ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    สารวัตรเถื่อน

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่ง "สารวัตรเถื่อน" ได้ "เคลลี่" ประกบ "เกรซ"

    ภาพข่าวในจอโทรทัศน์ นักข่าวยืนรายงานข่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า ทั้งๆที่ข่าวการตายอย่างมีเงื่อนงำของพันตำรวจโทเชษฐ์ สารวัตรใหญ่แห่งวัฒนานิมิตยังไม่จางหายไป วงการตำรวจที่นี่ก็มีข่าวใหญ่ให้คนทั้งประเทศได้จับตามองอีกครั้ง นั่นคือเรื่องการรับสินบนของจ่าเที่ยง

    ส่วนตัวจ่าเที่ยงเมื่อมีนักข่าวไล่ตามสัมภาษณ์ เขาเพียงแต่บอกว่าไม่มีอะไรจะพูด เพราะเรื่องทั้งหมดเป็นการจัดฉาก

    ตกค่ำเขานั่งดูข่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด เหมือนคนที่ถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วงที่สุด คิดแต่ว่าใครจะโง่ออกไปตามจับผู้ต้องหาที่หลบหนีเพื่อให้มันกลับมาปรักปรำตัวเอง แถมยังเก็บเงินสินบนไว้ในลิ้นชักด้วย ในขณะที่ทีวียังคงรายงานข่าว จ่าเที่ยงเอาแต่ดื่มเหล้าจนฟุบหลับคาโต๊ะ แม้แต่เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าจากคุณพิไร เขายังคงหลับไม่รับรู้เรื่องใดๆอีก

    ที่บาร์แองเจิ้ล นายถาวรเดินไปเดินมาอย่างหงุดหงิด ก่อนหันไปถามหัวหน้าวงดนตรี

    “เฮ้ย ตกลงเอาไงเนี่ย เป็นหัวหน้าวงต้องรู้สิ ว่านักดนตรีจะมาหรือเปล่าน่ะ”

    “ก็ไม่รู้สิครับเสี่ย ปกติไอ้นี่มันก็ไม่เคยเลทนะครับ”

    อนงค์รัตน์ นักร้องสาวคนสวยเดินเข้ามาหาน้อยหน่าถามอย่างแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น จนปะติดปะต่อเรื่องได้ว่ามือกีตาร์ประจำวงชื่อร็อกหายตัวไปโดยไม่แจ้งเรื่องกับใครเลย ทำให้นายถาวรโมโหเพราะวันนี้ทรงยศจะมาฟังเพลงอีกครั้ง

    ขณะนั้นเองเสียงโทรศัพท์มือถือของหัวหน้าวงดังขึ้น เขายกมันขึ้นดู ถาวรมองปราดทันทีและแย่งโทรศัพท์ไปจากมือหัวหน้าวง

    “ร็อกเหรอ เร็วเลยนะ รีบมาเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้น เงินเดือนเอ็งเดือนนี้โดนตัดเรียบไม่เหลือแน่ อ้าวเฮ้ย จริงสิ ขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วนี่เอ็งมีใครมาแทนหรือเปล่า โหย! ไม่มีเหรอแล้วทีนี้จะทำยังไงล่ะ”

    หลังจากวางสาย นายถาวรก็บอกกับหัวหน้าวงให้หามือกีตาร์แทนคนเดิมเพราะมันถูกมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวล้มจนกระดูกแตกหลายท่อน ไม่สามารถทำงานได้แน่นอน ทุกคนมีสีหน้าตกใจ บางรายโวยวายเสียงดัง ทำให้นายถาวรต้องไล่ให้หัวหน้าวงโทร.หามือกีตาร์คนใหม่มาด่วน ในระหว่างที่ทุกคนกำลังวุ่นวาย หน้าบาร์แองเจิ้ลก็มีมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด คนขับถอดหมวกกันน็อกพร้อมกับสะบัดผมยาวสลวย

    นายถาวรยืนมองหัวหน้าวงที่โทรศัพท์อยู่อย่างเซ็ง ได้ยินเสียงเจรจากับปลายสายแต่ในที่สุดก็ไม่สามารถหาใครมาแทนในเวลาเร่งด่วนแบบนี้ ถมทองเดินเข้ามาหยุดที่อนงค์รัตน์ ปรายตามองนิดหนึ่ง ก่อนหันไปมองพ่อแล้วแนะนำให้เปิดแผ่นแทนการร้องสด นายถาวรกลับทำหน้ากังวลบอกกับลูกสาวว่าวันนี้ทรงยศจะมาฟังเพลงอีกครั้ง ถ้ามาแล้วไม่ได้ฟังอนงค์รัตน์ร้อง มีหวังบาร์แตก

    ทุกคนเห็นด้วยกับนายถาวร ทั่วทั้งบาร์เงียบกริบ จนกระทั่งชายหนุ่มมาดเซอร์ก้าวเข้ามา พร้อมด้วยกีตาร์ในมือ และบอกว่ามาสมัครงานในตำแหน่งมือกีตาร์ เนื่องจากทราบจากเพื่อนว่าที่นี่ต้องการมือกีตาร์คนใหม่ ทุกคนหันมามองสะพาย จนเขาต้องถามว่าได้งานแล้วใช่ไหม เสียงตอบพร้อมกันว่าใช่

    ooooooo

    คืนวันเดียวกัน สะพายหยิบกีตาร์ออกมาจากกล่อง เสียบสายเข้ากับแอมป์แล้วทดลองเล่นด้วยลีลาอันเด็ดขาด น้อยหน่ายืนมองตาเยิ้มปลาบปลื้มในความหล่อของสะพาย ส่วนถมทองยืนดูทั้งคู่แบบขำๆเพราะรู้ว่าแพ้ทางพวกศิลปิน

    ขณะนั้นเองยมแอบเข้ามายืนมองสะพายด้วยความรู้สึกไม่ไว้วางใจ ถมทองหันมาเห็นก็ทักอย่างแปลกใจว่า

    “ตั้งแต่มาวัฒนานิมิต ได้ไปเที่ยวไหนมั่งหรือยัง ถ้าอยากได้มัคคุเทศก์นำเที่ยวก็บอกนะ”

    ถมทองสอบถามด้วยความกระตือรือร้นด้วยหวังจะใกล้ชิดยม และยืนยันว่าขอแค่บอกเท่านั้นเอง ระหว่างนั้นหัวหน้าวงฟังการดีดกีตาร์ของสะพายด้วยความพอใจ จึงถามว่าชื่ออะไร

    “สะพายครับ” สะพายพูดพลางมองไปทางยม ส่วนยมก็มองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์

    เมื่อนายทรงยศมาถึงบาร์แองเจิ้ล นักดนตรีทั้งหมดพร้อมแสดงอยู่บนเวทีรวมทั้งสะพายด้วย ยมก้าวเข้ามายืนมองจากทางด้านหลัง จ้องมองไปทางสะพายที่กำลังสะพายกีตาร์ขึ้นพาดบ่า ที่โต๊ะด้านหน้านายทรงยศนั่งอยู่กับระมาด ทั้งสองพูดคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

    ระมาดรายงานว่านักรบพลิกแผ่นดินหานางประหลาดยังไม่เจอ ไม่รู้ว่าชายลึกลับเอาตัวนางไปซ่อนไว้ที่ไหน ทรงยศพูดว่า

    “มันคงหวังจะใช้นางนั่นเป็นพยานเล่นงานเรา แต่เชื่อเถอะ นางประหลาดมันไม่กล้าหรอก...เพราะมันรู้แล้วว่าการที่มันแข็งข้อต่อเรา ผลลัพธ์จะเป็นยังไง”

    ขณะนั้นเองอนงค์รัตน์ก้าวเข้ามายืนบนเวทีราวกับนางพญา ทั้งสองคนหยุดการสนทนาลง ทรงยศรู้สึกเหมือนมีแรงดึงดูดให้หันไปมอง เธอส่งยิ้มหวานให้กับเขา เขายิ้มบางๆที่มุมปาก ระมาดมองกิริยานั้นด้วยความสงสัยในความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง เสียงเพลงเริ่มต้น อนงค์รัตน์ร้องเพลงอย่างไพเราะจับใจคนฟังอีกครั้ง

    ยมพยายามมองหาท่าทีพิรุธจากสะพาย ถมทองแกล้งเดินเข้ามาพูดอย่างหมั่นไส้เมื่อเห็นยมมองเวทีอย่างไม่ละสายตา เมื่อเห็นเขาไม่สนใจคำพูดของตนเอง เธอก็หันมามองค้อนยม แล้วทักท้วงว่าทำไมไม่พูดอะไรบ้าง แต่ยมยังคงไม่มีปฏิกิริยาใดๆ สุดท้ายถมทองจึงได้แต่ถอนหายใจแรงๆอย่างหงุดหงิด

    เมื่อเพลงจบลง เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั้งบาร์ อนงค์รัตน์โปรยยิ้มไปรอบๆก่อนมาหยุดที่ตัวนายทรงยศ ส่งผลให้เขากวักมือเรียกน้อยหน่าเข้ามากระซิบอะไรบางอย่าง น้อยหน่ายิ้มร่าอย่างยินดี

    หลังเสร็จสิ้นจากงาน อนงค์รัตน์เก็บของใส่กระเป๋า น้อยหน่าเปิดประตูเข้ามาให้เธอรีบออกไปพบนายทรงยศ อนงค์รัตน์แปลกใจในกิริยารีบร้อนนั้น น้อยหน่าอธิบายว่าเมื่อใดที่นายทรงยศเรียกหาแบบนี้ โอกาสทองได้เข้ามาหาแล้วเพราะที่ผ่านมาเขาส่งนักร้องบ้านนอกไปเป็น

    นักร้องดังหลายคน แม้แต่ตัวเธอเองยังเคยแอบหวังในเรื่องนี้ แล้วน้อยหน่าก็ดันหลังอนงค์รัตน์ให้รีบออกไปพบทรงยศ

    ที่มุมบาร์เหล้า บาร์เทนเดอร์กำลังรินเหล้าส่งให้ยม เขารับไว้แล้วหันไปพูดกับสะพายว่า

    “ไม่นึกว่าจะได้เจอนักกีตาร์ฝีมือดีในบาร์เล็กๆ แบบนี้”

    “ผมก็แค่เล่นก๊อกๆแก๊กๆไปเรื่อยน่ะ ใครจ้างก็เล่น เขาไม่จ้างก็ไปต่อ หนึ่งคนกับสองล้อมอเตอร์ไซค์ ไปไหนไปกัน ถึงไหนก็ถึงกัน”

    “สักแก้วไหม”

    “ไม่ดีกว่า ผมไม่ดื่ม น้อง! ขอนมแก้วนึง”

    ยมยิ้มขำๆ ส่วนบาร์เทนเดอร์มองสะพายด้วยสายตาดูถูกก่อนส่งนมให้ สะพายรับแก้วนมมาชนกับแก้วเหล้าของยมแล้วดื่มอย่างสดชื่น ยมมองยิ้มๆ น้อยหน่าพาอนงค์รัตน์มาพบทรงยศ เธอกล่าวสวัสดีและสอบถามว่าทรงยศต้องการพบตัวด้วยเรื่องใด เขาเชื้อเชิญให้เธอนั่งลงก่อนพร้อมกับพูดว่า “บอกตรงๆเลยนะ ฉันเห็นประกายในตัวเธอ”

    “ประกาย? ประกายอะไรเหรอคะ”

    “ก็ประกายดารายังไงล่ะ ทั้งเสียงร้อง ทั้งรูปร่างหน้าตา ถ้าได้แรงส่งดีๆรับรองเธอไปไกลแน่”

    “แล้วรัตน์ต้องทำยังไงคะ ถึงจะได้แรงส่งดีๆที่ว่าน่ะ”

    “ไม่ต้องถาม แค่ทำตามที่ฉันบอก ถ้าเธออยากมีชื่อเสียงเป็นนักร้องระดับซุปเปอร์สตาร์ ฉันจะช่วยเธอเอง”

    อนงค์รัตน์รีบยกมือไหว้และขอบคุณในความช่วยเหลือ เธอจะเชื่อฟังเขาทุกอย่างขอแค่โอกาสที่เขาจะมอบให้เท่านั้น ทรงยศย้ำว่าเธอจะไม่ผิดหวัง สะพายพูดกับยมว่าสงสัยนักร้องคนสวยจะหลงเสน่ห์เสี่ยกระเป๋าหนัก ยิ่งระดับนายทรงยศมีเงินเป็นโกดังคงทุ่มได้ไม่มีวันหมด ยมไม่แปลกใจเลยในเรื่องนั้นเพราะทุกอย่างในเมืองวัฒนานิมิตเป็นของทรงยศทั้งนั้น สะพายขอนมเพิ่มแล้วพูดต่อว่าธุรกิจทุกอย่างที่ทรงยศมี เป็นเพียงเรื่องบังหน้า ส่วนเบื้องหลังเขาเป็นเจ้าพ่อค้ายาตัวเอ้

    ยมหันไปมองทรงยศที่กำลังยิ้มอย่างมีความสุขกับอนงค์รัตน์ เขาหันกลับมามีสีหน้าครุ่นคิด

    หลังจากเสร็จสิ้นการพบปะพูดคุยกับนายทรงยศเรียบร้อยแล้ว อนงค์รัตน์มายืนรอลิฟต์เพื่อจะกลับขึ้นห้องพัก เมื่อประตูเปิดออก เธอก้าวเข้าไปพร้อมกับได้ยินเสียงคนเดินรีบร้อนมา สักพักเธอเห็นยมเดินก้าวเข้ามาข้างใน ทั้งคู่ทักทายกันว่าเจอกันอีกแล้วโดยบังเอิญ ยมชมอนงค์รัตน์ว่าคืนนี้เธอดูสดใส อาจเป็นเพราะเธอมาทำงานที่นี่ไม่นานก็กลายเป็นนักร้องอันดับหนึ่งของที่นี่ไปแล้ว ใครๆก็พูดถึงเธอ

    อนงค์รัตน์ตอบกลับอย่างถ่อมตนว่า “ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ รัตน์แค่รู้สึกว่าสิ่งที่เคยฝันไว้กำลังจะเป็นจริงก็เท่านั้นเอง แล้วอีกอย่าง...พรุ่งนี้จะเป็นวันเกิดรัตน์ด้วย”

    “เหรอครับ ดีจังเลย งั้นพรุ่งนี้ก็ต้องฉลองให้เต็มที่น่ะสิ”

    “ไม่หรอกค่ะ รัตน์ชอบทำบุญวันเกิดมากกว่า เออ...พรุ่งนี้เช้าถ้าคุณยมว่าง ไปด้วยกันไหมคะ”

    ยมมองอนงค์รัตน์อยู่ครู่หนึ่งอย่างชั่งใจ จนเธอรู้สึกเกรงใจ แต่ยมก็ตอบรับคำเชิญในที่สุด ประตูลิฟต์เปิดออก อนงค์รัตน์ก้าวออกไป ยมมองตามอย่างรู้สึกดีกับเธอ

    ooooooo

    เช้าวันต่อมาที่ตลาดวัฒนานิมิต ผู้คนไม่พลุกพล่านมากนัก พระภิกษุเดินแถวมาอย่างสงบ ยมกับอนงค์รัตน์ยืนอยู่คู่กันและช่วยกันใส่บาตรพระอย่างมีความสุข

    หลังจากพระไปแล้ว เธอหันมายิ้มให้ยม พร้อมกับขอบคุณที่เขามาเป็นเพื่อน แล้วชวนไปหาอะไรทานกัน ทั้งคู่เข้าไปในร้านกาแฟ สั่งกาแฟมาชนแก้วเพื่อมิตรภาพ แล้วยิ้มให้กันอย่างขำๆ

    ไม่ไกลกันนัก ถมทองกับน้อยหน่ามองดูพฤติกรรมของคนทั้งสอง ถมทองเกิดความรู้สึกโกรธจนน้อยหน่าต้องเตือนไม่ให้คิดมาก สองคนนั่นคงแค่ชวนกันมาทำบุญเท่านั้น แต่น้อยหน่ากลับพูดกำกวมให้ถมทองโกรธหนักยิ่งขึ้น

    จังหวะนั้นเอง สะพายเดินเข้ามาถามว่ามองอะไรกันอยู่ ถมทองหันมองเขาอย่างหงุดหงิดแล้วเดินกระทืบเท้าออกไป สะพายเกิดอาการเหวอกับพฤติกรรมของถมทอง น้อยหน่าบอกว่าเขามาถามผิดที่ผิดเวลาเท่านั้น ว่าแล้วเธอก็รีบเดินตามถมทองออกไป สะพายมองตามก่อนที่จะหันกลับมามองยมและอนงค์รัตน์ ฟากคนถูกมองทั้งสองกลับไม่ได้รู้เรื่องว่ามีบางคนไม่พอใจที่เห็นกิริยาอาการเอื้ออาทรต่อกัน แต่สำหรับสะพายแล้ว เขามองและยิ้มอย่างอิจฉาแค่นั้นเอง

    ณ สถานีตำรวจวัฒนานิมิต ในห้องสารวัตรใหญ่ธนสารนั่งลงที่โต๊ะ จิบกาแฟอย่างสบายอารมณ์ สีหน้าผ่องใส จ่าแหลมโผล่เข้ามาพร้อมใบหน้ายิ้มกริ่ม พูดแซวธนสารเรื่องโต๊ะและห้องใหม่ของผู้รักษาการ จนเขาต้องแกล้งดุ ทั้งๆที่แอบพอใจสิ่งที่ได้รับ ในขณะที่ด้านนอกห้องดูเงียบสงบ บรรดาตำรวจกระจายกันนั่งอยู่ตามที่ของตัวเอง จนกระทั่งจ่าเที่ยงเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋า ทั้งหมดจึงหันไปมองและซุบซิบกัน

    จ่าเที่ยงเดินไปที่โต๊ะตัวเอง แล้วหยิบของบางอย่างใส่กระเป๋าที่เตรียมมา พล ลูกน้องคนสนิทเดินเข้ามาสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ทันใดนั้นก็มีเสียงโวยมาจากทางห้องสารวัตรใหญ่ มันเป็นเสียงจ่าแหลมที่บ่นเหม็นกลิ่นเหล้าจากตัวของจ่าเที่ยง ไม่มีเสียงตอบกลับ เขายังคงเก็บของต่อไป เมื่อเห็นฮาโมนิก้าก็หยิบขึ้นมาดู แล้วบอกฝากพลให้คืนของ ถ้ามีเจ้าของมาตามหา พลรับปากแล้วถามลูกพี่ว่าจะไปเลยเหรอ

    จ่าเที่ยงตอบรับว่าใช่ และไม่ต้องห่วงเพราะคนอย่างตนตายยาก เมื่อเก็บของเสร็จ เขาก็ยกกระเป๋าเดินออกไปโดยไม่พูดไม่จากับใครอีก ธนสารและจ่าแหลมมองตามอย่างสะใจ

    พอออกมาด้านหน้าสถานีตำรวจ จ่าเที่ยงและพลก็เจอกับพิไรที่มาหาด้วยความเป็นห่วง จ่าเที่ยงพยายามเดินผ่านไปแต่พิไรรีบคว้าแขนเขาไว้ ก่อนถามตัดพ้อว่าเขาจะไปไหน โทร.ไปหาก็ไม่รับสายและไม่โทร.กลับ ทำเหมือนเป็นคนไม่รู้จักกันหรือตายจากกันไปแล้ว จ่าเที่ยงอธิบายว่าเขาไม่อยากให้เธอเดือดร้อนจึงทำแบบนั้น ธนสารและจ่าแหลมได้ยินทั้งสองคุยกัน จนอดไม่ไหวต้องเดินเข้ามาสอดแนม

    พิไรหยิบซองเงินขึ้นมายัดใส่มือจ่าเที่ยงที่ยืนนิ่ง เพราะรู้ว่าเขาต้องใช้เงินในการย้ายไปอยู่ที่ใหม่ แต่เขากลับไม่ยอมรับเงินนั้น จ่าแหลมและธนสารยืนดูการกระทำของคนทั้งคู่แบบขำๆ สุดท้ายจ่าเที่ยงต้องผลักมือพิไรออกและเดินหนีไป พิไรได้แต่มองตามด้วยความเป็นห่วง เธอยืนอยู่อย่างนั้นจนรู้สึกว่ามีสายตาจ้องมองอยู่ เธอเงยหน้าขึ้นไปบนโรงพักก็เจอสายตาของจ่าแหลมและธนสารมองลงมา พิไรมองตอบด้วยดวงตาแข็งกร้าว ทำให้ทั้งคู่มีสีหน้าเจื่อนไป

    จ่าเที่ยงเดินกลับมาที่บ้านพัก นั่งลงบนเตียงเหมือนคนหมดแรง สักพักหนึ่งจึงเดินไปดึงลิ้นชัก ในนั้นมีปืนอยู่ เขาหยิบมันออกมาดู ทันใดนั้นมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขาหยิบขึ้นมาดู มันขึ้นข้อความเป็นเบอร์ส่วนตัว เขากดรับสาย มีเสียงปลายสายดังขึ้นมาว่า

    “ผมเป็นใครไม่สำคัญหรอก ผมแค่อยากให้จ่ารู้ว่าคนที่คิดจะจัดการกับนายทรงยศน่ะ ไม่ได้มีแค่จ่าคนเดียว ทุกสิ่งที่จ่าทำมีคนเห็น ตำรวจดีๆอย่างจ่าเมื่อทำดีแล้วต้องได้รับผลดี ไม่ใช่ทำดีแล้วต้องกลายเป็นมาเดือดร้อน”

    “ถ้าคุณหมายถึงคดีรับสินบนนั่น...”

    “เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง เดินไปตามเกมของพวกมัน ให้พวกมันเชื่อว่ากำจัดจ่าพ้นทางไปได้ จ่าจะปลอดภัย ส่วนเรื่องคดีแค่ให้การไปตามตรง ความจริงเป็นยังไงก็ว่าไปอย่างนั้น”

    “แล้วมันจะไม่...”

    “ไม่ต้องวิตกเลยจ่า สุดท้ายพวกนั้นจะแตกกันเอง ต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างโกหก สุดท้ายกรรมการสอบสวนก็จะจับโกหกได้ จำไว้ แกล้งเดินไปตามเกมของมัน แล้วเรื่องดื่มน่ะ เพลาๆลงซะบ้าง เหล้าน่ะไม่ได้ช่วยอะไรหรอกจ่า”

    จ่าเที่ยงเหลือบมองไปทางขวดเหล้าบนโต๊ะ พร้อมกับได้ยินเสียงกดวางสาย เขารีบร้อนพูดต่อแต่ไม่ทันเสียแล้ว มองโทรศัพท์ในมืออย่างหงุดหงิดสงสัย หลังจากนั้นจ่าเที่ยงออกจากบ้านเดินไปบนถนน แต่เขาสังเกตเห็นมีชายสามคนสะกดรอยตาม เขามองไปรอบๆเพื่อให้แน่ใจว่าถูกตาม สุดท้ายเขาหันไปเผชิญหน้ากับคนที่ตามมาข้างหลัง แต่พูดให้ดังพอที่จะได้ยินพร้อมกันทั้งสามคนว่าเขารู้ตัวแล้ว ถ้าคิดจะตามควรทำให้เนียนกว่านี้ หลังพูดจบทุกคนที่ตามเขาหายหัวไปหมด จ่าเที่ยงหันกลับแล้วเดินต่อไปด้วยสีหน้านิ่งเป็นปกติ

    ในซอยเล็กไม่ไกลกันนั้น กุ่ยช่ายกำลังโทรศัพท์รายงานระมาดให้ทราบว่ามันจะไม่ปล่อยให้จ่าเที่ยงคลาดสายตาจนกว่าจะออกจากวัฒนานิมิต แต่ถ้าไม่ยอมออกไป มันจะส่งไปหาลูกพี่บนสวรรค์แน่นอน ระมาดได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มพอใจ

    ที่โรงรับจำนำ ผู้จัดการกำลังส่องดูของต่างๆที่ซื้อมา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นจ่าเที่ยงคนคุ้นเคยเดินเข้ามาจึงถามจะเอาอะไรมาจำนำหรือจะมาไถ่ของคืน แต่จ่าเที่ยงกลับหยิบปืนพกส่งให้แล้วถามราคา ผู้จัดการถามเพื่อความแน่ใจว่าจะขายจริงหรือ ก่อนหยิบปืนขึ้นมาพิจารณา

    หลังจากเจรจาเรียบร้อยและเดินออกมาจากโรงรับ จำนำ จ่าเที่ยงพบว่ายังมีการสะกดรอยอยู่ เขาเกิดความรำคาญจึงเดินข้ามถนนไปฝั่งตรงกันข้ามเพื่อที่จะไปคุยให้รู้เรื่อง ยังไม่ทันได้สอบถามอะไร เจ้าคนตามรีบวิ่งหนี จ่าเที่ยงวิ่งตามจนคว้าตัวไว้ได้ เขาเค้นถามว่าใครให้มาสะกดรอยตาม ชายคนนั้นยืนมองหน้าแต่ไม่พูดอะไร อีกสองคนวิ่งตามมาก็ไม่พูดอะไรเหมือนกัน

    จ่าเที่ยงมองทั้งสามคน แล้วตัดสินใจพูดว่า “ตามใจ ไม่ต้องบอกฉันก็รู้ว่าใครสั่งให้พวกแกมา ฝากไปบอกลูกพี่แกด้วยว่าไม่ว่าพวกแกจะทำยังไงฉันก็ไม่กลัว” เขาปล่อยมือ พร้อมเหวี่ยงชายคนนั้นออกไป

    เมื่อหันหลังเดินย้อนกลับก็สวนกับกุ่ยช่ายที่เดินทำหน้ากวนๆมาแล้วบอกว่าระมาดเป็นห่วงจึงส่งลูกน้องมาคอยดูแลกลัวไปมีเรื่องกับคนอื่น ถ้าไม่มีงานก็ไปของานทำได้ จ่าเที่ยงพูดสวนกลับว่าไม่มีวันที่จะไปขอความช่วยเหลือต่อให้ตายเหมือนหมาก็ตาม เขามองไปที่คนทั้งสามแล้วก็เลิกใส่ใจอีก

    ooooooo

    ณ โรงงานทรงวัฒนากรุ๊ฟ กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังช่วยกันขนของขึ้นรถ ก่อนปิดประตูสินค้าด้านหลัง ส่วนที่ด้านข้างรถ เต้อ คนงานส่งของกำลังเซ็นเอกสารรับงานอยู่โดยมีหัวหน้าฝ่ายขนส่งอธิบายกระบวนการส่งของ เต้อส่งเอกสารคืนให้แล้วปีนขึ้นรถไป

    ไม่ไกลกันนั้น ระมาดสอบถามมังกรเกี่ยวกับคนขับรถคนใหม่ จึงทราบว่ามันเป็นลูกน้องเก่าของมังกรเคยติดคุกคดียิงคนตาย พอออกจากคุกจึงมาของานทำและมังกรรู้จักครอบครัวมันดี ถ้าคิดไม่ซื่อมังกรจะจัดการเอง สักพักรถบรรทุกที่เต้อขับก็แล่นออกจากโรงงานไป แต่ออกมาไม่นานรถก็หยุดลงข้างทาง เต้อลงจากรถมองซ้ายมองขวาก่อนที่จะขนสินค้าจำนวนหนึ่งออกจากรถแล้วไปซ่อนในพุ่มไม้ คิดกระหยิ่มใจว่าคงไม่เป็นไรเล็กๆน้อยๆเท่านั้น

    วันเดียวกันระมาดได้รับแจ้งจากลูกค้าว่าสินค้าที่ส่งมาไม่ครบจำนวน ระมาดเรียกหัวหน้าฝ่ายขนส่งมาโวยวาย แต่ได้รับการยืนยันจำนวนสินค้าถูกต้องตามใบสั่งงานยกเว้นมีคนแอบขโมยสินค้าระหว่างทางเพราะการขนส่งจะมีการเปลี่ยนคนขับรถเป็นช่วงๆ ไม่มีใครรู้ว่าสินค้าจะส่งจากไหนไปไหน หากเกิดการล่าช้าที่จุดไหนแสดงว่าจุดนั้นต้องมีคนหักหลัง

    ระมาดกระชากคอหัวหน้าฝ่ายขนส่งด้วยความโกรธจัด ทันใดนั้นมังกรเดินเข้ามาบอกว่าเขามั่นใจคนที่ทำคือเต้อ พร้อมกับถามจะให้จัดการอย่างไร ระมาดตอบหน้าเหี้ยมว่าบทลงโทษของคนทรยศมีอยู่สถานเดียวคือตาย

    ในซอยแคบ เต้อยืนอวดอ้างสรรพคุณของยาตัวใหม่อยู่กับวัยรุ่นผอมกะหร่องสองคน วัยรุ่นส่งเงินให้เต้อนับพร้อมกับแบมือรอรับยา ไม่สนใจเรื่องราคายาในครั้งหน้า ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนมาจากทางปากซอย จ่าเที่ยงถามว่าทำอะไรกันอยู่ ทั้งหมดหันไปมองแล้วก็วิ่งไปอีกด้านของซอยทันที จ่าเที่ยงทิ้งกระเป๋าไล่ตาม

    วัยรุ่นชายกระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับหนีไป เต้อวิ่งสุดชีวิต ส่วนจ่าเที่ยงก็ตามอย่างไม่ลดละพร้อมกับตะโกนให้หยุด เมื่อวิ่งไปถึงหน้าปากซอยก็หักเลี้ยวไป จ่าเที่ยงวิ่งตามมาพอเลี้ยวก็ชนเข้ากับยมที่ยืนอยู่ เขาจ้องยมอย่างดุดันคิดว่าเป็นพวกเดียวกับที่หนีไป จนยมต้องบอกว่าเขาไม่รู้เรื่องยืนอยู่เฉยๆจ่าเที่ยงวิ่งเข้ามาชนเอง

    จ่าเที่ยงเห็นเต้อวิ่งลับมุมถนนหายไปด้วยความรู้สึกแค้น ยมมองตามแล้วถามว่า

    “ได้ยินคนที่ตลาดคุยกันว่าจ่ากำลังจะไปจากเมืองนี้แล้ว”

    “ดูเหมือนใครๆก็สนใจเรื่องนี้นะ”

    “อย่างที่คนเขาว่ากันจริงๆเสียด้วยว่าใครที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับนายทรงยศ ก็ไม่มีทางที่จะอยู่เมืองนี้ได้ ถ้าไม่ต้องระเห็จไปแบบไม่มีวันกลับก็ต้องไปอยู่เมืองผี”

    “รู้อย่างนี้แล้ว คุณจะยังอยู่นี่ต่ออีกทำไม”

    “ผมว่าเมืองนี้มันมีสีสันดี และอีกอย่าง...เสเพลบอยอย่างผม คงไม่ไปเกะกะขวางทางนายทรงยศหรอกมั้งครับ ...แล้วเจอกันใหม่นะจ่า”

    พูดแล้วยมก็เดินก้มหน้าแยกออกไป จ่าเที่ยงยืนนิ่งครุ่นคิด แต่หลังจากนั้นเขาก็มาขึ้นรถทัวร์ของทรงวัฒนาเดินทางออกจากเมือง กุ่ยช่ายรีบต่อสายคุยกับคนขับรถให้จับตามอง ถ้าเกิดขอลงกลางทางก็ให้จัดการเลย คนขับรถรับคำสั่งอย่างแข็งขัน รถทัวร์ก็แล่นออกจากเมืองไป

    ทรงยศอยู่ที่สนามกอล์ฟทราบเรื่องด้วยความดีใจเพราะหมดเสี้ยนหนามเสียที ใกล้กันนั้น อนงค์รัตน์กำลังฝึกท่าตีกอล์ฟอยู่ ทรงยศเดินเข้ามาสอบถามและถือโอกาสโอบกอดเธอโดยทำทีว่ากำลังสอนตีลูก ไม่นานนักมีรถกอล์ฟวิ่งเข้ามาจอด พร้อมกับชายกลางคนท่าทางอารมณ์ดีลงมาจากรถ ทรงยศพาอนงค์รัตน์เดินเข้าไปหาและแนะนำให้รู้จักครูเสริฐหรือประเสริฐ ผู้ซึ่งปั้นนักร้องดังมาหลายคนแล้ว ท่าทางประเสริฐดูงงเล็กน้อยเมื่อได้ยิน อนงค์รัตน์เอ่ยปากฝากเนื้อฝากตัว ทรงยศแนะนำประเสริฐให้ไปที่บาร์แองเจิ้ลเพื่อฟังเสียงร้องของเธอในคืนนี้ ทั้งคู่ขอตัวออกไปคุยข้างนอก

    ในขณะที่เดินมาด้วยกัน ประเสริฐชื่นชมทรงยศที่มีแต่สาวสวยเด็ดข้างกายแต่ไม่เคยจะจริงจังด้วย คราวนี้ก็เช่นกัน ทรงยศเปลี่ยนเรื่องมาคุยถึงออเดอร์ยาลอตใหม่ ซึ่งประเสริฐกลับบอกว่าไม่ห่วงออเดอร์แต่ห่วงไอ้โม่งที่ดอดมาช่วยนางประหลาดทำให้บอร์ดกังวลใจเลยไม่กล้าสั่งยารอบใหม่ ทรงยศจึงยืนยันว่าจะจับตัวมาได้แน่ๆแถมจ่าเที่ยงก็ออกไปจากเมืองแล้วด้วย

    ระหว่างที่นั่งรถออกจากเมือง จ่าเที่ยงนึกถึงคำถามของตำรวจรุ่นพี่เกี่ยวกับคดีการรับสินบนจากผู้ต้องหา โดยแนะนำให้เขาสารภาพดีกว่า กรรมการสอบสวนอาจสงสารแล้วลดโทษให้หรือไม่ก็ต้องติดสินบนพวกกรรมการ แต่เขายืนยันเสียงแข็งว่าไม่ได้กระทำเรื่องนั้นจริงๆและไม่มีความผิด จะต่อสู้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง ท้ายที่สุดรุ่นพี่ขอร้องให้เขาออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

    ooooooo

    เพื่อจะจับคนทรยศในเรื่องการส่งสินค้า ระมาดและมังกรจึงวางแผนให้เต้อไปส่งของอีกครั้ง โดยให้หัวหน้าฝ่ายขนส่งย้ำกับเต้อเกี่ยวกับวิธีการและเวลาที่สินค้าต้องถึงจุดนัดหมายในแต่ละพื้นที่ หากไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน เต้อจะถูกลงโทษเหมือนคนอื่นๆที่เคยหักหลังคือตายอย่างเดียว

    เต้อยังไม่รู้ชะตากรรมของตนเองได้ขึ้นขับรถออกจากโรงงานทรงวัฒนากรุ๊ฟวิ่งไปตามทางเรื่อยๆ เมื่อรถบรรทุกแล่นมาถึงเส้นทางระหว่างภูเขา เขามองเห็นมังกรออกมาโบกมือเรียก ทันใดนั้นประตูด้านข้างคนขับก็เปิดออก ยมก้าวเข้ามาในชุดพรางตัวแล้วสั่งไม่ให้หยุดรถ เต้อไม่สนใจเตรียมตัวเหยียบเบรก ทว่า ยมโถมตัวเข้าไปเปลี่ยนเกียร์แล้วจับขาเต้อให้เหยียบคันเร่งแทน เต้อตกใจหันไปมองดูกระจกข้างแล้วเหยียบเบรก

    เวลาเดียวกันนั้น มีรถหุ้มเกราะคันหนึ่งแล่นออกมา จากข้างทาง เข้ามาขวางหน้ารถบรรทุกไว้ เต้อมองไปข้างหน้าด้วยความหวั่นใจ กำลังจะเอ่ยปากพูด คนในรถคันนั้นก็โผล่ออกมาพร้อมปืนเอเคหลายกระบอก ยมตะโกนลั่นให้เต้อรีบถอยรถ เสียงปืนดังอย่างสนั่นหวั่นไหว ทั้งยมและเต้อรีบก้มหัวหลบลูกกระสุน รถถอยผ่านมังกรไป มังกรเลยฉวยจังหวะกระโดดขึ้นข้างรถแล้วปีนต่อไปจนถึงห้องโดยสาร เขาโผล่หน้ามาที่ช่องหน้าต่างพร้อมด้วยปืนในมือ ยมหันขวับไปและปัดปืนในมือมังกร ลูกกระสุนเฉียดยมไปโดนกระจกส่องหลังแตกกระจาย เต้อสะดุ้งเฮือก

    ทั้งคู่ต่อสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร กระสุนจากปืนเอเคพุ่งเข้าเจาะที่ยางหน้ารถบรรทุกทำให้ยางระเบิด รถเสียการทรงตัว ท้ายปัดไปชนเข้ากับเนินเขาข้างทาง พร้อมกับร่างมังกรที่โดนสะบัดหลุดจากข้างรถ เต้อหน้าเสียเกิดอาการลนลาน ถามยมอย่างขวัญเสียว่าจะทำยังไงดี ยมเลยบอกให้วิ่ง เต้อรีบเปิดประตูรถและกระโจนขึ้นเขา โดยมียมตามมาข้างหลังพร้อมกับปืนในมือ

    เมื่อรถหุ้มเกราะจอด นักรบและลูกน้องร่างยักษ์กระโดดลงจากรถวิ่งตามโดยมีมังกรตามมาสมทบเป็นคนสุดท้าย ยมวิ่งขึ้นเขาไปพลาง หันไปยิงพวกที่ตามมาไปพลาง ในขณะที่เต้อเริ่มอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว เขาก้าวขาแทบไม่ออก จนยมต้องเข้าไปฉุดให้เดินหน้าไปให้ไวที่สุด นักรบกับพรรคพวกตามมาใกล้ ยมหันหลังไปยิงสู้จนกระสุนหมดแม็กแล้วรีบบรรจุใหม่อย่างคล่องแคล่ว ก่อนหันกลับไปยิงกันไว้ เต้อเหนื่อยหอบจนแทบไปต่อไม่ไหว เขาสะดุดรากไม้ล้มลง ยมรีบเข้าไปกระชากขึ้นมา

    ยมลากเต้อมาจนถึงยอดเขา เมื่อมองลงไปก็พบว่าเป็นหน้าผา มีสายน้ำอยู่เบื้องล่าง เต้อมองตามไปด้วยความหวาดเสียว นักรบ มังกรและพวกยิ่งตามเข้ามาใกล้มากขึ้น ยมมองไม่เห็นทางอื่นนอกจาก...กระโดดลงไป เขากระชากตัวเต้อ ทั้งคู่ลอยละลิ่วลงที่สายน้ำเบื้องล่าง เสียงดังตูม ก่อนจมหายไปกับสายน้ำ พวกที่ตามมาถึงหน้าผาหยุดมองอยู่ตรงนั้นด้วยใบหน้านิ่งเหี้ยม

    เต้อถูกยมลากขึ้นมานอนอยู่บนตลิ่งอย่างหมดสภาพ ยมนั่งพักอยู่ใกล้ๆเหนื่อยจนพูดอะไรไม่ออก เต้อคลานเข้ามาหายมด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมมังกรจะฆ่าเขา ยมบอกว่ามังกรรู้เรื่องเต้อขโมยของแล้ว และให้บอกมาว่าเอาของไปซ่อนไว้ที่ไหน เต้อทำเป็นไม่รู้เรื่องและคิดว่ายมอำเล่น

    ที่ห้องพักภายในบ้านหลังหนึ่ง ยมเดินนำเต้อเข้ามาพร้อมทั้งบอกให้หลบซ่อนตัวที่นี่ก่อน อย่าออกไปไหนเด็ดขาดถ้ายังไม่อยากตาย เต้อเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วมองหน้ายมด้วยความแคลงใจยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเอง จนยมต้องเสริมว่าจะกันเขาไว้เป็นพยานเพื่อเอาผิดนายทรงยศให้ได้ แต่เต้อปฏิเสธไม่ขอร่วมทำด้วย ยมมองจ้องตาพร้อมกับบอกว่า

    “เอ็งไม่มีสิทธิ์เลือก ยังไงก็ต้องทำ”

    เต้อนั่งลงที่ปลายเตียงหน้าเครียดหลังจากที่ถูกขังอยู่ในห้อง

    ทางด้านทรงยศกำลังเดือดดาลที่ลูกน้องทำงานไม่สำเร็จ ระมาดรายงานว่ามีคนไปช่วยเต้อให้รอดพ้น มังกรเสริมว่า

    “ไม่รู้ว่าเป็นใครเหมือนกันครับ แต่ฝีมือมันไม่ธรรมดาเลย เหมือนพวกที่ผ่านการฝึกมาเป็นอย่างดี ขนาดพวกเรามีมากกว่าหลายเท่ายังทำอะไรมันไม่ได้เลย”

    ทำให้ทรงยศต้องออกคำสั่งฆ่าคนทั้งคู่และให้กระจายข่าวไปให้ทั่วในเครือข่าย ถ้ามีใครฆ่าได้ เขาจะมีรางวัลให้อย่างงาม

    ooooooo

    ในตลาดวัฒนานิมิตมีผู้คนเดินกันอย่างหนาแน่น ถมทองกับน้อยหน่าอยู่ที่เขียงหมู จังหวะนั้นเอง ระมาด มังกรและกุ่ยช่ายเดินเข้ามา คนที่อยู่ในตลาดพากันหลบ ถมทองกับเพื่อนสาวหันไปมองด้วยความเซ็ง

    เฮียอ้วนเจ้าของเขียงหมูหน้าเสียรีบเดินหนี แต่กุ่ยช่ายมาดักหน้าไว้แล้วถามหาเต้อ ระมาดยืนขึ้นบนแผงขายของพร้อมโชว์รูปเจ้าหัวขโมยที่ยักยอกสินค้าของบริษัทซึ่งก็คือเต้อ ขอให้ทุกคนเป็นหูเป็นตา แต่ถ้าใครให้ความช่วยเหลือชีวิตคงไม่มีความสุขต่อไป

    ถมทองมองระมาดอย่างชิงชังกำลังจะผละออกไปแต่แล้วก็ชนเข้ากับสะพายจนล้มลง ข้าวของหลุดมือหล่นกระจาย ทั้งคู่ช่วยกันเก็บของใส่ถุงจนหมด แล้วมองหน้ากันอย่างเขินๆ เธอกล่าวขอบคุณเขาที่ช่วยเก็บของพร้อมกับรับถุงที่สะพายยื่นส่งให้โดยไม่ทันสังเกตว่าระมาดกำลังมองดูด้วยความไม่พอใจ

    ระมาดเดินเข้ามาหาเรื่องสะพายทันที คนอื่นๆขยับเข้าหากันอย่างอัตโนมัติ สะพายยืนมองอย่างไม่เกรงกลัวและอธิบายว่าแค่เจอกันโดยบังเอิญเท่านั้นไม่เห็นจะเกี่ยวกับใคร ระมาดไม่สนใจพุ่งตัวเข้ามาต่อยหน้าสะพายจนเขากระเด็นไป ถมทองตกใจรีบดึงระมาดไว้ เมื่อลุกขึ้นได้สะพายจะเอาคืน แต่ทันใดนั้นยมก็เข้ามาขวางไม่ให้มีเรื่องต่อ แล้วดึงสะพายให้เดินออกไป ระมาดมองอาฆาตในขณะที่มังกรกับกุ่ยช่ายมองอย่างเสียดาย ถมทองมองระมาดอย่างโล่งอกที่เหตุการณ์คลี่คลายลงไปได้

    เมื่อยมพาสะพายมานั่งที่ร้านกาแฟ เขามองหน้ายมอย่างค้างคาใจและตัดพ้อว่ายมไม่น่าห้าม อยากต่อยหน้าคนพาลสักหน่อย ยมมองขำๆตอบว่าขี้เกียจหามสะพายออกจากตลาด สะพายรีบคุยโวว่าเป็นนักมวยเก่า เรื่องแค่นี้เล็กน้อย ไม่ทันจะโม้ต่อเจ้าของร้านก็เอานมมาวางไว้ให้เหมือนจะล้อเลียน

    คืนเดียวกันที่บาร์แองเจิ้ล ทรงยศกับประเสริฐกำลังชนแก้วกันอย่างอารมณ์ดี สักพักนายถาวรก็ก้าวขึ้นเวทีแล้วประกาศว่า

    “ท่านผู้มีเกียรติครับ ขอต้อนรับทุกท่านสู่บาร์แองเจิ้ลอีกครั้งและบัดนี้คือช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย ขอเชิญสดับรับฟังเสียงใสๆจากนักร้องขวัญใจทุกท่าน อนงค์รัตน์ ตุงคโมท”

    อนงค์รัตน์ขึ้นเวทีแล้วร้องเพลงด้วยเสียงที่สดใสสะกดคนฟัง ประเสริฐมองตาค้าง และชมทรงยศว่าตาถึงที่เห็นเพชรงามเม็ดนี้ ยมนั่งอยู่ที่มุมบาร์เทนเดอร์มองไปที่โต๊ะนั่งของทรงยศและประเสริฐ ถมทองเดินเข้ามานั่งข้างๆเพื่อขอบคุณเขาที่ช่วยเหลือเรื่องที่ตลาดพร้อมกับยื่นถุงคุกกี้ให้ พูดแล้วก็เดินเขินๆออกไป ยมยิ้มมองขนมในมือแล้วเงยหน้ามองอนงค์รัตน์บนเวทีอีกครั้ง

    หลังจากเสียงเพลงท่อนสุดท้ายจบลง ผู้คนในบาร์ก็ปรบมือกันอย่างเกรียวกราว อนงค์รัตน์ขอบคุณลูกค้าและเดินมานั่งที่โต๊ะของทรงยศ เธอขอคำแนะนำจากครูเสริฐผู้สรรเสริญเธอว่าเยี่ยมยอดแล้วแค่ไปฝึกเต้นอีกนิดเท่านั้น ระหว่างนี้ไปร้องอัดเสียงรอออกซิงเกิล อนงค์รัตน์ฝันหวานไปกับภาพที่ครูสร้างขึ้นมา ยมมองท่าทางของคนทั้งสองด้วยความไม่สบายใจแต่ต้องนิ่งไว้ก่อน ในขณะที่สะพายกินคุกกี้ของถมทองอย่างเอร็ดอร่อย

    เมื่ออนงค์รัตน์เสร็จสิ้นการทำงาน เธอเดินยิ้มมาตามทางเดิน จนกระทั่งเจอยมยืนรออยู่ เขามารอพบเพื่อเตือนให้เธอเลิกยุ่งเกี่ยวกับนายทรงยศ แต่อนงค์รัตน์ปฏิเสธ แล้วขอตัวเดินจากไป ยมมองตามอย่างกังวลใจ ในห้องพักอนงค์รัตน์นั่งลงที่ปลายเตียง สีหน้าครุ่นคิด

    ooooooo

    ขณะที่ธนสารกับจ่าแหลมกำลังนั่งพาดขาสบายอารมณ์อยู่ในห้องสารวัตรใหญ่ ทันใดนั้นพลก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามารายงานว่าพวกระมาดกำลังรีดไถเงินชาวบ้าน คนไหนไม่ให้ก็ซ้อมจนชาวบ้านไม่เป็นอันทำมาหากิน

    เมื่อฟังแล้วธนสารกับจ่าแหลมมีสีหน้าเซ็งหมดความสนใจ พลมองทั้งคู่ด้วยความผิดหวัง เขาย้ำว่ามันเป็นหน้าที่ของตำรวจในการดูแลความสงบเรียบร้อย แต่ธนสารแย้งว่าปล่อยให้ชาวบ้านจัดการเองไม่ต้องเข้าไปยุ่งแบบจ่าเที่ยง จากนั้นก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลมองอย่างคับแค้นใจ

    ที่ตลาดวัฒนานิมิต มังกรกำลังฉุดกระชากกระเป๋าเงินของแม่ค้าวัยกลางคนคนหนึ่งอยู่ ทั้งๆที่เธอขอร้องว่ามันเป็นเงินค่าเทอมของลูกสาว ขอเวลาอีกสักหน่อยจะหาเงินมาชดใช้คืน แต่มังกรไม่สนยังคงกระชากกระเป๋ามาจนแม่ค้าหงายหลัง พอดีกับที่ยมเข้ามารับไว้ทัน มังกรล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมาทั้งหมด แล้วหันมาสั่งลูกน้องให้ยกขบวนกลับ เมื่อทั้งหมดเดินจากไป แม่ค้ามองตามจนร้องไห้ ยมทนไม่ไหวหยิบเงินของตนเองให้ไปแทน แม่ค้ารับเงินจากเขาด้วยความซาบซึ้งใจ พลเดินมาถึงทันได้เห็นเหตุการณ์ เขารู้สึกแย่ที่เป็นตำรวจแต่ทำอะไรไม่ได้

    รถเบนซ์ของทรงยศแล่นเข้ามาจอดในถาวร-พาราไดซ์ อนงค์รัตน์ก้าวขึ้นรถไป ยมยืนมองดูจนกระทั่งสะพายถือถุงคุกกี้มายืนกินอยู่ข้างๆ เขาพูดขึ้นว่า

    น่าจะมีนักร้องคนใหม่เกิดขึ้นเร็วๆนี้ และมีนายทุนเช่นทรงยศถึงกับทุ่มทุนออกอัลบั้มให้เสียด้วย

    แต่ยมไม่มีอารมณ์จะคุยด้วยหันหลังเดินไป สะพายมองตามบ่นกับตัวเองว่าปล่อยให้ยืนพูดคนเดียวอยู่ได้ แล้วเรียกให้ยมรอเขาด้วย เมื่อยมเดินเข้ามาในล็อบบี้ ถมทองรีบปรี่เข้ามาหาเพื่อจะถามถึงคุกกี้ที่เอามาให้ชิม จังหวะนั้นเอง สะพายเดินกินคุกกี้เข้ามาแบบไม่รู้เรื่อง ถมทองมองงอนๆ กระทืบเท้าเดินออกไป ส่วนยมถึงกับพูดไม่ออก สะพายก็เหวอเช่นกัน

    เมื่อมาถึงทรงวัฒนากรุ๊ฟ อนงค์รัตน์ก็เริ่มซ้อมเต้นกับครูแบบตัวต่อตัว โดยมีทรงยศและประเสริฐนั่งดูอยู่อย่างตั้งใจ พอจบเพลงทั้งคู่ลุกขึ้นปรบมือเสียงดัง อนงค์รัตน์เดินเข้ามาขอบคุณ ประเสริฐรีบบอกข่าวดีว่าพวกเขาจะทำค่ายเพลงเองและให้เธอเป็นศิลปินคนแรกของค่าย

    ไม่ไกลกันนัก ราโพยืนมองดูอยู่ ระมาดเดินเข้ามายืนข้างๆพูดแหย่ว่า

    “ท่าทางคุณทรงยศจะหลงของเล่นใหม่ไม่ใช่เล่นเลย”

    “ก็คงจะอย่างนั้นแหละ แต่ของเล่นยังไงก็แค่ของเล่น สักวันก็มีเก่า มีเบื่อ คุณเองก็เห็นมาไม่รู้ตั้งเท่าไรแล้วนี่ ผู้หญิงสวยๆมาแล้วก็ไปจนนับไม่ถ้วนแล้วไม่เห็นมีใครอยู่ยาวเลยสักคน”

    “เห็นมีอยู่คน...ก็คุณไง ราโพ”

    ระมาดยิ้มกวนๆ แต่ราโพไม่ขำด้วย ยังคงจ้องมองด้วยสีหน้าจริงจัง

    ooooooo

    ณ บ้านที่ยมพาเต้อมาหลบซ่อนตัว ในห้อง เต้อกำลังเดินไปมาอย่างหงุดหงิด จนกระทั่งมีเสียงเคาะที่ประตู เขาหันไปมองแล้วเดินไปเปิดประตู มองที่พื้นก็เห็นถาดใส่อาหาร น้ำและขนม เขาหยิบถาดเข้ามา

    จากนั้นประตูค่อยๆเปิดออกอีกครั้ง ก่อนที่เต้อจะกดล็อกและดันมันปิดเข้าไป มองซ้ายมองขวาก่อนเดินออกไป เขารีบกลับมาตรงที่ซ่อนของแถวพุ่มไม้โดยรีบร้อนโกยของใส่ในกระเป๋าที่เตรียมมา เมื่อได้ของหมดแล้ว เขาก็ลุกขึ้นเดินกลับไปที่มอเตอร์ไซค์ ทันใดนั้นเองมีเสียงกุ่ยช่ายดังมาจากข้างหลัง เมื่อเต้อหันไปมองก็รู้ตัวว่าชะตาขาดแล้ว กุ่ยช่ายกำลังเล็งปืนตรงมาที่เขา

    เต้ออ้อนวอนขอร้องให้กุ่ยช่ายไว้ชีวิตและมอบของที่ซ่อนไว้ให้ทั้งหมด เต้อยืนหน้าตาตื่นด้วยความกลัว แต่กุ่ยช่ายไม่สนผลักตัวเต้อให้เดินไป จังหวะนั้นเอง เต้อตัดสินใจโยนกระเป๋าบนบ่าทุ่มเข้าใส่กุ่ยช่าย เสียงปืนดังปัง พร้อมกับร่างของกุ่ยช่ายที่เสียหลักล้มลง เต้อรีบกระโจนขึ้นมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไปในทันที กุ่ยช่ายมองตามอย่างเจ็บใจแล้วต่อสายรายงานว่าเจอตัวเต้อแล้วกำลังให้เด็กตามจับตัวกลับมา

    ระมาดได้รับรายงานด้วยความดีใจที่ไอ้เต้อยอมออกจากรัง และสั่งการให้ลูกน้องกระจายข่าวออกไปให้รู้กันทั่วๆ แต่อย่าเพิ่งฆ่าเพราะอยากได้คนที่ช่วยเหลือมันมากกว่า

    หลังจากหนีกุ่ยช่ายมาได้ เต้อขี่มอเตอร์ไซค์ย้อนกลับมา เขามั่นใจว่าไม่มีใครตาม จนกระทั่งได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์สองคันขี่ออกมาจากข้างทางและไล่ตามหลังเขามา เต้อรีบเร่งเครื่องพุ่งทะยานไปทันที ส่วนรถสองคันยังไล่ตามมาแบบรักษาระยะ

    เต้อเดินเข้าไปในตรอกด้านหลังตึกแถวอย่างรีบร้อน เคาะที่ประตูหลังบ้านเพื่อนด้วยความตระหนก หวาดกลัวและร้อนใจ เมื่อประตูเปิดออกเพื่อนของเต้อกลับไม่ต้อนรับเขาและรีบปิดประตูทันที เต้อยืนเหวอ เขาพยายามเคาะเรียกแต่ไม่มีการตอบรับใดๆจากในบ้านอีก ในบ้านหลังนั้นเพื่อนของเต้อกำลังรายงานเรื่องที่เต้อมาหากับใครบางคน เต้อเดินย้อนกลับมา เขาก้มหน้าสอดส่ายสายตาอย่างระแวง จนกระทั่งเห็นมีคนถือปืนมาขวางทั้งหน้าและหลังพร้อมกับขู่ให้บอกว่าใครเป็นคนช่วยชีวิตเมื่อคราวที่แล้ว เต้อยืนยันว่าไม่รู้จักจริงๆ

    มือปืนเล็งไปที่หัวของเต้อ เต้อร้องขอชีวิตพลางหลับตาปี๋ด้วยความกลัว เสียงกระสุนดังปัง เต้อร้องสุดเสียงเมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าเลือดเต็มหน้าตนเอง แต่นั่นไม่ใช่เลือดของเขา เป็นเลือดจากหน้าผากของมือปืนซึ่งกระสุนแล่นเข้าเจาะ เขาสิ้นลมหายใจล้มทั้งยืน เต้อรีบกระโดดหนี ยมยืนอยู่ข้างหลังมือปืนอีกคน มันหันขวับไปหาแล้วยิงใส่ยม ทว่ายมหลบได้ทัน พร้อมกันนั้นยมก็ตวัดปืนเข้าใส่มือปืน กระสุนอีกนัดพุ่งเข้าใส่หน้าผากตรงเผง มันล้มลงไปทันที เต้อเหมือนเห็นมัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า เขาทรุดลงนั่งขดม้วนงอตัว

    ยมเดินเข้าไปหายื่นรูปจ่าเที่ยงให้เต้อ สั่งกำชับให้ไปหาแล้วเล่าความจริงทั้งหมดให้เขาฟัง เต้อยังยืนเหมือนทำอะไรไม่ถูก ยมต้องตะคอกเรียกสติ เต้อวิ่งไปคว้ามอเตอร์ไซค์ขี่ออกไป ยมมองตามอย่างเป็นห่วง ไม่นานนักตำรวจก็มายังที่เกิดเหตุ ชาวบ้านกำลังมุงดูศพอยู่ ธนสารกับจ่าแหลมแหวกคนเข้าไปยืนมองดูศพที่ถูกฆ่าด้วยมืออาชีพ ตำรวจอีกคนยกกล้องขึ้นมาถ่ายภาพไว้ ก่อนสังเกตเห็นกิ่งกัญชาบนร่างของคนตาย

    “มันคงต้องการให้เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงใครบางคนหรือบางพวก”

    “เหมือนจะบอกว่า ถ้าขืนยังไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับกัญชายาเสพติด สองศพนี้จะไม่ใช่สองศพสุดท้าย”

    มังกรและกุ่ยช่ายยืนมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วหันหลังเดินออกไป ธนสารส่งกิ่งกัญชาให้ตำรวจเก็บเป็นหลักฐาน ลุกขึ้นครุ่นคิดบางอย่างจนจ่าแหลมเข้ามากระซิบถามว่าเป็นฝีมือของจ่าเที่ยงหรือไม่ ธนสารไม่คิดเช่นนั้น

    ระมาดไม่เคยเห็นทรงยศโกรธจัดขนาดนี้มาก่อน เขารับปากกับนายว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย พยักหน้าเป็นสัญญาณกับลูกน้องแล้วเดินออกไป ประตูเปิดออกอีกครั้ง ราโพเยื้องย่างเข้ามาหาทรงยศ เขาคว้าร่างของเธอเข้าไปหาแล้วประทับริมฝีปาก เธอรับจูบอันรุนแรงของทรงยศอย่างเต็มใจ

    ที่วัดเช้าวันต่อมา จ่าเที่ยงกำลังกวาดใบไม้ สักครู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นและมองเห็นมีคนนอนที่ศาลาท่าน้ำ

    เต้อยังคงหลับอยู่ด้วยความอ่อนเพลียจนหมดสภาพ เมื่อมือจ่าเที่ยงมาแตะไหล่ เขาก็สะดุ้งจนสุดตัวพร้อมร้องโวยวาย แต่เมื่อมองได้เต็มตา เขาก็ดีใจที่ตามหาจ่าเที่ยงเจอ

    ในเวลาเดียวกันที่โรงงานทรงวัฒนากรุ๊ฟ มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทรงยศยังอยู่บนเตียง เขากดรับ ปลายสายคือประเสริฐที่โทร.มาแจ้งว่าบอร์ดรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เขาหัวเสียที่ประเสริฐเข้ามายุ่งในเรื่องนี้ เมื่อวางสาย ราโพได้นำอาหารเช้าเข้ามาวางลงที่โต๊ะข้างเตียง เธอพยายามจะออดอ้อนทรงยศให้เลิกสนใจในตัวอนงค์รัตน์ ทรงยศมองหน้าเธออย่างไร้แววพิศวาส พร้อมสั่งให้เธอไปทำงาน เขาจิบกาแฟ สีหน้าครุ่นคิด

    ไม่ไกลจากโรงงานทรงวัฒนากรุ๊ฟ ยมกับสะพายนั่งอยู่ที่ร้านกาแฟในตลาด ยมยกกาแฟขึ้นจิบ ขณะที่สะพายอ่านหนังสือพิมพ์อย่างตื่นเต้น

    “โอ้โห ฝีมือระดับนี้ รับรองต้องฮือฮากันทั้งวงการแน่ เชื่อเหอะ ต่อจากนี้ไปวัฒนานิมิตจะร้อนเป็นไฟยิ่งกว่าเดิมอีก”

    “เมืองเถื่อนๆ บางทีก็ต้องจัดการด้วยวิธีเถื่อนๆแบบนี้แหละ”

    สะพายพูดว่าตอนนี้มีตำรวจก็เหมือนไม่มี ถ้าจะพอมีหวังคงต้องเป็นสารวัตรใหญ่คนใหม่ ยมเห็นด้วยเพราะคนใหม่ที่มาอาจจะสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับวัฒนานิมิต สะพายมองยมยิ้มๆคิดขำๆไป ยมพูดมีลับลมคมในว่าอีกไม่นานคงได้รู้กันแน่

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "โป๊ป-เบลล่า" คัมแบ็ก แท็กทีมดราม่า "ร้อยเล่ห์มารยา" แรง เด็ด เผ็ด มัน

    "โป๊ป-เบลล่า" คัมแบ็ก แท็กทีมดราม่า "ร้อยเล่ห์มารยา" แรง เด็ด เผ็ด มัน
    25 ก.ย. 2563

    08:03 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 17:50 น.