นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ลูกไม้ไกลต้น

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    บงกชนินทาเจ้านายตัวเองให้สองเพื่อนรักฟังเป็นของหวานหลังมื้อค่ำว่าหมู่นี้เขาอารมณ์เสียตลอดไม่รู้ไปกินอะไรผิดสำแดงมา แล้วหันไปถามรสาคิดว่ากัลยาโกหกคำโตอย่างที่ชานนท์กล่าวหาหรือเปล่า เธอส่ายหน้าดิก ไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ใครจะกล้าโกหกว่าตัวเองป่วย นั่นเท่ากับแช่งตัวเองชัดๆ

    “แล้วบอสไปเอาความคิดนี้มาจากไหนกันล่ะ”

    “ไม่รู้เหมือนกัน บอกแต่ว่าฉันไม่ได้เห็นได้ยินในสิ่งที่เขาได้เห็นได้ยิน ฉันไม่รู้ว่าเขาเห็นอะไรตอนไหน”...

    คนที่รสา บงกชและมธุรสแอบนินทาลับหลังพยายามจะหว่านล้อมให้อภิรักษ์เห็นคล้อยตามตัวเอง แต่เขาไม่ฟัง แถมขอร้องไม่ให้พี่ชายพูดเรื่องนี้อีก

    “แต่นายต้องฟัง ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แม่ที่ดีอย่างที่นายคิด”

    อภิรักษ์ยกมือปิดหูไม่อยากได้ยินแถมเดินหนีอีกต่างหาก ชานนท์จะตามแต่พาณิชรั้งตัวไว้ ขอร้องอย่าเพิ่งพูดกันเรื่องนี้ เดี๋ยวพี่น้องจะทะเลาะกันอีก เขายอมทะเลาะกับน้องถ้ามันจะทำให้น้องไม่ถูกหลอก พาณิชอยากรู้ว่ากัลยาไปหลอกอะไรอภิรักษ์ ชานนท์ไม่อยากให้พ่อต้องปวดใจมากไปกว่าที่เป็นก็เลยตัดบท

    “ผมขอจัดการเองเถอะครับพ่อ”...

    ทางด้านกัลยากลุ้มใจมากที่ชานนท์จับโกหกคำโตของตัวเองได้ กลัวเขาจะเอาไปบอกอภิรักษ์และจะทำให้เธอหลอกเอาเงินลูกชายคนเล็กไม่ได้อีก แล้วที่นี้ จะอยู่กันได้อย่างไรถ้าไม่มีเงิน

    “ไม่แน่นะ นนท์อาจไม่บอกเพราะไม่อยากทำให้รักษ์ต้องเสียใจถ้ารู้ว่ามีแม่อย่างเรา” กัลยาเศร้าได้แค่อึดใจก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอต้องหลอกเอาเงินอภิรักษ์ให้ได้มากที่สุดก่อนจะถูกชานนท์เปิดโปง

    ooooooo

    ใกล้สว่างแล้ว เปรมจิตยังข่มตาหลับไม่ลงตั้งแต่รู้ว่ารสาเป็นลูกของเฉลิม นอนมองสามียังหลับอยู่น้ำตาไหลพรากด้วยความแค้นใจที่เขานอกใจยังไม่พอ ดันมีลูกนอกกฎหมายเกิดขึ้นมาอีกหนึ่งคน

    ทนนอนต่อไปไม่ไหวลุกขึ้นคว้าเสื้อมาคลุมเดินลงมาข้างล่าง แม่จันเพิ่งกลับจากใส่บาตรร้องทักวันนี้ทำไมตื่นเช้านัก

    “ฉันนอนไม่หลับเลยพี่จัน นอนคิดมาตลอดคืนว่าจะเอาอย่างไรดีกับเรื่องเด็กรสานั่น ฉันตัดสินใจแล้ว พี่จัน ฉันจะให้ใครรู้ว่าเด็กรสาเป็นลูกของคุณเฉลิมอีกคนหนึ่งไม่ได้อย่างเด็ดขาด ฉันจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าคุณเฉลิมทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้ในอดีต ฉันเป็นเมียเขา ก็มีหน้าที่ต้องปกป้องรักษาชื่อเสียงของสามีให้ดีที่สุด อีกอย่างหนึ่ง ยัยวรรณคงคลั่งแน่ ถ้ารู้ว่ารสาก็มีสิทธิ์ในทรัพย์สมบัติของคุณเฉลิมอีกคน”

    “แต่รสาก็ท่าทางมุ่งมั่นกับเรื่องที่จะให้คุณเฉลิมไปขอขมาแม่สุภาซะเหลือเกินนะคะ”

    “แต่ถ้าถึงวันเผาสุภาแล้วคุณเฉลิมไม่ไปซะอย่าง รสาจะทำอะไรได้ สุดท้ายก็คงจะรามือจากคุณเฉลิมไปเองแหละ และฉันก็เชื่อว่าคุณเฉลิมจะไม่มีวันยอมตรวจดีเอ็นเอด้วย เขาไม่มีวันยอมทำอะไรที่จะประจานความผิดของเขาแน่ๆ เรื่องนี้ขอให้รู้กันแค่เราสองคนนะพี่จัน”...

    บงกชมาถึงที่ทำงานพบโน้ตจากเจ้านายทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานมีข้อความว่าเช้านี้เขาไม่เข้า ถ้ามีธุระด่วนให้โทร.เข้ามือถือ ระหว่างนั้นอภิรักษ์เดินเข้ามาพอดี เธอรีบบอกว่าชานนท์ไม่อยู่ไปไหนก็ไม่รู้

    “หายไปจากออฟฟิศบ่อยจริง คราวที่แล้วก็ให้ผมไปประชุมงานไทยแลนด์โปรดักท์แทนมาทีหนึ่งแล้ว เขาไปไหนของเขานะ” อภิรักษ์บ่นอุบ...

    ด้านชานนท์จ้ำพรวดๆเข้าไปคว้าข้อมือรสาที่กำลังจะไปธุระลากออกจากร้านเสื้อของสามสาว เธอพยายาม ขืนตัวแต่ไม่สำเร็จ เขาลากเธอมาที่รถ ดันตัวเข้าไปแล้วปิดประตูโดยไม่สนใจเสียงโวยวายของเธอ

    “คุณจะมาลากฉันไปไหนมาไหนอย่างนี้ไม่ได้นะ ฉันไม่ใช่ทาสของคุณ” รสาว่าแล้วขยับจะเปิดประตูรถ เขารีบกดล็อกอัตโนมัติไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น เธอต้องไปกับเขาก่อน รสามีธุระต้องไปคุยกับทางวัดเรื่องงานเผาศพแม่ คราวที่แล้วยังไม่ทันจะคุยก็ถูกโจรมาฉกกระเป๋าไปเสียก่อน

    ชานนท์พาเธอไปจัดการติดต่อวัดเรื่องงานเผาศพเรียบร้อย จัดแจงจะพาเธอไปทำธุระกับเขา เธอยืนกรานจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าจะได้กราบศพแม่ของเธอเสียก่อน

    “คุณจะไปกราบศพแม่ที่ไหนก็ไปสิ ผมจะไปด้วย”

    รสาถอนใจดังๆเพื่อให้ชานนท์รู้สึกตัวว่าเธอระอาใจกับเขามาก แต่เขาไม่สนใจเดินตามเธอไปติดๆ ครู่ต่อมา รสากับชานนท์มาถึงที่เก็บศพสุภา เขารอให้เธอกราบศพแม่เรียบร้อยถึงได้ถามว่าท่านตายอย่างไร ตายกะทันหันหรือ รสาพยักหน้ารับคำ

    “แม่เป็นลมแล้วช็อกไป ฉันตามไปพบแม่ที่โรงพยาบาล แม่ได้สติขึ้นมาคุยกับฉันได้นิดหน่อย

    แล้วก็...” พูดได้แค่นั้น รสาน้ำตาไหลพราก ชานนท์หยิบผ้าเช็ดหน้าตัวเองส่งให้ เธอไม่รับ ทำท่าจะใช้หลังมือปาดน้ำตาทิ้ง เขาร้องห้ามเสียงหลง ก่อนจะคว้ามือเธอมาแล้วยัดผ้าเช็ดหน้าให้

    “อย่าใช้มือ เดี๋ยวไม่สะอาดแล้วจะตาเจ็บ”

    รสาเห็นสายตาดุๆของเขาจำต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าของเขาเช็ดน้ำตา แล้วจะคืนให้ เขาบอกให้เก็บไว้ก่อนไม่ต้องรีบคืน เธอจะเอามันไปซักให้แล้วจะคืนภายหลัง ชานนท์หลอกถามว่าก่อนที่แม่ของเธอจะตายคงไม่ทันได้สั่งเสียอะไรมากใช่ไหม รสาไม่รู้ว่ามากหรือเปล่า แต่ก็มากพอที่จะทำให้เธอรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในอดีต และเธอแน่ใจว่าแม่ไม่ได้เพ้อ ตอนนั้นท่านยังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่

    “แต่คุณก็ไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันคำพูดของท่าน”

    “ใช่ค่ะ หลักฐานเดียวที่จะพิสูจน์ได้ว่าแม่ฉันพูดความจริงทุกอย่างก็คือแหวนที่คุณเฉลิมเคยให้แม่ไว้ แต่มันก็...หายไปแล้ว” รสาพูดจบถอนใจเซ็ง ชานนท์ไม่วายแดกดันหลักฐานหายไปหรือไม่มีกันแน่ เธอฉุนขาด เขาจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ แต่แม่ของเธอพูดความจริง คนใกล้ตายจะโกหกไปเพื่ออะไร แล้วขอให้เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ตกลงเขาต้องการอะไรจากเธอกันแน่ถึงเสียเวลามารอกันขนาดนี้ เขาสั่งให้เธอไปกับเขาแล้วเดินนำออกไป แม้จะไม่เข้าใจแต่รสาก็ยอมเดินตาม

    ooooooo

    ชานนท์ตั้งใจจะพารสาไปที่บ้านเช่าของกัลยาจะได้มาเห็นกับตาว่าคนป่วยคือใครกันแน่ กัลยาหลอกทั้งเธอและอภิรักษ์ว่าป่วยก็เพราะอยากจะได้เงิน รสาตำหนิเขาที่มองแม่ตัวเองในแง่ร้ายเกินไป

    “คุณก็มองเขาในแง่ดีจนเกินไป ก็เพราะยังงี้ผมถึงจะพาคุณมาดูให้เห็นกับตาว่าความจริงมันเป็นอย่างไร แล้วคุณจะได้ตาสว่างสักทีเมื่อได้รู้ความจริง แล้วคุณก็ช่วยไปพูดให้นายรักษ์มันเลิกติดต่อกับผู้หญิงคนนั้น ด้วย ไม่อย่างนั้นจะถูกพวกเขาปอกลอกไม่รู้จบแน่...ไป” ชานนท์เห็นรสานั่งนิ่งเดินมาดึงแขน

    “ผมรู้ว่าพวกเขาออกจากโรงพยาบาลแล้ว เจ็บอย่างนั้นคงไม่ออกจากบ้านไปไหนหรอก ไปๆดูให้เห็นกับตาคุณเองเลยว่าความจริงมันเป็นอย่างไร”

    ครั้นมาถึงที่หมายกลับพบว่าบ้านปิด ทั้งกัลยาและอรุณไม่อยู่ เพื่อนบ้านก็ไม่รู้ว่าไปไหน...

    ขณะที่ชานนท์ผิดหวังอย่างแรงที่พารสามาจับโกหกแม่ตัวเองไม่ได้ กัลยาเพิ่งเสร็จจากดูบ้านตัวอย่างที่หมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งหวังจะไถเงินอภิรักษ์มาซื้อบ้านใหม่ ก่อนที่เขาจะรู้ความจริงว่าเธอปอกลอกเขา...

    ในเวลาต่อมา ระหว่างที่อภิรักษ์กำลังจะออกไปกินมื้อเที่ยง เจอศศิกานต์เดินสวนเข้ามารีบบอกว่า

    ชานนท์ไม่อยู่ออกไปแต่เช้าแล้วไม่รู้ไปไหน เธอนัดกับเขาไว้หรือเปล่า เธอส่ายหน้าแทนคำตอบ

    “พอดีศศิมาพบลูกค้าแถวนี้ คุยเสร็จก็เห็นว่าจะเที่ยงแล้วเลยว่าจะมาชวนพี่นนท์ไปกินข้าวด้วยกัน ว้า...เสียเที่ยวเลย” ศศิกานต์สีหน้าผิดหวัง อภิรักษ์ชวนเธอไปกินข้าวด้วยกัน จะได้มีเพื่อนคุย เธอนิ่งคิดไปอึดใจก่อนจะตอบตกลง...

    ในเวลาเดียวกัน ชานนท์กำลังขับรถพารสากลับร้านเสื้อ เห็นเที่ยงแล้วก็เลยชวนเธอหาอะไรกินกันก่อน เธอไม่หิว แต่ถ้าเขาหิวเชิญกินตามสบาย ส่งเธอลงข้างหน้าเธอจะกลับไปกินข้าวกับมธุรสที่ร้าน ชานนท์อยากรู้เวลาอยู่ร้าน เธอกับเพื่อนๆกินข้าวกันอย่างไร รสาจะให้คนหนึ่งเฝ้าร้าน
    ส่วนอีกคนออกไปซื้อข้าวห่อกลับมากิน แต่ส่วนใหญ่เราจะกินกันตอนบ่ายหน่อยเพราะช่วงเที่ยงลูกค้าเยอะ ชานนท์ดูนาฬิกาข้อมือแว่บหนึ่ง

    “ผมรู้จักร้านอร่อยร้านหนึ่งแถวนี้”

    “ฉันบอกแล้วว่าจะกลับไปกินกับรสที่ร้าน”

    ชานนท์ไม่ได้จะให้เธอลงไปกินที่ร้านอาหาร

    แต่จะซื้อใส่ห่อกลับไปกินที่ร้านเสื้อของเธอต่างหาก...

    อภิรักษ์เกิดใจตรงกันพาศศิกานต์มาซื้อข้าวร้านเดียวกันกับที่ชานนท์จะพารสามาซื้อ แถมใส่ห่อกลับไปที่ร้านเสื้อหวังจะกินมื้อเที่ยงพร้อมกับรสา ศศิกานต์แนะให้เขาโทร.บอกเธอก่อนว่าจะซื้อข้าวไปฝาก

    “ไม่ต้องหรอก ปกติคุณสาไม่ค่อยไปไหน ผมซื้อไปฝากเธอกับคุณมธุรสที่ร้านบ่อยๆ” จ่ายเงินเสร็จอภิรักษ์กับศศิกานต์พากันออกจากร้าน สักพักชานนท์กับรสา

    เดินมาจากอีกทาง แล้วเข้าไปในร้านอาหาร

    จากนั้นไม่นานอภิรักษ์กับศศิกานต์มาถึงร้านเสื้อ แต่ต้องผิดหวังรสาไม่อยู่ไปวัดเพื่อเตรียมงานเผาศพแม่

    “แต่ไหนๆเราสองคนก็มาถึงที่นี่แล้ว งั้นขอกินข้าวซะที่นี่เลยได้ไหมคะคุณรส”

    ooooooo

    ระหว่างนั่งกินข้าวด้วยกัน มธุรสคอยมองไปนอกร้าน เป็นกังวลกลัวรสากลับมากับชานนท์ มาเจออภิรักษ์กับศศิกานต์ นับว่าโชคยังเข้าข้าง ขณะรสากับชานนท์เดินเกือบจะถึงร้านเสื้ออยู่แล้ว ตอนที่พันโทร.มาบอกเขาว่าพาณิชไม่สบาย ชานนท์ก็เลยต้องขอตัวกลับไปดูพ่อก่อน แล้วส่งถุงอาหารให้เธอรับไว้ รสาเห็นเขารีๆรอๆ

    “รีบไปเถอะค่ะ เป็นห่วงคุณลุง”

    ชานนท์พยักหน้ารับคำก่อนจะจ้ำพรวดๆจากไป รสามองตามสักพักก็หิ้วถุงข้าวเดินเข้าไปในร้านเสื้อ ต้องชะงักเมื่อเห็นอภิรักษ์กับศศิกานต์นั่งกินข้าวอยู่กับมธุรส อภิรักษ์รีบลุกไปช่วยเธอถือของ

    “อ้าว นี่คุณรสาซื้อร้านเดียวกับผมเลย ไปซื้อตอนไหนครับ ทำไมไม่เจอกัน”

    มธุรสแอบมองสบตากับเพื่อนรักสีหน้าไม่สบายใจทำทีเข้าไปรับของจากมืออภิรักษ์ แล้วลากรสาไปหลังร้าน ถามว่าชานนท์ไปไหน ได้ความว่าทางบ้านโทร.มาบอกว่าพ่อของเขาไม่สบาย เขาก็เลยต้องรีบกลับ มธุรสโล่งอก โชคดีที่เขาไม่ได้มาด้วยเพราะถ้าอภิรักษ์กับ

    ศศิกานต์เห็นเธอมากับเขา ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง

    “โดยเฉพาะคุณศศิ ถ้าเห็นแฟนตัวเองไปไหนมาไหนกับผู้หญิงอื่นบ่อยๆไม่ดีแน่ ฉันว่าเธอควรอยู่ห่างๆ คุณชานนท์ไว้เพราะแค่ปัญหาที่เธอมีอยู่ตอนนี้ก็ยังแก้ไม่ได้เลย ขืนเกิดปัญหาซ้ำซ้อนขึ้นมาอีกละก็แย่แน่ๆ”

    รสาไม่เคยอยากจะอยู่ใกล้ผู้ชายคนนั้นและที่สำคัญเขาเป็นฝ่ายมาหาเธอเอง แต่ตอนนี้ที่เธอเป็นกังวลก็คือจะบอกอภิรักษ์อย่างไรว่าพ่อของเขาไม่สบาย...

    พาณิชไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่เหนื่อยนิดหน่อยเท่านั้น พันเห็นท่านนิ่งเงียบไปก็เลยตื่นตูมไปเอง ชานนท์ เป็นห่วงสุขภาพของพ่อแนะให้ไปหาหมอตรวจดู

    สักหน่อยก็ดี พาณิชไม่ยอมไป อ้างไม่ได้เป็นอะไร

    “เออไหนๆนนท์ก็กลับมาแล้วคุยกับพ่อหน่อยนะลูก เรื่องหมั้นกับหนูศศิน่ะ นนท์จะเอายังไงลูก”

    ชานนท์ยกข้ออ้างเหมือนเดิม อยากเคลียร์งานให้เสร็จก่อน คราวนี้พาณิชไม่ยอมให้เขาเอาอะไรมาอ้างทั้งนั้น ป่านนี้แล้วไม่ขยับสักที ฝ่ายหญิงอาจจะไม่พอใจเอาได้ และอีกอย่างหนึ่งท่านไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่ ชานนท์ขอร้องอย่าพูดอะไรเป็นลางแบบนี้

    “เราต้องยอมรับความจริงนะลูก ความเจ็บป่วยที่พ่อเป็นมันพร้อมจะไปได้ทุกเวลา ถึงพ่อจะเตรียมตัวพร้อมอยู่เสมอ แต่พ่อก็อยากให้ก่อนที่วันนั้นจะมาถึง พ่อได้ทำหน้าที่ของพ่อให้กับนนท์ให้กับรักษ์ได้เสร็จสมบูรณ์ซะก่อน พ่อจะได้หมดห่วง” พาณิชเห็นลูกชายรับคำก็ยิ้มดีใจ...

    หลังอิ่มหนำสำราญกับมื้อกลางวัน รสาจะช่วยมธุรสเก็บถ้วยชามไปล้าง มธุรสร้องห้ามเสียงหลง บอกให้เธออยู่รับแขก จานพวกนี้ตนจัดการเองแล้วเรียกแตงมาช่วย รสาพาศศิกานต์กับอภิรักษ์มานั่งที่เก้าอี้รับแขก แต่มีสายเรียกเข้ามือถือของอภิรักษ์เสียก่อน เขาขอตัวไปรับสายนอกร้าน
    ทิ้งสองสาวไว้ตามลำพัง

    ระหว่างที่ทั้งคู่คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้กันอยู่ รสาเผลอปัดกระเป๋าถือตัวเองหล่น ศศิกานต์ช่วยเธอเก็บข้าวของที่ร่วงจากกระเป๋าแต่พอเห็นผ้าเช็ดหน้าของชานนท์ที่มีอักษรตัว C ปักอยู่ถึงกับหน้าเสีย จำได้ว่าเป็นของชายคนรัก รีบเก็บใส่กระเป๋าคืนให้โดยไม่พูดอะไร อภิรักษ์เดินกลับมาสีหน้าไม่สู้ดีนัก ชานนท์โทร.มาบอกว่าพ่อไม่ค่อยสบาย ขอตัวกลับไปดูท่านก่อน ศศิกานต์สบช่องขอไปด้วย รสามองตามทั้งคู่ออกจากร้าน แล้วนึกเอะใจรีบเปิดกระเป๋าถือเห็นผ้าเช็ดหน้าของชานนท์อยู่ในนั้นก็ไม่สบายใจไม่รู้ศศิกานต์รู้หรือเปล่าว่ามันเป็นของเขา

    ooooooo

    ณ ศูนย์การแพทย์ วรรณฤดีในชุดคนไข้นั่งอยู่ในรถเข็นเตรียมจะเข้าไปทำกิฟต์ ธัชชัยสวมบทสามีแสนดีเข้ามาบีบมือพร้อมกับปลอบว่า ไม่ต้องกลัว เขาจะคอยเป็นกำลังใจให้ เธอสะบัดมือเขาออก ตวาดแว้ด

    “ฉันไม่ได้กลัวย่ะ ฉันตื่นเต้นต่างหากล่ะ”

    พยาบาลเข้ามาเข็นรถเข็นพาวรรณฤดีเข้าไปในห้องทำกิฟต์ พอเธอคล้อยหลังเท่านั้น โหมดสามีแสนดี

    ของธัชชัยก็เปลี่ยนเป็นขบกรามแน่นด้วยความแค้น หยิบมือถือขึ้นมาโทร.บอกนุกูลว่าวรรณฤดีเข้าห้องไปแล้ว...

    ทางฝ่ายอภิรักษ์พาศศิกานต์มาถึงบ้าน เห็นชานนท์กำลังดูแลให้พาณิชกินวิตามินอยู่ หญิงสาวเข้าไปไหว้ทักทายถามไถ่อาการป่วยของท่านได้ความว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ท่านเห็นเธอมากับอภิรักษ์ก็แปลกใจ มาด้วยกันได้อย่างไร เธอแวะไปหาชานนท์ที่ทำงานแต่เขาออกไปข้างนอก อภิรักษ์ก็เลยชวนเธอไปกินข้าวที่ร้านของรสาด้วยกัน ขณะที่พูดศศิกานต์แอบสังเกตชานนท์ไปด้วย แต่เขากลับมีสีหน้านิ่งเฉยไม่ส่อพิรุธใดๆ...

    ในเวลาต่อมา ระหว่างชานนท์ขับรถพาศศิกานต์ไปส่งบ้าน เธอชวนคุยโน่นถามนี่ก่อนจะวกมาพูดถึงรสาว่าเป็นคนน่ารักได้คุยด้วยแล้วสบายใจ พักหลังๆ มานี่เขาได้คุยกับรสาบ้างไหม

    “พี่ไม่มีเรื่องอะไรจะต้องคุยกับเธอนี่” คำตอบของชานนท์ทำเอาศศิกานต์ถึงกับอึ้งไปเลย...

    ดึกแล้วศศิกานต์ยังข่มตาหลับไม่ลง มัวแต่คิดมากเรื่องของรสากับชานนท์ ยิ่งนึกถึงผ้าเช็ดหน้าที่ตัวเองเห็นหล่นมาจากกระเป๋าถือของรสา ศศิกานต์ยิ่งไม่สบายใจ จำได้แม่นว่าผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเป็นของชานนท์เพราะเธอเป็นคนซื้อให้เขาเป็นของขวัญวันปีใหม่...

    รสาไม่อยากเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นไว้เนิ่นนาน เอาออกจากกระเป๋าไปซักจะได้เอาไปคืนเจ้าของ

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น มธุรสเห็นผ้าเช็ดหน้าผู้ชายซึ่งมีอักษรตัว C ตากอยู่บนราวตากผ้า รีบเอาไปถามรสาว่าเป็นของใคร พอรู้ว่าเป็นของชานนท์ให้เธอยืมใช้ ถึงกับออกปากว่าชักจะมีอะไรแปลกๆชอบกล ทำไมอยู่ๆเขาถึงให้เธอยืมผ้าเช็ดหน้า รสาไม่เห็นจะแปลกตรงไหน เขาเห็นเธอร้องไห้ก็เลยให้ยืมเช็ดน้ำตา

    “เธอจะคิดเป็นอย่างอื่นไปได้อย่างไร ฉันกับเขาเจอกันทีไรก็ทะเลาะกันทุกที เธอเองก็เห็น”

    “เธอไม่เคยดูละครหลังข่าวรึไงสา ที่พระเอกนางเอกทะเลาะกันตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องแล้วสุดท้ายก็ลงเอยกัน แต่ไม่รู้ว่าเริ่มรักกันตอนไหน”

    รสาส่ายหน้าเป็นทำนองพูดอะไรไม่เข้าท่า สงสัยเพื่อนจะดูละครมากไป...

    การทำกิฟต์เมื่อวานทำให้วรรณฤดีเพลียมาก แปดโมงเช้าแล้วยังนอนไม่ตื่น ธัชชัยเห็นว่าเธอมีประชุมกับสมพลที่โรงงานจิวเวลรี่ตอนสิบโมง เข้ามาปลุกให้ลุกขึ้นแต่งตัว เธอกลับโมโหโกรธา โวยวายว่าคนเพลียจะแย่อยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ทำไมตัดสินใจเองไม่ได้ แล้วไล่ให้เขาไปประชุมแทนตัวเอง

    “ช่วงนี้ฉันคงไม่ไปทำงาน มีอะไรคุณก็ทำแทนฉันไปก่อน ช่วงนี้ฉันไม่อยากเหนื่อยไม่อยากเครียดเข้าใจไหม” วรรณฤดีเห็นเขายังรีๆรอๆ ไล่ตะเพิดให้รีบไปทำงาน รอจนเขาไปพ้นห้อง เธอเอามือลูบท้องตัวเองสีหน้ามุ่งมั่น “ฉันต้องท้องให้ได้ หลานชายคนแรกของตระกูลบดินทรวัชระต้องเป็นลูกของฉัน”...

    ธัชชัยเดินหัวเสียมาเจอศศิกานต์ที่เพิ่งออกมาจากห้องตัวเอง เห็นสีหน้าเธอไม่สู้ดีนักเหมือนคนนอนไม่หลับ ร้องทักว่าไม่สบายหรือเปล่าทำไมหน้าซีดๆ เธอสบายดีไม่ได้เป็นอะไร แล้วถามถึงวรรณฤดี

    “วันนี้คุณวรรณไม่ไปทำงานครับ จะทำงานอยู่ที่บ้าน”

    ศศิกานต์พยักหน้ารับรู้ก่อนจะผละจากไป ธัชชัยมองตามตาวาว แต่ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงกระแอม

    ดังมาจากด้านหลัง เขาหันมองตามเสียงเจอแม่จันจ้องตาเขียวอยู่ รีบตีหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้

    “ถ้าคิดจะเป็นเขยบ้านนี้ต่อไปนานๆ อย่าริอ่าน กินบนเรือนขี้บนหลังคาเป็นอันขาด ถ้าไม่เชื่ออย่าหาว่าไม่เตือนก็แล้วกัน” แม่จันไม่ขู่เปล่า จ้องหน้าเขาอย่างเอาเรื่อง ธัชชัยหน้าเจื่อนแต่กลบเกลื่อนเอาไว้

    “ป้าจันพูดอะไร ผมไปทำงานดีกว่า”...

    ขณะสามสาวกินมื้อเช้าด้วยกันก่อนไปทำงาน บงกชอดสงสัยไม่ได้ เรื่องกัลยาเป็นอย่างไรกันแน่ ทำไมชานนท์ถึงปักใจเชื่อว่าเธอเป็นคนหลอกลวง รสาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ตราบใดที่ยังไม่มีหลักฐาน เธอไม่มี

    ทางเชื่อเขาเด็ดขาดว่ากัลยาจะเป็นคนอย่างนั้น มธุรสเปรียบเทียบกับเรื่องของเธอ ตราบใดที่ไม่มีแหวนวงนั้นมาพิสูจน์ คนในครอบครัวบดินทรวัชระก็คงจะเชื่อเรื่องของเธอยากเช่นกัน

    “ใช่...พูดถึงแหวนแล้วก็นึกขึ้นได้ ตั้งแต่อีพี่นัสถูกส่งไปทำงานที่โรงงานก็หายไปเลยเนอะ ไม่รู้เป็นไงบ้าง”...

    คนที่บงกชถามถึงกำลังนั่งสัปหงกอยู่ มีคนงานคนหนึ่งซึ่งมีสีหน้าไม่สู้ดีนักเดินผ่านหน้า เขาตกใจตื่นลุกพรวด ก่อนจะแกล้งโวยวายกลบเกลื่อนที่ตัวเองหลับยามว่านั่นใครจะไปไหน

    “ฉันเองจ้ะ จะไปห้องน้ำ รู้สึกไม่ค่อยดีเลยวันนี้” พูดไม่ทันขาดคำ คนงานล้มลงไปชักดิ้นชักงอ

    มนัสทำอะไรไม่ถูก ตะโกนเรียกคนอื่นมาช่วยพลางตบหน้าคนงานไปด้วย อารามตกใจมือพลาดไปโดนปาก คนงานงับมือเขาอย่างแรงถึงกับร้องโอ๊ยลั่น พยายามดึงมือออกจากปากแต่ไม่สำเร็จ คนงานคนอื่นวิ่งเข้ามาช่วยกันโกลาหล ในที่สุดมนัสก็เอามือออกจากปากคนป่วยสำเร็จ คนงานอีกคนหนึ่งเอาผ้ามายัดปากคนป่วยไว้แทนเพื่อป้องกันไม่ให้กัดลิ้นตัวเอง มนัสมองมือตัวเองที่มีเลือดไหลอย่างเซ็งจัด

    หัวหน้าคนงานรีบสั่งการ “เอ้าเฮ้ย ช่วยกันพาไปโรงพยาบาลหน่อยเร็ว มนัสด้วยไปทำแผลด้วยไป”...

    ความซวยของมนัสที่ดันเอามือไปยัดปากคนงานที่ชักกลับกลายเป็นการได้รับความดีความชอบฐานช่วยชีวิตเพื่อนคนงานไม่ให้กัดลิ้นตัวเองตาย ผู้จัดการโรงงานจะเสนอความดีความชอบของเขาครั้งนี้ไปยังบริษัทใหญ่ แล้วถามว่าอยากได้รางวัลอะไรเป็นการตอบแทน ให้ผ่านการทดลองงานหรือได้ปรับเงินเดือนขึ้น

    “ขอแค่ให้ย้ายผมกลับไปทำงานที่ฝั่งบริษัทก็พอครับ เพราะมาทำงานที่นี่มันไกลบ้านผมเหลือเกิน ผมต้องตื่นแต่มืดมาทำงาน แล้วกว่าจะกลับถึงบ้านอีกทีก็ดึกเลย นี่เมียผมเพิ่งออกลูก ผมก็ไม่มีโอกาสได้ช่วยแม่เขาเลี้ยงลูกเลยครับ” แต่งเรื่องจบ มนัสตีหน้าเศร้าเรียกร้องความเห็นใจ ผู้
    จัดการรับปากจะลองทำเรื่องเสนอให้

    ooooooo

    ชานนท์กำลังนึกถึงเรื่องที่พ่อเร่งรัดการแต่งงานของเขากับศศิกานต์ ตอนที่บงกชเข้ามารายงานว่าดำรงค์กับพจน์มาถึงแล้วจะให้เข้ามาเลยไหม ชานนท์พยักหน้าเป็นทำนองอนุญาต บงกชขยับจะไปแล้วนึกขึ้นได้หยิบผ้าเช็ดหน้าของเขาที่รสาฝากมาคืน เอามาวางบนโต๊ะทำงานตรงหน้าเขา
    “รสาฝากมาคืนค่ะ”

    เจ้านายหนุ่มพยักหน้ารับรู้โดยไม่พูดอะไร บงกชได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้แล้วเดินออกจากห้อง สักพัก ดำรงค์กับพจน์เปิดประตูเข้ามาแจ้งว่านำเพชรชุดใหม่กับแบบแหวนที่ปรับเปลี่ยนแล้วมาให้เขาดู

    คราวนี้ทั้งแบบแหวนหมั้นและเพชรที่นำมาประดับเป็นหัวแหวนลงตัวอย่างที่ชานนท์ต้องการ แถมเขายังเร่งให้ดำรงค์และพจน์ทำแหวนวงนี้ให้เสร็จโดยเร็วที่สุด...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้จัดการโรงงานออกมาต้อนรับธัชชัยด้วยสีหน้าแปลกใจที่เห็นเขามาคนเดียว เขารีบออกตัวว่าวันนี้วรรณฤดีไม่ค่อยสบาย เขาก็เลยมาประชุมแทน ผู้จัดการรับคำแล้วเดินนำเขาไปยังห้องประชุม ระหว่างนั้นทิพย์เอาแฟ้มการประชุมมาให้ ผู้จัดการ แนะนำเขาว่านี่เป็นพนักงานใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามา

    “ทิพย์...คุณธัชชัยเจ้านายของเรา รู้จักไว้ซะ”

    ทิพย์ยกมือไหว้ธัชชัยพลางส่งสายตาหวานหยดให้ เขาแอบยิ้มชอบใจกับการให้ท่าของเธอ...

    หลังได้รับสายจากกัลยานัดแนะให้ไปเจอกัน

    วันพรุ่งนี้ อภิรักษ์แวะไปหารสาที่ร้านเพื่อชวนให้ไปเป็นเพื่อน เธอปฏิเสธว่าอย่าดีกว่าเรื่องที่กัลยาจะคุยกับเขาอาจเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเป็นเรื่องภายในครอบครัว เธอเป็นคนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง อภิรักษ์ไม่เคยเห็นเธอเป็นคนนอก แตงซึ่งแอบมองอยู่อีกมุมหนึ่งกับมธุรส เห็นแววตาเปี่ยมรักที่เขามองรสาแล้วอดถามไม่ได้ว่าสองคนนี่เป็นแฟนกันหรือ มธุรสส่ายหน้า แตงงงไม่หาย

    “คนเมื่อวานก็ไม่ใช่ คนนี้ก็ไม่ใช่”

    “แล้วคนเมื่อวานกับคนนี้ เป็นพี่น้องกัน”

    แตงตกใจถึงกับร้องเอะอะทำไมถึงเป็นอย่างนั้น มธุรสได้แต่ส่ายหน้ากลุ้มใจแทนเพื่อนรัก...

    ในเมื่อมีสาวมาอ่อยถึงที่ มีหรือธัชชัยจะปล่อยให้หลุดมือ เขารอจังหวะที่เธอเอาเอกสารสรุปการประชุมมาให้ ขอมือถือของเธอมากดเบอร์ตัวเองแล้วกดโทร.ออก อึดใจมีเสียงเรียกเข้ามือถือของเขาดังขึ้น

    “ตอนนี้ ผมก็มีเบอร์คุณแล้ว” พูดจบธัชชัยส่งมือถือคืน ทิพย์จงใจให้มือสัมผัสกับมือเขาตอนที่รับ
    มือถือคืน แล้วโปรยยิ้มหวานให้ก่อนจะออกจากห้อง

    ไม่กี่อึดใจมีข้อความส่งมาที่มือถือของทิพย์ “วันนี้เลิกงานแล้วผมจะรออยู่ที่ห้องทำงาน” เธอยิ้มชอบใจที่อ่อยเหยื่อสำเร็จ...

    ทั้งศศิกานต์และวรรณฤดีเห็นยาดองเพื่อสุขภาพที่พ่อดื่มไม่ได้ผล ท่านยังคงเหนื่อยๆเพลียๆอยู่ จึงช่วยกันเกลี้ยกล่อมให้ไปตรวจสุขภาพ เฉลิมทนเสียงรบเร้าของลูกๆไม่ไหว จำใจตอบตกลง วรรณฤดีรีบโทร.หาธัชชัย พอรู้ว่ายังอยู่โรงงานก็โวยวายค่ำมืดป่านนี้แล้วทำไมยังไม่กลับบ้านอีก

    “นานๆจะเข้ามาสักที ผมเลยถือโอกาสเช็กระบบงานให้ละเอียดสักทีน่ะครับ คุณวรรณมีอะไรหรือเปล่า”

    “คุณพ่อยอมไปตรวจสุขภาพแล้ว พรุ่งนี้คุณต้องเป็นคนขับรถพาท่านไป เข้าใจไหม ตรวจงานเสร็จก็รีบๆ กลับบ้านล่ะ มาดูแลฉันด้วย ช่วงนี้คุณต้องดูแลฉันเป็นพิเศษ รู้ไหมเนี่ย” วรรรณฤดีตัดสายไปเลย

    ธัชชัยเบ้ปากใส่โทรศัพท์ สีหน้าเบื่อหน่าย สักครู่มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ทิพย์โผล่หน้าเข้ามาถาม

    “คุณธัชชัยต้องการเอกสารอะไรเพิ่มเติมอีกไหมคะ”

    ชายหนุ่มไม่ตอบ ได้แต่เหลือบตาขึ้นไปบนเพดานซึ่งมีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่ ทิพย์รู้งานจึงไม่ได้มองตามเพราะกลัวจะมีพิรุธ ได้แต่ยืนอยู่ตรงประตูห้อง ธัชชัยทำเป็นโบกมือไล่ให้เธอถอยกลับไป แล้วทำเป็นเปิดโน้นดูนี่อีกสักพัก ถึงได้ลุกไปปิดไฟ แล้วทำเหมือนออกจากห้อง

    อึดใจ ทิพย์เปิดประตูกลับเข้ามาในห้องทำงานที่ปิดไฟมืดอีกครั้ง โดยมีธัชชัยตามเข้ามาโอบเอวและเริ่มซุกไซ้ไปทั่วตัวเธออย่างหื่นกระหาย ส่วนเธอตอบสนองเขาอย่างเต็มใจ ธัชชัยดันตัวเธอไปที่โต๊ะทำงาน ปัดข้าวของที่เกะกะต่อกิจกรรมไปพ้นทาง แฟ้มเอกสารถูกผลักไปชนแก้วน้ำล้ม น้ำไหลไปถึงปลั๊กไฟ แต่ไม่มีใครสนใจ

    ooooooo

    กิจกรรมกับทิพย์เมื่อคืนทำให้ธัชชัยกลับบ้านดึก แถมยังตื่นสายอีกต่างหาก วรรณฤดีหงุดหงิดมากที่เขาชักช้าเนื่องจากกลัวจะไปเอาใจพ่อไม่ทัน...

    ขณะที่เปรมจิต ศศิกานต์กับวรรณฤดีและธัชชัยแห่กันไปให้กำลังใจเฉลิมตรวจสุขภาพ มนัสที่ได้หยุดงานพิเศษหนึ่งวันเนื่องจากทำความดีช่วยเหลือเพื่อนพนักงาน มาดักรออภิรักษ์ที่หน้าบริษัทแต่เช้า โดยไม่รู้ว่าวันนี้เขาเข้าทำงานสายเนื่องจากมีนัดกับแม่ ทันทีที่กัลยาเห็นหน้าลูก แต่งเรื่องว่าบ้านที่ตัวเองเช่าอยู่กำลังจะเลิกให้เช่ากะทันหัน เธอไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ถ้าเขาจะกรุณาช่วยซื้อบ้านให้เธอสักหลังจะได้ไหม

    “หลังเล็กๆก็ได้ ไม่งั้นแม่ก็คงต้องไปอยู่ข้างถนนที่ไหนสักแห่ง”

    “ได้สิครับแม่ เพื่อแม่ผมทำให้ได้ทุกอย่าง”...

    ระหว่างที่กัลยาดีใจน้ำตาเล็ดน้ำตาร่วงที่หลอกเอาเงินลูกชายคนเล็กได้อีกครั้ง น้ำที่หกใส่ปลั๊กไฟในห้องทำงานของธัชชัยที่โรงงานเริ่มซึมเข้าไปในสายไฟ ทำให้ไฟฟ้าลัดวงจรไฟดับพรึ่บทั้งโรงงาน...

    ในขณะที่เฉลิมรอหมอมาตรวจสุขภาพ ศศิกานต์เสนอว่าไหนๆพ่อก็ต้องเจาะเลือดตรวจอยู่แล้ว ก็น่าจะตรวจดีเอ็นเอกับรสาไปด้วยเลย ความคลางแคลงใจในตัวเธอจะได้หมดไปสักที ทั้งเปรมจิต วรรณฤดีและเฉลิมเองปฏิเสธอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายว่าไม่ให้ตรวจ ระหว่างนั้นทางโรงงานโทร.มาบอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นที่นั่น ไฟดับทั้งโรงงาน วันนี้เรามีออเดอร์ต้องส่งของไปต่างประเทศลอตใหญ่ เฉลิมเกรงจะเสียลูกค้าสั่งการให้วรรณฤดีรีบไปจัดการและให้ศศิกานต์ตามไปช่วยพี่สาวกับพี่เขยอีกแรงหนึ่ง

    “มีเรื่องกันไม่ได้หยุดได้หย่อน” บ่นจบเฉลิมหยิบผลไม้ที่จัดไว้ให้ญาติมากิน เปรมจิตหันไปเห็นก็โวยลั่นกินเข้าไปได้อย่างไรในเมื่อเขาต้องตรวจเลือด การตรวจสุขภาพครั้งนี้เป็นอันต้องพับฐานไปโดยปริยาย...

    ฝ่ายมนัสเห็นรถของอภิรักษ์กำลังจะแล่นเข้าไปในบริษัท รีบพุ่งไปขวางหน้าไว้ ขอคุยกับเขาเป็นการส่วนตัว แล้วเล่าเรื่องที่ช่วยคนงานที่ชักให้ฟัง ถ้าทางโรงงานส่งเรื่องที่จะตบรางวัลให้มนัสมาที่บริษัทใหญ่ขอให้อภิรักษ์ช่วยพิจารณาให้เขากลับมาทำงานที่นี่ เจ้านายหนุ่มรับปากจะช่วยดูให้ มนัสยกมือไหว้ปลกๆ

    “ขอบคุณครับคุณรักษ์ แหม คุณรักษ์ใจดีอย่างนี้นี่เอง นัง...เอ่อ...รสามันถึงได้รักคุณ” มนัสพูดเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้ว่ารสาไม่ได้มีใจให้อภิรักษ์แม้แต่น้อย...

    ระหว่างรสากำลังคุยกับมธุรสเรื่องจะสั่งหนังสือสวดมนต์เป็นของชำร่วยวันงานเผาศพสุภา อภิรักษ์เข้ามาขอคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว แล้วพากันออกไป

    ชานนท์กำลังจะมาหารสาเช่นกัน เห็นทั้งคู่เดินออกจากร้านเลี้ยวไปอีกทางหนึ่ง ตัดสินใจสะกดรอยตาม ทั้งคู่มานั่งคุยกันที่สวนสาธารณะใกล้ๆ อภิรักษ์มีสองเรื่องที่จะคุยกับรสา เรื่องแรกก็คือเขาอนุมัติให้มนัสย้ายกลับมาทำงานที่บริษัทเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องที่สองคือเรื่องแม่ของเขา ชานนท์ซึ่งแอบฟังอยู่ถึงกับหูผึ่ง อภิรักษ์เล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปหาแม่มา

    “แม่บอกว่าบ้านที่แม่เช่าอยู่เขาจะเลิกให้เช่า แม่ไม่มีที่จะไป ผมเลยตัดสินใจว่าจะซื้อบ้านใหม่ให้แม่สักหลัง แม่จะได้มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งสักที คุณรสามีความเห็นอย่างไรครับ”

    รสาเห็นด้วยกับเขา ทันใดนั้นชานนท์พรวดพราดเข้ามาโวยวายว่าตนไม่เห็นด้วย ผู้หญิงคนนั้นกำลังหลอกเอาเงินจากอภิรักษ์ เรื่องที่เจ้าของบ้านจะเลิกให้เช่าก็เป็นเรื่องโกหก แล้วขอให้น้องตรองดูให้ดีๆ ตั้งแต่ผู้หญิงคนนั้นกลับเข้ามาในชีวิตของเขา เธอให้อะไรเขาบ้างนอกจากมาขอเงินแถมเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ

    “แล้วตอนนี้ถึงขั้นขอบ้านแล้ว เธอมีแต่ขอๆๆๆ แต่เธอไม่เคยให้อะไรเราเลยแม้แต่ความเป็นแม่”

    “แต่ถึงอย่างไรท่านก็เป็นแม่เราเพราะท่านเป็นแม่นี่แหละครับพี่นนท์ที่ไม่ว่าท่านจะขออะไร ผมก็ให้ได้ทุกอย่างแม้กระทั่งชีวิตของผม เพราะชีวิตผมแม่ก็เป็นคนให้มา”

    “นี่ฉันพูดอะไร นายก็ไม่ฟังเลยใช่ไหม” ชานนท์หันมองรสาเหมือนต้องการพวก แต่เธอกลับเข้าข้างอภิรักษ์ ชานนท์ฉุนขาดที่ไม่มีใครเข้าข้าง เดินจากไปอย่างหัวเสีย

    ooooooo

    ช่างไฟใช้เวลาซ่อมไม่นานระบบไฟของโรงงานจิวเวลรี่ก็กลับมาใช้งานได้ตามปกติ นายช่างรายงานให้ วรรณฤดี ศศิกานต์กับธัชชัยทราบว่าจุดที่เกิดไฟช็อตคือห้องทำงานของธัชชัย ทุกคนหันมองเขาเป็นตาเดียวกัน

    จากนั้น วรรณฤดีเดินนำทุกคนไปที่ห้องทำงานของธัชชัย พอเห็นสภาพโต๊ะที่ไม่ค่อยเรียบร้อยก็บ่นอุบทำไมโต๊ะถึงเละขนาดนี้ เจ้าของห้องหลบสายตาไม่กล้าสบตาด้วย นายช่างเดินสำรวจมาพบแก้วน้ำตกอยู่

    “สงสัยใครปัดแก้วน้ำนี้ตกไปที่พื้นนะครับ พื้นมันเลยชื้นจนน้ำซึมเข้าไปที่ปลั๊ก ไฟเลยช็อต งั้นเดี๋ยวผมไปเอาอุปกรณ์มาซ่อมให้ใหม่นะครับ” ว่าแล้วนายช่างเดินออกไป

    ธัชชัยแอบสบตากับทิพย์อย่างรู้กันว่าแก้วน้ำตกพื้นได้อย่างไร ศศิกานต์เห็นสายตาของทั้งคู่รู้สึกไม่ชอบมา พากลแต่ไม่ได้พูดอะไร แล้วนึกบางอย่างขึ้นมาได้รีบหลบไปที่ห้องคอนโทรล ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องทำงานของธัชชัย เห็นเหตุการณ์ตอนที่ธัชชัยเดินไปปิดไฟแล้วออกจากห้อง ผ่านไปอึดใจมีเงาแวบๆคล้ายประตูห้องเปิดอีกครั้ง พร้อมกับมีคนกลับเข้ามาแต่เห็นไม่ชัดเพราะในห้องมืดมาก แต่พอปะติดปะต่อกับที่เห็นธัชชัยแอบสบตากับทิพย์ ศศิกานต์พอจะเดาเรื่องราวออกรีบกลับไปสมทบกับพี่สาว

    ระหว่างที่วรรณฤดีกับผู้จัดการเดินนำหน้าไปยังห้องประชุม ธัชชัยแอบกระซิบเตือนทิพย์อย่าทำอะไรให้เป็นพิรุธโดยไม่รู้ว่าศศิกานต์ตามมาข้างหลัง เธอเดินเข้าไปหาพี่เขย ดักคอว่าจะทำอะไรให้คิดถึงใจพี่วรรณบ้าง

    “คุณศศิพูดอะไรครับ ผมไม่เข้าใจ” ธัชชัยตีหน้าซื่อตาใส ศศิกานต์จ้องตาเขาอย่างเอาเรื่อง

    “แต่ศศิคิดว่าคุณเข้าใจที่ศศิพูดค่ะ” คำพูดของเธอทำเอาธัชชัยหน้าเสียแต่ยังไม่ทันจะแก้ตัวอะไรอีก วรรณฤดีพุ่งเข้ามาตบเขาหน้าหัน เพราะเธอเองก็เห็นโดยตลอดว่าเขาลอบสบตากับทิพย์เป็นระยะๆ และยิ่งมาได้ยินที่ศศิกานต์พูดยิ่งทำให้มั่นใจว่าธัชชัยกับทิพย์เป็นกิ๊กกันแต่ไม่รู้ว่าฟีเจอริ่งกันไปแล้ว

    นอกจากจะตบตีผัวตัวเองจนหนำใจ วรรณฤดียังตามไปเล่นงานทิพย์ตบซ้ายตบขวาไม่ยั้ง จากนั้นจิกหัวลากเข้าไปในห้องน้ำ พยายามจะกดหัวลงชักโครก ทิพย์ขืนตัวไว้สุดฤทธิ์

    “ริอ่านมายุ่งกับผัวฉันเรอะ” วรรณฤดีกดหัวนังตัวดีลงชักโครกไม่ได้ ก็เลยคว้าสายชำระมาฉีดน้ำรดหัวเผื่อเชื้อชอบแย่งผัวคนอื่นจะหลุดออกจากตัวเธอบ้าง

    ธัชชัยกับศศิกานต์เข้ามาช่วยกันห้าม แต่วรรณฤดีสติแตกผลักศศิกานต์กระเด็นหัวกระแทกผนังห้องน้ำหัวแตกเลือดซิบ ผู้จัดการต้องเข้ามาช่วยอีกแรงหนึ่งถึงเอาตัววรรณฤดีออกไปได้ แต่เธอยังโวยวายไม่เลิกสั่งให้ ผู้จัดการไล่นังนั่นออก อย่าให้เธอเห็นหน้ามันอีก...

    ในเวลาต่อมา ธัชชัยขับรถพาวรรณฤดีกับศศิกานต์มุ่งหน้ากลับโรงพยาบาลซึ่งเฉลิมไปตรวจร่างกายโดยไม่มีใครพูดอะไรกันสักคำ ศศิกานต์พยายามชวนคุยเพื่อจะทำให้บรรยากาศดีขึ้นแต่ไร้ประโยชน์ เธอคว้ามือถือขึ้นมาโทร.ถามแม่ว่าพ่อตรวจร่างกายเสร็จหรือยัง พบว่ายังตรวจอะไรไม่ได้เพราะท่านเผลอหยิบของกินใส่ปาก นี่ต้องกลับบ้านมาเริ่มงดน้ำงดอาหารกันใหม่แถมท่านทำท่าจะไม่ไปตรวจอีกแล้วบอกว่าขี้เกียจ

    “เดี๋ยวศศิกลับมาเกลี้ยกล่อมคุณพ่ออีกทีก็แล้วกันนะลูก”

    “ค่ะคุณแม่” ศศิกานต์วางสายแล้วหันไปบอกวรรณฤดีว่าไม่ต้องไปโรงพยาบาลแล้ว พ่อกลับบ้านไปแล้ว วรรณฤดีไม่พูดอะไรเพราะกำลังอารมณ์เสีย แต่อยู่ๆเธอก็ร้องโอ๊ยลั่น บ่นปวดท้องมาก สั่งให้ธัชชัยจอดรถ ไล่ศศิกานต์ให้ขึ้นแท็กซี่กลับบ้านไปเองตนจะไปหาหมอ แล้วกำชับไม่ให้น้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่โรงงานให้พ่อกับแม่ฟัง รวมทั้งเรื่องที่ตนจะไปหาหมอด้วย ศศิกานต์ยังไม่ทันจะอ้าปากถาม วรรณฤดีไล่เธอซ้ำอีกครั้ง รอจนน้องลงจากรถไปแล้วจึงสั่งให้ธัชชัยพาไปหาหมอทำกิฟต์ เขาอดถามไม่ได้ทำไมต้องไล่ศศิกานต์ลงด้วย

    “โง่ได้อีก ก็บอกแล้วไงฉันยังไม่อยากให้ใครในบ้านรู้เรื่องที่เราไปทำกิฟต์มาโดยเฉพาะยัยศศิ ฉันกลัวมันจะรีบแต่งกับนายนนท์แล้วรีบมีลูกชายให้คุณพ่อก่อนฉัน ฉันยอมไม่ได้ หลานชายคนแรกของคุณพ่อต้องเป็นลูกของฉันและลูกของฉันจะต้องได้สมบัติจากคุณพ่อมากกว่าใคร ขับเร็วๆสิอยากให้ฉันปวดท้องจนตายในรถนี่รึไง ฉันยังไม่หายแค้นเรื่องที่คุณกล้าเล่นหูเล่นตากับนังนั่นนะ นี่ถ้าไม่กลัวว่าจะหาพ่อให้ลูกไม่ได้ล่ะก็คุณอย่าหวังจะได้มานั่งชูคออย่างนี้ ไปเร็วๆ” วรรณฤดีตะคอกใส่ไม่สนใจความรู้สึกของธัชชัยแม้แต่น้อย...

    ฝ่ายศศิกานต์โทร.ตามชานนท์ให้มารับ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟังรวมทั้งเรื่องที่ธัชชัยก่อเอาไว้ แต่ที่เธอไม่เข้าใจพี่วรรณจะไปหาหมอ ทำไมต้องไล่เธอลงจากรถด้วย ชานนท์สงสารที่เธอต้องมาเจ็บตัวดึงเธอมาโอบกอดไว้อย่างปลอบโยน ทั้งที่มีศศิกานต์อยู่ในอ้อมกอดแต่ใจเขากลับคิดถึงรสา...

    ระหว่างรอหมอตรวจอาการของวรรณฤดี ธัชชัยโทร.หานุกูลเล่าเรื่องที่เขากับทิพย์โดนวรรณฤดีเล่นงานด้วยความหึงหวงทั้งที่ไม่รู้ว่าเขามีอะไรกับเธอไปแล้ว รวมทั้งเรื่องที่วรรณฤดีปวดท้องอย่างหนักอีกด้วย

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”

    2 สหายจับมือจัดการเดียรถีย์ ขจัดเภทภัยให้ชาว “ไผ่แดง”
    24 ต.ค. 2564

    00:01 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 07:33 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์