคับให้ฉันอยู่กับกระจก ให้ต้องเห็นใบหน้าคนที่ฉันเกลียดที่สุด จนฉันเริ่มรู้ว่าถ้าฉันพูดทุกอย่างผ่านกระจก มันเหมือนฉันพูดกับตัวเอง ทำให้ฉันปลอดภัย”

“แล้วนี่จะทำยังไงต่อไป”

“คืนนี้มันจะทำพิธีฝังวิญญาณฉันไว้กับร่างไอ้พันเทพ นี่ฉันหนีออกมาเพื่อบอกให้ทุกคนรู้ความจริง โดยเฉพาะไม้ ว่าคนที่เขาอยู่ด้วยอันตรายที่สุด”

“พันเทพในร่างเอ็งมันก่อเรื่องไว้มาก จนทุกคนก็พากันสงสัย”

“รวมทั้งเรื่องตาของพี่ศรด้วย...ขอโทษนะพี่ที่ฉันช่วยพี่ไว้ไม่ได้เลย”

“ไม่เป็นไรหรอก แล้วนี่จะให้ช่วยอะไรได้บ้าง”

“แค่บอกเขาว่าฉันรักเขามาก แล้วให้เขาระวังตัวให้มาก ฉันไม่รู้ว่าฉันจะได้กลับร่างเดิมมั้ย พิธีคืนนี้คือโอกาสเดียวที่ฉันจะต้องเสี่ยงที่จะได้ร่างตัวเองกลับมา”

ศรนารายณ์คิดหนัก หยิบตะกุดออกจากกระเป๋าเสื้อยื่นให้ “ตะกุดนี่อบเชยบอกว่าเคยปกป้องไม้ให้รอดพ้นจากพลังของนางพญาเวตาลมาแล้ว มันอาจจะช่วยนำทางให้ได้”

“ขอบคุณพี่ศร ฉันฝากไม้ด้วยนะพี่ ฉันต้องรีบไปแล้ว ก่อนที่จะโดนจับได้ว่าหนีออกมา”

ศรนารายณ์รับรู้ความจริงจากเมฆที่อยู่ในร่างพันเทพด้วยความเห็นใจ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เคลลี่” สะดุ้ง แฟนละคร “เวราอาฆาต” อินหนัก ด่าแรง หวั่นดราม่าทำคนเกลียด

“เคลลี่” สะดุ้ง แฟนละคร “เวราอาฆาต” อินหนัก ด่าแรง หวั่นดราม่าทำคนเกลียด
23 มิ.ย 2564

11:45 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 13:50 น.