ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

สาปดอกสร้อย

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ดอกสร้อยถูกผีกะเข้าสิงร่างและกำลังหิวจัดเดินตรงไปยังเล้าไก่ แต่แล้วก็มีเสียงเอื้องคำตะโกนเรียก ดอกสร้อยยืนนิ่งไม่หันไปมองเพื่อนสาว

“อีดอกสร้อย ข้าเรียกก็หันมาสิวะ!”

ดอกสร้อยค่อยๆหันไปเผชิญหน้ากับเอื้องคำด้วยท่าทีนิ่งเฉย ศรีออนย่ามใจ รีบยุเจ้านายสาวให้ตบล้างแค้น เอื้องคำกลัวมีคนเห็นจึงสั่งบ่าวคนสนิทให้ลากดอกสร้อยไปที่อื่น ศรีออนฉุดกระชากแขนดอกสร้อยแต่ถูกสะบัดกระเด็น เอื้องคำเห็นดังนั้นร้องสั่งเพื่อนสาว

“อีดอกสร้อย ข้ามีเรื่องจะชำระความกับเอ็ง...ตามข้ามา!”

ดอกสร้อยมองหน้าคู่ปรับนิ่งๆ ไม่ตอบโต้แล้วตาม ไปด้วยดี เมื่อถึงดงกาสะลอง ศรีออนก็หาเชือกมามัดตัวไว้กับต้นไม้ ดอกสร้อยตกใจพยายามดิ้นหนีแต่ไม่สำเร็จ

“เอื้องคำ...ปล่อยฉันไป...ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้”

“อีดอกสร้อย...หน้าตาเอ็งงาม ผิวพรรณสุกปลั่ง เอ็งมีของดีอะไร...แต่ถึงเอ็งไม่บอก เอ็งจะงามก็แค่ค่ำคืนนี้เท่านั้น”

เอื้องคำจะตบแต่เปลี่ยนใจให้ศรีออนทำแทน

ยังไม่ทันง้างมือ แววตาอันเกรี้ยวกราดของดอกสร้อยก็ทำให้ศรีออนผวา จนมือกระตุกไปตบเอื้องคำแทน

“โอ๊ย อีศรีออน มึงตบกูทำไม อีฮ่ากิ๋นตับ...ถ้างั้น อย่าตบให้เสียแรงดีกว่า ข้าจะเอาเล็บฟ้อน กรีดหน้ามันแทน!”

พูดจบเอื้องคำก็เอานิ้วที่ใส่เล็บฟ้อนลากเบาๆ บนใบหน้าของดอกสร้อย

“ถ้าหน้าเอ็งมีรอยเล็บเต็มหน้า ข้าอยากรู้นักว่าจะมีใครอยากชมเอ็งฟ้อน หรืออยากเอาเอ็งทำเมีย”

“เอื้องคำ...เอ็งปล่อยข้าเถอะ...เอ็งต้องปล่อยข้าไป!” ดอกสร้อยขู่เตือนเสียงเข้ม

ฉับพลันก็มีลมพัดกระโชกใหญ่ กลีบดอกกาสะลอง ปลิวว่อนเหมือนมีบางอย่างผิดปกติ พร้อมกับกลิ่นเหม็นสาบราวกับมีซากศพลอยมาตามลม ศรีออนกวาดตามองรอบตัวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ละล่ำละลักบอกเจ้านายสาว

“ลางอาเพศ บ่ใช่หน้าฝน...ทำไมมีลมพัดแรงเหมือน ฝนจะตก ต้องเป็นผีแม่มัน...ที่ชื่อกาสะลอง มันจะฆ่าเรา”

“อีศรีออน มึงงมงายแล้ว ออกไปไกลๆมือข้าไม่งั้นข้าจะเอาเล็บแทงปากมึง...ไปไกลๆเลย”

ศรีออนกลัวจนขนหัวลุก รีบวิ่งออกไปทันที เอื้องคำไม่สนใจท่าทีของบ่าวคนสนิท หันไปหาดอกสร้อยแล้ว แสยะยิ้มร้าย แม้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะดิ้นรนแล้วขู่ให้ปล่อยตัว เอื้องคำก็ทำเฉย แค่นเสียงหัวเราะราวกับไม่กลัวตาย...

ooooooo

ระหว่างที่เอื้องคำหาเรื่องดอกสร้อย ที่บ้านผู้ใหญ่สัก...คำป้อนก็เร่งผาและม่อนให้เก็บเครื่องดนตรีโดยด่วน หลังเห็นการต่อสู้อันดุเดือดของไกรและปลิวซึ่งไม่มีทีท่าจะจบง่ายๆ ผู้ใหญ่สักรีบพาบัวศรีเข้าห้อง แล้ววิ่งออกมาห้ามสองหนุ่ม

ปลิวจะใช้เศษไหแตกพุ่งแทงไกร ผู้ใหญ่สักถลาไปคว้าแขนไว้ก็ถูกสะบัดออก

“พอเถอะท่านขุน...มันจะไม่เกิดเรื่อง ถ้าหากท่านไม่ไปล่วงเกินดอกสร้อยก่อน...ไอ้ดำ พานายเอ็งกลับไปได้แล้ว”

ผู้ใหญ่สักเตือนเสียงเข้ม ดำเห็นว่าฝ่ายตนเสียเปรียบ รีบพาเจ้านายกลับเรือนโดยมีพวกไผ่มองตามอย่างไม่พอใจ

ผู้ใหญ่สักพยายามไกล่เกลี่ย รีบขอโทษและขอร้องไกรไม่ให้เอาผิดปลิวที่ทำไปด้วยความเมา

“ฉันไม่ถือโทษคนเมา มื้อหน้าผู้ใหญ่คอยดูอย่าให้พลั้ง ใช่เอาเหล้ากรอกปากจนละเมอพาลเช่นนี้”

ไผ่กลับไม่คิดเช่นนั้น เขาโวยวายบอกว่าปลิวเป็นตำรวจ จะข่มเหงสาวชาวบ้านเล่นแบบนี้มิได้

“มันล่วงเกินดอกสร้อย...มันต้องไปกราบตีนขอขมาพ่อคำป้อน!”

ผากับม่อนมั่นใจว่าปลิวคงไม่ยอม แต่ผู้ใหญ่สักอยากให้เรื่องจบเลยรับปากจะให้ปลิวไปขอขมาคำป้อนและขอโทษดอกสร้อย ไผ่ยิ้มพอใจแล้วประกาศกร้าว

“ข้าต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของสร้อย ข้าจะไม่ยอม ให้ใครหน้าไหนมารังแกสร้อยของข้า”

ไกรเข้าใจความนัยที่ไผ่พูดแสดงความเป็นเจ้าของดอกสร้อยก็ข่มความไม่พอใจไว้ พลันก็นึกได้ว่าเปรื่องหายตัวไป...โดยไม่รู้เลยว่าเวลานั้นเพื่อนตัวดีแอบตามไปส่งซอมพอถึงเรือน

ooooooo

ไม่ไกลจากดงกาสะลอง ไกรเดินตามหาเปรื่องด้วยความเป็นห่วง จู่ๆก็ได้ยินเสียงร้องของ ดอกสร้อยแว่วมา จึงรีบวิ่งตามเสียงนั้น คำป้อนที่ตามหาลูกสาวเช่นกันเห็นดังนั้นก็เร่งฝีเท้าตาม เพราะกลัวชายหนุ่มจะจับได้ว่าดอกสร้อยเป็นผีกะ

ลมพายุค่อยๆก่อตัว เอื้องคำมองเล็บฟ้อนอย่างพอใจ แล้วหยิบเล็บฟ้อนขึ้นมาใส่เพิ่มจนครบห้านิ้ว

“ข้าเปลี่ยนใจล่ะ กรีดทั้งทีต้องเอาให้เสียโฉมทั้งหน้า!”

ดอกสร้อยเพ่งมองด้วยความกลัว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวเหมือนปีศาจร้าย...เล็บมือทั้งสิบค่อยๆงอกแหลมยาวขึ้นแล้วกรีดเชือกที่รัดตัวจนขาด เอื้องคำได้ยินเสียงดอกสร้อยสะบัดตัวก็เงยหน้าขึ้น...เห็นเชือกตกอยู่ที่พื้น

“เชือกหลุด...อีศรีออนมัดหลวมสิท่า ยังไงเอ็งก็หนีข้าไปไม่พ้นหรอก แล้วนั่น...เอ็งใส่เล็บฟ้อนตอนไหน คิดจะสู้ข้าเรอะ มาสิวะ มาตบกันว่าเล็บเอ็งกับเล็บข้า ...ของใครจะคมกว่ากัน หันมาสิ...กูจะตบให้เละ”

ดอกสร้อยยืนหันหลังให้เอื้องคำ สายตาดุดันและง้างกรงเล็บเตรียมพร้อมขย้ำ เอื้องคำย่ามใจเมื่อเห็นฝ่ายตรงข้ามยืนนิ่งจึงเดินตรงเข้าไปหาเอามือจับไหล่ให้หันกลับมา ผีกะในร่างดอกสร้อยแยกเขี้ยว แววตาโกรธแค้น

ทันใดนั้นเอื้องคำได้ยินเสียงของไกร ก็หันหลังกลับไปดูด้วยความตกใจ เลยไม่ทันเห็นหน้าดอกสร้อยที่เปลี่ยนเป็นหน้าผี ไกรพยายามชะเง้อดูว่าใครอยู่ข้างหลัง เอื้องคำ แต่ไม่ทันเห็นเพราะหญิงสาวรีบวิ่งมาดักหน้า

“นั่นใช่ดอกสร้อยไหม...ฉันได้ยินเสียงเธอดังแว่วมาทางนี้ แล้วนั่นใครอยู่ข้างหลังเอ็ง...เอื้องคำ”

“บ่มีไผ...ท่านขุนคงเห็นเงาของข้าเจ้าเอง แลบ่ได้กรีดหน้าไผตวย...ใส่เล็บฟ้อนเล่นๆ...บ่มัดไผ...บ่ทำหยัง”

เอื้องคำร้อนตัวรีบปฏิเสธ ไกรแปลกใจที่ไม่เจอ ดอกสร้อย เห็นแต่เชือกที่ถูกตัดขาด พอหันไปจะถาม เอื้องคำก็วิ่งหนีไปแล้ว เวลานั้นดอกสร้อยในสภาพ

ผีกะเคลื่อนตัวว่องไวดังลมมาหยุดที่มุมหนึ่งของป่า คำป้อนรออยู่แล้วพร้อมไก่สดในมือ ผีกะกินไก่ด้วยความหิวโหย คำป้อนมองมาด้วยความรู้สึกสงสารและสยดสยองไปในคราวเดียวกัน...

ooooooo

หลังกินอิ่ม ดอกสร้อยก็เริ่มรู้สึกตัว เห็นซากกระดูกไก่ในมือจึงรีบโยนทิ้งด้วยความรู้สึกเกลียดและกลัวตัวเอง แล้ววิ่งไปที่ธารน้ำตกใกล้ๆเพื่อล้างคราบเลือดออกให้หมด

ดอกสร้อยร้องไห้จ้องมองน้ำ เห็นเงาสะท้อนตัวเองกลายเป็นผีกะ หญิงสาวตกใจรีบเอามือตีน้ำหวังให้ผีกะหายไป พลางตะโกนไล่ให้วิญญาณผีกะที่สิงสู่ออกจากร่าง พลันก็มีมือของผีกะโผล่จากน้ำมาจับมือดอกสร้อยไว้ ก่อนจะเคลื่อนตัวจากใต้น้ำมายืนประจันหน้า ดอกสร้อยแหวลั่นทั้งที่กลัวสุดขีด

“ออกไป...อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันไม่เลี้ยงแกแล้ว ฉันไม่ยอมให้แกสิงร่างฉันอีกแล้ว”

ผีกะจ้องมองดอกสร้อยอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเสียงดังแล้วพุ่งสิงร่างทันที ดอกสร้อยพยายามต่อสู้ตั้งสติ วิญญาณสีดำเลยลอยวูบออกจากตัวเธอไปยังโขดหิน

“เอ็งให้คำสัญญาก้องไพรว่าจะเลี้ยงดูข้า ตอบแทนข้า...ข้าจะไม่ไปไหนแต่จะอยู่กับเอ็งจนวันตาย!”

ดอกสร้อยเจ็บใจมาก พลันก็นึกได้ว่าถ้าเธอตาย ผีกะก็จะไม่มีร่างสิง หญิงสาวจึงตัดสินใจจะฆ่าตัวตายแต่ก็ไม่สำเร็จ ดอกสร้อยร้องไห้อย่างสิ้นหวัง เสียงของผีกะดังก้องอยู่ในโสตประสาท

“ข้าจะอยู่กับเอ็ง...อยู่กับเอ็งไปจนวันตาย”

เสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังครืนราวกับจะตอกย้ำว่าดอกสร้อยไม่มีทางหลีกหนีอำนาจของผีกะไปได้ หญิงสาวกรีดร้องอย่างแค้นใจและตะโกนขับไล่ผีกะจนเป็นลมหมดสติ ไกรได้ยินเสียงก็วิ่งตามมาแล้วพบว่าดอกสร้อยนอนสิ้นสติอยู่บนโขดหิน ชายหนุ่มรีบถลามาดูด้วยความเป็นห่วง วิญญาณผีกะจ้องมองไกรที่อุ้มดอกสร้อยออกไปอย่างไม่พอใจ

ระหว่างทางเกิดฝนตกหนัก ไกรไม่สามารถไปต่อได้จึงมองหาที่หลบฝน เขามองเห็นมีเพิงร้างอยู่บนเนินเขาก็รีบอุ้มดอกสร้อยไปที่นั่นแล้วก่อไฟเพื่อให้ความอบอุ่น ไม่นานนักดอกสร้อยก็เพ้อ

“ออกไป...ออกไปจากฉัน แกออกไป ฉันเกลียดแก...พ่อจ๋า อย่าทิ้งสร้อย พ่อต้องช่วยสร้อย...สร้อยอยากตาย”

ไกรมองดอกสร้อยเพ้อด้วยความสงสารและเป็นห่วง ยิ่งเห็นมีน้ำตาหยดไหลก็รู้สึกอยากปกป้องเธอมากขึ้น...ห่างออกไปไม่ไกล ไผ่กับคำป้อนตามหาดอกสร้อยเช่นกัน
แต่เมื่อฝนตกหนัก ก็จำใจต้องหยุดการค้นหา ทั้งๆที่เป็นห่วงมาก

ooooooo

รุ่งเช้า เมื่อดอกสร้อยตื่นก็พบว่าตัวเองอยู่ในอ้อมกอดของไกร หญิงสาวตกใจรีบขยับตัวออกห่าง

“สร้อยอย่าได้ตกใจเสีย...ฉันเอง มื้อวานฉันเจอสร้อยสิ้นสติตรงน้ำตก ว่าจะพากลับเรือนแต่ฝนตกหนักเลยต้องมาหลบที่นี่ พอตกดึกสร้อยก็เพ้ออะไรออกมามากมาย ฉันเป็นกังวลมาก กลัวจะจับไข้ป่า”

ดอกสร้อยคิดทบทวนถึงเหตุการณ์วันวานก็หน้าเสีย รีบเอ่ยขอบใจไกรที่ช่วยเหลือแล้วชวนให้กลับเรือน ระหว่างทาง ไกรเห็นสีหน้าวิตกกังวลของหญิงสาวก็เป็นห่วง

“สร้อยถือวิตกอะไร พี่อยากช่วย มื้อวานก็เพ้อหลายเรื่อง ทั้งไล่ให้ออกไป แลเพ้อว่าอยากตาย หากมีเรื่องใดที่ฉันช่วยได้ ขอให้บอก ตัวฉันเองต้องทิ้งสุข พบภัยมากมาย ก็ไม่คิดย่อเลย...ด้วยถือสัตย์ที่ให้ไว้กับกระดูกพ่อ...ท่านถูกฆ่าตายที่ย่านนี้”

“ใครกันที่ฆ่าพ่อพี่”

“ผู้ใหญ่สักยืนยันว่าเป็นผีกะที่ฆ่าพ่อ ฉันไม่รู้ว่ามันมีรูปอย่างไร สิงร่างใคร แต่ฉันต้องถอนแค้นให้พ่อให้ได้”

ดอกสร้อยฟังแล้วได้แต่ภาวนา ขออย่าให้เป็นผีกะตัวเดียวกันกับที่สิงร่างเธอ...

ที่เรือนดอกสร้อย ซอมพอหวนนึกถึงเมื่อคืนวานที่เปรื่องมีน้ำใจมาส่งทำให้รู้สึกดี แต่กลับหงุดหงิดที่เขาเอ่ยชื่นชมความงามของดอกสร้อย เธอพยายามจะสลัดความอิจฉาทิ้ง แต่ฟองจันทร์คอยย้ำเตือนว่าพี่สาวเกลียดและริษยาเธอ

ขณะนั้นเอง ซอมพอเห็นฟองจันทร์นั่งลูบคลำแขนตัวเองก็แปลกใจ พอเดินไปใกล้จึงเห็นรอยช้ำคล้ายถูกบีบ ลูกสาวตกใจถามแม่ว่าไปทำอะไรมา ฟองจันทร์ไม่ตอบ กลับคิดถึงเหตุการณ์ที่จะตบดอกสร้อยแล้วถูกจับแขนไว้ ฟองจันทร์มั่นใจว่าลูกเลี้ยงไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยอยู่เสมอ แล้วไฉนถึงมีพลังกำลังมากมายจนถึงขนาดทำให้แขนเธอมีรอยช้ำ

ไม่ต่างจากเอื้องคำ ในเวลานั้นก็ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่ดงกาสะลอง เธอสงสัยว่าดอกสร้อยใส่เล็บฟ้อนตอนไหน และยิ่งพิศวงเมื่อเพื่อนสาวหายตัวไปแค่ชั่วพริบตา หญิงสาวไม่แน่ใจจึงเรียกศรีออนมาสอบถามเกี่ยวกับดอกสร้อย และบ่าวคนสนิทก็ยืนยันว่าดอกสร้อยเปลี่ยนไป มีแรงมากมายเหมือนช้างสาร เอื้องคำหมายมั่นในใจว่าจะต้องหาคำตอบให้ได้...

คำป้อนและไผ่เดินกลับมาถึงเรือนอย่างเหนื่อยอ่อน ยิ่งรู้ว่าลูกสาวคนโตยังไม่กลับก็ยิ่งเป็นห่วง แต่เพียงไม่นานก็ได้ถอนใจโล่งอก เมื่อได้ยินเสียงม่อนร้องบอกว่าดอกสร้อยกลับมาแล้วพร้อมกับไกร

ไผ่ไม่พอใจหึงหวงจนออกนอกหน้า ถลันเข้าไปหาเรื่อง ดอกสร้อยรีบยกมือห้ามและอธิบาย

“ฉันเป็นลมที่น้ำตก ขุนฤทธิไกรไปเจอ จะพากลับเรือนแต่ติดฝนต้องนอนค้างที่เพิงบนเนินเขาจ้ะ”

ฟองจันทร์โวยวายหาว่าลูกเลี้ยงมารยาจนเกิดเรื่องเสื่อมเสีย ดอกสร้อยน้อยใจที่ถูกพาดพิงในทางเสียหาย เลยตัดบทขอตัวไปพักผ่อน คำป้อนไม่พอใจเมียจึงส่งสายตาตำหนิและรุนหลังลูกสาวคนโตให้เข้าห้องนอนทันที

ดอกสร้อยกลุ้มใจเรื่องผีกะ และกลัวว่าจะเป็นผีกะตัวเดียวกันกับที่ฆ่าพ่อของไกร หญิงสาวร้องไห้ด้วยความอึดอัดใจ คำป้อนได้ยินก็เข้ามาปลอบ

“พ่อรู้ว่าลูกลำบากใจและเสียใจหนักแค่ไหนที่ต้องทุกข์ทรมาน แต่ผีกะช่วยลูกให้แข็งแรง หน้าตาผิวพรรณก็งาม ใครเห็นก็ชื่นชอบ...อดทนนะลูก ถ้าสร้อยตาย แล้วพ่อจะอยู่ได้ยังไงกัน”

ดอกสร้อยสงสารพ่อยอมรับปาก ฟองจันทร์แอบฟังนอกห้อง ไม่ได้ยินอะไรแต่หมั่นไส้ที่ผัวห่วงลูกสาวคนโตจึงแกล้งตะโกนสั่งลูกเลี้ยงให้ทำอาหาร คำป้อนส่ายหน้าเบื่อหน่ายและไม่ยอมให้ออกไป

“ฟองจันทร์...เอ็งให้ซอมพอไปช่วยเถอะ สร้อยต้องนอนพัก เอ็งก็น่าจะช่วยหุงข้าวทำอาหารบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ผัดหน้า”

ฟองจันทร์ตาวาวด้วยความโกรธ แสร้งตีอกชกหัวว่าผัวไม่รักเหมือนเก่า เอาใจแต่ดอกสร้อยเพราะหาเงินให้ใช้ คำป้อนฟังแล้วเหนื่อยใจ จึงตัดสินใจยุติปัญหาด้วยการยื่นถุงเบี้ยให้ฟองจันทร์และเตือนให้หยุดทำร้ายดอกสร้อย มิเช่นนั้นอาจมีภัยถึงตัว...

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ดอกสร้อยตัดสินใจขอร้องไผ่ให้เลิกหาเรื่องไกรและทำตัวเป็นมิตร ไผ่ไม่พอใจ ยืนยันว่าจะไม่ญาติดีเพราะไม่ไว้ใจ

“พี่ไม่ไว้ใจเพราะพี่ไม่รู้จักเขาดี...ขุนฤทธิไกรเขาดีกับสร้อยนะพี่ เขามีน้ำใจช่วยเหลือ ไม่เคยล่วงเกินหรือทำให้สร้อยช้ำใจ พี่ควรเชื่อใจสร้อย สร้อยเองก็ใช่จะไว้ใจใครง่ายๆ...ถ้าพี่รักสร้อย พี่ก็ต้องเชื่อในการตัดสินใจของสร้อย”

ไผ่จำยอมตกลงเพราะไม่อยากขัดใจหญิงสาวที่หมายปอง ดอกสร้อยยิ้มดีใจ แล้วได้ยินเสียงตะโกนของม่อนที่ชักชวนให้กินไก่ป่าตัวเป็นๆ

“พี่ดักไก่มาให้สร้อยทำแกง สร้อยกินไก่จะได้มีแรง...ไอ้ผามันว่ากินสดๆ เลือดไหลย้อยยิ่งอร่อย แต่พวกเราเป็นคนไม่ใช่ผีกะ...ยิ่งเมื่อตอนมื้อค่ำ พี่เจอซากไก่เน่าตรงชายป่า อาจเป็นผีกะตัวนั้นกัดกิน น่ากลัวจะตายไป”

ดอกสร้อยหน้าเสีย รีบปฏิเสธแล้วขอตัวออกไปข้างนอก ไผ่มองกิริยานั้นอย่างประหลาดใจ

ที่กลางป่า ไกรดั้นด้นออกตามหาโจรบ้าที่รอดชีวิต ขณะมองหาก็รู้สึกเหมือนถูกใครบางคนสะกดรอยตาม พอมันเคลื่อนตัวเข้าใกล้ ไกรก็หันไปซัดเสียเต็มหมัด เปรื่องนั่นเอง...ร้องโวยวายด้วยความเจ็บปวด

“เอ็งหายไปไหนมา ข้าเที่ยวตามหาจนอ่อนใจ”

“ก็มิได้ไปไหนไกล แค่พาน้องนางไปส่งที่เรือน แล้วเลยวุ่นกับกิจธุระอื่น ข้าเห็นเอ็งเพ่งนิ่งพิกล...เอ็งมองหาใคร”

“ก็โจรบ้าที่พวกไอ้ไผ่เจอ เมื่อหลายวันก่อน”

เปรื่องส่ายหน้าคิดว่าไกรเพี้ยน เพราะถึงหาเจอก็คงเค้นหาความจริงอะไรไม่ได้ แต่ไกรยืนยันจะหาตัวให้พบ

“ผู้ใหญ่สักให้คำแน่วนักว่าผีกะฆ่าพ่อข้า ข้าเลยอยากได้ยินจากปากมัน...ใครเลี้ยงผีกะ”

“งั้น...ข้าจะช่วยเอ็ง ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว เอ็งยังไม่พานพบ ข้าจะลองใช้คาถาตามตำราครู!”

ไกรมองเพื่อนอย่างสนใจ เปรื่องควานหาของในย่ามแล้วหยิบเอาตำราคัมภีร์ใบลานออกมา เริ่มบริกรรมคาถา...

เสียงบริกรรมคาถาของเปรื่องดังก้องป่าแถวนั้น เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีทีท่าว่าเปรื่องจะหยุดสวด ไกรอดรนทนไม่ได้จึงเรียกเพื่อน ฉับพลันก็เกิดลมกระโชก แล้วเปรื่องก็ลืมตาขึ้น

“เอ็งจงเดินไปตามทิศทางลมนั่น”

ไกรตื่นเต้นอยากรู้ว่าจะเจอโจรบ้าจริงหรือไม่ จึงรีบวิ่งไปตามที่เปรื่องบอกทันที...

ที่เรือนดอกสร้อย ไผ่นั่งทำความสะอาดเครื่องดนตรีพลางเงยหน้าขึ้นมองประตูห้องดอกสร้อยหลายครั้งเหมือนกำลังชั่งใจ ครั้นหญิงสาวเปิดประตูออกมาก็ปราดเข้าหา

“สร้อย...พี่จะถามสร้อยมาหลายวันแล้ว พ่อคำป้อนบอกว่าคืนที่พวกโจรฉุดสร้อยไป พวกมันโดนผีกะฆ่าตาย สร้อยเห็นหน้ามันไหม จำหน้ามันได้หรือเปล่า ใครเป็นผีกะ...”

“สร้อยไม่เห็นเจ้า...สร้อยตกใจกลัวเลยเป็นลม เสียก่อน”

“น่าเสียดาย...ถ้าพี่จับไอ้โจรบ้าที่มันหนีไป พี่ก็รู้ว่าใครเป็นผีกะ!”

ดอกสร้อยตกใจเพิ่งรู้ว่าหนึ่งในพวกโจรรอดชีวิต กลัวจับใจว่าความลับจะแตกและทุกคนก็จะรู้ว่าเธอคือผีกะ

ตกบ่าย ดอกสร้อยไปเยี่ยมเยียนบัวศรีด้วยความเป็นห่วง หญิงสาวพยายามบีบนวดขาบัวศรีหวังจะช่วยให้ทุเลาจากการเป็นอัมพาต บัวศรีมองกิริยาท่าทางเอาใจใส่ของดอกสร้อยอย่างรู้สึกดี

“ขอบใจลูกมากนะสร้อย ลูกเหมือนนางฟ้ามาช่วยชีวิตแม่ไว้...ลูกไม่มาในวันนั้น แม่คงตายไปแล้ว”

“แม่ต้องอยู่นะเจ้า...อยู่เพื่อสร้อย พ่อผู้ใหญ่ก็รอคอยให้แม่กลับมาเดินได้เหมือนเดิม...แม่ลองขยับขาสิเจ้า”

บัวศรีทำตามแต่ขยับไม่ได้ มองดูขาตัวเองอย่างหมดหวัง ดอกสร้อยพยายามพูดให้กำลังใจ สัญญาจะหายามารักษา ตองนวลบ่าวคนสนิทของบัวศรีได้ยินก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่น่ามีหวังแล้ว

“พี่ไผ่ชำนาญยาสมุนไพรป่า...ฉันจะเข้าป่าไปหายามารักษาแม่...แม่ต้องลุกเดินมาฟ้อนกับฉันเจ้า”

บัวศรีซึ้งใจจนน้ำตาคลอที่เห็นหญิงสาวมุ่งมั่นหาทางรักษาอาการป่วย จากนั้นดอกสร้อยก็ลากลับ ตองนวลตามมาส่งแล้วเอ่ยปากถามเพื่อไขข้อสงสัยว่าเมื่อคืนหญิงสาวขึ้นเรือนทางไหน ดอกสร้อยอึกอัก แล้วบอกว่าขึ้นที่ด้านหน้าเรือนแต่ตนเห็นตองนวลมัวแต่ชะเง้อมองหาคนอื่นจึงไม่ได้ทัก จากนั้นหญิงสาวก็รีบตัดบทให้ตองนวลไปดูแลบัวศรี

ooooooo

ที่กลางป่า ไกรเดินตามหาโจรบ้าอยู่นาน แต่ไม่เจอ เปรื่องตัดสินใจเดินนำทางเอง ไกรบ่นว่าเห็นทีจะไม่ได้เรื่อง

“ข้าเพิ่งงัดคาถานี้มาท่องเป็นมื้อแรก ข้าเฝ้าตั้งใจเรียนวิชาจากครู เอ็งก็ขัดแข้งลากไปงานศพพ่อเอ็งเสีย”

เปรื่องบ่นๆไม่จริงจังนัก พลันไกรก็ยกมือให้หยุดพูดแล้วชี้ไปยังพุ่มไม้ใกล้ๆ พร้อมชักมีดมาเตรียมพร้อม แล้วต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นชายคนหนึ่งกำลังขุดดินจับไส้เดือนเข้าปาก

“ข้าว่ามันเพี้ยนหนักนะไอ้ไกร...ดูสินั่นมันกำลังจะกินไส้เดือนแล้ว สงสัยจะเป็นไอ้โจรนั่นหรือเปล่าวะ”

“หากมันมีรอยสัก...มันไม่ผิดก๊กโจรป่า”

“ข้าขอไปแง้มเสื้อมัน...หารอยสักเอง”

ไกรตกใจพยายามห้ามแต่ไม่ทัน...เปรื่องเดินหาและถลกเสื้อให้เห็นรอยสักแบบเดียวกับที่เคยเห็นบนตัวของฝาน เปรื่องยิ้มดีใจจะจับตัว โจรบ้าตกใจปาไส้เดือนกับดินใส่หน้าเปรื่องอย่างแรง แล้ววิ่งหนี ไกรวิ่งตามหมายมั่นจะจับตัวให้ได้ ทิ้งเปรื่องให้ยืนหัวเสียเพราะทำการไม่สำเร็จ

ขณะนั้นแถวชายป่า ไผ่กับดอกสร้อยช่วยกันเก็บเถาและใบของต้นตีนเป็ดเพื่อนำไปต้มยาสำหรับบัวศรี พลันทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนวิ่งไล่ตามกัน ไม่นานก็เห็นชายคนหนึ่งวิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว

“ใครกัน เหมือนจะเคยเห็นหน้ามาก่อน...นั่น! ขุนฤทธิไกรนี่สร้อย”

“พวกเอ็งเห็นโจรป่าวิ่งผ่านมาไหม มันเป็นโจรที่เคยฉุดสร้อย...ฉันจะเร่งไปจับมัน”

ไผ่อาสาช่วยจับ รีบวิ่งตามไกรกับเปรื่องไปอย่างแข็งขัน ดอกสร้อยตกใจหน้าเสีย นึกภาวนาไม่อยากให้ใครจับโจรบ้าได้เพราะกลัวความลับจะเปิดเผย

โจรบ้าวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ไกรกับเปรื่องพยายามล้อมจับแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งโจรบ้าวิ่งไปชนไผ่ที่ใช้ด้ามเสียมกระทุ้งท้องมันจนล้มลงที่พื้นและจะแทงซ้ำ ไกรรีบเข้ามาห้ามเพราะกลัวโจรบ้าจะตายก่อนที่ความจริงต่างๆจะเปิดเผย

“เอ็งลืมคะเนแล้วหรือ...มันจะพาเราเฟ้นหาหัวหน้าโจร แลผีกะเจอ!”

ไผ่ยอมหยุด โจรบ้าเห็นเป็นโอกาสหนีไปได้อีกครั้ง ไกรได้สติก่อนเพื่อนรีบตามไป

โจรบ้าวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ก่อนจะต้องผงะตาค้างเมื่อเจอกับดอกสร้อย หญิงสาวที่เขาจำได้แม่นว่าคือผีกะ

“ผีกะ...ผีกะ...แกเป็นผีกะ!”

ดอกสร้อยกลัวพวกไกรได้ยินตัดสินใจวิ่งหนี...ไกรมาถึงพอดี เห็นร่างผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งตรงเข้าไปในป่า ส่วนโจรบ้าก็เอาแต่หลับหูหลับตาตะโกนพูดแต่คำว่าผีกะ ไกรหยุดคิดนิดเดียวแล้ววิ่งตามผู้หญิงคนนั้นไป

ดอกสร้อยวิ่งมาถึงหน้าผาก็หมดหนทางวิ่งต่อ...เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเลยไปหลบซ่อนในพุ่มไม้ใกล้ๆ เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หญิงสาวหลับตากลั้นใจ นั่งตัวแข็ง

เหมือนโชคช่วย...มีเสียงเปรื่องดังขึ้นไกลๆว่าเจอแล้ว ไกรชะงักเท้าหันกลับแล้ววิ่งออกไป ดอกสร้อยโล่งอกทิ้งตัวหมดแรง...ดีใจจนน้ำตาไหลที่รอดมาได้

ไกรรีบวิ่งไปหาเปรื่องแล้วก็ต้องผิดหวังที่เห็นโจรบ้านอนสิ้นสติ เปรื่องเลิกคิ้วแปลกใจ

“มันร้องกระพือลั่นว่าผีกะ...ข้าเข้ามาเจอแม่หญิงแล้วคะเนว่าเป็นคนที่เลี้ยงผีกะจึงวิ่งตาม พอได้ยินเอ็งร้องก็เข้าใจว่าเจอแม่หญิงคนนั้น จะย้อนไปหาอีกครั้ง ป่านนี้มิหนีไปไกลแล้ว เสียท่าจริงๆ”

เปรื่องยกมือขอโทษที่ทำให้เสียเรื่อง ไกรถอนใจเสียดายเพราะเกือบรู้แล้วว่าใครเป็นผีกะ ด้านดอกสร้อยรีบลนลานไปยังจุดเดิมที่รอไผ่ ชายหนุ่มประหลาดใจกับท่าทางลนลานของเธอ

“สร้อยเป็นอะไร แล้วหายไปไหนมา พี่เห็นตะกร้าตกอยู่ที่พื้น”

“สร้อยกลัวไอ้โจรบ้า กลัวว่ามันจะมาเจอสร้อยอยู่คนเดียวเลยไปหลบที่ชายป่าด้านโน้นจ้ะ”

พูดจบ ดอกสร้อยรีบชวนไผ่ให้กลับเรือนกลัวจะเจอโจรบ้าและพวกไกรอีก

ooooooo

เช้าวันต่อมา ปลิวยืนมองเงาสะท้อนจากกระจก เห็นรอยช้ำบนตัวที่เกิดจากการชกต่อยกับไกรเมื่อวันก่อนแล้วแค้นใจ ดำลูกน้องคนสนิทเห็นท่าทางของลูกพี่แล้วอดไม่ได้จะยุให้จัดการไกร ปลิวประกาศกร้าว

“แผลข้าหายเจ็บเป็นปลิดทิ้ง แต่ความแค้นกลับยิ่งเพิ่มพูน กูลั่นคำกับใจกู...ไอ้ไกรอย่าริเหยียบแผ่นดินเดียวกับกู!”

ดำยิ้มสะใจแล้วได้ยินเสียงหนานอินมาร้องเชิญทั้งคู่ไปพบผู้ใหญ่สักที่ลานด้านนอก ปลิวแปลกใจว่ามีเรื่องอะไร

“ท่านขุนดีขึ้นฉันก็คลายใจ ฉันหวังว่าเหตุในมื้อนั้น ท่านขุนคงไม่เอาความ”

“ข้ากับขุนฤทธิไกรเป็นเกลอแต่หนหลัง ผิดใจแค่เสี้ยวก้อย...ฉันไม่เคยถือโทษ”

“ฉันลงใจแล้วว่าท่านขุนคิดทางนี้เพราะดูมีเมตตา แต่ฉันมีอีกข้อที่อยากขอร้อง หนก่อนท่านล่วงเกินดอกสร้อย ฉันอยากขอให้ท่านไปขมาพ่อคำป้อนเพราะมันไม่ถูกต้องตามประเพณีที่นี่”

ดำโวยวายไม่ยอมเพราะเจ้านายมียศศักดิ์เกินกว่าจะยอมขอโทษชาวบ้านเช่นคำป้อน ปลิวปรามลูกน้อง ยินยอมทำตามคำขอร้องของผู้ใหญ่สัก ดำมองลูกพี่ด้วยความแปลกใจ

ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ใหญ่สักและพวกปลิวก็ยกโขยงไปยังเรือนของดอกสร้อย เวลานั้นฟองจันทร์กำลังสอนซอมพอมวนบุหรี่ขี้โยเพื่อปรนนิบัติสามีในอนาคตบนเรือน พอเห็นปลิวเดินมาก็ตื่นเต้น ร้องสั่งลูกสาวให้ลงไปต้อนรับ ส่วนดอกสร้อยและไผ่กำลังช่วยกันต้มยาให้บัวศรี ผาก็วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น

“มาแล้ว เขามาแล้ว...ท่านขุนพิษณุแสนมาเฮือนเรือนเฮาแล้วจ้ะ”

ฟองจันทร์ยิ้มแย้มต้อนรับคณะของผู้ใหญ่สักกับปลิว พลางสั่งซอมพอให้ไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมฟ้อน แต่ปลิวขัดขึ้นว่ามากิจธุระอื่นและอยากพบดอกสร้อย

ฟองจันทร์หน้างอไม่พอใจรีบใส่ความว่าลูกเลี้ยงไม่อยู่ออกไปเที่ยวเล่นหาผู้ชาย ดอกสร้อยกับพวกเพิ่งเดินมาถึงก็นิ่วหน้าไม่พอใจ ผาทนไม่ได้ลากดอกสร้อยมาเผชิญ หน้าแม่เลี้ยง

“น้าฟองจันทร์อู้ได้แท้จริง ดอกสร้อยออกไปกับปู้ชายแต่เช้าเจ้า แต่มิได้ไปกกกอดชายใด เธอออกไปเก็บผักมาเลี้ยงป้อแม่และเลี้ยงคณะ แล้วยังอุตส่าห์เสี่ยงตายไปเก็บสมุนไพรมาต้มยาฮักษาแม่บัวศรีของผู้ใหญ่สักตวยเน้อ”

ปลิวและผู้ใหญ่สักมองดอกสร้อยอย่างชื่นชม ฟองจันทร์คันปากอยากด่าผาแต่ต้องรักษาอาการเพราะอยู่ต่อหน้าปลิว ว่าที่ลูกเขยที่หมายตาไว้ ส่วนไผ่ไม่สนใจใครเอ่ยปากไล่แขกทันทีเพราะเจ็บใจเรื่องวันก่อน คำป้อนลงจากเรือนมาปราม

“ไอ้ไผ่...หยุดเอ็ดตะโรได้แล้ว พ่อผู้ใหญ่แลท่านขุนมีเรื่องอะไรรึ”

“พ่อคำป้อนอยู่ก็ดี...ท่านขุนพิษณุแสนอยากมาขอขมาเอ็ง”

คำป้อนและทุกคนงุนงงแทบไม่เชื่อว่าปลิวจะยอมลดตัวมาขอโทษ ดอกสร้อยสบตาปลิวอย่างประหลาดใจ

ooooooo

ที่แคร่หน้าบ้าน คำป้อนถือพานใส่ห่อผ้าผีประจำตระกูลรอการขอขมา ปลิวนั่งลงยื่นกรวยดอกไม้ให้คำป้อน

“ข้าแต่ผีบรรพบุรุษประจำตระกูล ข้าขุนพิษณุแสนได้ทำล่วงเกินดอกสร้อยลูกหลานของท่าน ข้าเป็นคนต่างบ้านมิรู้ถูกรู้ผิด...ขออภัยข้าด้วย อย่าให้ข้าได้ไข้ได้ป่วย หรือต้องเหตุวิบัติใดๆ ข้าขอขมาพ่อคำป้อนด้วย”

“ข้าให้อภัยท่านขุน”

“ดอกสร้อย...เอ็งให้อภัยข้าได้หรือไม่”

ดอกสร้อยนิ่งไม่ตอบ ฟองจันทร์เกิดหมั่นไส้ต่อว่าลูกเลี้ยงจนซอมพอต้องปราม คำป้อนส่งสายตาดุใส่ ฟองจันทร์จึงยอมเงียบ ดอกสร้อยอยากจบเรื่องจึงเอ่ยปากให้อภัยปลิว ผู้ใหญ่สัก
ยิ้มพอใจที่ทุกอย่างจบลงด้วยดี

“ข้าชื่นใจเห็นพวกเรานึกอภัยคนไม่รู้ประเพณี...ท่านขุน มาที่นี่มีใจช่วยจับโจร ความเช่นนี้ก็ควรพึ่งพากันเสียดีกว่า...”

หลังจากแขกกลับ ไผ่มาช่วยดอกสร้อยกรองยาลงหม้อพลางบ่นไม่เข้าใจที่หญิงสาวรับการขอขมา ดอกสร้อยสอนไผ่ให้รู้จักการอโหสิกรรม จะได้หมดเวรในภายหน้า ชายหนุ่มพยักหน้าเข้าใจและเตือนให้อยู่ห่างปลิว

ระหว่างทางกลับเรือน ดำอดไม่ได้ถามปลิวว่าเหตุใดถึงยอมขอขมา

“เอ็งอยู่กับข้ามานานโข...มิเดาใจข้าได้...ข้าก้มหัวซุ่มให้มันตายใจ...ริตั้งตัวเป็นอริรังแต่จะมีเรื่อง สู้ทำเฉไฉเป็นมิตรแต่หมายใจเป็นมารดีกว่า”

พูดจบปลิวก็เดินมุ่งหน้าไปยังเรือนพวกไกรที่ท้ายหมู่บ้าน...ขณะนั้นไกรกับเปรื่องปวดหัวกับเสียงร้องโวยวายของโจรบ้า แม้จะหลอกล่อให้กินอาหารก็ไม่สำเร็จ ไกรกลุ้มใจที่มันยังไม่หายบ้า แต่แล้วเขาก็ตกใจเมื่อเปรื่องถลามาบอกว่าเห็นพวกปลิวกำลังเดินมา และเมื่อพวกนั้นจะขึ้นเรือน ไกรก็วิ่งมาดักหน้าเพราะกลัวปลิวกับดำจะรู้ว่าจับโจรบ้ามาขังไว้ที่นี่

“พวกเอ็งอยู่สบายดีหรือ ข้าจะบอกให้ผู้ใหญ่สักจัดหาที่อยู่ใหม่ให้สมยศศักดิ์จะได้ไม่ลำบากเยี่ยงนี้”

“ขอขอบน้ำใจเอ็ง แต่พวกข้าสบายดี...พวกเอ็งมานี่คงมิได้ถามเพียงเรื่องเท่านี้”

“ข้ามาขอขมาเอ็ง ข้านึกได้ว่าทำผิดบาปเพลี่ยงพล้ำทำเอ็งเจ็บเมื่อวันก่อน...ขอเอ็งอโหสิกรรม อย่าคุมแค้นข้า”

ไกรแทบไม่เชื่อหูว่าจะได้ยินคำนั้นจากปากปลิว แต่ก็ยอมรับการขอโทษเพื่อจบเรื่อง แต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อปลิวขอรอขอโทษเปรื่องอีกคน ไกรมีท่าทีอึดอัดคิดหาทางแก้ ในขณะที่เปรื่องมองลอดช่องฝาบ้าน...ลุ้นให้พวกปลิวรีบกลับไป

ปลิวรออยู่นานไม่เห็นวี่แววว่าเปรื่องจะกลับมาจึงจำใจลากลับ ไกรยิ้มดีใจ แต่ยังไม่ทันพ้นเรือนก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องด้วยความเจ็บปวด ดำมองไกรสงสัย แต่ชายหนุ่มรีบทำกลบเกลื่อนโดยอ้างว่าตัวเองร้องเพราะโดนมดแดงกัด ดำจำยอมเดินตามลูกพี่กลับไป

ไกรถอนใจโล่งอกรีบขึ้นเรือนไปต่อว่าเปรื่องที่เกือบทำความลับแตกจนเสียแผน เพื่อนรักเสียงอ่อยเจ็บที่ถูกโจรบ้ากัดแขนเข้าเต็มแรง

ooooooo

ยามเย็น ดอกสร้อยถือหม้อยาตรงไปเรือนผู้ใหญ่สัก ตองนวลเห็นก็ส่ายหน้าอ่อนใจในความดื้อของหญิงสาวที่หมายมั่นจะช่วยบัวศรีให้หายจากอาการอัมพาต ก่อนจะฝากฝังให้ดูแลเจ้านายในระหว่างที่ไปเก็บผักมาทำอาหาร

ดอกสร้อยรินยาส่งให้บัวศรี แต่จู่ๆบัวศรีก็มองตา ขวางพ่นยาใส่หน้าหญิงสาว หัวเราะลั่นคล้ายถูกผีสิงและผลักดอกสร้อยกระเด็น ก่อนจะค่อยๆลุกเดินไปหา

“แม่เดินได้ แม่เดินได้แล้ว แม่หายแล้วเหรอจ๊ะ”

“กูไม่ใช่แม่มึง...ออกไป”

ดอกสร้อยแปลกใจรีบจับตัวบัวศรี แต่ถูกปัดออก หญิงสาวยื้อไว้กลัวจะล้ม แล้วก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อเห็นวิญญาณเหมือนผีตายโหงเคลื่อนตัวออกจากร่างของบัวศรีมายืนประจันหน้าเธอ

“กูไม่ใช่แม่มึง กูจะกัดกินร่างมัน...ให้มันค่อยๆตายอย่างทรมาน!”

บัวศรีวิ่งออกนอกห้องเอาหัวกระแทกกับเสาเรือน ดอกสร้อยพยายามห้ามและฉุดรั้งเอาไว้ แล้วเห็นร่างผีตายโหงเคลื่อนตัวออกจากบัวศรี หญิงสาวสะบัดมือถอยห่าง ร่างของบัวศรีทรุดลงพื้นแต่แล้วกลับดีดตัวขึ้นมาเดินตรงไปที่บันได

“มึงให้กูหยุด...กูก็หยุด...กูเหนื่อย...กูไม่อยากเดินแล้ว”

ดอกสร้อยถลาเข้าไปประคองบัวศรีไว้ได้ก่อนจะร่วงตกบันได ครู่เดียวก็มีเสียงหัวเราะของผีตายโหงดังขึ้นที่ด้านหลังดอกสร้อย หญิงสาวรีบวางร่างบัวศรีแล้วคลานไปกราบขอร้องอย่าทำร้ายกันอีก เมื่อเงยหน้าขึ้นมา ร่างผีตายโหงก็หายไป แต่มีเสียงจากร่างของบัวศรีดังขึ้น

“มึงออกไป อย่ายุ่งกับกู”

ดอกสร้อยรีบกระถดตัวถอยห่าง แต่ยังช้ากว่าผีตายโหงที่ใช้ร่างบัวศรีผลักหญิงสาวให้ตกบันได! หญิงสาวหวีดร้องด้วยความตกใจ ขณะนั้นคำป้อนมาหาผู้ใหญ่สักที่เรือนเห็นเข้าก็ถลาเข้าไปรับร่างลูกสาวไว้ได้พอดี เขาแหงนหน้ามองที่เชิงบันได แต่ไม่มีใครอยู่ที่นั่น!

คำป้อนรีบพาดอกสร้อยที่หมดสติกลับเรือน เมื่อหญิงสาวรู้สึกตัวเห็นหน้าพ่อก็ผวาเข้ากอดตัวสั่นด้วยความกลัว คำป้อนมองกิริยาท่าทางนั่นด้วยความสงสัย

“ลูกไม่ต้องกลัว...พ่ออยู่กับลูก...มันเกิดอะไรขึ้น ใครผลักลูกตกบันได”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“มาวิน” ขึ้นแท่นพระเอก เป็นการทำงานที่มีความสุขได้หม่ำแต่เมนูอร่อยใน “รักล้นพุง”

“มาวิน” ขึ้นแท่นพระเอก เป็นการทำงานที่มีความสุขได้หม่ำแต่เมนูอร่อยใน “รักล้นพุง”
11 พ.ค. 2564

00:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 01:24 น.