นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    สวยร้ายสายลับ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: บอม - ริชชี่ พบกันครั้งแรกใน "สวยร้ายสายลับ"

    ที่บ้านวัฒนา...คืนนี้ ทั้งวัฒนาและประไพพรรณกระวนกระวายใจกับเหตุการณ์ที่จะต้องเผชิญในวันพรุ่งนี้ ที่บีบคั้นกดดันมากคือติดต่อเมษาไม่ได้ ไม่รู้ท่าทีของเธอว่าจะทำตามที่พ่อแม่ขอร้องหรือไม่

    ประไพพรรณนั่งร้องไห้ ถามวัฒนาที่เพิ่งออกจากห้องน้ำว่าถ้าพรุ่งนี้ศาลตัดสินว่าเควินสมิธผิด เราจะทำอย่างไร

    “มีสองทาง เราต้องหนีไปต่างประเทศหรือไม่ก็อยู่สู้คดี เมื่อกี๊ตอนอยู่ห้องน้ำ ผมให้เพื่อนจองตั๋วเครื่องบินเที่ยวเช้าไปฮ่องกงไว้แล้ว” ประไพพรรณถามว่าถ้าลูกช่วยเราล่ะ? “ถึงยังไงผมคิดว่าเราก็ควรจะหนีไปตั้งหลักก่อน คุณเก็บเสื้อผ้าข้าวของมีค่าที่จำเป็นแล้วเอาเงินสดที่มีทั้งหมดไปด้วย”

    ประไพพรรณติงว่าถ้าเราหนี ลูกต้องถูกคนประณาม วัฒนาบอกว่าถึงเราจะหนีหรือไม่หนี ลูกก็ต้องถูกด่าอยู่ดี อย่าเพิ่งคิดเยอะเลย รีบเก็บข้าวของเถอะ

    ขณะนั้นเอง มือถือของวัฒนาดังขึ้น ทั้งสองมองหน้ากัน วัฒนาดูหน้าจอแล้วบอกว่าเมษาโทร.มา เขากดรับ

    “ฮัลโหล...ว่าไงลูก” ได้ยินเมษาบอกว่าตนตัดสินใจแล้ว วัฒนาตื่นเต้นถามว่า “ลูกตัดสินใจว่าไง...” ฟังปลายสายแล้วตกใจ “อะไรนะ ลูกพูดใหม่อีกทีซิ”

    แต่เมษาวางสายไปแล้ว ประไพพรรณถามว่าลูกว่ายังไง วัฒนาหันมองหน้ากันอึ้ง

    พอเมษาวางสาย เธอนั่งน้ำตาไหลอย่างเจ็บปวด กำมือถือแน่นพึมพำ...

    “หวังว่าเราตัดสินใจถูกต้องนะ”

    ooooooo

    ที่ศาลในวันรุ่งขึ้น...เมื่อศาลขึ้นนั่งบัลลังก์พิพากษาคดีเควินสมิธมีเศียรพระพุทธรูปหลวงพ่อคำเกลี้ยงในครอบครอง

    เควินสมิธปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่า

    “เนื่องจากผมถูกตำรวจชุดจับกุมยัดเยียดหลักฐาน โดยการนำเศียรหลวงพ่อคำเกลี้ยงมาซุกซ่อนไว้ภายในบ้านพักของผมและร้อยตำรวจเอกขั้นเทพพร้อมกับพรรคพวกได้ขู่กรรโชกทรัพย์ผม”

    ศาลเบิกความร้อยตำรวจเอกขั้นเทพ นราดุลย์

    “ผมขอปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง จากการที่ผมได้สืบทราบว่านายเควินสมิธเป็นผู้รับซื้อเศียรหลวงพ่อคำเกลี้ยงมาไว้ในครอบครอง ผมและร้อยตำรวจเอกเมษา พงศ์โสภาศิริ จากหน่วยวิหคเวหา จึงได้วางแผนร่วมกันด้วยการส่งนางสาวหนูปึก นาวงศ์ เข้าไปเป็นสาวขายบริการเพื่อนำทางเข้าสู่การจับกุมและได้พบว่ามีเศียรหลวงพ่อคำเกลี้ยงซุกซ่อนอยู่ในบ้านของนายเควินสมิธจริง โดยยืนยันได้จากหลักฐานกล้องวงจรปิดภายในบ้านนายเควินสมิธเอง”

    หลังจากนั้น ศาลไต่สวนปึก ไมค์ ทั้งสองให้การตามจริง เทพพยักหน้าอย่างพอใจ ส่วนเควินสมิธเริ่มเครียด

    จนเมื่อศาลเบิกตัวร้อยตำรวจเอกเมษา พงศ์โสภาศิริขึ้นให้การ เทพสบตาเธอให้กำลังใจ เมษายืนนิ่งอยู่นาน ก่อนเอ่ยออกมาชัดเจนว่า

    “ดิฉันขอปฏิเสธค่ะ”

    พวกเทพตะลึง ฝ่ายพวกเควินสมิธส่งเสียงฮือฮาพอใจ เมื่อศาลให้เมษายืนยันอีกครั้ง เธอแถลงว่า

    “ดิฉันขอให้การตามความเป็นจริง ว่าร้อยตำรวจเอกขั้นเทพได้นำเศียรหลวงพ่อคำเกลี้ยงเข้าไปซุกซ่อนภายในบ้านพักของนายเควินสมิธ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบีบบังคับให้นายเควินสมิธยอมรับผิด”

    พวกเทพทุกคนนิ่งงัน เมษามองปราดผ่านทุกคนแล้วก้มหน้าอย่างละอายใจไม่กล้าสบตาใคร

    เควินสมิธถูกไขกุญแจมือปล่อยเป็นอิสระ เขาชูมือประกาศชัยชนะอย่างผยอง วัฒนากับประไพพรรณโผกอดกันกระซิบกันเบาๆ ว่า “ในที่สุดลูกก็เลือกเราจริงๆ”

    พอเมษาจะออกจากห้องพิจารณาคดี เทพคว้ามือเธอแต่เธอสะบัดหลุดเดินออกไป เทพขออนุญาตผู้การตามเธอไป

    “เดี๋ยวสิเม...” พอเมษาหยุด เทพเดินเข้าไปถาม “ทำไมคุณถึงทำแบบนี้”

    “ฉันขอโทษ...ฉันปล่อยให้พ่อแม่ติดคุกไม่ได้จริงๆ” เมษาร้องไห้โฮวิ่งผละไป เทพยืนอึ้ง ในขณะที่ชายชาติที่เดินตามออกมาแสยะยิ้ม แล้วเดินแยกไปอีกทาง

    ooooooo

    ชายชาติรีบโทรศัพท์รายงานผู้การสถิตย์ยุทธ ได้รับคำตอบทั้งที่ยังไม่ได้พูดอะไรเลยว่า

    “ฉันรู้แล้ว หึ... ฉันบอกแล้วไง ว่าเธอไม่กล้าจับพ่อแม่ตัวเองหรอก ตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของนายแล้วที่ควรจะตามไปปลอบใจเธอแทนไอ้ขั้นเทพ”

    “ครับ” ชายชาติรับคำยิ้มอย่างสาแก่ใจ

    เทพไปขอโทษผู้การเสวี ผู้การบอกว่าไม่ใช่ความผิดของเขา ตนก็หวั่นอยู่เหมือนกันว่าผู้กองเมษาจะกลับคำให้การ เทพถามว่าแล้วเราจะเอาอย่างไรต่อไป

    “เราก็ต้องหาหลักฐานเคลียร์กับคณะกรรมการสอบสวนว่าคุณไม่ได้ยัดเยียดข้อหาเควินสมิธ” เทพบอกว่าจะลองคุยกับเมษาดูอีกที ผู้การถอนใจส่ายหน้า “ผมว่าไม่มีประโยชน์ ในเมื่อเธอตัดสินใจเลือกที่จะช่วยพ่อแม่เธอแล้ว ไม่มีทางทำเพื่อเราหรอก”

    เทพตำหนิตัวเองว่าไม่น่าดึงเธอมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผู้การบอกว่าเธอเองก็คงไม่รู้ว่าพ่อแม่ตัวเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถามเทพว่า “แล้วคุณล่ะ โกรธเธอไหม ที่ทำให้งานพังแถมตัวเองต้องถูกตั้งกรรมการสอบสวน”

    “ไม่โกรธหรอกครับ เพียงแต่ผมไม่คิดว่าเธอจะตัดสินใจแบบนี้ เพราะที่คุยกันเมื่อวานก็เหมือนเธอจะเข้าใจดีแล้ว”

    นาทีนี้เทพทำได้แค่ถอนใจ คิดเครียด

    ooooooo

    เมษากลับบ้านไปท่ามกลางความปลื้มปีติของพ่อกับแม่ที่ลูกทำเพื่อตน เมษาบอกว่าตนต้องเลือกพ่อกับแม่เพราะไม่อยากให้ใครมาด่าว่าตนเป็นลูกอกตัญญู แล้วเธอก็บอกว่า

    “หนูจะมาบอกพ่อกับแม่ว่า หนูจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้วนะคะ” ทั้งสองตกใจถามว่าโกรธพ่อกับแม่หรือจะตัดขาดกันเลยหรือ พ่อกับแม่รักลูกมากนะ “หนูก็รักพ่อกับแม่นะคะ แต่หนูเป็นตำรวจ หนูไม่สามารถอยู่กับคนที่ทำผิดกฎหมายได้”

    เมษาเดินออกไป ประไพพรรณบอกให้วัฒนารีบไปห้ามลูก ไปตามลูกกลับมา วัฒนามองเมษาที่เดินออกไป บอกว่า

    “ปล่อยเขาไปก่อน ให้เวลาเขาสักนิด เดี๋ยวเขาก็กลับมาหาเราเอง” แล้วดึงประไพพรรณเข้าไปกอดปลอบใจ

    เมษากลับไปที่อพาร์ตเมนต์ ปึกถามว่าทำไมถึงกลับคำให้การ เธอไม่ตอบแต่ขอโทษปึกแล้วเดินหนีเข้าห้อง ปึกตามไปถามว่ามีคนบอกว่าเธอรับเงินจากเควินสมิธ แต่ตนไม่เชื่อ ทวงถามสัญญาที่ให้แก่กันว่า

    “ไหนเราบอกกันว่า เราจะร่วมมือกันจับไอ้พวกลักลอบตัดเศียรพระ เราจะจับไอ้ตัวการใหญ่ไงคะ คุณลืมไปแล้วหรือคะ คุณเป็นคนบอกเองว่าคุณจะกระชากหน้ากากไอ้คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แล้วทำไม่ถึงไม่ทำ”

    “พอทีเถอะ ออกไปจากบ้านฉัน แล้วไม่ต้องกลับมาอีก”

    ปึกตะลึงส่ายหน้าร้องไห้วิ่งออกไปอย่างผิดหวัง เมษาเองก็ทรุดนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ทุบพื้นปึงปังอย่างอัดอั้น

    ooooooo

    ปึกวิ่งร้องไห้ลงไปที่ล็อบบี้คอนโด เจอไมค์นั่งอยู่ถามว่าร้องไห้ทำไม พอรู้ว่าเมษาไล่ปึกออก ไมค์ฉุกคิดว่ามันต้องมีเรื่องอะไรสักอย่างที่ทำให้เมษาเปลี่ยนแปลงไป

    ไมค์จะขึ้นไปถามเมษา ปึกรีบห้ามบอกว่าขืนขึ้นไปตอนนี้มีหวังถูกยิงแน่เพราะตอนนี้เมษาไม่ใช่คนเดิมแล้ว ไมค์เลยชวนไปหาผู้กองขั้นเทพกันดีกว่า ผู้กองอาจจะรู้ก็ได้

    ที่บ้านเทพ เขานั่งทบทวนเหตุการณ์ที่ศาลอยู่ ปึกกับไมค์เดินเข้ามา เขาถามว่า “คุณเมเขาว่าไง”

    “คุณเมเขาไล่หนูปึกค่ะ นี่มันเรื่องอะไรกันคะผู้กอง อยู่ๆคุณเมถึงได้เปลี่ยนไปอย่างนี้ หรือว่าผีเข้าคุณเมคะ”

    “ไม่ใช่ผีเข้าหรอก เธอไม่ได้เป็นอะไร” ไมค์ถามว่าแล้วทำไมเธอถึงเปลี่ยนไป เทพบอกว่า “พ่อแม่เธอร่วมขบวนการกับเควินสมิธ” ไมค์ถามอีกว่าเขารู้เรื่องนี้นานแล้วหรือ เทพบอกว่าตนก็เพิ่งรู้ ปึกถามว่าแล้วเราจะช่วยเธออย่างไร

    “ช่วย...หนูปึกพูดยังไง ตอนนี้คนที่เดือดร้อนคือผู้กองขั้นเทพนะ เขาจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่ายัดเยียดข้อหาไอ้เควินสมิธ เผลอๆผมว่าผู้กองอาจจะถูกไล่ออกจากตำรวจนะ” ไมค์เป็นเดือดเป็นแค้นเป็นห่วงเทพ บ่นงึมงำ “เป็นเพราะคุณเมคนเดียวที่เห็นแก่พ่อแม่ ไม่นึกถึงส่วนรวม ไม่นึกถึงความถูกต้อง ไม่นึกถึงหัวใจผู้กองเขาเลย”

    “แต่ที่คุณเมทำเพราะจำเป็นนะ เป็นฉันฉันก็ต้องเลือกพ่อแม่มากกว่าเลือกแฟน” ปึกโต้

    ไมค์ถามเทพว่าแล้วผู้กองจะทำอย่างไรต่อไป ปึกก็บอกว่าถ้ามีอะไรให้ตนสองคนช่วยก็ให้บอก

    ooooooo

    เควินสมิธ วัฒนา ประไพพรรณและชายชาติ ไปคุยกันที่บ้านผู้การสถิตย์ยุทธ

    ผู้การตำหนิเควินว่าถ้าเขาไม่เอาผู้หญิงที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายตีนเข้าบ้านก็ไม่เกิดเรื่อง เควินโทษว่าวัฒนากับประไพพรรณเป็นคนส่งมาให้ครั้งหนึ่งแล้วตนก็นึกว่าปลอดภัย บอกทั้งผู้การและวัฒนาว่า

    “แต่ถึงยังไงพวกคุณก็ต้องรับผิดชอบ ผมจ่ายเงินให้พวกคุณไปตั้งเยอะแล้ว” ผู้การบอกให้ใจเย็นก่อนเพราะยังไงเขาก็ออกมาแล้ว เควินสมิธแย้งว่า “ผมว่าเรื่องมันคงไม่จบแค่นี้หรอก เพราะดูท่าไอ้ตำรวจที่ชื่อขั้นเทพมันกัดผมไม่ปล่อย”

    “แต่ลูกสาวฉันยืนยันกับศาลไปแล้วนี่ว่าผู้กองขั้นเทพยัดเยียดหลักฐานให้คุณ”

    “ใช่ ผมว่าตอนนี้คดีจบแล้ว ใช่ไหมครับผู้การ” วัฒนาถาม

    ผู้การสถิตย์ยุทธบอกว่ามันคงไม่จบง่ายอย่างนั้นเพราะผู้กองขั้นเทพต้องหาหลักฐานใหม่มาจัดการกับเรา ชายชาติเห็นด้วย เควินถามว่าแล้วเราจะปล่อยให้มันมารวบตัวพวกเรางั้นหรือ

    “ผมจะเป็นคนจัดการกับมันเองครับ” ชายชาติอาสา พอทุกคนมองหน้า เขาพยักหน้ายืนยัน

    เมื่อกลับถึงบ้านประไพพรรณปรารภกับวัฒนาว่าเรื่องมันจะไปกันใหญ่หรือเปล่า ถึงกับจะต้องฆ่าตำรวจกันเอง วัฒนาพูดอย่างเลือดเย็นว่าช่วยไม่ได้ ถ้าเราไม่ฆ่าเขาก็จะจับเราติดคุก ประไพพรรณเสนอให้ถอนตัวจากพวกนั้นเสีย

    “ถอนตัวงั้นหรือ เราล่มหัวจมท้ายกับเขามาอยู่ๆ มาถอนตัวกลางคัน คุณคิดว่าไอ้เควินกับผู้การสถิตย์จะยอมหรือ” ประไพพรรณยังรบเร้าให้ถอนตัวเพราะเมษาก็ยอมเสียสละยอมหักหลังเพื่อนแล้ว วัฒนาส่ายหน้า “ไม่มีทาง ผู้การสถิตย์ยุทธไม่ยอมหรอก ถ้าเราขืนพูดแบบนั้นออกไป บางทีเขาอาจจะฆ่าเราทิ้งด้วยก็ได้”

    “เราต้องล่มหัวจมท้ายกับพวกเขาไปจนจบงั้นหรือ”

    “เอาน่ะ ถ้าไม่มีผู้กองขั้นเทพ เรื่องทุกอย่างก็จะจบเอง”

    ฟังวัฒนาแล้ว ประไพพรรณก็เอาแต่ร้องไห้อย่างไม่มีทางออก

    ooooooo

    วันต่อมา เทพก็ได้รับจดหมายสั่งพักงานจากผู้การเสวี เขาถามว่านานเท่าไหร่

    “จนกว่าเราจะหาหลักฐานยืนยันให้ศาลเชื่อได้ว่าเควินสมิธเป็นคนรับซื้อเศียรหลวงพ่อคำเกลี้ยง” บอกแล้วผู้การลุกเดินไปยืนที่หน้าต่างถอนใจเฮือกใหญ่ “เฮ้อ...ถ้าผู้กองเมษาไม่หักหลังเรา ป่านนี้เรื่องคงสืบไปถึงตัวผู้การสถิตย์ยุทธแล้ว”

    “แล้วตอนนี้พ่อแม่เธอก็อาจจะติดคุกแล้ว” เทพเสริม

    “เสียดาย เธอน่าจะเลือกหน้าที่มากกว่านะ...เอาล่ะ ถึงคุณจะถูกสั่งพักงาน แต่เรื่องโค่นล้มขบวนการตัดเศียรพระเรายังทำต่อไปนะ”

    “ครับ” เทพรับทราบ ลุกขึ้นคำนับแล้วเดินออกไป ผู้การหันมองตามอย่างหนักใจ

    ระหว่างที่เทพเดินมาตามระเบียงนั่นเอง เจอดาบยิ้มเข้ามาบอกว่า

    “ไอ้วันที่มันเป็นสายให้ผม มันบอกว่ามันมีเบาะแสพ่อค้าที่เคยขายของเถื่อนให้เควินสมิธครับ” เทพถามว่าแล้วไอ้วันมันอยู่ไหน “เย็นนี้มันนัดเจอกับผมครับ เดี๋ยวผมจะโทร.บอกผู้กองอีกที”

    ดาบยิ้มเดินออกไป เทพมองถอนใจเบาๆและที่ด้านบนของตึก ชายชาติมองลงมายกมือทำท่ายิงปืนใส่เทพ พึมพำ

    “ไอ้เทพ ถึงเวลาของมึงแล้ว”

    ooooooo

    หลังจากแยกกันวันนั้นแล้ว เมษาก็หายเงียบไป ปึกพยายามโทร.หาเป็นอาทิตย์ แต่ติดต่อไม่ได้ ไมค์คาดว่าเธอคงกลับไปอยู่บ้านพ่อแม่ ปึกบอกว่าตนโทร.เช็กกับคนใช้ใหม่แล้วเมษาไม่ได้กลับบ้านเลย

    ไมค์หันไปถามเทพเผื่อจะรู้ เขาบอกว่าไม่รู้เหมือนกัน

    เสียงมือถือของเทพที่วางอยู่ดังขึ้น ไมค์หยิบดูเห็นเป็นสายจากดาบยิ้ม จึงเอาไปให้บอกว่าดาบยิ้มโทร.มา

    ดาบยิ้มโทร.มาบอกว่า ตอนนี้ตนอยู่กับวันที่มูลนิธิ เทพบอกว่าเดี๋ยวไป แล้วหันบอกไมค์ว่าเดี๋ยวมา ไมค์ถามอย่างเป็นห่วงว่าจะไปไหน พอเทพบอกว่าเรื่องงาน

    “ให้ผมไปด้วยไหม” ไมค์ถาม เทพบอกไม่ต้อง แล้วเดินออกไป

    ไมค์มองอย่างเป็นห่วงพูดตามหลัง “ผู้กอง...ระวังตัวด้วยนะ” แล้วบ่นกับปึกว่า “งานตำรวจนี่มันเหนื่อยเนอะ”

    ooooooo

    เทพไปถึงมูลนิธิ มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร เขาพูดลอยๆว่า ผมมาแล้ว จึงได้ยินเสียงดาบยิ้มบอกว่า “ผมอยู่นี่”

    พอเทพเดินเข้าไปก็ตกใจ เห็นดาบยิ้มนั่งอยู่ มือโดนมัดหน้าตาเปรอะไปด้วยเลือด เทพจะชักปืนก็ถูกใครคนหนึ่งฟาดกระบองเข้าที่ท้ายทอย พอเทพจะหันมองก็โดนซ้ำเข้าที่หน้าอย่างแรงจนหน้าสะบัด เทพพยายามมอง ในสายตาที่พร่ามัวนั้น เห็นชายชาติฟาดกระบองใส่อีกครั้ง แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป

    เทพถูกใส่กุญแจมือไพล่หลัง นั่งสลบอยู่กลางเวทีละครในมูลนิธิ มีลูกน้องชายชาติสามคนนั่งดูอยู่ที่นั่งคนดู ชายชาติเดินเข้ามาหยิบปืนที่เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากยกขึ้นยิงใส่เทพพูดอย่างสะใจ “ลาก่อนไอ้เทพ”

    ปรากฏว่าเป็นปืนฉีดน้ำ เทพถูกฉีดน้ำใส่หน้าครู่หนึ่งเขาก็รู้สึกตัว ถามชายชาติว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

    “ก็เรื่องที่กูจะต้องฆ่ามึงน่ะซิ”

    “ไอ้ชาย กูว่ามึงยังมีเวลาที่จะกลับตัวนะ กูรู้ว่ามึงทำงานให้ผู้การสถิตย์ยุทธ”

    “รู้ก็ดี แต่มันไม่มีประโยชน์แล้วล่ะ เพราะอีกไม่ช้ามึงก็ต้องตายไปจากกูแล้ว” สิ้นเสียงชายชาติฉีดน้ำใส่ตาใส่หน้าเทพ ฉีดไปคำรามไป “มึง...มึง...มึง...แต่กูยังไม่ให้มึงตายเดี๋ยวนี้หรอก กูจะทรมานมึงให้สมกับที่มึงแย่งน้องเมไปจากกู”

    “ถึงมึงฆ่ากู น้องเมเขาก็ไม่มีวันรักมึงหรอกไอ้ชาย”

    ชายชาติชกต่อยเทพทั้งที่เขาถูกใส่กุญแจมือไพล่หลัง แต่เทพก็สู้ไม่ถอย แม้จะถูกลูกน้องชายชาติมารุมก็ไม่อาจหยุดเทพได้ จนชายชาติชักปืนยิง เทพก็เอาไหล่ดันลูกน้องเขาเข้าไปรับกระสุนแทน ชายชาติยิ่งบ้าคลั่งกระหน่ำยิงจนลูกปืนหมดแม็ก ก็พุ่งเข้าต่อย คำรามอย่างบ้าคลั่ง

    “ไม่มีมือยังเก่งอีกหรือ มึงคิดว่ามึงเก่งหรือวันนี้เป็นวันของกูบ้างล่ะไอ้เทพ” ชายชาติหันไปหยิบเหล็กสามง่ามสำหรับเข้าฉากจะแทง เทพพลิกตัวหันหลังยิงใส่ ชายชาติกระเด็นกระแทกฉากร่วงลงไปกอง เทพเองก็ยืนโงนเงนแล้วล้มลง...

    ชายชาติถูกเทพยิงตาย ผู้การสถิตย์ยุทธถามลูกน้องว่าวันนี้รดน้ำศพกี่โมง ให้ส่งหรีดไปที่งานศพของชายชาติด้วยวางสายแล้วเหยียดยิ้มเลือดเย็นพึมพำ

    “เรื่องแค่นี้ยังทำพลาด ฉันว่าแกก็ไม่ควรจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว” พลางหยิบกาแฟดื่ม

    ooooooo

    ปึกไปเอาของที่ห้องของเมษา ไมค์ส่งปึกที่หน้าห้องแล้วยืนรอ พอดีเมษากลับมาเจอ ถามว่ามาทำอะไรที่นี่ ไมค์บอกว่าพาหนูปึกมาเก็บของ

    ปึกเก็บของเสร็จออกมาเจอเมษา ปึกดีใจรีบสวัสดี เมษามองแล้วเดินเข้าห้อง ไมค์เรียกไว้เธอหยุดแต่ไม่หันมา

    “คุณเมครับ ตอนนี้ผู้กองขั้นเทพบาดเจ็บสาหัสนอนอยู่ที่โรงพยาบาล ผมรู้ว่าคุณคงไม่ไปเยี่ยมเขาหรอก แต่ผมอยากจะให้คุณรู้ว่า ที่ผู้กองเป็นแบบนี้เพราะคุณ”

    ระหว่างนั้น ปึกพยายามจะห้ามไมค์ไม่ให้พูด แต่ไมค์ของขึ้นแล้ว เดินเข้าหาเมษาพูดอย่างมีอารมณ์

    “คุณไม่เพียงแต่ทรยศพวกเรา แต่คุณยังทรยศความรักที่ผู้กองขั้นเทพมีให้กับคุณ ผมถามจริงๆเถอะ คุณมีหัวใจรึเปล่า” เมษาหันมองไมค์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนเดินเข้าห้องว่า

    “ฉันขอโทษเธอสองคนสำหรับเรื่องทุกอย่าง”

    “แค่คำขอโทษคำเดียว นึกว่ามันพองั้นหรือกับชีวิตผู้ชายคนนึงที่วันนี้เขาถูกพักงาน ถูกตามฆ่าจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด” ไมค์ตะโกนตามเข้าไปในห้อง ปึกรั้งไมค์บอกให้พอเถอะ “ปล่อยพี่ ให้พี่ระบายความรู้สึกแทนผู้กองขั้นเทพ”

    “แค่นี้คุณเมเขาก็เจ็บปวดมากพอแล้ว” ปึกลากไมค์ออกมาดึงประตูปิด

    เมษาเข้าไปนั่งร้องไห้ นึกถึงคำพูดของไมค์ที่ยังก้องอยู่ในความรู้สึก...“คุณไม่เพียงแต่ทรยศพวกเรา แต่คุณยังทรยศความรักที่ผู้กองขั้นเทพมีให้กับคุณ ผมถามจริงๆเถอะ คุณมีหัวใจหรือเปล่า” เมษาร้องไห้อย่างเจ็บปวดโดดเดี่ยว อ้างว้างอยู่ในห้อง

    ooooooo

    เทพเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล เมื่อผู้การเสวีไปเยี่ยมเขาจึงรู้ว่าดาบยิ้มเสียชีวิตแล้ว เทพพึมพำทั้งแค้นทั้งเจ็บปวดว่า

    “ไม่คิดเลยว่าชายชาติจะเหี้ยมโหดขนาดนี้”

    “สถิตย์ยุทธคงไม่หยุดแค่นี้ คุณเองก็ยังไม่ปลอดภัยนะ นี่ผมก็ให้คนของเราเฝ้าคุณอยู่ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

    “ผมไม่กลัวหรอกครับ มาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไงผมก็จะจับผู้การสถิตย์ยุทธให้ได้” เมื่อผู้การจะไปรดน้ำศพดาบยิ้ม เทพเอ่ย “ฝากบอกเมียดาบยิ้มด้วยนะครับว่าดาบยิ้มจะไม่ตายฟรี”

    แต่พอผู้การเสวีออกมาถึงหน้าห้อง เจอกับเมษาที่มาเยี่ยมเทพพอดี ผู้การเชิญแล้วขอตัวไป

    เมษาเข้าไปถามเทพว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาบอกว่าตนไม่เป็นไร ย้อนถามว่าแล้วเธอล่ะ เธอบอกว่าสบายดี เทพทักว่าเธอผอมไป เมษาตัดบทว่า ตนแค่มาเยี่ยม ถ้าเขาไม่เป็นอะไรก็ขอตัว

    “เดี๋ยวสิเม...เม...ผมเข้าใจความรู้สึกคุณนะ แล้วก็เข้าใจด้วยว่าทำไมคุณต้องทำแบบนี้”

    “พอเถอะ ฉันไม่อยากได้ยินเรื่องพวกนี้อีกต่อไปแล้ว”

    “อย่าหนีความจริงเลยเม คุณยังมีเวลาที่จะกลับตัวนะ พ่อแม่คุณทำผิดก็ให้ท่านได้รับโทษไปตามกฎหมายของบ้านเมืองเถอะ ถึงวันนี้ท่านจะหนีรอดไปได้เพราะคุณ แต่ต้องมีสักวันที่ท่านจะถูกจับ และคนที่จะจับก็คือผม”

    เมษาหันมองเขาขวับ เทพยังคงพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาดีว่า

    “ผมรักคุณนะเม...แต่ผมก็ปล่อยพ่อแม่คุณไปไม่ได้...” เมษามองหน้าเทพนิ่ง แล้วตัดสินใจหันหลังเดินออกไป เทพยังพูดตามหลังว่า “เม...เชื่อผมเถอะ อย่าทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของตัวเองเลย...”

    เมษาออกไปแล้ว เธอดึงประตูปิดพยายามควบคุมความรู้สึกละอายใจจนน้ำตาไหล เดินจากไปอย่างเลื่อนลอย

    เทพนอนมองเพดานห้อง ส่ายหน้าเบาๆอย่างเสียใจกับท่าทีที่เย็นชาของเมษา

    ooooooo

    ออกจากห้องเทพแล้ว เมษาเข้าไปในร้านกาแฟ นั่งเหม่อคิดถึงอดีตเมื่อครั้งที่ตนสอบเข้าเป็นตำรวจได้ เธอบอกพ่อกับแม่ด้วยความดีใจ แต่พ่อกับแม่กลับพูดว่า บอกแล้วว่าไม่อยากให้ลูกเป็นตำรวจ

    เวลานั้นเธอพูดอย่างภูมิใจกับพ่อแม่ว่า ตนอยากเป็นตำรวจ อยากจับผู้ร้าย พูดหยอกพ่อกับแม่ว่า

    “คราวนี้ล่ะ ถ้าพ่อกับแม่ทำผิดหนูต้องจับพ่อกับแม่แล้วนะคะ” เห็นพ่อกับแม่อึ้งเธอรีบบอก “หนูล้อเล่นน่ะค่ะหนูรู้ว่าพ่อกับแม่ไม่มีวันทำอะไรที่ผิดกฎหมายอยู่แล้ว จริงไหมคะ” เธอฉอเลาะน่ารัก แต่ทั้งพ่อและแม่ก็ได้แต่ฝืนยิ้ม

    เมษาคิดถึงคำพูดของเทพเมื่อครู่นี้ที่เตือนสติให้เธอกลับตัว ถึงวันนี้พ่อแม่เธอจะหนีรอดไปได้แต่สักวันก็ต้องถูกจับ เทพบอกด้วยว่า “คนที่จะจับก็คือผม ผมรักคุณนะเม แต่ผมก็ปล่อยพ่อแม่คุณไปไม่ได้”

    เมษาคิดเครียด อัดอั้น ยกกาแฟดื่มแล้วลุกเดินออกไป เจอวัฒนากับประไพพรรณจะเข้ามาพอดี ต่างมองกันอึ้ง ครั้นเมษาจะเลี่ยงไปก็ถูกแม่คว้ามือไว้ขอร้องอย่าเพิ่งไปไหน พากลับไปนั่งคุยกันที่โต๊ะ

    ประไพพรรณยอมรับว่าพ่อกับแม่ทำผิด วัฒนาอ้างตามเคยว่าพ่อกับแม่ทำเพื่อครอบครัวเพื่อลูก ถูกประไพพรรณขัดขึ้นว่าเลิกอ้างเรื่องทำเพื่อลูกเสียที เลยเถียงกับวัฒนา จนเมษาขอให้พอเถอะตนไม่อยากฟังเรื่องนี้อีกแล้ว ไม่ว่าประไพพรรณจะคร่ำครวญรำพันความรักความห่วงใยเธออย่างไร เมษาก็บอกแม่ว่า

    “เอาล่ะค่ะแม่ หนูต้องไปแล้วค่ะ”

    “เดี๋ยวเม นั่งลงก่อน” วัฒนาเสียงเข้ม “พ่อบอกให้นั่งลงเดี๋ยวนี้”

    เมษาจำต้องนั่ง วัฒนามองซ้ายมองขวาลดเสียงลง พูดอ่อนโยนลงว่า

    “พ่อเข้าใจนะว่าลูกโกรธพ่อกับแม่ แต่ทุกสิ่ง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปแล้ว ลูกไม่สามารถเรียกอะไรกลับคืนมาได้แล้ว ยอมรับความจริงเสียเถอะ” เมษาถามว่าความจริงอะไร “ก็...ความจริงที่ว่า...” วัฒนาพูดไม่ออก เมษาถามว่า

    “พ่อกับแม่ทำร้ายชาติบ้านเมืองงั้นหรือคะ แล้วพ่อก็จะบอกให้หนูยิ้มรับกับความผิดของพ่อ หนูต้องกลับคำให้การแล้วใส่ร้ายผู้กองขั้นเทพ โยนความผิดทั้งหมดให้เขาเป็นแพะรับบาป...หนูยิ้มไม่ออกจริงๆค่ะ”

    เมษาน้ำตาไหลพราก ประไพพรรณเองก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่ เธอตัดสินใจลุกขึ้นขอตัวกลับ ประไพพรรณพยายามจะรั้งไว้ เธอบอกแม่ทั้งที่ยังร้องไห้ว่า

    “ปล่อยหนูไปเถอะค่ะแม่ แค่นี้หนูก็ไม่เหลือเกียรติและศักดิ์ศรีในอาชีพของตัวเองอีกต่อไปแล้ว” เมษาเดินออกไปแล้ว ประไพพรรณร้องไห้อย่างหนักจนวัฒนาต้องเข้าไปกอดปลอบใจ

    แม้เมษาจะเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว แต่เมื่อออกไปแล้วเธอก็อดที่จะหันกลับมามองพ่อกับแม่ไม่ได้

    ooooooo

    ไมค์กับปึกไปเยี่ยมเทพที่โรงพยาบาล ทั้งสองดูแลและให้กำลังใจผู้กองอย่างเห็นใจ วันนี้ปึกซื้อโจ๊กกับปาท่องโก๋มาฝากแกะใส่ชามยกไปให้

    ปึกถามว่าเมื่อวานเมษามาเยี่ยมหรือ ไมค์ถามว่าเขามาขอโทษใช่ไหม เทพไม่ตอบ แต่ไมค์ตีขลุมว่าใช่ อวดปึกว่า

    “เห็นไหมหนูปึกถ้าเราไม่ด่าเขา เขาจะไม่รู้สึกตัว”

    “ไม่เกี่ยวกับเราหรอกพี่ไมค์ คุณเมเขามาเยี่ยมก็เพราะว่าเขาเป็นห่วงผู้กอง ใช่ไหมคะ”

    “ฉันเองก็ไม่รู้” เทพตอบอย่างไม่สนใจ ไมค์กับปึกพยายามที่จะให้ทั้งสองคืนดีและรักกันเหมือนเดิม แต่ดูจากท่าทีและคำตอบของเทพแล้ว ไมค์ถามหวั่นๆ ว่า

    “แล้วยังไงเนี่ย อย่าบอกนะว่าผู้กองกับคุณเมเลิกกันแล้ว”

    “มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นมั้ง” ปึกถามว่าจริงหรือ เทพตอบปลงๆว่า “ถึงไม่เลิก คุณเมเขาก็คงไม่กล้ามาคบกับเรา”

    “แต่ก็น่าเห็นใจคุณเมนะคะ ที่เธอต้องทำไปก็เพราะพ่อแม่ หนูปึกว่าพวกเราควรจะให้อภัยคุณเมนะคะ” ไมค์ไม่เห็นด้วย บอกว่าเรื่องแบบนี้ให้อภัยไม่ได้หรอก ปึกถามว่าทำไม?

    “ก็สิ่งที่พ่อแม่เขาทำ มันสร้างความเสียหายให้กับพุทธศาสนานะ” ปึกชักคล้อยตาม ถามเทพว่าเขายังรักเมษาอยู่หรือเปล่า เทพนิ่ง ถอนใจ ย้อนถามปึกว่า

    “รักแล้วจะทำยังไง จะให้ฉันหลับตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในสิ่งที่เขาทำงั้นหรือ”

    เป็นคำตอบที่ทำให้ทั้งปึกและไมค์สบตากันอึ้ง

    ooooooo

    เมื่อพากันลงมาที่ลานจอดรถใต้ดินของโรงพยาบาล ปึกปรารภว่ายังไงตนก็สงสารเมษา ไมค์บอกว่าตนสงสารผู้กองมากกว่า รักกันอยู่ดีๆ ต้องมาเลิกกันเพราะพ่อแม่ผู้หญิง

    ปึกถอนใจถามว่าเราสองคนจะช่วยอะไรเขาทั้งสองได้บ้าง ไมค์พูดอย่างไม่มีความหวังว่า

    “เมื่อกี๊หนูปึกไม่ได้ยินที่ผู้กองบอกหรือ ว่าเขาจะทำเป็นหลับหูหลับตาไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ไม่ได้ อย่าว่าแต่ผู้กองเลย ถึงเป็นพี่ พี่ก็ทำไม่ได้เหมือนกัน” ปึกกระเง้ากระงอดว่าผู้ชายนี่ใจร้ายจัง ไมค์สวนทันทีว่า “มันไม่ใช่เรื่องใจร้ายนะ มันเป็นเรื่องของความถูกต้อง”

    ทั้งสองเดินเลี้ยวเข้ามาที่ลานจอดรถ ทันใดนั้น รถคันหนึ่งที่จอดอยู่ในซองไฟหน้าสว่างจ้าขึ้น รถเคลื่อนออกมาอย่างเร็วราวกับจะพุ่งชนทั้งสอง ไมค์ตกใจดึงปึกหลบ ตะโกนด่าไปด้วยความโมโหว่า ขับรถประสาอะไรวะ แล้วถามปึกว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ปึกไม่เป็นอะไรแต่บ่นว่าทำไมถึงขับรถแบบนี้

    พริบตานั้น รถคันนั้นวกกลับมาอย่างเร็วอีก ปึกกับไมค์โดดหลบไปยังอีกช่องหนึ่งก็ถูกรถอีกคันในช่องนั้นพุ่งออกมาหมายชน แล้วรถทั้งสองคันก็มาปิดหน้าปิดหลัง คนในรถคันหนึ่งชักปืนลงมาจ่อ ไมค์ฮึดสู้พลางพาปึกหนี

    คนร้ายไล่ตามต่อยทั้งไมค์และปึกจนเลือดกำเดาไหล แล้วมันก็ยกปืนจ่อไมค์ตวาด

    “ฟังให้ดีนะ ถ้ามึงสองคนไม่อยากตายก็ให้ไปจากไอ้ผู้กองขั้นเทพซะ” ปึกกับไมค์จ้องหน้ามัน “ถ้ากูยังเห็นพวกมึงยุ่งกับเรื่องนี้ คราวนี้มึงสองคนตายแน่” ขู่แล้วมันถอยไปขึ้นรถขับออกไป

    ไมค์ถามปึกว่าเป็นอย่างไร ปึกบอกว่าบ่เป็นหยัง ไมค์จึงประคองปึกพาขึ้นลิฟต์กลับขึ้นไปทำแผล

    ooooooo

    ไมค์กับปึกไปทำแผลเสร็จแล้วไปเล่าให้เทพฟัง เขาเชื่อว่าต้องเป็นฝีมือของผู้การสถิตย์ยุทธทำเพื่อขู่ให้เราหยุดเรื่องนี้ไมค์ว่าหรือไม่ก็ต้องเป็นเควินสมิธ

    ปึกกับไมค์ต่างมุ่งมั่นที่จะทำงานนี้ต่อไป เทพติงให้ทั้งสองหยุดเสีย ให้ปึกกลับไปอยู่บ้านนอกและพาไมค์ไปเก็บตัวสักพัก เลิกยุ่งกับเรื่องนี้อีก

    “หนูปึกไม่คิดเลยนะคะว่าผู้กองจะกลัวพวกมัน”

    “ฉันผิดหวังในตัวนายจริงๆ” ไมค์ส่ายหน้า

    เทพบอกว่าตนไม่ได้กลัวพวกมันแต่ไม่อยากให้ไมค์กับปึกต้องมาตายฟรี ปึกบอกว่าตนไม่กลัว ถ้าตายแต่สามารถจัดการกับพวกทำลายชาติได้ตนก็ยอม ไมค์เห็นด้วย บอกว่าเกิดมาแค่ชีวิตเดียว ทำเพื่อบ้านเมืองตนยอมตาย บอกเทพว่า

    “เชื่อเราเถอะ ถึงเราจะไม่ได้เป็นตำรวจเหมือนนาย แต่ในฐานะพลเมืองดี เราก็มีสิทธิ์ที่จะช่วยชาติ” ปึกพยักหน้าเห็นด้วย เทพมองทั้งสองอย่างวัดใจ ก่อนยื่นมือออกไปบอกว่า

    “ถ้าอย่างนั้นเราก็มาตายพร้อมกัน”

    ทั้งสามยื่นมือไปแตะกัน มองตากันอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะสู้ด้วยกัน

    ooooooo

    ที่งานเลี้ยงในห้องประชุมตำรวจ หัวหน้าตำรวจชูแก้วชวนดื่มให้กับความสำเร็จของพวกเราในโครงการเยาวชนต่อต้านยาเสพติด

    งานนี้ผู้การเสวีกับผู้การสถิตย์ยุทธ ยืนกันอยู่คนละกลุ่ม ผู้การสถิตย์ยุทธจับตาดูผู้การเสวีอยู่ พอเห็นเพื่อนแยกย้ายกันไป ผู้การสถิตย์ยุทธตรงไปหาผู้การเสวีขอคุยด้วย

    “มีอะไรก็ว่ามา อั๊วมีธุระ”

    “อั๊วพูดกับลื้อตรงๆนะ อั๊วอยากให้ลื้อหยุดเรื่องเควินสมิธเสียที”

    ผู้การเสวีถามว่าทำไมตนต้องหยุด ผู้การสถิตย์ยุทธบอกว่าเพราะเควินสมิธเป็นเพื่อนตนและทำธุรกิจร่วมกัน

    “แต่ไอ้เควินสมิธมันทำธุรกิจผิดกฎหมาย อั๊วจำเป็นต้องจับมัน” ผู้การสถิตย์ยุทธสวนไปเกือบเป็นตวาดว่าก็บอกแล้วไงว่าเขาเป็นเพื่อนตน ผู้การเสวีตอบอย่างไม่แยแสว่า “เพื่อนใครไม่สำคัญ”

    การพูดคุยตึงเครียดขึ้นทันที ผู้การสถิตย์ยุทธถามว่าหมายความว่าจะจับตนเหมือนกันงั้นหรือ ถูกสวนทันควันเช่นกันว่า “แล้วลื้อทำอะไรผิดหรือเปล่าล่ะ ถ้าลื้อทำ อั๊วก็ต้องจับ”

    “แต่เสือมันไม่กินเนื้อเสือด้วยกันนะโว้ย”

    “แต่อั๊วไม่ใช่เสือ อั๊วเป็นตำรวจ” ผู้การเสวีเดินผละไปอย่างไม่อยากเสวนาด้วย ผู้การสถิตย์ยุทธจ้องตามพึมพำ “ในเมื่อเอ็งไม่ใช่เสือ ข้าก็คงต้องกินเนื้อเอ็งแล้วล่ะ ไอ้เสวี!” เขายกเครื่องดื่มขึ้นดื่มทั้งที่ตายังจ้องผู้การเสวีเขม็ง

    เช้าวันต่อมา ผู้การเสวีออกจากบ้านก็ถูกมอเตอร์ไซค์ที่มีมือปืนซ้อนท้ายขับตามเมื่อถึงทางเปลี่ยวก็ตีคู่แล้วชักปืนยิง แต่ถูกผู้การเสวียิงสวนทันควัน ยิงตอบโต้กันไม่กี่นัด คนร้ายก็ถูกยิงร่วง ผู้การเสวีถือปืนลงไปดู สั่งลูกน้องให้แจ้งโรงพัก

    เมื่อผู้การเสวีไปถึงที่ทำงานเล่าให้ผู้กองเทพฟัง ผู้กองรำพึงว่ามันกล้ามากที่ส่งคนมาฆ่าท่าน ผู้การบอกว่าตอนนี้มันทำได้ทุกอย่างเพื่อไม่ให้เราสาวไปถึงเรื่องของมัน ผู้กองเทพจึงเล่าเรื่องที่ไมค์กับปึกถูกคนร้ายขับรถไล่ชน และขู่ไม่ให้ยุ่งกับเรื่องนี้ให้ฟัง ผู้การปรารภว่า “ถ้าเรายิ่งช้า จะไม่เป็นผลดีกับเรา”

    ผู้กองเทพบอกว่าตนกำลังเร่งหาหลักฐานอยู่ ผู้การถามว่าวันก่อนผู้กองเมษาไปหา เขาได้พูดให้เธอเปลี่ยนใจไหม ผู้กองบอกว่าตนพูดแล้วแต่ไม่คิดว่าจะได้ผล

    “เฮ้อ...ทุกอย่างอยู่ที่ผู้กองเมษาคนเดียว ถ้าเธอช่วยเหลือเรา ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น” ผู้การรำพึง

    ooooooo

    ที่ทำงานหน่วยวิหคเวหา ผู้กองเมษามาจัดเก็บข้าวของลงลัง เพื่อนๆมาถามกันว่าแน่ใจแล้วหรือที่ลาออกจากงาน บ้างถามว่ามีเรื่องอะไรทำให้ต้องลาออก บ้างบอกว่าเสียดายไม่อยากให้ลาออก

    เมษาบอกเพื่อนๆว่าไม่มีอะไรตนแค่อยากเปลี่ยนงานใหม่เท่านั้น เธอขอบคุณทุกคนที่มาถามไถ่ คุยพลางเก็บของพลาง พลันก็ได้ยินเสียงผู้การสถิตย์ยุทธเรียก

    “เมษา มาพบผมหน่อย”

    พอเมษาเข้าไปหา ผู้การสถิตย์ยุทธบอกเธอว่ามีอะไรให้เธอช่วยหน่อย เมษาติงว่าตนไม่ได้เป็นตำรวจแล้วคงช่วยอะไรไม่ได้ ผู้การเปิดฉากรุกทันทีว่า

    “แต่ผมว่าคุณต้องช่วยนะ เพราะไม่อย่างนั้นพ่อแม่คุณก็จะเดือดร้อน” เมษาติงว่าอย่าเอาเรื่องพ่อแม่มาขู่กัน “ผมไม่ได้ขู่ ตราบใดที่ไอ้ขั้นเทพมันยังไม่ยอมเลิก พ่อแม่คุณก็อยู่ในอันตราย” เมษาบอกว่าไม่เกี่ยวกับตน “เกี่ยวสิ ก็ไอ้ขั้นเทพมันรักชอบพออยู่กับคุณ คุณเท่านั้นที่จะบอกให้มันเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้”

    “ถึงฉันบอกไปเขาก็คงไม่เชื่อหรอก... คุณมีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่ไหม” พูดแล้วจะเดินออก ผู้การเรียกไว้ เธอหยุดฟัง

    “เดี๋ยว...ถ้ามันไม่เชื่อ คุณก็ต้องฆ่ามัน” เมษาตกใจถามว่า พูดบ้าอะไร “ไม่บ้า เพราะตอนนี้เธอกับฉันเป็นพวกเดียวกัน” เมษาบอกว่าเขาเสียสติไปแล้ว “ก็ตามใจ ถ้าเธออยากให้พ่อแม่ติดตะรางแล้วตายในคุก” พอเมษาจะผลักประตูออกไป ผู้การย้ำตามหลังว่า “เธอคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยพ่อแม่ตัวเองได้”

    เมษานิ่งรู้สึกทั้งโกรธทั้งเกลียดผู้การคนนี้ แล้วผลักประตูออกไป ผู้การสถิตย์ยุทธมองตามไปด้วยสายตาอำมหิต!

    ooooooo

    ผู้กองขั้นเทพลงมือทำงานทันที เขาไปพบวัฒนาและประไพพรรณที่บ้าน

    ไปถึงเขาถามว่าเมษาเป็นอย่างไรบ้าง เธอคงเสียใจมากกับเรื่องที่เกิดขึ้น วัฒนาทำไขสือถามว่าเรื่องอะไร

    “ก็เรื่องที่คุณสองคนบีบบังคับให้เธอทรยศต่อ

    หน้าที่ตัวเอง” พูดตรงขนาดนี้แล้ววัฒนาก็ยังทำหน้าตายไล่ให้กลับไปเสีย เทพเสนอว่า “ผมอยากให้คุณสองคนมอบตัวกับตำรวจ ผมรู้ว่าคุณสองคนร่วมลักลอบขายเศียรพระให้กับเควินสมิธ”

    วัฒนาโวยวายหาว่าเทพปรักปรำ เทพบอกว่าตนไม่ได้ปรักปรำ ตนรู้ด้วยว่าผู้การสถิตย์ยุทธเป็นคนหนุนหลังพวกเขา

    “ผมว่าคุณออกไปจากบ้านผมดีกว่า ก่อนที่ผมจะเรียกตำรวจมาลากคุณออกไป”

    “ผมไม่รู้ว่าคุณสองคนรู้สึกยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ถ้าคุณยังรักลูกสาวคุณอยู่ ได้โปรดหยุดทำร้ายเธอ คุณรู้ใช่ไหมครับ ว่าเธอเจ็บปวดแค่ไหนที่เธอต้องปกป้องคุณสองคน” พูดแล้วเทพไม่สนใจที่จะฟังคำแก้ตัวอะไรอีก เขาหันหลังเดินออกไปทันที ประไพพรรณร้องไห้โฮ

    ในขณะที่วัฒนาทรุดนั่งอึ้ง

    ooooooo

    เทพกลับถึงบ้าน ไมค์กับปึกพุ่งเข้าถามทันทีว่าพ่อแม่เมษาว่าอย่างไร เทพบอกว่ายังไม่รู้

    ทันใดนั้น เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น ปึกลุกไปดูเจอเมษายืนอยู่หน้าประตู เธอบอกปึกว่า “ฉันมาหาผู้กองขั้นเทพ”

    ปึกรีบเชิญเข้าบ้าน พอเจอเทพเธอบอก “ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ” เทพก็มีเรื่องจะคุยกับเธอ จึงให้เธอพูดก่อน

    “ฉันอยากให้คุณหยุดเรื่องนี้ ยกเลิกภารกิจทุกอย่าง ฉันเข้าใจความรู้สึกคุณดี แต่ที่ฉันมาบอกคุณเพื่อเตือนให้คุณรู้ว่า ถ้าคุณไม่หยุด คุณอาจจะต้องตายก็ได้”

    “ผู้การสถิตย์ยุทธให้คุณมาบอกผมงั้นหรือ” เมษาตอบว่าใช่ เทพย้อนถามว่า “แล้วถ้าผมตอบว่าไม่ล่ะ”

    “นี่ขั้นเทพ มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ เขาต้องฆ่าคุณแน่”

    “คุณคิดว่าถ้าผมตายไป เรื่องทุกอย่างจะจบใช่ไหม พ่อกับแม่คุณก็จะไม่มีความผิด เควินสมิธ ผู้การสถิตย์ก็จะร่วมมือกันตัดเศียรพระอีกต่อไปใช่ไหม ตัดไปจนเศียรพระในประเทศไทยไม่มีอีกต่อไปเลยใช่ไหม”

    ยิ่งพูดเทพก็ยิ่งมีอารมณ์ เมษาได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตา จนเขาชี้ไปที่ไมค์กับปึกที่อยู่ข้างนอกถามว่า

    “คุณรู้ไหม ผู้ชายกับผู้หญิงที่อยู่ข้างนอกนั่น เขาบอกผมว่าเขายินดีที่จะตายเพื่อแลกกับการจับผู้การสถิตย์ยุทธ แล้วคุณล่ะ? คุณเป็นใคร คุณเป็นตำรวจ แต่คุณ

    กลับปล่อยแล้วทิ้งมันไว้ข้างหลัง เพียงเพื่อปกป้องพ่อแม่คุณงั้นเหรอ! ผมผิดหวังในตัวคุณจริงๆ ผมไม่น่ารักคุณเลย”

    เมษาร้องไห้ เทพมองอย่างผิดหวังบอกให้เธอกลับไปได้แล้ว พูดแล้วลุกจะเข้าห้องน้ำ

    “ขั้นเทพ” เมษาเรียก พอเขาหันมาเธอเอาปืนจ่อ “ฉันจำเป็น ถ้าฉันไม่ฆ่าคุณ พ่อแม่ฉันก็ต้องตาย”

    “คุณทำถูกแล้วล่ะ ยิงผมเลย” เทพท้า ทั้งสองจ้องหน้ากัน เทพเดินเข้าหา เมษาค่อยๆถอยออกมาทางประตู

    “อย่าบังคับให้ฉันต้องทำ ขอแค่คุณหยุดติดตามเรื่องนี้ ทุกอย่างก็จะจบ ฉันสัญญาว่าพ่อแม่ฉันจะไม่ทำเรื่องนี้อีก”

    “ก็ผมบอกคุณแล้วไง ว่าผมทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าคุณจะหยุดผม มีทางเดียวคุณต้องยิงผมเดี๋ยวนี้”

    ปึกกับไมค์ตกใจ เปิดประตูเลื่อนเข้ามา ทั้งสองเข้าไปเผชิญหน้าเมษา ปึกพูดต่อจากเทพว่า

    “ใช่ค่ะ แล้วยิงเราสองคนด้วย” ไมค์พูดต่อทันทีว่า “เราสองคนยอมตายพร้อมกับผู้กอง”

    “ผมบอกคุณแล้วไง ถึงผมตายก็ต้องมีคนขึ้นมาแทนผม ผมเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่เราต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามกฎระเบียบของสังคม ผมสัญญา ผมจะอยู่กับคุณ เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”

    เมษาเงยหน้ามองเทพทั้งน้ำตา เทพพยักหน้ายืนยัน

    “ฉันขอโทษ...” เมษาโผเข้ากอดเทพ

    ไมค์ถอนใจหันมองปึก ปึกมองไมค์น้ำตาคลอ พอไมค์กางแขนออก ปึกก็โผเข้าไปในอ้อมกอดอย่างโล่งใจ

    ooooooo

    ที่เซฟเฮาส์สถิตย์ยุทธ ผู้การถามวัฒนาที่นั่งอยู่ตรงหน้าว่าลูกสาวกลับมาคืนดีกันหรือยัง

    วัฒนาบอกว่ายัง สถิตย์ยุทธบอกว่าเด็กผู้หญิงก็อย่างนี้แหละ ปล่อยไปสักพักเดี๋ยวก็หาย วัฒนาปรารภว่าท่าทางจะยาก

    “แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นลูกคุณวันยังค่ำ ลูกที่ดีไม่ทำร้ายพ่อแม่หรอก”

    พอดีเควินสมิธเข้ามา เขาทักวัฒนา แล้วเปิดไอแพดเอาออเดอร์ใหม่ที่ลูกค้ายุโรปอยากได้ให้ดู วัฒนาบอกว่าตนจะเลิกแล้ว เควินมองหน้าขวับถามว่าถ้าเขาไม่ทำเราจะหาพระจากที่ไหน สถิตย์ยุทธบอกว่าเขายังเลิกไม่ได้หรอก วัฒนาถามว่าทำไมตนจะเลิกไม่ได้

    “เพราะถ้าคุณเลิก ผมก็ไม่สามารถรับรองความปลอดภัยให้คุณได้” สถิตย์ยุทธตอบหน้านิ่ง เควินแทรกขึ้นว่า

    “นั่นสิ เราร่วมทำงานกันมาตั้งหลายปี อยู่ๆมาทิ้งกันแบบนี้ ตอนนี้คดีก็ไม่ได้สาวมาถึงเราแล้วนี่ใช่ไหมผู้การ”

    สถิตย์ยุทธตอบว่าใช่ ถามวัฒนาว่าเขากลัวอะไร หรือกลัวผู้กองขั้นเทพ พูดเป็นนัยว่าไม่ต้องกลัวอีกไม่ช้าเขาก็จะหายไปจากโลกนี้แล้ว

    “ผมไม่ได้กลัวอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ผมไม่อยากทำร้ายลูกผมมากไปกว่านี้ ผมขอยุติเพียงเท่านี้ ผมขอตัว”

    วัฒนาลุกจะออกไป สถิตย์ยุทธเรียกไว้ บอกว่าเขากำลังเครียด เอาเป็นว่าให้กลับไปคิดคืนสองคืนก่อน พูดขู่ๆว่า

    “อย่าลืม คุณถอนตัวคนหนึ่ง พวกเราก็เดือดร้อนกันหมด”

    “สวยร้ายฯ” 911

    “ใช่ ยังไงเราก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถ้ามันจะจมก็ต้องจมด้วยกัน” เควินพูดแทรกขึ้น วัฒนามองทั้งสองอีกครั้งก่อนออกไป พอวัฒนาไปแล้ว เควินถามว่า “ผู้การคิดยังไง”

    “ถ้าวัฒนาจะไปก็คงไปได้ทางเดียว คือตายจากเราไป”

    “ถูกต้อง” เควินพูดทันที ทั้งสองมองหน้ากันด้วยแววตาโหดอย่างรู้กัน

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.2 เวลาของ อานนท์ หมดแล้ว แต่ยังห่วงลูก-เมีย ไม่ไปเกิด

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.2 เวลาของ อานนท์ หมดแล้ว แต่ยังห่วงลูก-เมีย ไม่ไปเกิด
    24 ต.ค. 2564

    10:00 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 12:23 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์