สมาชิก

สุดแค้นแสนรัก

ตอนที่ 9

อัลบั้ม: เรื่องราวความรักความแค้นของ 2 ครอบครัวใน "สุดแค้นแสนรัก"

ธนาลากมยุรีย์ไปที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะข้างโรงเรียนสอนดนตรี หยอดเหรียญกดเบอร์แล้วให้มยุรีย์ขอสายหทัยรัตน์

หทัยรัตน์รับสายพอดี พอมยุรีย์บอกว่า “ระพีพรรณพูดค่ะ” เท่านั้น ธนาก็แย่งโทรศัพท์ไป

“หทัยรัตน์ไม่อยู่ค่ะ เท่านี้นะ” หทัยรัตน์รู้ทัน บอกแล้วจะวางสาย ระพีพรรณนั่งอยู่ใกล้ๆเงยหน้ามองเพื่อนแปลกใจ

มยุรีย์รีบบอกว่าตนเอง ธนาก็ส่งเสียง “รัตน์...รัตน์...นี่เค้าเอง” หทัยรัตน์นิ่งฟังอย่างอยากรู้เหมือนกันว่าธนาจะพูดอะไร ได้ยินเสียงธนาอ้อนมาว่า

“เค้าคิดถึงรัตน์นะ...คิดถึงมากด้วย...คิดถึงที่สุด” หทัยรัตน์ยังฟังเงียบๆ ธนารีบพูดทำเวลาเต็มที่ “วันนี้วันเกิดเค้า รัตน์อวยพรวันเกิดให้เค้าหน่อยสิ...นะ...นะ...” หทัยรัตน์ฟังแค่นั้นก็วางสาย ธนาร้อง “รัตน์...รัตน์...ปัดโธ่เว้ย!” แล้วทุบตู้โทรศัพท์ปึงปังจนมยุรีย์เตือนว่าเดี๋ยวตำรวจจับหรอก นี่มันสมบัติส่วนรวมนะ

วางสายจากธนาแล้ว หทัยรัตน์เล่าให้ระพีพรรณฟังขำๆว่า

“จนได้...นี่ถ้าขืนเค้าเป็นฝ่ายโทร.ไป ตานี่จะยิ่งได้ใจขนาดไหนไม่รู้” มยุรีย์บอกว่าถ้าธนาทำให้หงุดหงิดตนก็ขอโทษด้วยแล้วกัน “ไม่เป็นไรหรอก ก็อย่างตัวเองว่าน่ะแหละ อีกไม่นานก็แยกย้ายกันไป ทางใครทางมันแล้ว ตัวเองเตือนๆเขาหน่อยแล้วกัน ให้นึกถึงอนาคตตัวเองให้มากๆ อย่ามามัวหมกมุ่นกับเรื่องแบบนี้เลย ไม่มีประโยชน์”

ธนาหงุดหงิดที่ถูกหทัยรัตน์ปฏิเสธ จนมยุรีย์บ่นว่าไม่อยากนั่งรถคนขี้งอน ธนาเลยออกรถประชดไปอย่างแรงไม่ทันระวัง ลลดากำลังเดินข้ามถนนมา ธนาตกใจเบรกเอี๊ยด เห็นลลดาล้มลงตรงหน้ารถพอดี!

ooooooo

ลลดาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ไม่นานทั้งอัมพรและทวีก็มาถึง นางแย้มเดินอ้าวตามมาติดๆ มาถึงก็โวยวาย

“ไอ้หน้าไหนมันขับรถชนหลานกู”

ประยูรกับสุดารีบมาทันทีที่ได้ข่าว พออัมพรรู้ว่าคู่กรณีเป็นใครก็แทบเป็นลม ทวีไปรับหน้านางแย้มแทน บอกนางแย้มว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ลูกชายตนไม่ได้ตั้งใจ

แทนที่นางแย้มจะไปดูคนเจ็บ กลับโวยวายเอาเรื่องอยู่กับทวีหาว่าอัมพรสอนให้ลูกจองเวรจองกรรมพวกตน ประยูรขอให้แม่ใจเย็นๆ ค่อยพูดค่อยจากัน นางแย้มก็ยิ่งเสียงดัง

“มันต้องตั้งใจฆ่าให้ตายแน่ๆ กูรู้สันดานพวกมันดี เรียกตำรวจมาเลย ยังไงก็ต้องลงบันทึกประจำวัน ข้อหาพยายามฆ่า” เท่านั้นไม่พอยังขู่อัมพรว่า “ถ้าหลานกูเป็นอะไรไป ลูกมึงติดคุกหัวโตแน่อีอัมพร!”

อัมพรชี้แจงว่าพยานที่เห็นเหตุการณ์ต่างบอกว่าลลดาล้มลงไปเองทั้งนั้น นางแย้มหาว่าอัมพรแก้ตัวขุดเรื่องเก่าๆมาด่าอีกว่า กี่ปีก็เป็นอย่างนี้ ทำเลวแล้วยังไม่ยอมรับ ประกาศว่าวันนี้จะตบล้างน้ำเสียที แล้วปราดเข้าไปจะตบ ประยูรกับสุดาช่วยกันรั้งนางแย้มไว้ ธนาเห็นดังนั้นก็พรวดเข้ามาปกป้องแม่ บอกว่า

“ผมเป็นคนผิดเอง จะลงโทษก็ลงโทษผม อย่ามาทำหยาบคายใส่แม่ผม ไม่งั้นได้เห็นดีกันแน่” ทวีก็ช่วยห้าม

“เห็นไหม เรื่องระยำๆ มันสอนลูกมันไว้ทุกอย่าง” นางแย้มได้ทีด่าต่อทำท่าจะด่ายาว ก็พอดีพยาบาลออกมาถามว่าผู้ปกครองลลดามาหรือยัง นางแย้มเลยต้องหยุดอาละวาด

ooooooo

เมื่อเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ลลดาบอกย่า บอกพ่อกับแม่ว่า รถไม่ได้ชน ตนเป็นคนล้มลงไปเอง

พอลลดาบอกว่าตนล้มเอง นางแย้มก็พาลหาเรื่องอีกจนได้ สั่งให้เอกซเรย์สมองเผื่อเกิดพิการเดินไม่ได้ตลอดชีวิตจะทำยังไง สั่งประยูรให้เอาเรื่องฝ่ายโน้น ให้ต้องชดใช้ห้าหมื่น หรือหนึ่งแสนก็ได้ เรียกไว้เผื่อมันต่อรอง

“จะไปเรียกร้องอะไรเขาแม่ แค่เขาพามาส่งโรงพยาบาลให้ก็ถือว่ามีน้ำใจแล้ว ลดามันก็บอกว่าล้มเองไม่ได้ถูกชน” ประยูรท้วงติงแต่นางแย้มไม่ยอม ให้เรียกค่าทำขวัญ เกิดขาถลอกเป็นแผลเป็นไปตลอดชีวิตจะทำยังไง มือนี่ก็เหมือนกันเรียนเปียโนไม่ได้อีกเป็นเดือน เผลอๆเป็นปี นางแย้มพล่ามเสียจนประยูรตัดรำคาญว่า “เอาๆ เดี๋ยวผมจะไปคุยกะเขาเอง”

“อะไรหยวนๆกันได้ก็หยวนๆไปเถอะค่ะแม่” สุดาเอ่ย เลยถูกนางแย้มด่าต่อว่า

“กูไม่หยวนกับอีพวกก๊กนี้หรอก คราวไอ้ลือชัยก็หนนึงแล้ว พวกมันจงใจชนมากกว่า มันคงเสี้ยมสอนลูกเต้ามันมาว่าถ้าเจอคนบ้านเรา ทำให้เจ็บได้ก็ทำไปเลย”

อัมพรคุยกับประยูรว่าได้ยินว่าลลดาล้มเองก็ค่อยสบายใจหน่อย ประยูรบอกอัมพรว่าแม่แกก็อย่างนี้แหละพี่ก็รู้ดี แต่ทวีก็จะช่วยค่ารักษาพยาบาลให้หนึ่งหมื่นบาท

“ไม่เป็นไรหรอกครับผู้กำกับ เรื่องแค่นี้” ประยูรพูดสบายๆ แต่ทวีก็ยืนยันขอรับผิดชอบเรื่องนี้ ประยูรเห็นธนายังจ๋อยอยู่เลยหันไปหยอกว่า “ไงหนุ่ม...ยังไม่มีใบขับขี่เลยไม่ใช่เหรอ แล้วขับรถได้ยังไง”

“ผมเสียใจครับ ผมจะไม่ให้เกิดเรื่องอย่างนี้อีก”

แต่พอประยูรเอาเงินหนึ่งหมื่นไปให้นางแย้ม นางโวยวายทันทีว่า “กูให้มึงเรียกไปแสนนึง มึงได้มาหมื่นเดียว”

“เขาเป็นฝ่ายแสดงน้ำใจเองแม่ ยังไงเราก็เอาผิดเขาไม่ได้หรอก”

“ทำไมจะไม่ได้ ขู่มันไปเลยว่าจะแจ้งความพยายามฆ่า เรื่องเก่าๆเอามารวมกันไป มันแค้นเราก็เลยจะเอาคืน”

“แม่...ถ้าแม่อยากจะคุ้ยเรื่องในอดีตขึ้นมาจริงๆ ผมก็จะทำให้ แต่แม่คิดดูให้ดีๆ ว่ามันจะคุ้มกันไหม แม่คิดซะก่อนนะ ว่ามันคุ้มหรือไม่คุ้ม โดยเฉพาะเรื่องไอ้เจ้ายงยุทธน่ะ” ประยูรเตือนสติแม่แล้วเดินออกไป นางแย้มมองตามอย่างหงุดหงิดแล้วเดินไปอีกทาง

“เรื่องในอดีต...เรื่องอะไรเหรอคะคุณแม่” ลลดาถามสุดาที่ยืนอยู่ด้วย

“เรื่องของผู้ใหญ่ เด็กไม่เกี่ยว” สุดาตัดบท

ooooooo

เพราะปวริศบอกว่าจะเขียนจดหมายมาทุกอาทิตย์ วันนี้ระพีพรรณกลับจากโรงเรียนก็ตรงไปที่ตู้จดหมายหน้าบ้านทันที อุไรถามว่าหาอะไร ระพีพรรณ สะดุ้ง ปดแม่ว่าเปล่า แค่ดูเผื่อมีบิลค่าน้ำค่าไฟ

“โกหก...แกรอไอ้จดหมายฉบับนี้อยู่ใช่ไหม” อุไรชูจดหมายให้ดู ทำเอาระพีพรรณหน้าเสีย

อุไรเข้าไปคุยกับระพีพรรณในห้องนอน ถามว่าปวริศส่งจดหมายมากี่ฉบับแล้ว ระพีพรรณบอกตามตรงว่าฉบับนี้เป็นฉบับที่สอง อุไรถามอีกว่าชอบเขาหรือ? ท่าทางอนาคตไกล พอระพีพรรณบอกว่าตนไม่ได้คิดอย่างนั้น อุไรกลับถามว่า

“แล้วทำไมแกไม่ลองคิดดูล่ะ” ระพีพรรณมองแม่อย่างไม่อยากเชื่อ “ฉันอยากให้แกคบหากับมัน แกต้องทำให้มันรัก แต่แกจะรักมันไม่ได้” ระพีพรรณยิ่งฟังยิ่งงงถามว่าแม่พูดอะไรน่ะ “ทำตามที่ฉันสั่ง แกต้องทำให้พวกมันฉิบหายวายป่วง ทำให้มันหลงรักแก ยิ่งหัวปักหัวปำได้เท่าไหร่ยิ่งดี เมื่อไหร่ที่แน่ใจแล้วว่ามันขาดแกไม่ได้ แกค่อยสลัดมันทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใย”

“แม่...หนูทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก”

“แกต้องทำได้ เพราะแกต้องล้างแค้นให้ยาย ให้ป้า ให้แม่ อีแย้มมันทำกับพวกเราไว้มาก เกือบยี่สิบปีมันยังไม่สายเกินไปหรอกที่เราจะเอาคืน ถ้าแกยังคิดว่าฉันเป็นแม่ของแกอยู่...แกต้องทำ”

ooooooo

เพราะวันนี้นางแย้มติดธุระไม่ได้มารับยงยุทธ พอเลิกเรียนที่โรงเรียนกวดวิชา ยงยุทธจึงชวนหทัยรัตน์ไปดูหนังแก้เครียดกัน

แต่พอค่ำกลับถึงบ้าน ยงยุทธก็ถูกนางแย้มไล่เบี้ยว่าไปไหนมากลับเอาป่านนี้ทั้งที่โรงเรียนกวดวิชาเลิกนานแล้ว พอรู้ว่าไปดูหนังกับหทัยรัตน์มาก็ถามว่าทำไมไม่ขออนุญาตย่าก่อน หาว่าอย่างนี้มันจงใจหนีเที่ยวกัน ยงยุทธบอกว่าตนเพิ่งนึกอยากดูหนังตอนโรงเรียนเลิกแล้ว

“ทีหน้าทีหลังต้องขอย่าก่อน ถ้าย่าไม่อยู่ให้แปลว่าไม่อนุญาตให้ไปไหนเข้าใจไหม” พอยงยุทธรับคำนางแย้มก็บ่นกระปอดกระแปด “แทนที่จะรีบกลับมาอ่านหนังสือหนังหาเตรียมสอบ ดันหนีเที่ยวซะนี่ ถ้าแกสอบไม่ติดขึ้นมาย่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แล้วกินข้าวกินปลามารึยัง” ยงยุทธบอกว่ากินแล้ว นางแย้มก็ไล่ให้ไปอาบน้ำเสียจะได้อ่านหนังสือ

ooooooo

ปวริศเขียนจดหมายถึงระพีพรรณอย่างสม่ำเสมอ ตามที่บอกไว้ จดหมายแต่ละฉบับก็รำพันความคิดถึง บรรยายความรักที่มีต่อเธอจนระพีพรรณอ่านแล้วยิ้มอย่างมีความสุข

ส่วนอุไร เมื่อยุให้ระพีพรรณหลอกให้ปวริศหลงรัก เพื่อจะทิ้งให้ได้รับความเจ็บปวด ก็คอยย้ำเตือนลูกเสมอว่า

“แกจำไว้เลย ความรักมันไม่มีอยู่จริงหรอก มันก็แค่ลมพัดมาวูบนึงเท่านั้นแหละ พัดมาแล้วก็ผ่านไป แต่ยังไงก็ขอบใจนะ ที่แกไว้ใจแม่ เอามาให้แม่อ่าน” อุไรถามว่าแล้วตอบจดหมายไปกี่ฉบับแล้ว ระพีพรรณบอกว่ายังเลยเพราะไม่รู้จะเขียนอย่างไร อุไรจะเขียนตอบให้ ระพีพรรณบอกว่าไว้ตนตอบเองดีกว่า อุไรย้ำว่า “แนบเนียนหน่อยก็แล้วกัน อย่าให้ท่ามันเกินไป อย่าตัดไมตรีมันด้วย ยังไงแกก็ต้องทำให้มันหลงแกขึ้นไปเรื่อย ฉันเชื่อว่าแกทำได้”

“จ้ะแม่”

ฝ่ายนางแย้มทำทุกวิถีทางที่จะให้ยงยุทธสอบเข้าแพทย์ให้ได้ นางยิ่งย้ำยงยุทธก็ยิ่งถูกกดดัน ยิ่งเครียด ได้แต่เก็บกดไว้ในใจ แม้แต่กับหทัยทัยรัตน์เขาก็เพียงแต่ฟังเธอชื่นชมให้กำลังใจเงียบๆ บางครั้งก็อดถามไม่ได้ว่า

“แล้วถ้ายุทธสอบไม่ได้ล่ะ รัตน์จะเสียใจไหม”

“ถ้ายุทธทำข้อสอบไม่ได้แล้วรัตน์จะทำได้เหรอ ต้องได้ด้วยกันสิ”

“ถ้ายุทธสอบไม่ได้ ยังไงรัตน์ก็ต้องเรียนหมอนะ ห้ามงอแง” หทัยรัตน์มองหน้าถามว่าหมายความว่าไง ยงยุทธฝืนยิ้มบอกว่า “ยุทธอยากให้รัตน์เป็นหมอ หมอเป็นอาชีพที่เป็นกันไม่ได้ง่าย เป็นอาชีพที่ได้บุญด้วย รัตน์ต้องทำให้ได้ รัตน์ต้องเป็นหมอ” แต่พอเธอถามว่าแล้วเขาล่ะ ยงยุทธไม่ตอบ ตัดบทชวนไปกันเถอะ ใกล้เวลาสอบแล้ว

หทัยรัตน์ไม่เข้าใจคำพูดของยงยุทธ เดินตามไปใจคอไม่ดี ในขณะที่ยงยุทธสีหน้าเรียบเฉย เขารู้ตัวดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร และพร้อมยอมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้อย่างสงบ...

ooooooo

สอบเสร็จ อุไรจัดเลี้ยงฉลองให้ระพีพรรณที่ต้องเหน็ดเหนื่อยจากการดูหนังสือ ระพีพรรณมั่นใจว่าตัวเองต้องสอบได้ อัมพรอดแอบหวังไม่ได้ว่ายงยุทธก็ต้องสอบได้เหมือนกัน

ธนาขับรถไปส่งมยุรีย์ไปเรียนดนตรี เจอลลดาที่แขนยังไม่หาย ต่างทักทายกัน ลลดาบอกว่าตนยังเรียนเปียโนไม่ได้แต่ก็มาเรียนร้องเพลงแทน ธนาที่ชอบดนตรีอยู่แล้วถามว่าอยากเป็นนักร้องหรือ เธอหวังว่าสักวันตนต้องเป็นนักร้องดังให้ได้

ระหว่างทั้งสองคุยกันอยู่นั้น มยุรีย์เข้ามาขัดจังหวะอย่างหมั่นไส้ เร่งธนาให้ไปซื้อของที่คุณแม่ฝากมาซื้อเลยขากลับจะได้ไม่ต้องเสียเวลา ก่อนแยกไปยังปรายตาใส่มยุรีย์อย่างไม่ชอบใจ ลลดายิ้มแห้งๆ ปรารภกับธนาก่อนแยกไปร้องเพลงว่า

“ถ้าครอบครัวเราสองครอบครัวไม่มีเรื่องให้ต้องเกลียดกัน ก็คงจะดีกว่านี้นะคะพี่ธนา”

สุดาต้องไปเก็บดอกเงินกู้ในตลาดแทนนางแย้มที่ยังเจ็บอยู่ เป็นโอกาสให้แอบหยิบเงินออกไปส่วนหนึ่ง พอกลับถึงบ้านเอาเงินให้นางแย้มแล้วเล่าว่ามีนายทุนเงินกู้รายใหม่มาปล่อยกู้ดอกต่ำกว่าเรา ต่อไปลูกค้าเราคงน้อยลง นางแย้มเจ็บใจจนไม่มีแก่ใจจะนับเงินที่ได้มา สุดามองอย่างโล่งใจที่ไม่ถูกจับได้

คืนนี้ที่ร้านพะยอม ลือชัยกลับมาในสภาพทรุดโทรม พะยอมเรียกไว้บอกว่าวันนี้ทางโรงเรียนเรียกแม่ไปแจ้งว่าเขาหมดสิทธิ์สอบเพราะเวลาเรียนไม่ครบ ลือชัยไม่ทุกข์ร้อน พอพะยอมเตือนสติว่าถ้าวันนี้ไม่ตั้งใจเรียนแล้วอนาคตจะทำมาหากินอะไร ลือชัยอ้างว่าตนตั้งใจแล้วแต่ทำได้แค่นี้ บ่นแม่ว่า “แม่จะเอาอะไรนักหนา...น่าเบื่อ”

พะยอมจับได้ว่าลือชัยติดยา แต่ลือชัยไม่ยอมรับ บอกว่าตนก็แค่สูบบุหรี่เท่านั้น พะยอมเสียใจมาก แต่พออบรมก็ถูกหาว่าคิดมากไม่เข้าเรื่อง ความอัดอั้นเรื่องลือชัย พะยอมตัดสินใจไปหาลือพงษ์ที่บริษัท เจอเขามั่วอยู่กับเด็กสาว ลือพงษ์ถามอย่างไม่พอใจว่าจะมาทำไมไม่บอกก่อน

พะยอมขอให้เขาตักเตือนลือชัยบ้างเพราะตนรู้สึกว่าลูกจะติดยา ลือพงษ์โทษว่าเพราะเธอเอาแต่ตามใจลูกจนเสียคน

“รู้งี้ฉันไม่มาให้เสียเวลา” พะยอมพูดอย่างผิดหวังแล้วจะกลับ ลือพงษ์ถามว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร “เป็นพ่อมันก็คิดเอาเองแล้วกัน คิดได้ก็โทร.ไปบอกฉันด้วย” พะยอมขึ้นรถขับออกไปเลย ลือพงษ์ยืนนิ่งอย่างเจ็บปวดไม่น้อยเหมือนกัน

ธนาไม่ทุกข์ร้อนกับอะไร คืนนี้ก็ร้องเพลงซ้อมดนตรีอยู่ที่บ้านจนมยุรีย์บ่นว่าหนวกหูทำให้แม่รำคาญหนังสือก็ไม่อ่าน สองพี่น้องโต้เถียงกันไปตามประสา จนทวีหัวเราะบอกมยุรีย์ว่าตนรู้ว่าธนาคิดอะไรไว้แล้วว่าเรียนจบจะทำอะไร

“วันข้างหน้าจะเป็นยังไงไม่มีใครรู้หรอกลูก ขอแค่ลูกได้ใช้ความสามารถที่มีเลี้ยงตัวเองได้ เป็นคนดี ไม่ทำให้ใครต้องเดือดร้อน พ่อกับแม่ก็พอใจแล้วลูก”

ธนาวางกีตาร์เข้าไปกอดอัมพรสัญญาว่า “ขอบคุณครับคุณแม่ ถึงผมจะเรียนไม่เก่ง ไม่ได้สอบติดหมอเหมือนใครบางคน แต่คุณแม่คอยดูเถอะ อีกหน่อยผมจะหาเลี้ยงคุณพ่อคุณแม่เอง”

“หมั่นไส้คนขี้ประจบ แหวะ” มยุรีย์ทำใส่พี่ชายอย่างหมั่นไส้ ธนาหอมแก้มแม่เย้ยให้ดู ทำให้ทั้งอัมพรและทวีหัวเราะขำลูกสองคนที่ทั้งหยอกล้อและจิกกัดกันไม่เว้นวัน

ooooooo

วันประกาศผลสอบเข้าแพทย์มาถึงแล้ว หทัยรัตน์โทร.บอกยงยุทธว่าจะรับไปดูผลสอบด้วยกัน แต่พอเธอไปถึง นางแย้มบอกว่ายงยุทธออกไปแล้ว หทัยรัตน์งงๆว่านัดกันแล้วทำไมไม่รอ?

นางแย้มที่มั่นใจเกินร้อยว่ายงยุทธต้องสอบติดแพทย์ บอกหทัยรัตน์ว่าเย็นนี้มากินเลี้ยงด้วยกันจะได้ฉลองพร้อมกัน

แต่เมื่อไปดูผลสอบ ทั้งระพีพรรณและหทัยรัตน์ต่างสอบติด แต่ไม่มีชื่อของยงยุทธ หทัยรัตน์เชื่อว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ ชื่อของยงยุทธถึงได้ตกหล่นไป

อัมพรสงสารลูก ทวีปลอบใจว่าปีนี้ไม่ได้ปีหน้าก็สอบใหม่ ยงยุทธจะต้องเรียนรู้อะไรๆด้วยตัวเขาเอง ระพีพรรณกับหทัยรัตน์ไปตามหายงยุทธก็ไม่เจอ แต่หทัยรัตน์รู้ว่าจะไปหาเขาได้ที่ไหน

หทัยรัตน์ไปที่ริมบึงบัว เจอยงยุทธอยู่ที่นั่นจริงๆ เธอถามว่าเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นเขาตั้งใจให้เป็นอย่างนี้ใช่ไหม

“เราไม่อยากเป็นหมอ” ยงยุทธบอก หทัยรัตน์ตัดพ้อว่าทำไมไม่บอกตนแต่แรก “อย่าเอาชีวิตมาผูกไว้กับยุทธเลยนะรัตน์ หทัยรัตน์ถามว่าเรารักกันแล้วทำไมไม่สานฝันไปด้วยกัน ยงยุทธส่ายหน้ายอมรับว่า “ยุทธกลัวเลือด ยุทธกลัวเข็มด้วย ยุทธไม่ชอบกลิ่นโรงพยาบาล มันเหมือนหดหู่แล้วมันก็น่ากลัวมากสำหรับยุทธ มันน่ากลัวมากนะรัตน์”

หทัยรัตน์มองยงยุทธอย่างเข้าใจ จับแขนเขาปลอบใจ ต่างเงียบไปกับความคิดของตัวเอง...

ooooooo

ที่ริมบึงบัว หทัยรัตน์กับยงยุทธยังนั่งคุยกันอยู่ในบรรยากาศที่อึดอัดกดดัน หทัยรัตน์ถามว่าเขาจะบอกคุณย่าเรื่องผลการสอบอย่างไร เพราะคุณย่าหวังกับเขามาก

“คนอย่างคุณย่า มันต้องเกิดเรื่องก่อนคุณย่าถึงจะเข้าใจ ยุทธว่ายุทธคิดไม่ผิดหรอก”

หทัยรัตน์ถามว่าเขาจะไปเรียนต่อที่ไหน เรียนอะไร ยงยุทธบอกว่าเรียนวิศวะ หทัยรัตน์ก็ยังหวังว่าให้เขาเข้าจุฬาฯจะได้อยู่ใกล้กัน แต่ยงยุทธจะไปเรียนเชียงใหม่

เห็นหทัยรัตน์ผิดหวัง ยงยุทธชี้แจงว่า อยู่ไกลกันก็ดีจะได้รู้ว่าเธอมั่นคงกับตนไหมและตนก็จะได้พิสูจน์ตัวเองด้วยว่ารักเธอมากแค่ไหน หทัยรัตน์ถามอย่างทำใจยากว่า “ทำไมต้องใช้วิธีนี้?”

“อีกหน่อยเราโตเป็นผู้ใหญ่ เราต้องมีชีวิตเป็นของเราเอง ยุทธอยากมีชีวิตที่ยืนบนลำแข้งตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องพึ่งพาใครต่อใครตลอดไปนะรัตน์”

แม้หทัยรัตน์จะทั้งเจ็บทั้งปวดแต่ก็ต้องจำยอมกับความมุ่งมั่นของยงยุทธ

ooooooo

นางแย้มเตรียมของไว้ฉลองที่ยงยุทธสอบเข้าแพทย์ได้ไว้มากมาย พอเขากลับมาถึงนางไม่ถามว่าเขาสอบได้ไหม แต่กลับถามว่าหทัยรัตน์ก็สอบได้ใช่ไหม? ทั้งโรงเรียนสอบได้กี่คน? เชื่อว่าทั้งจังหวัดก็สอบได้แค่สองคนเท่านั้น

“คุณย่าครับ...ผมสอบไม่ได้” ยงยุทธบอกนางแย้ม แต่เหมือนระเบิดลงที่ทำให้ทุกคนเงียบงันกันไปหมด นางแย้มถามย้ำอีกที เมื่อยงยุทธบอกว่า “ผมสอบไม่ได้ครับ” ก็ยังหาว่าเขาล้อเล่น พอยงยุทธยืนยัน นางแย้มรับไม่ได้ หน้าตาที่ยิ้มแย้มปลื้มปีติก็กลายเป็นตีหน้ายักษ์เอ็ดตะโรอย่างควบคุมอารมณ์ไม่ได้ว่า

“ทำไม! ทำไมไม่ได้!! เรียนแกก็ได้เกรดสี่เกือบทุกวิชา กวดวิชาก็ไปเรียน หมดเงินหมดทองไปตั้งเท่าไหร่แล้วทำไมสอบไม่ได้!!”

“ผม...ผม...คือผมไม่อยากเป็นหมอครับ”

ทั้งประยูรและพะยอมพยักหน้า แต่นางแย้มพุ่งเข้าตบหน้ายงยุทธ ทุกคนตกใจ ยงยุทธน้ำตาร่วงทันที

“ทำไมมึงไม่บอกกูก่อนว่ามึงไม่อยากเป็นหมอ มึงให้ความหวังกูทำไม ทำไมถึงทำกับกูอย่างนี้!” นางแย้ม สติแตก

“ผมเป็นหมอไม่ได้ครับ ผมกลัวเลือด กลัวเข็มฉีดยา กลัวโรงพยาบาล ผมกลัว...” นางแย้มทนไม่ไหวร้องไห้โฮออกมา “ผมเสียใจที่ทำให้คุณย่าต้องผิดหวังในตัวผม” ยงยุทธค่อยๆเดินผ่านทุกคนที่เงียบงันไปหมด พอยงยุทธขึ้นข้างบนนางแย้มก็ระเบิดอารมณ์ กวาดอาหารที่เตรียมไว้สำหรับเลี้ยงฉลองวินาศสันตะโรแล้วทิ้งตัวลงร้องไห้ฟูมฟายแทบจะขาดใจ

ประยูรกับพะยอมเข้าประคองแม่คนละข้างอย่างปลอบใจ

เมื่อประยูรขึ้นไปหายงยุทธที่ห้องเขาตำหนิหลานว่ามีอะไรก็น่าจะบอกย่าแต่แรก

“ถึงผมบอก อาคิดเหรอครับว่าคุณย่าจะรับฟัง...คุณย่าเป็นคนยังไงอาก็รู้ดี” ประยูรบอกว่าย่ารักเขามากเกินไป “ผมรู้ แต่ผมก็มีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตของผมเองบ้างไม่ใช่เหรอครับอา...” ประยูรได้แต่ตบไหล่หลานชายอย่างปลอบใจ

ฝ่ายพะยอมปลอบใจนางแย้มที่ยังร้องไห้ฟูมฟายก่นด่ายงยุทธว่าเป็นคนอกตัญญู แล้วทีนี้ตนจะเอาหน้าไปไว้ไหนอายเขาทั้งบ้านทั้งเมือง ด่ายงยุทธว่า “สันดานเหมือนแม่มันไม่มีผิด เลี้ยงให้ดียังไงมันก็เลี้ยงไม่เชื่อง”

พะยอมได้แต่เซ็ง รู้ดีว่าตนพูดให้ตายแม่ก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ooooooo

ด้วยความเป็นห่วงความรู้สึกของลูก อัมพรไปดักพบยงยุทธที่โรงเรียน ก็ได้รับการปฏิบัติต่อไม่ต่างจากคราวก่อน ทั้งเย็นชา หมางเมินและพยายามหลบเลี่ยง เมื่ออัมพรบอกว่าตนเป็นห่วงลูก ยงยุทธก็สวนไปทันควันว่า

“มันเป็นชีวิตของผม ผมจะเลือกเดินไปยังไงมันก็เรื่องของผม เลิกเรียกผมว่าลูกเสียที ผมเกิดมาไม่มีแม่ เพราะแม่ผมตายไปนานแล้ว”

อัมพรน้ำตาทะลักทันที ยงยุทธเดินจากไปอย่างเย็นชา แต่ในความรู้สึกก็เจ็บปวดกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปไม่น้อย

อัมพรกลับไปเล่าให้อุไรฟัง อุไรเป็นเดือดเป็นแค้น เชื่อว่าต้องเป็นฝีมือนางแย้มแน่ๆ บอกอัมพรว่าเรื่องนี้เดี๋ยวตนจัดการเอง ยงยุทธต้องหูตาสว่างเสียที ไม่ใช่หลงเชื่อทุกอย่างที่นางแย้มเป่าหู

แล้วอุไรก็ไปขอพบยงยุทธที่โรงเรียน อาจารย์ที่ถูกนางแย้มครอบงำโทร.ไปบอกนางแย้ม นางแจ้นมาทันที พอเห็นอุไรก็เปิดฉากด่า เมื่อขิงก็ราข่าก็แรง นอกจากด่ากันแล้วเมื่อต่างทนไม่ได้ก็ตบตีกันเสียงอึกทึกครึกโครมจนพวกนักเรียนพากันกรูมาดู เพื่อนยงยุทธบอกว่านั่นย่าเขา ส่วนธนาก็บอกว่านั่นน้าตน แต่พวกนักเรียนก็ถูกอาจารย์ต้อนกลับไปเรียนตามเดิม

ยงยุทธกลับไปนั่งเครียด ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ตนเห็นเลย...

นางแย้มกลับมาให้พะยอมทายาประคบยาให้ พะยอมบ่นว่าแม่ทำอย่างนี้แล้วได้อะไรขึ้นมา ถูกนางแย้ม ตวาดตามเคยว่าอย่ามาสอนกู! ถามพะยอมว่าอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ตนชักไม่แน่ใจ

“เมื่อก่อนฉันอยากได้อยากมีอยากแย่งชิงสมบัติคนอื่นมาเป็นของตัวเอง จนปล่อยให้แม่บงการชีวิตฉัน ถึงวันนี้ฉันถึงได้เห็นกับตาตัวเองว่า ถึงแย่งเขามาได้ ฉันก็ไม่ได้ครอบครองอะไรสักอย่าง ทั้งลูกทั้งผัว แม่เชื่อฉันเถอะอะไรๆมันไม่จีรังยั่งยืนหรอก แม้แต่ความรัก ปล่อยวางซะบ้าง”

“มึงไม่ต้องมาสอนกู”นางแย้มตวาด พะยอมบอกว่าตนไม่บังอาจขนาดนั้นแต่อยากบอกแม่ว่าเวรกรรมมีจริง พูดเหมือนเตือนสติแม่ว่า “อย่าให้มันถึงวันที่สายเกินไปเลยแม่ เพราะถึงวันนั้นแม่อาจจะไม่เหลือใครข้างตัวแม่เลยสักคนก็ได้” ผลคือพะยอมถูกนางแย้มตบหน้าเพียะ! แม้น้ำตาจะร่วงแต่พะยอมก็บอกแม่ว่า “ฉันไม่โกรธแม่หรอก เพราะแม่ยังไงก็เป็นแม่ แม่จะตบตีฉันให้ตายคามือ ก็ได้ฉันขอแค่เลิกอาฆาตจองเวรบ้านโน้นเขาเสียที ฉันก็พอใจแล้ว”

พะยอมค่อยๆลุกไป ในขณะที่สีหน้านางแย้มยังเต็มไปด้วยทิฐิ

ooooooo

พออุไรกลับถึงบ้าน อัมพร นางอ่ำ และระพีพรรณ ช่วยกันแต้มยาใส่แผลให้ นางอ่ำบ่นว่าไม่รู้จักอายชาวบ้านเขาบ้างหรือไง อุไรบอกว่าคนที่ต้องอายคือนางแย้มไม่ใช่ตน

อัมพรติงว่ายังไงก็ไม่น่าถึงกับต้องลงไม้ลงมือกันอย่างนี้ อุไรสวนอย่างมีอารมณ์ค้างว่า

“คนอย่างอีแย้มมันต้องเจ็บเพราะการกระทำของตัวมันเอง พี่คอยดูเถอะ ยังไงฉันก็จะพยายามช่วยพี่ ฉันจะต้องเอายงยุทธคืนมาให้พี่ให้ได้”

อุไรถามระพีพรรณว่ามีโอกาสเจอยงยุทธบ้างไหม มีทางเอาจดหมายไปส่งถึงมือไหม ระพีพรรณบอกว่าอยู่คนละโรงเรียนถามว่าทำไมแม่ไม่ฝากธนาไปล่ะ เขาเจอกันทุกวัน อุไรจึงนึกได้

วันต่อมาระพีพรรณก็เอาจดหมายไปให้ธนาบอกว่าป้าอัมพรฝากให้ยงยุทธ ธนาทำฮึดฮัดว่าไม่เอาหรอก ไม่อยากยุ่งกับหมอนี่ มยุรีย์ปรามพี่ชายว่าฟังพี่ระพีก่อนได้ไหม ธนาจึงหยุดฟัง ระพีพรรณหว่านล้อมว่าอีกไม่นานเรียนจบก็ต่างคนต่างไปแล้ว ป้าอัมพรทุกข์ใจเรื่องยงยุทธมาก

ทีแรกยงยุทธก็ไม่สนใจบอกว่าช่างหัวมันเถอะ แต่พอระพีพรรณถามว่าธนารักแม่ไหม เขามองหน้าถามว่าพูดอย่างนี้ได้ไง

“ถ้าธนารักแม่ ทำเพื่อแม่สักครั้งไม่ได้เชียวหรือ คิดดูนะ อย่างน้อยถ้าป้าอัมพรได้เห็นว่าพี่น้องรักกันป้าอัมพรจะดีใจขนาดไหน ใครจะรักไม่รักเราช่างมันเถอะ ยังไงพี่น้องกันก็ต้องรักกันไว้”

“ยุรีย์เห็นด้วยกับพี่ระพีนะ” มยุรีย์รีบสนับสนุน

ooooooo

หลังจากหทัยรัตน์ติววิชาเคมีให้ยงยุทธแล้วพากันเดินผ่านสนามบาสจะกลับ หทัยรัตน์ขอเข้าห้องน้ำก่อน ระหว่างนั้นธนาวิ่งมาร้องเรียกยงยุทธแล้วยื่นจดหมายของอัมพรให้ เห็นยงยุทธมองจดหมายเฉย ธนาบอกว่า

“รับไปเถอะ แล้วไปอ่านเอาเอง” ธนาก็ยังเฉย “บอกตามตรงฉันอยากจะชกหน้านายหลายครั้ง แต่มาคิดอีกที คนเดียวที่ฉันไม่อยากทำให้เขาเสียใจคือแม่ฉัน นายไม่คิดว่าฉันเป็นน้องก็เรื่องของนาย แต่ฉันบอก นายได้เลยว่า แม่คิดถึงแต่นายทุกวัน แม่ร้องไห้เพราะนายหลายครั้งรู้เอาไว้ซะด้วย นายอาจจะอยากอยู่ตัวคนเดียวในโลกไม่อยากมีพี่น้องแต่นายจำเอาไว้นะ ยังไงนายก็มีแม่อยู่ เข้าใจคำว่าแม่ไหมวะ คนที่ทำให้นายเกิดมาลืมตาดูโลกนี้ได้น่ะ”

พูดเสียซึ้งแต่ยงยุทธก็ยังเฉย ธนาเลยยัดจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อให้เขาแล้ววิ่งไปเล่นบาสต่อ

หทัยรัตน์เดินกลับมาพอดีเห็นยงยุทธหยิบจดหมายจากกระเป๋ามากำแน่น เธอถามว่าธนามาพูดอะไร เขาบอกว่าเปล่า แล้วชวนไปกันเถอะ

กลับถึงห้องนอน ยงยุทธเอาจดหมายที่พับจนเล็กออกมาคลี่จะเอากรรไกรมาตัดริมซอง แต่แล้วก็ชะงักวางไว้มุมหนึ่ง มองจดหมายเครียดจนอาการหอบหืดกำเริบ เขารีบเอายามาพ่นอย่างคุ้นเคย

ooooooo

วันนี้ ขณะระพีพรรณยืนรอรถเมล์ที่ป้ายนั้น ถูกกลุ่มวัยรุ่นมาระราน ลือชัยมาเจอร้องบอกว่านั่นน้องสาวตน แต่พวกวัยรุ่นที่ทั้งเกเรและเมายาจะเข้าไปลวนลามระพีพรรณให้ได้ จึงถูกลือชัยเข้าขวางตะโกนว่า

“เฮ้ย...พวกมึงอย่ามายุ่ง นี่พี่กูเอง” ลือชัยเข้าสกัด พวกวัยรุ่นพลางร้องบอกระพีพรรณให้รีบไปเสีย

ระหว่างนั้นปวริศขับรถผ่านมาเขาดึงระพีพรรณที่กำลังเดินหนีออกมา เธอตกใจ ปวริศรีบบอกว่า “ผมเอง ระพี...มาทางนี้” ปวริศลากเธอไปขึ้นรถ ระพีพรรณอดหันมองลือชัยที่กำลังถูกรุมอยู่ในความมืดด้วยความเป็นห่วงไม่ได้

ทันใดนั้นเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง วัยรุ่นคนหนึ่งล้มลง คนอื่นพากันวิ่งหนี จึงเห็นลือชัยยืนถือปืนอยู่!

ลือชัยกลับถึงบ้าน กอดพะยอมร้องไห้ขอโทษแม่ บอกว่าจะไม่ได้อยู่กับแม่แล้ว...พอนางแย้มได้รับโทรศัพท์จากพะยอมรู้เรื่องก็ด่าลือชัยว่าโง่ทำไมไม่ปฏิเสธไปว่าไม่ได้ทำ ปฏิเสธไปก่อนแล้วเดี๋ยวประยูรก็ไปช่วยเองแหละ ด่าล่วงหน้าว่า

“มันต้องช่วยได้สิวะ ไม่งั้นมันจะเป็นตำรวจไปหาหอกอะไร เออ...เดี๋ยวกูจะรีบไป” นางแย้มเตรียมเอาโฉนดไปประกันตัวลือชัย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ให้ประกัน บอกว่าโทษหนักเกินกว่าจะประกันตัวได้ เด็กต้องถูกส่งตัวไปสถานพินิจเด็กเดี๋ยวนั้นเลย

พอตำรวจเอาลือชัยขึ้นรถไป นางแย้มก็หันมาด่าลือพงษ์ที่มาช้า ด่าพะยอมว่าเอาไม่อยู่ทั้งลูกทั้งผัว

“สุดท้ายก็เป็นความผิดของฉันคนเดียวใช่ไหม” พะยอมร้องไห้ถามอย่างเจ็บช้ำ “แล้วแม่เคยคิดบ้างไหม ว่าคนที่ผิดจริงๆ ก็แม่นั่นแหละ แม่ผิดตั้งแต่ต้น เขาไม่ได้รักฉันแม่ก็ไปบังคับให้เขาต้องมาแต่ง ลูกเต้าออกมามันจะได้ความรักอะไรจากเขาล่ะ แม่จัดการทุกอย่างเพราะแม่ แค่ต้องการเอาชนะคนอื่นเท่านั้นเอง วันนี้ผลของมันเป็นยังไง แม่ก็ได้เห็นกับตาตัวเองแล้วนี่” พูดแล้วพะยอมเดินออกไป

นางแย้มอึ้ง นิ่ง นั่งอยู่ที่เดิม และที่หัวบันได ยงยุทธ นั่งกอดเข่าอยู่เงียบๆในความมืด...

ooooooo

ที่บ้านอัมพร...นางอ่ำรำพึงว่าน่าสงสารพะยอมเหมือนกัน อุไรโพล่งขึ้นทันทีว่าสงสารมันทำไมอีคนทรยศได้แม้กระทั่งเพื่อนตัวเองพรรค์นี้ สมควรแล้วที่ได้รับกรรม

“เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างเถอะลูกเอ๊ย...ลูกเต้าถ้าทำผิดพลาดรุนแรงไป คนที่เหมือนตกนรกทั้งเป็นก็ไม่พ้นคนที่เป็นพ่อแม่หรอก แม่ว่าพะยอมมันน่าเห็นใจนะ” นางอ่ำรำพึง

“เด็กน่ะ เลี้ยงให้เขาโตขึ้นมาไม่ยากหรอก แต่เลี้ยงยังไงให้มีสำนึกที่ดี ที่ถูกต้อง ไม่เป็นปัญหากับคนอื่น มันยากยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น มันอยู่ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ ทำสิ่งดีๆ ให้ลูกได้เห็นเป็นแบบอย่างรึเปล่ามากกว่า พ่อแม่ เดี๋ยวนี้ชอบอ้างว่าต้องทำมาหากินไม่มีเวลาให้ลูก ก็เลยโยนภาระให้โรงเรียน หารู้ไม่ว่าครูที่โรงเรียนก็สู้ครูที่เป็นพ่อแม่ที่บ้านไม่ได้” ทวีเอ่ยขึ้น

“อยากรู้เหมือนกัน แล้วคนอย่างอีแย้มมันเป็นครูชนิดไหนให้ยงยุทธมัน” อุไรเปรย อัมพรฟังแล้วใจสะท้านคิดถึงลูก

ระพีพรรณมาติวให้ธนาเตรียมสอบโควตา อัมพรขอบใจที่อุตส่าห์มาติวให้น้อง ระพีพรรณบอกว่าไม่เป็นไรเพราะตนก็ได้ทบทวนของตัวเองด้วยเหมือนกัน

“คุณแม่ครับ ธนาสัญญาว่าจะสอบโควตาให้ได้ครับ คุณพ่อคุณแม่จะได้ดีใจ” เลยถูกมยุรีย์แขวะว่าสัญญาทั้งปี

“ถ้าจะสอบได้ขึ้นมาก็เพื่อตัวลูกเอง ไม่ใช่เพื่อพ่อกับแม่ ลูกมีอนาคตที่ดีที่มั่นคงพ่อกับแม่ก็ดีใจที่สุดแล้วลูก”

ฟังอัมพรแล้วธนากอดแม่อ้อน “ผมรู้ครับว่าคุณพ่อ คุณแม่ต้องเหนื่อยกับผมมาขนาดไหน ผมจะหารางวัลที่ดีที่สุดมาให้คุณพ่อคุณแม่”

“ผมสัญญา” มยุรีย์ดักคอพร้อมกับที่ธนาพูด เลยถูกพี่ชายกระตุกผมและเขกหัว มยุรีย์ทำหน้างอนคลำหัว ป้อยๆ อัมพรกับทวีและลูกๆหัวเราะกันอย่างมีความสุข

ผิดกับบ้านนางแย้ม พะยอมเอาแต่นั่งเศร้าอมทุกข์ จนนางแย้มบอกให้กินข้าวกินปลาเสียบ้างจะได้มีแรงทำงาน พะยอมพูดอย่างซังกะตายว่าไม่รู้จะทำงานไปทำไม นางแย้มถามว่าลือพงษ์ไปเยี่ยมลูกบ้างหรือเปล่า พอพะยอมบอกว่าไปนางก็ถามอีกว่า

“แล้วลูกกับอีอุไรนั่นล่ะ” พะยอมบอกไม่รู้ไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้น “ได้ยินมาว่ามันสอบติดหมอ ไอ้พงษ์มันคงดีใจจนเนื้อเต้น ชิ...กูว่ามันลูกฟลุกมากกว่ามึงอย่าวางใจเชียวนะ”

พะยอมถามว่าเรื่องอะไรอีกล่ะ นางแย้มสาธยายเป็นคุ้งเป็นแควว่า พะยอมกับลือพงษ์ไม่ได้จดทะเบียนกัน สมบัติพัสถานก็ต้องเป็นของใครของมัน ระวังให้ดีเถอะ ลือพงษ์จะยักย้ายถ่ายเทไปให้ลูกอุไรหมด ดูให้ดี ตามให้ดีด้วย

“ถ้าเขาจะทำอย่างนั้นจริง แล้วฉันจะไปห้ามอะไร เขาได้ล่ะแม่”

“ยังไงมึงก็ต้องสู้เพื่อลูกมึง มันออกจากตะรางมามันจะได้มีกินมีใช้ ไม่ใช่ออกมาแล้วอดตาย มึงเชื่อกูเหอะ อีอุไรมันทำเงียบๆยังงี้ มันตบตาให้มึงตายใจ กูว่าป่านนี้มันใช้ลูกสาวมันสูบเอาสมบัติไอ้พงษ์ไปไม่ใช่น้อยแล้ว อีนี่มันร้าย กูรู้สันดานมันดี”

พะยอมฟังอย่างเบื่อหน่าย แต่นางแย้มไม่สนใจยังคงพล่ามไม่หยุด

“อีอัมพรอีกคน ทุกวันนี้มันยังอยากได้ลูกมันคืน หน็อย...พอลูกโตเป็นหนุ่ม มันคงอยากเอาไปอวดใครๆ ว่าลูกมันเก่ง มันเลี้ยงมากับมือ อีอ่ำก็ตัวดี ดัดจริตเข้าวัด ธรรมะธัมโม ถุย! ทำไมกูจะไม่รู้ อีนี่มันเสี้ยมลูกหลานมันให้อาฆาตจองเวรพวกเรา”

นี่คือบรรยากาศบ้านนางแย้มที่ทุกเวลานาที นางแย้มเอาแต่คอยเสี้ยม พล่ามก่นด่าคนโน้นคนนี้ โดยเฉพาะบ้านนางอ่ำ จะถูกขุดโคตรมาก่นด่าเรียงตัวเป็นประจำ ทั้งบ้านจึงมีแต่ความรุ่นร้อนริษยาของนาง จนไม่มีใครมีความสุขเลย

ooooooo

วันนี้ประยูรจะพานางแย้มไปเยี่ยมลือชัย ถามลลดาว่าจะไปด้วยไหม ถูกสุดาติงว่าชวนลูกไปที่อย่างนั้นได้ไงมีแต่คนเลว ปวริศบอกว่าสถานพินิจไม่ใช่คุกบางขวาง สุดาโต้ว่ามันไม่ต่างกันหรอก

“เด็กบางคนมันก็ทำผิดแค่อารมณ์ชั่ววูบ ที่นั่นเขามีไว้ช่วยขัดเกลา แล้วก็ให้โอกาสเด็กมันใหม่” ประยูรอธิบาย ลลดาบอกว่ายังไงก็น่ากลัวอยู่ดี นึกถึงหน้าลือชัยแล้วตนยังสยอง ไม่คิดเลยว่าคนใกล้ตัวเราจะเป็นฆาตกรฆ่าคน ประยูรติงว่าลือชัยก็เป็นพี่น้องเรายังไงก็ต้องให้โอกาส ปวริศบอกพ่อว่าขอไปด้วย พอสองพ่อลูกออกไป สุดาก็บ่นว่า

“นับญาติกับฆาตกรฆ่าคน รู้ไปถึงไหนอายเขาถึงนั่น” แล้วหันสั่งลลดา “ลดา...ประจบคุณย่าเอาไว้ให้ดีๆ ลือชัยมันไปติดคุกติดตะรางอย่างนี้ แม่ว่ายังไงเสียคุณย่าก็คงไม่แบ่งสมบัติให้มันมากมายหรอก คนไม่มีอนาคตอย่างมัน มีแต่จะผลาญทิ้ง เข้าใจไหม” สุดาหันไปมองลลดา ปรากฏว่าลูกไม่ได้ฟัง เพราะใส่ซาวด์อะเบาต์ฟังเพลงเคลิ้มอยู่

ลือพงษ์ไปพบระพีพรรณที่โรงเรียน บอกลูกว่า ครั้งนี้คงเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ของลือชัย ถ้าออกมาแล้วยังเอาดีไม่ได้ก็คงไม่ต้องเรียกว่าคนอีกแล้ว แต่ระพีพรรณเชื่อว่าลือชัยไม่ได้เลวโดยสันดาน เขาเพียงแต่เป็นวัยรุ่นเลือดร้อนคนหนึ่งเท่านั้น

“ขอบใจนะลูกที่คิดอย่างนั้น ถ้าพ่อเป็นอะไรไปก่อนที่ลือชัยจะออกจากคุก ลูกต้องดูแลกิจการให้พ่อ หรือถ้าลือชัยออกจากคุกมาแล้ว ลูกต้องช่วยน้องมันดูแลกิจการของพ่อ พ่อจะทำพินัยกรรมทิ้งเอาไว้ให้” ระพีพรรณติงว่าทำไมพ่อแช่งตัวเองอย่างนั้น “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเพื่อความไม่ประมาท พ่อบอกตามตรง ถึงชีวิตจะผิดพลาดไปบ้าง แต่พ่อก็ยังดีใจที่อย่างน้อยลูกที่เป็นพี่คนโต ไม่รังเกียจน้องอย่างลือชัยมัน”

ooooooo

ที่โรงเรียนประจำจังหวัด นักเรียนที่เรียนจบและต้องแยกย้ายกันไปตามทางที่ตัวเองเลือก วันนี้จึงมีการเขียนเฟรนด์ชิปแลกกัน บรรยากาศทั้งคึกคักและอาลัย

ธนากับเพื่อนสร้างบรรยากาศงานปาร์ตี้ด้วยเสียงเพลง บนกระดานดำเขียนด้วยชอล์กสีต่างๆ ว่า “อำลาอาลัย” ที่หน้าห้องมีเพื่อนคนหนึ่งคอยดูต้นทางเผื่ออาจารย์มาจะได้ส่งสัญญาณให้เพื่อนๆรู้

หทัยรัตน์เป็นหัวเรือใหญ่จัดเที่ยววนอุทยานไปค้างที่วนอุทยานหนึ่งคืน รวมค่าเช่าเต็นท์ ค่าอาหารและค่ารถ เก็บคนละสามร้อยห้าสิบบาท มีเสียงร้องฮือของเพื่อนๆดังขึ้นพร้อมกับบ่นกันว่าแพง แต่พอหทัยรัตน์บอกว่าใครไปยกมือดีกว่า ปรากฏว่ายกมือกันทุกคน

เธอย้ำ “จ่ายก่อนไปด้วยนะ” ที่สำคัญงานนี้จัดเองโรงเรียนไม่รู้เรื่องห้ามใครแย้มด้วยไม่งั้น...อด!

พวกหนุ่มๆคึกคักกันทันที หทัยรัตน์ประกาศ ดังขึ้นอีกว่า “ขอย้ำอีกครั้ง งานนี้ไม่มีแอลกอฮอล์” มีเสียงโห่ดังขึ้นอีก

ยงยุทธกลับไปขออนุญาตย่า นางแย้มถามว่าไปกับใคร พอรู้ว่าจัดไปกันเองก็ไม่อนุญาต ประยูรติงว่ายงยุทธโตแล้ว ปล่อยให้รู้จักออกไปใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นบ้างเถอะ นางแย้มกลัวยงยุทธจะถูกคนอื่นเอาเปรียบ ประยูรบอกว่าถ้าโง่ให้เขาเอาเปรียบก็ช่างมันเถอะ ถามยงยุทธว่าอยากไปใช่ไหม

“อยากไปครับอา นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่ผมจะได้อยู่กับเพื่อนๆ” นางแย้มถามว่าหทัยรัตน์ไปด้วยหรือเปล่า พอรู้ว่าไปด้วยก็อนุญาตทันที ย้ำว่าตนไม่ไว้ใจใครนอกจากหนูหทัยรัตน์คนเดียว

ถึงวันเดินทาง นางแย้มขับรถไปส่งถึงที่นัดหมาย พอเห็นเพื่อนๆของยงยุทธนางก็บ่นว่าท่าทางแต่ละคนอย่างกับกุ๊ย ฝากหทัยรัตน์ให้ช่วยดูแลยงยุทธด้วย ก่อนกลับถามยงยุทธละเอียดยิบว่าเอาเสื้อกันหนาวมาไหม กลางคืนหนาวอย่าลืมห่มผ้าด้วยถ้าหนาวมากก็ใส่ถุงเท้า อะไรที่สกปรกก็อย่ากินเดี๋ยวท้องร่วง สุดท้ายถามว่าเอายาติดไปด้วยหรือเปล่า

“เอามาครับ คุณย่าไม่ต้องเป็นห่วง ผมดูแลตัวเองได้ครับ คุณย่ากลับเถอะครับ”

“เอ้า...ขึ้นรถโว้ย...ขึ้นรถ...” ธนาตะโกนบอกเพื่อนๆ

นางแย้มหอมยงยุทธกอดกันราวกับจะจากกันไปเป็นแรมปี เมื่อยงยุทธขึ้นรถแล้วนางแย้มยังยืนดูจนรถลับสายตา

หทัยรัตน์นั่งคู่มากับยงยุทธ พูดคุยหยอกล้อกันกะหนุงกะหนิงจนธนาที่เป็นผู้สร้างความบันเทิงสนุกสนานในการเดินทาง เปลี่ยนจากการร้องเพลงมาเป็นเสียงแซวจนทั้งคู่อาย

ไปถึงอุทยานแห่งชาติ ธนาแสดงความเป็นสุภาพบุรุษจะช่วยกางเต็นท์ให้หทัยรัตน์ ถูกเธอปฏิเสธอย่างไร้ไมตรีจนธนาตัดพ้อว่า ในสายตาเธอตนเป็นเพียงตัวเกะกะขวางหูขวางตามากเลยใช่ไหม เธอสวนทันควันว่าแล้วแต่จะคิด

เมื่อเจอยงยุทธ ธนาถามว่าอ่านจดหมายแม่หรือยัง ถูกย้อนถามว่าจำเป็นต้องอ่านด้วยหรือ

“เสียดายว่ะ นายน่ะมีดีตั้งหลายอย่างที่ใครต่อใครเขาชื่นชม แต่ถ้าเขารู้ความจริงว่าในฐานะลูก นายมันเป็นลูกที่โคตรใจดำเลย เขาจะรู้สึกยังไงกับนาย”

“มีแม่ที่ขายลูกกิน...สู้ไม่มีจะดีกว่า” ยงยุทธกระแทกเสียงใส่แล้วเดินหนีไปเลย

หทัยรัตน์ลงเล่นน้ำ เห็นยงยุทธนั่งซึมอยู่คนเดียวจึงปีนขึ้นไปหาถามว่าคิดอะไรอยู่ เขาบอกว่าคิดเรื่อยเปื่อย ถามเธอว่าหนาวหรือพอเธอบอกว่าขึ้นมาแล้วลมมันแรง เขาถอดเสื้อตัวเองยื่นให้บอกว่าคลุมไว้จะได้หายหนาว เธอบอกไม่เป็นไร

“เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ยุทธอยากทำให้รัตน์รับไว้เถอะ เพราะอีกไม่นานเวลาเราอยู่ไกลกันยุทธคงไม่มีโอกาสทำให้”

“ขอบใจนะ เวลาหนาวๆ รัตน์จะไม่ลืมความอบอุ่นจากเสื้อตัวนี้เลย” หทัยรัตน์รับเสื้อไปใส่รู้สึกอุ่นไปถึงหัวใจ

ทั้งสองเดินกันไปตามริมน้ำตก เพื่อไปหาข้าวกิน ผ่านวงดนตรีของพวกธนาที่กำลังร้องเพลงกันอย่างครึกครื้น หทัยรัตน์เห็นมีเหล้าเธอพุ่งไปทันที ตำหนิต่อว่าที่ไม่รักษากติกาแล้วยึดเหล้าเททิ้งต่อหน้า พวกนั้นมองอย่าง แสนเสียดาย พอเธอเดินไป เพื่อนคนหนึ่งบอกธนาว่า

“ดีแล้วไอ้นา ที่เอ็งจีบมันไม่ติด ไอ้รัตน์นี่มันโคตรโหดเลย”

ooooooo

ระหว่างเดินมา หทัยรัตน์เหยียบหินลื่นจะล้มทำขวดเหล้าที่จะเอาไปทิ้งตกแตกบาดข้อมือเลือดไหลโกรก ยงยุทธเห็นเลือดถึงกับหน้าซีดใจสั่น

พริบตาเดียวธนาก็วิ่งมาถึงตัวหทัยรัตน์ เขาถอดเสื้อมาซับเลือดให้และบอกให้เพื่อนเตรียมแอลกอฮอล์ไว้ทำแผล ระหว่างนั้นยงยุทธมองดูธนาทำแผลให้หทัยรัตน์ด้วย ความรู้สึกตัวเองด้อยมาก แต่จากการที่ธนาช่วยทำแผลให้หทัยรัตน์ทำให้ความรู้สึกของเธอต่อเขาดีขึ้น แต่ก็ยังไว้ตัว

เมื่อถึงเวลาอาหารหทัยรัตน์ตักอาหารไปกินกับยงยุทธตามลำพัง ต่างคุยกันถึงวันที่ต้องแยกจากกัน แสดงความห่วงใยต่างหวังกันว่าระหว่างที่ห่างไกลกันจะไม่มีคนอื่นมา แทรก และคืนนี้ยงยุทธ์ก็ได้มอบนาฬิกาข้อมือให้หทัยรัตน์บอกว่าตนเก็บเงินค่าขนมตั้งใจซื้อให้เป็นของขวัญที่เธอสอบเข้าแพทย์ได้ แล้วขอใส่ให้ บอกขณะใส่ให้ว่า

“ยุทธอยากให้นาฬิกาเรือนนี้ เป็นตัวแทนของยุทธ มันจะได้อยู่กับรัตน์ตลอดไป แล้วก็เมื่อไหร่ที่รัตน์คิดถึงยุทธ แค่ดูนาฬิกาก็จะได้เห็นยุทธ จะได้คิดถึงยุทธด้วย”

“ขอบใจนะ รัตน์จะสวมมันไว้ตลอดเวลาเลย”

เมื่อแยกกันไปพักผ่อน หทัยรัตน์เดินผ่านวงดนตรีรอบกองไฟ ธนาถามว่าแขนดีขึ้นไหม ทำเป็นชวนดูดาวว่าคืนนี้ดาวสวย แต่หทัยรัตน์กลับไล่ให้ไปนอนได้แล้ว ธนาตัดพ้อว่าทำไมถึงใจร้ายกับตนนัก และคืนนี้เองธนาก็เผลอใจกอดจูบหทัยรัตน์จนถูกเธอตบด่า “นายทุเรศมาก” ก็พอดีมีเพื่อนตะโกนบอกว่ายงยุทธชักให้รีบมาช่วยกันเร็ว

ธนาวิ่งออกไปทันที หทัยรัตน์ได้สติรีบวิ่งตามไป เห็นยงยุทธกำลังชัก ธนารีบค้นหายาในตัวก็ไม่มี จึง วิ่งเข้าไปในเต็นท์เทกระเป๋าหยิบยาไปประคองหัวยงยุทธไว้บนตักเอายาให้ยงยุทธพ่นคอ พร่ำบอก...

“นายจะเป็นอะไรไม่ได้นะเว้ย ได้ยินไหมไอ้ยุทธ นายจะตายไม่ได้นะ ยังมีคนที่เขาคอยนายอยู่ เขาคอยนายอยู่ทุกวันได้ยินไหมไอ้ยุทธ”

หทัยรัตน์ตกใจเอาแต่ร้องไห้ ธนาเองพยายามกลั้นน้ำตา แต่เมื่อนึกถึงว่าคนที่อยู่ในอ้อมแขนตนนี้คือพี่ชายสายเลือดเดียวกันกับตน ธนาก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้...

ooooooo

สุดแค้นแสนรัก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด