ข่าว

วิดีโอ



สุดแค้นแสนรัก

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-คอมเมดี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: ยิ่งยศ ปัญญา

กำกับการแสดงโดย: กฤษณ์ ศุกระมงคล และ อดุลย์ ประยันโต

ผลิตโดย: บริษัท เมคเกอร์ เค จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: พัชฏะ นามปาน,มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล

อัลบั้ม: เรื่องราวความรักความแค้นของ 2 ครอบครัวใน "สุดแค้นแสนรัก"



เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ยงยุทธถูกเสียงโทรศัพท์ปลุก เขาควานหาโทรศัพท์รับสายแล้วทะลึ่งพรวดขึ้นนั่งทันที!

ที่ห้องผู้ป่วยวิกฤติ บรรดาลูกหลานต่างมากราบแทบเท้านางแย้มน้ำตาอาบหน้า สุดาทำเป็นรำพึงรำพันว่า เมื่อคืนก่อนนอนยังคุยกันดีๆอยู่เลย แม่บ่นว่าอยากกินโจ๊กตนยังคิดว่าตอนเช้าจะรีบไปหาซื้อให้ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นอย่างนี้

ยงยุทธมาถึงก็ตรงเข้ากราบแทบเท้าย่าและกอดไว้ด้วยความอาลัยรัก ถามย่าว่า ทิ้งตนไปอย่างนี้แล้วตนจะอยู่กับใคร สุดาทำเป็นโกรธย้อนถามว่าแล้วใครล่ะที่ทำให้คุณย่าต้องเป็นแบบนี้ ไม่ว่าปวริศกับลลดาลูกสาวลูกชายจะพยายามเตือนบอกให้พอได้แล้วแต่สุดาก็ไม่ฟัง ยังพล่ามด่ายงยุทธว่าคนอกตัญญูอย่างนี้หาความเจริญไม่ได้หรอก จนประยูรทนไม่ได้ตวาดลั่น

“ยังไม่หุบปากอีก พูดอะไรออกมา”

สุดาจึงหยุดพล่ามแต่ฟูมฟายกับความสูญเสีย ยงยุทธไม่แสดงกิริยาใด เขาลุกเดินออกไปเงียบๆด้วยความรู้สึกสูญเสียและเคว้งคว้างกับชีวิตที่คิดจะเริ่มต้น แต่นาทีนี้ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายหมดสิ้นแล้ว...

เมื่อหทัยรัตน์ออกมาเห็นยงยุทธนั่งพิงกำแพงเหมือนไร้วิญญาณอยู่ที่มุมหนึ่ง เธอเดินไปหาแต่ยงยุทธยังนั่งนิ่งเหมือนไม่รับรู้อะไร หทัยรัตน์เรียกเขาแสดงความเสียใจด้วย แล้วเดินผ่านไปเหมือนแค่ทักทายอย่างคนรู้จักกันเท่านั้น ยงยุทธรู้สึกเหมือนตัวเองอยู่คนเดียวในโลกนี้จริงๆ

ระพีพรรณปรึกษายายว่าจะสวดศพเจ็ดวันแล้วเผาเลยดีไหม นางอ่ำถามว่าไม่เก็บไว้ร้อยวันหรือ อุไรก็พูดแทรกขึ้นว่าตนอยากให้สวดคืนเดียวแล้วเผาด้วยซ้ำ นางอ่ำเตือนสติลูกสาวว่าไหนๆนางแย้มก็ตายไปแล้วอโหสิกรรมให้กันได้ก็ยกเสียเถิดจะติดค้างกันไปทำไม อุไรไม่ตอบแต่ลุกเดินหนีไป

“สักวันแม่เขาก็คงได้คิดเองล่ะค่ะยาย” ระพีพรรณเอ่ย

“รู้ทั้งรู้ว่าต้นเหตุของความทุกข์มันคืออะไร แล้วยังจะทนแบกมันต่อไปอีกทำไม ลูกเอ๊ย”

เมื่อไปงานสวดศพที่ศาลา เจอลูกหลาน นางอ่ำก็พร่ำบอกว่า “คนเรามันก็เท่านี้แหละนะลูก มาพบกันเพื่อจะต้องจากกัน ระหว่างที่เห็นหน้ากัน น่าจะทำดีต่อกันให้มากๆเข้าไว้ จริงไหมลูก”

เมื่อไปไหว้ศพนางแย้ม นางอ่ำก็เอ่ยขออโหสิว่า

“แม่แย้ม...กรรมใดก็ตามที่เราได้ล่วงต่อกัน ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ฉันขอให้เราเลิกแล้วต่อกัน ฉันขอยกอโหสิกรรมให้แม่แย้ม บุญกุศลใดที่พึงมีขอส่งให้ดวงวิญญาณของแม่แย้มไปสู่สุคติ ไปสู่ภพภูมิที่เหมาะที่ควรเถอะนะ”

เมื่อพระสวดเสร็จ แขกทยอยกันกลับ นางอ่ำเห็นยงยุทธนั่งซุกตัวอยู่ที่มุมหนึ่งเหมือนไม่ต้องการเจอใคร จึงเดินไปหา โดยมีธนา มยุรีย์ ระพีพรรณเดินตามไปห่างๆ

“ยงยุทธ...พระคุ้มครอง บุญรักษาเถอะลูก อย่ามัวเศร้าหมองอยู่เลย คิดซะว่าย่าเขาไปสบายแล้ว ไม่ต้องทนทรมานเจ็บปวด เหลือแต่พวกเรานี่แหละ ที่ยังต้องดิ้นรนกันไป ว่างๆก็ไปหายายบ้างนะลูก” ยงยุทธนิ่งเหมือนไม่ได้รับฟัง “ลูกไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้นะลูก ลูกยังมียาย มีน้อง มีเพื่อนที่ยังหวังดีเป็นห่วงลูกอยู่นะ...”

ยงยุทธค่อยๆหันมองยาย นางอ่ำยกมือไปสัมผัส “พระท่านว่า ความทุกข์ล้วนเกิดแต่ความยึดมั่น ถือมั่นนะลูก ทางเดียวที่จะพ้นจากความทุกข์ได้ คือการยอมรับความจริงให้ได้ แล้วปล่อยวางเสีย ความสุขอยู่คู่ความทุกข์เสมอ เราเลือกอยู่กับสิ่งใดขึ้นอยู่กับตัวเราเองนะลูก” พูดแล้วนางอ่ำเดินกลับไปกับหลานๆ เงียบๆ ยงยุทธยังคงนั่งซึมอยู่ที่เดิม...

ooooooo

วันนี้เป็นวันเผาศพนางแย้มแล้ว ขึ้นไปเผาจริง แล้วหทัยรัตน์เดินลงมามองหายงยุทธ เขาเองก็ยืนดูอยู่ไกลๆ แต่พอขยับจะเข้ามาหา ธนาก็ลงมาชวนหทัยรัตน์กลับ ยงยุทธได้แต่มองธนาเดินไปกับหทัยรัตน์อย่างเจ็บปวด

ยงยุทธอุ้มรูปคุณย่าที่ตั้งบนศาลาพากลับบ้าน เอ่ยกับรูปอย่างว้าเหว่ว่า “คุณย่าอย่าทิ้งผมไปไหนอีกนะครับ”

รุ่งขึ้น ปวริศกับลลดาไปหายงยุทธที่บ้าน ปวริศถามว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไป ลลดาชวนไปพักผ่อนเปิดสมองสักอาทิตย์ดีไหม เขาบอกว่าไม่อยากไปไหนทั้งนั้น ปวริศเตือนสติว่าถ้าเขามัวแต่นั่งเฉยไม่คิดทำอะไรให้ตัวเองเลยอย่างนี้ คนที่จะเสียใจก็คือคุณย่า แม้คำพูดนี้จะกระทบใจแต่ยงยุทธก็นิ่ง

เมื่อปวริศกับลลดาชวนทำอะไรก็ถูกปฏิเสธ ชวนไปกินข้าวก็บอกว่าไม่หิว แล้วลุกเดินขึ้นข้างบนไป ทำให้สองพี่น้องต้องกลับไปด้วยความเป็นห่วง

แล้วยงยุทธก็ตัดสินใจไปหาหทัยรัตน์ที่ห้องพักแพทย์ ถามว่าพอมีเวลาคุยกับตนไหม เห็นเธออึกอักก็บอกว่าตนไม่กวนเวลามากหรอก แล้วบอกระพีพรรณว่าอยู่ฟังด้วยก็ได้ไม่มีความลับอะไร หทัยรัตน์ถามว่าจะคุยเรื่องอะไร

“เรื่องงานแต่งของเรา ก่อนคุณย่าจะสิ้นลม คุณย่าสั่งเสียเรื่องงานแต่งงานของเรา ยุทธอยากให้คุณย่าหมดห่วงเรื่องของเรา” แล้วก็หยิบกล่องใส่พลอยออกมาเปิดให้ดู เล่าความเป็นมาและความตั้งใจที่จะเอาพลอยที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนนี้มาหมั้นเธอ แต่ระหว่างยงยุทธกำลังบอกเล่าด้วยอารมณ์ลึกซึ้งนั่นเอง ก็มีโทรศัพท์เข้ามาตามหทัยรัตน์ให้ไปดูคนป่วย เธอจึงบอกเขาว่า เอาไว้คุยกันวันหลังแล้วกันแล้วรีบออกไปเลย

ยงยุทธนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นเหมือนความหวัง ความ รู้สึกทั้งหมดหลุดลอยไปจากหัวใจ

ooooooo

ส่วนปวริศที่อุไรเคยบอกว่าเรื่องของเขากับระพีพรรณเอาไว้ให้นางแย้มสิ้นบุญก่อนค่อยคุยกัน วันนี้เขามีความหวังขึ้น แต่กลับถูกอุไรเล่นแง่ว่า

“อยากแต่งลูกสาวฉันก็ไปบอกพ่อแม่เธอให้มาสู่ขอให้ถูกต้องตามประเพณีสิ ฉันอาจจะยกให้ เรื่องสินสอดทองหมั้นถ้าไม่มีปัญญาก็ไม่จำเป็นหรอก ฉันมีเงื่อนไขเดียว ไปปรึกษาพ่อแม่เธอซะว่ามันพร้อมจะให้เธอเปลี่ยนนามสกุลมาใช้นามสกุลชื่นศรีของฉันรึเปล่า ถ้ามันรับได้ฉันก็ไม่มีปัญหา”

พูดแล้วอุไรเดินไปเลย นางอ่ำถอนใจ ระพีพรรณหน้าชา ส่วนปวริศพูดไม่ออกรู้สึกยิ่งกว่าถูกตบหน้าเสียอีก

เมื่อนางแย้มตายไปแล้ว สุดาคิดว่านางแย้มคงแก้ไขพินัยกรรมยกสมบัติให้ตนบ้าง จึงเปิดฉากด่ายงยุทธสาดเสียเทเสีย นอกจากพูดให้ยงยุทธรู้สึกผิดต่อนางแย้มอย่างไม่น่าให้อภัยแล้ว ยังโกหกยงยุทธว่าบ้านหลังนี้นางแย้มยกให้ตน หลังจากนี้ตนจะให้เช่า ฉะนั้นยงยุทธจะต้องออกจากบ้านนี้ไปอยู่ที่อื่น ของทุกอย่างห้ามเอาไปนอกจากเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัว

หทัยรัตน์ตัดสินใจที่จะคุยกับยงยุทธเรื่องส่วนตัวให้จบ วันนี้จึงซื้อก๋วยเตี๋ยวไปฝาก กลับถูกถามว่าทำอย่างนี้ต้องการอะไร หทัยรัตน์บอกว่ากินอิ่ม มีแรง อารมณ์ดีแล้วค่อยคุยกัน ยงยุทธบอกให้เอากลับไปเสีย ถามว่าเป็นห่วงตนด้วยหรือ หมดรักตนแล้วไม่ใช่หรือ

หทัยรัตน์บอกว่าเรายังเป็นเพื่อนกันได้ แต่ยงยุทธไม่ต้องการเพื่อน เขาต้องการคนรัก บอกว่าตนไม่ดีอะไรให้บอกมา ตนพร้อมจะแก้ไขให้ดี ขอโอกาสให้ตนอีกครั้งได้ไหม เธอก็ยืนยันว่า

“ตอนนี้รัตน์ให้ยุทธได้แค่ความเป็นเพื่อน”

“ยุทธไม่ต้องการเพื่อน ยุทธต้องการรัตน์คนเดิมกลับคืนมา ถ้าไม่ได้อย่างเดิม รัตน์ก็กลับไป อย่ามายุ่งกับยุทธอีก”

พูดแล้วเดินหนีขึ้นบ้างบนไป ทิ้งหทัยรัตน์ให้มึนอยู่ตรงนั้น

ooooooo

ยงยุทธกลับมาถึงบ้านก็เข้าห้องซุกตัวคุดคู้อยู่ในมุมหนึ่งอย่างเจ็บปวดทรมานใจที่ไม่อาจเอาตัวออกจากก้นบึ้งแห่งความต้องการความรักได้

คนที่เขารักอย่างหมดหัวใจทั้งสองคนล้วนจากไป คนหนึ่งจากตายแต่อีกคนจากเป็นซึ่งทรมานใจอย่างแสนสาหัส

ที่บ้านนางแย้มนี่เอง สุดาเอาอาหารไปวางไว้หน้ารูปนางแย้ม บอกกล่าวเสียงดังอย่างจงใจให้ทุกคนได้ยินว่า

“คุณแม่คะ กินข้าวค่ะ วันนี้ลูกหลานมากัน พร้อมหน้าพร้อมตาเลย คุณแม่ดีใจไหมคะ วันนี้เปิดพินัยกรรมคุณแม่แล้วนะคะ ลูกหลานทุกคนปลื้มใจ ยังไงคำสั่งเสียของคุณแม่ ทุกคนก็เคารพและเชื่อฟังค่ะ เพราะคุณแม่ยุติธรรมที่สุด”

พะยอมกับประยูรกระอักกระอ่วนใจกับการแสดงของสุดา เธอเร่งทนายว่าเปิดพินัยกรรมเลย ลลดาบอกว่ายงยุทธยังไม่ลงมา สุดาบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ว่าถ่วงความเจริญคนอื่นจริงๆ ประยูรให้ปวริศขึ้นไปดู แต่ ลลดาอาสาไปเอง

ลลดาขึ้นไปเรียกยงยุทธบอกว่าทุกคนรอเขาอยู่ เขาถามว่ารอทำไม ตนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย

“พี่เป็นพี่ของลดา เป็นหลานคนนึงของคุณย่า นะคะ” ลลดาหว่านล้อมจนยงยุทธยอมลงไป

ทนายเปิดพินัยกรรมอ่านต่อหน้าทุกคนที่ฟังอย่างสนใจ ข้อที่ 1 นางแย้มให้แบ่งเงินสดในธนาคารทั้งหมดออกเป็นสามส่วนเท่าๆกันให้ประยูร พะยอมและยงยุทธคนละส่วน ข้อที่ 2 บ้านและที่ดินที่อาศัยอยู่ยกให้ยงยุทธ ข้อที่ 3 ทองคำที่เก็บไว้ในเซฟธนาคารรวมถึง เครื่องเพชรพลอยทั้งหมดยกให้พะยอม ข้อที่ 4 ที่ดิน 65 ไร่แบ่งออกเป็นสามส่วน แบ่งให้ประยูร พะยอม และยงยุทธคนละเท่าๆกัน

ขณะทนายกำลังจะอ่านทรัพย์สินอื่นๆนอกจากที่ระบุ หทัยรัตน์กับนางพยาบาลก็เดินเข้ามา เธอถามว่าตนไม่ได้มาสายใช่ไหม สุดาเจ้ากี้เจ้าการต้อนรับบอกว่าทนายเพิ่งอ่านพินัยกรรมฉบับก่อนเสร็จพอดี ประยูรเอะใจถามว่าหมายความว่าอย่างไร สุดาชิงบอกว่า

“ก็หมายความว่า มีฉบับล่าสุดกว่าฉบับเมื่อกี๊ไง ใช่ไหมคะคุณหมอรัตน์”

“ก่อนคุณย่าเสีย คุณย่าเรียกดิฉันเข้าไปช่วยเขียนพินัยกรรมฉบับนี้ค่ะ” พลางเธอยื่นให้ทนายความ

“อ่านเลยค่ะ คุณทนาย อ่านเลย” สุดาเร่งยิกๆ

ทนายเปิดพินัยกรรมอ่านให้ทุกคนฟัง สุดาปรายตาไปทางยงยุทธอย่างเย้ยหยันเมื่อทนายเริ่มอ่านพินัยกรรมที่เขียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ระบุชัดเจนว่า

“ใจความในพินัยกรรมฉบับก่อนนี้ ขอให้คงข้อ 1 ข้อ 2 และข้อ 3 ไว้ดังเดิม ส่วนข้อ 4 ขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขดังนี้...ที่ดินที่นาจำนวน 65 ไร่ ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่นายยงยุทธ หมั่นกิจ แต่เพียงผู้เดียว”

สุดามองทนายตาค้าง ในขณะที่ทนายยังอ่านพินัยกรรมต่อไปว่า

“ส่วนทรัพย์สินอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ ให้อยู่ในการดูแลของนายยงยุทธ หมั่นกิจ จะแบ่งปันให้ใครสุดแท้แต่เห็นสมควร”

“ไม่จริง ทำไมเป็นอย่างนี้” สุดาโพล่งขึ้น ทนายบอกว่าข้อความยังไม่หมดและขออ่านต่อ แต่สุดาทนไม่ได้โหวกเหวกโวยวายว่า “ก็ไหนว่าเปลี่ยนแปลงแล้วไงหมอ ทำไมมันถึงออกมาเป็นอย่างนี้” ซ้ำหาว่า “ของปลอมชัดๆ หมอต้องรู้เห็นเป็นใจกับมัน หมออยากได้ใช่ไหมล่ะ ไอ้ที่ดิน 65 ไร่นั่นน่ะ”

เมื่อหทัยรัตน์บอกว่าตนไม่ได้ลงชื่อคนเดียว พยานรู้เห็นก็มี สุดาก็ตีโพยตีพายว่า

“คุณแม่ลำเอียง คนป้อนข้าวป้อนน้ำตอนจะตาย ไม่ให้อะไรเลยสักอย่าง ยังงี้มันใช้ได้ที่ไหน”

ยงยุทธค่อยๆลุกเดินขึ้นข้างบนเงียบๆ ประยูรปรามสุดาว่าพอได้แล้ว ก็ถูกตวาดกลับว่า “ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด”

ประยูรสั่งให้หุบปาก สุดาก็ยังด่าว่าทีคนอกตัญญูนั่นได้ทุกอย่าง มันไม่ควรได้อะไรด้วยซ้ำ แล้วพุ่งไปปัดรูปและอาหารที่ตัวเองเอาไปให้ตกแตกกระจาย ประยูรจะเข้าไปตบสุดา ถูกปวริศกับลลดาและพะยอมรั้งไว้ไม่ให้บ้าเลือดไปกว่านี้

ooooooo

ยงยุทธเดินหนีขึ้นไปที่ห้องนอนของย่า หทัยรัตน์ตามไป เขาบอกเธอว่าคนอกตัญญูอย่างตนไม่ควรได้รับอะไรจากคุณย่าเลยสักอย่างเดียว หทัยรัตน์บอกเขาให้ฟังข้อความท้ายพินัยกรรมให้จบเพราะคุณย่าสั่งเสียเขาโดยตรงคนเดียว

วันที่นางแย้มให้หทัยรัตน์ไปเขียนพินัยกรรมใหม่นั้น ย้ำในตอนท้ายพินัยกรรมว่า

“ย่าแน่ใจว่าจะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งค้าน พินัยกรรมฉบับนี้ แต่ย่าอยากบอกกับลูกหลานทุกคนว่าอย่าน้อยใจ ไม่ได้อะไรจากย่าก็ไม่ได้หมายความว่าย่าไม่รัก ย่าภูมิใจในตัวลูกหลานทุกคน ภูมิใจที่ได้เห็นว่าทุกคนเอาตัวรอดกันได้หมดแล้ว ไม่มีใครทำให้ย่าต้องเป็นห่วง ยกเว้นยงยุทธคนเดียว ถึงย่าจะจากไปแล้วย่าก็ยังรักและเป็นห่วงหลานของย่าเสมอ ถึงแม้ความรักของย่ามันจะเริ่มต้นด้วยความเกลียดชังแม่ของหลาน แต่ย่าอยากจะบอกว่า ย่าสู้ทนเลี้ยงยงยุทธมาด้วยความเต็มใจ และไม่เคยคิดว่ายงยุทธเป็นภาระที่ทำให้ย่าต้องเหนื่อยยากเลย ถึงแม้ว่าก่อนจะตาย ยงยุทธจะไม่ให้อภัย ย่าก็อยากบอกยงยุทธว่าย่าไม่โกรธไม่เกลียดยงยุทธ แต่ย่าสำนึกแล้ว บาปกรรมทั้งหมดที่ย่าได้รับ มันสาสมกับความผิดที่ย่าได้ทำลงไป”

ยงยุทธรับรู้ถึงคำสั่งเสียในตอนท้ายถึงกับร้องไห้โฮ หทัยรัตน์เองก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

ooooooo

สุดายังอาละวาดด่าลูกผัวที่เตือนให้ตั้งสติ ทั้งลำเลิกกับคนตายด่าลูกผัวว่าโง่ ถามว่าที่ลงทุนไปไม่คิดจะเอาคืนกันบ้างรึไง ปวริศบอกว่าการดูแลคุณย่าเป็นหน้าที่ลูกหลานที่ควรทำต่อบุพการี ไม่ใช่การลงทุน

ลลดาก็ไม่ต้องการสิ่งตอบแทนเพราะตนหาเลี้ยงตัวเองได้ สุดาแค้นใจพลั้งปากไปว่า

“รู้อย่างนี้กูส่งไปลงนรกซะตั้งนานแล้วอีแก่!”

ประยูรจึงรู้สาเหตุการตายของแม่ กัดฟันกำมือแน่นรู้สึกตัวเองโง่มาทั้งชีวิตที่เอาผู้หญิงคนนี้มาเป็นเมีย!

เมื่อหทัยรัตน์พยายามที่จะบอกการตัดสินใจของตนแก่ยงยุทธแต่เขาไม่พร้อมที่จะรับฟัง เธอจึงเขียนจดหมายทิ้ง ไว้ที่โต๊ะอาหารที่เธอทำข้าวต้มพร้อมกับข้าววางไว้ให้เขาแล้ว

หทัยรัตน์ชี้แจงว่าที่ตนต้องใช้วิธีเขียนเพราะใจไม่แข็งพอที่จะเอ่ยปากบอกเขา เธอบอกว่าตนมีความเข้าใจให้เขาแต่มันก็เปลี่ยนไป ตนยอมรับว่าเวลานี้ตนเหลือแต่ความรู้สึกที่ผูกพัน ความเห็นใจ ส่วนความรักนั้นจางหายไปหมดแล้ว แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ หวังว่าวันหนึ่งเมื่อเขาทำใจได้แล้วเราจะเดินกลับมาหากัน เธอย้ำในตอนท้ายว่า

“รัตน์พร้อมจะเป็นเพื่อนที่เข้าใจยุทธเหมือนที่ผ่านมา ดูแลตัวเองให้ดีๆ รักตัวเองให้มากๆ มีอะไรยังไงโทร.หารัตน์ได้เสมอ...รัก”

อ่านจดหมายจบ ยงยุทธเขียนต่อท้ายว่า ไม่ใช่ความผิดของใครแต่เป็นความผิดของตนเองที่ไม่อาจเปลี่ยนใจ ลงชื่อแล้ววางโทรศัพท์ทิ้งไว้บนโต๊ะ

เพียงตกค่ำ ทุกอย่างที่บ้านนางแย้มก็เงียบไร้การเคลื่อนไหวใดๆ มีแต่เสียงโทรศัพท์บ้านและมือถือของยงยุทธที่วางไว้ดังจนหยุดไปเอง

ทุกคนเป็นห่วงยงยุทธ ธนากับหทัยรัตน์รีบไปที่บ้าน พบแต่จดหมายที่เขาเขียนทิ้งไว้ หทัยรัตน์อ่านจดหมายแล้วใจหาย แน่ใจว่ายงยุทธตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อทั้งสองขึ้นไปที่ห้องนอนก็แทบช็อกเมื่อเห็นยงยุทธมือกำกระปุกยาที่เหลือแต่กระปุกเปล่า!

หทัยรัตน์กับธนาพายงยุทธส่งโรงพยาบาล หทัยรัตน์กับระพีพรรณช่วยยงยุทธด้วยตัวเอง ธนานั่งร้องไห้อยู่หน้าห้อง

หทัยรัตน์กับระพีพรรณช่วยกันจนสัญญาณชีพของยงยุทธเสถียร ทั้งสองโผกอดกันทั้งน้ำตา ทุกคนที่เฝ้ารอฟังข่าวอยู่ต่างดีใจที่ได้ยงยุทธกลับคืนมา

ธนาตัดสินใจอย่างใหญ่หลวงอีกครั้ง ถามหทัยรัตน์ว่าจะทบทวนการตัดสินใจเรื่องของเราใหม่ตนก็ไม่ว่าอะไร ตนเข้มแข็งพอที่จะอยู่อย่างไม่มีเธอ แต่ยงยุทธต้องมีใครสักคน ตนมาทีหลังและทำให้เธอไขว้เขว มันเป็นความผิด เป็นความเห็นแก่ตัวของตน หทัยรัตน์บอกว่าถ้าจะมีใครผิด ตนเองต่างหาก ตนผิดที่จิตใจไม่มั่นคง

“ยงยุทธอุตส่าห์ฟื้นกลับมานะรัตน์ กำลังใจของเขาอยู่ที่รัตน์คนเดียว เราจะทำร้ายเขาอีกไม่ได้หรอกนะรัตน์ ยังไงเขาก็เป็นพี่ชายของธนา เท่าที่ผ่านมาธนาทำให้แม่เสียใจมามากเกินไปแล้ว ธนาไม่อยากผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลืมธนาเสียเถอะรัตน์ แล้วกลับไปเริ่มต้นกับยงยุทธใหม่ ธนาขอร้อง ยงยุทธเขารักรัตน์ไม่น้อยไปกว่าธนาหรอก”

ธนาเดินไปอย่างเจ็บปวด หทัยรัตน์มองตามด้วยความเจ็บปวดไม่น้อยกว่ากัน

เมื่ออุไรกับนางอ่ำมาเยี่ยม อุไรขอร้องยงยุทธอย่าทำอะไรแบบนี้อีก นางอ่ำแนะว่า

“เส้นทางชีวิตมันไม่ได้มีเส้นทางเดียวให้เราเดินไปหรอกนะลูก ในเมื่อทางที่ลูกเดินอยู่มันลำบากนัก ก็ลองเปลี่ยนเส้นทางดู บางทีมันอาจทำให้เราพบความสุข แท้จริงได้”

ส่วนธนาแม้จะเสียใจเจ็บปวดกับการตัดสินใจครั้งนี้ แต่ก็ได้รับกำลังใจจากทวีและตัวธนาเองก็ระลึกถึงคำสั่งเสียของแม่ที่บอกให้พี่น้องต้องรักกัน ถึงเวลาที่ตนต้องเป็นฝ่ายเสียสละยอมเป็นฝ่ายแพ้แล้ว

“ไม่มีใครเป็นฝ่ายแพ้ทั้งนั้นลูก ยังไงลูกก็ชนะ ชนะใจตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง พ่อภูมิใจในตัวลูกนะ”

ส่วนปวริศยอมอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่คิดพัฒนาอะไรกับระพีพรรณ บอกพ่อว่าความรักคงไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการแต่งงาน ถามประยูรว่าน้าอุไรเกลียดอะไรคุณย่ามากจนพาลมาถึงตนขนาดนี้ ประยูรยอมรับว่าเวลานั้นตนก็มีส่วนทำลายชีวิตอุไรเหมือนกัน ยอมรับกับปวริศอย่างละอายใจว่า

“มันเป็นเรื่องน่าละอาย พ่อเองก็ไม่เข้าใจว่าตอนนั้นทำลงไปได้ยังไง ถึงวันนี้ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว พ่อเสียใจนะที่บาปกรรมมันต้องตกมาถึงลูกด้วย”

ระพีพรรณยังเวียนไปเยี่ยมและดูแลลือพงษ์อย่างสม่ำเสมอ จนวันนี้ก็ไปช่วยฝึกเดินจนลือพงษ์เกือบเดินได้ด้วยตัวเอง พะยอมขอบใจระพีพรรณด้วยความตื้นตันใจที่ช่วยครอบครัวตนอย่างเสมอต้นเสมอปลายจนกอบกู้วิกฤติในชีวิตได้

“ระพีไม่เคยคิดอย่างอื่น นอกจากนี่คือพ่อ นี่คือน้อง เราไม่ใช่คนอื่นค่ะน้าพะยอม เราคือครอบครัวเดียวกัน”

พะยอมกุมมือระพีพรรณไว้อย่างมีกำลังใจ

สุดาตั้งตัวเป็นนายทุนเงินกู้แทนนางแย้ม แต่โหดยิ่งกว่าประกาศจะขึ้นดอกอีกสิบเปอร์เซ็นต์ในเดือนหน้า ทุกวันก็ไปเก็บดอกกับพวกแม่ค้าที่ตลาดสดจนพวกแม่ค้าสุดทนเตือนให้ระวังตะรางไว้ด้วย สุดาท้าว่าลูกตนผัวตนเป็นตำรวจตนไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แม่ค้าคนหนึ่งเลยถามว่า “งั้นลองศาลเตี้ยดูไหม” แล้วก็พากันกรูเข้ารุมยำสุดาจนเละ แต่ก่อนกลับก็ยังขู่ว่า

“พวกมึงระวังตัวกันเอาไว้ให้ดี กูเอาคืนแน่ไม่ว่าอีหน้าไหน ผัวกูลูกกูไม่เอาพวกมึงไว้แน่ ศพก็หาไม่เจอ คอยดู!”

แต่ระหว่างทางกลับบ้านนั่นเอง สุดาก็ถูกชายชุดดำสองคนดักปล้นกระชากลงจากรถปล้นเอาทรัพย์สินทั้งหมดไปพร้อมรถป้ายแดง ทิ้งสุดาให้กระเสือกระสนตีอกชกหัวด้วยความเสียดายของอยู่ริมถนนเปลี่ยวนั่นเอง

เหตุการณ์นี้แม้พะยอมจะหาทางช่วย แต่ก็บอกประยูรว่าบาปกรรมมีจริง ต่อให้โกหกหลอกลวงตัวเองยังไงมันก็ไม่พ้นหรอก เพราะมันอยู่ในใจเราตลอดเวลา

ooooooo

เมื่ออุไรยังขวางเป็นกำแพงกั้นความรักระหว่างปวริศกับระพีพรรณอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ ในที่สุดพะยอมกับประยูรก็ไปสู่ขอระพีพรรณให้ปวริศ

พะยอมยอมรับความผิดพลาดในอดีตและประยูรก็บรรยายความทุกข์ใจตลอดเวลาสามสิบปีที่ก่อเวรสร้างกรรมกันมา ถามอุไรว่าตนจะเปลื้องความทุกข์นี้ได้อย่างไร

“ฉันเคยคิดว่าฉันชนะเธอ แต่มันไม่ใช่เลยอุไร ฉันต่างหากที่เป็นฝ่ายแพ้ยับเยินเพราะบาปที่ทำมันแฝงอยู่ในใจฉันทุกนาที สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราเอาคืนหรือกลับไปแก้ไขมันไม่ได้ก็จริง แต่เรากลับไปมีความสุขเหมือนแต่ก่อนกันได้ไหมอุไร กลับไปเป็นเพื่อนที่รักกัน มีน้ำใจต่อกัน สุขหรือทุกข์ก็แบ่งปันกัน” พะยอมเอ่ยน้ำตาร่วง

“แม่แกก็จากไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าถึงวันนี้ แม่ก็อยากทำสิ่งนี้เหมือนกันครับ อาอ่ำ” ประยูรคุกเข่าลงคลานเข้าหานางอ่ำหันไปหยิบพานดอกไม้ธูปเทียนแพขึ้นจบเหนือหัว “บาปอันใดที่ลูกได้ก่อขึ้นทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ลูกขอให้อาอ่ำยกอโหสิกรรมให้ลูกด้วยเถิดครับ”

“อายกอโหสิกรรมให้ทุกคนลูก ไม่มีอะไรติดค้างกันแล้ว” นางอ่ำรับพานเอ่ยอย่างเปี่ยมด้วยเมตตา เมื่อประยูรก้มกราบนางอ่ำก็ดึงตัวเข้าไปกอด อุไรเห็นบรรยากาศและภาพเหล่านั้นแล้วกลั้นน้ำตาไม่อยู่

พะยอมก็ขอให้อุไรยกอโหสิกรรมให้ตนด้วย ทำให้อุไรต้องเอ่ยว่า ยกอโหสิกรรมให้ทุกอย่าง

เรื่องของผู้ใหญ่ที่ยกอโหสิกรรมแก่กันได้ ทำให้ระพีพรรณกับปวริศต่างโล่งใจที่หมดอุปสรรคในความรักของตน

เมื่อธนาตัดสินใจเป็นฝ่ายถอยแล้วเขาเตรียมเดินทางกลับไปถ่ายละครต่อ บอกทวีว่าคราวนี้คงไปนานขอให้คุณพ่อดูแลตัวเองด้วย แต่ขณะจะขึ้นรถนั่นเอง ยงยุทธก็มาเรียกไว้ขอเวลาสักชั่วโมงได้ไหม ให้ไปกับตนก่อน

ยงยุทธพาธนากับหทัยรัตน์ไปที่บ้านตน หยิบพลอยที่ซื้อมาหมายไว้หมั้นหทัยรัตน์ ยกให้ธนาเป็นของขวัญวันแต่งงาน พูดอย่างปลอดโปร่งใจว่า ยงยุทธคนเดิมได้ตายไปแล้วตั้งแต่วันนั้น ยงยุทธที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้คือยงยุทธคนใหม่ ขอโทษหทัยรัตน์ที่ทำให้เธอเสียเวลา บอกธนาว่า

“นายเป็นคนที่เหมาะสมกับรัตน์ที่สุด ฉันรู้ตัวมาแต่ต้นว่านายเหนือฉันทุกอย่างแต่ที่สำคัญที่สุดความรักของนายที่มีต่อรัตน์มันยิ่งใหญ่ และเป็นความรักที่แท้จริง ฝากดูแลรัตน์ให้สมกับที่นายอุตส่าห์อดทนรอคอยมาด้วยนะ ฉันยังจำคำที่แม่สั่งเสียไว้ก่อนตายได้ดี พี่น้องต้องรักกัน”

ยงยุทธบอกว่าตนคงไม่ได้อยู่ร่วมยินดีกับงานแต่งงานของเขากับหทัยรัตน์ อวยพรให้ทั้งสองมีความสุข สมหวังทุกอย่างสมกับความดีที่ช่วยกันสร้างช่วยกันทำมา ธนาถามว่าเขาจะไปไหน

“ฉันว่าฉันพบทางเดินชีวิตของฉันแล้ว และฉันแน่ใจว่ามันเป็นเส้นทางที่เหมาะสมกับคนอย่างฉันที่สุด”

ในวันที่ยงยุทธบวชนั้น นางอ่ำเป็นผู้ขริบผมเขาเป็นคนแรกและมีรูปของนางแย้มกับอัมพรมาวางเป็นสักขีพยาน

หลังจากบวชแล้ว ยงยุทธในชุดขาวที่ยังเป็นนาค บอกนางอ่ำว่าตนยังเหลืออยู่อีกอย่างหนึ่ง ตนต้องการเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมของคุณย่า แล้วแจ้งแก่ทุกคนว่า

“บ้านที่คุณย่าให้ผม ผมขอมอบให้เป็นเรือนหอปวริศกับระพีพรรณ ทรัพย์สินทั้งหมด เงินทองของมีค่าทุกอย่าง ผมขอคืนให้อาประยูร อาพะยอมในฐานะลูกของย่า ส่วนที่นาของย่าหกสิบห้าไร่ ผมขอคืนให้กับทุกคนได้เก็บผลประโยชน์ด้วยกันทุกคน ที่นาแปลงนั้นเป็น

จุดเริ่มต้นของความรัก ความแค้น ความอาฆาตพยาบาท ทำให้คนสองตระกูลต้องมาตกอยู่ในวิบากกรรมร่วมกัน ถ้าคุณย่ายังอยู่กับพวกเราในวันนี้ ผมเชื่อว่าคุณย่าก็คงเห็นดีไปกับผมว่าหมดเวลาของความเกลียดชังแล้ว ตั้งแต่วันนี้ไป คนสองตระกูลจะกลับมารักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนเดิม”

ทุกคนปีติ หลายคนน้ำตาไหลกับมิติใหม่ที่คนสองตระกูลจะได้กลับมารักใคร่กลมเกลียวกันเหมือนเดิม

ooooooo

- อวสาน -


ละครสุดแค้นแสนรัก ตอนที่ 16(ตอนจบ) อ่านสุดแค้นแสนรัก ติดตามสุดแค้นแสนรัก ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย พัชฏะ นามปาน,มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล 17 พ.ค. 2558 07:49 2015-05-23T12:03:13+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ