ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    ทรายสีเพลิง

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    อัลบั้ม: นิยายเรื่อง "ทรายสีเพลิง"


    พัชระตัดสินใจกลับบ้าน หลังจากยืนลังเลหน้าลิฟต์พักใหญ่ แต่ยังไม่ละความพยายามโทร.หาทราย แม้เธอจะไม่รับสายสักครั้ง แพรเจ้าของนิตยสาร

    ชื่อดังและแม่ของพัชระรออยู่แล้ว ความหงุดหงิดแล่นพล่านเพราะทราบมาจากเสาวนีย์ว่าลูกชายตัวดีกำลังติดพันหญิงสาวคนใหม่...พี่สาวคนละแม่ของลูกศร!

    ฝ่ายเสาวนีย์ประกาศศึกกับทรายแบบเต็มรูปแบบ ด้วยการเชิญลูกเลี้ยงสาวไปทานข้าวเช้าด้วยกัน โดยอ้างว่ามีเรื่องพิเศษของครอบครัวจะแจ้งให้ทราบ แต่เมื่อสมาชิกทุกคนพร้อมหน้า กลับสั่งให้สาวใช้เสิร์ฟของกินเล่น ศกโวยวายและสั่งให้เอาอาหารจานหลักมาแทน เสาวนีย์เหยียดยิ้มเย็นแล้วจงใจพูดกระทบทราย

    “อ้าว...ที่ผ่านมาเสาว์เห็นคุณชอบทานของกินเล่น”

    “ของกินเล่นมันก็แค่รองท้อง แต่ถ้าทานให้อิ่ม ก็ต้องอาหารหลักสิ”

    “จำไว้นะลูกศร ผู้ชายกินของกินเล่นแค่รองท้อง แต่ถ้าทานให้อิ่ม เขาเลือกอาหารหลัก”

    ทรายรู้ว่าเสาวนีย์ต้องการบอกอะไร แต่ทำใจเย็นไม่ตอบโต้ ส่วนลูกศรไม่รู้เรื่อง พาซื่อแย้งแม่ว่าคงอีกนานเพราะยังเรียนไม่จบ เสาวนีย์ส่งสายตาเยาะเย้ยให้ทราย แล้วอธิบายลูกสาวกับสามีว่าเพิ่งตกลงกับแพรเมื่อคืนวาน จะให้พัชระกับลูกศรแต่งงานกันในอีกสองเดือนข้างหน้า

    เวลาเดียวกันที่บ้านพัชระ...ลูกชายคนเดียวของบ้านค้านหัวชนฝา ไม่อยากแต่งงานเพราะยังไม่พร้อม แพร รู้ทันและตอกกลับแบบไม่เกรงใจว่าเขากำลังติดพันผู้หญิงใจแตกคนใหม่มากกว่า พัชระรีบพูดปกป้องทรายทันที

    “ทรายเป็นผู้หญิงน่ารัก อยู่ที่ไหนก็ทำให้ทุกคนมีความสุข ใครๆก็อยากอยู่ใกล้เขา ไม่น่าเบื่อเหมือนลูกศร”

    “ตาพัช...อย่าเอาผู้หญิงคนนั้นมาเทียบกับหนู

    ลูกศรนะ หนูลูกศรเขามีชาติตระกูลดี ต่างจากผู้หญิงคนนั้น”

    “ถ้าคุณแม่เปิดใจยอมรู้จักทราย คุณแม่จะรู้ว่าผมควรเลือกใคร”

    ในขณะที่พัชระเครียดหนักที่ถูกบังคับแต่งงาน... ทรายก็คิดแผนตอบโต้แม่เลี้ยงสาว ด้วยการตอบรับจะให้สัมภาษณ์กับนิตยสารชื่อดัง โดยแลกกับการถ่ายภาพและสัมภาษณ์ร่วมของครอบครัวเธอ ส่วนศกรอจน

    ลูกสาวคนโตออกไปดูบ้านริมคลอง แล้วถือโอกาสต่อว่าภรรยาที่ตัดสินใจเรื่องแต่งงานของลูกศรโดยพลการ โดยไม่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวอย่างเขา ยิ่งตอนนี้สถานะทางการเงินง่อนแง่นเต็มที หากพัชระย้ายมาอยู่ด้วย คงน่าอายพิลึก

    เสาวนีย์ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ “ฉันไม่อาย...ยังไงความจริงก็คือความจริง”

    “แต่ผมอาย เราเป็นถึงพรหมาสตร์นารายณ์ แต่งลูกสาวทั้งที ผมคงให้ใครว่ากระจอกไม่ได้ เลื่อนงานไปก่อน”

    เสาวนีย์ปฏิเสธ ยืนกรานจะทำตามที่ตกลงกับแพร ศกพูดไม่ออก ได้แต่ครุ่นคิดหาทางออกไม่ให้ครอบครัวต้องอับอายและเสื่อมเสียเกียรติไปกว่านี้ ลูกศรลำบากใจไม่แพ้ศก พยายามขอร้องแม่ให้เลื่อนงานแต่งออกไป แต่เสาวนีย์ไม่ยินยอม อ้างว่าทำทุกอย่างให้เธอมีความสุข ...แม่จะไม่ยอมให้ใครมาแย่งอะไรของเราไปเด็ดขาด!

    ooooooo

    หลังจากต้องหัวเสียแต่เช้าที่ถูกแม่ต้อนให้จนมุมเรื่องแต่งงาน พัชระก็ออกไปหาตัวต้นเรื่อง แล้วก็ไม่ผิดหวังเมื่อเห็นทรายกำลังสำรวจบ้านริมน้ำ แต่ที่ทำให้เขาแทบคลั่ง ก็เมื่อเธอมึนตึงและเมินใส่ราวกับเขาเป็นอากาศธาตุ ทรายสะใจที่เห็นท่าทางร้อนรนของพัชระ ทำเป็นไม่สนใจและเดินไปคุยกับอุทิศและเอ่ยปากชวนให้มาอยู่ด้วยกัน

    พัชระข่มอารมณ์หงุดหงิดและคุยงานกับเธอด้วยท่าทีปกติ แต่ถึงกระนั้นก็อดไม่ได้ ต้องถามให้รู้เรื่องว่าเหตุใดเธอถึงผิดนัดเขาเมื่อคืนก่อน ทรายย้อนเสียงเรียบว่าควรเป็นเธอมากกว่าที่ต้องถามว่าเขาเบี้ยวนัดเธอเพราะอะไร

    “ผมไปดึก...แต่ไม่ได้ดึกมากนี่ ทำไม...คอยไม่ได้หรือ”

    “ไม่ได้ เวลาคอยใครเขาไม่มา นาทีเดียวก็เหมือนชั่วโมง ทรายคอยพัชนานไปด้วยซ้ำ...นานกว่าที่เคยคอยใคร”

    พัชระอึ้งไปอึดใจ ทรายสะใจมากแต่ยังตีหน้านิ่ง ชวนเขาคุยเรื่องงาน แต่ที่ทำให้พัชระโกรธมาก ก็เมื่อเธอบอกจะให้บุรีมาดูแลการซ่อมบ้านของเธอแทน พัชระคิดว่าเธองอนเรื่องเมื่อคืน เลยพยายามจะอธิบาย แต่ทรายก็ทำให้เขาแทบคลั่ง เมื่อตอกกลับว่าเขาจะได้มีเวลาไปทำหน้าที่เด็กดีของพ่อแม่

    พัชระฉุนขาดโต้กลับ “เลิกเรียกผมเป็นเด็กสักที ผมอายุเท่าคุณ”

    ทรายหัวเราะเบาๆ พูดเสียงหยันเหมือนเขาเป็นตัวตลก “ขอโทษที ฉันชอบรู้สึกว่าคุณมันเด็ก บางทีเพราะฉันโตในประเทศเสรี แต่ละคนมีความคิดของตัวเองที่จะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้ ไม่ใช่ตามที่พ่อแม่สั่ง”

    “แล้วพัชต้องทำยังไงถึงจะเรียกว่าไม่เด็ก...แบบพี่ฌานงั้นสิ”

    “คุณเทียบฌานไม่ได้หรอกพัชระ!”

    ทรายสะบัดหน้าจากไปแล้ว ทิ้งพัชระให้ยืนตะลึงคนเดียวเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่ นักออกแบบสาวหันมามองด้วยความสะใจและเดินไปทางบ้านใหญ่ ทันได้ยินพ่อกับแม่เลี้ยงโต้ตอบกันเรื่องซ่อมบ้าน เสาวนีย์ไม่อยากให้สามียุ่งเกี่ยวหรือขอความช่วยเหลือจากทราย กลัวลูกศรจะกลายเป็นหมาหัวเน่า แต่ศกก็ปฏิเสธท่าเดียว

    “เขามีเงินมากจะให้พ่อแท้ๆของเขา แต่พ่อแท้ๆของเขาไม่เคยเอื้อเฟื้อเจือจานลูกคนนี้แม้แต่บาทเดียว ปัญหาคือผมไม่มีเงินสดพอจะทำเอง รักษาคุณแม่ เงินของผมแทบจะหมดเกลี้ยง อสังหาที่คุณแม่ให้ไว้ก็ขายไม่ได้สักที ทรายมาเหมือนน้ำฝนที่ตกในที่แล้ง คุณไม่มีเหตุผลอะไรจะปฏิเสธ เราถึงตาจนแล้ว ตึกนี้เก่าและจำเป็นต้องซ่อม”

    เสาวนีย์โมโหมากตอกกลับ “คุณใช้เงินรักษาคุณแม่มากไป หมอและยาดีที่สุด คุณแม่เจ็บหกปี คุณหมดไปยี่สิบล้าน แค่ต่อความหวังเพื่อที่จะจัดงานศพให้ท่านในวันหนึ่ง”

    ศกช้ำใจมาก คำพูดแทงใจดำของภรรยาทำให้เถียงไม่ออก เสาวนีย์จึงเดินจากไปเงียบๆ ไม่อยากอยู่ต่อเพราะกลัวต้องทะเลาะกันยาว ส่วนทรายได้ยินทุกอย่างและคิดแผนร้ายได้ในบัดดล ไม่รอช้าคว้ามือถือโทร.หาแม่ที่อเมริกา ให้กลับเมืองไทยเพื่อสร้างความแปลกประหลาดใจให้แก่ใครบางคน!

    ฟากฌานกับบุรีปรึกษากันเคร่งเครียดเรื่องโครงการ สร้างคอนโด ฌานอยากใช้ประโยชน์จากพื้นที่ แต่จะเก็บรักษาบ้านเก่าของพ่อไว้ ข้อจำกัดของเขาทำให้บุรีหนักใจ เพราะอาจกลายเป็นจุดอ่อนให้อลันโจมตี

    “ยังไงฉันก็แพ้ไม่ได้ ถ้าอลันได้ที่ดินนั่นไป มันต้องรื้อบ้านพ่อฉันเละแน่ ฉันยอมไม่ได้ ฉันต้องเก็บบ้านหลังนั้นไว้ ฉันยังอยากให้บ้านพ่อเป็นเรือนหอของฉันกับทราย”

    บุรีชะงัก นึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่พูดจารุนแรงกับทราย เลยอดถามเพื่อนรักไม่ได้ว่าเคลียร์ใจกับนักออกแบบสาวหรือยัง ฌานยิ้มน้อยๆบอกว่าเรียบร้อยดี แถมถามถึงโครงการซ่อมบ้านของเธอที่ให้พัชระดูแลว่าเป็นอย่างไร เมื่อไหร่จะเสร็จ บุรีมองมานิ่งๆ กลัวเพื่อนรักจะสงสัย ฌานต้องบอกให้สบายใจ ว่าไม่ได้คิดมากเรื่องพัชระกับทราย แต่ที่ถามเพราะอยากรู้เท่านั้น...ฉันไม่ได้หน้ามืดจนคิดว่าทรายจะยุ่งกับคู่หมั้นของน้องสาวหรอกน่า!

    สองหนุ่มคงจะคุยกันอีกนาน ถ้ากี้จะไม่โทร.ตามไปร้าน เพราะพัชระกำลังเมาแล้วพาลไปทั่ว ฌานเห็นสภาพรุ่นน้องแล้วส่ายหน้า บอกให้หยุดดื่มเพราะคอไม่แข็ง เช่นเดียวกับกี้ที่พูดเตือนเสียงเข้ม

    “นั่นสิ...ดูสิพูดจาเสียงดังรบกวนแขกไปหมด ยิ่งห้ามก็ยิ่งดื่ม ทำตัวเป็นเด็กไปได้!”

    คำพูดของกี้ทำให้พัชระสติหลุด โพล่งออกไปว่าเขาไม่ใช่เด็ก ฌานไม่ชอบให้เสียงดังเลยเตือนให้ใจเย็นๆ พัชระหงุดหงิดเพื่อนรุ่นพี่เป็นทุน บวกกับฤทธิ์น้ำเมาเลยพุ่งไปกระชากคอเสื้อเอาเรื่อง ฌานไม่ยอมจะโต้กลับ บุรีเลยต้องขวางอีกแรง พัชระไม่ยี่หระ นึกถึงคำพูดสบประมาทของทรายแล้วฉุนขาด

    “เขาไม่มีอะไรที่ผมเทียบไม่ได้ ถ้าเขาจะเข้ามา ผมก็สู้ได้อยู่แล้ว”

    ฌานโกรธมาก ตั้งท่าจะโถมตัวหาหวังชกหน้าให้หายคลั่ง แต่บุรีปรี่มาขวางและสั่งให้ลูกน้องคนอื่นพาพัชระกลับบ้าน แพรเห็นสภาพเมาเป็นหมาของลูกชายแล้วโวยวาย บรรดาคนมาส่งเลยถอยร่นไม่เป็นท่า พัชระไม่สะทกสะท้านกับสายตาตำหนิของแม่เพราะเมาไม่รู้เรื่อง แพรหมดความอดทน สาดน้ำใส่เพื่อเรียกสติและย้ำว่าเขาต้องไปวัดเพื่อดูฤกษ์แต่งงานกับเธอและครอบครัวพรหมาสตร์นารายณ์ในวันรุ่งขึ้น พัชระสวนทันทีว่าไม่ไป

    “แม่เลิกสั่งเหมือนผมเป็นเด็กๆสักที ผมโตแล้ว รู้ว่าต้องการอะไร ต่อไปผมจะทำในสิ่งที่ผมต้องการเท่านั้น”

    พัชระหอบร่างเมาแอ๋ขึ้นห้อง ทิ้งแพรให้มองตามอึ้งๆ ไม่คิดเลยว่าลูกชายคนเดียวจะกล้าพูดกับตนเช่นนี้

    ooooooo

    ทรายรู้เรื่องพัชระเมาอาละวาดจากฌานเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่รอช้า ตรงไปบ้านพรหมาสตร์นารายณ์เพื่อให้แน่ใจ แล้วก็ได้ยิ้มสะใจ เมื่อได้ยินเต็มสองหูว่าแพรโทร.มาเลื่อนนัดดูฤกษ์แต่งงานกับเสาวนีย์ ศกเห็นลูกสาวคนโตมาเยี่ยม เลยชวนทานข้าวด้วยกัน ทรายจึงถือโอกาสประกาศกลางโต๊ะอาหารจะให้ทุกคนไปถ่ายนิตยสารร่วมกับเธอในวันรุ่งขึ้น

    เสาวนีย์จะปฏิเสธ แต่ศกไม่ยอมและตัดสินใจให้ทุกคนไปถ่ายแบบร่วมกับทราย เสาวนีย์เจ็บใจมาก แต่กลัวน้อยหน้ามากกว่า เลยไปลากลูกศรไปช็อปปิ้งเสื้อผ้าชุดใหม่เตรียมประชันกับทราย แต่ต้องมาหัวเสียก่อนออกจากบ้าน เมื่อได้ยินจากสามีบอกว่าทรายยินดีจะออกค่าซ่อมบ้านให้ด้วยความเต็มใจ

    “เห็นคุณพ่อบอกว่าคุณอาจะให้บ้านหลังนี้เป็นเรือนหอน้อง ครอบครัวพัชระมีฐานะ ขืนให้เขามาเห็นบ้านซอมซ่อ เดี๋ยวจะว่าตระกูลเอาได้ ทรายจำได้ว่าสมัยคุณย่ายังอยู่ คุณย่ายอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาหน้าตาเกียรติยศไว้!”

    ศกชะงัก คำพูดทีเล่นทีจริงของลูกสาวคนโตเหมือนจะแฝงนัยเหน็บเขา แต่คนที่เป็นเดือดเป็นร้อนสุด คือเสาวนีย์ และจะไม่ทนยืนเป็นเป้าให้แขวะอีกต่อไป เลยหันไปจูงมือลูกศรออกจากบ้าน ทรายรู้จากน้องสาวว่าแม่เลี้ยงคู่ปรับจะพาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่ เลยยิ้มเยาะและเอ่ยเสียงหยัน

    “ไม่ต้องซื้อชุดใหม่หรอกค่ะ คนสวยใส่อะไรก็สวย แต่ถ้าไม่สวย ใส่ของเป็นแสนก็ไม่สวย”

    เสาวนีย์เจ็บจี๊ด รู้ดีว่าทรายจงใจเหน็บลูกสาว ส่วนลูกศรไม่รู้เรื่อง พาซื่อเห็นด้วยกับทราย แถมหลุดปากอีกต่างหากว่าจะไปเยี่ยมพัชระซึ่งนอนป่วยอยู่บ้าน ทรายตาวาวและขออนุญาตพาน้องสาวไปแทนทันที

    เสาวนีย์แค้นแทบกระอัก จำต้องยอมให้ลูกศรไปกับทรายเพราะเกรงใจศก แต่เมื่อได้คุยกับแม่ก็ระเบิดอารมณ์ใส่เต็มที่ คุณหญิงเพกาปลอบให้ใจเย็น เพราะได้ยินมาว่าทรายก็มีคู่ควงอยู่แล้วชื่อฌาน หว่อง

    “เห็นบอกว่ารูปร่างหน้าตาดีกว่าพัชระ เป็นถึงลูกชายมหาเศรษฐีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เด็กนั่นคงไม่โง่ทิ้งทายาทเศรษฐีมาเอาคนธรรมดาแบบพัชระหรอก”

    คำปลอบของแม่ไม่ได้ทำให้เสาวนีย์สบายใจขึ้น แต่กลับร้อนเป็นไฟด้วยความริษยาที่ทรายมักได้ของดีๆ เสมอ เลยพาลอารมณ์เสียใส่แม่ ที่คิดว่าพัชระมีคุณสมบัติสู้คู่ควงทรายไม่ได้ คุณหญิงเพการีบชี้แจง กลัวลูกโกรธ

    “เอ่อ...คือแม่หมายถึง เด็กนั่นไม่คิดเอาพัชระจริงๆหรอก มันแค่เล่นสงครามประสาท มันอยากให้เสาว์คลั่ง”

    “เสาว์ไม่ได้สนหรอกค่ะว่ามันจะเอาพัชระจริงหรือเปล่า แต่ที่เสาว์ห่วง...คือกลัวว่าพัชระจะเอามัน”

    “ต่อให้พัชระจะเอามัน แต่เด็กนั่นก็แย่งพัชระไปไม่ได้ ถ้าคุณแพรไม่เอา เหมือนตอนคุณศกอยากได้ดวงตา แต่คุณหญิงศิริไม่ยอม สุดท้าย...มันกับลูกก็ต้องระเห็จไปไงลูก”

    เวลาเดียวกันที่บ้านพัชระ...แพรต้อนรับสองพี่น้องด้วยสีหน้านิ่งสงบ แต่เพ่งพิจารณาทรายเป็นพิเศษ แล้วก็ต้องแปลกใจเพราะท่าทางนักออกแบบสาวไม่ได้ก๋ากั่น เปรี้ยวเข็ดฟันหรือว่าร้ายกาจอย่างที่ได้ยินจากเสาวนีย์ ส่วนลูกศรถือโอกาสขึ้นไปเยี่ยมคู่หมั้นหนุ่มถึงในห้องนอน แต่ก็ทำให้เขาอารมณ์เสีย เมื่อได้ยินว่าเธอมาเพราะแม่สั่ง

    “หยุดพูดคำว่าคุณแม่สักทีได้ไหมศร ศรอายุยี่สิบนะ โตแล้ว หัดคิดเองทำเองบ้าง อย่าให้ใครว่าเราเป็นเด็ก!”

    “ศรขอโทษค่ะ ศรก็แค่บอกตามที่คุณแม่บอกมาเท่านั้น ไม่คิดว่าจะทำให้พี่พัชโกรธ งั้นศรไปนะคะ”

    ท่าทางหัวเสียของคู่หมั้นหนุ่มทำให้ลูกศรตกใจไม่น้อย แพรต้องปลอบให้สบายใจว่าคนป่วยก็เป็นแบบนี้ ส่วนทรายแอบยิ้มสะใจที่อาการของพัชระเป็นไปตามที่ต้องการทุกอย่าง ลูกศรไม่สังเกตท่าทางพี่สาว มัวแต่จมปลักกับความคิดตัวเอง และตัดสินใจถามทรายว่าเคยรักใครหรือไม่

    ทรายอึ้งไปอึดใจ ภาพบุรีแวบขึ้นในหัว จนทำให้เธอต้องบุกไปหาเขาถึงบริษัท แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเขายังไม่มาทำงาน นักออกแบบสาวจึงตัดสินใจไปถึงบ้านสวนตามคำบอกเล่าของลูกน้องเขา บุรีถึงกับพูดไม่ออก เมื่อเห็นหน้าแขกสาวผู้ไม่ได้รับเชิญ แอบกังวลเล็กๆ เพราะกลัวเธอจะเกิดจำบ้านและตัวเขาได้ขึ้นมาจริงๆ

    ท่าทางอึกอักของเขาทำให้ทรายหงุดหงิด แต่เมื่อเขาชวนชมสวนเลยยิ้มออก บรรยากาศร่มรื่นทำให้สองหนุ่มสาวผ่อนคลายมากขึ้น บุรีพาทรายไปหาพ่อแม่ สุนทรีย์มองหญิงสาวสวยจัด อดีตเพื่อนวัยเด็กของบุรีอย่างตื่นตะลึง อยากจะบอกความจริงที่เก็บไว้แต่ถูกลูกชายส่งสายตาห้ามไว้ก่อน ส่วนทรายไม่รู้เรื่อง ทำตัวเป็นแขกที่ดี ด้วยการอาสาปีนต้นไม้เก็บมะม่วงจิ้มกะปิหวานให้สุนทรีย์ด้วยความยินดี

    ทรายเพลิดเพลินมาก เดินชมสวนแล้วเกิดความรู้สึกคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นสวนตรงหน้าที่ไหนมาก่อน บุรีมองมาลุ้นๆ อยากรู้ว่าเธอจะจำได้หรือไม่ แต่ก็ต้องถอนใจยาวเพราะเธอปัดความสงสัยทิ้ง แล้วหันมาสนใจดอกจำปีในมือแทน

    “ตอนเด็กๆแม่ติดดอกจำปีให้ทรายก่อนนอน มันหอมมาก ทรายได้กลิ่นหอมทั้งคืน”

    ภาพทรายกับดอกจำปีทำให้บุรีเผลอไผลไปชั่วครู่ ความทรงจำแสนหวานในอดีตกับคำพูดประกาศจะสร้างเรือนหอของฌานลอยวนเวียนในหัว ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่อสู้กันอย่างหนัก ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้และดึงสติตัวเองกลับสู่ปัจจุบัน และถามเธอตรงๆถึงสาเหตุที่มาหาเขาถึงบ้านสวน

    “ฉันต้องการให้คุณดูแลเรื่องการซ่อมบ้านของฉันแทนพัชระ”

    บุรีตกใจ ถึงบางอ้อกับอาการเมาแอ๋ของพัชระเมื่อคืน เขามองไปทางเธอแบบรู้ทันว่าเป็นฝีมือเธอ

    “ถ้าไม่มีไฟ ก็คงไม่มีควัน”

    “มันคงจะไม่มีควัน ถ้าเชื้อเพลิงมีฉนวนแกร่งพอจะไม่ยอมติดไฟ”

    “ไม่มีเชื้อเพลิงอะไร ทนต่อการไม่ติดไฟหรอกทราย”

    สายตาจริงจังไม่ทำให้ทรายสะทกสะท้าน แถมจ้องกลับอีกต่างหาก บุรีต้องเป็นฝ่ายหลบตา พร้อมกับรับปากดูแลการซ่อมบ้านริมคลองให้เพื่อตัดปัญหา ทรายยิ้มอย่างผู้ชนะ แต่ก็ต้องหุบแทบไม่ทันเมื่อได้ยินประโยคต่อมา

    “ผมขอโทษที่ต้องพูดตรงๆ คนที่นี่คบคนด้วยหัวใจ ไม่มีใครทันเล่ห์เหลี่ยมคุณหรอก ผมขอร้อง...อย่ามาที่นี่อีก”

    ทรายชะงัก ไม่คิดว่าจะเจอบุรีพูดแบบนี้ ความโกรธผลักดันให้เธอฮึดสู้ ไม่มีวันยอมแพ้เป็นอันขาด

    “คนอย่างศรุตา มีแต่ผู้ชายมาง้อ แล้วคุณเป็นใครมาไล่ฉัน...รู้จักฉันน้อยไปแล้วบุรี!”

    แม้จะพูดกับทรายไปแบบนั้น แต่ตัวเองก็อดใจเสียไม่ได้ สุนทรีย์มองมาอย่างรู้ทันลูกชาย และเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่าเหตุใดถึงไม่ยอมเผยตัวกับทราย บุรีนิ่งไปอึดใจ ข่มความเจ็บปวดแล้วพูดเสียงเรียบ

    “เพราะมันเป็นอดีตไปแล้วน่ะสิครับ เชื่อผมเถอะ อย่าให้ทรายรู้ว่าผมเป็นใคร ผมไม่อยากให้ใครเจ็บ”

    บุรีหมายถึงฌาน ซึ่งสุนทรีย์ก็รู้ดี เธอมองท่าทางหงอยๆของลูกชายด้วยความสงสารจับใจ ไม่เห็นด้วยเลยที่เขาจะทนเก็บความขมขื่นไว้คนเดียว ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเป็นคนพูดกับทรายแทนด้วยซ้ำ

    “สิบกว่าปีที่ผ่านมา บุรีไม่เคยคบใคร ไม่เคยรักใคร เพราะเขารอหนูทรายคนเดียว”

    ooooooo

    และแล้ววันถ่ายแบบของครอบครัวพรหมาสตร์-นารายณ์ก็มาถึง ทรายโพสท่าอย่างชำนาญราวกับนางแบบ มืออาชีพ ต่างจากลูกศร เงอะๆงะๆทำท่าไม่ถูก ไม่รู้จะวางมือไม้ไว้ตรงไหน ทีมงานชื่นชมนักออกแบบสาวไม่ขาดปาก จนเสาวนีย์แทบทนไม่ไหว เจ็บใจมากที่ลูกสาวกลายเป็นตัวเปรียบเทียบทำให้ทรายโดดเด่นขึ้นมา

    ทรายปรายตาไปทางแม่เลี้ยงอย่างชอบใจ สะใจมากที่ได้เอาคืน หลังจากถูกกดมานาน เสาวนีย์ไม่รอช้า ฉวยโอกาสตอนลูกเลี้ยงคู่ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้า ถลันไปดักหน้าและต่อว่าเสียงเข้มที่จงใจพาลูกศรมาเป็นเครื่องมือล้างแค้นแบบนี้ แถมยังตอกย้ำให้รู้ว่าทรายไม่มีวันเทียบลูกศรติดไม่ว่าในฐานะอะไร ทรายไม่สะทกสะท้านสวนกลับ

    “ทรายคิดเสมอว่าทรายกับศรเป็นลูกคุณพ่อเหมือนกัน ก็ต้องมีอะไรเท่าๆกัน ไม่ควรมีใครสูงส่งกว่าใคร!”

    “ใช่...พ่อเดียวกัน แต่คนละแม่ แล้วนี่คือสิ่งที่ทำให้เธอกับลูกศรต่างกัน จำไว้ศรุตา ไม่ว่าตอนนี้เธอจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน แต่สิ่งที่เธอเปลี่ยนไม่ได้คือที่มาของแม่เธอ”

    “ทรายไม่เคยลืมหรอกค่ะ แล้วก็มีอีกหนึ่งอย่างที่คุณอาไม่ควรลืมเหมือนกัน!”

    เสาวนีย์ไม่เข้าใจว่าทรายหมายถึงอะไร แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อดวงตาเข้ามาในสตูดิโอถ่ายแบบด้วยท่วงท่าเป็นผู้ดีราศีจับ ศกตะลึงไม่แพ้กัน สร้างความสาแก่ใจให้แก่ทรายเป็นอย่างมาก ตอนที่แนะนำแม่ต่อหน้าทุกคน

    “นี่คุณแม่ดวงตา แม่ของทราย ภรรยาคนแรกของคุณพ่อค่ะ”

    เสาวนีย์หมดความอดทน ตัดสินใจออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกสตูดิโอ ไม่อยากเห็นทรายจงใจจัดท่าทางให้ดวงตากับศกถ่ายภาพร่วมกันราวกับครอบครัวสุขสันต์สมบูรณ์แบบ ส่วนลูกศรได้แต่มองภาพครอบครัวพี่สาวด้วยแววตาไม่อยากเชื่อ อดน้อยใจไม่ได้เพราะเคยเป็นศูนย์กลางความรักจากพ่อแม่มาโดยตลอด

    ทรายเห็นท่าแม่เลี้ยงคู่ปรับก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ ปรี่ไปหาตอนพักกองและเอ่ยทักเมื่อเห็นเสาวนีย์ตั้งท่าจะกลับก่อน

    “คุณอาไม่ได้เจอแม่ตั้งนาน ไม่อยู่ทักทายถามสารทุกข์สุกดิบของแม่หน่อยหรือคะ อย่างน้อยก็น่าจะถ่ายรูปครอบครัวเดียวกันไว้ลงหนังสือ คนทั้งประเทศจะได้เห็นลำดับหน้าตาครอบครัวของเรา”

    คำพูดเชือดเฉือนของลูกเลี้ยงสาวทำให้เสาวนีย์สติแตก แหวลั่นเหมือนจะปราม แต่ทรายก็ไม่ยี่หระ

    “แม่ของทรายไม่ใช่ของกินเล่น แม่คืออาหารจานเดียวที่พ่อเลือก”

    “ไม่จริง ถ้าพ่อเธอเลือกแม่เธอ แล้วฉันจะยืนเป็นเมียถือทะเบียนสมรสอย่างนี้เหรอ”

    “ก็เพราะคุณย่าคิดว่าอาหารที่มีผักชีโรยหน้าสะสวยเป็นของดีไงคะ ถึงได้ยัดเยียดคุณอาให้คุณพ่อ”

    “ไม่จริง...ต่อให้ย่าเธอไม่ยัดเยียด พ่อเธอก็เลือกฉัน!”

    ทรายมองมาแบบไม่ยอมแพ้ เสาวนีย์จะโต้กลับแต่ต้องยั้งปากไว้ เมื่อแพรเดินมาชวนทั้งสองไปทานของว่าง เสาวนีย์มองสายตาชื่นชมของแพรที่มีต่อทรายด้วยความไม่พอใจ ส่วนทรายยิ้มเยาะและท้าทายแม่เลี้ยงเสียงเบา

    “งั้นลองดูไหมคะ ว่าถ้าไม่มีแม่บงการลูกชาย แล้วลูกชายจะเลือกใคร!”

    เสาวนีย์เนื้อเต้น เข้าใจความนัยของทรายดีว่าต้องการประกาศศึกแย่งพัชระไปจากลูกศร!

    เวลาเดียวกันที่บริษัทบุรี...พัชระกำลังอ้อนวอนสถาปนิกหนุ่มมือหนึ่งให้คืนงานซ่อมบ้านของทรายให้ เพราะอยากดูแลให้ตลอดรอดฝั่ง ไม่อยากทิ้งครึ่งๆกลางๆ บุรีเห็นท่าทางร้อนรนของรุ่นน้องเลยตัดสินใจถามตรงๆ

    “แน่ใจหรือว่าแค่อยากประสานงานให้จบ ไม่ใช่สานอย่างอื่น”

    “พี่บุรีพูดอะไรแบบนั้น ผมกับทรายเป็นแค่เพื่อนกัน”

    “และทรายก็เป็นพี่สาวของว่าที่เจ้าสาวของพัชด้วย”

    น้ำเสียงเข้มของบุรีจงใจให้รุ่นน้องรู้สึกตัว แต่เหมือนพัชระจะไม่ยอมแพ้ อ้างว่าไม่อยากทิ้งงานกลางคัน

    บุรีถอนใจยาวแล้วตัดบท “ไม่ต้องห่วงหรอก บ้านของทราย ถึงไม่มีพัช เขาก็มีคนอื่นพร้อมจะดูแลช่วยเหลือทุกอย่าง ตอนนี้ที่พัชควรห่วงคือบ้านของพัชกับลูกศร เพราะลูกศรไม่มีใครนอกจากพัชคนเดียว...เชื่อพี่นะพัช”

    ไม่ใช่แค่พัชระที่ถูกต่อว่า แม้แต่ทรายก็ถูกดวงตาเรียกไปคุยหลังการถ่ายแบบครอบครัวจบลง

    “แม่เลี้ยงทรายมา ทรายคิดว่าแม่ไม่รู้ทันหรือ ทรายจงใจให้แม่มาหักหน้าเขา ใช้แม่เป็นเครื่องมือล้างแค้นเขา”

    ทรายรีบเถียงว่าไม่ใช่อย่างที่แม่เข้าใจ “เปล่านะคะ ทรายไม่เคยคิดใช้แม่เป็นเครื่องมืออะไรทั้งนั้น ทรายแค่อยากให้ทุกคนรู้ความจริงว่าแม่มาก่อนเขา คนที่สมควรโดนประณามคือเขาไม่ใช่แม่”

    “ทำแล้วทรายได้อะไรลูก”

    “ได้ความยุติธรรมไงคะ ทรายบอกแล้วว่าจะมาทวงสิ่งที่เป็นของเราคืน โดยเฉพาะตำแหน่งภรรยาของพ่อ”

    “แต่แม่ไม่ต้องการ แม่ขอทรายอีกครั้ง เรื่องในอดีต ขอให้จบไปเถอะ”

    “มันไม่ใช่แค่เรื่องในอดีตค่ะแม่”

    ทรายเปิดกระเป๋าหยิบสร้อยทับทิมซึ่งขาดเป็นสองท่อนมาวางตรงหน้าแม่

    “แม่จำสร้อยเส้นนี้ได้ไหมคะ นี่คือสมบัติที่คุณย่าทิ้งให้ทราย แม่จำได้ไหมว่าคุณย่าให้สร้อยนี้กับแม่เพื่ออะไร”

    ดวงตาอึ้งไปอึดใจ ภาพในอดีตวนกลับมาในหัว ตอนที่คุณหญิงศิริมอบสร้อยเส้นนี้ให้เธอ

    “หลังคุณพ่อแต่งงานกับคุณอาเสาว์ คุณย่าให้สร้อยเส้นนี้กับแม่เพื่อใช้บุญคุณร้อยแม่ไว้ เหมือนตอนนี้ที่พ่อให้ความรักทรายมากกว่าลูกศร เพราะทรายมีประโยชน์ ทรายมีเงินให้พ่อ มีชื่อเสียงให้พ่อ พ่อถึงใช้ความรักร้อยทรายไว้!”

    ดวงตาน้ำตาคลอ ช้ำใจมากที่ลูกสาวคนเดียวย้ำเรื่องในอดีต ทรายไม่หยุดแถมชี้ให้เห็นความจริง

    “เห็นไหมคะแม่ ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องในอดีต แต่มันเป็นเรื่องปัจจุบันที่พวกเขาไม่เคยมีความรักจริงๆให้เราเลย ในเมื่อพวกเขาไม่รู้จักให้ เขาก็ไม่ควรได้อะไรจากเรา ไม่ว่าจะได้โอกาสหรือได้การอภัย!”

    ooooooo

    ท่าทางชื่นชมทรายแบบปิดไม่มิดของแพรทำให้เสาวนีย์นั่งไม่ติด บุกไปถึงบ้านเพื่อเคลียร์ให้รู้เรื่อง และตัดสินใจขอโทษอีกฝ่ายที่ปิดบังเรื่องดวงตากับทรายมาตลอด เพราะไม่อยากให้ใครกล่าวหาว่าแย่งสามีคนอื่น ไหนจะมีลูกศรอีกที่เธอต้องนึกถึง แพรพยักหน้าเข้าใจดี ปลอบไม่ให้คิดมากและบอกว่าจะตัดบทสัมภาษณ์บางส่วนออก

    “ขอบคุณคุณแพรที่เข้าใจค่ะ นั่นแปลว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่มีผลกระทบการแต่งงานของพัชกับลูกศรใช่ไหมคะ”

    คำตอบแบ่งรับแบ่งสู้ของแพรทำให้เสาวนีย์แทบคลั่ง เมื่อเจอคุณหญิงเพกาเวลาต่อมาเลยระบายอย่างเหลืออด

    “แปลว่าคุณแพรมีใจชอบนังทราย ถึงได้โยนให้พัชระตัดสินใจ ทั้งที่ผ่านมาคุณแพรขีดเส้นให้ลูกทุกอย่าง”

    “แล้วเราจะทำยังไงกันดี ถ้าให้พัชระเลือก ลูกศรก็คงไม่แคล้วเป็นม่ายขันหมาก”

    เสาวนีย์หัวเสียถึงขีดสุดประกาศกร้าว “เสาว์ไม่ยอม เสาว์ไม่ยอมให้นังทรายแย่งพัชระจากลูกศรได้ เสาว์จะทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกศรชนะนังทราย ต่อให้เสาว์ต้องทำในสิ่งที่เสาว์ไม่อยากทำก็ตาม!”

    คืนเดียวกันนั้นเอง...ลูกศรซ่อนหนังสือนิยายแทบไม่ทันเมื่อแม่บุกมาหาถึงห้อง แล้วรีบหยิบตำราเรียนมาท่องแทน เสาวนีย์กอดลูกสาวแน่น สงสารจับใจที่ต้องเจอภาพสะเทือนใจตอนถ่ายแบบ ลูกศรโอบตอบ ปลอบแม่เสียงอ่อนว่าตัวเองไม่เป็นไร เป็นห่วงแม่มากกว่าที่ต้องเจอดวงตาอีก แต่ที่ทำให้เสาวนีย์อึ้ง ก็เมื่อลูกสาวคนเดียวเอ่ยด้วยความเห็นใจทรายว่าคงน้อยเนื้อต่ำใจมาตลอด

    เสาวนีย์ไม่อยากให้ลูกศรมองทรายในแง่ดีขนาดนั้น เลยเปลี่ยนเรื่องให้โทร.ชวนพัชระมาทานข้าวด้วย

    ลูกศรไม่อยากโทร. เพราะรู้ดีว่าคู่หมั้นหนุ่มคงไม่เต็มใจ แต่ขัดแม่ไม่ได้เลยต้องยอม เธอเพียรกดมือถืออยู่นาน กว่าพัชระจะรับสายด้วยน้ำเสียงห้วนจัด เพราะกำลังหัวเสียที่ทรายไม่รับสายเขา เมื่อได้ยินเสียงลูกศรก็ยิ่งหงุดหงิด อารมณ์อยากประชดทราย เลยรับปากจะไปทานข้าวตามคำเชิญของลูกศรทันที

    อารมณ์พลุ่นพล่านด้วยตัณหาอยากเอาชนะทราย ทำให้พัชระมาระบายกับลูกศร ด้วยการพยายามนัวเนียคลอเคลียแบบที่อยากทำมาตลอด ลูกศรขืนตัวเล็กน้อย ไม่กล้าขัดใจเขามากเพราะกลัวเขาโกรธเหมือนที่ผ่านมา เสาวนีย์เห็นเหตุการณ์ตลอด ต่อสู้กับใจตัวเองอย่างหนักที่เห็นลูกสาวเป็นเครื่องมือรองรับอารมณ์ของพัชระ แต่ต้องฝืนทนเพราะอยากให้เขาหันกลับมามองลูกศรเหมือนเดิม

    สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ท่าทางลำบากใจของลูกสาว ทำให้ต้องปรากฏตัว พัชระเลยผละออกจากลูกศรและขอตัวกลับดื้อๆด้วยความกระดากใจ เสาวนีย์เห็นท่าไม่ดี ใช้ความเป็นผู้ใหญ่ปรี่เข้าหา ย้ำให้เขาหาเวลาว่างไปดูฤกษ์แต่งงาน พัชระรับปากแบบขอไปที ซึ่งเสาวนีย์ก็ดูออก อดหนักใจไม่ได้...กลัวทรายจะแย่งเขาไปได้จริงๆ

    ในขณะที่พัชระครุ่นคิดถึงแต่คำพูดปรามาสของทรายว่าเขาเป็นเด็กไม่รู้จักโต และนึกเปรียบเทียบตัวเองกับฌานตลอดเวลาจนไม่เป็นอันทำอะไร ดวงตาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เชื่อว่าลูกสาวคนเดียวต้องมีแผนร้ายในใจแน่ เลยโทรศัพท์ทางไกลไปขอดอนอยู่เมืองไทยต่อสักพัก

    “ฉันเป็นคนเอาความเกลียดพวกนั้นใส่หัวลูก จนชีวิตลูกมีแต่ความแค้น ฉันต้องอยู่ที่นี่เพื่อหาทางแก้ไข ก่อนที่ทรายจะทำอะไรถลำลึกแล้วต้องมาเสียใจทีหลัง”

    ดอนค้านว่าลูกเลี้ยงสาวเป็นคนเชื่อมั่นในตัวเอง คงไม่ง่ายจะเปลี่ยนใจ ดวงตารู้ดี แต่ก็เชื่อว่าจะมีคนคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงทรายได้ ดอนเดาว่าฌาน ดวงตาไม่ตอบ แต่ขอให้เขาส่งกล่องในลิ้นชักโต๊ะหนังสือของทรายมาให้แทน

    ooooooo

    ระหว่างที่ทุกคนกลุ้มใจเรื่องทราย ตัวต้นเรื่องกลับร้อนรนนั่งไม่ติด เมื่อได้ยินจากกี้ว่าบุรีไม่ยอมไปดูงานซ่อมบ้านของเธอ เลยตัดสินใจบุกไปบ้านสวนอีกครั้ง และครั้งนี้ก็เกือบได้เห็นภาพจิ๊กซอว์ ของรักของหวงในห้องทำงานของบุรีอยู่แล้ว ถ้าเจ้าของห้องจะไม่เดินมาเจอเธอโดยบังเอิญเสียก่อน

    บุรีหัวเสียมาก ที่เธอไม่ทำตามสัญญาและมาบ้านสวนอีก ทรายโต้ว่าไม่เคยรับปากใดๆ และจะมาที่นี่จนกว่าเขาจะยอมไปดูแลงานซ่อมบ้านของเธอ บุรีต้องยอมเพื่อตัดปัญหา ทรายจึงกลับแต่โดยดี แต่ไม่วายพึมพำไล่หลังเขาตามประสาคนชอบเอาชนะ...ฉันรับปากกับคุณ แต่ไม่ได้รับปากกับพ่อแม่คุณด้วยสักหน่อยว่าจะไม่มา!

    ฝ่ายเสาวนีย์ตัดสินใจเด็ดขาดจะไม่ยอมแพ้ทราย เลยไปพูดกับลูกศรให้ยอมตามใจพัชระบ้าง ถ้าเขาจะถึงเนื้อถึงตัวแสดงความรักตามประสาคนกำลังจะแต่งงานกัน ลูกศรมองมาอึ้งๆ ไม่เข้าใจท่าทางที่เปลี่ยนไปของแม่

    “พี่พัชเขารักศร ถ้าเขาจะแสดงความรักบ้างบางครั้ง ถ้าเราขัดขืนทำท่าหวงตัวเกินไป เขาจะระแวงได้ว่าศรไม่ได้รักเขา อีกอย่าง ถ้าเราขืนตัวมาก ผู้ชายเขาจะรุก บางทีเขาก็โกรธ แต่ถ้าเราแสดงท่าว่าเราก็รัก เขาจะหยุด”

    ลูกศรนิ่งคิดตามแล้วถามเสียงเบา “มันเป็นเครื่องพิสูจน์หรือคะว่ารักหรือไม่รัก”

    “แม่ว่า...สำหรับผู้ชายอาจจะไม่เสมอไป แต่สำหรับผู้หญิง...ใช่”

    ลูกศรเลิกคิ้วน้อยๆ ไม่ค่อยเห็นด้วยนักเพราะเคยอ่านเจอในนิยายมาอีกอย่าง เมื่อย้อนถามถึงความคิดเรื่องแบบนี้สมัยแม่ยังสาว ก็ได้ความว่าหญิงไทยใจงามยุคนั้นต้องรักนวลสงวนตัว แต่สมัยนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว

    “ผู้หญิงบางคนอาจใช้พรหมจารีเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆกัน แต่ศรเก็บไว้นะลูก เก็บไว้ให้พี่พัชวันแต่งงาน”

    ลูกศรพยักหน้ารับ ทั้งที่ในใจสับสนและไม่เห็นด้วยกับความต้องการของแม่นัก เธอย้อนคิดถึงท่าทีแข็งขืนและอารมณ์เกรี้ยวกราดขึ้นๆลงๆของคู่หมั้นหนุ่มแล้วยิ่งไม่มั่นใจ ว่าการยอมให้เขาแสดงความรักจะพิสูจน์อะไรได้ และคนที่เธอเลือกโทร.ไปปรึกษาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพี่สาวคนเดียวที่เธอชื่นชมบูชาสุดหัวใจ ทรายมาเจอลูกศรตามนัดในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา นิ่วหน้าประหลาดใจกับความคิดโบร่ำโบราณของแม่เลี้ยงกับน้องสาว

    “เรื่องนั้น...สำหรับพี่ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ความรัก แต่มันคือความเห็นแก่ตัวของผู้ชาย”

    “ศรก็คิดแบบนั้น ศรเคยอ่านในหนังสือ เขาบอกว่าคนเราถ้ารักกัน ต่อให้ไม่ถูกเนื้อต้องตัวกันก็รักกันได้ เหมือนคนที่อยู่คนละประเทศ เพียงแค่ได้คุยโทรศัพท์ ได้ยินเสียง ก็มีความสุขแล้ว”

    ท่าทางเพ้อฝันและยิ้มเขินๆของน้องสาวทำให้ทรายนึกสมเพช ลูกศรรีบบอกว่าชอบอ่านนิยายมากแต่เสาวนีย์ไม่ชอบ เธอเลยต้องแอบอ่าน ทรายตีหน้าซื่อเป็นพี่สาวแสนดี ปลอบไม่ให้คิดมาก

    “ทำไมล่ะ...การอ่านนิยายดีออก ชีวิตคนเราบางทีชีวิตที่ไม่ได้ดั่งใจ ก็ต้องพึ่งนิยายเป็นทางออกให้มีความสุขในโลกเพ้อฝันได้ แล้วในชีวิตศรมีอะไรไม่ได้ดั่งใจหรือ ถึงต้องพึ่งโลกของนิยาย”

    ลูกศรอึกอัก เห็นด้วยสุดหัวใจแต่ก็กลัวขัดกับแม่ ทันใดนั้นเอง...เสาวนีย์ก็โทร.มาถามเรื่องพัชระ ลูกศรแบ่งรับแบ่งสู้ แต่สุดท้ายก็รับปากจะทำตามแต่โดยดี ทรายเห็นอาการน้องเลยแกล้งถามว่าทำไมไม่อยากโทร.หาพัชระ

    “เพราะการโทร.หาคนที่ไม่อยากคุยกับเรามันไม่สนุกเลยน่ะสิคะ”

    ลูกศรถอนใจหนักหน่วง ตัดสินใจระบายกับพี่สาวว่าพัชระไม่น่าจะอยากแต่งงานกับเธอ แต่ต้องทำเพราะผู้ใหญ่บังคับมากกว่า ทรายลอบยิ้มร้ายและแกล้งถามถึงความรู้สึกของน้องสาวที่มีต่อคู่หมั้นหนุ่มบ้าง

    “ศรก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ว่าความรู้สึกที่ศรมีให้พี่พัชมันใช่ความรักหรือเปล่า”

    “งั้นพี่ถามใหม่ พัชระใช่ผู้ชายในฝันของลูกศรหรือเปล่า”

    คำถามตรงไปตรงมาของพี่สาวทำให้ลูกศรอึ้ง หน้าแดงด้วยความเขินอาย “ศรชอบผู้ชายอบอุ่นเหมือนคุณพ่อค่ะ ผู้ชายที่เป็นผู้นำเราได้ คอยแนะนำเวลามีปัญหา ในขณะเดียวกันก็คอยดูแล ใส่ใจเราไม่ห่าง”

    ทรายหัวเราะขืน ไม่คิดว่าคนอย่างศกจะเป็นแบบอย่างให้ใครได้ ช่างน่าสมเพชน้องสาวคนเดียว ที่คิดว่าพ่อจะเป็นแบบอย่างที่ดี นักออกแบบสาวแยกกับน้องสาวและกลับโรงแรม เจอกับฌานที่หน้าลิฟต์โดยบังเอิญ สองหนุ่มสาวคุยกันแบบกะหนุงกะหนิง ไม่รู้เลยว่าพัชระที่แอบมาดักรอทราย โกรธและโมโหหึงมากเพียงใด

    ทรายกับฌานหยอกล้อใกล้ชิดสนิทสนมราวกับคนรักกันบนห้องพัก ฌานชอบใจมากที่เธอยอมให้เขาคลอเคลีย ไม่ขัดขืนหรือบ่ายเบี่ยงเหมือนระยะหลังที่ผ่านมา เลยตัดสินใจขอแต่งงานอีกครั้ง

    ทรายสบตาเขานิ่ง ยืนยันคำตอบเดิมที่เคยพูดกับเขาหลายครั้ง “คุณรู้ใจฉันที่สุด เป็นเพื่อนที่ฉันรักที่สุด เป็นเพื่อนคนเดียวของฉัน ฉันรู้ว่าถ้าฉันมีเรื่องยุ่งยาก มีปัญหาเมื่อไหร่ ฉันจะหันไปหาคุณได้ทุกนาที”

    “ผมบอกตัวเองหลายครั้งว่าผมรัก ผมต้องการ ผมอยากผูกมัดทรายไว้กับผม เป็นของผมคนเดียว แต่ผมก็ต้องบอกตัวเองอีกเหมือนกันว่าผมรู้ใจทราย...รู้ว่าทรายไม่ใช่ของผม คุณไม่มีวันยอมเป็นของผมคนเดียว”

    “ฉันเสียหายมาก คุณพูดอย่างนี้ คุณว่าฉันเป็นคน...ภาษาไทยเขาเรียกว่าอะไรนะ”

    “ไม่ใช่ทราย...ทรายไม่ใช่แบบนั้น แต่ทรายยังหาตัวเองไม่พบต่างหาก ว่าทรายต้องการอะไร”

    “ทรายรู้ว่าทรายต้องการอะไร ขอให้ทำสำเร็จอย่างที่ต้องการก่อน แล้วต่อจากนั้น...”

    ฌานจ้องหน้ารอคำตอบ คิดว่าเธอจะบอกว่าพัชระ แต่จนแล้วจนรอด ทรายก็ไม่ตอบและชวนเขาออกไปทานข้าวกับแม่ดื้อๆ พัชระแอบมองอยู่แล้ว ตอนที่ทรายเดินเคล้าคลอมากับฌาน บีบมือแน่นด้วยความแค้นใจ ยิ่งนึกถึงคำปรามาสของเธอเมื่อหลายวันก่อน ยิ่งเจ็บใจ จึงประชดด้วยการตอบรับไปดูฤกษ์แต่งงานกับลูกศรและเสาวนีย์ทันที

    ฟากดวงตามองลูกสาวด้วยแววตาค้นหา เมื่อทราบว่าพัชระคู่หมั้นหนุ่มของลูกศร คือคนดูแลการซ่อมบ้านให้ ฌานก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง สบตากับดวงตาอย่างรู้กันแต่ไม่กระโตกกระตากอะไร ทรายยิ้มบางๆและชวนแม่ไปดูบ้านด้วยกัน ฌานขอไปด้วยแต่ถูกทรายปฏิเสธทันควัน

    “อ้าว...ทำไมล่ะ ผมอยากรู้จักคนในครอบครัวคุณ อยากทำให้คุณเห็นว่าผมจริงจังกับคุณจริงๆ”

    “เอาเป็นว่าทรายพาฌานไปเจอกับคนบ้านนั้นแน่ๆ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้”

    ฌานไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับดวงตาที่มองลูกสาวอย่างสงสัยว่าต้องมีแผนร้ายอะไรต่อไปแน่!

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 19:47 น.