ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    สารวัตรเถื่อน

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "สารวัตรเถื่อน" ได้ "เคลลี่" ประกบ "เกรซ"

    ในห้องพักของถาวรพาราไดซ์ ชายลึกลับคนหนึ่งนั่งอยู่ที่เตียง เขากำลังประกอบปืนอย่างคล่องแคล่ว เสร็จแล้วก็เปิดหน้าต่างยื่นปากกระบอกปืนออกไป

    ที่ข้างล่าง รถเบนซ์หรูแล่นเข้ามาจอด นายทรงยศก้าวลงมาจากรถ ระมาดและมังกรรีบเข้ามาต้อนรับ

    ชายลึกลับค่อยๆเล็งเป้าไปที่กลุ่มของนายทรงยศ จนกระทั่งภาพในศูนย์เล็งปืนมาหยุดอยู่ที่ตัวของทรงยศ เขากำลังหงุดหงิดที่ยังไม่สามารถหาตัวไอ้เต้อได้ แต่ระมาดพูดให้ความมั่นใจกับนายว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน เพราะสันดานอย่างมันซ่อนตัวอยู่เงียบๆไม่เป็น ถ้ามันโผล่หัวมารับรองไม่มีทางรอด ระหว่างที่พูดเขาขยับตัวบังทรงยศไว้จากวิถีกระสุนพอดี ชายลึกลับพยายามเล็งแต่โอกาสยังไม่เปิดให้ดำเนินการ

    ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทรงยศกดรับสาย เมื่อสนทนาจบก็บอกระมาดให้เลื่อนนัดกับเสี่ยถาวรออกไปก่อนและพบกันที่ออฟฟิศโดยด่วน ทรงยศกลับเข้าไปในรถอีกครั้ง แล้วรถก็แล่นออกไป ในเวลาเดียวกันกับที่ชายลึกลับรีบดึงปืนกลับเข้ามาเก็บ เขารีบเปิดประตูห้อง หยิบป้ายห้ามรบกวนใส่ในกล่องข้างประตูแล้วก้าวออกมา ก่อนที่จะปิดห้องล็อก

    คู่รักชายกลางคนกับหญิงสาวเดินกอดกันมา ทั้งคู่สวนกันตรงทางเดิน อีกฝ่ายหันไปมองชายลึกลับแล้วเอะใจบางอย่าง จึงตัดสินใจเรียก แต่ชายคนนั้นไม่หันกลับมาเดินผ่านเลยไป ชายกลางคนยังคงมองตามจนหญิงสาวแปลกใจและต้องมาดึงแขนให้เลิกใส่ใจเพราะอาจเป็นคนหน้าโหล หญิงสาวไขประตูห้องเดียวกันกับที่ชายลึกลับเพิ่งออกมา

    ที่วัดแห่งหนึ่งนอกเมืองวัฒนานิมิต จ่าเที่ยงนั่งอ่านหนังสือธรรมะอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ มีเสียงมอเตอร์ไซค์เก่าๆคันหนึ่งกำลังวิ่งเข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็นพล ลูกน้องคนสนิทที่ออกตามหาเขา ทั้งสองทักทายกันอยู่ครู่หนึ่ง จ่าเที่ยงเอ่ยปากถามว่าอุตส่าห์มาไกลถึงนี่มีอะไรหรือเปล่า พลตอบว่าแค่อยากมาแจ้งข่าวเรื่องคดีที่จะมีการตัดสินในอีกสองวัน เพราะตั้งแต่ที่ลูกพี่ไม่อยู่ วัฒนานิมิตก็ยิ่งเถื่อนหนัก มีกฎหมายก็เหมือนไม่มี

    ในเวลาเดียวกันที่ตลาดวัฒนานิมิต กุ่ยช่ายกับลูกน้องสองคนเดินเต๊ะจุ๊ยมายังตึกแถวหน้าตลาด พอชาวบ้านเห็นพวกนี้ก็พากันปิดร้าน เมื่อพวกมันเดินมาถึงร้านขายเสื้อผ้า เด็กสาวลูกเจ้าของร้านจะปิดประตูแต่กุ่ยช่ายเอามือมาดันไว้ก่อนแล้วเริ่มพูดจาแทะโลม จนเด็กสาวต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากแม่ที่รีบเดินเข้ามาบอกกุ่ยช่ายว่าวันนี้ไม่ขายให้เขามาใหม่วันหลัง แต่กุ่ยช่ายไม่สนใจกลับชวนไปเที่ยว เด็กสาวกลัวมากไม่ยอมไปด้วย เขาจึงใช้วิธีฉุดลากออกมาจากบ้าน ทันใดนั้นยมก็ปรากฏตัวขึ้นบอกให้พวกมันหยุด กุ่ยช่ายโวยวายด่าว่ายุ่งไม่เข้าเรื่องและหันมาเล่นงานยม จังหวะนี้เองที่เด็กสาวรีบวิ่งเข้าบ้านและปิดประตูทันที

    ลูกน้องของกุ่ยช่ายพุ่งหมัดเข้าใส่ยม แต่เขาขยับตัวหลบแล้วยื่นขาไปขวาง ทำให้พวกมันล้มไม่เป็นท่า ส่วนอีกคนตั้งท่าเท่พร้อมประกาศว่านี่คือบาทาลูกพักตร์ จากนั้นก็กระโดดถีบยม ยมขยับตัวนิดเดียวพร้อมยกศอกขึ้นกระแทกเป้ากางเกงของคนที่กระโดดมา มันลงไปจุกกุมเป้าหน้าเขียว เหลือแต่กุ่ยช่ายที่มองอย่างหงุดหงิด ก่อนหยิบมีดพกขึ้นมาแล้วพุ่งใส่ ยมกระชากร่างของลูกน้องขึ้นบังไว้ มีดเสียบเข้าร่างมันเต็มๆ กุ่ยช่ายไม่ยอมแพ้กระชากมีดออก จังหวะนั้นเองยมถีบเข้าที่ท้องลูกน้องคนนั้น ดันไปเสียบเข้ากับมีดอีกครั้ง แรงดันทำให้มันล้มทับร่างกุ่ยช่ายที่พยายามตะเกียกตะกายหนี ยมเดินเข้าไปยืนตรงหน้าพวกมัน แล้วประกาศว่า “จำไว้ ทีหลังอย่ารังแกผู้หญิงอีก”

    เมื่อพูดเสร็จก็เดินหันหลังออกไป ภายในร้านค้าเด็กสาวกับแม่มองลอดช่องประตูมาอย่างชื่นชม สักพักหนึ่งกุ่ยช่ายตั้งหลักลุกได้ เขามองไปรอบๆอย่างเสียฟอร์มเพราะรู้ดีว่าพวกชาวบ้านพากันแอบดูอยู่ เมื่อทำอะไรไม่ได้มาก เขาเริ่มโวยวายใส่ลูกน้องให้ถอยขบวนกลับ ไม่นานนักวีรกรรมที่ยมกระทำก็แพร่กระจายไปทั่วตลาด น้อยหน่าออกปากชมความกล้าหาญของเขาที่ปราบพวกกุ่ยช่ายจนอยู่หมัด แต่ก็ห่วงกลัวว่าพวกนั้นจะกลับมาเอาคืน ถมทองเดินเข้ามาหน้าบึ้ง เพราะไม่เห็นด้วยที่ยมใช้กำลังในเรื่องนี้ พูดเสร็จแล้วก็เดินออกไป น้อยหน่ามั่นใจที่ถมทองมีอาการนี้เนื่องจากยังงอนยมเรื่องคุกกี้

    ooooooo

    ที่โรงงานทรงวัฒนากรุ๊ฟ ทรงยศยืนอยู่ที่โต๊ะในห้องทำงานของเขา โดยเรียกระมาด ราโพ และหัวหน้างานแผนกต่างๆอีกห้าคนมาประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน เขาประกาศว่า

    “มีคำสั่งซื้อสินค้าของเราจากทั่วโลกเพิ่มเป็นยี่สิบเท่า ดังนั้นพวกแกรีบไปกว้านซื้อที่ดินมาเพิ่มให้มากที่สุด จะกี่ร้อยกี่พันไร่ก็ซื้อมาให้หมด เร่งปลูกสมุนไพรชั้นเยี่ยมของเราลงไป อัดปุ๋ยใส่น้ำให้เต็มที่แล้วไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เครื่องจักรที่ใช้ผลิตยาต้องเดินหน้าต่อตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด”

    หัวหน้างานคนหนึ่งแย้งขึ้นมา ทรงยศหันขวับไปถามว่ามีปัญหาหรือไง พร้อมตวัดมือชี้ให้ออกไป หัวหน้างานเกิดอาการตกใจกลัวแต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากออกไป ระมาดลุกขึ้นเดินตามทันที เมื่อประตูปิดลงก็มีเสียงปืนดังปัง พร้อมกับเสียงร่างคนล้มลง ราโพหน้าเครียด ทรงยศหันมองคนอื่นๆแล้วถามว่าใครยังมีปัญหาอีกหรือไม่ ทุกคนนั่งเงียบกริบ

    วันนี้อนงค์รัตน์มาซ้อมเต้นกับครูแบบตัวต่อตัวอีกครั้งที่ทรงวัฒนากรุ๊ฟ ครูเปิดเครื่องเล่นเสียงเพลงมา แล้วเธอก็เริ่มเต้นตามท่าที่ครูสอนไว้ เมื่อเพลงจบ ครูเอ่ยปากชมเธอว่าเก่งมาก สอนไม่นานก็จำท่าได้หมด อนงค์รัตน์ท่าทีเหนื่อยล้า ขอพักสักครู่เนื่องจากเกิดอาการเวียนหัว เธอนั่งลงแล้วหยิบน้ำขึ้นดื่ม ก่อนที่จะมองไปรอบๆ ในขณะครูขอตัวออกไปโทรศัพท์ข้างนอก

    เมื่ออาการดีขึ้น อนงค์รัตน์เปิดประตูเดินออกมาข้างนอกเห็นคนเดินสวนกันไปมาที่ทางเดิน แต่พอเธอหันไปอีกด้าน ก็เจอราโพยืนมองอยู่ด้วยสายตาดุดันและถามว่าจะไปไหน อนงค์รัตน์อธิบายว่าเกิดอาการเวียนหัวจะมาขอยาทาน ราโพกำชับว่าห้ามออกไปเดินเพ่นพ่านที่อื่นเด็ดขาด ในนี้มันมีอันตรายเยอะ ไม่แน่เดินผิดที่ผิดทางอาจถึงตายได้

    อนงค์รัตน์รีบเดินกลับเข้าไป ราโพมองตามอย่างจับพิรุธ จากนั้นครูสอนเต้นเดินเข้ามาถามว่าดีขึ้นหรือยังจะได้ซ้อมต่อ เธอเล่าว่าถูกราโพดุ ครูสอนไม่แปลกใจเพราะที่นี่มีความลับเยอะ ถ้าอยากรู้จะเล่าให้ฟัง ทันใดนั้นก็มีเสียงราโพแผดมาว่าพูดเรื่องอะไรกัน ครูสอนเต้นหน้าเสียรีบอธิบายว่าแค่จะบอกลูกศิษย์ให้ไปพัก และคงจะซ้อมเต้นต่อไม่ได้จนกว่าเธอจะหายดี อนงค์รัตน์ต้องเออออตามน้ำไป ขณะนั้นราโพก็เดินเอายามาส่งให้ เธอรับยามาแล้วใส่ปากทันที

    ห่างออกไปไม่ไกลนักในห้องครัวของถาวร–พาราไดซ์ สะพายกำลังนวดแป้งอยู่อย่างขะมักเขม้น แต่ก็อดบ่นไม่ได้ว่าเมื่อยมือไปหมดแล้ว ถมทองสวนกลับอย่างงอนๆว่าไม่ต้องบ่นเลยให้นวดต่อไปเรื่อยๆ

    ถือเป็นการชดใช้ความผิดที่เขากินคุกกี้ของเธอจนหมด สะพายถามเธอตรงๆว่าชอบยมเหรอ คำถามของสะพายทำให้ถมทองรู้สึกร้อนตัวขึ้นมา หน้าแดงด้วยความอายจนต้องกลบเกลื่อนว่าที่ทำให้ เขาเป็นคนดีและไล่สะพายให้ออกไปเนื่องจากหมดหน้าที่แล้ว แต่สะพายกลับคว้าข้อมือเธอลากให้ไปด้วยกัน ถมทองถึงกับเกิดการเหวอในการกระทำนั้น

    รถมอเตอร์ไซค์ของสะพายกำลังวิ่งออกนอกเมือง ถมทองถามเสียงดังแข่งกับสายลมว่าเขาจะพาเธอไปไหน สะพายยิ้มตอบแล้วพูดเสียงดังเช่นกันอย่างล้อเลียนว่าเขาไม่พาเธอไปขายหรอกให้สบายใจได้ สักพักคนทั้งคู่ก็มาถึงน้ำตกแห่งหนึ่งไม่ไกลจากเมืองมากนัก สะพายยืนอยู่ข้างถมทองมองน้ำตกและทิวเขาที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ และเธอกำลังอ้าแขนหมุนตัวไปรอบๆอย่างมีความสุข สะพายมองยิ้มๆบอกว่าถ้าเธอชอบวันหลังจะพามาใหม่ ถมทองมองออกไปแล้วนึกถึงเรื่องของตัวเองที่อยากทำร้านเบเกอรี่มากกว่าทำงานโรงแรม

    “แต่คนเราก็ใช่ว่าจะออกแบบชีวิตได้ตามใจ จริงไหมล่ะ”

    “ก็ถูกแหละ ไม่มีใครได้ทุกอย่างอย่างที่ใจนึก แต่ถึงยังไงถมก็ยังไม่ยอมล้มเลิกความฝันหรอก”

    สะพายมองถมทองอย่างเข้าใจ สักพักเธอถามเขาว่ามีความฝันอะไรบ้างไหม เขาฟังคำถามนั้นเหมือนไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน พร้อมตอบกลับว่าคนอย่างเขาเดินทางอยู่ตลอดไม่กล้าคิดฝันอะไร ขอแค่มีความสุขในเวลานี้ก็พอ ไม่ฝันไปไกลถึงวันข้างหน้า ทั้งคู่นิ่งมองทิวทัศน์อันสวยงามเบื้องหน้า ในใจต่างมีความคิดของตัวเอง

    ooooooo

    ออกจากโรงงาน อนงค์รัตน์กลับมายังที่พักและต่อสายอธิบายให้เสี่ยฟังว่าไม่ต้องเป็นห่วงเธอ เพราะราโพเอายามาให้เธอทานจนอาการดีขึ้นมากและหายดีแล้ว เมื่อวางสายเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นยมยืนอยู่ เขาพูดกึ่งประชดเธอว่า

    “ถามจริงๆ คุณมั่นใจว่าคนอย่างนายทรงยศจะทำอะไรโดยไม่หวังผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากคุณนะ”

    “รัตน์ก็ไม่รู้หรอกค่ะ รู้แต่ว่ารัตน์จะทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้ฝันของตัวเองเป็นจริงก็เท่านั้นเอง ขอตัวก่อนนะคะ”

    อนงค์รัตน์เดินไป ยมลังเลก่อนที่จะหันไปเรียกเธอเพื่อเตือนให้ระวังตัวไว้ เธอมองเขาอย่างอึดอัดใจแต่ก็ขอบคุณที่เป็นห่วง พูดแล้วก็เดินจากไป เขามองตามด้วยสีหน้ากังวลใจ

    เช้าวันรุ่งขึ้น จ่าเที่ยงและเต้อนั่งสมาธิอยู่ข้างกันในโบสถ์ เบื้องหน้าคนทั้งคู่มีพระอาจารย์ซึ่งนั่งสงบอยู่บนอาสนะ จ่าเที่ยงนั่งนิ่งในขณะที่เต้อกระสับกระส่าย ดูไม่เป็นสุขราวกับนั่งอยู่บนหนามแหลมหรืออะไรร้อนๆ พระอาจารย์คล้ายมองเห็นทะลุเข้าไปในหัวใจเต้อจึงเรียกชื่อเขา เต้อสะดุ้งตกใจเล็กๆ ตอบรับการเรียกนั้น พระอาจารย์จึงเตือนสติว่า

    “หัดต่อสู้กับเสียงเรียกร้องภายใน...ไม่ว่าจะมีอะไรมารบกวนจิตใจ เราก็แค่พิจารณาแล้วปล่อยให้มันผ่านไป”

    เต้อปิดตาข่มใจตัวเองต่อ แต่ก็ยังคงอยู่ไม่สุข ดูเหมือนเขาไม่เข้าใจที่ท่านพูดเลยสักนิด เพียงครู่เดียวเต้อก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำด้วยท่าทีรีบร้อน พระอาจารย์ได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง จ่าเที่ยงลืมตาขึ้นแล้วบอกท่านว่าจะไปดูให้

    เต้อยืนหลบมุมโทรศัพท์หาเพื่อนชื่อวัธอย่างร้อนใจ เพราะอาการลงแดงขาดยากำลังจะออกฤทธิ์ ย้ำกับเพื่อนให้หายาอย่างด่วน เมื่อวางสาย เขาก้าวออกมาเห็นจ่าเที่ยงยืนอยู่ เขาตกใจรีบขอตัวไปหาของกินทันที จ่าเที่ยงได้แต่มองตามด้วยความกังวลใจ

    ล่วงเข้าเวลากลางคืน ทั้งวัดปกคลุมด้วยความมืด เต้อค่อยๆย่องมาที่โบสถ์ มองซ้ายมองขวาก่อนเปิดประตูก้าวเข้าไปที่ตู้ทำบุญพยายามจะเปิดมันออกแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงทุบตู้จนกระจกแตกแล้วรีบร้อนหยิบเงินยัดใส่กระเป๋า เดินลนลานออกมาจากโบสถ์ จังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงกระจกแตกทำให้คนในวัดแตกตื่นพากันหาที่มาของเสียง รวมทั้งจ่าเที่ยงและพระอาจารย์ พอเห็นตู้ที่แตก จ่าเที่ยงก็มั่นใจว่าเต้อเป็นคนทำ กำลังจะขยับตามไปแต่พระอาจารย์ยกมือห้ามไว้และพูดว่า

    “ปล่อยเขาไปเถอะ ตามไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก ตอนนี้ชะตาของโยมเต้อสิ้นสุดแล้วขึ้นอยู่แค่ว่าจะเร็วช้าแค่ไหนเท่านั้นเอง”

    เต้อขี่มอเตอร์ไซค์คันเก่าของเขาออกจากวัดมุ่งหน้าไปที่ตลาด เวลานี้เป็นยามค่ำคืน ไฟฟ้าปิดหมด มีเพียงแสงไฟจากอาคารรอบๆเท่านั้น เต้อขับมอเตอร์ไซค์เข้ามาจอด แล้วมองเข้าไปในตลาดเลี้ยวซ้ายแลขวาอย่างระมัดระวัง ค่อยๆเดินเข้าไปและกระซิบเรียกชื่อเพื่อนเบาๆ สักพักชายวัยเดียวกัน ร่างผอมกะหร่องสภาพขี้ยาก้าวออกมาพร้อมกับพูดว่า “ไอ้เต้อ กูขอโทษ”

    สิ้นคำพูดของวัช นักรบกับพวกก็ก้าวออกมา เต้อผิดหวังที่เพื่อนรักมาทรยศเช่นนี้ เขามองรอบตัวอย่างหวาดกลัว รีบกระโดดขึ้นแผงขายของข้ามหนีไปอีกด้าน แต่ก็ไม่พ้นยังคงอยู่ในวงล้อมของเหล่ามือสังหาร เมื่อเห็นว่าไม่มีทางหนีแน่ เขาหยิบท่อนไม้บนพื้นขึ้นมาฟาดขู่ไม่ให้ใครเข้ามาใกล้ ขณะเดียวกันก็ค่อยๆถอยหนี พวกลูกน้องของนักรบมองขำๆ

    ทันใดนั้นนักรบเดินเข้าไปด้านหลังของเต้อแล้วดึงท่อนไม้ในมือขึ้นมาล็อกคอไว้ เต้อร้องดิ้นรนอย่างหายใจไม่ออก แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของนักรบกดไปที่หลอดลมของเต้อ จนเขาเริ่มหมดสติและสุดท้ายทุกอย่างก็มืดสนิท

    เต้อยังหลับสนิทไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งมีน้ำสาดเข้าที่หน้า เขาลืมตาขึ้นก็พบตัวเองอยู่ในโกดังร้าง มือเท้าถูกมัดติดอยู่กับเก้าอี้ เขาตกใจกลัวอย่างที่สุดในชีวิต ร้องขอความช่วยเหลือแต่หมัดของนักรบก็พุ่งเข้าที่ปากของเขาจนล้มลงไปพร้อมกับเก้าอี้ ลูกน้องของนักรบเข้ามายกเต้อขึ้นนั่งเหมือนเดิมอีกครั้ง

    ระมาดที่นั่งดูอยู่บนโซฟาเดินเข้ามาจ้องหน้าเต้อและขู่ให้บอกว่าใครที่ช่วยเขาให้หนีไป แต่เต้อก็ตอบไม่ได้เช่นกัน ระมาดสั่งให้นักรบเตือนความจำอีกครั้ง เขาขยับถอยออก นักรบเข้าไประดมหมัดใส่ไม่ยั้ง จบด้วยการถีบเข้าที่ท้องของเต้อซึ่งเจ็บจนร้องไม่ออก นักรบเข้ามายืนข้างระมาดพร้อมกับพูดว่าท่าทางมันคงไม่รู้จริงๆ ระมาดมองอย่างครุ่นคิดแล้วยกปืนเล็งไปที่หัวของเต้อ เสียงปืนดังปัง เต้อคอพับลงไปทันที

    ที่หน้าตลาด รถมอเตอร์ไซค์ของเต้อยังจอดอยู่ที่เดิม ยมถือปืนเดินเข้ามามองไปในตลาด ทันใดนั้นเองมีชายสามคนเข้ามาทางด้านหลังของเขาพร้อมกับเล็งปืนไปที่หัว ยมค่อยๆก้มลงวางปืน แต่ก่อนที่ปืนจะถึงพื้น เขาก็สะบัดหมุนตัวยิงไปที่ปืนในมือกุ่ยช่ายและลูกน้องอีกสองคน จนปืนกระเด็นไปทั้งสามกระบอก กุ่ยช่ายสะบัดมือหันมองไปทางที่ปืนตก แล้วรีบกระโดดเข้าไปหยิบขึ้นมา แต่เขายังช้ากว่ายมที่พุ่งตัวเข้าถีบจนกระเด็นไปกระแทกฝาผนังอย่างแรง

    กุ่ยช่ายนั่งนิ่งหมดสภาพได้แต่ร้องคราง ยมมองดูอย่างมั่นใจว่าสิ้นพิษสงแล้ว ส่วนลูกน้องอีกสองคนได้แต่ยืนมองเขาอย่างกลัวๆพลางถอยหนี ยมถามว่าเอาตัวเต้อไปไว้ที่ไหนและเดินเข้ามาเรื่อยๆ กุ่ยช่ายลุกขึ้นมองยมอย่างกลัวๆก่อนที่จะทำฟอร์มชี้ไปทางด้านหลังว่ามีพรรคพวกคนอื่นๆมาช่วยแล้ว เมื่อยมหันไปมองมันก็รีบฉวยจังหวะนั้นวิ่งหนีไปในความมืด พร้อมด้วยลูกน้อง ยมมองตามอย่างหงุดหงิดสีหน้าเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

    ooooooo
    เช้าวันต่อมาที่วัดนอกเมือง จ่าเที่ยงพูดโทรศัพท์ด้วยสีหน้าแช่มชื่น เมื่อวางสาย พระอาจารย์เดินเข้ามาเพราะรู้ว่าต้องเป็นข่าวดี จ่าเที่ยงพูดว่า

    “ใช่ครับ ดีมาก ดีสุดๆเลย กรรมการสอบสวนตัดสินคดีของผมเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ผมพ้นมลทินทุกอย่างกลับเข้าทำงานได้เหมือนเดิม”

    ทันใดนั้น พวกชาวบ้านเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบและตื่นเต้น จ่าเที่ยงกับพระอาจารย์หันไปมองตาม ชาวบ้าน ซุบซิบว่าเคยเห็นอยู่ที่วัดนี้ เมื่อทั้งคู่แหวกกลุ่มชาวบ้านเข้าไปก็พบร่างของเต้อที่นอนสิ้นลมเต็มไปด้วยเลือด จ่าเที่ยงนั่งลงข้างร่างของเต้อแล้วเรียกชื่อเขาเสียงดัง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบยมยืนอยู่ตรงหน้า ทั้งคู่มองหน้ากัน ก่อนที่จ่าเที่ยงจะพูดขึ้น

    “พวกนั้นตั้งใจเอาศพมาทิ้งไว้ให้เราเห็น มันอยากให้เรากลัว ไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับพวกมันอีกแต่อย่าหวังเลยว่าคนอย่างจ่าเที่ยงจะกลัว ต่อให้พญามัจจุราชมายืนอยู่ตรงหน้า จ่าเที่ยงคนนี้ก็จะไม่หลบให้แก่อำนาจอิทธิพลหรือความชั่วร้ายใดๆ”

    ยมไม่พูดอะไรมีเพียงใบหน้าที่แฝงไว้ด้วยความแค้น เขาหันหลังก้าวขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไป จ่าเที่ยงมองตามไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด...

    ณ สถานีตำรวจเมืองวัฒนานิมิต ธนสารนั่งหน้า เครียดอยู่ในห้องสารวัตรใหญ่ จ่าแหลมดูหงุดหงิดยิ่งกว่าเมื่อทราบว่าจ่าเที่ยงหลุดคดีและจะกลับมาประจำการที่เดิมอีก ธนสารยังคงนั่งนิ่งโกรธแค้นอยู่ภายใน

    จ่าแหลมเข้ามาตั้งคำถามกับลูกพี่ว่าจะทำยังไงต่อไป แต่ธนสารไม่แคร์เพราะคิดว่าคนอย่างจ่าเที่ยงจะทำอะไรตนเองได้ ประจวบเหมาะกับที่พลเดินผ่านหน้าประตูห้อง เขาชะงักหยุดเมื่อได้ยินชื่อจ่าเที่ยง จึงยืนฟังผ่านประตูที่เปิดแง้มอยู่ ธนสารพูดว่า

    “ที่จริงมันก็คงรู้ตัวเหมือนกันว่าในโรงพักนี้มันไม่มีใครเหลือแล้ว ถ้ามันดื้อกลับมาจริงก็ไม่ต่างจากคนพิกลพิการแขนขาด้วนหรอก จริงไหม”

    “จริงด้วย ก็ขนาดลูกน้องที่ว่าซี้ไว้ใจกันสุดๆยังหักหลังมันซะได้เลยนี่นา”

    พลได้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนโดนค้อนปอนด์ฟาดเข้าที่ศีรษะ เขาเจ็บปวดจากคำพูดนั้นและรู้ตัวดีว่าเขาเองเป็นคนทรยศ ส่วนทรงยศเองก็เพิ่งทราบข่าวนี้ด้วยเช่นกัน เขาโกรธจัดตบโต๊ะปังจ้องหน้าลูกน้องที่ยืนนิ่งไม่สะทก– สะท้าน ระมาดย้อนถามว่าเรื่องนี้คงต้องขอคำตอบจากประเสริฐ ถ้าเขาไม่ดีแต่พูดกับรับเงินก้อนโตที่จ่ายให้ทุกเดือน คดีจ่าเที่ยงคงจะไม่จบแบบนี้ ทรงยศคิดตามแต่ไม่พูดอะไร ทำให้ระมาดต้องให้ความมั่นใจกับนายว่าถ้าจ่าเที่ยงกลับมาเหยียบที่เมืองนี้อีก เมื่อนั้นคือ...เวลาตายของมัน

    บ่ายวันเดียวกันที่ด้านในโบสถ์ของวัดนอกเมือง พระอาจารย์พูดกับจ่าเที่ยงอย่างมีเมตตาให้มีสติเสมอเมื่อคิดจะทำอะไร เขารับคำและก้มลงกราบลา ก่อนที่เขาจะจากไป พระอาจารย์นึกขึ้นได้ว่ามีคนฝากของไว้ให้ก็
    รีบเรียก จ่าเที่ยงหันกลับมา ท่านยื่นกล่องเล็กๆให้ เมื่อเปิดกล่องนั้นดูก็พบว่าเป็นปืนของตนเอง

    จ่าเที่ยงถือกระเป๋าเดินทางออกมารอรถทัวร์ของบริษัททรงวัฒนาที่หน้าวัด หลังจากเขาขึ้นรถแล้วคนขับก็โทรศัพท์แจ้งใครบางคน จ่าเที่ยงนั่งมองผ่านหน้าต่างออกไปนอกรถ สักพักรถจอดอีกครั้ง ชายคนหนึ่งก้าวขึ้นมา มันคือมือปืนคนเดียวกับที่ยิงแม่ของถมทอง มันเดินผ่านเก้าอี้ที่จ่าเที่ยงนั่งแล้วเลือกที่นั่งข้างหลัง หยิบ ปืนที่ซ่อนไว้จ่อเข้ากับพนักด้านหน้า นิ้วสอดเข้าไปในไกปืนเตรียมลั่นกระสุน แต่เพียงชั่วเสี้ยววินาที จ่าเที่ยงก็หมุนกลับมาพร้อมปืนเล็งไปที่ชายซึ่งอยู่ด้านหลัง

    ทันใดนั้นชายที่แกล้งนั่งหลับอยู่เบาะด้านข้างก็ลุกขึ้นพร้อมเล็งปืนมาที่จ่าเที่ยง ผู้โดยสารอีกห้าคนลุกตาม พร้อมด้วยปืนในมือเช่นกันทุกคนเล็งไปที่เขา เมื่อมองไปรอบๆจ่าเที่ยงคิดว่าคราวนี้ตัวเองคงไม่รอดแน่ แต่แล้วหนึ่งในคนเหล่านั้นซึ่งก็คือยมกลับตวัดปืนเข้าหาพวกมือปืน แล้วยิงใส่มือคนเหล่านั้นจนปืนกระเด็นหลุดมือไปทั้งหมด จ่าเที่ยงตะลึง มือปืนคนที่อยู่เก้าอี้ด้านหลังเขาวาดปืนเข้าหายม แต่ช้าเกินไป ยมเข้าประชิดตัวพร้อมจับมือฟาดเข้ากับผนังรถจนปืนร่วง ยมซัดมือปืนคนนั้นจนสลบ ก่อนรีบบอกกับจ่าเที่ยงให้ตามมา

    ยมเดินนำจ่าเที่ยงไปทางหน้ารถ พวกมือปืนเข้ามาขวางไว้แต่ก็ต้องกระจัดกระจายไปเพราะหมัดของยม คนขับหันมามองแล้วหมุนพวงมาลัยโยกรถไปมา ทำให้คนทั้งหมดเซไปซ้ายทีขวาที มือปืนอีกคนหยิบปืนขึ้นมาจากพื้นแล้วเดินมุ่งหน้าเข้าหาคนทั้งสอง กระสุนลั่นออกจากกระบอกปืนเสียงดังปัง ยมและจ่าเที่ยงหลบได้อย่างหวุดหวิด กระสุนพุ่งเข้าใส่คนขับรถ มันหมดลมหายใจฟุบลงกับพวงมาลัย รถวิ่งเลื้อยเป็นงูอย่างไร้การควบคุม

    เมื่อมาถึงประตูรถด้านหน้า ยมตะโกนบอกให้กระโดด แต่จ่าเที่ยงมองลงไปด้านล่างอย่างลังเล ทันใดนั้นเองยมก็ดันร่างเขาลงไปพร้อมกับร่างของตัวเองที่ตามไปติดๆ รถพุ่งเข้าชนกับก้อนหินใหญ่ เสียงระเบิดตูม! ยมกับจ่าเที่ยงนอนฟุบอยู่ที่พื้นใช้สองแขนป้องตัวเองจากเศษของรถที่กระเด็นมา ยมยื่นหน้าเข้ามาเรียกสติจ่าเที่ยง ก่อนที่ดวงตาเขาจะปิดลงแล้วมืดสนิทไปทันที

    ยมพาจ่าเที่ยงไปยังห้องพักที่เคยพาเต้อมาอยู่ ไม่นานนักจ่ารู้สึกตัวและลุกนั่งทั้งที่ยังมึนศีรษะ มองรอบห้องไม่พบใคร ข้างที่นอนมีโน้ตเขียนไว้สั้นๆจึงหยิบขึ้นมาอ่าน มีข้อความว่าถ้าตื่นขึ้นมาแล้วปวดหัว ยาอยู่บนโต๊ะพร้อมน้ำ เขาหยิบยาใส่ปากตามด้วยน้ำดื่มแล้วอ่านต่อ

    “จากนี้ไปต้องระวังตัวทุกฝีก้าว เตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ พวกผู้ร้ายอาจมาในรูปแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น หลีกเลี่ยงการเดินทาง ถ้าจำเป็นต้องไปไหนให้ไปด้วยพาหนะของตัวเอง มอเตอร์ไซค์เตรียมไว้ให้แล้ว กุญแจอยู่บนโต๊ะ ส่วนปืนเก็บไว้ให้ในลิ้นชัก สุดท้ายอย่าลืม...พกปืนติดตัวไว้ตลอดเวลา”

    จ่าเที่ยงมองไปยังของที่อยู่บนโต๊ะแล้วครุ่นคิด ไม่ว่านายจะเป็นใคร ขอบใจนะ...

    ทางด้านทรงยศ หลังจากได้รับการรายงานถึงความล้มเหลวในภารกิจการฆ่าจ่าเที่ยง เขาไม่พอใจจ้องหน้าระมาดและพูดเยาะว่า คนที่เลือกมาทำงานไม่เป็นมืออาชีพ บางทีตนอาจต้องหาที่เป็นมืออาชีพมากกว่านี้ ระมาดหน้าเสียรู้สึกว่าโดนตำหนิเต็มๆ ทรงยศมองระมาดอีกครั้งพร้อมกับชี้หน้าด่าให้ไปคิดดูดีๆว่าจะทำยังไงกับไอ้พวกเศษสวะที่ใช้ไม่ได้แบบนี้ แล้วก็เดินจากไป ทุกคนหันมามองหน้ากันก่อนที่จะเดินตามนายออกไป

    ทรงยศเดินมาที่รถ ระมาดรีบเดินตามมาเปิดประตูด้านหลังให้ ก่อนที่ตัวเองจะเข้าไปนั่งข้างมังกรที่เข้าไปก่อนแล้ว ภายในรถทรงยศหันไปถามอนงค์รัตน์ว่ารอนานไหม เธอยิ้มให้แทนคำตอบ รถเคลื่อนตัวออกไป ที่หน้าตึก ราโพยืนมองดูอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง ส่วนทรงยศยื่นมือมาจับมืออนงค์รัตน์แล้วขอร้องให้เธอย้ายออกจากถาวรพาราไดซ์ โดยให้มาอยู่กับเขาที่โรงงาน

    ooooooo

    รถเบนซ์ของทรงยศแล่นมาด้านหน้าพาราไดซ์ ระมาดลงมาเปิดประตูให้ทรงยศ ส่วนอีกด้านหนึ่งมังกรลงมาเปิดประตูให้อนงค์รัตน์ เธอเดินเข้ามาขอบคุณ ทรงยศจึงบอกว่าเขามีธุระกับเสี่ยถาวรตามที่เคยนัดไว้

    ที่ชั้นบนของถาวรพาราไดซ์ ชายลึกลับถือปืนสไนเปอร์อยู่ที่หน้าต่าง ภาพในศูนย์เล็งปืนคือระมาด ไล่เรื่อยมาที่มังกร อนงค์รัตน์ และหยุดที่ทรงยศรอเวลาอันเหมาะสมเพื่อดำเนินการ ระมาดพูดน้ำเสียงเรียบๆ เป็นทางการว่าเขาได้โทร.บอกเสี่ยถาวรแล้วเรื่องธุระที่นายจะมาคุยด้วย

    “รัตน์เดาว่า คงต้องมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่นี่แน่เลย ใช่ไหมคะ”

    “ก็คงอย่างนั้นแหละ ฉันจะซื้อถาวรพาราไดซ์มาเป็นของฉัน”

    นิ้วของชายลึกลับขยับเข้าที่ไกปืน แต่ทันใดนั้นยมปรากฏตัวปัดปลายกระบอกปืนไป เสียงดังปัง กระสุนเฉียดทรงยศอย่างฉิวเฉียด ก่อนที่ไปโดนของที่อยู่ใกล้ๆเป็นรอยกระสุนชัดเจน เมื่อคนข้างล่างรู้ตัวว่าโดนลอบยิงก็รีบหลบด้านหลังรถ ระมาดและมังกรหยิบปืนออกมาพลางมองหาที่มาของกระสุน เมื่อเห็นว่ายิงมาจากบน โรงแรม มังกรรีบวิ่งไป ส่วนระมาดรอดูสถานการณ์ ก่อนที่จะเปิดประตูรถแล้วบอกกับนายให้ไปก่อน ทางนี้เขาจะจัดการเอง เมื่อรถแล่นออกไปแล้ว ระมาดก็มองไปบนโรงแรมด้วยสายตาเคียดแค้นก่อนที่จะหยิบปืนออกมา แล้วหันมาบอกอนงค์รัตน์ให้รีบตามเข้าไปข้างในก่อน

    ในห้องพัก ยมกับชายลึกลับกำลังยื้อแย่งปืนพร้อมกันนั้นก็ทุ่มเถียงกัน ยมถามว่าเขาเป็นใคร ทำไมถึงทำแบบนี้ ชายลึกลับไม่ตอบทำให้ยมต้องกระชากคอและพยายามจะถอดหมวกที่คลุมปิดหน้า แต่เขากลับสะบัดแล้วถีบยมกระเด็นไป ยมกระโดดขึ้นมาตั้งหลัก แล้วทั้งคู่ก็เปิดฉากต่อสู้กันด้วยฝีมืออันสูสี จนกระทั่งได้ยินเสียงไขประตูดังคลิก ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วยมก็ส่งสัญญาณให้เงียบพราะมีคนมา

    ระมาดวิ่งนำอนงค์รัตน์เข้ามาหยุดในล็อบบี้ พร้อมด้วยปืนในมือ เมื่อถมทองและน้อยหน่ามองเห็นก็รีบตรงเข้าไปถามด้วยความตกใจแกมโกรธ เขารีบบอกว่ามีคนลอบยิงนายทรงยศจากบนโรงแรม ทุกคนตกใจจนหน้าเหวอ ระมาดขอตรวจทุกห้องทุกชั้น น้อยหน่าสั่งการให้ รปภ.ช่วยกันตรวจดูให้ทั่วทันที ถมทองยังยืนหน้าซีด อนงค์รัตน์เข้ามาจับมืออย่างเป็นห่วง สักพักถมทองก็เป็นลม ระมาดวิ่งเข้ามารับได้ทัน อุ้มไปวางที่โซฟา ฝากให้อนงค์รัตน์ดูแล ส่วนตัวเขารีบเข้าค้นหาในโรงแรม

    คู่รักชายกลางคนกับหญิงสาวยืนจู่จี๋กันอยู่ในห้องที่ไม่มีร่างของยมกับชายลึกลับแล้ว หญิงสาวเดินเข้าห้องน้ำแล้วเชิญชวนให้คู่ขาอาบน้ำด้วยกัน ชายวัยกลางคน ไม่ปฏิเสธจูงมือพากันเข้าไปในห้องน้ำ โดยไม่เห็นที่ข้างประตูด้านในยมกับชายลึกลับยืนแนบฝาอยู่เงียบๆ ทั้งคู่หันมามองหน้ากันประมาณว่าจะเอายังไงดี

    ยังไม่ทันจะทำอะไร มังกรก็มาถึงที่หน้าห้องและเคาะประตูอย่างแรง เมื่อไม่มีปฏิกิริยาใดๆเขาก็ถีบอย่างแรงจนประตูเปิดออก พอเข้ามาในห้องก็ส่ายตามองหา เขาได้ยินเสียงฝักบัว จึงค่อยๆเดินไปทางห้องน้ำ แล้วดันประตูที่เปิดแง้มอยู่ออก ตรงอ่างน้ำมีเงาสองคนอยู่ด้านหลังม่าน มังกรมองอย่างมั่นใจแล้วรูดม่านเปิดออก ทันใดนั้นก็มีเสียงกรี๊ดจากหญิงสาว เธอใช้ผ้าขนหนูบังร่างกายไว้ในขณะที่มังกรยังยืนงงอยู่ หญิงสาวสะบัดน้ำใส่ เขามองอย่างผิดหวังก่อนหันหลังเดินออกไป ไม่ไกลกันนัก ยมกับชายลึกลับยืนหลบมุมอยู่เงียบๆ

    ส่วนที่ล็อบบี้ ระมาดยืนฟังน้อยหน่าพูดอยู่อย่างหงุดหงิดเพราะไม่มีใครแปลกปลอมเข้ามาเลยภายในสองชั่วโมงที่ผ่านมา ขณะนั้นเองมังกรเดินกลับมารายงานอย่างร้อนใจเช่นกันว่าไม่สามารถหาตัวคนลอบยิงได้ ระมาดฟังด้วยสีหน้าเคียดแค้น ระหว่างนั้นเอง ธนสาร จ่าแหลมและตำรวจอีกหลายนายวิ่งเข้ามาในโรงแรม ธนสารสั่งให้กระจายตัวค้นหาทุกชั้นทุกห้องไม่ให้ใครออกจากโรงแรมในเวลานี้ หลังจากนั้นเขาเดินเข้ามาหาระมาดถามว่า

    “คราวนี้คุณว่าเป็นฝีมือใคร”

    “ไม่รู้สิ ศัตรูคุณทรงยศมีอยู่ทั่วไปหมด แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครกล้าถึงขั้นสั่งยิงเขากลางเมืองวัฒนานิมิตแบบนี้มาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีใครกล้าท้าทายอำนาจของเขาได้ขนาดนี้”

    ธนสารฟังคำตอบของระมาดด้วยสีหน้าครุ่นคิด ที่โซฟา ถมทองได้สติขึ้นมาโดยที่อนงค์รัตน์นั่งปฐมพยาบาลอยู่ข้างๆ จังหวะนั้นเอง ถาวรก็เดินรีบร้อนเข้ามาพร้อมกับโวยวายใส่ธนสารเรื่องตำรวจมากันเต็มโรงแรม ระมาดมองถาวรก่อนที่จะบอกให้ธนสารจัดการต่อให้เรียบร้อย ในขณะที่ธนสารรีบพูดเอาหน้าทันทีว่าไม่ต้องห่วงหรอก เขาจะติดตามคดีด้วยตัวเอง จะเอาตัวคนที่ลอบยิงคุณทรงยศมาลงโทษให้ได้ ระมาดปรามาสว่าขอให้มันจริงอย่างที่พูดเถอะ จากนั้นก็หันเดินออกไปพร้อมมังกร ถาวรมองตามงงๆ เพราะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

    ที่ดาดฟ้าของตึกโรงแรม ยมกับชายลึกลับกำลังทุ่มเถียงอย่างไม่ลดราวาศอก

    “บอกมา ว่าแกทำงานให้ใคร”

    “แล้วแกล่ะทำงานให้ใคร มาที่นี่ทำไม”

    “ฉันบอกได้แค่ว่า ฉันมาที่นี่ก็เพื่อจัดการกับเครือข่ายยาเสพติดของนายทรงยศ”

    “งั้นเราก็มีเป้าหมายเดียวกัน เพราะฉะนั้นต่อจาก นี้ไป อย่ามาขวางฉันอีก”

    “แกคิดผิดแล้วล่ะ การฆ่านายทรงยศไม่ได้ทำให้เรื่องนี้จบ ถึงฆ่ามันได้ ก็จะมีนายทรงยศคนที่สอง สาม สี่ ตามมาอยู่ดีเพราะยังมีคนที่ใหญ่กว่ามันคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง”

    “เอาเป็นว่าคราวนี้ฉันยอมให้ครั้งเดียว แต่ถ้ามีคราวหน้า แกกับฉัน ไม่ใครก็ใครต้องแหลกกันไปข้างแน่”

    “ก็คอยดูสิ ว่าถ้าแกยังดื้อใช้วิธีของแก ก็จะได้เห็นกันว่าฉันจะทำยังไง”

    ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันสักพัก จากนั้นชายลึกลับเดินไปที่ขอบตึกแล้วกระโดดลงไป ยมมองตามอย่างตกใจ รีบวิ่งไปดูก็พบว่าร่างชายลึกลับลอยละล่องอยู่กลางอากาศโดยชุดร่อนบินแบบพิเศษ

    ooooooo

    หลังหนีตายมาจากถาวรพาราไดซ์ ทรงยศมองระมาดและลูกน้องคนอื่นๆอย่างโกรธจัด เขาคาดโทษว่าต้องสืบหาให้ได้ ใครส่งมือปืนมา ถ้าสงสัยใครให้ฆ่าให้หมด ไม่ต้องเก็บเอาไว้ ทุกคนรับทราบคำสั่ง เมื่อทั้งหมดออกจากห้องไป ทรงยศนั่งหน้าเครียด

    ระมาดทำตามคำสั่งนายโดยมาหาเสี่ยวิบูลย์หนึ่งในคู่ปรับเก่าของทรงยศ ทั้งสองฝ่ายต่างมีการ์ดคุมเชิงซึ่งกันและกัน

    “บอกแล้วไงว่าอั๊วไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวนี้อั๊วเลิกยุ่งเกี่ยวกับงานผิดกฎหมายแล้ว ใครจะอะไรใคร อั๊วไม่สน”

    “แปลกนะ ทำไมคนเราถึงได้เปลี่ยนกันง่ายดายขนาดนี้ คู่แข่งอันดับหนึ่งของคุณทรงยศ อยู่ๆก็ทิ้งทุกอย่างแปลงร่างกลายเป็นคนดีซะอย่างงั้น”

    เสี่ยวิบูลย์ยืนยันว่าไม่ได้จ้างใครไปยิงทรงยศเพราะเขาล้างมือจากวงการแล้ว ระมาดลุกขึ้นพร้อมกับล้วงปืนออกมายิงใส่เสี่ยวิบูลย์จนฟุบคาโต๊ะ ส่วนการ์ดที่เหลือของเขาก็ถูกปลิดชีพด้วย

    ในเวลาเดียวกันนั้น ธนสารเชิญตัวอนงค์รัตน์มาให้ปากคำเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เธอบอกว่าไม่เห็นอะไรผิดสังเกตตอนที่ลงจากรถและไม่เคยมีปัญหากับใครถึงขั้นร้ายแรงทั้งในปัจจุบันและก่อนมาทำงานที่เมืองนี้ เมื่อข่าวการลอบยิงทรงยศแพร่กระจายออกไป เกิดเหตุการณ์ฆ่ากันตายเพิ่มขึ้นหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นการตายคู่แข่งทางการค้าอย่างเสี่ยไช้ หรือเก้ายอด มือปืนรับจ้าง ทุกคนที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรงยศถูกฆ่าตายอย่างมีเงื่อนงำ

    เมื่อเวลาผ่านไปยังไม่สามารถหาตัวคนลอบยิงได้ ทรงยศยิ่งมีความเครียดมากขึ้น ทำให้ราโพ เลขาคนสนิทต้องใช้เสน่ห์หว่านล้อมให้เขาผ่อนคลายด้วยมารยาหญิงหลายร้อยเล่มเกวียน เธอแตะเบาๆที่แขนของเขา ทรงยศดูอ่อนลงไปทันที เขาบ่นกับเธอว่า

    “คราวนี้มันกล้าถึงขนาดจะเอาชีวิตฉัน อยากรู้จริงๆ ว่ามันเป็นใคร ทำไมมันถึงไม่ยอมแสดงตัวออกมาสักที”

    ราโพยิ้มเหมือนมีความคิดบางอย่างอยู่ในใจ แล้วพูดขึ้นว่า “คุณทรงยศคะ บางทีศัตรูอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิดก็ได้นะ”

    ทรงยศมองหน้าเธออย่างสนใจ ราโพจึงเสริมอีกว่า

    “ที่ผ่านมาเรานึกถึงแต่คนนอก แต่คิดดูดีๆสิคะ ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน เมื่อไร ทุกความเคลื่อนไหวของคุณมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ล่วงหน้า”

    “เธอกำลังบอกว่าในนี้มีหนอนใช่ไหม” เขาคว้าแขนราโพกระชากถาม

    ราโพส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บก่อนที่จะบอกว่าเธอพูดตามความน่าจะเป็น และอยากให้เขาลองมองไปทั่วๆ ว่าศัตรูของเขาอยู่ข้างนอกหรือเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเขามากๆก็เป็นได้ ทรงยศฟังแล้วคิดตาม

    หลังจากถูกไต่สวนเรียบร้อยที่สถานีตำรวจ อนงค์รัตน์กลับมายังห้องพัก เมื่อไขประตูห้องเปิดเข้ามาก็ได้ยินเสียงพูดของใครบางคนดังขึ้นว่า

    “คุณไม่น่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยนะอนงค์รัตน์”

    “ใครกันน่ะ ออกมานะ”

    อนงค์รัตน์หน้าเปลี่ยนสี หันไปทางเสียงนั้นอย่างหวาดกลัว แต่พอเห็นว่าเป็นยม ความกลัวบนใบหน้าก็คลายลง พร้อมกับนึกขึ้นได้ว่าเขาเข้ามายังห้องเธอได้ แสดงว่า เขาอาจจะเป็น...ยมไม่ปล่อยให้เธอคิดนาน รีบบอกว่าเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนที่ซุ่มยิงนายทรงยศ เขาแค่อยากจะพูดอะไรบางอย่างกับเธอ ท่าทีของเขาที่ดูจริงจังทำให้เธอเกิดความกลัวจนต้องถอยหลังหนีไป

    “อย่าบอกนะ...ว่าคุณจะเป็นพวกโรคจิตที่ชอบแอบเข้ามาดักซุ่มรอสาวๆอยู่ในห้องพักแบบนี้น่ะ แต่ถ้าขืนคุณคิดจะทำอะไรบ้าๆล่ะก็ รู้ไว้เลยนะว่าในกระเป๋าของฉันมีของที่จะจัดการคุณได้แน่”

    ยมบอกให้เธอหยิบของออกมาสู้กับเขา พอเธอเริ่มตะโกนให้คนมาช่วยเหลือ เขาก็โผเข้าไปปิดปากเธอไว้ แต่เธอไม่ยอมง่ายๆ เลยงับเข้าที่มือของยม จนเขาต้องชักมือออก อนงค์รัตน์ไล่เขาออกจากห้อง แต่ยมไม่ยอมออกพร้อมตัดพ้อว่ายังไม่เสร็จธุระกับเธอ และท้าให้เธอร้องเรียกคนมาช่วย พวกเขาจะได้รู้ว่าเธอและเขาแอบนัดมาพลอดรักกัน แล้วเขาทำให้เธอโกรธ เพราะทำได้ไม่สมใจเธอ

    อนงค์รัตน์ตบเข้าที่หน้ายมด้วยความโกรธ เขาคว้ามือเธอยื้อไว้ก่อนพูดว่า

    “ผมแค่อยากเตือนคุณให้เลิกยุ่งเกี่ยวกับนายทรงยศ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป”

    “คุณพูดเรื่องอะไรเนี่ย ฉันมาไกลขนาดนี้แล้ว ยังไงฉันก็ไม่ยอมล้มเลิกง่ายๆแน่”

    “มันไม่คุ้มกันหรอกนะ นายทรงยศน่ะเป็นเหมือนไฟ ใครอยู่ใกล้ก็มีแต่เดือดร้อน”

    “ทำไมล่ะ ถ้าคนเราอยากได้อะไรแล้วไม่กล้าที่จะเสี่ยง ไม่ยอมที่จะแลก ชีวิตจะมีความหมายอะไรล่ะ”

    เมื่อพูดจบอนงค์รัตน์ชักมือออกจากมือยม เขาสำทับต่อว่าเขาจะคอยจับตาดูเธอไว้ และนับจากนี้ไปเธอจะอยู่ในสายตาเขาตลอดเวลา ยมมองหน้าเธอเหมือนยืนยันคำพูดนั้น

    เสียงร้องของอนงค์รัตน์ทำให้มีคนโทร.ลงไปแจ้งเหตุที่เคาน์เตอร์ข้างล่าง ถมทองกับน้อยหน่าจึงรีบเดินมาสำรวจแถวหน้าห้องพัก จังหวะนั้นเองประตูห้องของอนงค์รัตน์เปิดออก ยมก้าวออกมา ถมทองจ้องมองอย่างโกรธจัด ยมมีอาการตกใจเล็กน้อย ถมทองสะบัดหน้าหันกลับไป เมื่อลงมาข้างล่างน้อยหน่าพยายามปลอบใจไม่ให้เธอคิดมากแต่ก็ไม่เป็นผล

    สะพายเดินถือกีตาร์กลับมาจากข้างนอก เห็นถมทองยืนหน้ามุ่ยอยู่เลยทัก ถมทองกำลังอารมณ์เสียเลยตวาดใส่ เขายิ้มหน้าเจื่อนที่โดนหางเลข น้อยหน่าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟังและห้ามไม่ให้ยุ่งกับถมทองในเวลานี้

    ooooooo

    หลังจากไปจัดการตามที่นายสั่ง ระมาดกลับมารายงานทรงยศ โดยมีมังกรและกุ่ยช่ายยืนฟังอยู่ด้วย เขาเล่าว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังคลุมเครือไม่รู้ว่าใครเป็นใคร เขาแนะให้ทรงยศควรเก็บตัวอยู่ที่โรงงานก่อน ไม่ควรออกไปเป็นเป้าให้พวกมันเล่นงานได้อีก

    ทรงยศส่ายหน้าไม่เห็นด้วย เขาคิดว่าถ้าทำแบบนั้นแสดงว่ากลัวจนหงอ เขาจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้พวกนั้นเป็นแค่สิ่งไร้ค่าน่ารำคาญก็เท่านั้นเอง ระมาดกำลังจะแย้ง แต่นายทรงยศชิงตัดบทว่า

    “ทุกอย่างจะเป็นเหมือนปกติทุกอย่าง สินค้าทุกลอตต้องส่งถึงมือลูกค้าครบตามเวลา ห้ามไม่ให้เกิดความผิดพลาดใดๆอีก เข้าใจไหม”

    เมื่อไม่มีทางแย้งได้ ทุกคนจึงต้องตอบรับคำสั่งของนาย ขณะนั้นเองเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทรงยศรับสายพูดประชดกับปลายสายซึ่งคือประเสริฐว่ารู้เรื่องเร็วมากแต่ไม่ต้องห่วงตนยังไม่ตาย...

    รถเบนซ์ของทรงยศมาจอดที่หน้าพาราไดซ์อีกครั้ง ระมาดลงมาเปิดประตูให้ทรงยศ อนงค์รัตน์ก้าวลงมาจากอีกด้านของรถพร้อมกับถาม

    “คุณทรงยศแน่ใจนะคะ ว่าสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้วเรายังจะเดินหน้าทำเพลงกันต่อ”

    “แน่ใจสิ รัตน์ไม่ต้องคิดมากหรอก ฉันน่ะเจออะไรแบบนี้มาเยอะ ถ้าฉันกลัวคงไม่ได้มายืนอยู่จุดนี้หรอก”

    สิ้นเสียงพูดของทรงยศ เสียงปืนก็ดังขึ้น เขาล้มลงไปทันที อนงค์รัตน์ตกใจมากหันไปมองทางด้านที่กระสุนแล่นมา แล้วทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้นอีกครั้ง กระสุนเข้าที่อกของเธอ อนงค์รัตน์ยกมือกุมหน้าอกไว้แต่เพียงครู่เดียวก็หมดสติล้มลง จังหวะนั้นยมโผเข้ามาประคองร่างเธอ ประโยคสุดท้ายที่เขาได้ยินคือคุณยม

    ยมสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อตั้งสติได้เขาก็รู้ว่าทั้งหมดเป็นแค่ฝันไป...

    เช้าวันต่อมาที่ห้องพักของจ่าเที่ยง เขายืนอยู่ที่หน้ากระจกสวมชุดตำรวจอย่างประณีต จ้องมองตัวเองด้วยความภาคภูมิใจแล้วพูดว่า “ถึงเวลาลุยต่อแล้วนะ” สักพักก็หยิบกุญแจมอเตอร์ไซค์ออกจากบ้านไป

    เมื่อมาถึงสถานีตำรวจ จ่าเที่ยงก็เห็นธนสารกำลังพูดอยู่ต่อหน้าตำรวจทุกคนเพื่อให้ความใส่ใจในคดีลอบยิงทรงยศ ตรวจสอบมือปืนทุกคนที่มีในบัญชีรายชื่อรวมถึงใครก็ตามที่มีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจเรียกมาสอบสวนให้หมด ในขณะที่ตำรวจทั้งหมดกำลังลุกขึ้น จ่าเที่ยงก็ก้าวเข้ามา ทุกคนยืนตะลึง พลยิ้มและร้องเรียกลูกพี่อย่างดีใจ ขยับหลีกทางให้เขาเดินเข้าไปยืนต่อหน้าธนสาร แล้วยกมือทำความเคารพ

    ธนสารมองจ่าเที่ยงอย่างขุ่นเคืองแต่ต้องพยายามซ่อนไว้ ต่างจากจ่าแหลมที่แสดงอาการอย่างชัดเจน ตำรวจทั้งหมดแยกย้ายกันไปอย่างเซ็งๆ เหลือแต่จ่าเที่ยงที่ยืนประจันหน้ากับธนสาร โดยมีจ่าแหลมยืนมองด้วยสีหน้าหงุดหงิด

    “คงได้ข่าวคดีลอบยิงคุณทรงยศแล้วใช่ไหม”

    “ได้ข่าวสิ คดีใหญ่ออกขนาดนั้น แล้วก็ดูเหมือน

    ว่าตำรวจที่นี่จะร้อนใจกับคดีนี้มากกว่าคดีสารวัตรเชษฐ์ ซะอีก”

    “คุณทรงยศเป็นคนสำคัญของวัฒนานิมิต”

    “แน่นอน ธุรกิจต่างๆของนายทรงยศเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงคนทั้งวัฒนานิมิต น่าแปลกที่ดันมีคนอยากให้เขาตาย”

    “ก็ขึ้นอยู่ว่าใครอยู่ฝั่งไหน ใครได้ผลประโยชน์”

    จ่าเที่ยงถามกึ่งเยาะว่าตำรวจโรงพักนี้จะยืนอยู่ข้างไหน ธนสารตอบด้วยความหงุดหงิดว่าก็ต้องฝั่งที่ถูกต้อง พูดเสร็จแล้วทั้งคู่มองหน้ากัน ไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีก มีเพียงสายตาที่บ่งบอกถึงการเป็นศัตรู

    หลังจากนั้นจ่าเที่ยงก็เดินไปนั่งลงที่โต๊ะตัวเก่า มองของต่างๆบนโต๊ะรวมทั้งฮาโมนิกาอันนั้น เขาหยิบขึ้นมาดู พลเดินเข้ามายิ้มๆและบอกว่ายังไม่มีใครมารับคืนไป จ่าเที่ยงเงยหน้ามองลูกน้องคนสนิท พลกล่าวต้อนรับกลับบ้าน เขาเพียงพยักหน้ารับแต่นึกอะไรได้จึงถามว่า

    “เออ แล้วตกลงเรื่องสารวัตรใหญ่คนใหม่เป็นไงบ้าง มีข่าวอะไรมั่งไหม”

    “เงียบกริบเลยล่ะเฮีย รู้แต่ว่าเป็นพันตำรวจโท ชื่อยม วิทยุต”

    จ่าเที่ยงพูดทวนชื่อแล้วมองไปที่ฮาโมนิกา เขานึกถึงเจ้าของมันที่บอกกับถมทองว่าชื่อยม จ่าเที่ยงมีสีหน้าครุ่นคิดอยากได้ข้อมูลเพิ่ม จึงถามพลว่าจะหาได้ที่ไหน พลชี้ไปทางห้องสารวัตรใหญ่

    ตกดึกคืนนั้น จ่าเที่ยงยังคงนั่งอ่านแฟ้มคดีต่างๆ ที่อยู่บนโต๊ะ พอเงยหน้าขึ้นก็นึกอะไรได้ มองไปรอบๆ ในโรงพักมีเจ้าหน้าที่เหลือไม่กี่คน เขาเดินเข้าไปในห้องสารวัตรใหญ่ บนโต๊ะของธนสารมีแฟ้มต่างๆมากมาย เขาค้นจนกระทั่งเห็นแฟ้มประวัติสารวัตรยม เมื่อเปิดออกดูเห็นภาพของนายตำรวจหน้าซูบที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เขานึกขำตัวเองที่คิดบ้าๆว่าสารวัตรยมจะเป็นคนเดียวกันกับนายยมคนนั้น

    ooooooo

    ณ บาร์แองเจิ้ลในถาวรพาราไดซ์ อนงค์รัตน์อยู่บนเวที ร้องเพลงด้วยใบหน้าสดใสเหมือนทุกคืน แต่คืนนี้ต่างจากคืนก่อนๆ ภายในร้านแทบไม่มีลูกค้าหลังจากเกิดเหตุการณ์ลอบยิงนายทรงยศ ยังคงมีแต่ยมกับตำรวจคนอื่นๆ ที่มาเฝ้าดูเหตุการณ์และพนักงานที่ยืนเบื่อๆไม่กี่คน

    ถาวรนั่งเครียดจิบเหล้า ถมทองเดินเข้ามานั่งลงกระแทกข้างๆอย่างหงุดหงิด เธอต่อว่าพ่อที่เอาแต่นั่งเฉยไม่คิดแก้ไขปัญหา น่าจะจัดโชว์พิเศษเรียกลูกค้าอย่างมายากลหรือคาบาเร่ต์ น้อยหน่ารีบสนับสนุนพร้อมแสดงท่าประกอบ ถาวรมองส่ายหน้าเพราะกลัวจัดแล้วเจ๊ง ทุกคนหน้าเสียกลัวตกงาน ประจวบเหมาะกับที่อนงค์รัตน์ร้องเพลงจบและกำลังกล่าวลาลูกค้าให้มาพบกันอีกในคืนพรุ่งนี้

    แต่จู่ๆนายทรงยศก็เดินเข้ามาพร้อมลูกน้อง ถาวรถึงกับยิ้มออกรีบเข้าไปทักทายและเชื้อเชิญทรงยศให้มานั่งที่โต๊ะประจำ พนักงานทั้งหลายกระดี๊กระด๊ามารินเครื่องดื่มเสิร์ฟอย่างเอาใจ ยมกับสะพายมองตรงไปที่โต๊ะนั้น สะพายแทบไม่เชื่อสายตาที่เห็นเขากล้าโผล่มาที่นี่อีก ในขณะที่ทรงยศยกแก้วขึ้นดื่มแล้วมองไปรอบๆ สอดส่ายสายตาหาคนมีพิรุธ

    จากนั้นนายทรงยศเดินเข้าไปยังห้องแต่งตัวเพื่อหาอนงค์รัตน์ เขาสวมกอดเธอจากด้านหลังทำให้เธอสะดุ้งและพยายามผละออก เขาเลยตัดพ้อว่าเมื่อไหร่เธอจะยอมเขาเสียที อนงค์รัตน์ตอบว่าก็จนกว่าเขาจะช่วยให้เธอมีอัลบั้มเพลงเป็นของตัวเอง ทรงยศยอมรอให้ถึงวันนั้น เธอจึงชวนเขาออกไปนั่งข้างนอก ระหว่างที่เดินออกมาทรงยศบอกอนงค์รัตน์ให้เตรียมตัวพรุ่งนี้บ่ายจะส่งรถมารับไปบันทึกเสียงกับครูเสริฐ สะพายมองยมที่จับจ้องดูพฤติกรรมของคนทั้งสองแล้วถามว่า

    “ชอบอนงค์รัตน์มากเลยเหรอ”

    “ผู้ชายพายเรืออย่างผม มันก็ชอบคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย จะไปจริงจังอะไรกับใคร”

    “แต่จะบอกอะไรให้เอาไหม ผู้หญิงอย่างอนงค์รัตน์น่ะ ฉลาดพอที่จะเอาตัวรอดได้ คนอย่างนายทรงยศที่ว่าร้ายๆน่ะ ถ้าจะแพ้อะไรสักอย่างก็คงมีอยู่อย่างเดียวนั่นก็คือผู้หญิง”

    ยมนิ่งสีหน้าครุ่นคิด ไม่มีคำพูดใดๆจากปากเขาอีก

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "โป๊ป-เบลล่า" คัมแบ็ก แท็กทีมดราม่า "ร้อยเล่ห์มารยา" แรง เด็ด เผ็ด มัน

    "โป๊ป-เบลล่า" คัมแบ็ก แท็กทีมดราม่า "ร้อยเล่ห์มารยา" แรง เด็ด เผ็ด มัน
    25 ก.ย. 2563

    08:03 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 17:50 น.