ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ไทรโศก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

พ.ศ.2460 เมื่อ 93 ปีก่อน...

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ภายในบ้านหลังใหญ่โต แว่วเสียงหัวเราะระริกระรี้ของหญิงสาวคละเคล้ากับเสียงฝนเป็นระยะ

ภายในบ้าน ที่ห้องนอนไม่ไกลจากเตียงนอนนักมีเปลตั้งอยู่ ภายในเปลทารกน้อยวัยเดือนเศษนอนหลับปุ๋ยอยู่ หน้าตาทารกบริสุทธิ์น่าเอ็นดู

แต่ที่เตียงนอนข้างๆนั้น สมบุญผู้เป็นแม่กำลังเริงรักอยู่กับเทพอย่างร่านสวาทเมามันทั้งคู่

ห่างจากลานบ้านไปที่แนวไม้ ร่างหนึ่งโผล่มาท่ามกลางม่านฝน ร่างนั้นหยุดยืนจ้องไปที่บ้านหลังนั้น ตาแดงดั่งไฟด้วยความแค้น!

ขณะที่สมบุญกับเทพกำลังระเริงรักกันอย่างเมามันนั่นเอง ประตูห้องถูกถีบผลัวะ! พร้อมเสียงตะโกนกลบเสียงสายฝนอย่างแค้นคลั่ง

"ไปรักกันในนรกเถอะมึง!!!"

"พี่เยื้อน!!" สมบุญอุทานผละจากอกเทพหน้าซีดเผือด

"เยื้อน!" เทพอุทานหน้าซีดไม่แพ้กัน

เยื้อนไม่สนใจชักปืนออกมาเหนี่ยวไกยิงทั้งคู่จนกระสุนหมด สิ้นเสียงปืน ทารกในเปลแผดเสียงร้องไห้จ้า

หลังจากนั้น ทุกอย่างเงียบสงบ ท่ามกลางสายฝนที่ยังโปรยปรายไม่หยุด

ooooooo

ที่บ้านปลัดจังหวัดในเมือง

คุณพระธีระรัตน์วัย 35 ปี กำลังให้เพิ่มเด็กหนุ่มวัย 18 ปี ที่คุณพระฯเก็บมาเลี้ยงแต่วัยเยาว์ เขาเรียกคุณพระฯว่า พ่อด้วยความเคารพรัก กำลังจัดเอกสารให้คุณพระฯอย่างเรียบร้อยพิถีพิถัน ถามคุณพระฯว่า

"เที่ยวนี้คุณพ่อจะกลับพระนครกี่วันครับ"

"สัก 3-4 วัน จัดรายงานที่ต้องเอาเข้ากระทรวงฯแยกแฟ้มให้พ่อด้วย แล้วก็รีบเข้านอน ฝนตกหนักอย่างนี้ ถนนคงเละเป็นขี้โคลน ขับรถต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ"

"ครับคุณพ่อ"

ขณะคุณพระฯกำลังจะผละไปนั่นเอง ก็ต้องชะงัก เมื่อมีเสียงทุบประตูดังรัวอย่างเร่งเร้า   คุณพระฯหันไปมองเพิ่มเชิงบอกให้ไปเปิดประตู   พอเพิ่มเปิดประตูก็เห็นเยื้อนเนื้อตัวเปียกชุ่ม ในแขนมีผ้าขนหนูผืนใหญ่ใช้คลุมทารกไว้

"เยื้อน...ไปโดนอะไรมา ใครทำร้ายนาย" คุณพระฯอุทานถามทั้งตกใจ แปลกใจระคนกัน

"กันมีธุระร้อน อยากให้นายช่วย" เสียงเยื้อนร้อนรน ครั้นคุณพระฯถามว่าธุระอะไร   เยื้อนพูดรัวเร็วว่า   "กันเพิ่งฆ่าเมียกับชู้มา"

คุณพระฯซึ่งเป็นเพื่อนร่วมสาบานกับเยื้อนฟังแล้วตะลึงอึ้ง!

ooooooo

เมื่อพาเพื่อนร่วมสาบานเข้าบ้านแล้ว เยื้อนยังนั่งนิ่งด้วยสีหน้าเคียดแค้นอยู่ จนเมื่อเพิ่มเอาน้ำชาร้อนๆมาเสิร์ฟ และคุณพระฯส่งผ้าขนหนูผืนใหม่ให้ เยื้อนจึงเล่าตาแดงก่ำว่า

"มันสองคนลอบเป็นชู้กันอยู่เป็นปี มันช่วยกันมอมเหล้ากัน แล้วหลอกให้เซ็นสัญญาฉบับหนึ่งโดยอ้างว่าเป็นสัญญา ค้าขายธรรมดา กันหลงเชื่อเซ็นชื่อให้มันโดยไม่คิดเฉลียวใจอะไรเลย แล้วกันก็มาพบภายหลังว่า มันเป็นสัญญาเงินกู้ที่มียอดเงินมหาศาล อะไรก็ไม่เจ็บใจเท่ากับการที่เมียกันเซ็นเป็นพยานให้มันด้วย"

"นายน่าจะมาปรึกษากันก่อน ไม่น่าวู่วาม" คุณพระฯท้วงติง

"มันเอานักเลงมาขู่บังคับให้กันเซ็นยกที่ดินที่ไทรโศกใช้หนี้ให้มัน" เยื้อนน้ำตาคลอเมื่อเล่าเหตุการณ์นี้ "กันต้อง

จำใจเซ็น เพราะไอ้เทพไอ้ชายชู้นั่น มันเอาปืนมาจ่อที่หัวกัน แล้วให้ไอ้พวกนักเลงลากกันไปซ้อม ตกดึกกันย้อนกลับไปที่บ้าน ก็พบว่ามันนอนระเริงรักอยู่กับเมียกันบนเตียงนอนของกัน ต่อหน้าลูกกัน เหตุผลเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ที่กันจะกุดหัวมันทั้งคู่!!!"

"แล้วนายจะให้กันช่วยอย่างไร ถ้านายมอบตัวสู้คดี กันรับรองว่าจะช่วยเต็มที่"

"เลี้ยงลูกให้กัน เลี้ยงบานเย็นให้กันได้ไหมเพื่อน" เยื้อนมองด้วยสายตาวิงวอน คุณพระฯนิ่งมองอย่างตรึกตรอง

ในที่สุด คุณพระฯก็รับบานเย็นไว้เมื่อเยื้อนเข้าไปจับแขนบีบอย่างแรงอ้อนวอนให้รับปาก จากนั้นเยื้อนดึงเอกสารที่ซุกอยู่ในเสื้อห่อด้วยพลาสติกหลายชั้นกันเปียกออกมาส่งให้คุณพระฯ มันเป็นโฉนดที่ดินกับสัญญาซื้อขาย เยื้อนพูดอย่างหนักแน่นจริงจังว่า

"กันจะยกที่ดินสองพันกว่าไร่ที่ไทรโศกให้นาย เพื่อเป็นการตอบแทนที่นายรับเลี้ยงดูบานเย็นให้กัน กันจะเซ็นสัญญาขายที่ดินให้นายก่อนวันที่เซ็นให้ไอ้เทพ เพื่อไม่ให้ญาติพี่น้องของมันมาสมอ้างเอาไทรโศกไปเป็นของพวกมันได้ เอ้า...เซ็นสิเพื่อนรัก เวลาของกันเหลือน้อยเต็มทนแล้ว"

นี่เอง ที่ทำให้คุณพระฯต้องพาทารกบานเย็นติดรถมาพระนครด้วยในวันนี้...

คิดทบทวนเรื่องเมื่อคืนแล้ว คุณพระฯหันไปบอกเพิ่มที่ทำหน้าที่ขับรถให้ว่า

"รับปากพ่อเจ้าเพิ่ม ว่าจะเก็บเรื่องระหว่างพ่อกับเยื้อน ที่เอ็งเห็นและได้ยินทั้งหมดเป็นความลับ แม้แต่คุณชื่น เอ็งก็แพร่งพรายให้รู้ไม่ได้"

เมื่อเพิ่มรับคำ คุณพระฯถอนใจหนักๆ ก้มมองเด็กหญิงบานเย็นในอ้อมแขนอย่างเวทนา

ooooooo

เมื่อมาถึงบ้านพักที่พระนคร คุณพระฯส่งบาน-เย็นให้คุณชื่นภรรยาวัย 25 ปี พลางเอ่ย

"ช่วยทีเถอะนะแม่ชื่น ตากิติก็โตพอที่จะวางมือได้บ้างแล้ว นึกว่าเวทนาเด็กมัน" ครั้นคุณชื่นถามว่าพ่อแม่เด็กไปไหนทำไมถึงเอาลูกมาทิ้งไว้กับคุณพระฯ ก็ได้รับคำตอบไม่เต็มเสียงว่า พ่อแม่เด็กไปค้าขายที่พม่าเลยไม่กล้าพาลูกบุกป่าไปด้วยกลัวเป็นไข้ป่า คุณชื่นไม่เอะใจก้มหยอกเอินทารกในมืออย่างเอ็นดู ถามว่าชื่ออะไร พอคุณพระฯบอกว่าชื่อบานเย็นก็ชมว่าชื่อเพราะ ถามทารกน้อยว่าพ่อแม่เป็นใคร

"เป็นเพื่อนรักของพี่ที่แม่ชื่นเองก็รู้จักเป็นอย่างดี" คุณชื่นเงยขวับถามว่าใคร คุณพระฯตอบไม่เต็มเสียงว่า "ก็เจ้าเยื้อนกับสมบุญอย่างไรเล่า"

เท่านั้นเอง ใบหน้ายิ้มแย้มเอ็นดูบานเย็นเมื่อครู่นี้ก็เปลี่ยนเป็นเครียดขรึม ค่อยๆเงยหน้ามองคุณพระฯช้าๆ

เมื่อพาบานเย็นไปนอนที่ห้อง คุณชื่นพูดถึงเยื้อนกับสมบุญอย่างชิงชังว่า

"ผู้ชายใจโลเลกับอีนังผู้หญิงใจต่ำทราม สมสู่กันจนมีมารหัวขนออกมา   แล้วยังมีหน้าส่งมาให้ฉันเลี้ยง...ดี   ฉันจะเลี้ยงแกเป็นอย่างดี ให้สมกับที่พ่อแม่แกทำกับฉัน!!" คุณชื่นจ้องทารกน้อยตาแทบถลน

ooooooo

7 ปีผ่านไป บานเย็นกำลังน่ารักน่าเอ็นดู หนูน้อยถูกเลี้ยงมาอย่างคนใช้   ต้องทำงานเกินแรงกว่าเด็กในวัยนี้   ต้องรู้หน้าที่อย่างเข้มงวด   มิฉะนั้น   ไม่โดนดุก็ต้องโดนตี

วันนี้ บานเย็นรีบเข้ามาขัดรองเท้าให้คุณพระฯ ขณะท่าน จะขึ้นรถไปทำงาน คุณชื่นเดินมาส่ง คุณพระฯลูบหัวหนูน้อยอย่างเอ็นดู ซึ่งขัดหูขัดตาคุณชื่นนัก

คุณพระฯบอกบานเย็นว่าไม่ต้องขัดทุกวันก็ได้ ให้รีบไปอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนพร้อมกิติ เพราะย้ายมาอยู่โรงเรียนเดียวกันแล้ว

แต่พอคุณพระฯออกไปทำงาน คุณชื่นก็เอาพัดจิ้มหน้าผากบานเย็นจนเกือบหงายหลัง หาว่าสาระแนชอบเอาความดีความชอบ ถามว่าทำงานเสร็จแล้วรึยัง พอรู้ว่ายังก็ไล่ให้ไปทำเสียให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ต้องไปโรงเรียน

บานเย็นรีบวิ่งเข้าครัวไปช่วยหวิน แม่ครัวใหญ่ คดข้าวใส่โถแล้วลำเลียงกับข้าวลงถาด หวินหันมองบอกอย่างใจดี เอ็นดูว่าเดี๋ยวตนจัดเอง แต่บานเย็นถือเป็นหน้าที่ช่วยทำแข็งขัน

ครู่หนึ่ง เมื่อลำเลียงอาหารไปตั้งโต๊ะเสร็จบานเย็นคอยรับใช้อยู่ข้างโต๊ะ กิติลูกชายในวัย 11 ขวบของคุณชื่นกับคุณพระฯลงมาในชุดนอนบ่นหิวข้าว คุณชื่นหันไปเอ็ดบานเย็นว่าได้ยินหรือยัง รีบตักข้าวเร็วๆ

คุณชื่นเคี่ยวเข็ญดุว่าบานเย็นสารพัดจนบานเย็นทำงานแทบไม่ทัน เมื่อหวินเข้าช่วยก็ถูกดุว่าไม่ใช่หน้าที่

เมื่อคุณชื่นและกิติทานอาหารเสร็จ บานเย็นเก็บถ้วยชามไปล้าง หวินเตือนว่าให้รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเสียเดี๋ยวไปโรงเรียนไม่ทัน บานเย็นก็เร่งมือทำจนเสร็จแล้วจึงไป

แต่พอแต่งตัวหิ้วกระเป๋าลงมา กิติขึ้นรถแล้วและเพิ่มกำลังจะออกรถ บานเย็นรีบวิ่งไป แต่คุณชื่นสั่งเพิ่มให้ออกรถไปเลย เมื่อบานเย็นวิ่งมาถึง รถก็ไปแล้ว คุณชื่นหันมาพูดใส่ว่า

"รถคันนี้มีไว้สำหรับเจ้าของบ้านและคนในตระกูลธีระรัตน์เท่านั้น ใครไม่ใช่ธีระรัตน์ไม่มีสิทธิ์นั่ง จำใส่กะลาหัว เอาไว้"

บานเย็นถามประสาซื่อว่าแล้วตนจะไปโรงเรียนอย่างไร คุณชื่อพูดอย่างใจดำว่าให้เดินไป มีขาก็เดินไป เมื่อก่อนยังเดินไปเดินกลับได้ทุกวัน หรือว่าเปลี่ยนโรงเรียนเข้าหน่อยกลายเป็นขากุดตีนกุดไปแล้ว

หนูน้อยก้มหน้าเดินไปโรงเรียน ไม่มีเสียงร้องขอใดๆทั้งสิ้น...

ooooooo

บ่ายแก่ๆวันหนึ่ง หวินทำของหวาน บานเย็นเพิ่งกลับจากโรงเรียน หวินทักอย่างเอ็นดูว่า

"กลับมาแล้วหรือหนูเย็น หิวไหมคะ พี่หวินทำกล้วยบวชชีเสร็จพอดี" พลางหวินก็ตักให้ถ้วยหนึ่ง บานเย็นในชุดนักเรียนยกมือไหว้ขอบคุณ รับถ้วยกล้วยบวชชีกำลังจะตักเข้าปาก เพิ่มก็เดินเข้ามาบอกว่า

"คุณชื่นให้หาแน่ะหนูเย็น"

บานเย็นชะงัก หวินขอให้กินกล้วยบวชชีก่อนไม่ได้หรือ หนูน้อยรีบบอกอย่างหวาดหวั่นว่า

"ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้าเย็นไปช้า เดี๋ยวคุณท่านจะโกรธ ขนมนี่เดี๋ยวเย็นค่อยกลับมากินทีหลังก็ได้" ว่าแล้วบานเย็นวางถ้วยขนมแล้วรีบวิ่งไป หวินมองตาม เปรยๆอย่างเวทนาหนูน้อยว่า

"จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน คนใช้รึก็มีเป็นสิบ แต่ทำมั้ย...คุณท่านถึงได้เรียกใช้แต่หนูเย็นนักนะ เวรกรรมจริงจริ๊ง!!"

เพิ่มฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเหมือนน้ำท่วมปาก

ooooooo

บานเย็นถูกเรียกตัวไปรีดผ้าของคุณชื่น หนูน้อยรีดอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ขณะกำลังง่วนกับการรีดผ้านั่นเอง กิติมาจากไหนไม่รู้   มาถึงก็ดึงหางเปียจนบานเย็นหน้าหงาย  บานเย็นร้องว่าเจ็บ  ให้ปล่อย

"ลูกไม่มีพ่อแม่อย่างแกเจ็บเป็นด้วยหรือ คุณแม่ฉันบอกว่าแกเป็นเด็กกำพร้า ถ้าไม่มีพ่อแม่แสดงว่าแกออกมาจากกระบอกไม้ไผ่เหมือนอย่างในนิทาน" กิติทำท่าล้ออย่างสนุกสนาน

บานเย็นเถียงว่าตนมีพ่อมีแม่ก็ถูกกิติท้าว่าอยู่ไหนทำไมไม่กล้าออกมา พลางดึงเปียบานเย็นกระชากเล่นอย่างสนุกสนาน บานเย็นได้แต่ร้องบอกให้ปล่อย สุดท้ายกิติยอมปล่อยแล้ววิ่งหัวเราะร่าไป

แต่วิ่งไปได้ไม่กี่ก้าว กิติก็สะดุดอะไรบางอย่างล้มลง พอลุกขึ้นได้ก็แผดเสียงลั่น

"โอ๊ย!!คุณแม่ช่วยด้วยครับ...ช่วยด้วย!!"

คุณชื่นได้ยินเสียงกิติแจ้นเข้ามาทันที กิติฟ้องว่าตนถูกบานเย็นผลักล้ม หนูน้อยบอกว่าตนไม่ได้ทำแต่คุณชื่นไม่ฟังเสียง ตรงเข้าไปคว้าไม้แขวนเสื้อเงื้อจะฟาด พลันก็เหลือบเห็นเตารีดมีควันโขมงเลยรีบยกเตารีดขึ้นพักไว้ เห็นเสื้อตัวเองไหม้เป็นรูเบ้อเริ่ม หันไปแผดเสียงใส่บานเย็น

"อีเย็น!!!"

คุณชื่นคว้าไม้แขวนเสื้อไล่ตีบานเย็นไม่ยั้ง หาว่าผลักกิติล้มไม่พอยังทำเสื้อตนไหม้อีก ด่าว่าไพร่เหมือนแม่ใฝ่ต่ำเหมือนพ่อ ตีจนหนูน้อยยกมือไหว้อ้อนวอน

"คุณท่านเจ้าขา...เย็นกลัวแล้วเจ้าค่ะ"

แต่คุณชื่นก็ยังตีไม่ยั้ง จนเพิ่มเข้ามาขอให้พอก็ไม่ฟัง หวินหัวไวร้องบอกว่าคุณพระฯกลับมาแล้วนั่นแหล่ะ คุณชื่นจึงรามือ

หวินพาบานเย็นที่ร้องไห้สะอื้นฮักไปที่เรือนคนใช้ ทายาให้ตามริ้วแดงๆที่แขนขา พึมพำอย่างเวทนา...

"โธ่ถัง...หนูเย็น ดูสิ...ลายพร้อยไปทั้งตัวเลย เจ็บมากไหมคะ"

หนูน้อยไม่ตอบ แต่กลับหันไปถามเพิ่มที่มองอย่างเวทนาอยู่ข้างๆว่าตนมีพ่อมีแม่ใช่ไหม แม่ไม่ได้เป็นไพร่และพ่อก็ไม่ได้ใฝ่ต่ำอย่างที่คุณท่านว่าใช่ไหม

เพิ่มได้แต่กลืนก้อนสะอื้นด้วยความสะท้อนใจ หนูน้อยพูดไปสะอื้นไปว่า

"ท่านจะเป็นอย่างไรในสายตาใครก็ช่าง แต่สำหรับเย็น ท่านคือคนที่ประเสริฐที่สุดในชีวิต คุณครูเคยสอนว่า   พ่อแม่ เปรียบดังพระอรหันต์ของลูก จริงไหมคะน้าเพิ่ม"

เพิ่มตอบไม่ออก มีแต่หวินที่ทายาไปรำพึงไปอย่างเวทนาหนูน้อยจนน้ำตาซึมว่า

"โถ...แม่คุณ เป็นเด็กเป็นเล็กแท้ๆทำไมถึงได้รู้ความขนาดนี้..."

ooooooo

คืนนี้ ขณะคุณพระฯเอนกายพิงพนักเตียงนอน อย่างผ่อนคลายอยู่นั้น ถามถึงเย็นว่าไปไหน มาหรือยัง เพิ่มบอกว่ามาแล้ว พลางหันมองเย็นในชุดนอนแขนยาวปิดแขนขามิดชิดเข้ามานั่งพับเพียบ ยกมือไหว้คุณพระฯ

"อากาศร้อนจะตายไป ใส่เสื้อปิดแขนปิดขาอย่างนี้ไม่ร้อนหรือเย็น" คุณพระฯถามอย่างเอ็นดู

บานเย็นเหลือบมองคุณชื่นที่นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งหวาดๆตอบเสียงแผ่วว่า "ไม่ร้อนเจ้าค่ะ"

คุณพระฯให้นวดขาให้ บ่นว่าเดินตรวจงานมาทั้งวัน ล้าเต็มทน บานเย็นรับคำแล้วลงมือนวด คุณพระฯหลับตาลงอย่างสบาย แต่หางตาเหลือบเห็นแขนหนูน้อยที่โผล่จากแขนเสื้อ คุณพระฯลุกคว้าไปดู

หนูน้อยครางเบาๆเพราะคุณพระฯจับถูกรอยที่ถูกหวด คุณพระฯสะดุดใจเลิกแขนเสื้อขึ้นไปเห็นริ้วแดงๆพาดไปถึงต้นแขน ครั้นเลิกขากางเกงดูก็เห็นริ้วแบบเดียวกันพาดยาวไปจนถึงต้นขา

"ไปโดนอะไรมา" คุณพระฯถามอย่างตกใจ เห็นหนูน้อยก้มหน้านิ่ง จึงถามย้ำ "ตอบพ่อมาซิใครทำอะไรลูก"

กิติสบตาคุณชื่นหน้าตาตื่นกลัวความผิด คุณชื่นปั้นหน้าขรึมฟ้องว่า

"ใครจะไปทำอะไรเล่าคะคุณพี่ ก็แอบหนีไปปีนต้นไม้เล่น ดิฉันห้ามเท่าไรก็ไม่ฟัง ดื้อดึงจะไปเสียให้ได้ สุดท้ายก็เลยตกครูดลงมา เฮ้อ...ดิฉันล่ะเหนื่อยใจจริงๆ แม่เย็นน่ะซนเกินกว่าดิฉันจะรับมือไหวแล้วล่ะค่ะ"

เพิ่มมองหน้าคุณชื่นอย่างไม่อยากเชื่อว่าจะบิดพลิ้วได้ถึงขนาดนี้ ส่วนคุณพระฯฟังแล้วหันมาถามบานเย็นว่าจริงหรือ หนูน้อยกลืนน้ำตาตอบเสียงเครือ

"เจ้าค่ะ เย็นกราบขอประทานโทษคุณท่านด้วยนะเจ้าคะ ที่ทำให้คุณท่านต้องเหนื่อยใจ"

หนูน้อยก้มกราบคุณชื่น แม้คุณชื่นจะทำปึ่งใส่แต่ในใจแค้นที่ถูกหนูน้อยพูดเหมือนตบหน้าอย่างแรง

ooooooo
เมื่อบานเย็นกลับไปแล้ว คุณพระฯนั่งครุ่นคิดครู่ใหญ่อยู่ตามลำพัง จนคุณชื่นเปิดประตูเข้ามาถามว่ายังไม่นอนอีกหรือ คุณพระฯไม่ตอบ แต่กลับพูดว่า

"เธอน่าจะเวทนาเย็นมันบ้าง"

เท่านั้นเอง คุณชื่นก็โวยวายว่าบานเย็นเองก็สารภาพว่า ตกต้นไม้แล้วจะมาว่าอะไรตนอีก คุณพระฯขัดขึ้นว่าถึงท่านจะไม่ได้อยู่บ้านแต่ก็ไม่โง่ คุณชื่นเลยระแวงว่าเพิ่มมาสอพลอฟ้องท่านใช่ไหม คุณพระฯเลยถามตรงๆว่า

"แม่ชื่นตีเย็นใช่ไหม นั่นมันรอยไม้เรียวชัดๆ"

คุณชื่นจนแต้มแต่โทษว่า เพราะบานเย็นทำเสื้อตนไหม้ และยังบังอาจทำร้ายกิติด้วย ตนเลยต้องตี

"เด็กมันแค่เล่นแหย่กันไม่ใช่คิดจะฆ่ากันตาย แม่ชื่นใช้คำว่าทำร้ายไม่ได้หรอก แล้วเรื่องรีดเสื้อผ้าก็ไม่ใช่งานที่ควรแก่ความสามารถของเด็กอย่างเย็น"

คุณชื่นย้อนถามอย่างไม่พอใจว่าจะให้ตนทำอย่างไร ให้บานเย็นนั่งงอมืองอเท้ากระดิกนิ้วใช้ไอ้อีในบ้านทำงานอย่างนั้นหรือ

"เหมือนเจ้ากิติน่ะหรือ ไม่ต้องถึงขั้นนั้นเหรอ"

คุณพระฯเอ่ย

"คุณพี่...ทำไมคะ ทำไมคุณพี่ต้องเกรงใจอะไรนังเด็กนั่นนักหนา พ่อแม่มันเอาภาระมาทิ้งไว้ให้เรา แล้วมันเคยกลับมาดูดำดูดีลูกมันบ้างไหม คุณพี่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าทำอย่างนี้ มันเท่ากับโยนขี้ให้เราชัดๆ"

"เธอแค้นใจเพราะเธอต้องทนเลี้ยงเด็กที่เป็นลูกของผู้ชายที่เธอเคยรักใช่ไหมแม่ชื่น" คุณพระฯถาม ทำเอาคุณชื่นชะงักเจ็บจี๊ดถึงขั้วหัวใจ คุณพระฯยังพูดต่อ "การที่เยื้อน

ถอนหมั้นเธอแล้วไปแต่งงานกับสมบุญ มันไม่ใช่ความผิดของเย็นสักนิดเดียว เธอลองตรองดูให้ดี" คุณพระฯพูดทิ้งไว้ แล้วลุกจากเตียง

คุณชื่นโกรธจนปากสั่น มองคุณพระฯตาลุก คุณพระฯบอกอย่างตรึกตรองถี่ถ้วนแล้วว่า

"ส่วนเรื่องตากิติ ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะส่งแกไปเรียนโรงเรียนประจำที่อังกฤษ ขืนอยู่ที่นี่คงได้ตามใจกันจนกู่ไม่กลับแน่ๆ"

คุณชื่นโกรธจนตัวชา กำหมัดแน่น ถูกขุดคุ้ยเรื่อง เยื้อนที่เป็นแผลลึกในใจไม่พอ ยังจะพรากกิติลูกชายหัวแก้ว หัวแหวนที่นิสัยถอดแบบจากตนไม่ผิดเพี้ยนไปอีก

ooooooo

1 เดือนต่อมา กิติใส่สูทแต่งตัวหล่อเตรียมเดินทางไปอังกฤษเพื่อเรียนต่อ บรรดาคนใช้มาเข้าแถวส่งถ้วนหน้า กิติเดินยิ้มแย้มผ่านแถวคนใช้ พอจะสุดแถว คุณชื่นก็ดึงแขนไว้ให้หยุดที่บานเย็นและหวิน

บานเย็นทรุดตัวลงขัดรองเท้าให้คุณพระฯเช่นเคย คุณพระฯขยับเท้าออกบอกว่าไม่ต้อง เพราะแค่ไปส่งกิติที่ท่าเรือเท่านั้น คุณชื่นเลยสั่งให้ขัดให้กิติ พูดอย่างภูมิอกภูมิใจว่า

"ขัดให้มันวับกว่าใครในเรือ" แล้วหันไปทางคุณพระฯ "หวังว่าเรื่องขัดรองเท้าแค่นี้คงไม่ทำให้เด็กของคุณพี่เสียเกียรติอะไรนะคะ"

คุณพระฯไม่พูดอะไร บานเย็นทรุดลงนั่งขัดรองเท้าให้กิติอย่างสงบเสงี่ยม กิติขยับเท้าอย่างอารมณ์ดีที่บานเย็นต้องนบนอบให้เสมอกับคุณพระฯ และตัวเองก็จะได้ใส่รองเท้ามันวับกว่าใครในเรืออย่างที่คุณชื่นอยากให้เป็น

ooooooo

พ.ศ.2479 ผ่านไปแล้ว 12 ปี...

บ้านหลังใหม่ของตระกูลธีระรัตน์ ซึ่งรโหฐานกว่าเดิมมาก บรรยากาศคึกคัก เพราะกิติกำลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ

เขาเป็นชายหนุ่มในวัย 23 ท่าทางสำอางอย่างนักเที่ยว เขาก้าวลงจากรถยุโรปคันหรู แหงนมองตัวบ้านอย่างพอใจ เอ่ยกับคุณชื่นที่ยืนยิ้มอิ่มเอมใจอยู่ข้างๆว่า

"หรูหรากว่าที่เห็นในรูปถ่ายเสียอีกนะครับคุณแม่"

"จ้ะ ก็คุณพ่อซื้อมาราคาตั้งหลายล้านนี่จ๊ะ"

กิติเดินเคียงมากับคุณชื่น ซึ่งบัดนี้มีบรรดาศักดิ์เป็นคุณหญิงชื่นแล้ว ด้วยใบหน้าอิ่มเอิบ จนมาถึงปลายแถวของบรรดาคนรับใช้ที่มารอรับ คุณหญิงมองบานเย็นที่ยืนก้มหน้าอยู่ปลายแถว ถามเสียงขุ่น

"ยืนนิ่งอยู่ทำไม ขัดให้มันวาวอย่าให้มีขี้ฝุ่นขี้ผงอะไร ติดเข้าบ้านแม้แต่ละอองเดียว"

บานเย็นในวัย 19 ปี รีบทรุดลงแทบเท้ากิติ บรรจงขัดรองเท้าให้ชายหนุ่มทันที กิติมองอย่างพินิจ ถามว่านี่บานเย็นหรือ ไม่มีคำตอบจากสาวน้อย เธอเอาแต่ก้มหน้าขัดรองเท้าอยู่อย่างนั้น

"พ่อกิติถาม หล่อนไม่ได้ยินหรืออย่างไร" คุณหญิงเสียงเข้ม

"ค่ะ...เย็นเอง" บานเย็นค่อยๆเงยหน้าสบตา ดวงหน้าคมเข้มของเธอ ทำให้กิติมองตะลึงอย่างคาดไม่ถึง

ooooooo

ที่ห้องอาหารบ้านธีระรัตน์ อาหารเย็นนี้จัดพิเศษเพื่อต้อนรับกิติ คุณหญิงนั่งประจำที่ตรงข้ามกับกิติ ชายหนุ่มพูดอย่างเสียดายว่า

"คุณพ่อน่าจะอยู่บ้านนะครับวันนี้ จะได้รับประทานข้าวด้วยกัน"

"เรียกคุณพ่อเฉยๆ ไม่เหมาะแล้วนะจ๊ะลูก เรียกเจ้าคุณพ่อจะเหมาะกับตำแหน่งเจ้าคุณธีระรัตน์บรรดาศักดิ์ใหม่ของท่านมากกว่า"

กิติถามว่าตอนนี้เจ้าคุณพ่อติดราชการอยู่ที่ไหน คุณหญิงบอกว่าที่ไทรโศก ไปกับเพิ่มตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว คุณหญิงพูดอย่างให้กำลังใจกิติว่า

"แต่ท่านสัญญานะว่ากลับมาเมื่อไหร่ จะเลี้ยงฉลองต้อนรับลูกกลับพระนครให้ใหญ่โตทีเดียว"

พอดีบานเย็นถือถาดของหวานเข้ามา เธอประหม่าเมื่อประสานสายตาที่โลมเลียของกิติที่เป็นหนุ่มเต็มตัว จึงเลี่ยงไปเสิร์ฟคุณหญิงก่อน แต่พอหันมาเสิร์ฟกิติก็ถูกเขาเอามือลูบไล้แขนอย่างลวนลาม พูดกรุ้มกริ่มเมื่อตักขนมหวานเข้าปากว่า

"แหม...หวานละมุนนุ่มลิ้นเหลือเกินครับคุณแม่"

บานเย็นยืนนิ่งเหมือนหุ่นไม่คิดว่าเขาจะกล้าขนาดนี้ ขณะบรรยากาศกำลังนิ่งเงียบนั่นเอง หวินวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาละล่ำละลักบอกอย่างตกใจสุดขีด

"คุณหญิงเจ้าคะ เจ้าคุณค่ะ...พี่เพิ่มส่งคนมาบอกว่าเจ้าคุณรถคว่ำที่ไทรโศกเจ้าค่ะ"

ทุกคนช็อกกับข่าวร้ายนี่!

ooooooo

ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุรถยนต์คว่ำ เจ้าคุณฯในวัย 50 นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานในบ้าน เพิ่มที่เพิ่งไปเก็บค่าเช่านาและค่าข้าว ก็หิ้วถุงเงินมาวางไว้ตรงหน้า บอกท่านเจ้าคุณฯว่า

"ค่าข้าวและค่าเช่าที่นาที่ไทรโศกครับเจ้าคุณพ่อ ทั้งหมดหนึ่งล้านห้าพันบาทครับ"

ท่านเจ้าคุณฯหยิบถุงเงินมานับ นัยน์ตาเป็นประกายด้วยความยินดี

ครู่หนึ่งมีเสียงเรียกชื่อท่านดังขึ้น "เกิด...เกิด...เกิด..." ท่านหันมองหาที่มาของเสียงก็พบแต่ความว่างเปล่า เพิ่มเองก็ออกไปแล้ว ทันใดนั้นเสียงเรียกดังขึ้นอีก "เกิด...เกิด...เกิด..."

ท่านเจ้าคุณพ่อฯมองไปรอบตัวเลิกลั่ก แต่พอหันมองตรงที่เพิ่มนั่งอยู่เมื่อครู่ ก็ปรากฏหน้าเยื้อนจ้องเขม็งในระยะประชิด พูดเสียงเย็นเยียบ "สัญญา..."

หลังเกิดอุบัติเหตุผ่านไป 1 เดือน ท่านเจ้าคุณฯพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านธีระรัตน์ที่ไทรโศก จู่ๆเจ้าคุณก็ผงะ เบิกตาโพลง ร้องลั่น

"อย่า!!!!"

บานเย็นโผเข้าไปจับมือเจ้าคุณฯ ท่านก็ยังร้องและสีหน้าตื่นตระหนก ร้องแต่ว่า อย่า...กลัวแล้ว...กลัว จนบานเย็นต้องเข้าไปบอกไกล้ๆว่า

"ไม่ต้องกลัวนะเจ้าคะ เย็นอยู่นี่ นี่บานเย็นนะเจ้าคะ เจ้าคุณพ่อ"

เมื่อได้สติ เจ้าคุณฯหันมองบานเย็น อาการหอบก็ค่อยๆสงบลง ถามว่าคุณหญิงกับกิติไปไหน บานเย็นบอกว่าเข้าเมืองไปซื้อยามาให้ท่าน เจ้าคุณฯน้ำตาคลอ พูดเสียงเครือ...

"ทำไมพ่อไม่ตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด จะได้ไม่ต้องเป็นภาระกับทุกคนอย่างนี้ พ่ออยากตาย อยากตายเหลือเกิน เย็นเอ๊ย..."

บานเย็นได้แต่จับมือเจ้าคุณฯบีบเบาๆด้วยความสงสารจับใจ...

เมื่อกลับไปที่ห้องครัวหวิวถามว่าเป็นอะไร หน้าตาดูไม่สบายใจเอาเสียเลย บานเย็นเล่าว่า

"เจ้าคุณพ่อฝันร้ายอีกแล้วจ้ะพี่หวิน ฝันอย่างนี้อยู่เป็นเดือนๆแล้วนะจ๊ะ"

"เฮ้อ...นี่ไม่รู้เวรกรรมอะไร ทำมั้ย...คนดีๆ อย่างท่านถึงต้องมารถคว่ำกลายเป็นอัมพาตแบบนี้ด้วยก็ไม่รู้ เฮ้อ..."

เพิ่มนั่งอยู่ด้วยเขานิ่งคิดถามตัวเองในใจว่าเจ้าคุณพ่อของเขาเป็นคนดีจริงหรือ ในขณะที่หวินก็ยังคงพูดต่อ บอกให้เพิ่มไปเก็บดอกแคมาให้อีกสักตะกร้าเพราะท่านชอบแกงส้มดอกแค

ปรากฏว่าเพิ่มคิดตกอยู่ในภวังค์ ไม่ได้ยิน พอรู้สึกตัวก็ถามหวินว่าอะไรนะ บานเย็นจึงอาสาไปเก็บเอง คว้าตะกร้าเดินลิ่วไปยังต้นแคที่คันนา

ooooooo

บานเย็นพยายามเก็บดอกแคให้ได้มากที่สุดเพราะเจ้าคุณฯชอบแกงส้มดอกแค เก็บที่เอื้อมถึงจนหมดก็ปีนขึ้นไปเก็บได้เต็มตะกร้าจึงหิ้วตะกร้ากระโดดลงมา แต่จังหวะไม่ดีเลยหงายผลึ่ง รีบลุกขึ้นจะคว้าตะกร้าพลันก็ตะลึงงัน เมื่อเห็นงูเห่าแผ่แม่เบี้ยหราอยู่แค่ไม่ถึงวา!

บานเย็นนิ่งงันแข็งทื่อเป็นหุ่นอยู่ตรงนั้น พอได้สติ ก็ค่อยๆกระถดหนี งูเห่าชูคอแผ่แม่เบี้ยเลื้อยตามทำท่าจะฉก

"ช่วยด้วย..." บานเย็นร้องสุดเสียง ลุกได้ก็วิ่งเตลิดไปจนปะทะเข้ากับแผงอกอันแข็งแรงเปลือยเปล่าของใครคนหนึ่งเข้า บานเย็นเหลือบมอง เห็นชายหนุ่มเจ้าของแผงอกกว้างคนนั้นถือสุ่มดักปลายืนนิ่งอยู่ เธอพึมพำ..."ช่วยด้วย..." พลางหันมองไปทางงูเห่าที่อยู่ข้างหลัง

ชายคนนั้นเห็นงูก็ถือสุ่มเข้าไปล่องูเบนไปจากบานเย็น อีกมือก็ดึงบานเย็นให้ไปแอบอยู่ข้างหลังตัวเอง ล่อจนได้จังหวะก็โยนสุ่มทิ้ง พองูฉกไปทางนั้น เขาก็กระโดดคว้างูไว้ได้ด้วยมือเปล่า

บานเย็นหลับตาปี๋ด้วยความหวาดเสียว พอชายหนุ่มเห็นสีหน้าเธอเขาก็เหวี่ยงงูเข้าป่าไปแล้วหันกลับมายิ้มฟันขาวกับบานเย็น

บานเย็นวิ่งไปเก็บตะกร้าดอกแคพลางหันมาขอบคุณ "ขอบคุณมากนะ" ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มไปยิ้มมาไม่ตอบอะไร บานเย็นพูดอย่างรู้สึกซึ้งน้ำใจเขาว่า

"ฉัน...ต้องไปแล้วล่ะ ขอบคุณอีกครั้งนะ ที่ช่วยชีวิตฉันไว้"

พูดแล้วบานเย็นหิ้วตะกร้าดอกแคจ้ำอ้าวไป ชายหนุ่มมองตามไปอย่างตะลึงในความงามของบานเย็น โดยตลอดเวลาไม่มีเสียงพูดออกมาแม้แต่คำเดียว

เขาคือนายใบ้ผู้เป็นใบ้แต่กำเนิดนั่นเอง!

ooooooo

กลับถึงบ้าน บานเย็นรีบเอาดอกแคไปล้างที่ลานหลังบ้าน จู่ๆก็มีมือแข็งแรงมาโอบกอดจากข้างหลัง บานเย็นตกใจหันไปมองเห็นหน้ากิติอยู่ใกล้แค่ฝ่ามือกั้น เธอร้องห้าม พลางขยับถอย กิติมองตาเป็นมัน ขอชื่นใจสักหน่อยเพราะไม่ได้เจอกันสิบกว่าปี โตขึ้นทั้งสาวทั้งสวยจนอดใจไม่ไหวแล้ว

กิติพุ่งเข้าไปกอดบานเย็นไว้แน่น เธออ้อนวอนให้ปล่อยเกรงคนมาเห็น แต่ไม่ทันไร เสียงคุณหญิงก็แว้ดขึ้นว่า "อะไรกันน่ะ"

กิติผละจากบานเย็นรีบแก้ตัวว่า มาดูว่าเย็นนี้บานเย็นจะทำอะไรให้เรารับประทานกัน คุณหญิงรู้ทัน พอบานเย็นบอกว่าแกงส้มดอกแค คุณหญิงก็ไล่ให้รีบไปทำเสีย แล้วชวนกิติไปหาท่านพระครูฯ

"อย่านึกว่าแม่ไม่รู้นะว่าลูกคิดอะไรอยู่ ผู้หญิงดีๆมีออกเต็มพระนคร อย่าเอาตัวมาเกลือกกลั้วกับคนใช้เลย แม่ขอเถอะ" คุณหญิงเอ่ยขณะเดินออกมาด้วยกัน

"โธ่...คุณแม่...ธีระรัตน์อย่างผม ไม่มีวันเอาไพร่มาทำเมียหรอกครับ แค่บางครั้งนึกอยากทำอะไรสนุกๆบ้างก็เท่านั้นเอง อย่าห่วงไปเลยครับ" กิติกอดประจบคุณหญิง แล้วพากันเดินไป

ถึงกุฏิท่านพระครูโสภณศิริธรรมที่วัดไทรโศก สองแม่ลูกเข้าไปนมัสการโดยเอาบานเย็นไปด้วย คุณหญิงถามพระครูฯถึงดวงชะตาของท่านเจ้าคุณฯว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพอจะทราบไหมว่าทำไมท่านเจ้าคุณฯถึงได้ฝันร้าย ท่านเพ้อเหมือนกับว่ากลัวใครจะตามมาเอาชีวิตอยู่ตลอดเวลา

"ชีวิตคนเรามันมีเกิดแก่เจ็บตายนะโยม ความตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นวัฏสงสารที่เราต้องเผชิญกับมันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะเจอก่อนเจอหลังเท่านั้น คนเราทำกรรมมาไม่เหมือนกันโยม ถ้าทำกรรมดี เวลาจะจากโลกนี้ไป ก็ไปได้โดยสงบ แต่ถ้าทำกรรมชั่วเอาไว้ เจ้ากรรมนายเวรก็จะมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆทำให้ทรมานไปจนกว่าจะหมดลม"

คุณหญิงหน้าสลด ถามเสียงเครือว่า "ท่านจะมีเวลาอยู่กับดิฉันและลูกอีกนานไหมเจ้าคะ" พระครูฯไม่ตอบ แต่ถอนใจให้รู้เป็นนัย

เวลาเดียวกันนั้น เจ้าคุณฯนอนหายใจหอบอยู่บนเตียงที่บ้าน มีเพิ่มคอยดูแลอย่างใกล้ชิด

"พ่อคงไม่รอดแน่แล้วเจ้าเพิ่ม เอ็งช่วยไปตามคุณเจนให้พ่อที่ บอกเขาให้โทร.ตามหลวงนิติธรรมและพระปรีชาเวทย์ มาเป็นพยานให้พ่อด้วย พ่อจะทำพินัยกรรม"

"เจ้าคุณพ่อ..." เพิ่มใจคอไม่ดี

"ทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้คุณหญิงกับเจ้ากิติรู้เป็นอันขาด เข้าใจไหม"

เพิ่มพยักหน้าหัวใจว้าวุ่น สมองอื้ออึงไปหมด...

ooooooo

ระหว่างนั้น คุณหญิง กิติ และบานเย็นยังอยู่ที่กุฏิท่านพระครูฯ ฟังท่านเทศน์ใจคอไม่ดี

"ถ้าโยมทำความเข้าใจกับมันได้ โยมก็จะไม่ทุกข์ใจ เรื่องโยมเจ้าคุณฯ คิดเสียว่าโยมเองก็ต้องตายตามท่านไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลานั้น ก็นับว่าเป็นโอกาสดีที่โยมจะได้เร่งสร้างบุญสร้างกุศล อย่าได้ก่อเวรกรรมอะไรอีก ข้อหลังนี้ อาตมาขอเตือน"

ขณะนั้นเอง ใบ้หิ้วกาน้ำชาขึ้นมาเติมให้พระครูฯ และเสิร์ฟน้ำให้คุณหญิง กิติ และบานเย็น พอเห็นใบ้บานเย็นยิ้มให้อย่างดีใจ ใบ้ดีใจยิ่งกว่ายิ้มไม่หุบ พระครูฯหันบอกใบ้ว่า

"กราบคุณหญิงท่านเสียสิ คุณหญิงท่านเป็นภริยาของท่านเจ้าคุณธีระรัตน์ เจ้าของไทรโศกและเป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างวัดนี้" เมื่อใบ้ยกมือไหว้คุณหญิงท่วมหัว พระครูฯแนะนำอีกว่า "แล้วนั่นก็โยมบานเย็นลูกหลานท่านเจ้าคุณฯ" ใบ้ยกมือไหว้ บานเย็นยิ้มหวานให้

คุณหญิงถามว่าเป็นเด็กวัดมาอยู่ใหม่หรือ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน พระครูฯเล่าว่า

"มันเพิ่งมาอยู่นี่เมื่อไม่นานนี้แหละโยม เมื่อก่อนอยู่บ้านหนองปลาดุกกับยายอ่อนหมอตำแย พอยายอ่อนย้ายมานี่ มันก็เลยตามมาดูแล"

"หน่วยก้านดีนี่ ชื่ออะไรล่ะ" คุณหญิงถาม ใบ้ไม่ตอบเอาแต่นั่งยิ้ม ถูกคุณหญิงตำหนิว่า "ผู้ใหญ่ถามทำไมไม่ตอบ"

"มันตอบไม่ได้หรอกโยม มันชื่อใบ้ ก็เป็นใบ้สมชื่อนั่นแหละ" พระครูฯหัวเราะ

บานเย็นเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า ที่เธอพูดกับใบ้แล้วเขาไม่ตอบแม้แต่คำเดียว ที่แท้ก็เพราะเป็นใบ้นี่เอง...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

ไม่เสียชื่อซุป'ตาร์ขาแดนซ์ “ณเดชน์“ ออกสเตปเทพใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

ไม่เสียชื่อซุป'ตาร์ขาแดนซ์ “ณเดชน์“ ออกสเตปเทพใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
16 พ.ค. 2564

07:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2564 เวลา 12:46 น.