นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ลูกไม้ไกลต้น

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ชานนท์ไม่ได้เข้าไปดูเปรมจิตพร้อมกับศศิกานต์ วรรณฤดีและธัชชัย แต่วิ่งตามรสาจนทันสั่งห้ามเธอติดต่อกับน้องชายของเขาอีก ถ้าไม่เชื่ออย่าหาว่าไม่เตือนก็แล้วกัน เธอขู่กลับ ถ้าคิดจะทำอะไรเธอก็ให้เขาหาคำตอบให้น้องชายของเขาด้วย ชานนท์โวยวายทันที นี่เธอคิดจะยุให้อภิรักษ์แข็งข้อกับเขาหรือ

    “เท่าที่เห็น ฉันไม่จำเป็นต้องยุอะไรคุณรักษ์หรอก ค่ะ” พูดจบรสาสะบัดมือเขาออกแล้วจ้ำพรวดๆจากไป...

    ฝ่ายเปรมจิตบ่นให้ลูกเขยกับลูกสาวทั้งสองคนที่กำลังช่วยกันบีบนวดแขนให้ตัวเองว่ากลัวรสาจะมาเรียกร้องอะไรที่มากกว่าเงินจากพวกเรา ศศิกานต์อดสงสัยไม่ได้ พ่อไปทำอะไรแม่ของรสาเอาไว้ถึงต้องขอให้ท่านไปขออโหสิกรรมให้ หรือว่ารสาจะเป็นลูกอีกคนหนึ่งของท่าน วรรณฤดีถึงกับปรี๊ดแตกสั่งให้น้องหยุดพูด

    “พี่วรรณเรื่องมันมาถึงตรงนี้แล้ว ศศิว่าเราควรจะพูดความจริงกันมากกว่านะคะ”

    วรรณฤดีฮึดฮัดขัดใจที่น้องสาวพูดไม่หยุดทำท่าจะเอาเรื่อง แต่เปรมจิตเป็นลมล้มฟุบไปเสียก่อน...

    จากนั้นไม่นาน ศศิกานต์กับวรรณฤดีช่วยกันประคองแม่ที่ดื่มยาหอมหมดแก้วแล้วมานอนที่เตียงในห้องของท่านภายในคฤหาสน์ของเฉลิม เปรมจิตบอกให้ลูกสาว

    ทั้งสองคนไปพักผ่อนได้แล้วท่านไม่เป็นอะไรมาก ให้แม่จันอยู่เป็นเพื่อนท่านคนเดียวก็พอ ทันทีที่สองพี่น้องพากันไปพ้นห้อง เปรมจิตลุกพรวดขึ้นนั่ง

    “พี่จัน ฉันเห็นหน้าลูกสาวสุภามันแล้วนะ ชื่อรสา หน้าตาสะสวยดี แต่ท่าทางเอาเรื่องทีเดียว มันยืนยันจะให้คุณเฉลิมไปไหว้ศพแม่มันให้ได้ ฉันยอมไม่ได้นะถ้าคุณเฉลิมไปก็เท่ากับยอมรับว่าเขาเคยทำอะไรไว้กับสุภาและมันอาจจะเป็นลูกของคุณเฉลิมอีกคนหนึ่งก็ได้”

    “คุณเปรมมั่นใจแล้วหรือคะว่ารสานี่จะเป็นลูกท่านจริงๆ มันอาจจะเป็นลูกของสุภากับคนขับรถเมล์ก็ได้”

    เปรมจิตไม่แน่ใจเหมือนกันแค่สังหรณ์ใจเท่านั้น แม่จันแนะให้ตรวจดีเอ็นเอให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย เธอไม่ยอมให้ตรวจ เพราะถ้ารสาเป็นลูกของเฉลิมจริงเธอคงทนไม่ได้...

    อีกมุมหนึ่งในห้องนั่งเล่น ศศิกานต์เสนอให้เอาเลือดของรสากับของเฉลิมไปตรวจดีเอ็นเอเช่นกันจะได้กระจ่างกันไปเลย วรรณฤดีด่าว่าจะบ้าไปแล้วหรือ อยากจะมีน้องสาวต่างแม่เพิ่มขึ้นมาช่วยแบ่งสมบัติของพ่ออีกคนหนึ่งหรือ ศศิกานต์ไม่ได้คิดถึงเรื่องสมบัติ แค่อยากรู้ความจริงว่ารสาเป็นลูกอีกคนหนึ่งของพ่อใช่ไหม

    พลันมีเสียงดังขึ้นว่า “ไม่ใช่” ทุกคนหันขวับไปเห็นเฉลิมยืนหน้าเครียดอยู่ “พ่อมีลูกแค่สองคนเท่านั้น คือวรรณกับศศิ แล้วพ่อก็ขอให้เลิกพูดเรื่องนี้ในบ้านนี้กันสักที เลิกทำเหมือนพ่อเป็นจำเลยได้แล้ว พ่อเบื่อเรื่องนี้เต็มทีแล้ว” เฉลิมว่าแล้วผลุนผลันออกจากบ้านไปอีกครั้ง ศศิกานต์ถึงกับหน้าเสีย ขณะที่วรรณฤดียิ้มพอใจ ชานนท์ซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยมองเหตุการณ์ตรงหน้าสีหน้าครุ่นคิดสงสัย

    ooooooo

    ชานนท์เห็นศศิกานต์นั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จึงเข้ามาเตือนให้เลิกสนใจเรื่องรสาได้แล้ว เธอเห็นไม่ใช่หรือว่ายิ่งรู้จักผู้หญิงคนนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งน่ากลัวมากขึ้นเท่านั้น

    “งั้นพี่นนท์ไปเป็นเพื่อนศศิ ไปงานศพแม่รสาคืนนี้หน่อยได้ไหมคะ คืนนี้จะสวดเป็นคืนสุดท้ายแล้วด้วย ศศิอยากไปเห็นกับตาตัวเอง ถ้ารสาปั้นเรื่องขึ้นมา เราคงจะได้เห็นอะไรในงานนั้นบ้าง พี่นนท์ไปกับศศินะคะ”...

    ไม่ได้มีแต่ศศิกานต์เท่านั้นที่ต้องการจะไปงานศพสุภา เปรมจิตเองก็อยากไปให้เห็นกับตาเช่นกันว่าใช่สุภาคนนั้นหรือเปล่า แม่จันทักท้วงใครๆก็รู้ว่าเธอเป็นภรรยาของเฉลิม ไปปรากฏตัวในงานศพแบบนั้นผู้คนอาจจะคิดว่าเขาเป็นคนส่งเธอไปเป็นตัวแทน เปรมจิตกลับไม่คิดอย่างนั้น

    “ถ้าฉันไปงานศพของคนใช้เก่าเพราะลูกสาวของเขามาบอกข่าวว่าแม่ตาย ใครๆก็จะคิดว่าเรามีน้ำใจแล้วการที่ท่านไม่ได้ไปด้วยก็แสดงว่าท่านไม่เห็นความสำคัญของมัน ก็เป็นอันจบเกมกัน แล้วฉันก็อยากให้พี่จันไปงานนี้กับฉันด้วย ไปช่วยเป็นหูเป็นตาให้ฉันอีกแรง”...

    วรรณฤดีรู้ว่าแม่จะไปงานศพสุภาก็ขอตามไปด้วย อยากจะไปดูสภาพของพวกนั้น...

    เย็นวันเดียวกันที่ศาลาสวดศพสุภา บงกชถึงกับร้องเอะอะเมื่อรู้จากรสาว่าเปรมจิตเรียกเธอไปคุยเป็นการส่วนตัว นั่นแสดงว่าเปรมจิตก็ต้องรู้สามีตัวเองทำอะไรเอาไว้ในอดีตถึงได้เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมา นี่ถ้ามนัสคืนแหวนวงนั้นให้รสาดีๆป่านนี้เรื่องก็คงจะจบไปแล้ว มธุรสงงจะจบอย่างไร

    “อ้าว ก็ถ้าได้เห็นแหวนท่านก็อาจจะเชื่อสามากขึ้น แล้วท่านก็อาจจะมาขอขมาแม่สุภาตามที่สาต้องการ แค่นี้สาก็จะไม่ไปยุ่งอะไรกับท่านอีก จบ แล้วต่างคนก็ต่างอยู่ จริงมะ” บงกชหันมองรสาซึ่งพยักหน้าเห็นด้วย...

    ทันทีที่เจอหน้ามนัส รสายื่นข้อเสนอให้ใหม่โดยจะเพิ่มเงินค่าแหวนเป็นเจ็ดหมื่นบาท เขาตาโตตื่นเต้น แต่พยายามเก็บอาการไว้ นี่แสดงว่าแหวนวงนั้นต้องสำคัญกับเธอมากถึงได้ยอมจ่ายจนหมดเนื้อหมดตัวแบบนี้ เธอยอมรับว่ามันสำคัญต่อเธอและแม่มาก ถ้าเขาอยากให้แม่นอนตายตาหลับก็ควรขายแหวนให้เธอ มนัสเจ้าเล่ห์ ขอคิดดูก่อนแล้วขยับจะไป รสาดึงตัวไว้ไม่ยอมให้ไปจนกว่าจะคุยกันให้รู้เรื่องก่อน

    “ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับแกแล้วโว้ย ปล่อยฉัน ฉันจะไปหาเหล้ากิน” มนัสสะบัดมือรสาอย่างแรงจนล้มเข่ากระแทกพื้น แล้วเดินจากไปไม่ไยดี อภิรักษ์เห็นพอดี รีบเข้ามาประคองเธอไว้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอได้แต่นิ่งไม่ยอมตอบอะไร...

    ยิ่งรู้ว่ารสาอยากได้แหวน มนัสคิดจะโก่งราคารอให้เธอเพิ่มเงินถึงหนึ่งแสนบาทเมื่อไหร่ถึงจะยอมขาย

    ooooooo

    อภิรักษ์เห็นมธุรสช่วยเอายาใส่แผลที่หัวเข่าให้รสาอยู่ที่มุมหนึ่งของศาลาสวดศพ รีบดึงตัวบงกชมาถามว่าทำไมพี่ชายของรสาถึงต้องทำรุนแรงกับน้องแบบนี้

    “คุณรักษ์ไม่คิดบ้างเหรอคะว่าคนเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ทำไมถึงได้หน้าตารวมทั้งนิสัยใจคอแตกต่างกันได้ถึงขนาดนี้ หรือว่าเขาสองคนอาจจะไม่ได้...”

    “คุณบงกชพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไรกันครับ”

    บงกชยังไม่ทันจะตอบคำถาม มองข้ามไหล่อภิรักษ์ไปเห็นชานนท์เดินเข้ามาพร้อมกับศศิกานต์ถึงกับร้องเอะอะ อภิรักษ์มองตามสายตาเธอเห็นพี่ชายตัวเอง นิ่วหน้าแปลกใจมาได้อย่างไร...

    ขณะรสายังอึ้งไม่หายที่ศศิกานต์กับชานนท์โผล่มาร่วมงานศพแม่ของตัวเอง อรุณแกล้งเก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าจะไปอยู่ที่อื่น ขืนอยู่ที่บ้านหลังนี้ต่อไปต้องอดตายแน่ๆ กัลยากอดขาเขาเอาไว้ ขอร้องให้อดทนอีกสักหน่อย เธอกำลังจะไปขอเงินจากอภิรักษ์ อรุณท้วงจะไปขอได้อย่างไรในเมื่อชานนท์ไม่ให้เข้าบ้าน

    “งั้นฉันจะไปดักพบตารักษ์ที่บริษัท ฉันเชื่อว่า

    ตารักษ์จะไม่ใจดำกับฉันเหมือนตานนท์ อย่าไปจากฉันนะอรุณ ฉันรักคุณ ฉันไม่มีวันยอมให้คุณอดตายแน่ เชื่อฉันนะ อรุณนะคะ”

    “ถ้าคุณคิดว่าจะขอเงินจากคุณอภิรักษ์ ผมก็จะเชื่อคุณ” อรุณแอบยิ้มพอใจที่กัลยาหลงกล...

    บงกชกำลังนินทาชานนท์ให้มธุรสฟังตอนที่เห็นเปรมจิตเดินตรงมาทางศาลาสวดศพพร้อมด้วยวรรณฤดีและแม่จัน เธอตกใจมากรีบลุกไปหารสา ศศิกานต์ซึ่งนั่งอยู่บนศาลาเห็นแม่มาเช่นกัน ชวนชานนท์หลบออกไปก่อน ขืนอยู่ให้ท่านเห็นมีหวังโดนดุที่มาที่นี่โดยไม่บอกท่าน จากนั้นทั้งคู่พากันออกประตูด้านข้างศาลาเป็นจังหวะเดียวกับเปรมจิตและคณะมาถึงพอดี แม่จันเห็นรูปคนตายที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพจำได้ทันทีว่าเป็นสุภา

    รสาเดินนำบงกชกับมธุรสเข้ามาไหว้เปรมจิต แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไร มนัสวิ่งพรวดเข้าไหว้ทักทายตัดหน้ากลับถูกวรรณฤดีพูดจาดูถูก รสาเห็นท่าไม่ดีรีบเชิญแขกขึ้นไปบนศาลา อภิรักษ์เข้ามาไหว้ทักทายทั้งสามคน วรรณฤดีแปลกใจร้องทักมางานนี้ด้วยหรือ พอรู้ว่าเขามา ในฐานะเพื่อนของรสาก็ชักสีหน้าไม่พอใจ
    “ไปเป็นเพื่อนกับคนพรรค์นี้ได้ยัง...” วรรณฤดีพูดยังไม่ทันจบ เปรมจิตชิงตัดบทห้ามเธอพูดอะไรอีก

    รสาจุดธูปส่งให้เปรมจิตกับพวก แต่เธอไม่รับ อ้างไม่ได้มาเพื่อไหว้ศพสุภา รสาหน้าตึงใส่ ถ้าอย่างนั้นเธอมาที่นี่ทำไม เปรมจิตมองเหล่อภิรักษ์ซึ่งรู้งานรีบขอตัวลงไปช่วยบงกชกับมธุรสรับแขกก่อน ทันทีที่เขาลงจากศาลา ชานนท์ลากตัวไปถามว่าเปรมจิตมาที่นี่ทำไม เขาไม่รู้เหมือนกันเพิ่งถูกท่านไล่ออกมา ศศิกานต์มอง ชานนท์สีหน้าไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าแม่ของเธอมาที่นี่ทำไมกันแน่...

    ฝ่ายเปรมจิตไม่พูดพล่ามเสนอจะให้เงินรสาเพื่อให้เรื่องนี้ยุติแล้วหยิบสมุดเช็คขึ้นมาจะเซ็นให้ รสาไม่พอใจมาก ถ้าจะมาพูดเรื่องเงินเธอขอไม่พูดด้วยแล้วลุกหนี วรรณฤดีปรี๊ดแตกทำท่าจะเอาเรื่อง แม่จันเห็นไม่เข้าทีชวนเปรมจิตกลับ เธอพยักหน้าเห็นด้วยเดินลงจากศาลา แม่จันกับวรรณฤดีรีบเดินตาม มนัสปรี่เข้ามาหา

    “นังสามันไม่ยอมรับเงินช่วยงานศพจากท่านเหรอครับ งั้นผมรับแทนได้ครับเพราะแม่สุภาก็แม่ของผมเหมือนกัน” คำพูดของมนัสเหมือนลมที่พัดผ่านไม่มีใครสนใจ ทำให้เขาอารมณ์เสีย “เชอะ ทำเป็นชูคอไปเถอะ เวลาตายมันก็ไม่หายใจเหมือนๆกันทั้งคนรวยคนจนละวะ...ถุย” มนัสตะโกนด่าไล่หลัง...

    ด้านอภิรักษ์เห็นรสาไม่รับเงินจากเปรมจิต หันไปถามชานนท์ยังคิดว่าเธอเป็นพวกสิบแปดมงกุฎอีกหรือเปล่า เขาหาว่าเธอหวังมากกว่านี้ถึงไม่รับข้อเสนอ ศศิกานต์ตำหนิแม่ตัวเอง ทำแบบนี้เหมือนจะเอาเงินปิดปากรสา ชานนท์กลับชมเปรมจิตว่ากำลังทำหน้าที่ภรรยาที่ดีพยายามตัดไฟไม่ให้ลามไปถึงเฉลิมต่างหาก

    “ทำแบบนี้ ยังไม่รู้จักคุณรสาดีพอหรอก” อภิรักษ์เอ่ยขึ้นลอยๆ ชานนท์สวนทันที

    “แล้วแกล่ะ เพิ่งเจอเธอไม่กี่วัน รู้จักเธอดีสักแค่ไหนกันเชียว”

    “ก็รู้จักดีกว่าพี่นนท์ก็แล้วกันล่ะ” พูดจบอภิรักษ์ผละจากไป ชานนท์มองตามสีหน้าเคร่งเครียด

    ooooooo

    หลังจากเปรมจิตกับพวกกลับไปแล้ว รสาเล่าให้ สองเพื่อนซี้ฟังว่าเปรมจิตเสนอจะให้เงินเพื่อปิดปาก นั่นยิ่งทำให้เธอมั่นใจว่าสิ่งที่แม่พูดเป็นความจริง แต่เงินมากแค่ไหนไม่มีทางปิดปากเธอได้ เธอยืนยันจะเรียกร้องความยุติธรรมให้แม่ มนัสโผล่พรวดพราดเข้ามาโวยวาย

    “นังสา แกโง่หรือว่าบ้ากันแน่วะ มีคนเขาเอาเงินมาให้ถึงที่ นอกจากไม่รับแล้วยังไล่เขากลับอีกด้วย คนโง่อย่างแกน่ะ ไม่มีวันเจริญหรอกโว้ย”

    บงกชไม่พอใจที่มนัสด่าว่ารสาก็ด่ากลับไปบ้าง เขาโมโหจะเข้ามาเอาเรื่อง เธอไม่ชอบขี้หน้าเขาเป็นทุนเดิม อยู่แล้วทำท่าจะเปิดศึกด้วย อรทัยรีบดึงมนัสเอาไว้

    ส่วนรสากับมธุรสช่วยกันลากตัวบงกชออกไป

    อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก ชานนท์ อภิรักษ์และศศิกานต์เห็นเหตุการณ์โดยตลอดแต่ไม่ได้ยินว่าทะเลาะกันเรื่องอะไร ชานนท์หันไปถามอภิรักษ์ว่าเห็นอย่างนี้แล้ว ยังอยากจะเป็นเพื่อนกับคนบ้านนั้นอยู่อีกไหม

    “ไม่มีบ้านไหนหรอกครับที่คนในบ้านไม่เคยมีปัญหากัน แม้แต่บ้านเรา”

    ชานนท์เคืองจัดที่น้องต่อปากต่อคำชวนศศิกานต์กลับ...

    ด้านมธุรสเห็นบงกชยังเคืองมนัสไม่หายขอร้องให้ใจเย็นๆ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพี่ชายของเพื่อน

    “ก็เพราะเห็นว่าเป็นพี่ชายของสาน่ะสิถึงได้ต้องอดกลั้นอยู่นี่ไง ฉันล่ะเลิกสงสัยแล้วว่าทำไมสากับพี่นัส

    ถึงได้ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยก็เพราะคนละพ่อกันนี่ไง” บงกชถึงกับหน้าเสียที่เงยหน้าขึ้นมาเห็นชานนท์ ศศิกานต์และอภิรักษ์ยืนอยู่ ไม่รู้จะได้ยินสิ่งที่ตัวเองพูดหรือเปล่า ศศิกานต์ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บอกรสาว่าขอตัวกลับก่อน วันไหนจะปลงศพให้ช่วยบอกด้วย แล้วเดิน

    ออกไปกับชานนท์ อภิรักษ์เห็นเสร็จงานสวดแล้วชวนรสา กลับด้วยกัน เธอยังกลับไม่ได้วันนี้สวดศพวันสุดท้ายต้องอยู่เคลียร์กับทางวัดก่อน

    “คุณรักษ์กลับไปก่อนเถอะค่ะ เสร็จธุระแล้ว ฉันจะกลับกับบงกชค่ะ”...

    ทันทีที่เฉลิมรู้จากศศิกานต์ว่าเปรมจิตเพิ่งกลับจากงานศพสุภา เรียกมาต่อว่าทำแบบนี้เท่ากับยอมรับว่าสิ่งที่รสาพูดเป็นเรื่องจริง เธอทักท้วงเขาเป็นคนบอกเองไม่ใช่หรือว่าเป็นเรื่องไม่จริง เฉลิมโวยวายกลบเกลื่อน

    “ก็มันไม่จริงน่ะสิ แต่ไอ้การที่คุณไปงานศพ คนอื่นอาจจะคิดว่าจริงก็ได้ อาจจะคิดว่าผมส่งคุณไปแทนผม”

    “ฉันไม่ทันคิดถึงแง่นี้เลยค่ะ ต่อไปฉันจะระวังตัวให้มากกว่านี้”...

    ฝ่ายมนัสเมากลับบ้านอีกเช่นเคย อรทัยกลัวจะโดนหางเลขจัดแจงเดินหนี เขาร้องเรียกไว้ ถามว่ารู้จักพวกเศรษฐีที่มางานศพแม่วันนี้หรือเปล่า ไม่รู้รสาไปรู้จักพวกนี้ได้อย่างไร อรทัยไม่รู้เหมือนกัน เรื่องของตัวเองยังเอาไม่รอดจะไปรู้เรื่องคนอื่นได้อย่างไร พรุ่งนี้บ้านเราจะถูกตัดน้ำตัดไฟหรือเปล่ายังไม่รู้เลย

    “ก็ข้ากำลังคิดจะหาเงินอยู่นี่ไงล่ะโว้ยนังอร ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าไอ้พวกเศรษฐีนั่นมันเป็นใคร และนังสาไปรู้จักกับพวกมันได้อย่างไร” มนัสสีหน้ามุ่งมั่น...

    ขณะที่มนัสคิดแต่จะหาประโยชน์จากน้องสาว

    รสานั่งมองรูปภาพของแม่ซึ่งตั้งอยู่หน้าโลงศพด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ตั้งใจมั่นจะเก็บศพแม่ไว้ร้อยวันเผื่อเฉลิมจะรู้สึกนึกผิดมาขอขมา...

    ทางด้านชานนท์ยังมองรสาในแง่ร้ายไม่เลิก ขนาดเห็นตำตาว่าเธอปฏิเสธไม่รับเงินจากเปรมจิต ยังสั่งห้ามอภิรักษ์คบหากับเธออีก แต่เขาไม่ยอมทำตามเพราะยิ่งนานวันเขาก็ยิ่งชอบเธอมากขึ้น

    “พี่นนท์เองก็ควรจะทำใจชอบเธอเอาไว้บ้างนะครับเพราะสักวันเธออาจจะเข้ามาอยู่บ้านนี้ในฐานะน้องสะใภ้ของพี่นนท์ก็ได้” คำพูดของอภิรักษ์ทำให้ชานนท์ถึงกับไปไม่เป็น...

    ไม่ได้มีแค่อภิรักษ์เท่านั้นที่เห็นดีเห็นชอบในตัวรสา ศศิกานต์ก็รู้สึกแบบเดียวกันกับเขา และเริ่มมั่นใจแล้วว่าเธอคือน้องสาวต่างมารดาของตัวเอง ยิ่งทำให้ชานนท์ขัดอกขัดใจมาก

    ooooooo

    ณ บ้านสามสาว ขณะที่รสา บงกชและมธุรสกำลังกินมื้อเช้าด้วยกัน มนัสบุกมาถามน้องสาวว่าพวกเศรษฐีที่มางานศพแม่เมื่อคืนเป็นใคร เผื่อจะมีช่องทางให้เขาทำมาหากินได้บ้าง รสาขอร้องอย่าไปยุ่งกับพวกนั้นจะดีกว่า ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นเธอเองก็ไม่อยากข้องแวะด้วยเพราะเรากับพวกนั้นเหมือนอยู่กันคนละโลก

    “แกมันโง่อย่างนี้ไงถึงต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเองงกๆ แทนที่จะหาผัวรวยๆ จะได้สบายไปทั้งชาติ”

    รสาขี้เกียจพูดเรื่องไร้สาระ ขอตัวไปทำงานก่อน แล้วชวนมธุรสไปร้านเสื้อผ้าด้วยกัน บงกชทนอยู่ไม่ได้เพราะเหม็นหน้าคนแถวนี้ขอออกไปด้วย มนัสรู้ว่าเธอว่ากระทบฮึดฮัดจะเอาเรื่อง รสาเห็นท่าไม่ดีรีบไล่เขากลับ

    ไม่นานนัก มนัสกลับถึงบ้านตัวเองอย่างหงุดหงิดที่อุตส่าห์ถ่อไปหาน้องสาวแต่เช้ากลับไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่างและยิ่งอารมณ์เสียหนักขึ้นเมื่ออรทัยทำไข่ต้มให้กินเป็นมื้อเช้า เธอแก้ตัวไม่รู้จะไปหาเงินที่ไหนมาซื้อกับข้าว เงินที่มีอยู่เอาไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟหมดแล้ว ถ้าเขาอยากกินกับข้าวดีๆ ก็รีบหางานใหม่ทำ

    “เมื่อคืนฉันได้ยินบงกชพูดว่าบริษัทที่เธอทำงานอยู่กำลังรับสมัครยาม”

    “ยาม! ไม่เอา ข้าไม่อยากเป็นยามแล้ว เป็นยามมันกระจอก” มนัสทำเป็นปากดี สุดท้ายก็ไปสมัครงานที่บริษัทของชานนท์ แถมตอนเขียนใบสมัคร เขาใส่ชื่อบงกชเป็นบุคคลอ้างอิงอีกต่างหาก

    บงกชรู้เรื่องนี้เข้า รีบโทร.ไปฟ้องรสาซึ่งกำลังช่วยกันกับมธุรสตกแต่งร้านเสื้อเพื่อเตรียมเปิดตัวในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เธออ้างว่าไม่ได้เกลียดชังพี่ชายของเพื่อน แต่ไม่อยากให้มาทำงานที่นี่ เพราะวันหนึ่งเขาต้องได้เจอกับชานนท์หรืออภิรักษ์ และถ้าเกิดเขาจำได้ว่าสองพี่น้องรู้จักกับรสา เขาอาจจะเอาชื่อไปแอบอ้างเพื่อประโยชน์ของตัวเอง และอาจทำให้รสาเดือดร้อนได้

    “เอาเถอะ ถ้าเขาทำอย่างนั้นค่อยว่ากัน แต่อย่างน้อยตอนนี้ให้พี่นัสมีงานทำดีกว่าไม่มีนะ ฉันสงสารพี่อร”

    “อืม...จริง งั้นฉันโทร.มาบอกข่าวเธอแค่นี้แหละ...บาย” บงกชวางสาย แล้วต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเจอเจ้านายยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน เขาสั่งให้เธอตามเข้าไปคุยกันในห้อง อยากรู้ว่าเพื่อนของเธอนิสัยใจคอเป็นอย่างไร และทำมาหากินอะไร เธอเล่าประวัติของเพื่อนรักให้เขาฟังคร่าวๆ ว่ารสาเป็นคนดี เราสองคน
    คบกันมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมจนบัดนี้ เมื่อก่อนรสาเป็นเซลอยู่ที่นิตยสารพราว แต่ตอนนี้เธอ รสาและมธุรสาเข้าหุ้นกันจะเปิดร้านเสื้อผ้า โดยมธุรสทำหน้าที่เป็นดีไซน์เนอร์ ส่วนรสาดูแลด้านการจัดการ

    “แล้วร้านของพวกคุณจะเปิดเมื่อไหร่ล่ะ”

    “วันเสาร์หน้านี้ค่ะ เราจะมีงานเปิดร้านกัน”

    “แล้วคุณจะไม่เชิญผมไปเป็นแขกในวันงานบ้างเหรอ” คำพูดของชานนท์ทำเอาบงกชหน้าเหวอไปเลย...

    ในเมื่อชานนท์ไม่สามารถสลัดรสาไปจากชีวิตได้ ก็เลยจะทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้น ตัดสินใจจะไปร่วมงานเปิดร้านเสื้อของเธอกับเพื่อนๆ แต่จะให้ไปคนเดียวคงไม่เหมาะ เขาจึงชวนศศิกานต์ไปด้วย หญิงสาวเองก็อยากรู้จักรสามากขึ้นเช่นกัน ตอบตกลงทันที...

    กัลยาบุกมาถึงหน้าบริษัทของชานนท์แต่ไม่กล้าเข้าไปข้างในกลัวจะเจอลูกชายคนโต ระหว่างครุ่นคิดจะทำอย่างไรดีถึงจะติดต่ออภิรักษ์ได้ เหลือบไปเห็นบงกชซึ่งห้อยบัตรพนักงานบริษัทยืนซื้อของอยู่ ปรี่เข้าไปถามว่าวันนี้อภิรักษ์เข้าบริษัทหรือเปล่า พอเธอบอกว่าไม่เข้า กัลยาขอเบอร์มือถือของเขา อ้างมีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย บงกชให้ไม่ได้ถ้าเขาไม่อนุญาต แต่แนะให้กัลยาเอาเบอร์มือถือของเธอมา ตนจะเอาไปให้เขาเอง กัลยาควานหาเศษกระดาษมาจดเบอร์ตัวเองพร้อมกับชื่อ แล้วยื่นให้บงกช

    “น้าชื่อกัลยานะ เอาเบอร์น้าให้คุณรักษ์ให้ได้นะจ๊ะหนู”

    บงกชรับคำหนักแน่น แต่ปรากฏว่าช่วงบ่ายงานยุ่งมาก ทำให้เธอลืมที่รับปากกัลยาเสียสิ้น วางกระดาษจดเบอร์โทร.ไว้บนโต๊ะทำงานตัวเอง...

    ตกเย็นอภิรักษ์แวะไปที่ร้านเสื้อของรสา ชวนมธุรสกับรสาไปหาข้าวเย็นกินกัน สองสาวกลับชวนเขาไปกินอาหารที่บ้านของพวกเธอ เพราะมื้อเช้ากับมื้อเย็นเธอสามคนจะกินข้าวด้วยกัน โดยมีบงกชรับหน้าที่เป็นแม่ครัวใหญ่ มธุรสแอบกระซิบกับอภิรักษ์ว่ากินอาหารฝีมือแม่ครัวใหญ่แล้วให้ชมว่าอร่อยด้วยไม่อย่างนั้นมีเคือง ทุกคนพากันหัวเราะขำ ยกเว้นบงกชเท่านั้นที่ค้อนมธุรสวงใหญ่ แล้วอยู่ๆเธอก็ชะงัก นึกขึ้นได้ว่าลืมเอาเบอร์โทร.ของกัลยามาให้อภิรักษ์ซึ่งแอบตื่นเต้นดีใจที่รู้ว่าแม่ฝากเบอร์ติดต่อไว้ให้

    ooooooo

    ชานนท์ยังง่วนอยู่กับการดูแบบสร้อยคอที่จะเอาไปโชว์ในงานจิวเวลลี่แฟร์ตอนที่ศศิกานต์โทร.มาเล่าให้ฟังว่าชวนเฉลิมไปงานเปิดร้านเสื้อของรสาแต่ท่านไม่ไป เขาคุยอวดไม่ต้องบอกก็รู้เพราะท่านไม่เคยเห็นเรื่องของผู้หญิงคนนั้นอยู่ในสายตา ศศิกานต์สงสารรสาที่พ่อเมินไม่สนใจ

    “สงสารเขาทำไม เขาไม่ได้เป็นอะไรกับเรา...” ชานนท์ยังพูดไม่ทันจบ ศศิกานต์รีบตัดบท

    “งั้นศศิไม่กวนแล้วค่ะ พี่นนท์อย่ากลับดึกนักนะคะ ศศิเป็นห่วง แค่นี้ก่อนนะคะ” ศศิกานต์วางสาย ส่วนชานนท์หันไปทำงานต่อ หยิบกระดาษโน้ตมาเขียนบางอย่างแล้วเดินไปที่โต๊ะทำงานของบงกชซึ่งอยู่หน้าห้อง...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน ธัชชัยพยายามจะปลุกอารมณ์วรรณฤดีแต่เธอสะบัดหนี อ้างคืนนี้ไม่มีอารมณ์จะปั๊มลูก เนื่องจากมีเรื่องร้อนใจเพราะได้ยินศศิกานต์ชวนพ่อไปงานเปิดร้านเสื้อของรสา ธัชชัยไม่เห็นจะต้องเป็นกังวลอะไร ในเมื่อท่านบอกแล้วว่าไม่ไป วรรณฤดีอยากจะไปดูให้เห็นกับตาว่านังนั่นรู้จักทำมาหากินอย่างอื่นเป็นกับเขาด้วย นึกว่าเก่งแต่ต้มตุ๋นคน แล้วชวนธัชชัยไปเป็นเพื่อน

    “อ้อ เสร็จแล้วตอนบ่าย ฉันนัดหมอดำเกิงไว้ด้วยนะ ฉันจะให้คุณไปตรวจร่างกาย เช็กดูสิว่าคุณเป็นหมันหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นหมัน มีลูกกับฉันไม่ได้ ฉันจะหย่า” คำพูดของวรรณฤดีทำให้ธัชชัยใจคอไม่ดี...

    ชานนท์เดินมาที่โต๊ะทำงานของบงกช ชะงักเมื่อเห็นกระดาษจดเบอร์มือถือของกัลยาวางอยู่จำได้ทันทีว่าเป็นลายมือใคร สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขายังไม่ทันจะทำอะไร บงกชเดินนำอภิรักษ์และ รสาเข้ามาเสียก่อน ต่างฝ่ายต่างมองกันอย่างงงๆ บงกชร้องทักเจ้านายยังไม่กลับอีกหรือ เขารีบกำกระดาษโน้ตเอาไว้โดยไม่มีใครทันสังเกต

    “ยัง แล้วนี่มาทำไมกัน”

    บงกชลืมโน้ตที่มีคนทิ้งไว้ให้อภิรักษ์ก็เลยต้องมาเอา แล้วควานหาทั่วโต๊ะทำงานแต่ไม่เจอ ชานนท์ชูกระดาษแผ่นนั้นให้ดู ถามว่านี่ใช่ไหม บงกชฉีกยิ้มก่อนจะรับคำ เขาอยากรู้ว่าเธอไปเจอผู้หญิงคนนั้นที่ไหน บงกชเจอแถวหน้าบริษัท เขากำชับทีหน้าทีหลังถ้าผู้หญิงคนนี้เอาอะไรมาให้อภิรักษ์อีกห้ามรับเด็ดขาด แล้วสั่งให้น้องเข้าไปคุยกันในห้องทำงาน ก่อนจะบอกให้บงกชกลับไปได้แล้ว ทีหลังอย่าเอาคนนอกเข้ามายุ่มย่ามในที่ทำงานอีก พูดจบชานนท์เดินเข้าห้อง อภิรักษ์จำต้องเดินตามโดยไม่ลืมขอโทษบงกชที่ทำให้โดนดุ...

    เมื่อได้อยู่กันตามลำพังพี่น้อง อภิรักษ์ต่อว่าพี่ชายไม่ควรไปว่าบงกชแบบนั้น เธอไม่ได้ทำอะไรผิด ชานนท์กลับเห็นตรงกันข้ามในเมื่อบริษัทนี้เป็นบริษัทอัญมณีจะปล่อยให้คนนอกเข้ามาได้อย่างไร อภิรักษ์เถียงคอเป็นเอ็นรสาไม่ใช่คนนอก แต่เป็นเพื่อนของเขา ชานนท์ไม่สนใจ สำหรับตนแล้วเธอเป็นคนอื่น อภิรักษ์รู้ดีว่าเถียงไปก็ไร้ประโยชน์ แบมือขอกระดาษโน้ตแผ่นนั้น เขาไม่ยอมให้ และขอให้น้องจำไว้ว่าแม่ของเราตายไปนานแล้ว

    “ไม่จริง ผมรู้ว่าแม่ยังไม่ตายและผมอยากเจอแม่”

    ชานนท์เชื่อว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้อยากเจออภิรักษ์ แค่มาเพื่อจะขอเงินเท่านั้น เธอทิ้งเราสองพี่น้องไปอยู่กับชู้ เธอไม่มีคุณสมบัติพอจะเป็นแม่ที่ดีของใครได้

    “พี่อยากให้รักษ์จำเอาไว้ว่าในวันที่รักษ์ถูกคนรังแก คนที่ดูแลรักษ์ก็คือพี่ และในวันที่รักษ์เจ็บ คนที่ดูแลรักษ์ก็คือพ่อ แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เขาไปอยู่กับชู้รักของเขา ไม่เคยอยู่กับเราในเวลาที่เราต้องการเขาเลย แล้วอย่างนี้รักษ์ยังคิดอยากจะเจอเขาอีกเหรอ” ชานนท์โอบไหล่น้องชายไว้ “จำไว้แต่ว่าเราสองคนมีพ่อที่ดีที่สุดในโลกอยู่ใกล้ตัวแล้วเราไม่ต้องการแม่อีก เพราะฉะนั้น ลืมเขาซะ” ชานนท์ยิ้มพอใจที่เห็นอภิรักษ์คล้อยตาม...

    ตั้งแต่โดนชานนท์อาละวาดใส่ บงกชกลับถึงบ้านเอาแต่นั่งซึม รสาสงสารเพื่อนเข้ามาปลอบอย่าไปคิดอะไรมาก ตนต่างหากที่ผิด เข้าไปในที่ทำงานของเธอยามวิกาล

    “แต่ฉันก็ไม่เคยเห็นคุณชานนท์อารมณ์เสียยังงั้นมาก่อนเลยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ฉันพาเธอเข้าไปในบริษัทนั้นหรอก แต่มันต้องเกี่ยวอะไรกับผู้หญิงที่ให้เบอร์มือถือไว้คนนั้นแน่ๆ”

    มธุรสอดถามไม่ได้ แล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร บงกชรู้แค่ว่าเธอชื่อกัลยา...

    ทางด้านอรุณหัวเสียมากที่รอแล้วรอเล่าไม่เห็นอภิรักษ์โทร.หากัลยาสักที หรือว่าผู้หญิงที่กัลยาฝากเรื่องไว้ไม่ได้เอาเบอร์ของเธอให้เขา กัลยาไม่เชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้น ลูกน้องที่ไหนจะกล้าลืมธุระของเจ้านาย

    “ใจเย็นก่อนนะคะคุณ รออีกสักวันสองวัน ฉันว่ารักษ์ต้องโทร.มา ฉันเชื่อว่ารักษ์ไม่มีวันลืมแม่แน่นอน”

    ooooooo

    วันเปิดร้านเสื้อของสามสาวควรจะเป็นวันฤกษ์งามยามดี กลับกลายเป็นวันโลกาวินาศ วรรณฤดีบุกมาป่วนงานจนข้าวของในร้านพังเสียหาย ศศิกานต์ต้องดึงตัวพี่สาวออกไปที่ลานจอดรถโดยมีธัชชัยช่วยจับเธอไว้อีกแรงหนึ่ง ขณะที่ชานนท์ได้แต่ยืนดูเฉยๆ

    รสาเจ็บใจมากไม่ยอมถูกรังแกฝ่ายเดียวตามไปเอาเรื่อง อภิรักษ์เป็นห่วงเธอมากรีบตามไปอีกทอดหนึ่ง รสากับวรรณฤดีปะทะคารมกันอย่างดุเดือด ศศิกานต์เห็นท่าไม่ดี พยักพเยิดให้ธัชชัยไปสตาร์ตรถ แล้วลากพี่สาวตัวเองที่ทั้งดิ้นทั้งโวยวายยัดใส่รถจนได้ ก่อนที่ธัชชัยจะเร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็ว

    ครู่ต่อมา อภิรักษ์กับรสากลับมาที่ร้านเสื้อ แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายพากันกลับไปหมดเหลือแต่มธุรสกับบงกชกำลังช่วยกันเก็บเสื้อผ้าข้าวของที่เสียหายมากองรวมกัน รสาเห็นมธุรสน้ำตาอาบแก้มเข้าไปจับมือเอาไว้

    “รส...ฉันขอโทษนะถ้าไม่ใช่เพราะฉัน มันก็คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ฉันขอโทษ”

    “ช่างมันเถอะสา มันไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก”

    บงกชเห็นเค้าลางความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น นี่แค่เริ่มต้นยังเจอขนาดนี้ แล้วรสายังจะคิดไปเรียกร้องความยุติธรรมให้แม่อีกหรือเปล่า รสาสับสนไม่รู้จะทำอย่างไรดี มธุรสขอร้องเพื่อนอย่าเพิ่งถอดใจ เพราะยิ่งเห็นพวกนั้นออกอาการมากเท่าไหร่ก็แสดงว่าเรื่องของสุภาเป็นเรื่องจริง ดังนั้นเธอจะต้องเรียกร้องความยุติธรรมให้ท่านจนถึงที่สุด ตนขอสนับสนุนเต็มที่ รสาขอบใจเพื่อนมากที่เข้าใจ อภิรักษ์ไม่อยากให้เครียดมากไปกว่านี้ เสนอตัวจะเลี้ยงข้าวสามสาวหนึ่งมื้อ เผื่ออิ่มท้องแล้วจะคิดออกว่าจะทำอย่างไรกันต่อไปดี บงกชรับคำเชิญชวนทันที

    “ก็ดีเหมือนกันค่ะคุณรักษ์ ไหนๆเจ้านายจะเลี้ยงทั้งทีแล้ว มื้อนี้ขอแพงๆเลยนะคะ”

    ทุกคนมัวแต่หัวเราะขำกับคำพูดติดตลกของบงกช ไม่ทันเห็นชานนท์แอบฟังอยู่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด...

    เฉลิมไม่พอใจมากเมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้น ตำหนิวรรณฤดีอย่างแรงที่ไปทำแบบนั้น เพราะจะทำให้คนอื่นมองว่าเรื่องที่รสาพูดมีมูลความจริง เธอขอโทษพ่อที่ทำอะไรไม่ทันคิดแล้วขอตัวก่อน ศศิกานต์ไม่ยอมให้จบง่ายๆ เสนอให้พี่สาวไปขอโทษรสากับเพื่อนๆหรืออย่างน้อยก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้

    “เรื่องจะให้ยัยวรรณไปขอโทษคงยาก แต่พ่อก็เห็นสมควรว่าเราควรจะชดใช้ค่าเสียหายให้เขาเพื่อป้องกันไม่ให้เราต้องเสียชื่อว่าไปรังแกเด็ก ศศิจัดการไปตามที่เห็นสมควรก็แล้วกันนะลูก”

    ศศิกานต์ยิ้มพอใจ ส่วนเปรมจิตไม่ชอบใจนักแต่ไม่กล้าคัดค้าน ได้แต่ลอบสบตากับแม่จัน...

    ชานนท์ตามมาป่วนรสาถึงร้านอาหาร แต่ก็ถูกเธอเอาคืนอย่างเจ็บแสบเช่นกัน...

    หลังกินมื้อกลางวันเสร็จ สามสาวกับอภิรักษ์และชานนท์กลับมาที่ร้านเสื้อ ต้องชะงักเมื่อเจอศศิกานต์

    ยืนรออยู่พร้อมกับเช็คเงินสดสำหรับค่าเสียหายที่เกิดจากฝีมือของวรรณฤดี มธุรสเห็นรสาเอาแต่ยืนนิ่ง ตัดสินใจรับเช็คฉบับนั้นเอาไว้ ออกตัวว่าการรับเช็คของตนไม่เกี่ยวอะไรกับการที่รสาเรียกร้องความยุติธรรมให้แม่

    “ฉันเข้าใจค่ะ ส่วนเรื่องที่รสาเรียกร้องความยุติธรรมให้คุณแม่ ฉันก็เชื่อว่าความจริงมันจะต้องกระจ่างออกมาในไม่ช้านี้ล่ะค่ะ” ศศิกานต์ยิ้มให้รสาอย่างเป็นมิตร อภิรักษ์ดีใจที่เรื่องจบลงด้วยดีผิดกับชานนท์ที่ดูจะไม่สบายใจเท่าใดนัก...

    ด้านธัชชัยกลุ้มใจไม่หาย แม้วันนี้จะรอดตัวไม่ต้องไปให้หมอตรวจว่าเป็นหมันหรือเปล่า แต่คงหนีไม่รอดเพราะวรรณฤดีนัดหมออีกครั้งอาทิตย์หน้า บ่นกับนุกูลที่นั่งดื่มเหล้าอยู่ด้วยกัน ไม่รู้จะทำอย่างไรดีถ้าถูกหมอตรวจเมื่อไหร่ก็หายนะเมื่อนั้นและนุกูลก็ต้องหายนะไปด้วยเพราะกิจการที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้ ตนลงหุ้นกับเขาทั้งนั้น นุกูลหน้าเครียดไปอึดใจก่อนจะนึกแผนการบางอย่างขึ้นมาได้

    “แกจะต้องไปหาหมออีกทีเมื่อไหร่ บอกวัน เวลา สถานที่มาแล้วฉันจะช่วยแกจัดการเรื่องนี้เอง”

    ooooooo

    ชานนท์ดีใจมากที่วันนี้อภิรักษ์มาที่บริษัทแต่เช้าเพื่อของานทำ แม้จะทำเพื่ออวดให้รสาเห็นว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนไร้สาระรู้จักทำงานทำการก็ตาม เขารีบสั่งการให้บงกชจัดเอกสารการประชุมผู้จัดงานจิวเวลรี่แฟร์ให้อภิรักษ์อีกหนึ่งชุด บ่ายนี้จะได้ไปประชุมร่วมกับเขา และให้เธอติดสอยห้อยตามไปด้วย

    เลขาฯสาวถึงกับหน้าเครียดเนื่องจากชุดที่สวมอยู่ไม่เหมาะเท่าที่ควร รีบโทร.ขอความช่วยเหลือจากรสาให้เอาสูทจากร้านเสื้อมาให้ จากนั้นไม่นาน สูทตัวสวยก็มาส่งถึงมือบงกช ทำหน้าที่ตัวเองเสร็จสรรพ รสารีบขอตัวกลับก่อน เนื่องจากไม่อยากเจอหน้าชานนท์ แต่เหมือนฟ้ากลั่นแกล้ง ดันมาเจอคู่กัดของตัวเองกำลังทะเลาะอยู่กับกัลยา เธอรีบกวาดตามองหาทางออกทางอื่นแต่ไม่มี ต้องเดินผ่านตรงที่ทั้งคู่ยืนอยู่เท่านั้น

    “นนท์ไม่ให้แม่พบน้อง ทำไมนนท์ใจร้ายกับแม่อย่างนี้ล่ะลูก แม่คิดถึงลูกๆใจจะขาดแล้ว” กัลยาบีบน้ำตา

    “คุณกล้าพูดแบบนี้เหรอ กลับไปซะแล้วอย่ามาที่นี่อีก ผมไม่อยากเห็นหน้าคุณ...ไป” พูดจบชานนท์ผละจากไป กัลยาพยายามจะวิ่งตามแต่สะดุดขาตัวเองหกล้ม เขาไม่ได้มองเพราะมัวแต่ตะลึงที่เห็นรสายืนจ้องอยู่ เดาได้ทันทีว่าเธอต้องได้ยินที่เขาคุยกับแม่ ชี้หน้าขู่ให้ปิดปากของตัวเองให้สนิท แล้วเดินจากไป รสารอจนเขาพ้นสายตา รีบเข้าไปดูกัลยาที่นั่งแปะอยู่กับพื้น พอเธอรู้ว่ารสารู้จักลูกชายทั้งสองคนของตัวเอง แกล้งบีบน้ำตาเรียกร้องความเห็นใจ คร่ำครวญว่าชานนท์ไม่ยอมรับตนเป็นแม่ ให้เธอช่วยพูดกับเขาให้ด้วย

    “ค่ะๆอย่าเพิ่งพูดอะไรตรงนี้เลยค่ะ คุณน้าลุกขึ้นไหวไหมคะ” รสาประคองกัลยาลุกขึ้น แต่เห็นขากะเผลกก็สงสาร อาสาจะไปส่งบ้านให้ ไม่นานนักรสาประคองกัลยามาถึงหน้าบ้านของฝ่ายหลัง เห็นสภาพแวดล้อมที่ทรุดโทรมก็ชะงัก กัลยารู้เท่าทันความคิดของเธอรีบออกตัวเมื่อก่อนตนใช้ชีวิตราวกับเจ้าหญิง แต่เพราะหลงผิด ทิ้งลูกทิ้งผัวไปหลงละเลิงใช้ชีวิตตามลำพัง ชานนท์ก็เลยโกรธอย่างไม่ยอมให้อภัย

    “หนูต้องช่วยน้านะ ช่วยพูดให้นนท์หายโกรธน้า ยอมให้น้าได้พบกับรักษ์ เพราะเวลานี้ชีวิตน้าไม่เหลืออะไรแล้วนอกจากลูก หนูช่วยน้านะ น้าขอร้องล่ะ” ไม่พูดเปล่ากัลยายกมือไหว้อีกด้วย รสารีบจับมือไว้ขอร้องอย่าทำอย่างนี้ รับปากจะช่วยพูดกับชานนท์ให้...

    ในที่ประชุมผู้จัดงานจิวเวลรี่แฟร์ นอกจากวรรณฤดีจะเสนอให้มีการประกวดนักออกแบบเครื่องประดับ

    รุ่นใหม่แล้ว อภิรักษ์ยังเสนอให้มีแฟชั่นโชว์ในวันจัดงานอีกด้วยจะได้ดึงดูดผู้คนเข้ามาเที่ยวชมงานมากขึ้น ผู้ร่วมประชุมเห็นชอบกับข้อเสนอของทั้งคู่

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    โฉมหน้า 7 สาวขึ้นแท่นนางเอกน้องใหม่ช่อง 3 แห่งปี 2564

    โฉมหน้า 7 สาวขึ้นแท่นนางเอกน้องใหม่ช่อง 3 แห่งปี 2564
    18 ต.ค. 2564

    07:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 16:24 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์