สมาชิก

สุดแค้นแสนรัก

ตอนที่ 7

อัลบั้ม: เรื่องราวความรักความแค้นของ 2 ครอบครัวใน "สุดแค้นแสนรัก"

หลังจากฟังนางแย้มเล่าเรื่องอัมพรให้ฟังแล้ว ยงยุทธคิดมาก เก็บตัวอยู่ในห้อง เฝ้าคิดถึงแต่คำพูดของนางแย้มจนไม่มีแก่ใจจะอ่านหนังสือเหมือนปกติ

ลลดาเปิดประตูพรวดเข้ามาบอกว่าคุณย่าให้มาตามลงไปกินข้าว ยงยุทธตำหนิน้องว่าจะเข้าห้องคนอื่นทำไมไม่เคาะประตูก่อน ลลดายิ้มแป้นบอกว่าเคาะก่อนก็ไม่รู้สิว่าพี่ทำอะไรอยู่ หัวเราะแซวว่า

“อ่านหนังสือทั้งวัน เดี๋ยวก็เป็นตาแก่หรอก ไปเหอะไปกินข้าว” ยงยุทธให้ไปบอกคุณย่าว่าตนไม่หิว ลลดายั่วน้ำลายว่ากับข้าวน่ากินตั้งหลายอย่างนะ ยงยุทธตวาดอย่างหงุดหงิดว่า บอกว่าไม่หิวก็ไม่หิว

นางแย้มรอยงยุทธอยู่ที่โต๊ะกินข้าว พะยอมเหยาะพริกไทยป่นลงในชามแกงจืด ถูกนางแย้มบ่นว่า

“มึงนี่ไม่เคยจำอียอม ยงยุทธมันกินพริกไทยได้ที่ไหน”

“ก็แม่ไม่เคยสอนให้มันกินแต่เล็ก แล้วเมื่อไหร่มันจะกินเป็นล่ะ”

“มึงไม่ต้องมาสอนกู หลานกู กูจะเลี้ยงยังไงมันก็เรื่องของกู” นางแย้มเสียงดังตามเคย

“แม่จะเลี้ยงมันยังไงก็ตามใจแม่เถอะ แต่ฉันว่าที่แม่สอนให้ยงยุทธมันเข้าใจแม่มันผิดๆ ทำให้ลูกเกลียดแม่ตัวเองมันก็ไม่ถูก” นางแย้มตวาดปราม แต่พะยอมไม่สนใจเตือนแม่ว่า “บาปกรรมมันมีจริงนะแม่”

“แล้วที่พวกมันทำกับพวกเราล่ะ มึงลืมไปหมดแล้วเหรอว่าพ่อมึงตายยังไง จะกี่ชาติกูก็ไม่ขอญาติดีกับพวกมัน กูจะจองเวรจนกว่าจะตายกันไปข้าง”

ลลดาเข้ามาพอดีบอกย่าว่าพี่ยงยุทธไม่หิวไม่ลงมากิน นางแย้มจึงตักอาหารยกถาดสำรับขึ้นไปให้ถึง ในห้อง ปะเหลาะว่า ย่าไม่เชื่อหรอกว่าไม่หิว ตำหนิว่าคนข้างล่างมันเยอะมีแต่คนพูดมากทำให้รำคาญใช่ไหม แล้วเรียกมากินข้าว

“พ่อตายเพราะตรอมใจที่แม่มีชู้จริงๆหรือครับย่า” ยงยุทธถาม ไม่สนใจอาหารที่ย่ายกมาประเคนให้เลย

“ผัวใหม่เขาเป็นถึงตำรวจ ยังไงมันก็โก้กว่าเป็นเมียชาวนาอย่างพ่อเราน่ะแหละ อย่าไปพูดถึงมันเลย ปวดหัวใจเปล่าๆ” ยงยุทธถามอีกว่าย่าซื้อตนมาด้วยเงินเท่าไหร่ นางแย้มได้ทีใส่ไฟไม่ยั้ง “ทั้งเงินทั้งทองมีเท่าไรย่าให้ไปทั้งหมด ย่าคิดอย่างเดียว ไม่ตายก็หาเอาใหม่ได้ แต่หัวเด็ดตีนขาดยังไง ย่าก็ไม่ยอมให้หลานต้องไปทนอยู่กับแม่ที่ขายลูกกินได้หรอก”

ยงยุทธถึงกับน้ำตาร่วง นางแย้มยิ่งได้ใจ กอดปลอบ “ไม่ต้องร้องลูก ไม่ต้องร้อง มีแม่พรรค์นั้น สู้ไม่มีเสียยังจะดีกว่า ย่ามีหลานสี่คน ยงยุทธเป็นหลานที่ย่ารักที่สุดนะลูก ไม่ต้องน้อยใจ อยากได้อะไรย่าจะหามาให้ทุกอย่างเลย”

ooooooo

หลังจากได้พบยงยุทธแล้ว อัมพรคิดหนักจน ปวดหัว จัดการงานบ้านเสร็จก็ไม่ดูทีวีอย่างที่เคยดูกับลูกๆ ทวีบอกลูกว่าแม่เขาไม่ค่อยสบาย

อัมพรขึ้นไปห้องนอนก็กินยาแก้ปวดหัว ทวีเข้ามาบอกว่า

“ยามันรักษาอาการป่วยไข้ไม่ได้ทุกโรคหรอกนะอัมพร ยิ่งป่วยทางใจ ยังไงก็ต้องรักษาที่ต้นเหตุของปัญหามากกว่า” อัมพรถามว่าตนควรบอกลูกใช่ไหมว่าเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดเขา “ทำแล้วสบายใจก็ทำไปเถอะ”

อัมพรโทษตัวเองว่าเห็นหน้าลูกทีไรก็รู้สึกตนเป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้ ทวีบอกว่าเธอไม่ได้คิดจะทิ้งขว้างยงยุทธ ถามว่า

“คิดมากไปเองหรือเปล่า ยงยุทธอาจจะดีใจก็ได้ที่รู้ความจริง นอกจากได้เจอแม่แท้ๆของตัวเองแล้ว เขายังมีน้องอีกตั้งสองคน ผมเข้าใจอัมพรนะ วันนี้มันอาจจะ เป็นเรื่องยากสักหน่อย แต่ผมก็เชื่อนะว่าสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกไม่มีทางตัดขาดได้หรอก ไม่วันใดก็วันนึงยงยุทธก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดี”

ดังนั้น รุ่งขึ้นเมื่อขับรถไปส่งธนากับมยุรีย์ อัมพรจึงซื้อขนมไปฝากยงยุทธด้วย พอเจอตัวเธอดีใจมากรีบเข้าไปทัก

“คุณย่ามาส่งเหรอลูก”

ยงยุทธมองอัมพรอย่างเย็นชา อัมพรเอาถุงขนมใส่ มือให้บอกว่าซื้อมาฝาก ถูกยงยุทธถามเสียงกระด้างว่า

“คุณทำยังงี้ต้องการอะไร อยากให้เห็นว่าตัวเองเป็นแม่ที่แสนดีงั้นเหรอ ผมรู้ความจริงหมดแล้วว่าอะไรเป็นอะไรและคุณเป็นใคร” อัมพรเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมาตรงหน้ายืนอึ้งหน้าเสีย ยงยุทธยังพูดอย่างเจ็บแค้นว่า “ให้ผมรู้อย่างที่เคยรู้มาว่าคนที่เป็นแม่แท้ๆของผมตายไปตั้งนาน แล้วยังจะดีเสียกว่าต้องมารู้ความจริงแบบนี้”

“ย่าเขาบอกอะไรลูก” อัมพรถามเสียงสั่น

“ทุกอย่างที่ไม่มีใครอยากจะจดจำ คุณเป็นแม่ประเภทไหน คุณทำร้ายจิตใจของพ่อจนตรอมใจตายไม่พอ ลูกในไส้ของคุณแท้ๆคุณยังขายกินได้ แล้ววันนี้ที่ย้อนกลับมาทำดีกับผม คุณต้องการอะไรกันแน่”

“ยงยุทธ ฟังแม่นะ ที่ลูกได้ยินได้ฟังมามันไม่ใช่ความจริง ขอโอกาสให้แม่ได้...”

“แม่ผมตายไปนานแล้ว คนอื่นไม่ใช่!” พูดแล้วยงยุทธเดินหนีไปอย่างชิงชัง

อัมพรยืนน้ำตาร่วงเสียใจจนแทบยืนไม่อยู่ ยงยุทธเดินออกไปสวนกับมยุรีย์ที่เดินมาหาอัมพรพอดี ตรงมาถามแม่ว่า นายคนนั้นทำอะไรคุณแม่ อัมพรปาดน้ำตาทิ้งบอกว่าไม่มีอะไร โรงเรียนจะเข้าแล้ว เร่งให้รีบไปเสีย

ooooooo

มยุรีย์ไปเล่าให้ธนาฟัง ก็พอดีเสียงออดสัญญาณเรียกแถวดังขึ้น ธนาถามว่าหมอนั่นมันเป็นใคร

“ก็เด็กใหม่ที่เพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนฝรั่งน่ะสิ” มยุรีย์รีบบอกแล้ววิ่งไปเข้าแถว

ช่วงพักกลางวัน ธนาไปดักขวางยงยุทธถามว่า “มีปัญหาอะไรไอ้เด็กใหม่” ยงยุทธมองอย่างไม่แยแส ธนาโมโหกระชากคอเสื้อเงื้อหมัดจะซัด ถามว่าเมื่อเช้าพูดอะไรแม่ตนถึงร้องไห้!

“อะไรกันน่ะนายธนา” อาจารย์ร้องถาม ธนาปล่อยมือจากคอเสื้อยงยุทธบอกว่าไม่มีอะไร “ก็ครูเห็นกับตาว่าเธอกำลังจะทำร้ายยงยุทธเขา ทะเลาะอะไรกันบอกครูซิยงยุทธ”

“ไม่มีอะไรครับ” ยงยุทธตอบหน้าตาเฉย ขยับคอเสื้อให้เข้าที่แล้วเดินไป ธนายังมองตามอย่างคาใจ

ฝ่ายอัมพรเสียใจมากไปเล่าให้อุไรฟังที่ร้านอาหารว่านางแย้มใส่ความว่าตนมีชู้และขายลูกกิน อุไรฟันธงว่านางแย้มปั้นน้ำเป็นตัวให้ยงยุทธเข้าใจผิดแน่ๆ นางอ่ำรำพึงว่ามันเวรกรรมอะไรนักหนา ถึงได้อาฆาตจองเวรกันไม่จบไม่สิ้น

“ยังงี้มันก็ต้องทีใครทีมันแล้วล่ะแม่ พี่อัมพร ลูกคนเดียวตัดอกตัดใจเสีย ถ้ามันไม่สำนึกบุญคุณว่าพี่ต้องทนลำบากอุ้มท้องมันมาเก้าเดือน แค่ฟังคำอีแย้มให้ร้ายก็เชื่อ ช่างหัวมันเถอะ ลูกพรรค์นี้ไม่ต้องไปมีเยื่อมีใยกับมันอีกแล้ว”

อัมพรก็ยังเอาแต่ร้องไห้อย่างทำใจไม่ได้

เมื่อยงยุทธกลับไปที่ร้านของพะยอม เขาถามว่า ถ้าอาพะยอมจนมากจนไม่มีจะกินจะขายลูกไหม พะยอมฟังแล้วรู้ทันทีว่ายงยุทธฟังอะไรมาจากใครเตือน หลานชายว่า

“ไอ้ที่เราได้ยินได้ฟังมา บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องจริงหรอกนะ” ยังไม่ทันพูดอะไรมากกว่านั้นเสียงนางแย้มก็มาขัดขึ้นใช้ให้ไปโขลกพริกแกงให้หน่อย พอพะยอมลงไปนางแย้มก็ถามยงยุทธว่าคุยอะไรกับอายอมหรือ ยงยุทธบอกว่าเปล่า

“อายอมมันไม่ค่อยจะทันคน มันพูดอะไรก็อย่าไปใส่ใจมันเลย” นางแย้มเป่าหูยงยุทธตามเคย

ooooooo

เย็นนี้ ขณะลือพงษ์นั่งทำงานอยู่ในบริษัทเดินรถของตัวเอง พนักงานเข้ามาแจ้งว่ามีคนมาหา เขาถามว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย พอรู้ว่าเป็นผู้หญิงก็บอกพนักงานว่าตนไม่รับแขกให้ไปบอกว่าแล้วจะไปหาเอง

“แต่คนนี้เถ้าแก่ไม่เคยพามาที่นี่นะครับ ยังเป็นเด็กนักเรียนอยู่เลย”

ฟังพนักงานแล้วลือพงษ์เดินออกไปดู ระพีพรรณรีบลุกขึ้นไหว้ พูดอย่างตื่นเต้นว่า

“ยายบอกความจริงหนูหมดแล้วว่าคุณคือพ่อของ หนู” แล้วก้มกราบแทบเท้าลือพงษ์

ลือพงษ์ประคองระพีพรรณให้ลุกขึ้น ยืนอึ้งชาไปหมดทั้งตัว พูดอย่างปลื้มปีติจนเสียงเครือว่า

“ฉันไม่เคยคิดฝันเลยว่า ฉันจะมีวันนี้เหมือนพ่อคนอื่นเขาได้” พอระพีพรรณเรียกพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ ลือพงษ์ทนไม่ได้ เอ่ยขอ “พ่อขออนุญาตกอดหนูสักครั้งได้ไหม”

ระพีพรรณน้ำตาร่วงโผเข้าสู่อ้อมอกพ่อ ลือพงษ์กอดลูกไว้แน่นปลื้มปีติสุดชีวิต

แต่พอระพีพรรณกลับถึงร้านขายข้าวแกง ก็ถูกอุไรซักไซ้ทันทีว่าทำไมกลับผิดเวลา บ่นว่าชักจะเหลวไหลใหญ่แล้ว ทั้งบ่นทั้งดุจนนางอ่ำขอว่า ลูกมันก็อยากไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนฝูงบ้างจะอะไรกันนักหนา อุไรคาดคั้นว่าไปกับใครบอกมาเดี๋ยวนี้อย่าโกหกเด็ดขาด

“ระพีไม่ได้ไปไหนกับเพื่อน ระพีไปหาพ่อที่บริษัทมา”

เท่านั้นเอง อุไรของขึ้นอารมณ์พุ่งปรี๊ดถามว่า “ผู้ชายเลวๆพรรค์นั่นไปนับถือมันเป็นพ่อได้ยังไง” ระพีพรรณบอกแม่ว่าอย่างน้อยพ่อเขาก็ไม่เคยลืมว่าตนเป็นลูก แต่อุไรก็ยังพรั่งพรูความโกรธแค้นออกมาจน นางอ่ำบอกให้พอได้แล้ว ส่วนระพีพรรณวิ่งขึ้นข้างบนไปแล้ว อุไรก็ยังระบายอารมณ์อย่างเจ็บแค้นว่า

“งั้นก็หอบข้าวของไปอยู่กับมันให้มันเลี้ยงเลยสิ ฉันมันเป็นแม่ที่ไม่ได้ความ เลี้ยงแกมาสิบกว่าปีแกถึงไม่สำนึกบุญคุณฉันถึงขนาดนี้”

นางอ่ำตามไปเห็นอุไรนั่งกอดเข่าเครียดอยู่ในห้อง บอกว่าอย่าไปโกรธลูกมันเลย ควรจะดีใจด้วยซ้ำที่ลูกรู้จักกตัญญูรู้คุณ แต่อุไรก็ยังโกรธแค้น นางอ่ำขอให้เรื่องที่แล้วมาก็แล้วไปเถอะ อุไรบอกว่าถึงตายตนก็ไม่มีวันลืม

“นึกถึงหัวอกเขาหัวอกเราบ้างเถอะอุไร ดูอัมพรมันสิ ลูกในไส้แท้ๆ แต่อัมพรมันต้องทุกข์ใจขนาดไหนที่ ยงยุทธมันไม่ยอมรับแม่ตัวเอง”

“จะเพราะใครล่ะแม่ อีแย้มคนเดียวน่ะแหละ”

ooooooo

ธนากับมยุรีย์เห็นแม่ไม่สบายใจ ธนาบอกแม่ว่าพ่อเล่าให้ฟังหมดแล้วว่ายงยุทธเป็นลูกของแม่เหมือนกัน มยุรีย์บอกว่าดีที่วันนี้ไม่มีเรื่องกันเพราะเขาเป็นพี่ของเรา

“แต่มันทำให้แม่เสียใจ จะไปนับมันเป็นพี่ทำไม” มยุรีย์บอกว่ายงยุทธเข้าใจแม่ผิดอย่าไปโทษเขาเลย “ถ้ามันไม่มาขอโทษแม่ แม่ก็เลิกสนใจมันเถอะ แม่มีผมมีมยุรีย์เป็นลูกอีกตั้งสองคน ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลย มันไม่นับถือแม่ ผมก็ไม่นับถือว่ามันเป็นพี่เหมือนกัน”

นางแย้มเลี้ยงยงยุทธอย่างประคบประหงม เฝ้าเสี้ยมสอนยงยุทธตลอดมาว่าโลกนี้มีแต่ย่าคนเดียวที่รักและหวังดีกับเขา เมื่อยงยุทธถามถึงอัมพรที่เป็นแม่ ก็จะถูกนางแย้มใส่ร้ายป้ายสีเป่าหูกระทั่งปั้นน้ำเป็นตัวให้เขาเกลียดแม่ สอนให้ยงยุทธชิงดีชิงเด่นกับคนอื่น ทุกอย่างต้องเหนือกว่าใคร อยากได้อะไรให้บอก ย่าจะหาให้ทุกอย่าง ขออย่างเดียว...

“เป็นเด็กดีของย่า เชื่อฟังย่านะลูก เพราะในโลกนี้ไม่มีใครจะรักแล้วก็ห่วงหลานเท่าย่าอีกแล้วรู้ไหมลูก”

“ครับ...คุณย่า” ยงยุทธถูกนางแย้มครอบงำจนในสายตามีแต่ย่าคนเดียว

ooooooo

2 ปีผ่านไป...

ธนาที่ชอบหทัยรัตน์ ลูกสาวเจ้าของร้านทองที่ทั้งสวย ฐานะดี เรียนเก่ง เป็นที่รักของเพื่อนๆ แต่หทัยรัตน์มีใจให้ยงยุทธ รู้ทั้งรู้แต่ธนาก็ไม่ถอย พยายามใกล้ชิดตีสนิทกับหทัยรัตน์ ทั้งยังคุยอวดเพื่อนๆ ว่า หทัยรัตน์เป็น “หวานใจธนา”

ปีนี้...ยงยุทธกับหทัยรัตน์ลงสมัครเลือกตั้งสภานักเรียน โดยยงยุทธเป็นประธานและหทัยรัตน์เป็นรอง ทั้งสองช่วยกันทำโปสเตอร์หาเสียงและช่วยกันเอาไปติดทั่วโรงเรียน

วันนี้ เมื่อกริ่งพักเที่ยง หทัยรัตน์ชวนยงยุทธไปกินข้าวกัน ยงยุทธทำเป็นก้มหน้าก้มตาเขียนงาน หทัยรัตน์เข้าไปเร่งก็บอกว่าไม่หิว เธอจึงไปก่อน ธนาซื้ออาหารไปนั่งตรงข้ามหทัยรัตน์หน้าตาเฉย เธอถามอย่างรำคาญใจว่าที่อื่นมีตั้งเยอะทำไมไม่นั่ง เพราะที่ตรงนี้เดี๋ยวยงยุทธจะมานั่ง

ธนาทำหน้าตายถามว่าจะเอาน้ำอะไรเดี๋ยวไปซื้อให้ หทัยทัตน์บอกว่าไม่ต้องยุ่งแล้วยกจานอาหารไปนั่งที่อื่นธนาพูดลอยๆตามหลังไปว่า “รักคนที่เขารักเราไม่ดีกว่าเร้อ...”

ooooooo

เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่ออุไรขับรถจะเลี้ยว แต่ลือชัยขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ใส่หมวกกันน็อกเพราะกลัวผมเสียทรงตัดหน้าทำให้เกิดอุบัติเหตุ ลือชัยลงไปนอนกองเลือดท่วม อุไรตกใจมาก

“หลานยัยแย้มนี่ ใช่ไหม” ชาวบ้านที่มาดูถามกัน แล้วมาเคาะกระจกรถถามอุไรว่าใจคอจะไม่ลงมาดูหน่อยหรืออุไรใจสั่นเปิดประตูรถลงไปดูลือชัยที่นอนร้องโอดโอยอยู่ที่พื้นถนนลือชัยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล พะยอมเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดที่ห้องฉุกเฉิน ลือชัยร้องโอดโอยลั่นไปหมด พะยอมให้หมอเอกซเรย์สมองให้ด้วย บอกลือชัยว่าเดี๋ยวยายจะตามมา ถามว่าคนที่ชนมาดูดำดูดีบ้างหรือเปล่า ผู้หญิงหรือผู้ชาย

พอพะยอมออกจากห้องฉุกเฉินเห็นอุไรนั่งอยู่ก็รู้ทันทีว่าใครเป็นคนขับรถชนลือชัย พอดีนางแย้มเดินอ้าวมาจากอีกทาง ถามอาการของลือชัยแล้วถามว่าคนที่ขับรถชนล่ะ? อุไรยืนนิ่งไม่ยี่หระ นางแย้มเห็นอุไรก็เดาได้ พุ่งเข้าใส่ทันที ขุดคุ้ยเรื่องในอดีตมาก่นด่าเป็นไฟ

อุไรที่มีความแค้นคุอยู่ในอกอยู่แล้ว เมื่อเจอกันต่างก็ไม่ลดละ ขุดมาด่ากันตั้งแต่รุ่นพ่อถึงรุ่นลูกจนสะใจแล้ว นางแย้มถามว่าจะชดใช้อย่างไร

“ทำไมต้องชดใช้ หลานแกมันขี่รถไม่ดูตาม้าตาเรือ ทำไมฉันต้องรับผิดชอบ รถฉันก็เสียหายรอยขูดเป็นทางต้องทำใหม่อีก ใครจะรับผิดชอบ”

นางแย้มทวงค่าชดใช้ อุไรให้ไปฟ้องร้องเอา ศาลให้จ่ายเท่าไรตนก็จ่ายเท่านั้น นางแย้มฉุนขาดประกาศลั่นว่าอย่าคิดว่าคนอย่างตนไม่กล้า

“กูรู้ คนอย่างมึงทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว คนอย่างมึงมันไม่เคยกลัวนรก หรือรู้จักสวรรค์หรอก”

พะยอมบอกแม่ว่าเขาไม่จ่ายก็ไม่ต้องเอา นางแย้มบอกว่าเอา แต่ตอนนี้ให้ติดไว้ก่อน อุไรย้ำเตือนเรื่องบาปบุญ คุณโทษที่นางแย้มทำมากับตน นางแย้มทำไขสือถามว่าทำอะไร? เมื่อไหร่?

“ก็มึงพรากเอาลูกเขาไปไง แล้วมัจจุราชก็มาพรากลูกมึงไปบ้าง เป็นไง แต่มึงก็ยังหาได้คิดสำนึกไม่ เพราะมึงมันอีคนบาปหนา”

“อีอุไร!” นางแย้มกระโจนเข้าจิกตบอุไรอย่างโกรธจัด อุไรไม่หวั่นตอบโต้ไม่ยั้งเช่นกัน เลยเกิดตะลุมบอนกันกลางโรงพยาบาล จนพะยอมต้องเข้ามาขวางยุติสงครามทุลักทุเล

ooooooo

ลือชัยที่ใจเสาะหยุดโวยวายทันทีเมื่อเหตุการณ์หน้าห้องตึงเครียดรุนแรงกว่า แม้แต่หมอ พยาบาลก็พากันไปมุงดูกันเต็มประตู

พะยอมเข้าแยกคู่ตบลากนางแย้มไปในห้องนางแย้มสั่งให้โทร.เรียกประยูรมาเดี๋ยวนี้เลย ตนจะเอาอุไรเข้าคุกให้ได้ พะยอมติงว่าแม่ตบเขาก่อน นางแย้มก็สวนทันควันว่า

“มึงก็บอกไอ้ยูรมันสิว่ามันตบกูก่อน ไอ้ยูรมันเป็นตำรวจ ยังไงมันก็ต้องเข้าข้างกู กูแม่มันนะเว้ย” พะยอมแย้งว่าประยูรไม่หน้ามืดอย่างนั้นหรอก “ถ้างั้นมันจะเป็นตำรวจไปทำไม พ่อแม่ญาติพี่น้องมันต้องมาก่อนสิโว้ย” เมื่อพะยอมขอให้แม่สงบสติอารมณ์บ้าง นางแย้มยิ่งเสียงดัง “ลูกมึงเจ็บปางตายอยู่นี่ก็เพราะมัน ยัดข้อหาพยายามฆ่าไปเลยก็ยังได้”

ลือชัยฟังแล้วทำตาปริบๆ ส่วนพะยอมระอากับความแรงไร้ขอบเขตของแม่จนพูดไม่ออก

นางอ่ำบ่นกับอุไรว่าเรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่องก็เป็นเรื่องอีกจนได้ อัมพรถามว่าแล้วลูกของพะยอมเป็นยังไงบ้าง

“มันไม่ตายง่ายๆหรอกแต่ถ้ามันตายก็ดีนะแม่มัน ยายมันจะได้รู้จักความเจ็บปวดอย่างที่พี่ลิ้มรสอยู่นี่ไง”

อัมพรบอกว่าตนไม่อยากให้มีใครตายเลย นางอ่ำก็เตือนสติว่า

“เจ้าคิดเจ้าแค้นไปมันมีแต่ความทุกข์ ที่จะกัดกร่อนจิตใจของเราเองนะลูก”

“แล้วอีแย้มล่ะแม่ ต่อให้แผ่เมตตาให้มันขนาดไหน แม่คิดเหรอว่ามันจะเลิกจองเวรกับเรา มันเสี้ยมมันสอนให้ยงยุทธเข้าใจแม่มันผิดๆ สอนให้ลูกเกลียดแม่ตัวเอง คนอย่างมันสมควรให้อภัยเหรอแม่” อุไรถามเคืองๆ แล้วเดินหนีไป

นางอ่ำมองตามอุไร บอกอัมพรว่าสักวันอุไรจะเข้าใจเอง ถามอัมพรว่าเจอยงยุทธบ้างไหม

“ฉันได้แต่มองดูลูกไกลๆเท่านั้นแหละแม่ ถ้าลูกเห็นฉันเขาก็จะเลี่ยงไปทางอื่น ฉันเองก็ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ฉันกลัวลูกจะเกลียดฉันมากไปกว่านี้” อัมพรเศร้าอย่างมากและยอมรับความจริง และอดทนรอการเปลี่ยนแปลง

ooooooo

จนค่ำ ลือพงษ์จึงมาเยี่ยมลือชัย ถูกนางแย้มประชดทันทีว่าไม่มาเสียพรุ่งนี้เลยล่ะ ลือพงษ์ชี้แจงว่า พะยอมโทร.บอกว่าลูกไม่เป็นอะไรมากแค่ถลอกปอกเปิก นางแย้มสวนทันควันว่าอาจจะช้ำในสมองบวมก็ได้ใครจะรู้

ลือพงษ์คร้านที่จะต่อความยาวสาวความยืด หันไปถามลือชัยว่าทำไมขี่รถไม่สวมหมวกกันน็อก ลือชัยจ๋อยแต่นางแย้มโต้แทนว่าลือชัยเป็นวัยรุ่นจะบังคับให้สวมได้ยังไง มันร้อนด้วย ลือพงษ์พูดกับลูกประชดแม่ยายว่า

“งั้นแกก็จำเป็นบทเรียนเอาไว้ เจ็บแค่นี้มันยังน้อยไป” เลยโดนนางแย้มด่าว่าพูดอย่างนี้มันไม่รักลูก มันจะตายอย่างไรก็ไม่คิดจะดูดำดูดีเลยใช่ไหม พะยอมบอกแม่ว่าพอเถอะ นางแย้มพอไม่ได้ ขุดเรื่องเก่ามาด่าใหม่ว่า

“หรือพอรู้ว่าจะเป็นคดีกับเมียเก่า ก็กลัวจนหัวหด ลูกโตจนป่านนี้แล้วยังจะมีเยื่อใยกับมันอีกเหรอ” พะยอมสุดจะทนบอกแม่ว่าเบื่อจะฟังแล้วเมื่อไหร่จะเลิกพูดเรื่องนี้เสียทีแล้วเดินหนีไปเลย “ยังไงก็ต้องเอาเรื่องมัน อย่างน้อยมันก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทำขวัญมาสักล้านนึง” นางแย้มหมายกินคำโต

ลือพงษ์ถามลือชัยอย่างเบื่อหน่ายว่าเข็ดหรือยัง ทีหลังจะขี่รถประมาทอย่างนี้อีกไหม ลือชัยตอบหน้าจ๋อยว่าเข็ดแล้ว

“จบเรื่องกันไป ต่างคนต่างอยู่เถอะครับ” ลือพงษ์บอกนางแย้ม แล้วเดินหนีไปอีกคน นางแย้มตะโกนตามไปว่าไม่มีทางหรอกโว้ย ลือชัยมองหน้านางแย้มถามว่า

“ยาย...แม่เป็นเมียหลวงหรือเมียน้อยพ่อ?”

ooooooo

มยุรีย์ขึ้นไปตามธนามากินข้าว พบพี่ชายกำลังอัดเพลงอยู่บอกว่าเดี๋ยวตามไปเอง มยุรีย์ถามว่าอัดให้ใคร ข้าวปลาไม่ยอมกินแบบนี้ต้องเป็นคนพิเศษแหงๆ

พอลงมาที่โต๊ะอาหาร มยุรีย์บอกพ่อกับแม่ว่าพี่ธนาเขาอิ่มอกอิ่มใจไม่ต้องกินข้าวก็ได้เพราะเขากำลังอินเลิฟอยู่

ทวีหัวเราะอารมณ์ดีถามว่าเพื่อนที่โรงเรียนหรือ

“เรียนห้องเดียวกับพี่ธนาเขานั่นแหละค่ะ พี่ธนาเขาตาถึงนะคะ พี่หทัยรัตน์เขาเป็นถึงดาวโรงเรียน เรียนเก่งด้วย สวยด้วย ที่บ้านเขาก็รวย ร้านทองในตลาดไงคะ แต่ยุรีย์ว่าพี่ธนาคงต้องใช้ความพยายามมากหน่อย ไม่งั้นกินแห้วแหงๆ”

อัมพรถามว่าทำไม มยุรีย์บอกว่าหทัยรัตน์ออกจะรำคาญธนาด้วยซ้ำ เพราะเขามีแฟนอยู่แล้ว ทวีบอกว่าแบบนี้ต้องพยายามเป็นสองเท่า

“แหงล่ะค่ะคุณพ่อ เพราะคู่แข่งพี่ธนาเขา...” ทวีเดาว่าหล่อกว่า มยุรีย์บอกว่าเรียนก็เก่งกว่าด้วย ทวีเตือนว่าอย่างนี้ก็ต้องทำใจกันแล้วล่ะ มยุรีย์ถามอัมพรว่าไม่อยากรู้ หรือว่าเป็นใคร พออัมพรถาม มยุรีย์บอก “ก็พี่ยงยุทธน่ะสิคะ”

อัมพรสบตากับทวีอึ้ง เริ่มเห็นถึงเค้าลางความวุ่นวายที่กำลังก่อตัวขึ้นแล้ว...

ooooooo

หทัยรัตน์กับระพีพรรณเป็นเพื่อนสนิทกัน หลังเลิกเรียนพิเศษพากันไปนั่งกินไอศกรีมคุยกันถึงการเข้าเรียนต่อ ระพีพรรณปรารภว่าแม่กลัวตนจะสอบสู้เด็กกรุงเทพฯไม่ได้ หทัยรัตน์เชื่อว่าเกรดอย่างระพีพรรณสอบโควตาได้หมออยู่แล้ว

ระพีพรรณมุ่งมั่นที่จะเรียนหมอเพราะไม่อยากให้แม่ผิดหวัง ถามหทัยรัตน์ว่าคงไม่คิดว่าเราเป็นคู่แข่งกันใช่ไหม

“บ้า...คู่แข่งอะไรกันล่ะ เราจะกอดคอไปด้วยกันต่างหาก” ระพีพรรณถามว่าถ้ายงยุทธเขาไม่เลือกเรียนหมอล่ะ เธอจะทำอย่างไร “ยังไงเขาก็ต้องเลือกหมอ เขาเรียนเก่งมาก เป็นความหวังของอาจารย์ทุกคนนะ ไม่เรียนหมอแล้วจะเรียนอะไรนี่..มีเรื่องนึงอยากให้ตัวเองช่วย”

เรื่องที่หทัยรัตน์ให้ระพีพรรณช่วยคือให้ช่วยบอกญาติเธอด้วยว่าให้ออกไปจากชีวิตตนเสียที รำคาญเต็มทีแล้ว คนอะไรไม่รู้พูดไม่รู้เรื่องเลย ระพีพรรณบอกให้ทนอีกนิดเดียวเรียนจบก็แยกย้ายกันไปแล้ว

“ทนอะไรล่ะ มันจะทำให้เรากับยงยุทธมีปัญหากันน่ะสิ” ระพีพรรณถามว่าเธอจริงจังกับยงยุทธขนาดนั้นเลยหรือ

“ที่เขาว่ารักในวัยรุ่นเหมือนฝุ่นเกาะรองเท้ามันก็จริงนะ แต่ในเมื่อมันเป็นรักแรกของเรา เราก็อยากให้มันยั่งยืน ประคับประคองมันไปให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้นี่... แล้วตัวล่ะ ไม่มีใครมากุ๊กกิ๊กบ้างเลยเหรอ”

“ม่าย...เรื่องเรียนสำคัญที่สุดสำหรับระพี ระพีทำให้ใครๆผิดหวังในตัวระพีไม่ได้หรอก”

ระพีพรรณทุ่มเทให้กับการเรียนเต็มที่ ส่วนธนาเป็นเพราะชอบหทัยรัตน์ฝ่ายเดียวในขณะที่หทัยรัตน์คบอยู่กับยงยุทธที่ทั้งเรียนเก่ง หล่อ มาดดี มีคุณย่าคอยเป็น แบ็กให้ทุกเรื่อง เขาจึงต้องลงแรงเป็นสองเท่าอย่างที่ทวีผู้เป็นพ่อว่าไว้จริงๆ

เพราะโรงเรียนมีการเลือกประธานนักเรียน เวลานี้ มียงยุทธกับหทัยรัตน์สมัครทีมเดียวกัน เพื่อนๆคุยกันว่าจะเลือกไหม แต่เพราะมีลงสมัครอยู่คนเดียวยังไงก็ต้องเลือก ธนาฟังเพื่อนๆเหลือบมองยงยุทธกับหทัยรัตน์และทีมงานที่กำลังช่วยกันติดโปสเตอร์หาเสียงอย่างคึกคัก ก็ฮึดขึ้นมาถามเพื่อนๆว่า “ถ้าข้าลงสมัครแย่งกับมัน พวกเอ็งจะเลือกข้าไหมล่ะ”

ดังนั้น เมื่อวันนี้กลับมาเจอทวีรดน้ำต้นไม้อยู่ ก็เข้าไปถามว่า ตนจะลงสมัครประธานนักเรียน พ่อคิดอย่างไร

“ก็ดีนี่ลูก แต่ถ้าได้รับเลือกขึ้นมาจริงๆ เราจะทำไหวหรือ ความรับผิดชอบมันไม่ใช่น้อยนะ” ธนาถามว่าคุณพ่อกลัวตนจะทำไม่ได้ใช่ไหม “ไม่ใช่ยังงั้น แต่พ่อว่าหน้าที่แบบนี้มันควรจะเริ่มต้นจากความรู้สึกอยากทำงานเพื่อคนอื่น ไม่ใช่แค่ต้องการทำเท่ให้ชนะใจสาวคนไหน”

ถูกพ่อดักคออย่างรู้ทัน ธนาเชื่อว่าเมื่อคนอื่นทำได้ตนก็ทำได้ แต่พอทวีถามว่าแล้วสาวล่ะ ธนาบอกว่าก็มีบ้าง

“อยากทำอะไรก็ทำ ถ้าทำแล้วไม่ได้ทำให้ใครเขาเดือดร้อน แต่ต้องทำให้เต็มที่ ถ้าทำเหลาะแหละๆ สู้อย่าทำดีกว่า”

ธนารับคำอย่างเข้าใจ ทวีย้ำว่า “แล้วก็แบ่งเวลาให้ถูกด้วย ไม่ใช่เอาเวลากินข้าวไปมัวอัดเพลงให้สาวอยู่ ข้าวปลาไม่ยอมกิน”

“ครับ” ธนารับคำจ๋อยๆที่พ่อดูจะรู้ทันตนไปหมดทุกอย่าง

ooooooo

นับวันหทัยรัตน์ก็ยิ่งรำคาญธนา ที่มักหาโอกาสวอแวและใกล้ชิด แม้แต่เวลาเรียนก็แอบเขียนจดหมายรักให้เพื่อนส่งต่อๆจากหลังห้องไปให้หทัยรัตน์ที่หน้าห้อง

“รักหทัยรัตน์คนเดียว” จดหมายสั้นๆที่เขียนบนกระดาษสีชมพูส่งถึงมือหทัยรัตน์ เธอเปิดอ่านแล้วฉีกยัดใส่ลิ้นชักโต๊ะเรียน พวกเพื่อนๆธนาที่ชะเง้อมองอยู่พากันฮาธนาเบาๆ พอถูกอาจารย์ดุธนาก็ยังทะเล้นจนถูกตำหนิว่าชอบป่วนเพื่อนที่ตั้งใจเรียน พอธนาจ๋อยยงยุทธก็มองตำหนิและหทัยรัตน์ก็มองอย่างสมน้ำหน้า

ธนายิ่งตอแยหทัยรัตน์มากเท่าไร เธอก็ยิ่งไม่ชอบหน้าและหนีห่างมากเท่านั้น เลยยิ่งใกล้ชิดยงยุทธเพราะเป็นเด็กเรียนเหมือนกัน ทั้งยังสมัครเป็นประธานนักเรียนทีมเดียวกันด้วย

หลังจากระพีพรรณไปสวัสดีลือพงษ์ที่บริษัทเดินรถของเขาแล้ว ลือพงษ์ก็เพียรมาหาซื้อขนมมาฝากและให้เงินใช้ ทำอย่างลับๆ เพราะรู้ดีว่าถ้าอุไรรู้เข้าเป็นเรื่องแน่ วันนี้ลือพงษ์ก็ซื้อช็อกโกแลตแอบเอามาให้

ลือพงษ์อยากให้ระพีพรรณได้รู้จักกับลือชัย

อยากฝากน้องไว้สักคน ถึงจะคนละแม่แต่ก็อยากให้รู้จักกันไว้เผื่อวันข้างหน้าลำบากยังไงก็จะได้ช่วยเหลือกัน แต่พอลือพงษ์เห็นอุไรขับรถมารับระพีพรรณ เขาก็รีบหลบไป

กลับถึงบ้าน อุไรเห็นระพีพรรณกินช็อกโกแลตก็ถามว่าเอามาจากไหน ของแพงอย่างนี้เอาเงินที่ไหนซื้อ หรือแฟนซื้อให้ แอบมีแฟนใช่ไหม อุไรคาดคั้นจนระพีพรรณ บอกว่าพ่อซื้อให้ แล้วก็เป็นเรื่องทันที!

“ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ไปพบไปเจอมันอีก แกไม่คิดว่าฉันเป็นแม่แกแล้วใช่ไหม ถึงได้ขัดคำสั่งฉัน”

อุไรโกรธจนผลุนผลันออกไป ทิ้งระพีพรรณที่ถือช็อกโกแลตค้างหมดความอร่อยนั่งกร่อยอยู่ลำพัง

ลือชัยหายดีและกลับบ้านแล้ว แต่ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ หมกมุ่นเล่นเกมจนข้าวปลาก็ไม่กิน พะยอม ถามว่าถ้าไม่เรียนหนังสือแล้ววันข้างหน้าจะทำอะไรกิน ลือชัยตอบอย่างเด็กไม่มีความคิดว่า

“อดตายก็ช่างหัวมัน แม่ยังจบปอสี่เลยไม่ใช่เหรอ แล้วแม่จะมาบังคับผมทำไม” แล้วเล่นเกมกดต่ออย่างเมามัน

พะยอมมองดูลูกแล้วน้ำตาร่วงอย่างช้ำใจ เมื่อตัวเองหมดปัญญาที่จะอบรมลูกได้ พะยอมไปหาลือพงษ์ที่บริษัท เจอผู้หญิงที่เขาพามาที่ห้อง ถูกผู้หญิงคนนั้นมองอย่างดูถูกถามลือพงษ์ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เด็กเก่าเฮียหรือว่าพี่สาว ลือพงษ์ไล่สาวคนนั้นให้เข้าห้องไปก่อน แล้วถามพะยอมว่า “มีอะไรว่ามา”

“กลับบ้านไปดูลือชัยมันมั่ง ถ้ายังคิดว่ามันเป็นลูกอยู่ ฉันมีปัญญาสั่งสอนอบรมมันได้เท่านี้แหละ” พูดแล้วสะบัดออกไป พะยอมลิ่วไปที่บ้านประยูร เล่าให้นางแย้มฟังน้ำตาร่วงว่า

“ฉันนึกสงสัยมานานแล้วว่าทำไมเขาถึงห้ามฉันไปที่บริษัท ที่แท้มันก็เป็นยังงี้เอง” นางแย้มเป็นเดือดเป็นแค้นถามว่าทำไมไม่ตบหน้านังนั่นไปสักฉาดสองฉาดให้รู้เสียบ้างว่าใครเป็นใคร พะยอมบอกว่าตนแลกกับคนแบบนั้นไม่ได้หรอกนางแย้มจะไปพูดกับลือพงษ์เอง พะยอมบอกแม่ว่าไม่ต้อง ตนจะหย่ากับเขา

“อียอม มึงอย่าโง่นักเลย ขืนมึงหย่ากับไอ้พงษ์ อีอุไรมันได้หัวเราะเยาะสมน้ำหน้ามึงแน่” พะยอมถามว่าแล้วจะให้ตนอยู่อย่างนี้หรือ “เออ! ลูกมันมึงก็เลี้ยงดูอย่างดี ไอ้พงษ์มันไม่มีทางทิ้งขว้างมึงหรอก ยังไงมึงก็เป็นเมียหลวง มึงจะต้องวอรี่อะไร กูว่ากูเดาไม่ผิด อีอุไรมันต้องดอดมาเจอผัวมึงบ้างล่ะ วัวเคยขาม้าเคยขี่กัน มันต้องคิดแก้แค้นเอาคืนมึงแน่ๆขืนมึงหย่ามึงก็เสียรู้มันน่ะสิ”

สุดาแอบฟังอยู่ นึกสะใจกับความฉิบหายของคนอื่น

ooooooo

ธนาใช้ลีลาร่าเริงขี้เล่นของตนจีบหทัยรัตน์ ส่งเพลงไปให้เธอในกล่องที่บรรจงประดิษฐ์เอง มีอักษรสวยงามที่หน้ากล่องว่า “จากใจธนา” หทัยรัตน์ถอนใจเซ็งๆโยนกล่องไปข้างๆ

หทัยรัตน์พยายามตั้งสมาธิอ่านหนังสือแต่ก็ทำไม่ได้ จิตใจถูกรบกวนว่อกแว่กไปที่กล่องเทปคาสเส็ท จนทนไม่ได้หยิบมาเปิดฟัง

“รัตน์...เทปม้วนนี้ธนาตั้งใจทำให้รัตน์นะ ฟังเพลงเพราะๆแล้วคิดถึงธนาบ้างละกัน...” แล้วเพลง “พอจะมีสิทธิ์ไหม” ของพี่เบิร์ดก็ดังขึ้น เนื้อหาและความไพเราะของเพลง ทำให้หทัยรัตน์เผลอยิ้มออกมา พึมพำเขินๆ “ตาบ้า...”

หลังจากให้กล่องเทปคาสเส็ทแล้ว ธนาไปเกาะรั้วแอบมองไปที่ห้องของหทัยรัตน์ ถูกหมาเห่ากรรโชกตกใจหงายลงมากองกับพื้น หทัยรัตน์ได้ยินเสียงหมาเห่าเดินไปดูที่หน้าต่าง เห็นเงาตะคุ่มๆก็เดาได้ว่าเป็นธนา พึมพำขำๆ

“สมน้ำหน้า...คนบ๊อง...”

ปล่อยใจไปครู่เดียว หทัยรัตน์ก็ดึงอารมณ์ตัวเองกลับมา เอาเทปคาสเส็ทใส่กล่องเก็บใส่ลิ้นชัก โทร.หายงยุทธ นางแย้มรับสายพอรู้ว่าเป็นหทัยรัตน์ก็เสียงอ่อนโยน ฝ่ายนั้นขอสายยงยุทธก็บอกให้รอเดี๋ยวแล้วส่งสายต่อให้ยงยุทธที่นั่งเงี่ยหูฟังอยู่

ยงยุทธเก๊กขรึม หทัยรัตน์ถามอะไรก็ตอบแค่ “อือ...อือ...อือ...” สุดท้ายถามเหมือนไม่อยากคุยด้วยว่า “มีอะไรอีกไหม” หทัยรัตน์อยากบอกว่าคิดถึงแต่พูดไม่ออก บอกว่าไม่มีอะไรแล้ว ขอให้นอนหลับฝันดี พรุ่งนี้เจอกัน

ฝ่ายธนากลับมานั่งเซ็งจนมยุรีย์มาเจอ แซวพี่ชายว่าอุตส่าห์ลงทุนไปมองหลังคาบ้านเขาแล้วยังกลับมานั่งเซ็งอีก ถามแซวว่ากลับมาแต่ตัวลืมเอาหัวใจกลับมาด้วยหรือเปล่า เห็นพี่ชายอารมณ์ไม่ดีก็บอกเล่าถึงเพื่อนๆ ที่คุยกันถึงสองหนุ่มที่เป็นคู่แข่งจีบหทัยรัตน์กันว่าให้เขายกธงขาวเสียเถอะ ยังไงก็สู้ยงยุทธไม่ได้หรอก เพราะสองคนนี้เขาคู่กันมานานแล้ว ไม่ว่างานไหนครูก็จับให้คู่กันมาตลอด

ธนาไม่อยากฟัง แต่พอมยุรีย์หยุดก็ขอเบอร์บ้านของหทัยรัตน์ มยุรีย์โยนกลองว่าเขามีเพื่อนสนิทตั้งหลายคนให้ไปขอให้เพื่อนช่วยดีกว่า ธนานิ่งไปครู่เดียวก็เด้งขึ้นมาร้องอย่างดีใจ “นึกออกแล้วว่าใคร”

ooooooo

เวทีหาเสียงจัดขึ้นที่หอประชุมโรงเรียน ยงยุทธขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงด้วยมาดขรึม จริงจัง ได้รับเสียงปรบมือเสียงเชียร์สนั่นห้องประชุม หทัยรัตน์ก็ปรบมือให้ยงยุทธยิ้มแย้มดีใจกับการปราศรัยของเขา

เมื่ออาจารย์มาสรุปการปราศรัยของหมายเลขหนึ่งแล้ว ก็เชิญหมายเลขสองแนะนำว่าเขาคือนักกีฬาดีเด่นของโรงเรียน สิ้นเสียงแนะนำของอาจารย์ เสียงกรี๊ดจากเพื่อนนักเรียนก็สนั่นราวกับการปรากฏตัวของซุปเปอร์สตาร์ในงานคอนเสิร์ต

ธนาวิ่งขึ้นเวทีอย่างมีชีวิตชีวาด้วยลีลาโลดโผนแข็งแรงสวยงาม แตกต่างกับบุคลิกของยงยุทธโดยสิ้นเชิง

เสียงกรี๊ดในห้องประชุมทำให้หทัยรัตน์ทึ่ง คิดไม่ถึงว่าธนาจะเป็นขวัญใจของใครต่อใครมากมายขนาดนี้

ธนาหาเสียงด้วยการร้องเพลงแปลงจังหวะสนุกๆ เรียกเสียงฮาเสียงหัวเราะไม่ขาด จนอาจารย์ก็อยู่ในอารมณ์เดียวกับลูกศิษย์ บางคนถึงกับลุกขึ้นมาเต้นอย่างสนุกสนาน

ยงยุทธมองขรึม เครียด ในขณะที่หทัยรัตน์ดูแล้วอดยิ้มไม่ได้

ooooooo

สุดแค้นแสนรัก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด