ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ตะพดโลกันตร์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: พอร์ช-เคลลี่ โชว์บู๊อีกครั้งใน "ตะพดโลกันตร์"

อบเชยถูกเวตาลพาตัวไปยังวัดร้างแล้วเตรียมจะฆ่าทั้งอบเชยและศรนารายณ์แต่ไม่สำเร็จเพราะไม้ตามมาช่วย ไม้ช่วยสองพ่อลูกจนตัวเองบาดเจ็บสาหัส อบเชยอยู่ดูแลไม้กับศรนารายณ์แต่ก็ยังปากแข็งไม่ยอมพูดว่าเป็นห่วงไม้มาก

ในการต่อสู้กันครั้งนี้ ไม้ใช้ตะพดจัดการกับสองแม่ลูกเวตาลจนบาดเจ็บไม่น้อย ลูกเวตาลเห็นพลังอำนาจของตะพดวิเศษจึงอยากได้มาครอบครอง กาลิกิณีรับปากลูกทันที โดยคิดยืมมือใครบางคนจัดการเรื่องนี้

เมฆทราบว่าตฤณพาแพรวาไปโรงพยาบาล เขารีบตามไปด้วยความเป็นห่วง ทำให้รู้ว่าแพรวาท้องแต่ตฤณไม่ยอมรับ โยนให้เมฆรับผิดชอบ เมฆยืนยันว่าตนไม่ใช่พ่อเด็กและจะหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ว่าแพรวาไม่ได้ท้องกับตน แต่ในระหว่างที่สองคนทุ่มเถียงกันนั้น

แพรวาหนีขึ้นไปบนดาดฟ้าโรงพยาบาลจะกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย ตฤณเอะใจตามขึ้นไปช่วยได้ทันท่วงที

สองคนล้มกลิ้งกับพื้น แพรวาผลักไสตฤณแล้วพยายามจะกระโดดอีก ตฤณเลยต้องกระชากตัวเธอมากอดไว้

“จะบ้ารึไง ทำอะไรทำไมไม่คิดถึงลูกในท้องบ้าง”

“ก็ถ้าพ่อมันเกลียดลูก ฉันจะให้ลูกเกิดมาทำไม”

“หมายความว่าไง”

“คุณจะสนใจทำไมล่ะ ฉันตายไปสักคนก็ไม่มีใครมาขวางหูขวางตาคุณแล้ว ปล่อยฉัน”

“ไม่ปล่อย ถ้าคุณยังไม่รับปากผมว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก”

“ฉันไม่รับปากอะไรกับคุณทั้งนั้น”

“งั้นผมก็ไม่ปล่อยคุณเหมือนกัน”

“ฉันบอกให้ปล่อย” แพรวาพยายามดิ้นให้หลุดจากตฤณ เมฆตามขึ้นมาเห็น ช่วยกล่อมหญิงสาวด้วยความรู้สึกผิดที่ฝังติดอยู่กับตัวเองมาตลอด

“คุณแพรวาครับอย่าฆ่าตัวตายอีกเลยนะครับ ถ้าคุณเป็นอะไรไปผมรับประกันได้เลยว่าผมจะต้องเป็นไปด้วยแน่ๆ เพราะมันหมายความว่าคุณรับผิดชอบความผิดทุกอย่างแทนผม ทั้งที่คุณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย ถ้าคุณอยากฆ่าผมก็ทำตามใจคุณเลยครับ แต่ถ้าคุณไม่ได้อยากฆ่าใคร คุณต้องเชื่อผม...ว่าผมจะหาหลักฐานทุกอย่างมาช่วยคุณเอง ว่าคุณไม่เคยนอกใจใคร”

ตฤณนิ่งฟังรู้สึกตัวเองผิดอยู่เหมือนกัน ขณะที่แพรวาหยุดดิ้น ยอมจำนนกับเหตุผลของเมฆแต่โดยดี

ooooooo

ที่โรงพยาบาลเดียวกัน จันทร์กับเพื่อนที่ท่ารถพาชาญที่หมดสติอยู่ในกองขยะมาส่งโรงพยาบาล หมอตรวจอาการแล้วจันทร์บอกว่าคนป่วยความดันต่ำมากจนน่าตกใจ ต้องตรวจเช็กความดันกันทั้งคืน สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะความเครียดบวกกับร่างกายอ่อนเพลียและขาดน้ำ

จันทร์รับฟังด้วยความกังวลและเป็นห่วงชาญ อยู่เฝ้าเขาตลอดคืน สายวันใหม่มะลิแวะมาเยี่ยมชาญแต่เขายังนอนนิ่งบนเตียง จันทร์เลยถามเธอว่าไม่ต้องเตรียมงานแต่งงานแล้วหรือ

“มีแต่เรื่องวุ่นๆแบบนี้ ฉันว่าคงไม่มีงานแต่งแล้วล่ะ”

“เฮ้ย! พูดเป็นเล่น คุณตฤณเค้ายังไม่ได้บอกยกเลิกสักหน่อย”

“นี่ตกลงเธออยากให้ฉันแต่งงานกับคุณตฤณจริงๆเหรอ”

จันทร์อึกๆอักๆไม่กล้าพูด พลันเสียงชาญดังขึ้นขัดจังหวะด้วยอาการของคนไม่ค่อยพอใจ

“จะคุยกันอีกนานมั้ย ข้าจะได้ออกไปข้างนอก”

“พี่ชาญ!” จันทร์ลุกขึ้นกระวีกระวาดไปดูชาญด้วยความเป็นห่วง แต่ชาญกลับมองเขาอย่างมึนตึงแล้วเบือนหน้าหนีพูดลอยๆว่า

“ช่วยไปตามหมอมาที ข้าจะออกจากที่นี่ ไม่ชอบอยู่เป็นก้างขวางคอใคร”

“เดี๋ยวฉันไปตามหมอมาให้ ยังไงก็ต้องให้หมอมาดูว่าฟื้นแล้ว”

“ฉันไปเอง เธออยู่นี่แหละ”

จันทร์ออกไปนอกห้อง ทิ้งให้ชาญอยู่กับมะลิสองคน...มะลิสบโอกาสถามข้อข้องใจของตนทันที

“ตกลงพี่เป็นอะไรทำไมไปนอนในกองขยะแบบนั้นได้”

ชาญคิดทบทวนครู่หนึ่งก่อนตอบอย่างมั่นใจว่าเวตาลคือผู้กระทำ มันบังคับให้มอบดวงจิตโดยที่ตน

ไม่เต็มใจ...เจ๊กีแอบฟังอยู่หน้าห้อง ก้าวเข้ามาขัดคอชาญอย่างไม่เชื่อ

“อะไรกัน คืนนั้นอั๊วยังเห็นลื้อเดินมากะอบเชยอยู่เลย...ไม่ใช่ลื้อเมาแล้วไปมีเรื่องกับใครเพราะผู้หญิงแล้วก็มาโกหกเรื่องเวตงเวตาลจะให้อั๊วยกโทษให้หรอกนะ”

“โหย...อะไรเนี่ยเจ๊ หมอเค้าบอกฉันเมามารึไง”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ นั่นน่าจะเพราะเวตาลมันต้องการดวงจิตไปเพื่อจะกลายร่างเป็นพี่ชาญได้มากกว่า คนที่เจ๊กีเห็นไปกับอบเชยอาจจะไม่ใช่พี่ชาญก็ได้นะคะ อาจเป็นเวตาลที่กลายร่างเป็นพี่ชาญอีกที”

“โอ๊ย อะไรเนี่ย ซับซ้อน วุ่นวาย ถ้าไม่มีหลักฐานอั๊วไม่เชื่อมันหรอก มันตอแหลจะตายอาชาญน่ะ”

“ถ้าจะหาหลักฐานก็ต้องมีคนเห็นพี่ชาญ 2 คนเวลาเดียวกัน แต่อยู่คนละที่”

“ใครจะมาเห็นวะเนี่ย ซวยแน่กู” ชาญบ่นหน้ายุ่ง

“แล้วนี่อาจันทร์ไปไหนเนี่ย ไม่ใช่อ้างว่าอยู่เฝ้าลื้อทั้งคืน แล้วจริงๆหนีไปเที่ยวอีกคนนะ รู้ไหมวันนี้วุ่นวายในการหาคนมาขับรถแทนลื้อแค่ไหน”

“ไอ้จันทร์น่ะเหรอที่อยู่เฝ้าฉันทั้งคืน”

“มันเป็นคนตามตัวลื้อจนไปเจอในกองขยะด้วยซ้ำไป อั๊วก็ตกใจหน้ามัน ทำยังกับกลัวลื้อจะตายงั้นแหละ รีบพามาส่งโรงพยาบาล อั๊วก็มาคิดแล้วคนอย่างลื้อจะตายง่ายๆได้ยังไง อาจันทร์มันก็ตื่นตูมไม่เข้าเรื่อง แล้วนี่ตกลงมันหายหัวไปไหน”

“ไปตามหมอค่ะ”

“แล้วไป” เจ๊กีสะบัดเสียงแล้วลงนั่งอย่างหงุดหงิด ชาญรู้สึกผิดที่ตนทำไม่ดีกับจันทร์

ooooooo

กาลิกิณีหรือนางพญาเวตาลรักษาอาการบาดเจ็บของลูกหลังจากต่อสู้กับลูกผู้ชายไม้ตะพดเมื่อวันก่อนด้วยสมุนไพรทั้งทาและต้มให้กิน

เมื่อลูกเวตาลรบเร้าเรื่องไม้ตะพดวิเศษที่อยากได้มาครอบครอง และเป็นจังหวะที่ทิวาโผล่เข้ามาพอดี กาลิกิณีจึงรับปากลูกอีกครั้งก่อนเดินนำทิวาออกไปคุยกันข้างนอก

“ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมท่านกับลูกถึงบาดเจ็บ”

เพียงคำถามแรกที่ทิวาเอ่ยปากก็ทำให้กาลิกิณีอารมณ์เสียถึงกับใช้พลังซัดใส่เขาเต็มหน้า

“ยังมีหน้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้นอีกเหรอ ข้าชุบชีวิตเจ้ามาจากนรกเพื่ออะไร จำได้มั้ย”

“เพื่อให้ข้ารับใช้ดูแลท่าน”

“นั่นสิ แล้วทำไมมีมนุษย์มาผ่านเข้าออกรังข้าได้ง่ายๆ จนทำให้ลูกข้ากับข้าบาดเจ็บได้ เวลานั้นเจ้าหายหัวไปอยู่ที่ไหน”

“ข้าไม่ได้ละเลยหน้าที่นะท่าน จริงๆแล้วข้าไปตามเรื่องอื่นให้ท่านต่างหาก เพราะตอนนี้ไอ้พันเทพน่ะมันกำลังรวบรวม...”

ทิวายังพูดไม่จบ กาลิกิณีจ้องมองสร้อยคอเขาฉับพลันสร้อยก็กลายเป็นเปลวเพลิงร้อนแรงแผดเผาจนทิวาร้องโหยหวนออกมาอย่างทรมานเพราะความเจ็บปวด

“โอ๊ย!!...ท่าน ข้าสำนึกผิดแล้ว ข้าจะไม่ทำแบบนี้อีก ต่อไปข้าจะดูแลท่านกับลูกเป็นอย่างดี”

“รู้ตัวก็ดี ส่วนเรื่องไอ้พันเทพมันจะทำอะไรไม่ใช่เรื่องของเจ้า ตราบใดที่สร้อยยังอยู่ที่คอมัน ข้าสามารถฆ่า มันเมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนกับที่ข้าสามารถฆ่าเจ้าได้ไงล่ะ”

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“ข้ามีเรื่องสำคัญจะให้เจ้าไปทำ เพื่อให้โอกาสเจ้าแก้ตัว”

“เรื่องอะไร”

“เมื่อวานไอ้คนที่มันใส่หน้ากากถือไม้วิเศษมันบุกเข้ามาที่รังเพื่อทำร้ายข้ากับลูก”

“ลูกผู้ชาย?” ทิวาพึมพำ

“ไม้วิเศษนั่นเคยทำร้ายข้ามาครั้งนึงแล้ว มันมีพลังมากเหลือเกิน ข้าอยากให้เจ้าไปเอาไม้วิเศษนั่นมาให้ข้า”

“ไม้ตะพด...แต่เรื่องนั้นมันยากมาก”

“นั่นมันปัญหาของเจ้า เพราะถ้าเจ้าทำไม่สำเร็จ เจ้าก็เตรียมตัวกลับไปอยู่ในนรกอีกครั้งได้เลย เจ้ามีเวลา จนกว่าข้ากับลูกจะหายดี”

กาลิกิณีทิ้งท้ายแล้วเดินเข้าไปภายในโบสถ์ ไม่รับฟังคำต่อรองของทิวา

ooooooo

เมฆกลับจากโรงพยาบาลมาเห็นศรนารายณ์นั่งอยู่ในบ้านของตนก็แปลกใจ ถามเขาว่ามาทำอะไร

“ฉันต้องถามนายมากกว่าว่าหายไปไหนมาทั้งคืน ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้นี่ มีปัญหาอะไรรึเปล่า”

“ไม่มีอะไรหรอกพี่ศร”

“แต่ฉันมี นี่รู้ไหมว่าไม้น่ะไปสู้กับนางพญาเวตาลแล้วก็ลูกของมันมา ตอนนี้บาดเจ็บอยู่บนห้องโน่น”

เมฆตกใจวิ่งไปที่ห้องไม้ทันที อบเชยกำลังเช็ดตัวให้ไม้ด้วยความเป็นห่วง พลางมองตะพดคู่ที่วางอยู่ใกล้ตัวไม้ตลอดเวลาแล้วทอดถอนใจ เมฆร้อนรนเข้ามาเห็นสภาพลูกชายก็ถามระรัวว่าเกิดอะไรขึ้น นางพญาเวตาลกับลูกบุกมาที่นี่หรือ

“ไม่ใช่หรอก เรื่องมันยาวน่ะค่ะ”

“ฉันต้องการฟังเดี๋ยวนี้ ว่านางพญาเวตาลกับลูกทำอะไรบ้าง” เมฆเสียงดังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เล่นเอาอบเชยชะงัก มองเขาอย่างเกรงๆ

เวลาเดียวกันนั้นทิวากลับมานั่งหน้าเครียดภายในบ้าน คำสั่งครั้งนี้ของกาลิกิณียากแสนยากที่เขาจะไปเอาไม้ตะพดมาได้...สักครู่เขาเห็นแพรวาเดินออกมาจากห้องนอน ถามน้องสาวว่าเป็นอะไรทำไมพักนี้ไม่ค่อยเห็นหน้า

“ก็พี่ไปไหนล่ะ เคยอยู่บ้านบ้างรึเปล่า”

“เดี๋ยวนี้กล้าย้อนฉันรึไง”

แพรวาชักสีหน้าเบื่อหน่ายแล้วจะเดินหนี ทิวากำลังเครียดเลยพาลหาเรื่องไม่เลิกรา

“ฉันพูดด้วยจะเดินหนีไปไหน ทำไมกล้าทำท่าทางแบบนี้ใส่พี่ตัวเอง”

“แล้วทำไมพี่ไม่พูดดีๆกับฉันบ้างล่ะ ฉันทนมามากแล้วนะ แล้วจะไม่ทนอะไรอีกแล้วด้วย พี่เคยรู้ไหมว่าฉันเจออะไรมาบ้าง”

แพรวาโวยวายเสียงสั่นเครือ เดินกลับห้องด้วยความไม่พอใจ ทิวาค่อนข้างงงกับอาการแปรปรวนฉุนเฉียวของเธอ

“มันเป็นอะไรของมัน ไม่เห็นเคยเป็นแบบนี้ ผู้หญิงนี่นะเรื่องมาก เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อย่างกับอบเชยไม่มีผิด” แล้วทิวาก็นึกแผนการบางอย่างได้ พึมพำชื่ออบเชยซ้ำไปซ้ำมา...

ooooooo

เมฆฟังศรนารายณ์กับอบเชยเล่าเรื่องทั้งหมดที่รู้เห็นแล้วหนักใจ ส่วนอบเชยก็ใช่จะยอมจบเรื่องง่ายๆ ยังเสริมเติมต่อด้วยอาการประชดประชัน

“แต่บางทีเรื่องนางพญาเวตาลและลูกของมันอาจจะแค่วางแผนให้ดูสมจริงให้เราเชื่อ จะได้เห็นใจไม้แล้วก็หวังประโยชน์อะไรจากเราก็ได้นะพ่อ”

“ทำไมลูกพูดยังงั้นล่ะ”

“ก็ผัวเมียกัน พ่อลูกกัน จะฆ่ากันได้ไง”

เมฆฟังแล้วเจ็บจี๊ดแทนที่อบเชยด่าไม้ซึ่งหน้าตน ศรนารายณ์เกรงใจเมฆ เตือนอบเชยว่าพอเถอะเรื่องนี้

“ฉันลืมมันไม่ได้ง่ายๆหรอกนะพ่อ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ของผู้หญิง จะให้อภัยง่ายๆเหมือนว่าไม่เคยเกิดอะไรขึ้น แล้วก็ช่วยส่งเสียอุปการะลูกที่แฟนตัวเองมีกับผู้หญิงคนอื่น ฉันทำไม่ได้หรอกนะพ่อ”

“นั่นเวตาล ลูกไม่ต้องไปอุปการะอะไรมัน”

“นั่นแหละ ก็แปลว่านอกใจอยู่ดี”

เมฆทนไม่ไหวจะบอกความจริงกับสองพ่อลูกว่าไม้ไม่ใช่พ่อของลูกเวตาลแต่เป็นตนต่างหาก แต่หมดโอกาสเพราะไม้เดินกะเผลกออกมาจากห้องโดยใช้ไม้ตะพดคู่พยุงตัว

“ไม้...ลูกเป็นไงบ้าง”

ไม้ไม่ทันจะตอบคำถามของเมฆ อบเชยเมินหน้าชิงบอกลาแล้วเดินออกไปทันที ศรนารายณ์ส่ายหน้าหนักใจในความปากแข็งของลูกสาว เอ่ยกับไม้ที่ยืนหน้าเศร้าว่า

“เมฆมาแล้ว ยังไงลุงกลับก่อนก็แล้วกัน ขอบคุณมากเลยนะที่ช่วยลุงไว้ ขอบคุณแทนอบเชยด้วย”

ไม้พยักหน้ารับ ศรนารายณ์ตบไหล่เมฆเบาๆแล้วเดินตามอบเชยไป

ooooooo

ค่ำนั้นจันทร์คุยกับมะลิที่หน้าห้องพักฟื้นคนไข้ เขาฝากเธอดูแลชาญ หมออนุญาตให้กลับได้ก็ช่วยพาเขาไปส่งถึงบ้านด้วย มะลิไม่ขัดข้องแต่มองออกว่าเขาสองคนน่าจะมีเรื่องบาดหมาง จึงเลียบเคียงถามว่าทะเลาะอะไรกัน

“เข้าใจผิดกันนิดหน่อย ไม่มีไรหรอก”

“แล้วนี่เธอจะไปไหน”

“ก็ไปบ้านคุณตฤณ ไปช่วยเรื่องงานแต่งไง มันใกล้ถึงวันแล้วคงวุ่นวายน่าดู”

“เชื่อฉันเถอะ มันไม่มีแล้ว”

“ถ้ามันไม่มี ฉันก็จะขอคุณตฤณให้มันมี”

“ทำแบบนั้นทำไม ไม่สงสารคุณแพรวาเหรอ”

“แล้วความรู้สึกเธอล่ะ เธออยากแต่งงานกับคุณตฤณเพราะเธอก็ชอบเขาไม่ใช่เหรอ แล้วเขาก็รับปากแล้ว”

“โง่รึไง ที่ฉันอยากแต่งเพราะจะถอนคำสาปที่นางพญาเวตาลสาปครอบครัวของฉันไว้ต่างหาก ถ้าฉันแต่งงานฉันจะได้หลุดพ้นสักที เธอคิดว่าฉันชอบคุณตฤณจริงๆได้ไง ทุกคนก็ทำเพื่อผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละ”

“คำสาป คำสาปอะไร”

“แทนที่จะสนใจเรื่องคำสาป เธอควรจะสนใจว่าฉันชอบใครมากกว่านะ”

“ช่างเหอะ เธอดูแลพี่ชาญให้ดีก็แล้วกัน ยังไงฉันก็ต้องไปหาคุณตฤณก่อน” จันทร์ตัดบทแล้วเลี่ยงหนีไปดื้อๆ มะลิน้อยใจ เดินเซ็งกลับเข้ามาเตรียมตัวพาชาญออกจากโรงพยาบาล

จ่ายเงินค่ารักษาและรับยาเรียบร้อยแล้ว มะลิกำชับชาญให้พักอีกสักวันค่อยไปทำงาน ชาญรับฟังพลางเหลียวซ้ายแลขวาเหมือนมองหาใคร

“พี่ชาญเป็นไร มองหาใครเหรอ”

“แล้วไอ้จันทร์ล่ะ”

“ก็ไม่อยากเห็นหน้าเขาไม่ใช่เหรอ เขาก็เลยกลับไปแล้ว ฝากให้ฉันดูแลพาพี่ไปส่งที่บ้าน”

ชาญหน้าสลดรู้สึกว่าตัวเองทำกับจันทร์แรงไป... ความจริงจันทร์ยังไม่ได้ไปไหนไกล เขาแอบดูทั้งคู่อยู่ห่างๆ สีหน้าบ่งบอกว่าไม่สบายใจ ต้องการให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างตนกับชาญกลับมาในเร็ววัน

ooooooo

ทิวาคิดยืมมืออบเชยเอาตะพดจากไม้ไปให้กาลิกิณีด้วยการทำมาพูดดีกับเธอเป็นการส่วนตัว ศรนารายณ์ไม่ค่อยไว้ใจทิวานักแต่ไม่ถึงกับขัดขวาง เพราะยังไงทิวาก็ทำให้ตาของตนมองเห็นเป็นปกติ

การสนทนาของทั้งคู่เริ่มจากเรื่องไม้นอกใจอบเชยไปสมสู่กับนางพญาเวตาลจนกำเนิดลูก ทิวาพยายามโน้มน้าวอบเชยให้เกลียดชังไม้และเกิดความไม่ไว้ใจไปทุกเรื่อง แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่ไม้ช่วยอบเชยและศรนารายณ์พ้นเงื้อมมือของนางพญาเวตาลกับลูกทำให้อบเชยลังเล

“จริงๆไม้อาจไม่ได้เลวร้ายอะไรนักนะ เพราะเขาก็ช่วยฉันไว้”

“ไอ้ไม้มันจะดีได้ยังไง มันนอกใจเธอ แล้วที่เธอจับได้เพราะฉันบอก ถ้าฉันไม่บอกมันก็คงหลอกเธอไปได้ตลอด หรือว่าไม่จริง”

“อาจไม่ได้ตั้งใจรึเปล่า”

“ตอนทำน่ะตั้งใจรึเปล่าไม่รู้ แต่ตอนโกหกตั้งใจแน่ๆ แล้วตอนนี้ฉันก็ได้ยินนางพญาเวตาลมันคุยกับลูกมันว่าไอ้ไม้จะเอาไม้ตะพดไปให้ลูกมันเพื่อเป็นการสืบทอด”

“เฮ้ย! ไม้ตะพดน่ะเหรอ ไม่ได้หรอก จะให้ไม้ตะพดไปอยู่ในมือปิศาจได้ไง”

“ก็นั่นไง ฉันก็คิดเหมือนเธอน่ะแหละ ฉันยังไม่อยากเชื่อเลยนะว่าไอ้ไม้มันจะทำยังงั้น”

“อาเมฆไม่ยอมหรอก”

“ใครจะรู้”

“งั้นฉันจะบอกอาเมฆเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน”

“ไม่ได้ จะบอกเขาได้ไง เธอไว้ใจเขาได้เหรอ”

“ก็จริง พักนี้อาเมฆก็แปลกๆ”

“นั่นไง ฉันว่ามีแต่เธอเท่านั้นแหละที่ช่วยได้จริงๆ ฉันก็อยากช่วยนะ แต่เธอกับพ่อก็ดูไม่ค่อยไว้ใจฉันสักเท่าไหร่ แล้วเรื่องไม้ตะพดมันก็สำคัญมาก ฉันไม่อยากให้เธอคิดว่าฉันอยากได้ เธอเป็นคนที่สามารถเข้าออกบ้านไอ้ไม้ได้โดยไม่มีใครสงสัย”

“ฉันไม่รู้หรอกว่าปกติเขาเก็บไม้ตะพดไว้ที่ไหน”

“ฉันว่าเรื่องแค่นี้เธอมีวิธีสืบรู้มาได้แน่อบเชย” เขาพูดแล้วเห็นเธอลังเลไม่แน่ใจ จึงยั่วยุต่อไป “ยังไงก็กันไว้ดีกว่าแก้ไม่ใช่เหรอ ถึงไอ้ไม้อาจไม่ได้เอาไปให้ลูกเวตาลของมัน มันก็ปลอดภัยถ้าอยู่กับเธอ เธอดูแลมันได้อยู่แล้วล่ะ”

ในที่สุดอบเชยก็เห็นด้วยกับทิวา บอกว่าตนจะลองดู...

ooooooo

เมื่อทราบจากตฤณว่าแพรวาท้อง จันทร์ตกใจ แทบช็อก หลุดปากออกมาว่า

“ท้อง!! แล้วเด็ก...”

“ไม่รู้ลูกใคร อีกฝ่ายเขาก็ยืนยันว่าเขาไม่ใช่พ่อเด็ก ส่วนฉันก็ทำใจไม่ได้ ไม่ว่าจะใช่พ่อจริงๆหรือไม่ใช่ก็ตาม ฉันเอาภาพที่ฉันเห็นแพรวากับไอ้เมฆวันนั้น...เอาออกจากหัวไม่ได้”

“แต่ตอนนี้คุณต้องลืมมันไปแล้วล่ะ” เสียงเมฆดังเข้ามาก่อนตัว ตฤณกับจันทร์หันขวับไปมอง ตฤณสงสัยว่าเมฆหมายความว่ายังไง “ที่ผมบอกว่าจะหาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ได้ว่าผมกับคุณแพรวาไม่เคยมีอะไรกัน คนคนนั้นที่คุณตฤณเห็นมันก็แค่นางเวตาลที่แปลงเป็นคุณแพรวาเท่านั้น ตอนนี้ผมหาหลักฐานได้แล้ว แล้วผมก็มีพยานด้วย...จันทร์ วันก่อนเธอเจอร่างชาญที่ท่ารถใช่ไหม”

“ใช่ครับ”

“เวลาเดียวกันไม้ก็เห็นชาญอยู่ที่บ้านอบเชย ทำให้ไม้ไปช่วยอบเชยจากเวตาลที่มันกลายร่างเป็นชาญมาหลอกอบเชยทันเวลา เพราะไม้รู้ว่าร่างชาญจริงๆอยู่ที่ท่ารถ สิ่งนี้ยืนยันว่าวันนั้นที่คุณเห็นไม่ใช่คุณแพรวา เธอไม่รู้เรื่องอะไรด้วยเลย”

“แบบนี้ก็หมายความว่าลูกในท้องคุณแพรวาก็คือ...”

“ลูกฉัน” ตฤณสวนขึ้นมา ยอมรับโดยดุษณี

“คุณทำอะไรกับคุณแพรวาไว้ล่ะ คุณน่าจะรู้อยู่แก่ใจ”

“แต่เดี๋ยวนะ ถ้าคนที่คุณตฤณเห็นคือนางพญาเวตาลก็แปลว่าอาเมฆมีอะไรกับนางพญาเวตาล แล้วลูกเวตาลนั่นก็คือ...” จันทร์ไม่กล้าพูดต่อ...ได้แต่มองหน้าเมฆกับตฤณ แล้วก็อึ้งไปกันหมด

ooooooo

หลังจากคุยกับทิวาแล้ว อบเชยไปที่บ้านไม้เพื่อหลอกเอาตะพดมาเก็บไว้กับตัวอย่างที่ทิวาแนะนำ เจอไม้ที่ยังไม่หายดีเดินไม่ถนัดก็ช่วยพยุงแถมด้วยดูแลเรื่องอาหารการกิน พร้อมกันนี้ก็ถือโอกาสบ่นเมฆเพื่อโยงเข้าประเด็นให้ได้สิ่งที่ตนเองต้องการ

“อาเมฆนี่ยังไง หายไปอีกแล้ว ทำตัวแปลกๆนะ แบบนี้จะไว้ใจได้ยังไง”

“ไว้ใจเรื่องอะไร”

“ก็หลายเรื่องนั่นแหละ ทำตัวมีพิรุธนี่”

“พ่อเขาก็มีเรื่องที่ต้องไปเคลียร์ให้เรียบร้อย”

“จนทิ้งลูกที่ไม่สบายนอนอยู่บ้านคนเดียว ข้าวปลาก็ไม่หามาให้เนี่ยนะ อาเมฆไม่เคยเป็นแบบนี้”

“ช่างเหอะน่า ว่าแต่เธอตกลงมาที่นี่เพราะอะไรกันแน่”

อบเชยโกหกว่าลืมของไว้แต่ไม่ยอมบอกว่าของอะไร พอเธอทำอาหารเสร็จก็ทำอ้อยอิ่งไม่อยากกลับ ไม้เลยถือโอกาสอ้อนให้ป้อนข้าว แต่เธอกลัวความใกล้ชิดจะทำให้หวั่นไหวจนยอมคืนดี จึงหลบไปตั้งหลักในห้องน้ำ ยืนหน้ากระจกเตือนตัวเองว่า

“อบเชย...อย่าใจอ่อนเชื่อคนแบบนั้นเด็ดขาด เขาหลอกเธอ เขาทำให้เธอเสียใจมากี่ครั้งแล้ว เธอมาวันนี้เพื่อมาหาไม้ตะพดให้เจอ จำไว้”

อบเชยมองเงาสะท้อนของตัวเองอย่างมุ่งมั่น แล้วเธอก็เริ่มมองหาไม้ตะพดตั้งแต่ในห้องน้ำและทำท่าจะหาทั่วบ้าน ถ้าไม้ไม่เข้ามาขวางเสียก่อน

ท่าทีของอบเชยชวนให้สงสัย ไม้ถามอะไรก็ไม่ตอบ เอาแต่บอกว่าหาของที่ลืมไว้ ไม้ไม่อยากมีเรื่องทะเลาะกับเธอเพิ่มขึ้นจึงเลิกซักถาม แต่ขอร้องให้เธอช่วยเช็ดตัวแล้วหลับไปอย่างมีความสุขเพราะยาหลังอาหารออกฤทธิ์

เวลาเดียวกันนั้น ตฤณไปพบแพรวาเพื่อขอโทษกับสิ่งที่ตนเข้าใจผิดใหญ่หลวง ปรากฏว่าแพรวาไม่ฟัง ไม่อยากคุยอะไรทั้งนั้น เธอหนีเข้าห้องล็อกประตูแล้วร่ำร้องว่าเธอเกลียดเขา

“คุณเกลียดผมก็ได้ แต่ต้องเปิดประตู คุณท้องอยู่นะ ทำอะไรเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ มันอันตรายกับลูก เปิดประตูสิแพรวา ถ้าคุณไม่เปิดผมจะคุกเข่ารอคุณอยู่หน้าห้องนี่แหละ”

“อยากทำก็ทำ แต่ฉันไม่ให้อภัยคุณแน่”

“ผมจะรอจนกว่าคุณจะหายโกรธ ผมจะรอวันนั้น”

แพรวาทิ้งตัวนอนบนเตียงไม่สนใจคำพูดและการกระทำของตฤณ...ด้านเมฆกับจันทร์ยังอยู่ด้วยกันที่ท่ารถ คุยเรื่องนางพญาเวตาลที่สร้างปัญหาให้ใครต่อใครเดือดร้อน

“เพราะอาเมฆจะช่วยชีวิตไม้นี่เองถึงยอมไปมีอะไรกับนางพญาเวตาล ฉันกะแล้วว่าต้องมีอะไร ไม่ชอบมาพากล”

“แต่เรื่องนี้ไม้ไม่อยากให้บอกใคร เขาจะยอมรับผิดเองคนเดียว แบบนี้ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกแย่”

“ไม้ก็ไม่อยากให้ชาวบ้านเอาอาเมฆไปพูดไม่ดีนั่นแหละ แต่นี่ไม้เกือบตายเพราะพยายามถอดสร้อยของนางพญาเวตาล แปลว่าสร้อยนี่มันต้องมีพลังมหาศาลเลยใช่ไหมครับ”

“นางเวตาลสามารถฆ่าฉันได้ในพริบตาเลยล่ะ ฉันก็ไม่รู้ว่าที่มันไว้ชีวิตฉันมาจนถึงตอนนี้เพราะอะไรกันแน่ แล้วพักนี้ฉันไม่ค่อยรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอลงนัก ไม่เหมือนกับช่วงแรกๆ ที่ถึงจะไม่ตายแต่ก็เหมือนถูกดูดวิญญาณไปจนแทบจะไม่มีเรี่ยวแรง”

“ถ้าอาเมฆยังใส่สร้อยอยู่แบบนี้อย่าคิดจะไปสู้อะไรนางพญาเวตาลได้เลยครับ ไม้เองก็จะไม่ยอมเสี่ยงที่จะทำอะไรรุนแรงกับพวกมันด้วย เพราะกลัวว่ามันจะฆ่าอาเมฆ ฉันว่าเราต้องหาวิธีถอดสร้อยนี่แล้วล่ะ”

“แต่ไม่มีใครสักคนรู้วิธีที่จะถอดมัน”

ขาดคำของเมฆ ศรนารายณ์ปรากฏตัวท่ามกลางแสงตะวันชิงพลบ บอกว่าตนนี่แหละคือคนที่รู้

“พี่ศร นี่พี่พูดจริงเหรอ”

“มาล้อเล่นหลอกให้มีความหวังกันไม่ได้นะ”

“ฉันจะล้อเล่นทำไมล่ะ”

แล้วศรนารายณ์ก็ลำดับเรื่องราวขณะอยู่ในโบสถ์ร้างและสัมผัสบางสิ่งบางอย่าง เชื่อว่ามันคือวิธีถอดสร้อย

“ดีนะฉันเคยถูกเอามาขังในโบสถ์ตอนที่ตาบอด ฉันถึงคลำไปเจอตรงนั้นได้ เพราะมันอยู่ในตำแหน่งที่คนตาดีก็ไม่ได้สนใจจะมองหรอก แล้วพอไปอีกที ฉันก็จำสัมผัสจำกลิ่นของที่นั่นได้ดี”

“โอ๊ย เรื่องนั้นข้ามไปก่อนเถอะ ประเด็นตอนนี้คืออยากรู้วิธีถอดสร้อย” จันทร์โวยวาย ขณะที่เมฆก็รอฟังคำตอบอย่างลุ้นๆ แต่ศรนารายณ์กลับหักมุมซะทั้งคู่พากันเซ็ง

“ไปหาอะไรกินกันก่อนแล้วค่อยเล่าเถอะ ฉันหิว”

ooooooo

อบเชยใช้ช่วงเวลาที่ไม้นอนหลับค้นหาตะพดไปทั่วทั้งใกล้และไกลตัว ยิ่งก่อนหน้านี้ได้ยินไม้บอกว่าของมีค่าต้องเก็บไว้ใกล้ตัว เธอเลยหาละเอียดยิบแต่ก็ไม่เจอสักที

หาไปหามาพลาดเข้าไปล้มทับเขาจนตื่น แล้วก็โวยวายเมื่อเขารวบตัวมากอดรัด

“นี่นายทำบ้าอะไรเนี่ย”

“ก็เธอทำอะไรอยู่ล่ะ”

อบเชยตกใจ คิดว่าไม้รู้ว่าตนกำลังหาไม้ตะพด อึกๆอักๆไม่รู้จะพูดยังไง ไม้เลยเย้าว่าวันหลังให้บอกตรงๆก็ได้ ไม่ต้องอาย เราสองคนคบหากันมานาน

“แต่...มันไม่ดีหรอก ไม่ควร”

“ไม่เป็นไร ถ้างั้นฉันเป็นคนเริ่มเองก็ได้” ไม้โมเมมั่วนิ่มหอมแก้มอบเชยหนึ่งฟอด อบเชยตกใจ ต่อยเปรี้ยงแทบซ้ำแผลเดิม ไม้เจ็บถึงร้องโอดโอย แต่เธอยังไม่วายตำหนิ

“ทำแบบนี้ได้ไง เราไม่ได้เป็นแฟนกันแล้วนะไม้”

“โอ๊ย...อะไรของเธอเนี่ย”

“ฉันไม่ใช่ของตายของเธอนะ ที่จะมาทำเจ้าชู้แบบนี้ด้วยได้ มีลูกกับนางเวตาลคนเดียวไม่พอรึไง”

“ก็แล้วเมื่อกี้ฉันนอนหลับอยู่ดีๆเธอมายั่วฉันทำไมล่ะ”

“ยั่ว!! ฉันเนี่ยนะ ฉันไปยั่วเธอตั้งแต่เมื่อไหร่”

“ก็เมื่อกี้เธอมาลูบๆคลำๆล้มทับฉันทำไมล่ะ”

อบเชยชะงักอายหน้าแดง บ่นอุบอิบว่าไม่ใช่อย่างนั้นซะหน่อย...

ooooooo

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้ว จันทร์กับเมฆเร่งเร้าศรนารายณ์ให้บอกวิธีถอดสร้อยของนางพญา-เวตาลเสียที กลายเป็นว่าศรนารายณ์ทำให้ทั้งคู่ทั้งเซ็งหนักขึ้นไปอีกเพราะคำตอบของเขาคือ

“ที่ผนังโบสถ์มันก็ไม่ได้บอกอะไรชัดเจนหรอกนะ”

“อ้าว แล้วเมื่อกี้ที่คุยไว้หมายความว่าไง”

“คือมันสลักไว้เป็นภาพ ฉันก็ตีความต่อเอาเอง”

“ตีความแปลว่าเดา”

“ไม่ได้เดาเว้ย มันก็...”

“พอเถอะพี่ศร บอกฉันมาเลยดีกว่าว่าตกลงภาพมันว่าไว้ยังไงบ้าง เพราะนี่คือชีวิตของฉันทั้งชีวิตที่เหลือ”

ศรนารายณ์หยิบกระดาษกับปากกามาวาดรูปประกอบคร่าวๆ

“คือมันมีรูปคนที่ใส่สร้อย แล้วก็มีคนใส่สร้อยนอนตาย แล้วก็ประตูเปิด แล้วก็คนไม่ใส่สร้อย แล้วก็รูปสร้อยที่วางอยู่เปล่าๆแบบนี้”

จันทร์กับเมฆจ้องดูรูปวาดอย่างตั้งใจ จันทร์วิเคราะห์ว่านอนตาย ประตูเปิด น่าจะหมายถึง...

“ประตูนรก” เมฆโพล่งขึ้นทันใด

“เป็นไปได้นะ มันอาจหมายถึงว่าการตายของคนที่มีสร้อยจะเปิดประตูนรกได้”

“แล้วแบบนี้มันหมายถึงยังไงกันแน่”

“ตัวฉันเองคิดว่าการตายจะทำให้ถอดสร้อยนางเวตาลได้”

จันทร์ทบทวนตามที่ศรนารายณ์พูดแล้วเชื่อว่าเป็นไปได้เพราะนางพญาเวตาลก็มาจากนรก จากรูปการตายที่ประตูนรกเปิดอาจบอกว่าทางเดียวที่จะถอดสร้อยได้คือทำให้ประตูนรกเปิด พลังของสร้อยจะหมดอำนาจลง แล้วสามารถถอดสร้อยได้

“ตายงั้นเหรอ ฉันตายไม่ได้หรอก แล้วใครจะดูแลไม้” เมฆเอ่ยอย่างหนักใจ

“ฉันว่ามันต้องเป็นวิธีที่เหมือนจะตายแต่ไม่ใช่” ศรนารายณ์พูดแปลกๆ ขณะที่จันทร์สรุปอย่างน่ากลัวว่า เราอาจต้องหาวิธีซึ่งมันอาจจะเสี่ยงมาก อาเมฆอาจไม่ได้กลับมาอีกเลย...

ooooooo

อบเชยยังอยู่กับไม้ที่บ้าน เธอพยายามทุกวิถีทางเพื่อหาไม้ตะพดให้เจอ สุดท้ายเธอคิดได้ว่าทุกครั้งที่เธอตกอยู่ในอันตรายไม้ต้องมาช่วย โดยนำตะพดคู่กายมาด้วย

คิดได้ดังนั้นแล้วอบเชยจึงวางแผนหลอกไม้ให้เหมือนตัวเองโดนทำร้าย ไม้ตกใจคว้าตะพดจากฝ้าเพดาน วิ่งออกมาทั้งที่ยังเจ็บขา พุ่งสายตาไปตามเสียงร้องของ อบเชย

หารู้ไม่ว่าอบเชยกำลังแอบมองผ่านช่องประตูเห็นชัดว่าไม้ซ่อนตะพดไว้ที่ไหน แล้วเธอก็แสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้เมื่อไม้เดินเข้ามาหา

“นี่เธอแกล้งฉันเหรอ”

“ก็หายกัน...กับที่เธอลวนลามฉันเมื่อกี้ไง”

“เฮ้ย...ใครลวนลามใครก่อนวะ”

“ไปนอนได้แล้วไป ป่วยก็ต้องพักผ่อนไม่ใช่เหรอ”

“นี่วันหลังอย่าแกล้งแบบนี้อีกนะ มันเรื่องใหญ่”

อบเชยเดินผ่านไม่สนใจ ไม้รีบดึงแขนเธอไว้... สองคนจ้องตากันระยะใกล้

“นี่ฉันพูดจริงจังอยู่นะ ว่าอย่าแกล้งเล่นแบบนี้อีก”

“เรื่องแค่นี้ทำเป็นจริงจัง...เว่อร์”

“ฉันเป็นห่วงเธอ ฉันจะไม่ปล่อยให้เธอตกอยู่ในอันตราย เพราะฉะนั้นอย่าเอามันมาล้อเล่นอีก”

อบเชยรู้สึกดีมากกับสิ่งที่ไม้พูด แต่เธอพยายามกลบเกลื่อน ยังไม่ใจอ่อนง่ายๆ

“เธอไม่ต้องกลัวคนอื่นจะมาทำร้ายฉันหรอก เพราะสิ่งที่เธอทำมันทำร้ายฉันมากกว่าใครแล้วล่ะ”

อบเชยดึงมือตนออก...ไม้เองก็รู้สึกผิด ไม่ฝืนใจเธอ

“ฉันขอโทษสำหรับทุกเรื่อง สำหรับสิ่งที่ฉันทำเอง แล้วก็ที่คนอื่นทำกับเธอด้วย”

ไม้เดินกลับเข้าห้องไปด้วยความเสียใจ อบเชยมองตามหน้าเศร้า รู้สึกไม่ดีแต่ไม่คิดเปลี่ยนใจที่จะเอาไม้ตะพดมาเก็บไว้เอง

ooooooo

อบเชยทำสำเร็จ ฉวยโอกาสตอนไม้หลับสนิทตอนกลางคืนแอบเข้ามาขโมยตะพดไปจากที่ซ่อนโดยไม่รู้ว่าทิวาตามจับตาเธอทุกย่างก้าว จนกระทั่งฉกเอาไปจากตู้ที่เธอซ่อนไว้ ส่วนไม้เพิ่งรู้ตัวว่าตะพดหายไปก็ตอนที่พันเทพนำพาผีเร่ร่อนเข้ามาจะทำร้าย แต่ต้องล่าถอยไปเพราะเมฆเข้ามาช่วยลูกชาย

เมฆแนะนำไม้ให้ลองถามอบเชยดูเผื่อเธอจะรู้เรื่องตะพดที่หายไป ไม้รับปากเพราะแอบสงสัยเธออยู่เหมือนกัน...

ค่ำคืนเดียวกัน มะลิยืนมองแม่น้ำคนเดียวคิดอะไรเรื่อยเปื่อย จันทร์แบกหนังสือมาจากห้องสมุดเหลือบเห็นเธอ เขาลังเลอยู่สักพักว่าจะทักเธอดีไหม แต่สุดท้ายมะลิเป็นฝ่ายหันมาเห็น เขาเลยต้องเดินเข้าไปหา

“กับพี่ชาญเป็นไงบ้าง”

“อยากให้เป็นยังไงล่ะ”

“พี่ชาญจะพูดมากนิดหน่อยช่วงแรก แต่พอรู้จักไปสักระยะจะรู้เลยว่าเขาคือคนดี”

“เธอก็เป็นไปกับเขาด้วยอีกคนใช่ไหม”

“หมายความว่ายังไง”

“คนที่เข้ามากะเกณฑ์ชีวิตฉันว่าต้องทำยังโง้นทำยังงี้ไง...ก่อนตายแม่ฉันบอกว่าครอบครัวเราโดน

คำสาปจากนางเวตาลให้ไม่มีทางมีชีวิตของตัวเอง ต้องตกเป็นทาสความรู้สึกคนอื่นตลอดเวลา ทั้งโดนกะเกณฑ์ให้ทำนั่นทำนี่ หรือโดนคนตัดสินตลอดเวลาว่าเป็นคนเลว ฉันมองเห็นแม่เป็นแบบนี้มาทั้งชีวิต ถูกว่าว่าเป็นแม่มดบ้างล่ะ ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจบ้างล่ะ แล้วชีวิตแม่ก็ตายลงแบบนั้น ไม่ได้จบที่ได้มีโอกาสพิสูจน์ว่าตัวเองดีเลยด้วยซ้ำ”

“แล้วมันไม่มีวิธีถอนคำสาปเหรอ”

“ฉันหาข้อมูลอยู่นานกว่าจะรู้ว่าคำสาปนี้มันถอนโดยการที่ฉันได้แต่งงานกับใครสักคน หรือไม่นางพญาเวตาลก็ต้องตาย”

“เธอจึงมาที่หมู่บ้านนี้”

“เพื่อมาพบว่าคำสาปไม่เคยหายไปจากตัวฉันแม้กระทั่งกับคนที่ฉันรู้สึกดีๆด้วย”

“เรื่องงานแต่งมันคงทำให้เธอแย่มาก ที่อยู่ๆต้องมายกเลิกกะทันหัน เธอคงต้องเจอเรื่องขี้ปากคนไปอีกนาน แต่ถึงแต่งเธอก็เจอเรื่องเดิมอยู่ดี”

“ฉันเริ่มจะชินกับเรื่องพวกนี้แล้วล่ะ”

มะลิทอดถอนใจ จันทร์เลยไม่กล้าพูดอะไรอีก จังหวะนั้นตฤณขับรถผ่านเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน เขาเพ่งมองแปลกใจแต่ไม่ได้หยุดรถเข้าไปทัก

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เบลล่า-กองทัพ พีค" สร้างเคมีใหม่ ชวนฟินขยี้ใจใน ละคร “ให้รักพิพากษา”

"เบลล่า-กองทัพ พีค" สร้างเคมีใหม่ ชวนฟินขยี้ใจใน ละคร “ให้รักพิพากษา”
15 มิ.ย 2564

11:40 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 15 มิถุนายน 2564 เวลา 15:29 น.