ข่าว

วิดีโอ



เรือนซ่อนรัก

อ่านเรื่องย่อ

แนว:

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย:

กำกับการแสดงโดย:

ผลิตโดย:

ช่องออกอากาศ: สถานีโทรทัศน์ช่องอื่นๆ

นักแสดงนำ:

ผ่านมาหลายวัน กว่าคุณนิจกับเมืองเล็กจะหายเป็นปกติและกลับบ้านได้ สิ่งแรกที่คุณนิจถามเมื่อกลับถึงบ้านบุรีราชกรมก็คือดารารุ่งเป็นอย่างไร บ้าง ศักดิ์กาย ฟองจันทร์กับเมืองใหญ่ต่างเงียบกริบ ป้าน้อมตอบ
คำถามแทนว่า

"เธอไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ...คุณนิจไม่ต้องห่วง"

เมืองใหญ่เตือน "แต่พี่ว่า...ต่อไป คุณนิจอยู่ห่างๆคุณรุ่งก็ดีนะ"

ฟองจันทร์เห็นคุณนิจท่าทางลำบากใจ พูดเสริมว่า "แม่รู้... ว่าคุณนิจรักและเป็นห่วงคุณรุ่ง แต่สิ่งที่คุณรุ่งทำกับเราสองคน มันหมายถึงชีวิต"

"คุณรุ่งเธอไปไกลเกินกว่าคนธรรมดาอย่างเราจะเข้าใกล้แล้วล่ะลูก ยิ่งไม่มีป้าพริ้ง พ่อว่า คุณรุ่งคงจะกลับมาอยู่ กับเรายากแล้วล่ะ" ศักดิ์กายมองคุณนิจที่หน้าหม่นหมองอย่างเห็นใจ...

ตกค่ำ ในบ้านดารารุ่งที่อึมครึมและเงียบเหงา เห็นแต่ เพียงแสงสว่างจากไฟถนนสาดส่องเข้ามา มีเงาตะคุ่มๆของดารารุ่งที่เอาผ้าคลุมตั้งแต่หัวจดเท้าเดินวนไปเวียนมา ก่อนเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เลือกชุดสวยที่สุด เป็นผ้าลูกไม้สีขาวดุจดั่งชุดแต่งงาน เธอ
ลูบคลำชุดนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความหวัง

"ฉันจะลืมน้องเลวๆของฉันทุกคน ฉันจะลืมอดีตที่ขมขื่นทุกอย่าง ต่อไปชีวิตของฉันจะมีความสุขแต่กับชาตรี"

ดารารุ่งหัวเราะลั่น แต่แล้วเสียงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องแทน เมื่อเห็นเงาในกระจกสะท้อนภาพผู้หญิงแสนอัปลักษณ์ คนหนึ่ง

ooooooo

เช้าวันงานแต่งงาน คุณรัตน์อยู่ในชุดสีหวานเป็นผ้าชิ้นเดียวกับที่คุณทิพย์ซื้อให้ ชาตรีในชุดเจ้าบ่าวและปกรณ์ พร้อมด้วยสินสอดทองหมั้นมาถึงบ้านคุณทิพย์ แม้บ้านจะไฟไหม้ไปบางส่วน แต่ก็ถูกตกแต่งประดับประดาด้วยดอกลั่นทมอย่างสวยงาม คุณ
รัตน์เห็นดอกลั่นทม ชะงักฝีเท้า ปกรณ์หัวเราะร่วน

"โอ้โห มีแต่ดอกลั่นทมเต็มบ้านเลย ท่าทางนังคุณทิพย์จะเป็นคนแก่โรคจิตหมือนนังดารารุ่งพี่สาวแกเลยนะ
นังร่วง"

คุณรัตน์เอ็ดปกรณ์ว่าอย่าพูดมาก ชาตรีขอตัวเข้าไปตามคุณทิพย์ ไม่นานนัก คุณทิพย์กุลีกุจอออกมาหน้าบ้าน ร้องทักว่าที่พ่อแม่สามีซึ่งกำลังยืนหันหลังให้ด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจ

"คุณพ่อ คุณแม่ของชาตรีใช่มั้ยคะ"

คุณรัตน์กับปกรณ์หยุดกึก จำเสียงนั้นได้ ทั้งสองคนหันขวับไปมอง เห็นดารารุ่งในสภาพอัปลักษณ์สวมชุดเจ้าสาว คุณรัตน์หัวใจแทบหยุดเต้น ชาตรีเดินออกมายืนประกบข้างดารารุ่ง

"คุณทิพย์ครับ...นี่พ่อแม่ของผมครับ"

"คุณทิพย์...นี่มันคุณทิพย์อะไรชาตรี นี่มันนังดารารุ่งป้าของแก" ปกรณ์โวยวายลั่น

ชาตรียืนงง คุณรัตน์พูดย้ำอีกครั้งว่าผู้หญิงคนนี้คือดารารุ่ง ป้าแท้ๆของชาตรี ดารารุ่งมองหน้าทุกคนเลิ่กลั่ก สติใกล้จะแตก กรีดร้องลั่นว่าไม่จริง ไม่เชื่อ เอามือปิดหูราวกับไม่อยากได้ยินสรรพเสียงใดๆ ชาตรีรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าไม่ได้ วิ่งหนีออก
จากบ้านอย่างรวดเร็ว คุณรัตน์วิ่งตามลูกด้วยความเป็นห่วง ขณะที่ดารารุ่งเอามือปิดหู ร้องลั่นว่าไม่จริง วิ่งกลับเข้าบ้าน ปกรณ์วิ่งตามเธอทัน คว้าข้อมือไว้

"โถ...นังผู้ดีเอ๊ย ทำตัวสูงส่งเกลียดผู้ชาย เอาเข้าจริงจะเอาหลานทำผัว แกงกสมบัติใช่ไหม...แกกลัวสมบัติมันจะหมดใช่ไหม...อย่าหวังเลย...เอาสมบัติลูกเมียของฉันคืนมา...เอามา"

ปกรณ์กระชากเครื่องประดับมีค่าจากตัวดารารุ่ง เธอขัดขืนปัดป้องสุดฤทธิ์ คว้าไม้ตะพดซึ่งวางอยู่แถวนั้น ฟาดหัวของปกรณ์ไม่ยั้ง จนร่างเขาแน่นิ่ง เลือดนองพื้น

"ไม่...ชาตรีไม่ใช่หลานฉัน ฉันไม่เชื่อ...ไม่จริง" ดารารุ่งกรีดร้องสุดเสียง แล้วล้มลงหมดสติ...

ooooooo

ขณะเดียวกัน ที่บ้านการุณพินิจ ไกรกับหนูนาพาอรอนงค์ลงจากรถจะเข้าบ้าน  อรอนงค์เหลือบเห็นต้นลั่นทม  สะบัดมือหลุดจากหนูนา   คว้าไม้ท่อนเขื่องฟาดใส่ต้นลั่นทมอย่างบ้าคลั่ง   ไกรปราดเข้าไปห้ามกระชากไม้จากมือ อรอนงค์เสียหลัก หัวโขก
กับต้นลั่นทมอย่างแรง หนูนาตกใจวิ่งเข้ามาประคองแม่

"โค่นต้นลั่นทมทิ้งเถอะค่ะคุณพ่อ หนูนาขอร้องโค่นมันทิ้งเถอะ"

ไกรยืนหน้าเครียด ก่อนตัดใจหยิบมีดพร้าขึ้นมาฟันต้นลั่นทม เสียงพร้ากระทบต้นไม้แต่ละครั้ง ราวกับฟันลงตรงหัวใจของเขา อรอนงค์มองนิ่ง เรียกชื่อ "ไกร" ออกมาเบาๆ...

ค่ำวันเดียวกัน ดารารุ่งในชุดเจ้าสาวยับยู่ยี่ เดินอย่างเลื่อนลอยมาทรุดตัวลงนั่งใต้ต้นลั่นทม ดอกลั่นทมดอกหนึ่งร่วงลงมา เธอหยิบขึ้นมาดม น้ำตาไหลพราก ก่อนเอาใส่ปากเคี้ยว คว้าดอกลั่นทมที่หล่นเกลื่อนพื้นยัดใส่ปากราวกับคนวิกลจริต แล้วตามด้วย
กิ่งลั่นทม เคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย ยางสีขาวไหลย้อยออกจากปาก จากนั้นไม่นาน ร่างของเธอกระตุก เกร็ง สิ้นใจตรงนั้นอย่างเดียวดาย

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านบุรีราชกรม เมืองเล็กกับคุณนิจขับรถกลับจากพักผ่อนที่หัวหิน ป้าน้อมและเมืองใหญ่ออกมารอรับสีหน้ายิ้มแย้ม เมืองใหญ่ถามสองหนุ่มสาว

"เป็นไง...สบายใจขึ้นไหม"

เมืองเล็กกับคุณนิจยังไม่ทันพูดอะไร ครูเสรีเดินหน้าเครียด เข้ามาถามคุณนิจว่าปรางเชยอยู่ไหน คุณนิจถึงกับหน้าถอดสี เมืองใหญ่ตอบคำถามแทนว่าปรางเชยไม่ได้อยู่ที่นี่

"เป็นไปได้ยังไง" ครูเสรีนิ่วหน้า

"ปรางเชยกับคุณนิจไม่ได้ติดต่อกันนานแล้วนะครับ" เมืองเล็กเสริม

"แล้วทำไมคุณรุ่งบอกว่าปรางเชยไปเที่ยวต่างจังหวัดกับคุณนิจ...ตกลง ปรางเชยอยู่ที่ไหนคุณนิจ"

คุณนิจอ้ำๆอึ้งๆไม่กล้าตอบ ครูเสรีเห็นท่าทางมีพิรุธ ผลุนผลันตรงไปบ้านดารารุ่ง โดยไม่รีรอใดๆ เขาเปิดประตูรั้วบ้านดารารุ่งเข้าไป ตะโกนลั่น

"คุณรุ่ง...บอกมาเดี๋ยวนี้ คุณเอาลูกผมไปไว้ที่ไหน...คุณดารารุ่ง"

เมืองใหญ่ เมืองเล็กกับคุณนิจตามมาติดๆ ครูเสรีต้องชะงักเมื่อเห็นร่างดารารุ่งนอนอยู่ใต้ต้นลั่นทม คุณนิจมองตามสายตาครูเสรี เห็นสภาพของพี่สาวแล้วตกใจร้องสุดเสียง วิ่งเข้าไปหา

"ไม่นะคุณรุ่ง...ไม่...คุณรุ่งลุกขึ้นมาคุยกับนิจ...ลุกขึ้นมา"

เมืองใหญ่มองเข้าไปในตัวบ้าน เห็นข้าวของกระจัด กระจายเกลื่อน บอกเมืองเล็กว่าเดี๋ยวมา แล้วเดินเข้าไปดู ครูเสรีเดินตาม เมืองเล็กมองคุณนิจที่ร้องไห้ กอดร่างไร้วิญญาณของดารารุ่งอย่างสงสาร...

ทางด้านเมืองใหญ่กับครูเสรีหยุดกึก เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้งบ้าน เหลือบเห็นร่างของปกรณ์นอนจมกองเลือด เมืองใหญ่เดินไปดูศพปกรณ์ใกล้ๆ ครูเสรีใจคอไม่ดี เดินสำรวจไปทั่วบ้านพลางตะโกนเรียกปรางเชยไปด้วย เดินเลยมาถึงสวนหลังบ้าน เห็น
มีหลุมศพอยู่หลายหลุม

"ผู้หมวด...ในสวนมีหลุมฝังศพๆ" ครูเสรีร้องเอะอะแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

ooooooo

เช้าวันใหม่ อรอนงค์ซึ่งความทรงจำกลับคืนมาแล้ว เล่าเรื่องเฉียดตายให้สามีกับลูกฟัง ไกรถามย้ำอย่างไม่เชื่อหูว่าคนที่ทำร้ายอรอนงค์คือดารารุ่งจริงๆหรือ

"ไม่ใช่ดารารุ่งคนเดียวค่ะ แต่เป็นป้าพริ้งด้วย มันสองคนฝังศพคนไว้ในบ้าน แล้วครั้งนี้บอกได้เลยว่าอนงค์ ไม่ยอม...อนงค์จะเอานังดารารุ่งกับป้าพริ้งเข้าคุกให้ได้"

ทันใดนั้น มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไกรเดินไปรับ "ว่าไงใหญ่...อะไรนะ...คุณรุ่งตายแล้ว"

ไกรหมดสิ้นเรี่ยวแรง หูโทรศัพท์หลุดจากมือ อรอนงค์ กับหนูนาต่างตกตะลึงคาดไม่ถึง...

งานเผาศพดารารุ่งมีเพียงน้องสาวทั้งสามคนกับเพื่อนสนิทของครอบครัวราชศักดิ์มนตรีธรรมเพียงไม่กี่คน บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความโศกเศร้า คุณน้อยกับคุณรัตน์และคุณนิจกอดกันกลมร้องไห้ ไกรน้ำตาคลอด้วยความรักและอาลัยอย่างยิ่ง
อีกมุมหนึ่งของศาลาสวดศพ ชาตรีซึ่งบวชเป็นภิกษุ ยืนมองควันที่ลอยขึ้นจากเมรุสีหน้าเศร้าหมอง...

ooooooo

คืนเดียวกัน อรอนงค์นั่งดื่มเหล้าเคล้าเสียงเพลงรอไกรกลับจากงานศพดารารุ่งอย่างสบายอารมณ์ พอเห็นไกรเดินเข้ามาพร้อมกับหนูนา อรอนงค์พูดจาแดกดันขึ้นทันทีว่า

"จริงๆดารารุ่งไม่น่าด่วนตายไปเลยนะคะ หล่อนน่าจะอยู่ในสภาพพิกลพิการอัปลักษณ์ จะได้ชดใช้ความผิดที่หล่อนทำ"

"คุณรุ่งชดใช้ในสิ่งที่เธอทำด้วยชีวิต" ไกรน้ำเสียงราบเรียบ

"จนป่านนี้พี่ไกรยังเข้าข้างมันอีกเหรอคะ พี่ไกรยังเห็นว่ามันดีงาม ทั้งๆที่มันทำร้ายอนงค์จนเป็นบ้า"

"แล้วอนงค์ไปทำอะไรที่บ้านคุณรุ่ง เพราะพี่มั่นใจว่าคุณรุ่งไม่มีทางมาหาเรื่องอนงค์ถึงบ้านแน่"

อรอนงค์ได้แต่นิ่งเงียบ ไกรตัดสินใจแน่วแน่ บอกว่าในเมื่ออรอนงค์หายดีแล้ว เขาจะได้ไปตามทางเสียที อรอนงค์ ไม่เข้าใจว่าเขาหมายความว่าอย่างไร

"คืนอิสระให้พี่เถอะนะอนงค์ หย่าให้พี่ ปล่อยให้พี่ได้ใช้ชีวิตช่วงที่เหลืออย่างที่พี่อยากเป็น อยากทำ...หนูนา...พ่อขอโทษ"

ไกรวางซองเอกสารซึ่งข้างในเป็นใบหย่าลงตรงหน้าอรอนงค์ แล้วผละจากไป อรอนงค์มองตามน้ำตาซึม สายตาของไกรเย็นชาเกินกว่าที่เธอจะร้องขอให้เขากลับมา

ooooooo

เช้าวันต่อมา ที่บ้านดารารุ่ง  สามสาวพี่น้อง คุณรัตน์ คุณน้อยและคุณนิจยืนมองสภาพบ้านที่ปราศจากดารารุ่งด้วยหัวใจที่เจ็บปวด แทบแหลกสลาย

"เราจะทำอย่างไรกับบ้านหลังนี้ดีคะ" คุณน้อยเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ

"จะทำอย่างไรก็ทำเถอะค่ะ...บอกตรงๆตอนนี้พี่คิดอะไรไม่ออก หัวใจของพี่แทบไม่มีความรู้สึกอะไรอีกแล้ว" คุณรัตน์น้ำตาไหลพราก คุณน้อยจับมือพี่สาวไว้

"หยุดร้องไห้เถอะค่ะคุณรัตน์ เดี๋ยวคุณรุ่งเธอจะนอนตายตาไม่หลับ"

"นิจอยากเก็บบ้านหลังนี้เอาไว้ค่ะ...นิจจะได้รู้สึกว่าคุณรุ่งยังอยู่ใกล้ๆเราตลอดไป"

"แต่พี่ว่าตกแต่งเสียใหม่แล้วขายไปดีกว่านะคะ เรือนซ่อนรัก มีแต่เรื่องอัปมงคลแบบนี้ อย่าเก็บไว้อีกเลยค่ะ มันแสลงใจ"

คุณน้อยกวาดตามองไปรอบบ้าน พลางถอนใจ

ooooooo

วันถัดมา ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินผ่านหน้าบ้านดารารุ่ง มองป้ายประกาศขายติดไว้หน้าบ้านแล้วพากันซุบซิบนินทาว่าบ้านผีเฮี้ยนขนาดนี้ ใครจะกล้าซื้อ

"นั่นน่ะสิ เขาว่าวิญญาณคุณดารารุ่งเฮี้ยนจะตาย ตกกลางคืนเธอยังเดินมาเก็บดอกลั่นทมอยู่เลย"

"เฮ้ย...เฮี้ยนขนาดนั้นเลยหรือ"

"เรือนซ่อนศพไม่เฮี้ยนได้ยังไง...บางคืนยังมีคนได้ยินเสียงทะเลาะกันดังออกมาเลยนะ"

ทันใดนั้น มีเสียงโครมดังออกมาจากในบ้าน ชาวบ้านกลุ่มนั้นพากันเผ่นแน่บอย่างไม่คิดชีวิต...

ตกค่ำ ภายในบ้านดารารุ่ง บรรยากาศเงียบสงัดวังเวง มีเสียงเก้าอี้โยกตัวโปรดของดารารุ่งดังขึ้น วิญญาณดารารุ่ง นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น หมุนดอกลั่นทมในมือเล่นอย่างเดียวดาย พลันประตูหน้าบ้านเปิดออก ดารารุ่งหันไปมอง เห็นไกรเดินเข้ามาพร้อมกับดอกลั่นทมช่อใหญ่ในมือ  โดยที่เขามองไม่เห็นดารารุ่ง

เธอลุกจากเก้าอี้โยก มองเขาอย่างไม่พอใจ ไกรสีหน้าหม่นหมอง พึมพำว่าคิดถึงดารารุ่งมาก ดารารุ่งชะงัก มองไกรอย่างไม่เชื่อสายตา ไกรเดินสำรวจไปทั่วบ้านช้าๆ ราวกับจะจดจำภาพทุกอย่างเอาไว้ในความทรงจำ

"ไม่ ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน โปรดรับรู้ว่าผมรักคุณ รักด้วยจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์และไม่ว่าจะเกิดกี่ภพกี่ชาติผมก็จะขอเป็นทาส รักคุณตลอดไป ขอเพียงคุณรุ่งรับรู้ความรักความปรารถนาดีที่จริงใจของผมก็พอ"

"ความ รักที่เราไม่เคยเชื่อถือศรัทธา มันมีอยู่จริง...คุณไกร ฉันขอโทษๆ"

ดารา รุ่งยืนมองไกรน้ำตานองหน้า ไกรเดินไปนั่งเก้าอี้ตัวโปรดของดารารุ่ง หลับตาลง โยกเก้าอี้ช้าๆ ลมหายใจของเขาค่อยๆแผ่วลงๆ ดารารุ่งมองเขาอย่างตกใจ

ในที่สุด เก้าอี้หยุดโยกและดอกลั่นทมในมือไกรร่วงสู่พื้น ก่อนที่มือของเขาจะตกลงข้างตัว สิ้นลมหายใจ

ooooooo

หลัง เสร็จงานเผาศพไกร อรอนงค์เซ็นใบหย่า ยื่นให้หนูนาซึ่งทำหน้างงว่าแม่เซ็นทำไม อรอนงค์บอกเสียงเศร้าว่า ไกรรักดารารุ่งมากจนตรอมใจตายตาม จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่เธอจะรั้งเขาไว้ แล้ววานหนูนาเผาใบหย่าส่งไปให้ไกรตอนทำบุญร้อยวันด้วย หนูนารับเอกสารเดินออกไป

"เหมือนอย่างที่เรไรว่า จนตายอนงค์ก็ไม่มีวันได้หัวใจพี่ไกร ชาติหน้าอนงค์ขอให้พี่ไกรสมรักสมหวังกับคุณดารารุ่งนะคะ ส่วนอนงค์ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน อนงค์ก็จะรักพี่ไกรเพียงคนเดียวค่ะ"

อร อนงค์มองรูปภาพของไกร เพื่อจะจดจำใบหน้านี้ไว้ชั่วชีวิต...

ด้านหนู นาเดินมาหาฤกษ์ เมืองใหญ่กับหนูนก ขอบคุณฤกษ์ที่ช่วยเหลือเป็นธุระทุกอย่างให้เธอกับแม่

"ไม่มีคุณพ่อ แล้ว ต่อไป หนูนาคงต้องอยู่กับแม่เพียงแค่สองคน"

"ลืมไปแล้วหรือว่า คุณหนูนายังมีผมอยู่ ผมอาจจะไม่มีอะไรเทียบเท่าคุณไกร แต่ผมสัญญาว่าจะอยู่ดูแลหนูนาไปชั่วชีวิต"

หนูนามองฤกษ์นิ่ง ดีใจมาก หนูนกที่ยืนข้างๆเมืองใหญ่ สะกิดเขาให้เดินเลี่ยงออกมา ทั้งคู่เดินมายังรถของเมืองใหญ่ หนูนกถามว่าเมื่อกี้ฤกษ์สารภาพรักหนูนาใช่ไหม เมืองใหญ่กระเซ้าว่าไม่รู้จริงๆหรือ หนูนกค้อนขวับ เธอจะรู้ได้อย่างไร ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครบอกรัก

เมืองใหญ่เอียงหน้ากระซิบข้าง หูหนูนก "รักนะ...ถ้าหน้าไม่แก่จะให้แม่ไปขอ"

หนูนกเขินเงื้อมือทุบ เมืองใหญ่หลายที  เขาจับมือไว้ ดึงตัวเธอเข้ามากระซิบว่ารักอีกครั้ง...

ด้าน พระชาตรีกับพระรูปอื่นๆ และคุณรัตน์ในชุดนุ่งขาวห่มขาวนั่งหลับตาภาวนาอยู่ในวัด

"กรรมหนัก ที่ทำ ผู้กระทำย่อมได้รับผลนั้น แม้ไม่สามารถ แบ่งเบาได้ แต่ขอส่งอานิสงส์ในการบำเพ็ญภาวนา รับรู้แล้วอนุโมทนา รับบุญด้วยนะ คุณดารารุ่ง"

วิญญาณดารารุ่งนั่งหลบมุมอยู่ใกล้ๆยกมือไหว้ รับผลบุญที่พระชาตรีกับคุณรัตน์ส่งมาให้

ooooooo

ผ่านไปเกือบ ยี่สิบปี ศักดิ์กายซึ่งแก่ชราไปตามกาลเวลา บ่นอุบว่าเมืองเล็กกับคุณนิจไม่มีหลานให้อุ้มสักที สู้เมืองใหญ่ไม่ได้ มีลูกกับหนูนก ป่านนี้ลูกของทั้งคู่คงมีอายุสิบห้าหยกๆสิบหกหย่อนๆแล้ว ฟองจันทร์ เสริมว่าลูกของฤกษ์กับหนูนาก็วัยไล่เลี่ยกับลูกของเมืองใหญ่เช่นกัน

"ก็ เขาแต่งงานพร้อมกัน ไม่เหมือนผม แต่งก่อนใคร จนป่านนี้ลูกเทวดาไม่ยอมมาเกิดซักคน"

"เป็นลูกคนก็พอมั้งคะ ขืนเป็นลูกเทวดา พ่อแม่ปู่ย่าได้ปวดหัวตาย"

ทุกคนหัวเราะกับคำ กระเซ้าเย้าแหย่ของป้าน้อม ทันใดนั้น คุณนิจทำท่าพะอืดพะอมรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอาเจียนยกใหญ่ เมืองเล็กเป็นห่วงวิ่งตามไปช่วยลูบหลังให้

"หรือว่าคุณนิจจะท้อง" เมืองเล็กมองลุ้นๆ

"สงสัยจะใช่ค่ะ รอบเดือนนิจไม่มาสองเดือนแล้ว"

เมือง เล็กโดดตัวลอยด้วยความดีใจ ส่งเสียงไชโยลั่นว่าจะได้เป็นพ่อคนแล้ว ศักดิ์กาย ฟองจันทร์กับป้าน้อมได้ยินเสียงตะโกนของเมืองเล็กพลอยดีใจไปด้วย เมืองเล็กไม่วายคุยว่าถึงเขาจะแก่แต่ก็ยังมีไฟอยู่ ศักดิ์กายพูดติดตลกว่ากว่าหลานจะโต ปู่กับย่าคงแก่หงำเหงือก ฟองจันทร์ปลอบ

"ไม่ หรอกค่ะคุณ เด็กสมัยนี้โตเร็วจะตาย เผลอแป๊บๆก็เป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมด ไม่เชื่อรอดูสิ"

ooooooo

ปี พ.ศ.2553...บ้านบุรีราชกรม ป้าน้อมกับนายบรรเจิดซึ่งบัดนี้แก่มาก เดินไปเปิดประตูรั้ว รถยนต์สีสดใสคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด หญิงสาววัยประมาณยี่สิบห้าปีก้าวลงจากรถ เธอมีรูปร่างหน้าตาเหมือนดารารุ่งไม่ผิดเพี้ยน จะต่างก็ตรงหญิงสาวคนนี้ช่างสดใส อารมณ์ดีทั้งวัน เธอชื่อ "ดาราทิพย์"

คุณ นิจกับเมืองเล็กซึ่งรอการกลับมาของลูกสาว รีบออกมาต้อนรับ

"คุณพ่อ คุณแม่ สวัสดีค่ะ"

ดาราทิพย์วิ่งมากอดเมืองเล็กกับคุณนิจ ในมือถือช่อดอกคูนสีเหลืองกำใหญ่มาด้วย คุณนิจทักว่าดอกคูนสวยมาก ดาราทิพย์บอกว่าเอามาจากขอนแก่น หน้านี้ถ้าใครได้ไปที่นั่นจะได้เห็นดอกคูนบานสะพรั่งทั้งเมือง แล้วถามหาดารายาหยี พร้อมกับตะโกนเรียก หมาตัวเล็กสีขาววิ่งกระดิกหางมาหา

"ดารา ยาหยีของแม่ แม่คิดถึงหนูจังเลย" ดาราทิพย์ตรงเข้าไปกอดและหอมอย่างชื่นใจ

สาม คนพ่อแม่ลูกพากันเข้าบ้าน คุณนิจถามลูกว่าไปทำงานที่ขอนแก่นสนุกไหม ดาราทิพย์เป็นปลื้มกับเมืองนี้มาก ชมไม่หยุดปากว่าผู้คนน่ารัก มีอัธยาศัยดี อาหารก็อร่อย เธอซื้อของกินขึ้นชื่อจากขอนแก่นมาฝากพ่อกับแม่หลายอย่าง

"ชอบ ขอนแก่นขนาดนี้ แล้วทิพย์ได้ไปลอดขอนไม้ที่หน้าสถานีรถไฟหรือยัง เขาบอกว่าถ้าลอดแล้วจะได้อยู่ขอนแก่นเลยนะลูก" เมืองเล็กเย้า

ดารา ทิพย์พยักหน้ายินดีมากถ้าเธอจะได้ไปอยู่ที่นั่นจริงๆ คุณนิจกระเซ้าว่าท่าทางลูกจะถูกโฉลกกับเมืองนี้ เพราะมีคนมาขอซื้อบ้านดารารุ่งก็เป็นเศรษฐีจากขอนแก่นเช่นกัน วันนี้ลูกชายของเขา "เกริกเกรียงไกร" จะมาขอดูบ้าน ดาราทิพย์ ใจหาย ขอตัวไปดูบ้านดารารุ่ง แล้วอุ้มหมาตัวโปรดออกไป

"กลับมาเร็วๆนะลูก วันนี้หลวงพี่ชาตรีจะมาฉันกลางวันด้วย" คุณนิจตะโกนไล่หลัง...

ooooooo

ครู่ ต่อมา ดาราทิพย์เข้ามาในบ้านดารารุ่ง บ้านถูกซ่อมแซมจนสวยเหมือนเดิม ต้นลั่นทมอายุหลายสิบปียังยืนต้นตระหง่าน ดาราทิพย์อุ้มน้องหมาเข้าไปกวาดตามองในบ้าน เห็นรูปภาพของดารารุ่งแขวนอยู่ตามผนังห้อง แต่ภาพเหล่านั้นเก่าแก่ตามกาลเวลา

"ทิพย์คิดถึงคุณป้ารุ่งจังเลยค่ะ แล้วก็อยากเจอคุณป้ารุ่งมาก คุณแม่บอกว่าคุณป้ารุ่งสวยที่สุดแล้วก็รักคุณแม่ที่สุดด้วย ถ้าคุณป้ารุ่งยังอยู่ จะรักทิพย์ที่สุดใช่ไหมคะ เพราะเราหน้าเหมือนกัน"

ทันใด นั้น กรอบรูปภาพของดารารุ่งหล่นพื้น ดาราทิพย์ สะดุ้งโหยง ร้องลั่น ดารายาหยีพลอยตกใจไปด้วย โดดจากอ้อมแขนเธอวิ่งเตลิดออกมา ดาราทิพย์วิ่งตาม ขณะดารายาหยีกำลังจะวิ่งพ้นประตูรั้วมีมือของใครคนหนึ่งคว้าเอาไว้ทัน

ดารา ทิพย์วิ่งหน้าตื่นออกมา เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งรูปร่างหน้าตาเหมือนไกรราวกับเป็นคนคนเดียวกันยืนอุ้ม ดารายาหยีอยู่ ชมว่าเจ้าตัวเล็กน่ารักมาก ดาราทิพย์รับน้องหมาคืน บอกว่าชื่อ "ดารายาหยี" ชายหนุ่มทำหน้าพิกลราวกับจะถามว่านั่นชื่อคนหรือชื่อหมา ดาราทิพย์ยิ้มอย่างรู้ทัน บอกว่าไม่ใช่ชื่อเธอ เธอชื่อ "ดาราทิพย์" ชายหนุ่มแนะนำตัวเองว่าชื่อ "เกริกเกรียงไกร"

"คุณจะมาดูบ้านคุณป้า รุ่ง"

ดาราทิพย์หน้าเจื่อนไปเล็กน้อย ก่อนเดินนำเขาชมสถานที่ เกริกเกรียงไกรถูกใจบ้านหลังนี้ทันทีและรู้สึกผูกพันกับที่นี่อย่างประหลาด ดาราทิพย์สรุปว่าดารารุ่งเจ้าของบ้านคงอยากให้เขามาอยู่ที่นี่เพราะรายก่อนๆ ที่เคยมา ยังไม่ทันดูทั่วบ้าน ต้องเผ่นหนีไปทุกราย

"จริงหรือ ครับ...แสดงว่าชาติก่อนผมคงเคยทำบุญร่วมชาติกับคุณป้าของคุณ"

สอง หนุ่มสาวรู้สึกถูกชะตากันมาก แม้แต่เรื่องดอกลั่นทมก็ยังชอบเหมือนกัน เกริกเกรียงไกรอดถามไม่ได้ว่าเธอเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม ตัวเขาเองเชื่อ ดาราทิพย์ยิ้มเขิน ทำทีก้มลงเล่นกับน้องหมา ถามดารายาหยีกลบเกลื่อนว่า เชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม ชายหนุ่มมองคุ้น ดาราทิพย์ดัดเสียงเป็นน้องหมา

"เชื่อ ค่ะ"

สองหนุ่มสาวยิ้มให้กัน ดวงตาเป็นประกายสดใส พระชาตรีเดินผ่านหน้าบ้านพอดี เห็นร่างดารารุ่งซ้อนกับร่างดาราทิพย์ ดวงหน้าของดารารุ่งวันนี้ยิ้มแย้ม ปราศจากความทุกข์ใดๆพระชาตรียิ้มตอบ...

"การ ให้ที่ยิ่งใหญ่ คือ การให้อภัย"

ooooooo


-อวสาน-

 


ละครเรือนซ่อนรัก ตอนที่ 17(ตอนจบ) อ่านเรือนซ่อนรัก ติดตามเรือนซ่อนรัก ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย 7 มิ.ย. 2553 10:00 2010-06-07T03:11:20+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ