นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ลูกไม้ไกลต้น

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ชานนท์เอาผ้าเช็ดหน้าที่รสาฝากบงกชมาคืนเมื่อเช้าซับเลือดที่หน้าผากให้ศศิกานต์อย่างเบามือแล้วจะเอาเก็บใส่กระเป๋า เธอมองไม่แน่ใจว่าใช่ผืนเดียวกับที่เห็นหล่นจากกระเป๋าถือของรสาหรือเปล่า

    “ผ้าเช็ดหน้าพี่นนท์เปื้อนเลือดศศิเลย” ว่าแล้วศศิกานต์เอื้อมไปหยิบผ้าเช็ดหน้าจากมือเขามาดู เห็นอักษรตัว C ปักอยู่ก็นิ่งอึ้งไปอึดใจ “ศศิเอาไปซักให้นะคะ ต้องรีบซักเดี๋ยวไม่ออก”

    “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ พี่ซักเอง” ชานนท์ดึงผ้าเช็ดหน้าคืน แล้วถามว่าหิวไหมไปหาอะไรกินกันก่อน ทีแรกเธอปฏิเสธแต่สุดท้ายทนเสียงรบเร้าของเขาไม่ไหว...

    หลังกินอาหารเสร็จ ชานนท์ขับรถมาส่งศศิกานต์ที่บ้าน แต่ขอตัวไม่เข้า ต้องรีบกลับไปเคลียร์งานที่บริษัท ช่วงบ่ายวันนี้ไม่ได้อยู่ทำงาน มัวแต่ออกไปธุระข้างนอก หญิงสาวได้แต่มองชายคนรักอย่างสงสัยแต่ไม่พูดอะไร ขอบคุณที่เขาไปรับแล้วเดินเข้าบ้าน พอเห็นพ่อกับแม่และแม่จันนั่งรอท่าอยู่รีบเอามือบังแผลที่หน้าผากไว้

    เฉลิมร้องทัก ที่โรงงานเป็นอย่างไรบ้างทำไมไฟถึงดับ เธอเล่าว่าเกิดจากแก้วน้ำตกจากโต๊ะไปโดนปลั๊ก ไฟก็เลยช็อต ตอนนี้ช่างซ่อมเรียบร้อยแล้วส่วนเรื่องออเดอร์ของลูกค้าก็ไม่ได้กระทบอะไร เปรมจิตไม่เห็นวรรณฤดีอยู่ด้วยก็ถามหา ศศิกานต์ได้รับคำสั่งจากพี่สาวไม่ให้บอกใครเรื่องที่ไปหาหมอจึงโกหกว่าเธอไปทำธุระ

    “พอดีพี่นนท์ไปรับ ศศิกับพี่วรรณก็เลยแยกกัน”

    “แล้วตานนท์ไปไหนล่ะ”

    “กลับไปแล้วค่ะ พี่นนท์ต้องกลับไปทำงานที่บริษัทต่อก็เลยรีบไปน่ะค่ะ...แล้วคุณพ่อล่ะคะ ไม่ได้ตรวจร่างกายวันนี้แล้วจะไปตรวจใหม่วันไหนดีคะ” ป่วยการที่ศศิกานต์จะเกลี้ยกล่อม เฉลิมยืนกรานไม่ยอมไปตรวจสุขภาพ แล้วเปลี่ยนเรื่องพูดหน้าตาเฉยถามว่าเมื่อไหร่เธอจะแต่งงานกับชานนท์สักที เธอจะแต่งได้อย่างไรในเมื่อฝ่ายโน้นยังไม่ได้มาขอ ก่อนจะตัดบทขอตัวไปอาบน้ำแล้วเดินขึ้นห้องไปเลย

    ooooooo

    ที่บ้านของพาณิช สองพี่น้องมีปากเสียงเถียงกันเรื่องที่อภิรักษ์จะซื้อบ้านให้กัลยาเสียงดังลั่นบ้าน พาณิชเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทะเลาะกันเรื่องอะไร อภิรักษ์เล่าเรื่องที่กัลยาถูกบอกเลิกการเช่าบ้าน ทำให้ไม่มีที่จะอยู่ เขาก็เลยจะซื้อบ้านให้ท่านสักหลัง จะได้ไม่ต้องเร่ร่อนหาบ้านเช่าไปตลอดชีวิตอีก

    “พ่อคิดว่าไงครับ ถ้าพ่อเห็นคนเขากำลังตกระกำลำบากพ่อจะช่วยไหมครับ”

    พาณิชพยายามพูดเป็นกลางที่สุด ถ้าท่านเห็นคนกำลังลำบากไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร ท่านก็จะช่วย อภิรักษ์ยิ้มร่าขณะที่ชานนท์หน้าหงิก เจ็บปวดใจที่ไม่มีใครอยู่ข้างเดียวกับตนเองแม้แต่พ่อ...

    ขณะที่ชานนท์กำลังเครียดหนักเรื่องแม่ ศศิกานต์ก็เครียดไม่แพ้เขาเช่นกันที่เห็นผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นกลับมา อยู่ในมือชานนท์อีกครั้ง ทำให้มั่นใจว่าเขากับรสาต้องเจอกันแน่ๆ

    “ทำไมพี่นนท์ชอบมีลับลมคมในเกี่ยวกับเรื่องรสา ทำไมพี่นนท์ไม่พูดความจริงกับเรา ถ้าไม่มีอะไร”...

    ตั้งแต่ออกจากศูนย์การแพทย์ วรรณฤดีไม่พูดไม่จาเอาแต่ทำหน้าเครียด ธัชชัยพยายามชวนคุยแต่เธอไม่ตอบอะไรเลย ครั้นกลับถึงบ้านเธอจ้ำพรวดๆขึ้นห้อง เขาวิ่งตามมาเอาใจพลางบอกให้ค่อยๆเดิน เธอก็ไม่สนใจจะฟัง เข้าห้องปิดประตูล็อก ธัชชัยเคาะเรียกให้เปิดรับ แต่ทุกอย่างเงียบกริบ เขาไม่ละความพยายาม

    “คุณวรรณครับ เปิดประตูหน่อยครับ”

    เสียงเคาะประตูกับเสียงร้องเรียกของธัชชัยดังถึงหูศศิกานต์ที่อยู่ห้องใกล้ๆกันก็เลยออกมาถามว่าพี่วรรณหายปวดท้องหรือยัง แล้วหมอว่าอย่างไรบ้าง เขาอึกอักเนื่องจากถูกสั่งไม่ให้พูดถึงเรื่องนี้ จึงต้องแต่งเรื่องว่าเธอปวดท้องเพราะความเครียด แล้วหันไปเคาะประตูเรียกวรรณฤดีต่อไป แต่ไม่มีวี่แววจะมาเปิดรับ

    “ท่าทางพี่วรรณคงจะไม่เปิด คืนนี้คุณธัชคงต้องไปนอนที่ห้องพักรับรองแขกแล้วล่ะค่ะ”

    ธัชชัยถอนใจ พลางพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเดินหน้าเครียดออกไป ศศิกานต์รอจนเขาลับสายตาเคาะประตูเรียกพี่สาวให้เปิดรับ วรรณฤดีกลับตะโกนบอกว่าอยากอยู่คนเดียว ด้านธัชชัยเข้าไปทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียง ในห้องพักรับรองแขกอย่างหมดเรี่ยวแรง แล้วนึกถึงนุกูล ขึ้นมาได้ รีบโทร.แจ้งข่าวร้ายว่าที่ทำกิฟต์ไว้หลุดหมด เนื่องจากวรรณฤดีเครียด สงสัยจะเป็นเพราะโกรธเขาเรื่องทิพย์

    “คุณวรรณเหมือนผีเข้ายังไงยังงั้นเลย หมอบอกว่าถ้าจะทำใหม่ก็ต้องเริ่มต้นทุกอย่างใหม่อีกรอบว่ะ”...

    ทางฝ่ายวรรณฤดีเอาแต่นั่งจ้องตัวเองอยู่หน้ากระจกเงา ที่โต๊ะเครื่องแป้ง มือข้างหนึ่งลูบท้องตัวเองไปมาพึมพำหน้าเครียดจะยอมแพ้ไม่ได้ จะต้องมีหลานชายคนแรกของตระกูลให้ได้

    “และลูกชายฉันจะต้องได้สมบัติมากกว่าใคร...ไม่สิ ต้องได้ทั้งหมด” ว่าแล้ววรรณฤดีชะโงกหน้าที่คล้ายกับคนโรคจิตเข้าไปจ้องเงาตัวเองใกล้ๆ แล้วตะโกนสั่ง “ได้ยินไหม วรรณฤดี เธอจะต้องมีลูกชายให้ได้”

    ooooooo

    รสาแวะมาที่บ้านแม่แต่เช้าเพื่อจะคุยกับมนัสเรื่องงานเผาศพแม่ เห็นเขานอนกอดขวดเหล้าเมาหลับอยู่กลางบ้าน มองไปรอบๆเห็นสภาพรกรุงรังถ้วยชามกองพะเนินไม่ได้ล้าง เธอเข้าไปเขย่าแขนให้เขารู้สึกตัว ถามว่าไม่ไปทำงานหรือ เขางัวเงียตอบว่าวันนี้เข้างาน กะบ่าย

    “อ้อ...เดี๋ยววันหยุดนี้ไปคุยกับหลวงพ่อด้วยกันหน่อยนะพี่นัส”

    มนัสพยักหน้ารับคำ แล้วถามว่าอรทัยโทร.หาบ้างหรือเปล่า รสาได้คุยกับเธอครั้งสุดท้ายก็ตอนที่เธอจะหนีเขาไป มนัสไม่เชื่อ เพราะอรทัยสนิทกับรสาเห็นมีอะไรก็โทร.คุยกันตลอด

    “ฉันจะโกหกพี่ทำไม พี่นัสรู้แล้วใช่ไหมว่าถ้าไม่มีพี่อรแล้วเป็นยังไง พี่ขาดเธอไม่ได้พี่รักพี่อร พี่ควรจะดูแลพี่อรให้ดีๆไม่ใช่พออารมณ์เสียก็ทุบตี ทำอย่างนี้ไม่มีผู้หญิงคนไหนจะทนอยู่กับพี่ได้หรอก” คำพูดจี้ใจดำของรสา ทำให้มนัสโกรธ พาลด่าว่าน้องสาวต่างๆนานา แล้วไล่ตะเพิดให้กลับไปได้แล้ว

    “พี่จะหาผู้หญิงที่จะรักพี่เหมือนพี่อรไม่มีหรอกนะ พี่นัส” เตือนจบรสาลุกออกไป มนัสทำเป็นฮึดฮัดขัดใจ แต่พอถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพัง สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเศร้าซึม คิดถึงเมียรักที่หนีไป...

    เช้านี้วรรณฤดีไม่ไปทำงาน ส่วนศศิกานต์ก็มีเรื่องที่จะต้องไปดูแลหลายเรื่อง เฉลิมก็เลยอาสาจะเข้าไปจัดการเรื่องเอกสารด่วนที่บริษัทให้ เปรมจิตเป็นห่วงลูกสาว คนโตชวนแม่จันขึ้นไปที่ห้องของเธอ เจอธัชชัยกำลังเคาะประตูเรียกวรรณฤดีให้เปิดรับ ก็ร้องทักว่ามีอะไรกันหรือเปล่า เขาสะดุ้งเล็กน้อยที่เห็นแม่ยาย

    “เอ่อ...คุณวรรณเครียดน่ะครับคุณแม่ เลยไม่ยอมให้ผมเข้าห้องตั้งแต่เมื่อคืน”

    เปรมจิตสงสัยเครียดเรื่องอะไรใช่เรื่องที่โรงงานเมื่อวานหรือเปล่า ธัชชัยตอบไม่เต็มปากว่าใช่ ท่านถึงกับส่ายหน้า ไม่รู้ลูกจะเอาจริงเอาจังอะไรกับงานหนักหนา แล้วเคาะประตูเรียกเธอให้เปิดรับ อึดใจวรรณฤดีเดินมาเปิดประตู ธัชชัยทำท่าจะเข้าห้อง แต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเข้มจากเมียตัวเอง

    “ให้คุณแม่เข้ามาคนเดียว”

    ทันทีที่เปรมจิตเดินเข้าข้างใน วรรณฤดีรีบปิดประตูตามหลัง ท่านเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของลูกสาวถามว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า เธอไม่ยอมบอกเรื่องที่ไปทำกิฟต์มา ได้แต่บอกว่าไม่เป็นอะไรแค่เหนื่อยๆเท่านั้น

    “งั้นเดี๋ยวแม่ให้ในครัวอุ่นข้าวต้มร้อนๆมาให้วรรณกินบนนี้นะ วันนี้แม่จันทำข้าวต้มปลาที่วรรณชอบ” เปรมจิตเดินออกไปสั่งการให้แม่จันไปจัดการเรื่องมื้อเช้า ให้วรรณฤดี แล้วเดินลงไปที่ครัวด้วยกัน

    ฝ่ายธัชชัยเปิดประตูห้องเข้าไปเห็นวรรณฤดีนั่งหน้าเครียดอยู่บนเตียง เดินเข้าไปถามอย่างเอาอกเอาใจว่าเป็นอย่างไรบ้าง เธอหันมาตบหน้าเขาผัวะ สั่งห้ามทำแบบนั้นกับตนอีก และถ้าเธอมีหลานชายให้พ่อไม่ได้ เธอจะหย่ากับเขาแล้วหาพ่อของลูกคนใหม่ ธัชชัยถึงกับหน้าเครียด...

    ที่บริษัทเดียร์ไดมอนด์ ชานนท์ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ทั้งๆที่งานยุ่งจนหัวฟู แต่พอเผลอตัวเมื่อไหร่ ภาพของรสาต้องผุดขึ้นมาในความคิดจนต้องสะบัดหัวไล่ภาพนั้นออกไป

    ooooooo

    อนงค์เห็นเฉลิมมาที่บริษัทอัญมณีทอง รีบกุลีกุจอเข้าไปต้อนรับ เห็นเขาเหลียวมองไปรอบๆเหมือนจะหาใครบางคน เธอเดาออกทันที

    “มองหาเด็กคนนั้นหรือคะ ไม่เห็นเข้ามาที่นี่แล้วนะคะ สงสัยคงจะรามือไปแล้วล่ะค่ะ”

    เฉลิมบ่นพึมพำกับตัวเองไม่น่าจะเป็นไปได้ แล้วหันไปสั่งผู้จัดการฯเตรียมเอกสารที่ศศิกานต์จะต้องเซ็นมาให้ตนด้วย เอาเฉพาะที่เร่งด่วน นอกนั้นให้รอเธอมาจัดการเอง ผู้จัดการฯเห็นสีหน้าเฉลิมไม่สู้ดีนัก ทักว่าไม่สบายหรือเปล่า ดูท่าทางเหนื่อยๆเพลียๆ เขาส่ายหน้าแล้วเดินนำผู้จัดการฯไปยังห้องทำงานของตัวเอง...

    ฝ่ายชานนท์กำลังจะเดินไปที่ลานจอดรถ เห็นอภิรักษ์ยืนคุยโทรศัพท์อยู่ ค่อยๆขยับเข้าไปแอบฟังใกล้ๆ ได้ยินเขาคุยกับรสาว่าวันนี้แม่นัดเขาไปดูบ้านที่จะซื้อ ก็เลยโทร.มาบอกเธอเพราะไม่รู้จะพูดเรื่องนี้กับใครดี รสาเข้าใจความรู้สึกของเขาและยังพูดให้กำลังใจว่าเขาทำถูกต้องแล้วที่จะซื้อบ้านให้แม่

    “ขอบคุณครับที่ให้กำลังใจผม” อภิรักษ์วางสายแล้วเดินไปขึ้นรถ ทีแรกชานนท์ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวเรื่องของผู้หญิงคนนั้นอีกเพราะไม่อยากทะเลาะกับน้องชาย แต่อดใจไม่ไหว อยากรู้ว่าบ้านที่อภิรักษ์จะซื้อให้เธอหน้าตาเป็นอย่างไร จึงแอบสะกดรอยตาม...

    ใช้เวลาไม่นาน เฉลิมก็เซ็นเอกสารเสร็จ ทันทีที่รถของเขาแล่นพ้นบริษัท รถแท็กซี่ที่รสานั่งก็แล่นมาจอด อนงค์เห็นเธอเดินตรงมาที่ตัวตึก ร้องเรียกให้ รปภ.ไปช่วยกันห้าม พร้อมกับบอกว่าเธอเพิ่งคลาดกับเฉลิม รสาทำท่าจะไปหาที่นั่งรอ อนงค์ขอร้องอย่ารอเลย ท่านคงไม่กลับมาแล้ว ดูท่าทางท่านไม่ค่อยสบาย

    “ไม่สบาย?...ท่าน เอ่อ คุณเฉลิมเป็นอะไรคะ”

    “ไม่ทราบค่ะ เห็นดูเพลียๆคุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันคงอนุญาตให้คุณเข้าไปไม่ได้”

    รสาพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเดินจากไป...

    เฉลิมอาการไม่ค่อยดี มองทุกอย่างพล่ามัวไปหมด แถมหายใจหอบถี่ สั่งให้คนขับรถพาไปส่งโรงพยาบาล และกำชับห้ามบอกเรื่องนี้ให้ลูกเมียของตนรู้เด็ดขาด...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน มนัสเดินเซื่องซึมมาเข้ากะไม่ร่าเริงเหมือนอย่างเคย บงกชเดินผ่านมาเห็นก็แปลกใจ เข้ามาถามทำไมถึงกลับมาทำงานที่นี่ เขาคุยว่าทำความดีความชอบเจ้านายก็เลยให้กลับมาประจำที่บริษัท

    “นี่นังกช นังอรมันติดต่อแกมามั่งหรือเปล่า” มนัสเห็นเธอส่ายหน้า รีบเปลี่ยนเรื่องพูด “แล้วคุณรักษ์ล่ะ อยู่ในบริษัทหรือเปล่า”

    บงกชไม่รู้เหมือนกันเพราะไม่ได้เป็นเลขาฯคุณรักษ์...

    คนที่มนัสถามถึงกำลังขับรถพากัลยามาที่หมู่บ้าน จัดสรรซึ่งเธอและอรุณเลือกเอาไว้ เธอแสร้งทำเป็นเกรงใจ ราคาบ้านที่นี่แพงไปหรือเปล่า อภิรักษ์สู้ราคาไหวอยู่แล้วต่อให้แพงกว่านี้ถ้าแม่ชอบเขาก็ยินดีซื้อให้

    “งั้นไปที่สำนักงานของโครงการเลยนะลูก แม่นัดเซลที่เขาจะทำสัญญาซื้อขายไว้ให้เราที่นั่นแล้ว”

    ชานนท์ซึ่งแอบดูอยู่ห่างๆมองไปรอบๆหมู่บ้านจัดสรรแล้วแค้นใจมาก “ได้บ้านแพงสมใจเลยสินะ”...

    ขณะที่แผนหลอกให้อภิรักษ์ซื้อบ้านของกัลยาสำเร็จด้วยดี หมอจะจับเฉลิมตรวจร่างกายอย่างละเอียดแต่เขาไม่ยอมให้ตรวจ อ้างไม่ได้เป็นอะไร แค่เพลียๆไม่มีแรง แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว กลับบ้านไปนอนพักก็คงหาย ไม่ว่าหมอจะเกลี้ยกล่อมอย่างไร นอกจากเฉลิมจะไม่ฟัง แถมลุกหนีออกจากห้องตรวจไปหน้าตาเฉย

    ooooooo

    ชานนท์โกรธที่น้องชายซื้อบ้านให้ผู้หญิงคนนั้นทั้งๆที่ห้ามไว้แล้ว ไม่รู้จะไปลงที่ใครก็เลยไปลงที่รสาฐานให้การสนับสนุนอภิรักษ์จนต้องเสียเงินเสียทองเป็นล้านๆซื้อบ้านให้ผู้หญิงคนนั้น เธอโวยกลับ

    “แต่นั่นคือแม่ที่ให้กำเนิดคุณแท้ๆนะคะ ทำไมคะ ทีตัวคุณอยู่บ้านหลังใหญ่แสนจะสุขสบายได้ ทำไมคุณรักษ์จะซื้อบ้านให้แม่อยู่สบายๆอย่างคุณบ้างไม่ได้ คุณนี่เป็นคนใจดำจริงๆ”

    “ถ้านายรักษ์จะซื้อให้เธออยู่คนเดียวผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่นี่เธอจะเข้าไปอยู่กับชายชู้ คุณจะให้ผมใจดีกับคนที่ทำลายครอบครัวผม ใจดีกับคนสองคนที่ทำ ร้ายจิตใจคุณพ่อจนย่อยยับ นายรักษ์กลายเป็นเด็กที่ผมต้องคอยปกป้อง ผมยังจำภาพเขาตอนเด็กๆร้องไห้คร่ำครวญหาแม่ทุกคืนได้ติดตาไม่เคยลืม แล้ววันนี้เธอกลับมาหลอกเอาประโยชน์จากครอบครัวเราอีก เธอไม่ได้มีจิตสำนึกเลยแม้แต่นิดเดียว คุณว่าใครใจดำกันแน่” ชายหนุ่มขยับจะไป แต่แล้วชะงัก พยายามกลั้นอารมณ์หันกลับมาทางรสา

    “ขอร้องเถอะนะรสา ช่วยห้ามนายรักษ์ที นายรักษ์มันฟังคุณ” พูดจบเขาผละจากไปไม่อยากให้เธอเห็นความอ่อนแอของตัวเอง รสามองตาม เริ่มเข้าใจความรู้สึกของเขามากขึ้น...

    เมื่อรถแล่นมาจอดที่หน้าตึกใหญ่ของบ้าน เฉลิมย้ำกับคนขับรถอีกครั้ง ห้ามบอกเรื่องที่ตนไปโรงพยาบาลให้ใครรู้เด็ดขาดแล้วเดินเข้าข้างใน เปรมจิตเห็นเขากลับมารีบเข้าไปหา

    “กลับมาแล้วรึคะคุณ ความจริงคุณน่าจะให้เลขาฯเอาเอกสารมาให้เซ็นที่บ้านมากกว่านะคะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปที่บริษัท หมู่นี้รถติดจะตาย”

    เฉลิมจิตใจไม่ปกติที่รู้ว่าตัวเองป่วยก็เลยออกอาการหงุดหงิด พาลต่อว่าว่าใจคอเธอจะให้เขาอุดอู้อยู่แต่ในบ้านอย่างนั้นหรือ เปรมจิตเห็นเขาอารมณ์บูดพยายามเอาใจจะให้เด็กไปจัดสำรับมาให้ เขาโบกมือห้าม บอกว่าไม่หิวอยากอาบน้ำแล้วนอนพัก รถติดมากๆทำให้เพลียแล้วเดินขึ้นห้องไปเลย พอได้อยู่คนเดียวในห้อง เฉลิมเดินไปทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง กังวลใจเรื่องอาการป่วยของตัวเองแต่ก็กลัวเกินกว่าจะให้หมอตรวจ...

    ด้านอภิรักษ์สุขใจมากที่เห็นแม่มีความสุขกับบ้านหลังใหม่ที่ตัวเองซื้อให้ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าแม่จะอยู่ที่ไหน วันใดที่คิดถึงเขาจะได้มาหา กัลยาถึงกับร้องเอะอะ ถ้าเขาจะมา ต้องบอกเธอก่อนเพราะแฟนของเธอยังไม่พร้อมจะเจอหน้ากับเขา แล้วบอกให้เขาจอดรถให้เธอ ลงข้างหน้า เธอจะไปซื้อของบางอย่างก่อนเข้าบ้าน อภิรักษ์อยากอยู่กับแม่นานๆ อาสาจะไปช่วยถือของให้

    “ไม่ต้องหรอกจ้ะ แม่จะเข้าตลาด รักษ์แต่งตัวหล่อๆ ไม่เหมาะหรอก เอาเถอะ แล้วเราค่อยนัดเจอกันอีก”

    “ครับแม่” อภิรักษ์เบนรถเข้าข้างทางให้แม่ลง กัลยาตอบแทนความกตัญญูของลูกด้วยการหอมแก้มเขาซ้ายขวา ก่อนจะลงจากรถ แค่นั้นก็ทำให้อภิรักษ์ยิ้มไม่หุบ...

    ที่บริษัทเดียร์ไดมอนด์ ดำรงค์และพจน์นำแหวนหมั้นที่แก้ไขเรียบร้อยมาให้ชานนท์ดู แต่เขายังไม่เข้าทำงานก็เลยต้องนั่งรออยู่หน้าห้อง บงกชพลอยตื่นเต้นไปกับเจ้านายด้วย ขอดูแหวนหมั้นวงนั้นเป็นบุญตาสักหน่อย พจน์เปิดกล่องใส่แหวน เผยให้เห็นแหวนเพชรน้ำงามเม็ดเป้ง บงกชตบมือชอบใจ

    “แหม แหวนหมั้นสวยสมกับที่เป็นบริษัทจิวเวลรี่แถวหน้าของเมืองไทยเลยค่ะ บอสต้องปลื้มแน่”...

    หลังแยกกับแม่ อภิรักษ์มาหารสาที่ร้านเสื้อเพื่อบอกข่าวดีเรื่องซื้อบ้านให้แม่เรียบร้อย แตงแอบนินทาเธอให้มธุรสฟัง เดี๋ยวพี่มาเดี๋ยวน้องมา แบบนี้ใช่ไหมที่ เรียกว่าหัวกระไดไม่แห้ง มธุรสต้องเอ็ดเธอถึงหุบปากได้...

    ในเวลาต่อมา อภิรักษ์กลับถึงบ้านเห็นชานนท์นั่งอยู่ที่ห้องโถงจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง แต่เขาหันมาเห็นเสียก่อน ไม่วายแดกดันน้องชาย สุดท้ายเขาก็เสียเงินเป็นล้านๆให้ผู้หญิงคนนั้นจนได้ อภิรักษ์หันขวับ

    “ผมไม่สนใจหรอกนะครับว่าพี่นนท์จะว่ายังไง แต่ผมทนเห็นแม่ต้องเร่ร่อนไปเช่าบ้านคนอื่นเขาอยู่โดยที่เราสองคนเสวยสุขกันอยู่ในบ้านหลังใหญ่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ผมไม่ใช่คนใจดำอย่างพี่นนท์นี่ครับ”

    สองพี่น้องมีปากเสียงกัน พาณิชต้องเข้ามาห้าม ถ้าไม่อยากเห็นตนตายเร็วก็ให้เลิกทะเลาะกันสักที

    ooooooo

    รสากำลังช่วยกันกับมธุรสและบงกชเอาหนังสือสวดมนต์มาผูกโบดำเตรียมไว้สำหรับแจกในงานเผาศพสุภา บงกชอดถามรสาไม่ได้ว่าจะมีอะไรมาทำให้เฉลิมเปลี่ยนใจมาร่วมงานเผาศพครั้งนี้ไหม

    “ฉันยังมองไม่เห็นเลยว่าจะมีอะไรเปลี่ยนใจเขาให้มาได้ ฉันเองก็อยากจะยอมแพ้กับความใจแข็งของเขาจริงๆจะได้จบๆกันไปสักที แต่พอนึกถึงแม่ ฉันก็ทนไม่ได้ที่ตัวเองจะยอมให้เขาไม่มาขอขมาแม่ เพราะนี่คงจะเป็นเรื่องที่ฉันต้องเสียใจไปตลอดชีวิตแน่ๆ”...

    ที่บ้านของพาณิช เฉลิมเล่าให้พาณิชฟังว่า ที่ไม่ยอมให้หมอตรวจสุขภาพเพราะกลัวจะรู้ว่าเป็นโรคร้ายแรงแล้วจะรับไม่ได้อาจทำให้ยิ่งทรุดหนัก เขายังไม่อยากตาย อยากอยู่จนกว่าศศิกานต์จะเป็นฝั่งเป็นฝา อยู่จนได้อุ้มหลานก่อนแล้วค่อยตาย พาณิชด่าลั่นว่าไอ้บ้า ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่ตาย การตายเป็นเรื่องธรรมดาของสัตว์โลก

    “นี่แหละ ฉันถึงอโหสิให้กัลยาเขาทุกอย่าง เพราะฉันไม่อยากตายไปด้วยใจไม่สงบน่ะ...เฉลิม ฉันว่าถ้าแกคิดจะไปขอขมาสุภา ขออโหสิกรรมต่อกันในตอนนี้มันก็ยังไม่สายเกินไปหรอกนะ”

    “ไม่...เรื่องของฉันกับสุภามันจบไปนานแล้ว และฉันจะไม่ยอมให้ใครขุดคุ้ยเรื่องในอดีตขึ้นมาทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศที่ฉันสั่งสมมาทั้งชีวิตมัวหมองเป็นอันขาด ชีวิตฉันไม่เคยมีคนชื่อสุภา” เฉลิมเสียงกร้าว...

    ขณะที่เฉลิมยังคงยืนกรานไม่ยอมไปขอขมาต่อหน้าศพสุภา มนัสเอาแหวนที่เฉลิมให้แม่มาดูไปกระดกเหล้าเข้าปากไปด้วย พอเมาได้ที่ก็เริ่มเพ้อหา

    อรทัยที่หนีตัวเองไปว่าเธอยังไม่เคยเห็นแหวนวงนี้ใช่ไหม แหวนวงที่แม่ยกให้รสาก่อนตาย นี่มันเป็นแหวนของผู้ชาย แม่จะให้นังนั่นทำไม

    “มันต้องผู้ชายอย่างข้าสิ ถึงสมควรจะได้ไว้” ว่าแล้วมนัสสวมแหวนที่นิ้วแล้วยกขึ้นมาดู “นังอร เห็นไหม ถ้าแกกลับมานะ บางทีข้าจะยกแหวนนี่ให้แกก็ได้เอาไหม” พร่ำเพ้อจบเขากระดกเหล้าเข้าปากอีกอึกใหญ่ ก่อนจะเมาหลับกลางอากาศล้มหน้าคว่ำ แหวนกระเด็นจากนิ้วไปซุกกับพื้น...

    ชานนท์ตกใจมากเมื่อพาณิชบอกว่าเตรียมจะทำหนังสือเอาไว้สำหรับงานศพของตัวเอง แถมจะเลือกของชำร่วยในงานศพด้วยตัวเองอีกต่างหาก เขาขอร้องอย่าพูดแบบนี้ ท่านต้องอยู่กับเขาและอภิรักษ์ไปนานๆ

    “อย่าหลอกตัวเองเลยนนท์ นนท์ก็รู้ว่าโรคที่พ่อเป็นมันตายได้ทุกเวลา แถมวันนี้อาเฉลิมของนนท์มาคุยเรื่องเจ็บๆป่วยๆ ฟังแล้วก็ได้คิดเป็นมรณานุสติดีเหมือนกัน พ่อไม่กลัวตายเลยนะนนท์ แต่ก่อนตาย ถ้าพ่อได้เห็นนนท์กับรักษ์เป็นฝั่งเป็นฝาก่อน พ่อก็คงตายตาหลับล่ะ”

    ooooooo

    แม้มนัสจะเห็นเป็นกระสอบทรายอยู่เนืองๆ แต่อรทัยก็อดเป็นห่วงเขาไม่ได้ โทร.มาฝากฝังให้รสาช่วยแวะไปดูเขาบ้าง เธอบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของเธอ แล้วบอกให้อรทัยดูแลตัวเองให้ดีๆ สบายใจเมื่อไหร่ค่อยกลับมา วางสายแล้วบอกเพื่อนรักทั้งสองคนว่าเช้านี้เธอจะแวะไปดูพี่ชายสักหน่อย

    “ไปด้วยสิ จะได้แวะซื้อของกินเข้าบ้านด้วย”

    บงกชขี้เกียจอยู่เฝ้าบ้านคนเดียว ขอตามเพื่อนซี้ทั้งสองคนไปด้วย ในเวลาต่อมา สามสาวมาถึงบ้านของสุภา เห็นมนัสนอนฟุบอยู่กับพื้นก็ตกใจ รีบวิ่งไปพลิกตัวขึ้นมาเห็นหัวปูดจากการล้มฟาดพื้นช่วยกันพยุงไปนอนที่เก้าอี้ จากนั้นรสาหาผ้าชุบน้ำเย็นมาเช็ดหน้าให้โดยไม่เห็นแหวนที่แม่ยกให้ตัวเองตกอยู่ห่างแค่คืบ

    ไม่นานนัก มนัสค่อยๆฟื้นคืนสติเห็นสามสาวนั่งอยู่พร้อมหน้าตวาดแว้ดมาทำไมกัน บงกชตวาดกลับจะมาดูว่าเขาตายหรือยัง รสาเช็ดหน้าให้มนัสแต่พลาดถูกตรงที่หัวปูด เขาเจ็บมากผลักเธอออกจนเซ มธุรสคว้าไว้ทันก่อนจะล้ม มนัสมองมือตัวเองไม่เห็นแหวนก็โวยวายลั่นว่าแหวนหายไปไหน หาว่ารสาเอาไป จับตัวเขย่าให้เอามาคืน เธอปฏิเสธว่าไม่ได้เอาไป เขาไม่เชื่อพยายามค้นตัว สองเพื่อนซี้เห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาขวาง กลับถูกเขาเหวี่ยงกระเด็นไปคนละทิศละทาง บงกชฉุนกึก

    “พี่นัสจะบ้าเรอะ ไม่มีใครเอาแหวนพี่ไปหรอก แล้วแหวนที่พี่ว่าน่ะแหวนอะไร แหวนของสามันใช่ไหม”

    “ไม่ใช่ แหวนของฉัน เอาคืนมา” ไม่ทวงเปล่า มนัสพุ่งเข้าไปจะค้นตัวรสาอีก บงกชทนไม่ไหวดึงเพื่อนหลบ

    “ถ้าพี่นัสพูดไม่รู้เรื่อง เรากลับกันดีกว่าสา...ไป” บงกชลากแขนรสาออกจากบ้านโดยมีมธุรสวิ่งตาม มนัสบ่นพึมพำ ถ้ารสาไม่ได้เอาแหวนไปแล้วมันหายไปไหน แล้วคลานหาแหวนให้ควั่ก...

    รสายังคาใจไม่หาย ไม่รู้ว่าแหวนที่มนัสถามหาใช่แหวนที่แม่ให้ตนหรือเปล่า มธุรสดูจากอาการของเขาแล้วน่าจะใช่แหวนวงเดียวกัน และนั่นก็หมายความว่าเขาทำมันหายไปอีกครั้งหนึ่งแล้ว รสาถอนใจเหนื่อยใจ

    “ช่างเถอะ ฉันตัดใจเรื่องนี้ไปแล้วล่ะ เพราะต่อให้ฉันมีแหวนไปพิสูจน์ให้พวกเขารู้ว่าแม่สุภาพูดความจริง คุณเฉลิมเขาก็ไม่ยอมรับอยู่ดี คนเราถ้าจะสำนึกผิดน่ะนะ ความสำนึกผิดมันอยู่ที่ใจไม่ใช่หลักฐานยืนยัน”

    ทั้งมธุรสและบงกชพยักหน้าเห็นด้วยแล้วเอื้อมมือไปบีบมือรสาอย่างให้กำลังใจ...

    วรรณฤดีได้ยินแม่บ่นกับแม่จันเรื่องที่พ่อไม่ยอมไปตรวจสุขภาพ พลอยจิตตกไปด้วยกลัวตัวเองจะมีหลานชายให้พ่อไม่ทัน ก่อนที่พ่อจะเป็นอะไรไป เร่งให้ธัชชัยโทร.ไปหาหมอทำกิฟต์ บอกว่าเราต้องการจะทำกิฟต์ซ้ำอีกครั้งอย่างเร็วที่สุด เขาทักท้วง หมอบอกให้ทิ้งเวลาสักระยะหนึ่งก่อนเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายถึงจะทำกิฟต์ใหม่ได้ วรรณฤดีไม่สนใจ ในเมื่อเธอสั่งหมอก็ต้องพร้อม...

    ชานนท์อยากเอาใจพ่อ ตัดสินใจทำเซอร์ไพรส์พาศศิกานต์ไปดินเนอร์ที่ห้องอาหารหรูโดยปิดทั้งห้องอาหาร สรรค์สร้างบรรยากาศโรแมนติกแล้วหยิบแหวนหมั้นขึ้นมาขอเธอแต่งงาน

    “พี่นนท์พร้อมแล้วหรือคะ” ศศิกานต์จ้องตาเขาเหมือนจะมองให้ทะลุไปถึงหัวใจ

    “ถ้าพี่ไม่พร้อม ก็คงไม่มีวันนี้หรอก แล้วศศิล่ะครับ พร้อมหรือเปล่า”

    ooooooo

    ทั้งเปรมจิต เฉลิมและแม่จันต่างตกใจที่รู้ว่าศศิกานต์เป็นฝ่ายขอผัดผ่อนการแต่งงานออกไปก่อน โดยเฉพาะเฉลิมไม่เข้าใจทำไมเธอถึงยังไม่พร้อมจะแต่งงานกับชานนท์ทั้งที่คบหาดูใจกันมาหลายปีแล้ว

    “ศศิก็แค่...รู้สึกว่ายังไม่พร้อมเท่านั้นเองค่ะคุณพ่อ”

    เฉลิม เปรมจิต และแม่จันพากันอึ้ง มีเพียงวรรณฤดีเท่านั้นที่บอกว่าดีแล้วในเมื่อยังไม่พร้อมก็ไม่ต้องรับหมั้น จะได้อยู่ช่วยตนดูแลคุณพ่อคุณแม่ไปก่อน อย่าเพิ่งเห็นแก่ตัวเอาตัวรอดไปหาความสุขคนเดียว เฉลิมส่ายหน้าระอาใจกับลูกสาวคนโต หันไปเรียกศศิกานต์ไปคุยกับท่านที่ห้องหนังสือ...

    ไม่ได้มีแต่เปรมจิต เฉลิมและแม่จันเท่านั้นที่ตกใจกับเรื่องนี้ พาณิชกับอภิรักษ์ก็มึนตึบไม่แพ้กัน ต่าง สงสัยกันไปต่างๆนานา พาณิชตั้งข้อสังเกตหรือที่ศศิกานต์บอกปัดการแต่งงานกับชานนท์เพราะมีคนอื่น อภิรักษ์ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น เธอรักชานนท์อย่างกับอะไรดี พาณิชถึงกับร้องอ้าว ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมเธอถึงไม่พร้อม

    “ผมก็ไม่ทราบครับ” ชานนท์เองก็จนปัญญา...

    เมื่อได้อยู่กันตามลำพังพ่อลูก เฉลิมคาดคั้นให้ศศิกานต์บอกเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมถึงไม่ยอมหมั้นกับชานนท์หรือเพราะเขาไม่ซื่อสัตย์ เธอถึงกับอึ้ง

    “ศศิไม่ทราบค่ะ แต่ระยะหลังมานี่ศศิรู้สึกว่าพี่นนท์ใจลอยบ่อยๆ บางทีเขานั่งอยู่กับศศิ แต่ใจเขาลอยไปไหนก็ไม่รู้ ศศิเลยไม่แน่ใจว่าเราสองคนพร้อมที่จะร่วมชีวิตกันหรือยังน่ะค่ะคุณพ่อ”

    เฉลิมจะเรียกชานนท์มาคุยให้ ศศิกานต์ขอร้องให้เธอเคลียร์กับเขาเอง ท่านเข้ามาโอบไหล่เธอไว้ ถ้าเธอต้องการอย่างนั้นก็ตามใจ แต่อย่าเคลียร์กันช้านัก ท่านอยากอุ้มหลานเร็วๆ...

    อีกมุมหนึ่งของบ้าน เปรมจิตบ่นกับแม่จันว่าอยากรู้เหตุผลทำไมศศิกานต์ถึงไม่ยอมหมั้นกับชานนท์ แต่ถ้าจะให้ถามตรงๆลูกคงไม่บอกอะไร เนื่องจากตนไม่ได้เลี้ยงลูกแบบใกล้ชิดเพราะมัวแต่คอยตามติดเฉลิมไปโน่นมานี่ กลัวเขาจะทำอะไรนอกลู่นอกทาง เวลาอยู่บ้านเรื่องกินเรื่องอยู่ เธอก็ปรนนิบัติเขาไม่เคยขาด เข้าครัวทำโน่นทำนี่ให้เขากิน ทำให้ไม่มีเวลาให้ลูกๆ พวกแกก็เลยสนิทกับพ่อมากกว่าแม่

    “แต่ไม่ว่าฉันจะปรนนิบัติคุณเฉลิมดีขนาดไหน ผู้ชายเจ้าชู้อย่างเขาก็ไม่เคยรู้จักคำว่าพอ จนทำให้มีปัญหาเรื่องเด็กรสาอยู่ทุกวันนี้ไง” เปรมจิตถอนใจเครียด...

    บงกชกับมธุรสทั้งตกใจและแปลกใจไม่แพ้คนอื่นๆ เมื่อรู้จากอภิรักษ์ว่าศศิกานต์ไม่ยอมรับหมั้นชานนท์ ต่างถามเหตุผลทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน และไม่คิดว่าศศิกานต์จะมีคนอื่นเพราะเธอรักพี่นนท์มากเหลือเกิน มธุรสตั้งข้อสังเกต ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นชานนท์ที่อาจจะมีคนอื่น แล้วแอบมองรสาแวบหนึ่ง อภิรักษ์ไม่เห็นเขามีใครที่ไหน บงกชว่าเขาอาจจะมีแต่อภิรักษ์ไม่รู้ก็เป็นได้

    “อืม ไม่รู้สิครับ บางทีพี่นนท์ก็เป็นคนที่ดูยาก เข้าใจยาก อย่างเรื่องแม่ จนทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพี่นนท์ถึงได้ตั้งป้อมต่อต้านแม่ขนาดนี้” คำพูดของอภิรักษ์ทำให้รสาอดนึกถึงคำพูดของชานนท์ไม่ได้...

    การที่ศศิกานต์ไม่รับหมั้น ไม่ได้ทำให้ชานนท์เสียใจ กลับโล่งอกจนตัวเองอดแปลกใจไม่ได้...

    ขณะที่รสานั่งเหม่อใจลอยไปถึงชานนท์ มธุรสลากแขนบงกชออกมาคุยกันนอกรอบว่ารสาอาจเป็นสาเหตุทำให้ศศิกานต์ไม่รับหมั้นชานนท์ บงกชถึงกับร้องเอะอะ นี่เท่ากับเจ้านายของเธอเปลี่ยนใจมาชอบรสาใช่ไหม มธุรสไม่แน่ใจ แค่รู้สึกว่าเขาตามตอแยรสาไม่เลิก ผู้หญิงละเอียดอ่อนอย่างศศิกานต์คงจะรู้สึกถึงความผิดปกตินี้ได้ บงกชถอนใจหนักใจ ถ้าเจ้านายของตนมาชอบรสาจริงๆ เรื่องคงจะยุ่งกันใหญ่

    “โอย...เรื่องยุ่งๆในชีวิตสาทั้งหมดตอนนี้ มันเริ่มต้นมาจากคุณเฉลิมคนเดียวแท้ๆเลย สาเอ๊ยสาไม่น่าไปยุ่งกับเขาเลย”...

    ดึกแล้ว เฉลิมยังข่มตาหลับไม่ลง นอนคิดถึงคำพูดของพาณิชที่แนะนำให้เขาอโหสิกรรมต่อสุภา ไม่อย่างนั้นจะตายโดยไม่สงบ เขาลังเลไม่รู้จะทำอย่างไรดี อยากจะไปขอขมาต่อหน้าศพสุภา แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องราวในอดีตมาทำลายชื่อเสียงและเกียรติยศที่สั่งสมมาทั้งชีวิตของตัวเอง

    ooooooo

    เฉลิมย่องเงียบมายังที่เก็บศพของสุภาแต่เช้า เห็นรูปถ่ายของเธอที่ติดอยู่ด้านหน้าแล้วอดนึกถึงเรื่องเลวร้ายในอดีตที่ตัวเองเคยทำไว้กับเธอไม่ได้ แม้จะรู้สึกผิดแต่ก็ลังเลที่จะขอขมา

    ระหว่างนั้นรสาเดินถือพวงมาลัยดอกไม้สดจะมาไหว้ศพแม่เหมือนเช่นทุกเช้าเข้ามา ต่างฝ่ายต่างเห็นกันก็ชะงัก เธอดีใจที่เขามาขอขมาศพแม่ เฉลิมปฏิเสธว่าไม่ได้มาขอขมา เพิ่งไหว้พระเสร็จบังเอิญเดินผ่านมาตรงนี้ เธอไม่เชื่อว่าจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญ เขาไม่สน ถ้าเธอไม่เชื่อก็ตามใจแล้วหันหลังจะไป

    “ทำไมคะ ท่านกำลังจะทำสิ่งผิดให้เป็นถูก ทำไมท่านยังต้องโกหกอีก”

    “ฉันไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องโกหกเธอและถ้าเธอจะไม่เชื่อก็ตามใจ” พูดจบเฉลิมผละจากไป แต่เดินได้สองก้าวรู้สึกวิงเวียน ก่อนจะล้มลงหมดสติ

    เหมือนมีลางบอกเหตุส่งถึงกัน อยู่ๆรูปถ่ายของเฉลิมซึ่งตั้งอยู่บนตู้โชว์ที่บ้านหล่นลงมาแตก เปรมจิตใจคอไม่ดี รีบโทร.หาสามีแต่ไม่มีใครรับสาย ยิ่งทำให้เธอไม่สบายใจ แม่จันต้องปลอบให้ทำใจดีๆไว้ คุณท่านอาจคุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อยแล้วไม่ได้เปิดเสียงมือถือเอาไว้ก็เลยไม่รู้ว่าเปรมจิตโทร.หา...

    หลังจากส่งเฉลิมเข้าห้องฉุกเฉินเรียบร้อย รสานึกขึ้นได้ว่าต้องโทร.บอกลูกเมียของเขา แต่ไม่มีเบอร์ใครสักคน ตัดสินใจโทร.หาชานนท์ ไม่นานนักศศิกานต์วิ่งหน้าตื่นเข้ามาพร้อมกับชานนท์ ถามรสาที่นั่งรออย่างกระวนกระวายใจว่าพ่อของตนเป็นอย่างไรบ้าง เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ท่านยังอยู่ในห้องฉุกเฉิน ศศิกานต์ใจคอไม่ดีคว้ามือชานนท์มากุมไว้เหมือนกับต้องการที่พึ่ง

    “แล้วรสาไปเจอคุณพ่อที่ไหนคะ ทำไมถึงเจอกันได้”

    “ฉันเจอท่านที่วัดค่ะ ท่านบอกว่ามาไหว้พระแต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรกันมากท่านก็หมดสติไปซะก่อน”

    ระหว่างนั้นมีพยาบาลมาตามญาติของเฉลิม ศศิกานต์รีบเดินตามพยาบาลเข้าไปในห้องฉุกเฉิน ทิ้งให้ชานนท์อยู่กับรสาตามลำพัง เขาอดสงสัยไม่ได้ ถามย้ำกับเธอว่าเฉลิมไปไหว้พระที่นั่นจริงๆหรือ เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนที่เธอไปถึงท่านอยู่ที่หน้าที่เก็บศพของแม่ก่อนแล้ว

    “คุณหน้าซีดมากเป็นอะไรหรือเปล่ารสา”

    “ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่ตกใจมากไปหน่อย ก็กำลังพูดกับท่านอยู่ดีๆ ท่านก็ล้มลงไปต่อหน้าต่อตาเลย”

    ชานนท์ลุกขึ้นไปกดน้ำจากตู้กดน้ำดื่มมาให้ “เอ้า ดื่มน้ำเย็นๆสักหน่อย ก่อนที่จะเป็นลมไปอีกคน”

    ooooooo

    เฉลิมเห็นศศิกานต์มาหาที่เตียงคนป่วย นิ่วหน้าแปลกใจมาได้อย่างไร

    “รสาโทร.ไปบอกพี่นนท์ค่ะ พี่นนท์เลยโทร.ตามศศิอีกที” ว่าแล้วศศิกานต์หันไปถามหมอเจ้าของไข้ว่าพ่อของเธอเป็นอะไร เฉลิมชิงตอบคำถามก่อนว่า

    เขาเครียดเรื่องที่เธอไม่รับหมั้นชานนท์ กลัวตัวเองจะเป็นอะไรไปก่อนที่จะได้เห็นเธอเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้ชายดีๆ อย่างชานนท์จนความดันขึ้น

    “โธ่คุณพ่อ ถ้าเป็นเพราะเรื่องนี้ คุณพ่ออย่าห่วงเลยค่ะ ศศิจะหมั้นกับพี่นนท์”

    เขาดีใจมากที่เธอรับปาก แล้วขอร้องเธออย่าเพิ่งบอกเรื่องนี้ให้เปรมจิตรู้ ไม่อยากให้ใครเป็นห่วง เขาไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ความดันขึ้นเท่านั้น เดี๋ยวอาการดีขึ้นก็กลับบ้านได้แล้ว ศศิกานต์รับคำอย่างไม่เต็มปากนัก หมอเจ้าของไข้ยืนมองด้วยสีหน้าเป็นกังวล ก่อนจะตัดสินใจออกมาหารสาซึ่งเป็นคนพาเฉลิมมาส่ง ขอร้องให้เธอกล่อมให้คนไข้อยู่ค้างที่นี่คืนหนึ่งก่อน เขาพยายามจะบอกลูกสาวของท่านเรื่องนี้แต่ท่านไม่ยอมให้บอก

    “หมออยากตรวจดูอะไรให้แน่ใจมากกว่านี้หน่อย แต่ตอนนี้ท่านไม่ยอมให้ตรวจ จะกลับบ้านท่าเดียว หมอไม่มีสิทธิ์ดึงรั้งคนไข้เอาไว้ถ้าเขาไม่เต็มใจที่จะอยู่ แต่ผมจะให้ยาไปด้วย ถ้ายังไง ผมอยากให้คุณช่วยพูดให้ท่าน กลับมาตรวจร่างกายอีกครั้งนะครับ” หมอขอร้องเสร็จ ผละจากไป ทั้งรสาและชานนท์ได้แต่มองตามสงสัยว่าเฉลิมป่วยเป็นอะไรกันแน่ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร ศศิกานต์มาตามรสาไปพบกับเฉลิมเสียก่อน ท่านขอบคุณเธอมากที่ช่วยพามาส่งโรงพยาบาล เธอถือโอกาสขอร้องให้ท่านอยู่ให้หมอตรวจร่างกายให้ละเอียดก่อน

    “ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว ฉันขอบใจหนูอีกที...นนท์ อารบกวนไปส่งหนูรสาทีเถอะ” เฉลิมรีบตัดบท

    ชานนท์จำต้องพารสาออกมา เธอไม่วายต่อว่าว่าทำไมเขาถึงไม่ช่วยพูดให้เฉลิมอยู่ตรวจร่างกายก่อน ชานนท์รู้นิสัยท่านดีว่าดื้อแค่ไหน ไว้วันหลังเขาจะหาทางพูดเรื่องนี้เอง แต่ตอนนี้เขาต้องไปส่งเธอก่อน รสาขอกลับบ้านเอง ให้เขาอยู่ดูแลว่าที่คู่หมั้นกับว่าที่พ่อตาของเขาจะดีกว่าแล้วเดินลิ่วจากไป...

    ครั้นกลับถึงบ้าน รสาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มธุรสกับบงกชฟัง ทั้งคู่ตั้งข้อสันนิษฐาน หรือที่เฉลิมไปวัดเพื่อจะไปขอขมาสุภา รสาส่ายหน้า ท่านปฏิเสธว่าไม่ได้จะมาขอขมา แค่จะไปไหว้พระ แต่ตอนที่เธอเห็นท่านฟุบไปต่อหน้าทำให้เธอคิดได้ว่าสุดท้ายแล้วคนเราก็เท่านี้เอง จะรวยจะจนก็เจ็บได้ตายได้ไม่ต่างกัน

    “ฉันคิดว่า ฉันจะอโหสิทุกอย่างให้กับท่าน และฉันก็จะบอกแม่สุภาด้วยว่าให้อโหสิให้ท่านเหมือนกัน แม่จะได้ไปอย่างหมดห่วง หมดกังวล ตอนนี้ฉันไม่มีอะไรติดค้างกับท่านแล้ว นอกจากเป็นห่วงว่าท่านจะเป็นยังไง หมอสงสัยว่าท่านจะไม่สบายมากกว่าที่เห็น” รสาสีหน้าเป็นกังวล พลอยทำให้สองเพื่อนซี้ไม่สบายใจไปด้วย...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน เปรมจิตเห็นเฉลิมกลับมากับศศิกานต์และชานนท์ก็แปลกใจกลับมาด้วยกันได้อย่างไร

    “พอดีผมไปเจอสองคนนี่ที่ร้านที่ผมไปกินข้าวกับเพื่อนน่ะ ขากลับก็เลยขี้เกียจขับรถมาเอง ทิ้งรถไว้ที่ร้าน นี่ผมก็ให้คนขับมันไปเอารถกลับมาแล้ว”

    วรรณฤดีชักสีหน้าไม่พอใจ คิดว่าศศิกานต์ทำเอาหน้า รีบประคองพ่อจะพาขึ้นไปพักผ่อนที่ห้องหวังทำคะแนนตีตื้นน้องสาว แต่เปรมจิตเข้ามาตัดหน้าพาเขาไปเสียก่อน วรรณฤดีมองตามผิดหวัง ก่อนจะลากแขน ธัชชัยไปที่มุมปลอดคน สั่งให้โทร.ไปเร่งหมอทำกิฟต์ครั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เขาทำทีขอตัวไปโทร.เร่งหมอ แต่กลับโทร.หานุกูลกำชับให้ไปบอกหมอด้วยว่าต้องทำให้วรรณฤดีท้องลูกชายให้ได้ ถ้าสำเร็จเขาจะได้เงินห้าล้านบาทตามที่ตกลงกันไว้...

    แม้ศศิกานต์จะเคลือบแคลงใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชานนท์กับรสา แต่เพื่อแลกกับความสบายใจหายเครียดของพ่อ เธอตัดสินใจรับหมั้นชานนท์ซึ่งทั้งตกใจและประหลาดใจที่อยู่ๆเธอเปลี่ยนใจกะทันหัน พอตั้งสติได้เขาดึงเธอมากอดแนบอก สีหน้าไม่ได้บ่งบอกเลยว่าดีใจที่เธอรับหมั้น

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "อำพน" สารภาพรัก "น้ำพิงค์" ทำคนดูฟินกระจาย ละคร "กระเช้าสีดา" เรตติ้งปัง

    "อำพน" สารภาพรัก "น้ำพิงค์" ทำคนดูฟินกระจาย ละคร "กระเช้าสีดา" เรตติ้งปัง
    21 ต.ค. 2564

    11:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 21 ตุลาคม 2564 เวลา 12:39 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์