ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะพดโลกันตร์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: พอร์ช-เคลลี่ โชว์บู๊อีกครั้งใน "ตะพดโลกันตร์"

แม้ท้องฟ้าหลายวันที่ผ่านมาแปรปรวนเหมือนจะมีอาเพศ แล้วอบเชยก็ฝันร้ายเหมือนมีลางบอกเหตุไม่ค่อยดี แต่งานแต่งงานระหว่างเธอกับไม้ยังคงดำเนินไปตามฤกษ์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง

บรรยากาศวันแต่งงานสนุกสนานมีขบวนแห่ขันหมากตามประเพณีแต่เช้า แต่แล้วแขกไม่ได้รับเชิญคนหนึ่งก็ทำให้งานกร่อยลงทันตา เขาคือพันเทพที่หายสาบสูญไปนั่นเอง

เขารับบัญชาจากกาลิกิณีให้มาเอาตัวคนฆ่าเวตาลไปให้เธอ...พันเทพกลับมาอย่างคนบ้าเลือดและกล้าแกร่ง ยังไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหนมา แม้เมฆและไม้จะร่วมมือกันรุมพันเทพ ยังไม่สามารถเอาชนะเขาได้ ไม้เองแม้จะใช้ตะพดด้ามยาวที่รวมทั้งเลือดและวิญญาณเข้าด้วยกันยังทำได้เพียงเสมอและยับยั้งพันเทพเอาไว้ได้เท่านั้น

ในการต่อสู้ ไม้กระตุกเอาของบางอย่างที่พันเทพห้อยคอมาไว้ได้ มันคือหูที่ยังไม่เน่าเปื่อยของเวตาล ก่อนจากพันเทพได้ลักพาตัวอบเชยไปด้วย แต่ไม่เป็นที่พอใจของกาลิกิณี หลังจากเธอซักถามพันเทพแล้วรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่คนที่ฆ่าผัวของตน

“ข้าบอกเจ้าว่ายังไง ให้ไปเอาคนที่ฆ่าผัวข้ามาที่นี่ แล้วนังนี่มันเป็นใคร”

“คืออย่างงี้ นังนี่คือคนรักของคนที่ฆ่าผัวท่าน”

“แล้วยังไง การจับนางมามันไม่ได้มีประโยชน์ช่วยให้ผัวข้าคืนชีพขึ้นมาได้เลย”

“เราสามารถเอาไปต่อรองกับพวกมันได้ไง คนที่มันรัก...พวกมันไม่ยอมเสียไปง่ายๆหรอก มันจะยอมทำให้ท่านทุกอย่างนั่นแหละ”

“ให้มันจริงก็แล้วกัน” กาลิกิณีคำราม มองหน้าพันเทพอย่างไม่ไว้ใจนัก...

ในเวลาเดียวกันนั้น ไม้อยู่ไม่เป็นสุข เดินไปเดินมาเป็นห่วงอบเชยมาก ไม่ต่างจากคนอื่นๆที่นั่งหน้าเครียด คิดไม่ตกว่าพันเทพรอดกลับมาได้ยังไง

“ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าพันเทพรอดมาได้ยังไง” เมฆเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจ

“แต่ที่ถ้ำตอนนั้น...พ่อพันเทพก็ช่วยให้ฉันกับพ่อเมฆรอดมาได้ ถึงพ่อพันเทพยังไม่ได้ตายก็ไม่น่าจะกลับมาทำเลวอีก แต่นี่มันอะไร อยู่ๆก็มาลักพาตัวอบเชยไปแบบนี้” ไม้กล่าวอย่างคับแค้น

“คนอย่างนั้นน่าจะตายๆไปซะ” ชาญพูดแล้วนึกได้เบรกไว้เพราะเกรงใจไม้ แต่ไม้เมินหน้าไม่อยากออกความเห็นอะไร จันทร์กับศรนารายณ์สงสัยใคร่รู้เรื่องวิชาการต่อสู้ของพันเทพที่เก่งกาจไปฝึกที่ไหนมา แสดงว่าคนสอนต้องมีฝีมือมาก เมฆนึกได้บอกว่าบางส่วนคล้ายกับโจรใส่หน้ากากที่เคยเจอไม้ฟังคนโน้นคนนี้เกิดหงุดหงิดเพราะกังวลใจเรื่องอบเชย ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้โพล่งขึ้นเสียงเครียดว่า “นี่มันไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องมวยบ้าบออะไรนี้ อบเชยถูกจับตัวไป ทำไมไม่หาวิธีช่วยอบเชยล่ะ”

“ไม้...อารู้ว่าไม้ห่วงอบเชยมาก แต่อบเชยก็เป็นลูกอา เราทุกคนไม่มีใครทิ้งอบเชยหรอก แต่เราต้องมีสติ”

คำพูดของศรนารายณ์ทำให้ไม้สงบลงได้ เดินเลี่ยงออกไปสวนกับตฤณ แพรวา และเจ๊กีที่พากันเข้ามา...เมื่ออยู่คนเดียวนอกบ้าน ไม้มองหูเวตาลที่ดึงจากคอพันเทพมาได้ รำพึงอย่างหนักใจโดยไม่รู้ว่าเมฆตามมายืนอยู่ข้างหลัง

“พ่อ...ทำไมไม่เป็นคนดีขึ้นเลย”

“ถ้าแลกกันได้พ่ออยากเป็นพันเทพ แล้วพันเทพมาเป็นพ่อ ลูกคงจะมีความสุขมากขึ้น”

ไม้ชะงัก หันกลับมามองเมฆแล้วเอ่ยเสียงแผ่วว่า “ไม่หรอกพ่อ พ่อก็คือพ่อ ไม่มีใครแทนที่ใครได้หรอก”

สองพ่อลูกมองหน้ากันอย่างเห็นใจ...ส่วนในบ้าน จันทร์กำลังซักไซ้ไล่เลียงแพรวาเรื่องพันเทพพ่อของเธอ ซักไปซักมาทำให้แพรวาเครียด เพราะเธอไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่จันทร์ถามว่าพันเทพมีหลังอื่นอีกไหม แล้วพ่อเธอมีใครที่เคารพนับถือที่พอจะเป็นอาจารย์ได้บ้าง

“ฉันไม่รู้”

“เป็นพ่อเป็นลูกกันจะไม่รู้อะไรซักอย่างเลยรึไง”

จันทร์กับชาญรุมแพรวาจนอึดอัดน้ำตาคลอต้องลุกเดินหนี ตฤณเห็นดังนั้นก็เป็นเดือดเป็นร้อนแทนเธอ

“พอได้แล้ว พันเทพที่ทุกคนกำลังด่ากันอยู่นั่นพ่อเธอนะ เธอสูญเสียคนทั้งครอบครัว เหลืออยู่ตัวคนเดียวมาตั้งนาน อยู่ๆพ่อเธอกลับมาแต่ไม่สนใจลูกตัวเองเลย ถ้าเป็นทุกคนบ้างจะรู้สึกกันยังไง อย่าดึงแพรวาเข้าไปเกี่ยวด้วยเลย”

พูดแล้วตฤณเดินตามแพรวาออกไป เจ๊กีจีบปากด่าจันทร์กับชาญแล้วส่ายหน้าระอาใจ

“ไม่รู้กาลเทศะเลยพวกลื้อเนี่ย”

ooooooo

อบเชยสลบไปนานพอควร พอเธอฟื้นคืนสติหายมึนศีรษะก็เหลียวมองรอบตัวหาเจ้าบ่าวรูปหล่อครู่หนึ่ง ก่อนนึกได้ว่าเกิดเหตุร้ายในงานแต่งงานของตน

“ไม้...งานแต่ง...ไอ้พันเทพ!”

หญิงสาวตั้งสติได้ก็ตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ยกใหญ่

“ไอ้พันเทพ แกจับฉันมาไว้ในนี้ทำไม ไอ้พันเทพ ไอ้คนเลว แกทำงานแต่งฉันล่ม งานบุญงานบวชทำไมไม่โผล่ไป ทำไมต้องโผล่มางานแต่งฉันด้วย ไอ้พันเทพอยู่ไหน ออกมานี่เลยนะโว้ยยยย”

กาลิกิณีเดินเยื้องย่างเข้ามาพร้อมกับพันเทพ หล่อนทำท่าทางจุ๊ปากส่งสัญญาณบอกให้เฉลยเงียบ

“ไม่เอา อย่าเสียงดังสิจ๊ะ”

“แกเป็นใคร” อบเชยแผดเสียง

“ฉันไม่ชอบคนพูดจาไม่สุภาพเลย คุยกันดีๆก็ได้”

“ก็ไอ้พันเทพมันจับฉันมาทำไมเล่า”

“พูดกับพ่อผัวให้มันเพราะๆหน่อย”

“อย่างกับไม้เขายอมรับตัวเป็นพ่อนี่ อาเมฆต่างหากเป็นพ่อ”

พันเทพสะอึก แววตาขุ่นเคือง กาลิกิณีแสยะยิ้มมองสาวสวยปากกล้าด้วยแววตาเหยียดๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอก...เธออยู่ที่นี่ไม่นาน”

“หมายความว่าไง”

กาลิกิณีไม่สนใจจะตอบคำถาม หันหลังเดินจากไป อบเชยไม่ได้ดั่งใจนักตะโกนลั่น

“เฮ้ย!! นี่ถามทำไมไม่ตอบล่ะ มาเปิดกรงนี่ให้ฉันที”

“ถ้ายังไม่อยากตายเร็วนักก็หุบปากได้แล้ว”

“ไอ้พันเทพ แก!!”

“ถ้าอยากอยู่ที่นี่ให้ปลอดภัย พูดให้น้อยเข้าไว้”

“แกกลับมาทำไม...แกจับฉันมาทำไม!!”

อบเชยโวยวาย พันเทพส่ายหัวระอา เดินเข้าไปอีกกรงของชิงช้าสวรรค์แล้วล็อกตัวเองไว้ในนั้น อบเชยเห็นก็ยิ่งงงว่าพันเทพทำแบบนั้นทำไม

แล้วไม่ทันไรเสียงประหลาดของสัตว์บางอย่างก็กึกก้องโหยหวนไปทั่วทั้งป่า ทำเอาอบเชยเงียบลงทันที เธอหันมองพันเทพที่วางท่านิ่งขรึม แล้วตาไวเหลือบเห็นแผลเป็นขนาดใหญ่ที่หน้าอกเขา...อบเชยเพ่งพิศพิจารณา เริ่มใช้ความคิดแทนการโวยวาย

ooooooo

คืนนั้นไม้นั่งเหม่ออยู่คนเดียวในชุดแต่งงานที่ยังไม่มีกะจิตกะใจจะถอดออก เป็นห่วงอบเชยจับใจ ไม่รู้เธอเป็นตายร้ายดียังไง

“พ่ออย่าทำอะไรอบเชยเลย...ฉันขอร้อง” ไม้พึมพำ...หยิบของสองสิ่งจากกระเป๋าเสื้อออกมา อันนึงเป็นหูเวตาลที่ดึงมาจากคอพันเทพ อีกอันเป็นตะกรุดที่อบเชยใส่ไว้ก่อนเริ่มพิธีแต่งงาน

ชายหนุ่มพินิจพิเคราะห์หูเวตาลอย่างตั้งใจ จันทร์เดินเข้ามาเมียงมอง ถามไม้ว่ายังไม่นอนอีกหรือ

“ใครจะหลับลง”

“แล้วนั่นอะไร”

“ฉันกระชากออกมาจากคอพันเทพ...แกว่ามันเป็นอะไรวะ”

จันทร์หยิบหูเวตาลมาจากมือไม้ พลิกมันไปมาแล้วบอกว่าเหมือนซากอะไรสักอย่าง

“ฉันก็ไม่รู้ แต่ลักษณะมันเหมือนหู” พูดแล้วไม้หน้าหมองหม่น ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจตัวเอง บ่นอย่างรู้สึกผิดว่าอบเชยโดนจับไปเพราะตนแท้ๆ

จันทร์ไม่รู้จะปลอบไม้อย่างไร ได้แต่ตบบ่าเขาเบาๆไม้สีหน้าเครียดจัด กลุ้มใจเป็นห่วงอบเชยถึงกับกระแทกเสียงออกมาอย่างอึดอัดคับแค้น

“ทำไมเราทำได้แค่รอวะ ทำไมพันเทพไม่ติดต่อมาซักทีว่าต้องการอะไรกันแน่”

ooooooo

ณ โบสถ์ร้างซึ่งเป็นสถานที่ลึกลับ อบเชยพยายามหนีออกจากกรงชิงช้าสวรรค์แต่ไม่สำเร็จ เธอเห็นพันเทพฝึกวิชาอยู่กับผู้หญิงรูปร่างสมส่วนงดงามมีฝีมือเป็นเลิศ แต่ไม่รู้ความเป็นมาของผู้หญิงคนนั้น รู้แต่เพียงว่านางดื่มเลือดต่างน้ำและพยายามปลุกเสกวิญญาณบางดวงขึ้นมา

กาลิกิณีหรือนางพญาเวตาลทำพิธีกรรมบางอย่างเพื่อปลุกวิญญาณของบุคคลที่เคยเสียชีวิตด้วยการถูกเวตาลดูดกลืนวิญญาณ หนึ่งในนั้นคือทิวาผู้มีวิญญาณอาฆาตชะตากรรมไม่แพ้เวตาล แต่หญิงเลอโฉมผู้นั้นยังไม่สามารถคืนร่างให้ทิวาสำเร็จ นางทำได้เพียงพูดคุยต่อรองและรับรู้ถึงความแค้นของทิวาที่มีต่อผู้ครอบครองไม้ตะพด วิญญาณของทิวาสัญญาว่าถ้านางคืนร่างให้เขาได้ เขาจะยินดีรับใช้นางไปตลอดชีวิต

ไม้ เมฆ และศรนารายณ์ไม่รู้ชะตากรรมของอบเชย ทั้งสามได้แต่พิจารณาหูของเวตาล แล้วไม้ก็เหมือนได้ยินเสียงบางอย่างที่แว่วออกมาจากหูนั้น มันเป็นเสียงผู้หญิงกำลังคุยกับอบเชย เป็นคำอาฆาตว่าถ้าหากนางจะต้องอยู่อย่างไร้คู่ไปชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม้กับอบเชยก็ต้องได้รับความทรมานไม่แพ้กัน

กาลิกิณีเพิ่งรู้เห็นว่าพันเทพทำหูเวตาลที่ตนให้หายไป นางไม่พอใจอย่างมากออกคำสั่งให้เขาไปตามกลับคืนมา แต่พันเทพทำไม่สำเร็จเพราะสู้ไม้กับเมฆไม่ได้ หนีหายไปในความมืดโดยไม่ยอมบอกว่าเวลานี้อบเชยอยู่ที่ไหน

พันเทพถูกกาลิกิณีทำร้ายจนกระอักเลือดแล้วด่าซ้ำว่าไม่ได้เรื่อง พันเทพอ้างว่าเพราะหูของเวตาลที่นางสะกดพลังไว้อยู่ที่พวกมัน มันเลยมีพลังที่เหนือกว่าตน ฝีมือมันไม่ธรรมดาถึงฆ่าเวตาลได้

“เจ้ามันกระจอกมากกว่า ถ้าข้าไม่มีหูของผัวข้า ข้าจะปลุกเขาขึ้นมาได้ยังไง”

“เอางี้มั้ย ท่านก็เอาอบเชยไปแลกหูของเวตาลกลับมา ท่านเก็บนางไว้ที่นี่ก็ไม่มีประโยชน์อยู่แล้วนี่”

กาลิกิณีเบนสายตาไปอีกฝั่ง ถามวิญญาณทิวาว่าข้อเสนอนี้จะทำให้เขาเสียผลประโยชน์หรือไม่ พันเทพตกใจไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีทิวาอยู่ที่นี่ด้วย แล้วก็ได้เห็นเขาเต็มตา ถึงกับตะลึงหน้าถอดสี

“ถ้าพ่ออยากให้เป็นแบบนั้น...ฉันจะขัดได้ยังไงล่ะ”

“ทิวาเห็นด้วยกับเจ้า สมกับเป็นลูกที่ดี แล้วเจ้าล่ะเห็นด้วยกับข้ามั้ย ที่ข้าจะทำให้ลูกชายคนนี้ของเจ้ากลับมามีชีวิตอีกครั้ง เขาน่าจะแข็งแรง แล้วก็มีฝีมือกว่าคนแก่ๆอย่างเจ้านะ ว่ามั้ย”

ฟังวาจาของนางพญาเวตาลแล้วพันเทพเงียบไปด้วยความหวาดหวั่น

ooooooo

ทุกครั้งที่ดวงวิญญาณถูกปลุกหรือเรียกว่าทำการชุบชีวิตจะมีคนต้องสังเวยวิญญาณ 5 ดวงเพื่อส่งไปขุมนรกแทนวิญญาณนั้น...และเวลานี้กาลิกิณีก็หมายตาอบเชยไว้เป็นหนึ่งดวงวิญญาณที่จะปลดปล่อยทิวา ดังนั้นทิวาต้องไปจัดการอบเชย

มะลิรู้เรื่องพวกนี้ค่อนข้างดีเพราะศึกษาจากหนังสือโบราณ พอสายวันนี้มีคนตายที่ตลาดสภาพไม่ค่อยปกติ มะลิเลยฟันธงว่าศพนี้น่าจะคือหนึ่งในห้าวิญญาณที่จะคืนชีพคนจากนรกได้

ทุกคนหันมองมะลิเป็นตาเดียว เจ๊กีไม่เคยเห็นหญิงสาวหน้าตาดีคนนี้มาก่อน ถามว่าหล่อนเป็นใครแล้วพูดเรื่องอะไร มะลิไม่ตอบแต่บ่นพึมพำว่าเป็นไปตามที่หนังสือว่าไว้จริงๆ บ่นเสร็จก็ยื่นหนังสือโบราณคืนให้จันทร์

“ที่แท้เธอรู้เรื่องจากหนังสือที่ยืมฉันไปนี่เอง”

“หัดอ่านซะมั่ง”

เจ๊กีสงสัยยื่นหน้ามาถามว่าหนังสืออะไร ทำไมเก่านัก จันทร์บอกว่าหลวงพ่อให้ยืมมา บันทึกด้วยมือทั้งเล่ม อาจเป็นบันทึกเรื่องจริงต่อๆกันมาก็ได้

“แล้วเรื่อง...ของที่ได้มาจากพันเทพนั่นล่ะ เอามาได้รึเปล่า”

ยังไม่ทันที่จันทร์จะตอบคำถามของมะลิ แพรวาเดินแทรกเข้ามาเสียก่อน

“คงไม่ได้หรอก เรื่องนี้มันเป็นเรื่องในครอบครัวของเขา เธอเป็นคนนอกจะเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวายได้ยังไง”

“นี่ไม่ใช่เรื่องแค่ครอบครัวใครหรอกนะ ไม่นานคนจะเดือดร้อนกันไปหมด ฉันรู้สึกได้ มันใกล้ตัวเราทุกคน เราทุกคนกำลังจะเจอปัญหาเดียวกัน ต้องช่วยกันคิด ต้องช่วยกันระวัง ถ้าเห็นใครแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านตอนนี้อย่าไว้ใจ”

“แน่ะ ใช้คำว่าเราด้วย” เจ๊กีเบะปากเหยียดหยัน และเห็นด้วยกับคำพูดแพรวาที่ไม่ไว้วางใจมะลิ

“ถ้าฉันฟังตามคำที่เธอพูด ฉันก็ไม่ควรไว้ใจเธอ ถูกมั้ย?”

“ใช่ ลื้อน่ะแปลกที่สุดเลย ตั้งแต่ลื้อย้ายเข้ามาก็มีเรื่อง”

“มันมีหลายเหตุผลนะที่ฉันจะไม่เชื่อเธอ เธอเป็นเด็กที่อยู่ๆก็มาพูดอะไรก็ไม่รู้ อ้างอิงหลักฐานไม่ได้เลย เธอเป็นใครมาจากไหนก็ไม่มีใครรู้จัก ขอโทษด้วยนะ พวกเราคงไม่ไว้ใจเธอ”

“ใช่ๆ” เจ๊กีขานรับและสนับสนุนแพรวาเต็มที่ แต่จันทร์ท้วงว่ามะลิหวังดีกับพวกเรา แพรวาเลยตอกหน้าเข้าให้ว่า

“เธอกล้าเอาตัวเองรับประกันไหมล่ะจันทร์ ว่ามะลิหวังดีจริงๆ”

จันทร์พูดไม่ออก แพรวาหันไปที่ชาญอีกคน ถามเขาว่ากล้ารับประกันด้วยหรือไม่ ชาญอึกอักแล้วทำเฉไฉเปลี่ยนเรื่องไปคุยกับจันทร์

“ออกรถดีกว่า เดี๋ยวจะได้เที่ยวน้อย”

แล้วชาญก็เดินออกจากวง โดยลากจันทร์ไปด้วย ทิ้งมะลิเผชิญหน้ากับแพรวาและเจ๊กีอย่างโดดเดี่ยว

“เธอกลับไปเถอะ ไม่ต้องพยายามทำอะไรให้เหนื่อยหรอก”

มะลิมองหน้าแพรวาที่ดูมึนตึงด้วยความเสียใจ เอ่ยปากขอโทษแล้วเดินจากไป เจ๊กีมองตามแววตาสะใจ แต่อดถามแพรวาด้วยความแปลกใจไม่ได้ว่า

“อั๊วไม่เคยเห็นลื้อดุใครเลยนะอาแพรวา ทำไมคราวนี้ลื้อถึงดุจัง”

แพรวาชะงัก ส่ายหน้ากลบเกลื่อนความจริงที่แอบหวงตฤณซึ่งเคยเห็นมีท่าทีสนใจมะลิ

ooooooo

หลังจากรับปากกาลิกิณีไว้ว่าจะจัดการอบเชย แต่แล้วทิวาเกิดลังเลเพราะยังมีเยื่อใย ที่สุดเขาก็บ่ายเบี่ยงบอกกาลิกิณีว่าอบเชยยังจำเป็นต่อเราอยู่มาก ขอให้เชื่อตนว่าเธอจะได้อะไรที่ต้องการจากผู้หญิงคนนี้อย่างแน่นอน คืนนี้ตนจะไปจัดการเมฆแล้วเอาหูของเวตาลสามีเธอคืนมาให้

อบเชยฟังการสนทนาของพวกเขาอย่างไม่เข้าใจ แต่รู้ว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่ เธอแอบฉีกคัมภีร์จากนรกหน้าสุดท้ายติดมือมาก่อนที่พันเทพจะพาเธอไปคุมขังไว้เหมือนเดิม

เมฆคือพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งอีกดวงหนึ่งที่ทิวาต้องการ เขารีบไปจัดการกับเมฆ ทันทีที่เมฆเห็นทิวาก็ดีใจมาก แต่ก็ต้องเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้เขาต้องกลายเป็นแบบนี้ เขายินดีมอบวิญญาณตัวเองเพื่อไถ่บาปให้กับทิวา และขอแลกตัวอบเชยกลับมาแทน

ทิวาส่งตัวเมฆมาให้กาลิกิณีเพื่อแลกกับอบเชย นั่นหมายความว่ากาลิกิณีได้หูของเวตาลคืนจากเมฆด้วย อบเชยถูกส่งตัวกลับพร้อมสิ่งที่แอบฉวยมาได้ ด้านมะลิพยายามเตือนทุกคนเรื่องที่มีคนตายเพิ่มขึ้นในหมู่บ้านอาจเป็นเพราะนางพญาเวตาล คนอื่นๆให้ความสนใจ ยกเว้นแพรวาที่ยังไงก็ไม่เชื่อใจมะลิอยู่ดี

กาลิกิณีทำพิธีสับเปลี่ยนวิญญาณเมฆกับพันเทพเพื่อแก้แค้นให้เวตาลและเป็นวิธีที่อาจจะทำให้เวตาลกลับคืนมา แต่พิธีก็ยังไม่สมบูรณ์เพราะตำราหน้าสุดท้ายหายไป เมฆและพันเทพกลับมาที่หมู่บ้านในสภาพสลับวิญญาณกันแล้วโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้

เมฆทำใจไม่ได้ที่ต้องมาอยู่ในร่างคนที่ตนเกลียดที่สุด แต่ก็ไม่สามารถบอกกับใครได้เพราะถูกกาลิกิณีให้กินสมุนไพรบางอย่างทำให้พูดไม่ได้และร่างกายก็อ่อนแอลง ตรงกันข้ามกับพันเทพที่ฮึกเหิมอยู่ในร่างเมฆ เพราะนอกจากร่างกายที่แข็งแรงกว่าเก่าแล้วยังได้ครองไม้ตะพดทั้งสองอัน

นอกจากสับเปลี่ยนวิญญาณเมฆกับพันเทพก่อนปล่อยทั้งคู่กลับมาที่หมู่บ้านแล้วกาลิกิณียังเข้ามาอยู่ในบ้านของพันเทพ โดยอ้างว่าจะคอยรักษาพันเทพให้หาย แพรวาจำต้องยอมเพราะเป็นห่วงพ่อ แต่ปกปิดเอาไว้ว่ามีหญิงแปลกหน้ามาอยู่ร่วมชายคา

ไม้กับศรนารายณ์ดีใจที่ได้อบเชยกลับคืนมา

ไม้นำตำราหน้าสุดท้ายที่อบเชยได้มาไปให้ตฤณดู ตฤณอ่านอักขระโบราณไม่ออกแต่คาดว่าเป็นภาษาของชนเผ่าที่บูชาบางอย่าง เขาแนะนำให้เอาไปให้มะลิ ตอนแรกอบเชยไม่ยอมเพราะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับมะลิ แต่เพราะความอยากรู้จึงเลี่ยงไม่ได้

มะลิเชื่อว่าเป็นภาษาของพวกคนป่าที่บูชานรกแต่อ่านไม่ออก รู้แต่ว่าตำราพวกนี้ถ้าไม่สรรเสริญก็สาปแช่ง แล้วแนะนำด้วยความหวังดีว่า

“ถ้าจะให้ดี เก็บมันไว้กับคนอื่นที่ไม่ใช่อบเชย เพราะว่านางพญาเวตาลอาจจะพอเดาออกว่าอบเชยเป็นคนเอามา แล้วก็จะตามมาทวงคืน”

“มั่วรึเปล่า บางคนก็แค่อยากพูดทุกอย่างให้ตัวเองดูฉลาดเฉยๆก็มีนะ” อบเชยแขวะมะลิ

“ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร อยากเก็บไว้เองก็ระวังตัวไว้ก็แล้วกัน แล้วก็เก็บมันไว้ดีๆ อย่าเที่ยวไปให้ใครแบบนี้ อย่าให้ใครรู้ว่ามันอยู่ที่ไหนเพราะอาจมีคนที่กำลังตามหาหน้าที่หายไปอยู่ก็ได้”

“ฉันเลือกมาถามเธอ ไม่ผิดคนจริงๆ” ตฤณชื่นชมมะลิ แต่อบเชยเหยียดยิ้มไม่ฟังคำเตือน แล้วเช้ามืดวันถัดมาอบเชยก็เจอดีเข้าจนได้ กาลิกิณีใช้อากงบริวารของเธอตามหาตำราที่หายไป อบเชยแทบแย่ถ้าไม่ได้ศรนารายณ์ช่วยเอาไว้ สุดท้ายเธอต้องเอาตำราหน้าสุดท้ายนั้นไว้กับไม้เพื่อความปลอดภัย

ooooooo

สายวันเดียวกัน พันเทพในร่างเมฆสวมใส่ชุดลูกผู้ชายเข้าไปจัดการอันธพาลที่กลางตลาด กลุ่มอันธพาลสู้ไม่ได้หนีหัวซุกหัวซุน ลูกผู้ชายไล่ตามเอาไม้ตะพดฟาดจนสะบักสะบอม ขนาดพวกมันยกมือไหว้ก็ยังไม่ยอมเลิกรา

“ฉันขอโทษนะลูกผู้ชาย ฉันจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว”

“แกมันเลว ไม่ควรจะอยู่บนโลกนี้แล้ว”

ลูกผู้ชายไม่พูดเปล่า กระทืบยอดอกเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก ชาวบ้านที่มุงดูแทบทนไม่ไหวกับความดุร้ายเกินกว่าเหตุของลูกผู้ชายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ช่วยกันขอร้องให้พอเถอะ มันแค่ขโมยของ และตอนนี้มันคงกลับใจแล้ว

“ขโมยก็คือขโมย ตอนนี้มันมีโอกาสขโมยของแค่นี้ แต่ถ้ามีโอกาสมากกว่านี้มันก็จะขโมยทุกอย่างที่มันทำได้ เพราะสันดานมันเป็นแบบนี้”

“พอเถอะจ้ะ ฉันสงสารมัน ส่งมันเข้าคุกก็ได้”

ชาวบ้านพากันยกมือไหว้ขอร้องลูกผู้ชาย บางคนซุบซิบว่าทำไมลูกผู้ชายโหดเหี้ยมขนาดนี้

“เอาเถอะ เอาตำรวจมาลากคอมันไปก็แล้วกัน ฉันเห็นแก่ทุกคนหรอกนะ” พูดจบลูกผู้ชายก็จากไป ท่ามกลางขวัญผวาของทุกคน

พันเทพในร่างเมฆบ้าพลังและอำนาจ พอใจในความยิ่งใหญ่ ถือไม้ตะพดเดินหัวร่อร่าออกไปอย่างมีความสุข

ไม้มาที่ตลาดเพื่อตามหาพ่อ พอได้ยินชาวบ้านซุบซิบถึงความโหดร้ายของลูกผู้ชายก็หยุดชะงักฟังหูผึ่งด้วยความสงสัย ก่อนเดินเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวบ้านเล่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่ด้วยท่าทีหวาดกลัว

ไม้ฟังแล้วหน้าเสีย ไม่คิดว่าพ่อของตนจะโหดแบบนั้นได้

แล้วไม้ก็ตามมาเจอพ่อที่ร้านกาแฟ เมฆนั่งยิ้มอารมณ์ดี ไม้เข้าไปทักถามพ่อมานั่งทำอะไรที่นี่ ตนนึกว่าพ่อไปทำงานแล้วเสียอีก

“พ่อว่าพ่อไม่อยากทำงานขับรถอะไรนั่นแล้วล่ะ ลาออกมาอยู่บ้านเฉยๆดีกว่า”

“ทำไมล่ะพ่อ ไหนพ่อว่าเจ๊กีมีบุญคุณกับพ่อเลยไม่อยากทิ้งแกไง”

“เป็นลูกผู้ชายก็งานหนักแล้วจะทำอะไรมากมาย เจ๊กีจะจ้างใครก็ได้ มีเงินซะอย่าง”

“ถ้าพ่อคิดแบบนั้น ผมก็ตามใจพ่อล่ะครับ เมื่อกี้ฉันได้ยินชาวบ้านพูดว่าพ่อเล่นงานคนขโมยของเหรอ”

“ใช่ สะใจชะมัด อยากเลวดีนัก ต้องโดนซะบ้าง”

ไม้อึ้งกิมกี่ พิจารณาท่าทีของพ่ออย่างงงๆ “ฉันว่าพ่อพักบ้างก็ได้นะ ไปอยู่ที่ฟาร์มแกะกับอบเชยมั้ย ส่วนเรื่องชาวบ้านที่นี่ฉันดูแลเอง”

“ไปอยู่ทำไมฟาร์มนั่น อยู่ที่นี่คอยเล่นงานพวกอันธพาลสนุกกว่าเยอะ”

“แล้วไม้ตะพดเราจะแบ่งกันเก็บเหมือนเดิมดีไหมพ่อ”

“ลูกไม่ต้องห่วง เก็บไว้กับพ่อทั้งคู่นั่นแหละ”

เมฆพูดไปยิ้มไป ภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองได้มา ไม้มองพ่ออย่างเป็นกังวล...อีกครู่ต่อมา สองพ่อลูกออกจากร้านกาแฟไปหน้าตลาดเจอแพรวาและกาลิกิณีเดินสวนมา เฆมไม่กล้าสบตากาลิกิณี สร้อยคอโบราณที่คอเขาส่งความร้อนแดงวาบจนร่างเซเล็กน้อย

กาลิกิณีเดินเฉียดไม้ เธอแอบสูดดมกลิ่นชายหนุ่ม รู้ทันทีว่าเขาคือคนที่เธอต้องการมาเป็นสามี จึงกล่าวสวัสดีด้วยรอยยิ้ม ขณะที่แพรวาทักสองพ่อลูกแล้วแนะนำสองฝ่ายให้รู้จักกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

“นี่ไม้ แล้วก็อาเมฆพ่อของไม้ ส่วนนี่ณีเพื่อนของแพรวาค่ะ”

“สวัสดีค่ะ สองพ่อลูกดูมีความสุขดีจังนะคะ ไม่ค่อยเห็นพ่อกับลูกชายสนิทกันเท่าไหร่”

ไม้ส่งยิ้มให้สาวณีอย่างเป็นมิตร หล่อนยิ้มหวานมองเขาตาเยิ้ม พร้อมหยิบยื่นไมตรีว่า

“ดีใจจังที่ได้เจอกัน งั้นวันหลังนัดไปทานข้าวที่บ้านก็ดีนะ อยู่ด้วยกันกับแพรวาไม่มีเพื่อนคุยสนุกๆเลย”

แพรวายิ้มเจื่อน ไม่อยากให้ใครรู้ว่าพันเทพกลับมาอยู่ที่บ้าน...ไม้ตอบรับคำเชิญของสาวสวยแล้วขอตัวผละไปพร้อมเมฆ กาลิกิณีมองตามหนุ่มไม้ตาเป็นมัน การแก้แค้นกำลังจะเริ่มขึ้น!

ooooooo








นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สะใภ้เจ้าสัว EP.26 สาวปริศนาโชว์ที่ตรวจครรภ์ อ้างท้องกับเจ้าสัวเทียน

สะใภ้เจ้าสัว EP.26 สาวปริศนาโชว์ที่ตรวจครรภ์ อ้างท้องกับเจ้าสัวเทียน
12 พ.ค. 2564

03:05 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 12 พฤษภาคม 2564 เวลา 05:25 น.