นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ลูกไม้ไกลต้น

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    แม่จันจะฟ้องเปรมจิตเรื่องธัชชัย แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดเธอชิงถามเสียก่อนว่าพิชิตส่งข่าวมาหรือยัง

    “ส่งมาแล้วค่ะ บอกว่าคงจะเข้าไปเอาของของรสาในบ้านไม่ได้เพราะในบ้านมีการป้องกันแน่นหนา ให้ช่างมาติดทั้งกล้องวงจรปิดและสัญญาณกันขโมย แต่พิชิตจะหาทางเอาของจากทางอื่นแทนให้ได้ค่ะ”

    “บอกให้พิชิตเร่งมือหน่อยนะพี่จัน ฉันร้อนใจเรื่องเด็กรสานี่จนกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทุกวันนี้”

    แม่จันเห็นเปรมจิตเป็นกังวลเรื่องรสา ก็เลยตัดสินใจไม่พูดเรื่องธัชชัย...

    ที่ห้องทำงานของชานนท์ หลังจากคิดทบทวนถึงสิ่งที่พ่อพูดเกี่ยวกับการแต่งงานกับศศิกานต์ ชานนท์ตัดสินใจไปที่โรงงานผลิตจิวเวลรี่ของบริษัท ขอดูแหวนหมั้นทั้งหมดที่มีอยู่ในสต๊อก ผู้จัดการโรงงานนำแหวนหมั้นหลากหลายรูปแบบมาให้ดู ชานนท์เลือกอยู่พักใหญ่ไม่เจอที่ถูกใจเนื่องจากวงใหญ่เกินไป

    “เดี๋ยวผมให้ดีไซเนอร์ที่บริษัทออกแบบมาใหม่ดีกว่า แล้วผมจะมาเลือกเพชรที่จะเอาเข้าตัวเรือนเองอีกที”

    “ได้ครับๆ...คุณชานนท์จะหมั้นกับคุณศศิแล้วเหรอครับ”

    ชานนท์ไม่ตอบ ได้แต่ใจลอยไปถึงใครบางคน...

    หลังจากทำบัญชีและนับเงินที่ได้จากร้านเสื้อเรียบร้อย รสาหันไปบอกมธุรสกับบงกชว่าถ้าร้านของพวกเรายังขายดีต่อเนื่องแบบนี้ เราคงเริ่มคืนทุนกันปลายปีนี้แน่นอน

    “เอ้อรส พรุ่งนี้เธอเข้าร้านไปก่อนนะ ฉันจะไปวัดก่อน ต้องไปติดต่อเตรียมงานเผาแม่น่ะ แล้วก็จะเอาเงินของร้านไปเข้าธนาคารด้วย” ไม่พูดเปล่ารสาชูธนบัตรปึกใหญ่ที่นับไว้ให้สองเพื่อนซี้ดู บงกชอยากรู้ถ้าถึงวันเผาแล้วเฉลิมไม่มาจะทำอย่างไร รสาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ในเมื่อทำทุกอย่างแล้วเขาไม่สำนึกผิดก็คงได้แต่ภาวนาให้แม่ดลใจให้เขามา

    ooooooo

    วรรณฤดีลากธัชชัยลงมาจากห้องแต่เช้า พร้อมกับต่อว่ารู้อยู่แล้วว่าวันนี้ต้องพาพ่อไปหาหมอทำไมถึงไม่รีบไปเช็ดรถ เขาท้วงว่าไม่ใช่หน้าที่เขาสักหน่อย

    “วันอื่นอาจจะไม่ใช่แต่วันนี้คุณควรจะแสดงบทบาทลูกเขยที่ดีให้คุณพ่อเห็นซะบ้างรู้ไหม ไม่อย่างนั้นอีกหน่อยถ้ามีนายชานนท์มาเป็นคู่เขยเปรียบเทียบกับคุณล่ะก็ คุณจะตกกระป๋องไม่รู้ตัว...ไปเอารถมารอคุณพ่อที่หน้าตึกเร็ว” วรรณฤดีไล่พลางผลักธัชชัยออกไป...

    ขณะที่วรรณฤดีกำลังเจ้ากี้เจ้าการผัวตัวเองยิกๆ เฉลิมแต่งตัวไปพลางบ่นกับเปรมจิตไปด้วย แค่ไปตรวจร่างกายทำไมต้องแห่กันไปหมดบ้าน แล้วเปิดตู้เสื้อผ้าจะหยิบเสื้อมาสวม เจอสูทตัวที่ใส่ในงานจิวเวลรี่แฟร์ คว้าออกมาจากตู้จะให้เธอส่งไปซักแห้งให้ ดอกไม้จันทน์ที่รสาให้ร่วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูท

    พลันคำพูดที่คุยกับรสาคืนนั้นผุดขึ้นมาในความคิด เขาก้มเก็บดอกไม้จันทน์ยัดกลับที่เดิม เอาสูทแขวนไว้อย่างเก่า หันมาบอกเปรมจิตว่าไม่ไปตรวจร่างกายแล้ว ก่อนจะเดินออกไปหน้าตาเฉย เปรมจิตถึงกับหน้าเหวอพอตั้งสติได้รีบตามมาถามว่าทำไมถึงไม่ไปตรวจสุขภาพ เฉลิมยังไม่ทันจะตอบ วรรณฤดีกับธัชชัยเดินเข้ามาเสียก่อน ลูกเขยอยากประจบพ่อตารีบบอกว่าเตรียมรถไว้พร้อมแล้ว จะไปโรงพยาบาลกันเลยไหม

    “ยังไม่ไป เอากุญแจรถมา ฉันจะขับเอง”

    ธัชชัยส่งกุญแจให้อย่างงงๆ วรรณฤดีซึ่งงงไม่แพ้กันถามพ่อว่าจะไปไหน เฉลิมจะไปบ้านพาณิช วันนี้ตนยังไม่ไปตรวจร่างกายเอาไว้วันหลังค่อยว่ากันอีกที แล้วเดินลิ่วออกไป ทำเอาทุกคนงุนงงไปตามๆกัน...

    ขณะที่เฉลิมเปลี่ยนแผนกะทันหัน รสากำลังกราบที่เก็บศพแม่โดยวางกระเป๋าถือไว้ข้างตัว บ่นให้แม่ฟังว่าเกือบร้อยวันแล้วที่แม่จากเธอไป แต่เธอยังทำให้เฉลิมมาขอขมาแม่ไม่ได้เลย เธอไม่รู้จะทำอย่างไรดี ระหว่างนั้น ก้อยซึ่งเป็นคนของพิชิตในชุดดำ ไว้ทุกข์เมียงๆมองๆเธอ ก่อนจะเข้าไปนั่งข้างๆถามว่าแม่หรือ ตนก็เพิ่งจะเสียแม่ไปเหมือนกัน แล้วร้องไห้โฮ รสาใจอ่อนยวบ เข้าใจคนหัวอกเดียวกัน รีบเปิดกระเป๋าหยิบกระดาษทิชชูส่งให้ แล้ววางมันไว้ที่เดิม ก้อยบีบน้ำตาเรียกความสงสาร รสาหลงกล ลูบหน้าลูบหลังปลอบใจ

    พิชิตสบช่องย่องเข้าไปทางด้านหลังคว้ากระเป๋าถือของรสาวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ก้อยเห็นแผนฉกกระเป๋าสำเร็จหยุดร้องไห้หน้าตาเฉย ปาดน้ำตาทิ้งแล้วขอตัวกลับก่อน รสามองตามอึดใจ ขยับจะกลับบ้าง แต่พอหันไปจะหยิบกระเป๋า พบว่าหายไปแล้ว เห็นหลังก้อยไวๆรีบวิ่งตาม กระทั่งเห็นเธอเดินไปสมทบกับพิชิตที่รอท่าอยู่ รสาเห็นกระเป๋าตัวเองอยู่ในมือชายแปลกหน้า รู้ทันทีว่าเป็นพวกมิจฉาชีพตะโกนโหวกเหวก

    “หยุดนะ...เอากระเป๋าฉันคืนมา”

    ก้อยกับพิชิตหันมองตามเสียง เห็นรสาพุ่งมาหา ต่างแยกย้ายกันหนี รสาตัดสินใจวิ่งตามพิชิตเพราะกระเป๋าอยู่ที่เขา ด้วยความที่มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ทำให้พิชิตหนีลำบาก รสาตามจนทันพุ่งไปคว้ากระเป๋าเอาไว้ แต่เขากระชากกลับคืนมาได้ เอามันฟาดเธอเต็มแรงจนล้มกลิ้งล้มหงายแล้ววิ่งหนีต่อไป อารามรีบร้อนไม่ทันมองรถที่แล่นมา ถูกเฉี่ยวกระเด็นคนไปทาง กระเป๋าไปอีกทางหนึ่ง รสาเสียดายเงินค่าขายเสื้อกัดฟันวิ่งไปแย่งกระเป๋าคืน พิชิตเห็นคนเริ่มเข้ามามุง ข่มความเจ็บปวดวิ่งหนี...

    บงกชรู้เรื่องที่รสาถูกกระชากกระเป๋า เข้าไปขออนุญาตชานนท์ลาหยุดครึ่งวันเนื่องจากเกิดเรื่องกับรสา นอกจากจะอนุญาตให้เธอลางานได้ เขายังใจดีรับหน้าที่เป็นสารถีให้เนื่องจากรถของเธอเข้าอู่ซ่อม...

    ด้านเฉลิมมาหาพาณิชเพื่อระบายความกลัดกลุ้มที่รสาตามตื๊อให้ไปขอขมาสุภาไม่เลิกไม่แล้ว พาณิชแนะให้ไปตรวจดีเอ็นเอจะได้รู้กันไปเลยว่าเธอเป็นลูกหรือเปล่า เขาไม่ยอมไปตรวจ ขืนถ้าทำอย่างนั้น ลูกเมียของเขาและคนในสังคมจะรู้ว่าเขาเคยทำเลวอะไรเอาไว้

    “งั้นแกจะเอายังไง ท่าทางหนูรสาคงจะไม่ยอมจบเรื่องนี้ง่ายๆซะด้วย”

    “ไม่รู้ ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง” เฉลิมกลุ้มหนักถึงกับกุมขมับ

    ooooooo

    รสาให้การกับตำรวจเสร็จพอดีตอนที่บงกชมาถึง เธอเห็นสภาพปากแตกหน้าบวมช้ำของเพื่อนรักเข้ามากอดปลอบขวัญ ทั้งที่อยู่ในสภาพแบบนี้ รสายังบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ตกใจแต่ก็ยังโชคดีที่เอากระเป๋าคืนมาได้ ไม่อย่างนั้นเงินของร้านเราคงอันตรธานแน่ๆเพราะตนยังไม่ได้เอาไปเข้าแบงก์

    “เรื่องเงินน่ะช่างมันเถอะ ขอแค่เธอไม่ถูกมันทำร้ายเอาก็ดีแล้ว พอฉันรู้เรื่องก็รีบมาทันทีเลยนะ เป็นห่วงเธอมากกว่าอะไรทั้งหมด นี่รถฉันก็ดันเข้าอู่ ดีนะที่คุณชานนท์ให้ติดรถมาด้วย” พูดไม่ทันขาดคำ ชานนท์เดินเข้ามา รสาเห็นสายตาห่วงใยที่เขามองมา รู้สึกหวั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก...

    ฝ่ายก้อยมารอพิชิตอยู่ที่บ้าน พอเห็นเขากลับมาในสภาพได้รับบาดเจ็บที่ท้องกับขา ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ได้ความว่าถูกรถเฉี่ยว แถมรสายังวิ่งตามมาคว้ากระเป๋าคืนไปได้ ผู้คนเริ่มเข้ามามุงเขาก็เลยต้องเผ่น ก้อยไม่เข้าใจว่าแม่จันอยากได้ของของนังนั่นไปทำอะไร

    “เห็นว่าจะเอาของใช้ส่วนตัวไปตรวจดีเอ็นเอ ฮึ...งานพลาดไปสองครั้งแล้วคุณจันคงไม่พอใจแน่”...

    เปรมจิตต้องรู้ให้ได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เฉลิมเปลี่ยนใจกะทันหันไม่ไปให้หมอตรวจสุขภาพ รีบกลับไปที่ห้องนอนโดยมีแม่จันตามติด ตรงไปเปิดตู้เสื้อผ้า หยิบสูทตัวที่เห็นเขาจับๆเมื่อเช้าออกมา

    “ฉันเห็นคุณเฉลิมหยิบเสื้อสูทตัวนี้ แล้วบอกว่าให้ส่งซัก แต่จู่ๆคุณเฉลิมก็ผลุนผลันออกไปเลย” เปรมจิตว่าแล้วค้นตามกระเป๋าเสื้อตัวนั้น พบดอกไม้จันทน์

    ก็ตกใจ หวนนึกถึงตอนที่ตนเองเห็นรสายืนคุยอยู่กับเฉลิมที่หน้าห้องน้ำในวันงานจิวเวลรี่แฟร์ ถึงกับพึมพำหน้าเครียดว่ารสาต้องเป็นคนให้ดอกไม้จันทน์ช่อนี้มา...

    สงสัยเช้านี้ชานนท์จะกินยาไม่ได้เขย่าขวด นอกจากจะใจดีขับรถพารสากับบงกชมาส่งบ้านแล้ว ยังอาสาจะไปซื้อยาแก้ปวดมาให้อีกต่างหาก ระหว่างนั้นศศิกานต์โทร.มาฟ้องเรื่องที่พ่อเบี้ยวไม่ยอมไปตรวจสุขภาพทั้งๆที่นัดกันดิบดี พอรู้ว่าเขาอยู่ที่บ้านของรสา เธอถึงกับอึ้งไปเลย...

    ในเวลาเดียวกัน กัลยานัดอภิรักษ์มาเจอกันที่ร้านอาหารเล็กๆแห่งหนึ่ง ครั้นได้เงินจากลูกสองหมื่นบาทก็ทำท่าจะกลับ เขารั้งตัวไว้บอกว่าได้ที่อยู่ของแม่จากรสาแล้ว วันไหนว่างๆจะแวะไปหา เธอร้องห้ามเสียงหลง พอรู้สึกตัวอธิบายกลบเกลื่อนว่าอายสภาพความเป็นอยู่ของตัวเองไว้พร้อมเมื่อไหร่จะบอก แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง

    “เอ้อ พูดถึงหนูรสา แม่ชอบเด็กคนนี้นะ”

    อภิรักษ์ไม่ได้แค่ชอบแต่รักเธอหมดใจ แต่เธอกลับเห็นเขาเป็นแค่เพื่อน กัลยายุส่งผู้หญิงพูดแค่นี้ถึงกับถอดใจเลยหรือ ใจคนเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ถ้าเขารักรสาจริงๆก็ให้ทำดีกับเธอไปเรื่อยๆ สักวันหนึ่งเธอต้องเปลี่ยนใจมารักเขา สีหน้าเศร้าสร้อยของอภิรักษ์เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นมีความหวังขึ้นมาทันที

    ooooooo

    ชานนท์ไม่ได้ซื้อแค่ยาแก้ปวด แต่ซื้ออาหารมาฝากสองสาวด้วยจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำอะไรกิน อีกทั้งยังใจดีอนุญาตให้บงกชหยุดงานหนึ่งวันโดยไม่ถือเป็นวันลา เธอดีใจสุดๆยกมือไหว้ขอบคุณแทบไม่ทัน รสาแปลกใจกับความใจดีผิดปกติของเขา จังหวะนั้น มธุรสวิ่งหน้าตื่นเข้ามาในบ้าน เห็นชานนท์ถึงกับชะงัก

    “คุณชานนท์มาได้ยังไงคะเนี่ย”

    ชายหนุ่มย้อนถามว่ามาไม่ได้หรือ มธุรสได้แต่ยิ้มเจื่อน ก่อนจะหันไปถามรสาว่าเป็นอย่างไรบ้าง พอตนรู้ข่าวก็ฝากให้แตงช่วยดูร้านแทนแล้วรีบกลับมาเลย รสาไม่ได้เป็นอะไรมากแค่ตกใจเท่านั้น มธุรสดึงเธอมากอดปลอบขวัญ บงกชเข้าไปกอดด้วย ชานนท์พลอยซาบซึ้งใจไปกับมิตรภาพของสามสาว มธุรสหันไปเห็นของกินมากมายที่ชานนท์ซื้อมาก็ตาโตตื่นเต้น บงกชคุยอวดว่าเจ้านายของตนซื้อมา มธุรสไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง มองบงกชเป็นทำนองว่าเขามาอารมณ์ไหน ชานนท์เห็นสายของทั้งคู่รีบพูดแก้เก้อ

    “ผมหิวแล้ว กินกันเลยเถอะ พวกคุณหิวกันหรือยังล่ะ”

    บงกชกับมธุรสพยักหน้ารับคำชวนกันเอาของกินไปใส่จาน รสาจะไปช่วยแต่สองสาวห้ามไว้...

    ชานนท์อึดอัดใจไม่น้อยเมื่อต้องอยู่ตามลำพังกับรสา พยายามชวนคุยโน่นนี่เพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย แต่คุยกันดีๆได้ไม่กี่คำ หัวข้อสนทนาวกกลับไปเรื่องแม่ของเขาก็วงแตกทันที ชานนท์หมดอารมณ์จะกินข้าวด้วย ขอตัวกลับก่อน บงกชที่เพิ่งยกอาหารออกมาทันได้ยินพอดีถึงกับร้องอ้าว ไหนเมื่อสักครู่นี้บอกว่าหิว

    “ไม่แล้ว” พูดจบชานนท์ขยับจะไป บงกชจะ

    ตามไปส่ง แต่เขาห้ามไว้ แล้วเดินลิ่วออกจากบ้านไปเลย มธุรสกับบงกชมองหน้ากันงงๆ ส่วนรสาได้แต่นิ่งอึ้ง...

    ขณะที่ศศิกานต์นั่งหน้าเครียดอยู่ที่ห้องรับแขกเมื่อรู้ว่าชานนท์แวะไปหารสาถึงบ้าน เห็นเฉลิมกลับเข้ามา รีบเดินนำวรรณฤดี ธัชชัยกับเปรมจิตและแม่จันเข้าไปถามว่าหายไปไหนมา เธอเป็นห่วงแทบแย่

    “ขอบใจลูก พ่อไม่เป็นอะไรหรอก แค่มีเรื่องอยากจะคุยกับคุณลุงพาณิชขึ้นมากะทันหันน่ะ”

    ศศิกานต์คาดคั้น แล้วเรื่องไปตรวจสุขภาพจะว่าอย่างไร เฉลิมยังไม่มีอารมณ์จะตรวจอะไรตอนนี้ และที่สำคัญเขาไม่เป็นอะไรง่ายๆ จะอยู่จนกว่าจะได้อุ้มหลาน แล้วเดินโอบบ่าศศิกานต์ออกไป วรรณฤดีเส้นริษยาแตกซ่าน พาลฮึดฮัดจะรู้ให้ได้ว่าพ่อมีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกับพาณิชขนาดล้มเลิกนัดหมอ แล้วคว้าโทรศัพท์จะโทร.ไปถาม เปรมจิตห้ามไว้คิดว่าพาณิชจะยอมบอกหรือ วรรณฤดีขัดใจสุดๆเดินกระแทกเท้าออกไป...

    อภิรักษ์กับพาณิชตกใจมากเมื่อรู้จากชานนท์ว่ารสาถูกกระชากกระเป๋า แถมถูกทำร้ายปากกับหัวเข่าแตก หน้าตาบวมช้ำเพราะวิ่งตามโจรไปเอากระเป๋าคืนก็เลยถูกทำร้าย อภิรักษ์ทนนิ่งเฉยไม่ไหวจะไปเยี่ยมเธอ

    “อย่าเพิ่งไปเลยรักษ์ คืนนี้ปล่อยให้เขานอนพักก่อนดีกว่า นายค่อยไปเยี่ยมพรุ่งนี้ก็ได้”

    แม้จะเป็นห่วงรสา แต่อภิรักษ์ก็เห็นด้วยกับพี่ชาย...

    ฝ่ายอรุณเห็นกัลยากลับมาพร้อมเงินในมือรีบฉกเอาไป 15,000 บาท อ้างจะเอาไปใช้หนี้ค่าเครื่องเสียงชุดใหญ่ที่เพิ่งสั่งซื้อ เธอมองเงิน 5,000 บาทที่เหลือในมือก่อนโวยวายจะซื้ออะไรทำไมไม่ถามกันก่อน

    “คุณไม่อยากเห็นผัวคุณมีความสุขอย่างคนอื่นเขาบ้างหรือไง” อรุณกอดเอวเธออย่างออดอ้อน กัลยาเสียงอ่อนลงทันที ซื้อแล้วก็แล้วกัน แต่อดเป็นกังวลไม่ได้เหลือเงินอยู่แค่นี้จะใช้ได้กี่วัน อรุณยุส่งถ้าเงินหมดก็ให้ไปขออภิรักษ์ ซึ่งไม่เคยทำให้เธอผิดหวังไม่ใช่หรือ...

    ชานนท์ยังไม่ทันจะอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ศศิกานต์โทร.มาบอกว่าอยากจะไปเยี่ยมรสาวันพรุ่งนี้ เขานิ่งคิดไปอึดใจ ก่อนจะปฏิเสธว่าพรุ่งนี้ไม่ว่างมีประชุมทั้งวัน

    “งั้นพี่นนท์บอกแผนที่ทางไปบ้านรสามาก็ได้ค่ะ แล้วศศิจะให้คนรถพาไป”...

    เปรมจิตคิดมากเรื่องรสาจนเก็บเอาไปฝันร้ายเห็นเฉลิมออกจากห้องพักของสุภา ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนกลางดึก รู้สึกสังหรณ์ใจชอบกลว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น

    ooooooo

    อภิรักษ์มาเยี่ยมรสาที่บ้านแต่เช้าพร้อมด้วยกระเช้าดอกไม้ ความจริงเขาจะมาเยี่ยมตั้งแต่เมื่อคืนแต่กลัวจะรบกวนเวลาพักผ่อนของเธอ รสาไม่ได้เป็นอะไรมากแค่บอบช้ำนิดหน่อย ขอบคุณที่เขาเป็นห่วง แล้วถามว่าพาณิชเป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าดีขึ้นมาก ท่านฝากความระลึกถึงมาให้เธอด้วย

    “ฝากกราบขอบพระคุณท่านด้วยนะคะ แล้วคุณพาคุณน้ากัลยาไปเยี่ยมท่านหรือยังคะ”

    “ยังเลยครับ คุณบอกว่าถ้าแม่ไปเยี่ยมพ่อ พ่อก็คงจะมีกำลังใจดีขึ้น แต่พี่นนท์บอกให้ผมคิดอีกมุมหนึ่งด้วยว่า พ่อจะรู้สึกอย่างไรเมื่อแม่เยี่ยมพ่อเสร็จแล้วก็กลับไปอยู่กับ...เอ่อ...คนของท่าน ก็นี่ล่ะครับที่ทำให้ผมยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะพาแม่ไปพบพ่อดีไหม”

    รสาถึงกับอึ้งไป เริ่มเข้าใจแง่คิดของชานนท์ แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร บงกชพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน ถ้าอภิรักษ์กลับบริษัทจะขอติดรถไปด้วย มธุรสอาสาจะอยู่เป็นเพื่อนรสาเอง แต่เธอไม่ยอมให้อยู่ ขืนปิดร้านบ่อยๆเดี๋ยวลูกค้าหายหมด มธุรสพยักหน้ารับคำแล้วเดินออกไปกับอภิรักษ์และบงกช...

    เปรมจิตถึงกับอารมณ์บูดเมื่อแม่จันรายงานว่าพิชิตทำงานพลาด เอาของส่วนตัวของรสามาให้ไม่ได้ เธอบ่นอุบนี่เป็นการพลาดครั้งที่สองแล้ว ถ้ามีครั้งที่สามคนต้องสงสัยแน่ ถ้าอย่างนั้นให้แม่จันไปบอกให้พิชิตหยุดภารกิจไว้ก่อน อย่าเพิ่งทำอะไรตอนนี้ ขืนเรื่องแดงขึ้นมาจะเสียมากกว่าได้...

    ในเวลาต่อมา แม่จันเห็นเด็กส่งของเอากระเช้าดอกไม้มาส่ง อดถามศศิกานต์ไม่ได้ว่าจะไปเยี่ยมใคร เธอจะไปเยี่ยมรสาซึ่งถูกคนร้ายฉกกระเป๋า พอวิ่งตามไปแย่งคืนก็เลยถูกมันทำร้ายเอา

    “แล้วนี่ไม่รู้คนรถเอารถมารอหรือยังคะ”

    แม่จันยังไม่ทันได้พูดอะไร ชานนท์เดินเข้ามาบอกว่ารถพร้อมแล้ว ศศิกานต์แปลกใจไหนว่าติดประชุม เขาไม่ตอบอะไรได้แต่ยิ้มให้ ครู่ต่อมา ทั้งคู่มากดกริ่งหน้าบ้าน สามสาว รสากำลังเปลี่ยนปลาสเตอร์ปิดแผลให้ตัวเองอย่างทุลักทุเล ได้ยินเสียงกริ่ง รีบเดินไปเปิดประตูรับ แล้วพาทั้งคู่เข้ามานั่งในบ้าน ศศิกานต์มอบกระเช้าดอกกุหลาบให้เธอพร้อมกับอวยพรให้หายไวๆ รสาเอื้อมมือมารับไม่ทันระวังถูกหนามกุหลาบตำเลือดไหล

    “ฉันนี่แย่จริง มาเยี่ยมคนเจ็บกลับทำให้เจ็บมากขึ้นไปอีก” ศศิกานต์ว่าแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าถือมาซับเลือดที่นิ้วให้รสา แล้วหันไปเห็นอุปกรณ์ทำแผลวางอยู่บนโต๊ะ ดึงมือเธอจะมาทำแผลให้

    ooooooo

    หลังออกเวรกะกลางคืน มนัสแวะร้านขายของชำหน้าปากซอยบ้านจะซื้อเหล้ากลับไปดื่ม แต่เฮียเจ้าของร้านไม่ขายให้ ซื้อเชื่อไปหลายขวดแล้วยังไม่ได้จ่ายจะมาเอาอีกได้อย่างไร แล้วไล่ตะเพิดไปไกลๆ

    “อะไรวะ ติดค่าเหล้าแค่ไม่กี่ขวด ต้องไล่กูอย่างกับหมูกับหมายังงี้เลยเหรอวะ เฮอะไม่ซื้อร้านนี้ก็ได้วะ” มนัสเดินอารมณ์เสียกลับบ้าน แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นอรทัยยืนคุยอยู่กับจักร นักเลงทวงหนี้ จัดแจงจะหลบ แต่นักเลงทวงหนี้อีกสองคนเห็นเสียก่อนก็เลยโดนรุมกระทืบ มนัสพยายามกลิ้งตัวหลบแต่ยังโดนเตะไปหลายดอก ระหว่างนั้นแหวนที่เฉลิมให้สุภาหล่นออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา นักเลงหยิบขึ้นมาดู

    “โห...มึงมีแหวนเพชรวงใหญ่ขนาดนี้ มึงยังไม่ยอมเอาไปขายใช้หนี้เฮียเขาอีกเหรอ ดีล่ะ กูจะเอาแหวนนี่ไปให้เฮียเอง บอกว่ามึงเอาแหวนนี้ใช้หนี้ให้เฮีย”

    มนัสพยายามจะห้ามแต่หมดสติไปเสียก่อน หัวหน้านักเลงตะโกนเรียกจักรให้กลับกันได้แล้ว อรทัยรีบวิ่งไปดูอาการมนัส ขณะที่นักเลงทั้งสามคนเดินหัวเราะร่าออกไป...

    พิชิตพยายามอย่างหนักที่จะขโมยของส่วนตัวของรสามาให้แม่จันเอาไปตรวจดีเอ็นเอ แต่กลับต้องแห้วถึงสองครั้งสองคราแถมโดนรถเฉี่ยวเกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่บทจะได้กลับได้มาอย่างง่ายดายเมื่อศศิกานต์เอาผ้าเช็ดหน้าที่เปื้อนเลือดของรสามาให้แม่จันเอาไปซัก ทำให้ทั้งเปรมจิตและแม่จันดีใจเป็นอย่างมาก...

    ขณะที่แผนพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกของเฉลิมกับรสาขั้นแรกสำเร็จแบบฟลุ๊กๆ ดีไซเนอร์ที่ชานนท์ตามตัวให้มาช่วยออกแบบแหวนหมั้นมารอพบเขาที่ห้องทำงาน...

    ฝ่ายมนัสยังคงนอนไม่รู้สึกตัว เพ้อเสียงลั่นไปหมด “อย่าเอาแหวนกูไป” ซ้ำๆอยู่หลายครั้ง อรทัยเอามือมา อังหน้าผากถึงได้รู้ว่าเขาเป็นไข้ วิ่งไปค้นหายาแก้ไข้ตามที่ต่างๆในบ้านแต่ไม่เจอ เปิดกระเป๋าสตางค์ของตัวเองเห็นมีเงินอยู่ไม่กี่ร้อยบาทถึงกับถอนใจกลุ้ม ตัดสินใจโทร.บอกรสาถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เธอรู้ว่าพี่ชายเจ็บหนักก็เป็นห่วง ครั้นจะไปเยี่ยมก็ไปไม่ไหวเพราะตัวเองยังบาดเจ็บอยู่เช่นกัน

    “เดี๋ยวดูพรุ่งนี้ ถ้าไหวสาจะมานะจ๊ะ แต่ระหว่างนี้ถ้ามีอะไร พี่อรส่งข่าวสาด้วย ฝากพี่อรดูแลพี่นัสด้วยนะ แล้วสาจะเอาเงินไปให้เป็นค่ารักษาพี่นัส เงินพี่อรเกือบหมดแล้วใช่ไหม”

    “จ้ะ ขอบใจมากสา เอ้อสา เมื่อครู่นี้พี่นัสเพ้อออกมา ได้ยินว่าอย่าเอาแหวนไป”

    รสาตกใจ หรือว่าพวกนักเลงทวงหนี้เอาแหวนวงนั้นไปจากมนัสแล้ว อรทัยเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องรอถามเจ้าตัวตอนที่ฟื้นคืนสติ รสาถึงกับหน้าเครียด...

    อภิรักษ์เอาแฟ้มมาฝากบงกชเพื่อเอาให้พี่ชายพิจารณา เป็นจังหวะเดียวกับพจน์เดินออกมาจากห้องทำงานของชานนท์พอดี เขาร้องทักว่ามาทำอะไร พี่นนท์จะให้ออกแบบเครื่องประดับเซตใหม่หรือ

    “เปล่าครับ คุณชานนท์จะให้ผมออกแบบแหวนหมั้น”

    “เหรอครับ” อภิรักษ์เข้าใจว่าชานนท์ตัดสินใจจะหมั้นกับศศิกานต์ ตื่นเต้นดีใจมาก ทนเก็บเรื่องน่ายินดีไว้คนเดียวไม่ไหว นำไปเล่าให้พ่อฟังอีกทอดหนึ่ง ขอร้องอย่าเพิ่งไปพูดอะไร พี่นนท์คงอยากจะเป็นคนบอกพ่อเอง พาณิชดีใจไม่แพ้อภิรักษ์เช่นกันในที่สุดฝันก็เป็นจริง จะได้มีลูกสะใภ้กับเขาสักที

    “ก็เหลือแต่รักษ์นี่แหละที่ต้องทำให้หนูรสาใจอ่อนให้ได้ ถ้าพ่อมีหนูศศิกับหนูรสาเป็นลูกสะใภ้ ชาตินี้พ่อคงตายตาหลับแล้ว เพราะพ่อรู้ว่าลูกสองคนมีชีวิตคู่ที่ดี”

    ooooooo

    กว่ามนัสจะรู้สึกตัวดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว อรทัยยกสำรับกับข้าวมาวาง เรียกเขามากินอะไรก่อนจะได้กินยาแก้ไข้ แล้วบอกว่ารสาเป็นห่วงเขามาก สั่งให้เธอดูแลเขาดีๆ ถ้ามีอะไรให้รีบส่งข่าว ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่ค่อยสบาย มนัสอึ้งไปเล็กน้อยที่น้องเป็นห่วงเป็นใย...

    คืนนี้ธัชชัยนัดนุกูลมากินข้าวเพื่อปรับทุกข์เรื่องที่ถูกวรรณฤดีเหวี่ยงวีนใส่ตลอดเวลา แถมจะลากตนไปทำกิฟต์ ทำเด็กหลอดแก้ว ตนไม่รู้จะบ่ายเบี่ยงอย่างไรแล้ว ขอให้นุกูลช่วยหาทางออกให้ด้วย เขานิ่งไปอึดใจ

    “เอางี้ไอ้ธัช ฉันรู้จักหมอที่เก่งทางนี้อยู่สองสามคน”

    “แล้วยังไงวะ พอไปถึงหมอ คุณวรรณก็ต้องรู้สิว่าฉันเป็นหมันน่ะ”

    นุกูลรับรองไม่มีทางรู้ เพราะหมอของเขาจะช่วยทำให้วรรณฤดีมีลูกชายได้อย่างแน่นอน ธัชชัยสัญญาจะให้เงินสามล้านบาทถ้าทำสำเร็จ นุกูลต่อรองขอเพิ่มเป็นห้าล้านบาท เพราะถ้าเขามีหลานชายคนแรกให้เฉลิมได้ รับรองต้องได้เงินมากกว่าห้าล้านบาทหลายเท่า เขาตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดให้เปลืองสมอง...

    เปรมจิตไม่รอช้าเดินตามแผนการขั้นต่อไปทันที เข้าไปเอาแปรงสีฟันของเฉลิมที่วางอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ เขาเข้ามาเห็นพอดีทักว่าทำอะไร เธอสะดุ้งเฮือก รีบกลบเกลื่อนว่าจะเปลี่ยนแปรงสีฟันให้ หยิบแปรงสีฟันอันใหม่ออกมาแกะ แล้วบีบยาสีฟันใส่แปรงให้ เฉลิมรับแปรงสีฟันมาโดยไม่ติดใจสงสัยอะไร

    จากนั้นเปรมจิตเอาแปรงสีฟันของเฉลิมไปให้แม่จัน พรุ่งนี้จะได้เอาไปให้ทางห้องแล็บตรวจพร้อมกับผ้าเช็ดหน้าของศศิกานต์ที่เปื้อนเลือดรสา จะได้รู้สักทีว่านังเด็กนั่นเป็นลูกของเฉลิมหรือเปล่า เปรมจิตตั้งใจมั่นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรทุกอย่างจะต้องจบ

    ooooooo

    เช้านี้รสาเตรียมจะไปทำงานพร้อมกับเพื่อนๆ ซึ่งพยายามขอร้องให้หยุดงานอีกสักวันหนึ่งก่อน

    เธออ้างไม่ได้เป็นอะไรแล้ว แค่ตึงแผลนิดหน่อยเท่านั้น วันนี้ต้องเอาเงินไปเข้าแบงก์ ไม่อยากเก็บมันไว้กับตัวนานๆ เดี๋ยวจะซวยซ้ำซวยซ้อนอีก สามสาวกำลังเปิดประตูรั้ว ตอนที่มอเตอร์ไซค์เอาช่อดอกไม้มาส่งให้รสา บงกชคว้ามาสำรวจดูเห็นมีการ์ดเหน็บอยู่ หยิบมาอ่านถึงกับยิ้มหน้าเป็น ก่อนจะบอกว่าอภิรักษ์ส่งมา...

    ให้บังเอิญเหลือเกินที่แม่จันเอาแปรงสีฟันของเฉลิมกับผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดรสามาตรวจดีเอ็นเอที่ศูนย์การแพทย์แห่งเดียวกับที่ธัชชัยพาวรรณฤดีมาให้หมอทำกิฟต์ วรรณฤดีเห็นหลังเธอไวๆออกมาจากแล็บอีกด้านหนึ่งก็ร้องเอะอะว่านั่นแม่จันใช่ไหม ธัชชัยหันมองตามแต่ไม่เห็นใคร เพราะเธอเดินเลี้ยวมุมตึกไปแล้ว

    “แม่จันจะมาที่นี่ทำไมกันละครับคุณวรรณ ที่นี่มีแต่ห้องแล็บซะส่วนใหญ่ คุณวรรณตาฝาดแล้วล่ะ”

    วรรณฤดีคิดคล้อยตาม ไม่ได้สนใจอะไรอีก เร่งให้ธัชชัยพาไปพบหมอ...

    ชานนท์ยืนลังเลอยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานของบงกช อยากจะรู้อาการของรสาแต่กลัวจะถูกจับได้ก็เลยแกล้งถามอ้อมๆว่าวันนี้ไม่ต้องอยู่ดูแลรสาแล้วหรือ บงกชนิ่งอึ้งไปไม่คิดว่าเจ้านายจะถามเรื่องนี้ พอตั้งสติได้บอกว่าบาดแผลของรสาดีขึ้นแล้ว วันนี้ไปทำงานที่ร้านเสื้อแล้ว

    “ดื้อตลอด น่าจะพักอีกสักสองสามวัน” บ่นจบชานนท์เดินเข้าห้องทำงาน บงกชมองตามงุนงง...

    ด้านอภิรักษ์เดินหน้าทำคะแนนกับรสาไม่หยุด เช้าส่งดอกไม้ไปให้ กลางวันแวะซื้ออาหารไปฝากโดยไม่ลืมซื้อเผื่อมธุรส หลังอิ่มหนำสำราญ มธุรสรวบจานของทุกคนไปล้าง สั่งให้รสาอยู่คุยกับอภิรักษ์ไม่ต้องมาช่วยตนล้างจาน เมื่อได้อยู่กันตามลำพัง รสาขอร้องอภิรักษ์อย่าเอาเวลางานมาทำแบบนี้ เดี๋ยวพี่ชายของเขาจะมาโทษว่าเธอชวนเขาหนีงาน อภิรักษ์มั่นใจ ตอนนี้พี่
    นนท์คงไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่น

    “เห็นวุ่นๆเรื่องออกแบบแหวนหมั้น ผมคิดว่าอีกไม่นานพี่นนท์กับศศิคงจะหมั้นกัน”

    รสาดีใจไปกับทั้งคู่ด้วย แล้วขอให้อภิรักษ์กลับไปทำงานได้แล้ว เธอมีธุระต้องไปธนาคาร เขาขอไปเป็นเพื่อนวันนี้งานไม่ยุ่ง กว่าจะประชุมกับฝ่ายขายก็บ่ายสามโมงโน่น รสาได้แต่มองเขาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ...

    อรทัยพยายามจะซักถามเรื่องแหวนจากมนัส กลับถูกด่าว่าแส่ไม่เข้าเรื่องเกือบจะโดนตบ เธอเห็นท่าไม่ดีรีบเดินหนี มนัสนึกถึงแหวนแล้วอดเสียดายไม่ได้ เป็นหนี้บ่อนแค่สองหมื่นห้าพันบาทกลับโดนยึดแหวนราคาเป็นแสนไป รู้อย่างนี้ยอมขายแหวนให้รสาไปตั้งแต่แรกก็ดี ใช้หนี้บ่อนแล้วยังเหลือเงินไว้ถลุงอีกตั้งหลายหมื่น เขาวางแผนจะไปไถ่แหวนคืน แต่ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหน
    แล้วนึกถึงอภิรักษ์ขึ้นมาได้ยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที

    ooooooo

    มนัสไปที่บริษัทแต่เช้าเพื่อดักรอยืมเงินจากอภิรักษ์ พอเห็นเขาขับรถเข้ามาจอด จัดแจงวิ่งมาเปิดประตูรถให้อย่างเอาอกเอาใจ อภิรักษ์มองงงๆ ถามว่ามีอะไรหรือเปล่า มนัสยังไม่ทันจะเอ่ยปากเรื่องเงิน วรรณฤดีเดินนำธัชชัยเข้ามามองเขาหัวจดเท้าด้วยสายตาดูถูก แถมพูดจาเหยียดหยามต่างๆนานา

    สองคนมีปากเสียงกันใหญ่โต วรรณฤดีโกรธมากที่มนัสเป็นแค่ยามบังอาจมาต่อปากต่อคำด้วยโวยวายจะให้อภิรักษ์ไล่เขาออก ธัชชัยกับอภิรักษ์เห็นท่าไม่ดีรีบแยกทั้งคู่ออกจากกันแทบไม่ทัน...

    เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มนัสถูกคำสั่งย้ายให้ไปเป็นยามที่โรงงาน เขาโมโหมากคุยโตว่าถ้าอภิรักษ์รู้เรื่องต้องไม่ยอมให้ผู้จัดการฝ่ายบุคคลทำแบบนี้แน่ๆ ผู้จัดการฯกลับบอกว่านี้เป็นคำสั่งโดยตรงจากอภิรักษ์

    “ทีแรกคุณวรรณฤดีจะเอานายออก เอาเรื่องไปร้องเรียนคุณชานนท์ คุณชานนท์ให้คุณอภิรักษ์ตัดสินใจเพราะอยู่ในเหตุการณ์ คุณอภิรักษ์เลยตัดสินใจให้ย้ายนายแต่ไม่ไล่ออก นี่ถือว่าคุณอภิรักษ์ช่วยไม่ให้นายตกงานนะเนี่ย”

    มนัสแค้นวรรณฤดีแต่ทำอะไรไม่ได้ แผนการขอยืมเงินอภิรักษ์ไปไถ่แหวนพลอยพังไม่เป็นท่าไปด้วย...

    ระหว่างเข้าร่วมประชุม อภิรักษ์ยังโกรธวรรณฤดีไม่หาย ไม่แม้แต่จะมองหน้า เธอเองก็ไม่พอใจเขาเช่นกันที่ไม่ไล่มนัสออก รอจนประชุมเสร็จ ตามมาพูดจาเหน็บแนมเขาอีก ชานนท์สั่งให้เธอพอได้แล้ว เรื่องที่เกิดก็เพราะเธอเป็นคนเริ่มก่อนไม่ใช่มนัส วรรณฤดีหาว่าสองพี่น้องช่วยกันปกป้องไอ้ยามนั่นเพราะเห็นแก่น้องสาวของมัน ตกลงนังนั่นจะเอาใครกันแน่ เดี๋ยวควงน้องไป
    ออกงาน เดี๋ยวก็ไปนั่งกินข้าวสองต่อสองกับพี่

    “นี่อย่าบอกน่ะว่าเธอสองคนพี่น้องแบ่งกันกินได้ไม่ถือน่ะ...อี๋...ทุเรศ”

    อภิรักษ์โกรธจัดที่วรรณฤดีพูดจาไม่ให้เกียรติ

    คนอื่นต่อว่ากลับไปบ้าง เธอทนฟังไม่ได้ เดินกระแทกเท้าปังๆออกไป ธัชชัยรีบลาชานนท์กับอภิรักษ์แล้ววิ่งตาม อภิรักษ์นึกถึงคำพูดของวรรณฤดีที่ว่ารสาไปนั่งกินข้าวกับชานนท์สองต่อสองก็อดถามพี่ชายไม่ได้ว่าตกลงมันเป็นอย่างไรกันแน่ ชานนท์อึ้งไปชั่วขณะ

    “ไม่มีอะไรหรอกรักษ์ วรรณเขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยนะ คนมันจะหาเรื่อง”...

    หลังเลิกงาน อภิรักษ์รีบไปหารสาที่บ้านเพื่อเคลียร์เรื่องมนัสโดนย้ายโดยมีบงกชและมธุรสนั่งฟังอยู่ด้วย เขาโทษว่าเรื่องนี้เป็นความผิดของวรรณฤดี รสากลับเห็นว่าพี่ชายตัวเองก็มีส่วนผิดที่ไปเถียงเธอ

    “แต่พี่วรรณก็ไม่มีสิทธิไปดูถูกพี่ชายคุณ”

    “ก็จะทำยังไงได้ล่ะคะในเมื่อเราสองคนพี่น้องมันก็แค่คนจนๆเท่านั้น”

    อภิรักษ์ขอร้องเธออย่าดูถูกตัวเอง เธออาจจะเป็นลูกสาวอีกคนหนึ่งของเฉลิมก็ได้ รสาไม่ได้อยากเป็นลูกของเขา เธอแค่มีภารกิจบางอย่างกับเขาเท่านั้น เมื่อเผาศพแม่เสร็จทุกอย่างก็จบ อภิรักษ์แนะให้เธอไปตรวจดีเอ็นเอ เธอเองก็อยากทำอย่างนั้นถ้ามันจะช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีของแม่คืนมาได้ แต่เฉลิมคงไม่ยอมให้ตรวจ...

    ด้านมนัสกลับถึงบ้านอย่างหัวเสียสุดๆที่โดนย้ายไปทำงานที่โรงงาน พอถูกอรทัยซักเรื่องแหวนอีกก็ยิ่งโมโห พาลตบตีเมียตัวเองอุตลุด เธอทนไม่ไหวโทร.ไปหารสา หวังจะฟ้องเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังได้แต่บอกว่ามนัสถูกย้ายให้ไปทำงานที่โรงงานและแหวนวงนั้นไม่อยู่ที่เขาอีกแล้ว...

    ทางฝ่ายธัชชัยเริ่มออกอาการทางจิต เห็นศศิกานต์เดินเข้าห้อง เหลียวซ้ายแลขวาไม่เจอใครแถวนั้น ค่อยๆย่องไปแง้มประตูแอบดู พอเห็นแม่จันเดินเลี้ยวหัวมุมมาแต่ไกลเขารีบหลบออกไป เธอเห็นท่าทางมีพิรุธของเขาเดินไปดูตรงจุดที่เห็นเขายืนอยู่เมื่อครู่ ภาพที่เห็นทำให้แม่จันกังวลใจอย่างบอกไม่ถูก

    ooooooo

    ชานนท์แอบเห็นพ่อหยิบรูปแม่ขึ้นมาดูอย่างอาลัยอาวรณ์ ถึงกับหน้าสลด รีบเดินหลบออกมาก่อนที่พ่อจะทันเห็น เขาเริ่มลังเลว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำถูกต้องหรือเปล่า

    “พ่อครับ ถ้าพ่อยังรักเขาถึงขนาดนี้ ผมจะ...ลองเปิดใจให้เขาเพื่อพ่อ...เพื่อครอบครัวของเราครับ”

    ครู่ต่อมา ชานนท์มาซุ่มดูอยู่หน้าบ้านพักของกัลยา เห็นอรุณเต้นตามเสียงเพลงที่เปิดดังลั่นซอยโดยไม่เกรงใจชาวบ้าน สักพักกัลยาเดินเข้ามาหาพร้อมกับบิลค่าไฟในมือ ตะเบ็งคอโป่งเรียกเขาแต่เสียงเพลงดังกลบเสียงเรียก เธอก็เลยเดินไปปิดเครื่องเสียง อรุณโวยลั่นปิดทำไมคนกำลังมัน

    “ถ้าไม่ปิดมันจะพูดได้ยินกันได้ยังไงล่ะ” กัลยาว่าแล้วชูบิลค่าไฟให้เขาดู บ่นอุบตั้งแต่งเขาซื้อเครื่องเสียงชุดนี้มาค่าไฟขึ้นเป็นเท่าตัว เงินที่ได้จากอภิรักษ์มาสองหมื่นบาท เขาเอาไปละลายกับเครื่องเสียงชุดนี้หมื่นห้าพันบาทเข้าไปแล้ว เหลืออีกห้าพันบาทจะไปใช้จ่ายพอได้อย่างไร อรุณยุส่งถ้าเงินไม่พอก็ให้ไปขออภิรักษ์ ถ้ากลัวลูกจะสงสัยก็ให้เธอโกหกว่าเงินหมดเพราะต้องเอาไปจ่ายค่ายารักษาตัวเธอ แล้วหันไปเปิดเครื่องเสียง ดึงกัลยามาเต้นด้วยกัน ทีแรกเธอทำหน้าเครียด พักเดียวก็หัวเราะคิกๆ

    “เรามาสนุกกันเถอะคุณ เงินหมดเมื่อไหร่ก็ไปหาคุณรักษ์เมื่อนั้นแหละ”

    ชานนท์ได้ยินเต็มสองหู ปวดใจจนทนไม่ไหว เดินกลับไปขึ้นรถขับออกไปราวจะแข่งกับพายุ

    “เลว...เลวทั้งคู่เลย เนี่ยเหรอคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่น่ะ”...

    เนื่องจากทำอะไรแม่ตัวเองไม่ได้ ชานนท์ก็เลยเอามาลงกับอภิรักษ์ที่นั่งทำงานอยู่ที่บริษัทไม่รู้เรื่องอะไรด้วย สั่งห้ามเขาติดต่อกับผู้หญิงที่เขาเรียกว่าแม่เด็ดขาด เพราะเธอไม่ได้รักเขา รักแต่เงินของเขา อภิรักษ์ไม่สน หากแม่เป็นอย่างที่ชานนท์กล่าวหาเขาก็ยินดีเพราะเขาอยากให้ชีวิตของเขามีแม่เหมือนคนอื่น

    “แต่ผู้หญิงคนนั้นไม่มีค่าสมควรแก่การนับถือว่าเป็นแม่”

    อภิรักษ์เชิญชานนท์เกลียดแม่ไปคนเดียว ตนกับพ่อรักแม่ สักวันตนจะพาแม่กลับมาหาพ่อ ถึงท่านทั้งสองจะอยู่ด้วยกันอีกไม่ได้ แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ เรื่องนี้รสาก็เห็นด้วยกับตน ชานนท์เข่นเขี้ยวด้วยความแค้น

    “รสา...นี่เธอยังไม่เลิกยุ่งเรื่องนี้อีกเหรอ อยากยุ่งนักก็ได้” พูดจบชานนท์ผลุนผลันออกไป

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    “ริว วชิรวิชญ์” ปลื้ม พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน “สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสฯ” ชื่นชม

    “ริว วชิรวิชญ์” ปลื้ม พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน “สมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสฯ” ชื่นชม
    25 ต.ค. 2564

    05:50 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2564 เวลา 06:21 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์