ตอนที่ 8
อัลบั้ม: เรื่องราวความรักความแค้นของ 2 ครอบครัวใน "สุดแค้นแสนรัก"
ธนาให้มยุรีย์พาไปพบระพีพรรณที่บ้านอุไร มีขนมติดมือไปฝาก แล้วธนาก็ขอให้ระพีพรรณช่วยเรื่องหทัยรัตน์
“ธนา...ระพีพูดไม่อ้อมค้อมนะ คือหทัยรัตน์เขาบอกกับระพีว่าเขารักยงยุทธมาก...คือเขาคงไม่มีวันรักธนาหรอก ระพีว่าธนาเลิกคิดเรื่องนี้เถอะ จะเสียเวลา เสียการเรียนเปล่าๆ”
“ถ้าระพีไม่คิดจะช่วย ก็ไม่ต้องพูดให้ธนาเสียใจดีกว่า” ธนากลับออกไปทันที เรื่องจบรวดเร็วจนมยุรีย์งง รีบตามธนาออกไป หันบอกระพีพรรณว่าแล้วค่อยโทร.คุยกันนะ
พอกลับถึงบ้าน ทวีถามว่าสองพี่น้องไปไหนกันมา ธนาไม่พูดไม่จาเดินขึ้นข้างบนไปเลย อัมพรเรียกลูกให้มากินขนม มองตามธนางงๆ ถามมยุรีย์ว่าพี่เขาเป็นอะไร?
“งอนมังคะ... แต่ไม่ได้งอนยุรีย์นะ พี่ธนางอนพี่ระพีที่ไม่ยอมเป็นแม่สื่อให้ค่ะคุณแม่ จะว่าไปคู่แข่งพี่ธนาเขาก็ไม่น่าสู้ด้วยเท่าไหร่หรอก สู้ยังไงก็แพ้” พูดแล้วหยิบขนมเดินออกไป อัมพรมองขึ้นข้างบน ปรารภกับทวีว่า
“มันเวรกรรมอะไร ลูกต้องมาแย่งคนรักคนเดียวกัน”
“ลูกยังเด็กน่าอัมพร มันเป็นเรื่องธรรมดาของวัยรุ่น” ทวีพูดอย่างเข้าใจลูก แต่อัมพรก็ยังหนักใจ
ooooooo
ทวีขึ้นไปหาธนาที่ห้องนอน เห็นนอนแผ่เซ็งๆ ฟังเพลงรักอกหักอยู่บนเตียง บอกธนาว่าเพลงนี้พ่อยังร้องได้เลย
“แต่คุณพ่อคงไม่เคยอกหักมังครับ”
“อกหักมันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย เหมือนกินข้าวแล้วต้องกินน้ำ แต่พ่ออยากให้ธนาคิดอีกอย่างมากกว่า ความรักมันก็เหมือนกีฬา ยังไงก็ต้องมีการแข่งขัน แต่สุดท้ายแล้ว จะแพ้ชนะกันยังไงก็ต้องยอมรับผลการแข่งขันด้วย ธนาเป็นนักกีฬา พ่อว่าธนาคงเข้าใจมันดี”
“ครับคุณพ่อ”
“อีกอย่าง...พ่ออยากเห็นธนามุ่งหน้าสนใจการเรียนมากกว่า ตอนนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่าอนาคตของตัวลูกเองนะ”
“ผมจะพยายามครับคุณพ่อ”
ทวีตบบ่าลูกอย่างให้กำลังใจ ธนาฝืนยิ้มให้พ่อ
ooooooo
ที่ร้านไอศกรีมเจ้าประจำ หทัยรัตน์ขอบใจระพีพรรณที่ช่วยพูดเรื่องของตนกับธนา ระพีพรรณบอกว่าตนไม่ได้คิดเรื่องนั้น แต่ตนไม่อยากให้ธนาหมกมุ่นกับเรื่องนี้
“รัตน์ก็ไม่ได้รังเกียจเขาอย่างไม่อยากอยู่ร่วมโลกหรอกนะ แต่รัตน์ว่าเป็นเพื่อนกันเฉยๆดีกว่า”
“ใช่...เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ดีที่สุดแล้ว” ระพีพรรณยิ้มให้เพื่อนรักอย่างเห็นด้วย
ขณะนั้นเอง ยงยุทธกับนางแย้มผลักประตูเข้ามา ทั้งสองต่างมองหาที่นั่งและเห็นหทัยรัตน์กับระพีพรรณ แต่ต่างก็มองผ่านแล้วเดินไปหาที่นั่งยังอีกมุมหนึ่ง
หทัยรัตน์ถามระพีพรรณว่าควรจะเข้าไปทักไหม ระพีพรรณบอกว่ายงยุทธคงไม่อยากให้ย่าเขาพบกับตน หทัยรัตน์ถามว่าทำไม ระพีพรรณถามว่าแล้วเธอจะไม่ไปแสดงตัวหน่อยหรือ เชื่อว่าย่าเขาเห็นเธอแล้วนะ
“ฉันไม่กล้าหรอก...กลัวใจแก” ระพีพรรณดักคอว่ากลัว แต่อยากจริงจังกับหลานเนี่ยนะ
“ก็คนละคนนี่นา...” หทัยรัตน์ตอบเหมือนเข้าข้างตัวเอง
แต่นางแย้มแผนสูง ทำเป็นมองไม่เห็นแต่นั่งครู่เดียวก็บอกยงยุทธว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วไปหยุดที่โต๊ะหทัยรัตน์ ทักหทัยรัตน์ว่ามากับใคร...เพื่อนเหรอ?
พอหทัยรัตน์บอกว่าใช่ นางแย้มก็พ่นพิษทันทีว่า “หนูคบหาคนบ้านนี้เป็นเพื่อนด้วยหรือ” หทัยรัตน์ถามว่าทำไมหรือ? “แสดงว่าหนูยังไม่รู้กำพืดของตระกูลนี้ แต่เอาเถอะ บางทีลูกไม้อาจจะหล่นไกลต้นก็ได้” นางแย้มยิ้มเยาะเหยียดปากไปทางระพีพรรณแล้วเดินไปห้องน้ำ
หทัยรัตน์ถามระพีพรรณงงๆว่ามันคืออะไร เขาพูดเหมือนกับว่ารู้จักเธอ รู้จักกระทั่งพ่อแม่เธอ
“อย่าไปสนใจพวกปากหอยปากปูเลย” แต่หทัย–รัตน์ยังติดใจบอกว่าเขาจงใจแขวะเธอนะ “เอาไว้อารมณ์ดีกว่านี้จะเล่าให้ฟังแล้วกัน” ระพีพรรณตัดบทอย่างไม่พร้อมจะพูดอะไรตอนนี้
พอนางแย้มกลับไปที่โต๊ะก็บอกยงยุทธว่าถ้าคิดจะจริงจังกับหทัยรัตน์ย่าเห็นด้วย เห็นยงยุทธนั่งนิ่งก็ถามว่าฟังย่าอยู่รึเปล่า ยงยุทธบอกว่า “ฟังฮะ” ก็ถูกตำหนิว่า
“ครับสิ...ฮะได้ยังไง” ยงยุทธต้องตอบใหม่ว่าครับ นางจึงพูดต่อ “ทางเราก็มีไม่น้อย ลูกไม่ต้องกลัวนะ พ่อแม่เขาเรียกเท่าไหร่ย่าก็สู้ได้”
“ผมยังไม่คิดอะไรไกลขนาดนั้นหรอกครับ”
“สิบเก้าแล้วนะลูก ไม่คิดได้ยังไง นี่ได้ยินมาว่าเขาก็จะสอบแพทย์เหมือนกันไม่ใช่เหรอ ย่าว่าเราต้องเรียนพิเศษเพิ่ม จะได้สอบเข้าแพทย์ได้เหมือนกัน”
“คุณย่าครับ...”
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงเราก็ต้องเป็นหมอให้ได้ มันเป็นหน้าเป็นตาวงศ์ตระกูลนะลูก อีกอย่างถ้าหมอได้คู่กับหมอด้วยกัน รับรองต้องได้ลือกันไปทั้งจังหวัดแน่”
ยงยุทธได้แต่นั่งฟังอย่างอึดอัด เพราะมีแต่ต้องทำตามย่าเท่านั้นจึงจะถูกจึงจะมีสิทธิ์พูด
ooooooo
อัมพรอึดอัดกลัดกลุ้มกับการถูกยงยุทธปฏิเสธเพราะถูกนางแย้มเป่าหู ตัดสินใจเขียนจดหมายให้เขา
“ยงยุทธลูกแม่...แม่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจดหมายยังไง แต่แม่อยากจะบอกให้ยงยุทธรู้ว่า แม่รักลูกมาก แม่อยากเจอลูก แม่อยากเข้าใกล้ลูก แม่อยากกอดลูก แม่คิดถึงลูกมาก ให้โอกาสแม่สักครั้งได้ไหม แม่อยากคุยกับลูก แม่อยากรู้ว่าลูกคิดอะไรกับแม่ แม่อยากอธิบายหากว่าลูกเข้าใจผิด ลูกจะให้โอกาสแม่ได้ไหม ลูกจะเจียดเวลาออกมาเจอแม่บ้างได้ไหม นัดแม่มาได้เลย ตามเบอร์โทรศัพท์ข้างล่างนี้ หรือจะเขียนจดหมายกลับมานัดหมายกับแม่ก็ได้ รักลูกเท่าชีวิต...แม่อัมพร”
ทวีเข้ามาเห็นอัมพรนั่งเขียนจดหมายอยู่ เขาทักว่า “นึกว่าหลับไปแล้วเสียอีก”
“ฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะส่งจดหมายถึงลูก คุณคงไม่ตำหนิว่าฉันพิรี้พิไรนะคะ”
“อะไรที่ทำแล้วสบายใจก็ทำเถอะอัมพร ไม่แน่นะ จดหมายนั่นอาจจะช่วยให้อะไรๆดีขึ้นก็ได้ คุณเองก็จะได้นอนหลับเต็มตาเสียที”
“ทุกอย่างขึ้นอยู่กับยงยุทธค่ะ” อัมพรพับจดหมายสอดใส่ซองช้าๆอย่างครุ่นคิด...
ooooooo
อุไรยังทำงานหนัก วันนี้ก็ปรุงอาหารตามสั่งขายจนเป็นลม ระพีพรรณเข้ามาตามอาหารพอดีรีบประคองแม่ไว้ นางอ่ำตามเข้ามาเห็น ช่วยกันประคองอุไรไปนอนพัก ระพีพรรณเช็ดตัวให้แม่อย่างเป็นห่วง
นางอ่ำบ่นว่าบอกแล้วว่าอย่าหักโหม ทำแค่พอดี พอตัวก็พอแล้ว อุไรบอกว่าเห็นลูกค้าเต็มร้านเสียดายเพราะเงินทั้งนั้น ระพีพรรณอยากพาแม่ไปหาหมอ อุไรบอกว่าไว้ให้ระพีพรรณเรียนหมอจบก่อนค่อยไปตรวจ
“เงินทองเราก็พอมีเก็บแล้ว แม่ว่าร้านอาหารนี่ปล่อยให้คนอื่นเขาเซ้งไปทำไม่ดีกว่าหรือ”
อุไรเสียดายเพราะเราทำมากับมือ และตนก็อยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรคงไม่ได้ นางอ่ำบอกว่ารู้ว่าอุไรชอบค้าขายแต่ขายอย่างอื่นที่ไม่เหนื่อยเกินไปดีกว่า
“หนูสัญญาว่ายังไงหนูก็จะสอบเข้าแพทย์ให้ได้ แม่ไม่ต้องทำงานหนักจนเหนื่อยขนาดนี้หรอกนะจ๊ะ”
ooooooo
วันนี้ ทวีถามธนาขณะกินข้าวกลางวันด้วยกันที่บ้านว่าคิดได้หรือยังว่าจะเรียนต่อที่ไหน มยุรีย์บอกว่าเขาจะสอบโควตากันแล้ว อัมพรบอกว่าเรียนที่บ้านเราก็ได้จะได้ไม่ต้องไปไกล
ที่แท้ธนามีเป้าหมายอยู่แล้ว มยุรีย์บอกพ่อดักคอพี่ชายว่าจะเรียนหมอเหมือนหทัยรัตน์ ทวีถามว่าจะไหวหรือ
“ผมรู้ตัวดีครับพ่อ อย่างเก่งถ้าผมจะเข้ามหาวิทยาลัย ก็คงต้องอาศัยโควตานักกีฬาครับ...ขอเวลาผมตัดสินใจอีกหน่อยแล้วกันครับ ยังมีเวลาอีกตั้งเทอม”
อัมพรเอาจดหมายไปฝากอาจารย์ให้ยงยุทธ อาจารย์ถามว่าทำไมไม่เอาให้เอง อัมพรอ้างว่าจะรีบไปธุระ
อาจารย์คนนั้นมองจดหมายในมืออย่างลำบากใจ เพราะนางแย้มเคยห้ามไว้ จึงเอาจดหมายให้นางแย้ม พอรับจดหมายนางแย้มบอกว่า พรุ่งนี้จะซื้อเค้กร้านเปิดใหม่ที่เขาลือกันว่าอร่อยมาฝาก
ลือพงษ์ยังเพียรแอบมาพบระพีพรรณ วันนี้ระพีพรรณบอกว่าแม่คงเลิกทำร้านอาหารและให้คนอื่นเซ้งร้าน ลือพงษ์บอกว่าดี งานจะได้ไม่หนักเกินไป ระพีพรรณบอกว่าวันนี้แม่กับยายคงไปหาตึกใหม่ และคงซื้อเพราะแม่บอกว่าไม่อยากเป็นหนี้ใคร
ลือพงษ์บอกว่าแล้วพ่อจะหาทางช่วย พลางส่งเงินให้ระพีพรรณไว้ใช้ เธอบอกพ่อว่ายังมีใช้ ขณะคุยกันอยู่ อุไรมาเห็นเป็นเรื่องทันที
“คำสั่งฉันมันไม่มีความหมายอะไรเลยใช่ไหมระพี” อุไรฉุนขาด สั่งระพีพรรณให้คืนเงินไปเสียแล้วเข้าห้องเรียนได้แล้ว อุไรดึงเงินจากมือระพีพรรณ ระพีพรรณไหว้แม่กับพ่อแล้วรีบไปเรียน อุไรเอาเงินยัดใส่คอเสื้อลือพงษ์บอกว่าตนเลี้ยงลูกเองได้ ปรามว่า
“ถ้ายังขืนมาวอแวกับลูกฉันอีก อย่าหาว่าฉันไม่เตือน” ลือพงษ์บอกว่าแค่อยากช่วยเลี้ยงลูกบ้างเท่านั้น “ไม่ต้อง! อย่าคิดมาอ้างสิทธิ์ความเป็นพ่อ”
“แม้แต่ความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันงั้นเหรออุไร”
“สิทธิ์ความเป็นคนร่วมโลกก็อย่าหวัง” อุไรแค้นฝังหุ่น ยิ้มเยาะใส่หน้าก่อนเดินไป
ลือพงษ์ยืนคอตกอยู่ตรงนั้น
ooooooo
ผลการแข่งขันเป็นประธานนักเรียน ปรากฏว่ายงยุทธชนะ ทั้งยงยุทธและหทัยรัตน์ต่างดีใจกันมาก แต่ธนาที่เป็นฝ่ายแพ้ไม่ได้เสียอกเสียใจอะไร เขาแสดงความยินดีกับยงยุทธและหทัยรัตน์เยี่ยงน้ำใจนักกีฬาแต่พูดเป็นนัยว่า
“วันนี้ฉันอาจจะแพ้นาย แต่วันข้างหน้ามันไม่แน่ นายกับฉันยังมีเรื่องต้องแข่งกันอีกเยอะ”
เมื่อมีโอกาสเจอหทัยรัตน์ที่บริเวณสนามบาสโรงเรียน ธนาเข้าไปบอกว่าเสาร์นี้มีแข่งกีฬาระหว่างโรงเรียนขอให้ไปให้กำลังใจด้วย หทัยรัตน์ตอบหน้าบอกบุญไม่รับว่าไม่ว่าง
แต่พอใกล้วันแข่งจริงๆ หทัยรัตน์ชวนระพีพรรณไปดูกีฬาระหว่างโรงเรียนกัน ระพีพรรณถามว่านึกยังไง ดักคอว่าเชียร์โรงเรียนหรือเชียร์ใครกันแน่
“บ้า...ใครๆ ก็กลัวโรงเรียนตัวเองแพ้ทั้งนั้นแหละ นะ...ไปเป็นเพื่อนกันหน่อย”
“ดูก่อนได้ไหม ไม่แน่ใจว่าแม่จะให้ทำอะไรรึเปล่า” ระพีพรรณแบ่งรับแบ่งสู้
ooooooo
เย็นนี้เมื่อโรงเรียนเลิก ปวริศในชุดนักเรียนเตรียมทหารที่แสนเท่ เดินไปรับลลดาที่โรงเรียน ลลดาร้องเรียกพี่ชายอย่างอยากอวดเพื่อน ระพีพรรณนั่งอ่านหนังสือรออุไรมารับเห็นแล้วเมินเพราะรู้ว่าเป็นหลานนางแย้ม
พอดีอุไรมารับ ระพีพรรณรีบลุกขึ้นเก็บข้าวของ มือปัดถูกกระเป๋าหล่นของหกเรี่ยราด เธอรีบก้มเก็บ มีมือหนึ่งหยิบของที่หล่นยื่นให้ ระพีพรรณขอบคุณแต่พอเห็นหน้าเจ้าของมือเธออึ้ง...
ปวริศมองผ่านปีกหมวดมาด้วยสายตาเป็นมิตร สุภาพ และมีพลัง อุไรกดแตรเรียก ระพีพรรณรีบขอบคุณปวริศแล้ววิ่งไปขึ้นรถ ปวริศถามลลดาว่าใคร น้องสาวบอกว่า “พี่อย่ารู้เลย รู้แล้วจะหนาว”
ปวริศถามว่าใคร ทำไมต้องหนาว ลลดาบอกว่าเป็นหลานยายอ่ำไง!
ส่วนระพีพรรณพอขึ้นรถอุไรก็ถามขรึมว่าเมื่อกี๊ใคร ระพีพรรณบอกว่าไม่รู้
“หน่วยก้านก็ดีนะ เสียอย่างเดียวเป็นหลานอีแย้ม!”
ooooooo
นางแย้มรับจดหมายจากอาจารย์ไปเปิดอ่านในรถ อ่านแล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยทิ้งใส่ลิ้นชักคอนโซลอย่างแค้นใจ
วันนี้นางแย้มไปเรียกเก็บดอกเงินกู้ที่ตลาด ความเค็มและเหี้ยมของนางทำให้ลูกหนี้ที่ทนไม่ได้รุมยำเสียยับเยิน กลับมาบ้านสั่งให้สุดาตามประยูรกลับมา จะให้จับพวกนั้นเข้าคุกให้หมด
สุดาดูรอยฟกช้ำให้ หายาหม่องไม่เจอ นางแย้มจึงให้ยงยุทธไปหาที่รถ ยงยุทธเจอเศษกระดาษที่ถูกฉีกทิ้งอยู่ในลิ้นชักคอนโซล ที่เศษกระดาษชิ้นหนึ่งมีชื่อตัวเอง เชื่อว่าต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับตนแน่คืนนี้จึงล็อกประตู เอากาวแปะเศษกระดาษนั้นจนเป็นแผ่น
นางแย้มตามมาดูแลผิดสังเกตที่ยงยุทธล็อกห้อง ร้องเรียกให้เปิดถามว่าทำไมวันนี้ล็อกห้อง ยงยุทธปดว่ามืออาจจะไปถูกโดยไม่รู้ตัว นางแย้มย้ำว่าวันหลังต้องระวังเกิดเป็นอะไรขึ้นมาเดี๋ยวย่ามาช่วยไม่ทัน
“ครับคุณย่า” ยงยุทธรับคำอย่างหัวอ่อนตามเคย
ooooooo
ปวริศตกหลุมรักระพีพรรณเลียบเคียงถามลลดา น้องสาวตัวดีเล่าฉอดๆว่า
“เขาได้รางวัลเรียนดีทุกปี เป็นหน้าเป็นตาโรงเรียน เป็นตัวเก็งว่าต้องสอบติดแพทย์แน่ ๆ...มีอะไรอีกไหมคะ”
“เขามีแฟนรึยัง”
“พี่เขาเป็นเด็กเรียน ไม่เคยเห็นมีนักเรียนชายโรงเรียนไหนมาจีบ...เอ๊ะ! ยังไงกันเนี่ย อย่าบอกนะ...ว่าพี่ปวริศสนใจเขาน่ะ เขาแก่กว่าพี่ปีนึงนะ” ปวริศบอกว่าปีเดียวเอง “ไม่ได้หรอก ขืนคุณย่ารู้ เป็นเรื่องแน่”
“ก็อย่าให้รู้สิ”
“นี่ล้อเล่นใช่ไหม พี่ปวริศ”
“โน่น...คุณพ่อมาแล้ว” ปวริศตัดบท ลลดาวิ่งนำไปทันที ปรวิศในชุดนักเรียนเตรียมทหารเดินตามไปอย่างเท่
ooooooo
ที่โต๊ะอาหารร้านตัดเสื้อของพะยอมวันนี้ สุดาเล่าให้นางแย้มฟังว่า ได้ยินมาว่าร้านอาหารของอุไรท่าทางจะแย่ เห็นว่าเลิกขายไปแล้ว นางแย้มพูดอย่างสะใจว่ามันน่าจะเจ๊งไปตั้งนานแล้ว คนก๊กนี้ทำบาปหนาทำมาหากินอะไรก็ไม่เจริญหรอก
ปวริศถามว่าคุณย่าพูดถึงใครหรือ นางแย้มบอกวันหลังจะเล่าให้ฟัง ยงยุทธนิ่งอย่างไม่สนใจ พะยอมเร่งให้กินข้าวกันเถอะ ระหว่างนั้นลลดาอ้อนย่าขอเปียโนสักหลัง ประยูรติงว่าร้องเพลงก็เรียนแล้ว จะเอาเปียโนไปทำไมอีก
ลลดาอ้อนว่าตนอยากเป็นนักร้องที่เล่นเปียโนได้ ด้วย เวลาไปประกวดที่ไหนจะได้เด่นกว่าคนอื่น นางแย้มให้ทันที
“งั้นเอาเลยลูก เดี๋ยวย่าซื้อให้ มันกี่พันกันล่ะ” พอลลดาบอกว่าเอาแบบที่พอใช้ได้ก็แสนกว่าเอง นางแย้มแทบสะอึก สุดาบอกให้เอาถูกๆก็พอเกรงใจคุณย่า
“ไปเลือกเอาเลย อยากเอาอันไหน เอาให้สมหน้าสมตา อย่าให้ใครมันดูถูกเอาได้” นางแย้มสู้ตายเพื่อรักษาหน้า
ประยูรถามว่าปวริศไม่ขออะไรคุณย่าบ้างหรือ
ถูกลลดาขัดคอว่าอย่าไปสนใจเลยตอนนี้เขากำลังอิ่มอกอิ่มใจ นางแย้มถามทันทีว่าอะไร? ปวริศรีบกลบเกลื่อนว่า
“เปล่าครับ ไม่มีอะไรครับคุณย่า” แต่แอบฝากแค้นเล็กๆ ไปทางน้องสาว
“ย่ามีความสุข หลานย่าแต่ละคนเก่งๆกันทั้งนั้นเลย” นางแย้มยิ้มหน้าบาน ยงยุทธที่นั่งเงียบอยู่ตลอดมาแอบนึกกลัวว่าวันข้างหน้าย่าอาจผิดหวัง
ooooooo
ความชิงชังชิงดีชิงเด่นอาฆาตมาดร้ายของนางแย้มที่มีต่อครอบครัวนางอ่ำนั้น วันเวลาผ่านไป ครอบครัวใหญ่ขึ้นนางแย้มก็ยิ่งปลูกฝังความเกลียดชังอาฆาตแค้นนี้ให้ลูกหลานแก้แค้นกันต่อไป
วันนี้นางแย้มกับสุดาไปดูอาคารพาณิชย์ในทำเลทองบอกสุดาที่มาด้วยว่าซื้อทิ้งไว้ก็ไม่เสียหลาย ขายทิ้งก็ได้กำไร เห็นๆ สุดาเปรยๆ ว่าปวริศยังไม่ได้อะไรจากย่าเลยสักอย่าง นางแย้มบอกว่ารอดูความประพฤติก่อน
พอดีเจ้าของตึกเดินออกมา นางแย้มถามว่าตึกนี้ขายเท่าไร พอเจ้าของบอกว่าเก้าแสน นางก็บ่นว่าทำไมบอกแพงอย่างนี้ขอให้ลดหน่อยเผื่อจะสู้ราคาไหว
“ลดไม่ได้แล้วจ้ะ ขายไปแล้ว” นางแย้มทำเสียงผิดหวัง “เพิ่งตกลงกับคนซื้อเขาเดี๋ยวนี้เอง”
พอดีนางอ่ำกับอุไรเดินออกมา นางแย้มเห็นทั้งสองก็ปากคันทันที
“โธ่...กูนึกว่าใคร ไงล่ะ ทำร้านอาหารก็เจ๊งยังคิดจะทำมาค้าขายอะไรอีก กลับไปเลี้ยงควายไถนาที่หนองนมวัวกันเถอะไป๊”
อุไรไม่ยอมลดราวาศอก นางแย้มเผ็ดร้อนมาแค่ไหนก็คืนไปยิ่งกว่า จนนางอ่ำบอกให้พอเถอะอย่าต่อปากต่อคำเลย
นางแย้มหันไปบอกเจ้าของตึกว่าสองคนนี้ไม่มีปัญญาซื้อหรอกถ้าจะขายก็ขายให้ตน เก้าแสนก็เก้าแสนอวดรวยจะจ่ายทันที
“เขาจ่ายเงินสดกันไปแล้ว จะโอนกันอยู่รอมร่อ ถ้ามึงอยากได้ตึกนี่มากก็มากราบตีนกูสิอีแย้ม” อุไรหัวเราะเยาะ
นางแย้มเสียหน้าถลันจะเข้าไปตบ ถูกสุดาดึงไว้ นางอ่ำก็รั้งอุไรไว้
นางแย้มทำอะไรไม่ได้ ถีบก็ไม่ถึง เลยถ่มน้ำลายใส่พูดอาฆาต “มึงกับกูต้องได้เห็นดีกัน”
“เออ กูก็จะคอยมึงอยู่ทุกวัน อย่าช้านะ เดี๋ยวจะแก่ตายซะก่อนอีแย้ม” อุไรตะโกนไล่หลัง
“มึงนี่ไม่น่าห้ามกูเลย ไม่งั้นกูได้ตบอีสองแม่ลูกนั่นล้างน้ำไปแล้ว เอามึงมาด้วยก็เป็นอย่างนี้ทุกทีถ่วงความเจริญ”
นางแย้มหันมาด่าสุดาแทน สุดาได้แต่กัดฟันทนไม่ตอบโต้ หวังอดเปรี้ยวไว้กินหวาน
ooooooo
การแข่งกีฬาสีเริ่มแล้ว ลลดาไปเชียร์ธนาทุ่มหมดหัวใจ พอเห็นธนาโชว์ลีลาเหนือชั้นก็กรี๊ดลั่น
“พี่ธนาสู้ๆ...พี่ธนาสู้ๆ”
ระหว่างธนากำลังแข่งบาสในสนาม ตาก็คอยมองหาว่าหทัยรัตน์มาเชียร์ตนหรือเปล่า พอไม่เห็นใจก็เริ่มแป้ว เล่นอย่างไร้อารมณ์ ฝีมือตกไปทุกที
ที่แท้หทัยรัตน์กับระพีพรรณมาช้าไปเล็กน้อย พอมาถึงหทัยรัตน์ก็เสนอให้ไปเชียร์บาสกันก่อน ระพีพรรณอยากไปเชียร์วอลเลย์ก่อนแต่ก็ต้องวิ่งตามหทัยรัตน์ไป พอหทัยรัตน์ไปถึงเห็นทีมของโรงเรียนอื่นทำแต้มนำอยู่ ก็ตะโกน
“ธนา...นายทำทีมโรงเรียนแพ้ไม่ได้นะ”
พอธนาได้ยินเสียงหทัยรัตน์กำลังใจก็มาเป็นกอง เล่นอย่างมีชีวิตชีวาลีลาเหนือชั้นจนทำแต้มไล่คู่ต่อสู้ตีตื้นขึ้นมาอย่างเร็ว ในที่สุดธนาก็หยอดลูกลงห่วงเป็นลูกชี้ขาดทำให้ชนะทีมคู่แข่งได้อย่างน่าอัศจรรย์ เสียงปรบมือกึกก้อง
หทัยรัตน์ดีใจสุดๆ เห็นเพื่อนร่วมทีมกรูกันมาห้อมล้อมธนาจับโยนขึ้นในอากาศไชโยโห่ร้องกันกึกก้อง หทัยรัตน์มองอย่างตื่นเต้น ทึ่ง ที่ธนาเป็นฮีโร่ของเกมในวันนี้จริงๆ
ในบริเวณงาน ธนามองหาหทัยรัตน์ พอเห็นก็วิ่งไปหาขอบใจที่อุตส่าห์มาวันนี้ หทัยรัตน์พูดอย่างไว้เชิงว่าตนก็แค่กลัวโรงเรียนเราแพ้เท่านั้นเอง
“ลูกสุดท้ายที่เค้าชู้ตน่ะ เค้าชู้ตเพื่อรัตน์คนเดียวเลยนะ หมดแรงแล้วด้วยตอนนั้นน่ะ”
“บ้า...” หทัยรัตน์เขินไม่กล้าสบตา ระพีพรรณเอ่ยแทรกขึ้นว่าขอให้ขยันอ่านหนังสือให้เหมือนขยันซ้อมกีฬาก็คงจะดี ธนาทำเสียงอ้อนว่ามันเหมือนกันที่ไหนล่ะ ก็พอดีลลดาวิ่งเข้าแทรก ชมธนาว่าเก่งที่สุดเลย ขอลายเซ็นด้วย ธนาถามว่าจะให้เซ็นที่ไหน ลลดาเปิดกระเป๋าสะพายให้เซ็นไว้ใต้ฝากระเป๋าด้านใน
ปวริศที่เจอกับหทัยรัตน์กับระพีพรรณที่รถขายไอศกรีมมาก่อนแล้ว ยืนอยู่หลังลลดาแอบมองระพีพรรณ พอระพีพรรณเห็นปวริศยืนมองอยู่ เธอกำลังยิ้มดีใจกับธนาก็หุบยิ้มทันทีแล้วดึงหทัยรัตน์ออกไป พอธนาเงยหน้าจากแจกลายเซ็นให้ลลดาก็เห็นหทัยรัตน์เดินไปแล้ว ก็ตะโกนตามหลังไปอย่างร่าเริงว่า
“ธนาจะตั้งใจเรียน รัตน์เป็นกำลังใจให้ธนาด้วยนะ”
หทัยรัตน์หันกลับมาค้อนใส่เพราะอายคนอื่น ส่วนธนาดีใจกระโดดตัวลอยที่วันนี้ได้รับกำลังใจจากหทัยรัตน์
ooooooo
นางแย้มจับได้ว่ายงยุทธเอาจดหมายของอัมพรที่ตนฉีกยัดใส่ลิ้นชักคอนโซลไว้ไปปะต่อจนเป็นแผ่น นางโกรธจนตัวสั่น ขึ้นมึงขึ้นกูกับยงยุทธทันที ทั้งลำเลิกทั้งด่าอย่างสาดเสียเทเสีย ขยำกระดาษจดหมายทิ้งแล้วตัวเองก็เป็นลมไป
ยงยุทธตกใจมาก แต่ยิ่งขอโทษก็ยิ่งถูกนางแย้มด่าจนยงยุทธน้ำตาร่วง พะยอมต้องขอร้องแม่ว่ายงยุทธขอโทษแล้ว แม่ให้อภัยหลานสักครั้งเถอะ นางแย้มจึงนิ่งไป
“ผมขอโทษครับ ผมจะไม่ทำให้คุณย่าต้องเสียใจเพราะผมอีกแล้วครับ” ยงยุทธคลานไปกราบแทบเท้า
นางแย้มมองยงยุทธอย่างผู้ชนะ เรียกให้เข้าไปใกล้ ลูบหัวบอก
“ในโลกนี้ ไม่มีใครรักหลาน หวังดีต่อหลานเท่าย่าอีกแล้ว...จำเอาไว้”
ในที่สุดจดหมายฉบับนั้นก็ถูกโยนลงเตาไฟเผาจนกลายเป็นขี้เถ้า
ooooooo
หลังจากอัมพรฝากจดหมายอาจารย์ให้ยงยุทธแล้ว รุ่งขึ้นก็ไปดักรอยงยุทธคาดหวังว่าจะได้รับการตอบรับด้วยดี แต่สิ่งที่อัมพรได้รับคือความเย็นชาหมางเมินและหลบเลี่ยงที่จะพบ
อัมพรกลับไปเล่าให้อุไรกับนางอ่ำฟังน้ำตาไหลพรากว่าลูกมองตนอย่างเฉยชามาก ร้องไห้คร่ำครวญว่า
“ไม่มีอะไรจะเจ็บเท่าเลือดในอกของเราเห็นเราเป็นคนแปลกหน้าอีกแล้ว”
นางอ่ำปลอบว่าลูกอาจจะยังไม่ได้รับจดหมายก็ได้ แต่อุไรด่าว่านางแย้มแหละตัวดี บอกอัมพรอย่าเพิ่งท้อ เรายังมีหนทางอีกเยอะ เสียน้ำตาตอนนี้ก็เท่ากับยอมแพ้มัน จิกตาพึมพำ “มันยังรู้ฤทธิ์พวกเราน้อยไป!”
ธนาไม่พอใจยงยุทธที่ทำให้แม่ร้องไห้หลายครั้งแล้ว มยุรีย์ดักคอว่าที่โมโหนี่เพราะสู้เขาเรื่องหัวใจไม่ได้หรือเปล่า แต่ถ้ายงยุทธอ่านจดหมายของแม่แล้วยังทำแบบนี้ก็นับว่าแย่มากจริงๆ ธนาให้ช่วยกันบอกให้แม่ลืมๆไปเสีย มีตนสองคนเป็นลูกก็พอแล้ว ทวีติงลูกว่า แม่ลูกถึงอย่างไรก็ตัดกันไม่ขาด ถ้าอยากให้แม่สบายใจทั้งสองคนก็ทำตัวดีๆ ให้แม่ภูมิใจในตัวเราให้มากๆ
ผิดกับครอบครัวประยูรกับสุดาที่อยู่ในอาณัติของนางแย้มอย่างโงหัวไม่ขึ้นเพราะหมายสมบัติที่นางแย้มถือเป็นไม้ตายในมือ มีแต่ปวริศที่ไปเรียนโรงเรียนเตรียมทหารและไม่มีความโลภเหมือนลลดาที่ถูกทั้งแม่และย่าครอบงำ
ปวริศคิดถึงระพีพรรณ อยากเห็นหน้าจึงทำทีไปซื้อสังฆภัณฑ์ที่อุไรเปิดร้านใหม่ในทำเลทอง ระหว่างนั้นเห็นระพีพรรณออกมาจะไปซื้อก๋วยเตี๋ยวมากินกัน ปวริศรีบจ่ายเงินแล้วตามไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ไปยืนเด๋อๆ ด๋าๆ แล้วทำเป็นทักทาย แต่ถูกระพีพรรณมองและตอบแบบถามคำตอบคำ จนปวริศไปต่อไม่เป็น พอระพีพรรณซื้อก๋วยเตี๋ยวกลับไปก็ตามไปที่ร้านอีก คราวนี้บอกอุไรว่าซื้อธูปไปแล้วแต่ลืมซื้อเทียน
อุไรรู้สึกถึงความไม่ปกติ บ่น “มันชักจะยังไงๆ แล้ว หลานอีแย้มคนนี้”
อัมพรเสียใจกับท่าทีของยงยุทธจนสุขภาพทรุดโทรม ทำให้ธนากับมยุรีย์ยิ่งไม่พอใจยงยุทธ อัมพรเข้าใจลูกแต่ก็สอนลูกทั้งสองว่า
“ไม่ว่าจะยังไง สองคนอย่าทิ้งพี่ยงยุทธเขานะลูก ยังไงก็ต้องนับถือเขาเป็นพี่...อย่าไปโกรธเกลียดพี่เขา” ธนาถามว่าถ้าคุณแม่มีเขา คุณแม่จะแต่งงานกับคุณพ่อไหม?
“ธนา...อย่าไปพูดถึงเรื่องที่แก้ไขอะไรไม่ได้เลยลูก พูดเรื่องที่มันน่าจะทำได้ในอนาคตดีกว่า แม่เองไม่อยากจมอยู่กับอดีตหรอกลูก แต่อดีตที่มันแสนเจ็บปวดอย่างนี้ แม่ปล่อยวางไม่ได้ ถ้าปัจจุบันที่จะช่วยทำให้อนาคตมันดีขึ้น แม่ก็อยากทำ พี่น้อง ยังไงก็ต้องรักกัน...และแม่ก็เชื่อว่าความรักที่แม่กับลูกๆสองคนมีให้พี่ยงยุทธเขา สักวันนึงพี่เขาจะมองเห็น แล้วก็หันกลับมาหาเรา”
“แล้วถ้าเกิดไม่มีวันนั้นขึ้นมาล่ะครับแม่”
“เราจะได้ไม่ต้องเสียใจไงลูก เพราะยังไงเราก็ได้พยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว เวลามันผ่านไป มันไม่มีทางเรียกคืนมาได้หรอกลูก เข้าใจที่แม่พูดใช่ไหม”
ทั้งธนาและมยุรีย์ต่างรับคำแม่ อัมพรจึงเดินขึ้นไปพักผ่อน ส่วนทวีกอดลูกทั้งสองไว้ด้วยความรัก
ยงยุทธถูกนางแย้มกดดันจะให้สอบเข้าแพทย์ให้ได้ ถึงกับพาไปเรียนพิเศษและจะตระเวนบนให้ครบทุกวัดด้วยลิเกสามวันสามคืน บอกยงยุทธว่า เอาให้มันดังไปทั้งจังหวัดเลย ย้ำกับยงยุทธว่าทำให้ย่าชื่นใจให้ได้นะ
ยงยุทธถูกกดดันก็ยิ่งเครียดจนหทัยรัตน์ทัก เขาบอกว่าคงเพราะอ่านหนังสือมากไปหน่อย หทัยรัตน์ให้กำลังใจว่าเขาต้องสอบได้อยู่แล้ว พูดให้กำลังใจแต่ยิ่งเป็นการกดดันเขาว่า
“ยุทธเก่งกว่ารัตน์อยู่แล้ว รัตน์ยอมให้ยุทธคนเดียว แต่ยังไงเราก็ต้องได้ไปเรียนแพทย์ที่เดียวกัน”
ooooooo
เมื่อปวริศกลับไปที่โรงเรียนเตรียมทหาร เขาเฝ้าแต่คิดถึงระพีพรรณจนทนไม่ได้ เขียนจดหมายมารำพึงรำพันพร้อมกับแนบรูปตัวเองในเครื่องแบบนักเรียนเตรียมทหารมาให้ดูด้วย
“ระพีที่รัก...ผมกลับมาถึงโรงเรียนแล้ว ผมทนความคิดถึงระพีไม่ไหว ดังนั้นจดหมายฉบับนี้จึงเป็นจดหมายฉบับแรกจากผม และผมสัญญากับตัวเองว่า ตลอดเวลาที่ผมศึกษาอยู่ที่นี่ ผมจะเขียนจดหมายถึงระพีทุกๆสัปดาห์ ผมขอสารภาพว่า ความจริงผมคิดถึงระพีทุกวันแต่ผมนั้นขี้ขลาดเกินไป จนกระทั่งวันที่ผมตัดสินใจไปหาระพีที่ร้าน ผมจึงรู้ว่าชีวิตของผมคงขาดระพีไม่ได้ ระพีอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องน้ำเน่า แต่ผมขอยืนยันว่าทุกถ้อยคำที่ผมเขียน มันออกมาจากหัวใจของผมจริงๆนะครับ”
ระพีพรรณอ่านจดหมายใจเต้นแรง ดูรูปภาพนักเรียนเตรียทหาร ปวริศ หมั่นกิจ ด้วยความรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเป็น
จดหมายของปวริศทำให้ระพีพรรณว่อกแว่กเหม่อลอยจนอุไรถามว่าเป็นอะไร ดักคอว่าเหม่ออย่างกับคนมีแฟน
“เปล่า...ไม่มีซะหน่อย โธ่...แม่ก็”
ค่ำวันเดียวกันนี้ ที่โต๊ะอาหารร้านตัดเสื้อพะยอม สุดากับพะยอมกำลังช่วยกันเก็บถ้วยชาม นางแย้มก็นั่งฝันหวานว่าอีกหน่อยยงยุทธเรียนจบบ้านเราก็จะมีหมอประจำบ้านไม่ต้องพึ่งหมอโรงพยาบาลแล้ว ส่วนประยูรก็ฝันเฟื่องว่าเป็นหมอรวยเร็ว ให้แม่ซื้อตึกไว้รอเลย ยงยุทธจบมาจะได้เปิดคลินิกของตัวเอง แต่ยงยุทธเองกลับนั่งฟังย่ากับอาคุยกันเงียบๆ
พอดีลือชัยกลับมา พะยอมถามว่ากินข้าวหรือยัง ลือชัยตอบอย่างไร้อารมณ์ว่าไม่หิว นางแย้มถามว่าไปไหนมากลับบ้านเอาค่ำมืด? ลือชัยบอกว่าเล่นบอลกับเพื่อน นางแย้มไม่เชื่อให้หันหน้ามาดูชัดๆ ถามว่าไปทำอะไรมาหน้าตาดูไม่ได้เลย ไม่มีสง่าราศี เหมือนคนติดยา ถามว่าริสูบบุหรี่หรือเปล่า
พอถูกยายจับผิด ลือชัยเสียงแข็งว่าไม่ได้สูบ
นางแย้มเปรียบเทียบทันทีว่า ไม่สูบก็ดีรู้ตัวไว้ด้วยว่าในบรรดาหลานทั้งหมดเขาแย่กว่าเพื่อน เปรียบเทียบว่า
“เห็นไหมว่าไอ้พวกโน้นมันเป็นยังไงบ้าง หน้าตา ผิวพรรณมันดูมีสง่าราศีกันทั้งนั้น สู้มันสิลูก อย่าเอาแต่สนุกไปวันๆ จะได้กลับมาดูแลสมบัติที่พ่อแม่สร้างเอาไว้ให้” ลือชัยโต้ว่าตนหัวไม่ดี “ยายว่าไม่ใช่หัวไม่ดีหรอก ไม่รักดีมากกว่า” แล้วเอาทรัพย์สมบัติมาขู่ตามเคยว่า “ยายบอกไว้ก่อนนะ ถ้าทำตัวแย่ขนาดติดคุกติดตะราง ยายไม่ไปเยี่ยมเด็ดขาด แล้วอย่าหวังว่าจะได้สมบัติ...บาทเดียวยายก็ไม่ให้”
“แล้วคิดเหรอว่าผมอยากได้ของของยาย” ลือชัยศอกกลับแล้ววิ่งขึ้นข้างบนไปเลย
“ฟังมันพูด” นางแย้มจิกตามองตาม ประยูรบอกว่า วัยรุ่นน่ะอย่าไปถือสาเลย นางแย้มก็หันไปไล่บี้พะยอมแทน “มึงเลี้ยงลูกยังไงวะอียอม แววโจรมันออกมาเห็นๆเนี่ย”
พะยอมไม่ตอบโต้ ยกจานชามออกไป สุดาสะใภ้สอพลอแอบสะใจ ส่วนลลดาก็บีบนวดให้ย่าอย่างเอาใจ
ยงยุทธนั่งนิ่งอย่างอึดอัดกับบรรยากาศรอบตัว
ooooooo
วันนี้วันเกิดของธนา เจ้าตัวลืมไปแล้วด้วยซ้ำ แต่อัมพรลุกขึ้นมาทำอาหารตั้งแต่ตีสี่ตรียมใส่บาตรตอนเช้า เสร็จแล้วปลุกให้ธนาลุกขึ้นมาใส่บาตร
อัมพรถามธนาว่าอยากได้อะไรในวันเกิด เขาตอบอย่างสำนึกดีว่าไม่อยากได้อะไรเพราะคุณแม่ทำอะไรต่ออะไรให้ตนมากมายเกินพอแล้ว ตนอยากเป็นฝ่ายให้คุณแม่มากกว่า บอกอัมพรว่า
“ผมรู้ว่าคุณแม่อยากได้อะไรที่สุด ผมสัญญาว่าจะเอาพี่ยงยุทธกลับมาเป็นลูกคุณแม่ให้ได้ครับ”
อัมพรน้ำตาไหลพรากด้วยความตื้นตันใจ พอดีพระมา ทวีบอกอัมพรกับลูกๆใส่บาตรกันได้แล้ว
ธนาขับรถส่งมยุรีย์ไปเรียนดนตรี เจอลลดาพุ่งเข้ามาเอาของขวัญวันเกิดให้บอกว่าทำมากับมือตัวเอง อวยพรให้สุขสันต์วันเกิด มยุรีย์มองอย่างไม่ชอบใจถามธนาว่ารับไว้ทำไม ธนาย้อนถามว่าแล้วจะให้ทำยังไง แต่พอดูของขวัญที่ลลดาวาดลายเส้นรูปหน้าธนาแล้ว มยุรีย์เบ้หน้าบอกว่าไม่เหมือนเลย แต่ธนาดูแล้วแอบพอใจลึกๆ
วันนี้ระพีพรรณไปหาหทัยรัตน์ที่บ้าน หทัยรัตน์บอกว่าตอนนี้บททวนเคมีกันก่อน กินข้าวเที่ยงแล้วค่อยทวนชีวะ ระพีพรรณเห็นด้วยแล้วบอกเพื่อนรักว่าวันนี้วันเกิดธนา เผื่อเธอจะโทร.ไปอวยพร
หทัยรัตน์ถามว่าจะทำตัวเป็นแม่สื่อหรือ
“ไม่ได้คิดยังงั้น อีกไม่กี่เดือนเรียนจบก็แยกย้ายทางใครทางมันแล้ว เค้าแค่อยากจะให้ธนามีกำลังขึ้นมาบ้าง ยังไงก็น้องเค้า อวยพรในฐานะเพื่อนไม่เห็นจะเสียหายอะไรเลย”
“อย่าเลย เค้าว่าตานี่ไม่มีทางคิดแค่ความเป็นเพื่อนแน่ เดี๋ยวจะยิ่งได้ใจ เฉยๆไว้ดีที่สุด” หทัยรัตน์ตัดบท
ooooooo










