นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ลูกไม้ไกลต้น

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    วรรณฤดีกวาดตามองไปรอบงานเผาศพด้วยสายตาดูแคลนไม่พอ ยังแดกดันรสาในฐานะเจ้าภาพว่าเก่งมากสามารถเอาตัวเฉลิมซึ่งเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆของเมืองไทยที่กำลังป่วยหนักให้ลากสังขารออกจากโรงพยาบาลมางานศพกระจอกๆนี่ได้

    “รสาไม่รู้หรอกว่าพ่อจะมา พ่อมาเอง เพราะรสาเป็นคนในครอบครัวเรา”

    “ไม่ใช่...มันไม่ใช่คนในครอบครัวเรา” วรรณฤดีแผดเสียงลั่นศาลาแทบแตก ไม่ว่าเฉลิมจะย้ำเตือนแค่ไหนว่ารสาเป็นลูกของท่านและเป็นน้องสาวอีกคนหนึ่งของเธอ แต่วรรณฤดีไม่ฟังอะไรทั้งนั้นยิ่งอาละวาดหนักข้อขึ้น

    คว้ารูปถ่ายของสุภาหน้าโลงศพปาลงพื้นแตกกระจายดูถูก

    ว่าคนตายเป็นแค่คนใช้ในบ้านเท่านั้น มนัสทนไม่ไหวจะ เข้าไปเอาเรื่อง รสา บงกชและมธุรสต้องเข้าไปดึงตัวไว้ เขาฮึดฮัดจะเล่นงานวรรณฤดีให้ได้ โชคดีที่อรทัยโผล่มาช่วยดึงตัวมนัสไว้อีกแรงหนึ่ง สามสาวต่างมึนต้ึบอรทัยมาได้อย่างไร

    โดยเฉพาะมนัสดีใจมากที่เมียรักกลับมาหา วรรณฤดีปากเสียไม่เลิกพาลด่าว่าอรทัยที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เฉลิมหมดความอดทนสั่งให้วรรณฤดีหุบปากได้แล้ว ถ้าจะมาทำตัวไร้มารยาทให้ท่านต้องอับอายอย่างนี้ ก็ให้กลับบ้านไป แล้วสั่งให้ธัชชัยเอาตัวเธอออกไป วรรณฤดีฮึดฮัดขัดขืนแต่สู้แรงสามีไม่ได้ถูกลากไปที่รถจนได้ เขาเห็นเธอยังคลั่งไม่เลิก เตือนให้ใจเย็นๆ ไม่อย่างนั้นจะกระเทือนถึงลูกในท้อง ถ้าเธอคิดจะกำจัดรสา ควรจะรอมันให้ไตต่อชีวิตคุณพ่อเสียก่อน แล้วค่อยจัดการก็ยังไม่สาย วรรณฤดีถึงได้สงบจิตสงบใจลงได้...

    ด้านมนัสพาอรทัยมาที่อีกมุมหนึ่งของศาลา

    ออดอ้อนให้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง เขาสำนึกตัวแล้วว่าทำไม่ดีกับเธอเอาไว้ และจะกลับตัวใหม่ เขารู้แล้วว่าขาดเธอก็อยู่ไม่ได้ แล้วอวดว่าตอนที่เธอไม่อยู่เขาได้เงินจากชานนท์มาสองแสนบาท อรทัยดักคอเขาคงไม่ได้เอาแหวนที่แม่สุภาให้รสาไปขายใช่ไหม

    “รู้ทันอีก เอาเหอะน่า ตอนนี้นังสามันรู้เรื่องหมดแล้ว และแหวนวงนั้นมันก็กระจิ๊บกระจ๊อยมากถ้าเทียบกับสิ่งที่นังสามันกำลังจะได้กำลังจะมี...ไอ้ที่พี่เคยสงสัยมาตลอดว่าทำไมนังสามันรูปร่างหน้าตาผิวพรรณถึงได้ต่างจากพี่นัก ที่แท้มันก็เป็นลูกเศรษฐีจริงๆ นั่นน่ะ พ่อมัน” มนัสว่าแล้วพยักพเยิดไปทางเฉลิม

    “จริงเหรอพี่ มิน่า เขาถึงมางานวันนี้”...

    เมื่อถึงตอนทอดผ้าไตร รสาเชิญเฉลิมให้เป็นประธานพิธี เปรมจิตกับศศิกานต์จะช่วยกันประคองขึ้นเมรุ แต่เขาปฏิเสธว่าไม่ต้อง แล้วขอให้รสาเป็นคนพาไป เสร็จจากทอดผ้าไตรแขกในงานขึ้นมาวางดอกไม้จันทน์ เปรมจิตขึ้นเมรุมากับแม่จัน หยุดมองที่รูปของสุภาซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้า พึมพำอยู่ในใจ

    “ในที่สุด ฉันก็ต้องยอมแพ้เธอและลูกนะ สุภา”

    แม่จันเห็นเปรมจิตนิ่งงันไปจึงแตะแขนเตือน เธอถึงได้วางดอกไม้จันทน์แล้วลงจากเมรุ ชานนท์ขึ้นมาบนเมรุพร้อมกับศศิกานต์ เหลือบมองรสาด้วยความสงสารและเห็นใจ ศศิกานต์ถึงกับชะงักเมื่อเห็นสายตาของเขา ส่วนอภิรักษ์เดินตามหลังมาอีกทอดหนึ่ง ยิ้มให้เจ้าภาพสาวอย่างให้กำลังใจ

    ooooooo

    เฉลิมยังไม่ยอมกลับโรงพยาบาล จะอยู่รอเผาจริงเพราะมีเรื่องจะต้องพูดกับคนตาย เมื่อถึงเวลาเผาจริง รสายังคงเป็นคนที่ประคองเฉลิมขึ้นไปบนเมรุ ในที่สุดท่านก็ขอขมาต่อหน้าศพสุภา และขอให้ดวงวิญญาณของเธอยกโทษให้ท่านด้วย ไม่ต้องเป็นห่วงรสา ท่านจะดูแลลูกของเราเป็นอย่างดี

    “ฉันยอมรับรสาเป็นลูกแล้ว ฉันจะชดเชยทุกอย่างให้รสา ถ้าเธอมองอยู่เธอจะได้เห็น” กล่าวจบเฉลิมยกมือไหว้ ก่อนจะเอาดอกไม้จันทน์ใส่ในเตาเผา รสาถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เฉลิมร้องทัก สุภาคงอยากเห็นเธอยิ้มมากกว่าร้องไห้ และยังขอให้เธอเรียกว่าพ่อแทนคำว่าท่านอีกด้วย แล้วดึงตัวเธอมากอดปลอบว่าแม่สุภาของเธอไปสบายแล้ว ต่อไปนี้ ตนจะดูแลเธอเอง แต่เสียดายเวลาของตนน้อยเหลือเกิน

    “ไม่รู้จะอยู่ดูหน้ากันได้นานอีกสักแค่ไหน” คำพูดของเฉลิมทำให้รสาร้องไห้โฮ...

    เสร็จจากงานเผาศพ ชานนท์ ศศิกานต์กับเปรมจิตและแม่จันพาเฉลิมกลับมาที่ห้องพักฟื้นคนไข้ ท่านขอบใจเปรมจิตกับศศิกานต์ที่ยอมรับรสาเป็นคนในครอบครัว โดยไม่ลืมขอบใจชานนท์เช่นกันที่เอาแหวนวงนั้นมาให้ดูทำให้รู้ว่ารสาเป็นลูกของท่าน นอกจากนี้เฉลิมยังวานเปรมจิตช่วยพูดกับวรรณฤดีให้ยอมรับรสาด้วย...

    แต่มันไม่ง่ายอย่างที่คิด วรรณฤดียืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมนับญาติกับนังลูกคนใช้ แถมยังว่าแม่ตัวเองที่เมื่อก่อนรังเกียจ นังนั่นอย่างกับอะไรดี มาตอนนี้กลับคิดจะจูบปากกับมันขึ้นมา เปรมจิตอธิบายว่าที่ต้องยอมรับรสาเพราะเธอเป็นความหวังเดียวที่จะต่อลมหายใจของเฉลิมซึ่งกำลังป่วยหนักได้ วรรณฤดีไม่สนใจ รู้แค่จะไม่ยอมให้นังนั่นมาแบ่งสมบัติของเราไปเด็ดขาด

    “และคนอย่างวรรณต้องไม่มีวันแพ้นังรสา ไม่มีวันแพ้...ได้ยินไหมคะคุณแม่” แผดเสียงแปดหลอดจบ วรรณฤดีเดินปึงปังออกไป เปรมจิตมองตามกลุ้มใจ ก่อนจะหันไปบอกให้ธัชชัยช่วยหาทางพาเธอไปพบจิตแพทย์ดูบ้าง ขืนปล่อยไว้อย่างนี้มีหวังต้องเป็นบ้าเข้าสักวัน

    “คุณแม่ก็เห็น สามีอย่างผมจะไปบังคับอะไรเธอ ได้ครับ”...

    ขณะที่บ้านบดินทรวัชระเริ่มอยู่ไม่เป็นสุข มนัสพยายามอ้อนวอนอรทัยให้กลับมาอยู่กับเขาถึงขนาดยกมือไหว้ เธอยังกลับตอนนี้ไม่ได้ เพราะลงทุนเช่าแผงขายของเอาไว้แถวบ้านแม่ตัวเอง จ่ายมัดจำค่าเช่าไปแล้ว ถ้าจะปิดแผงแล้วกลับมาอยู่กับเขา คงถูกยึดเงินค่ามัดจำ

    “ขอฉันกลับไปขายของจนกว่าจะหมดสัญญาเช่าก่อนก็แล้วกันนะพี่ ฉันค่อยกลับมา”

    มนัสบอกให้อรทัยทิ้งเงินค่ามัดจำไปเลยไม่ต้องไปสนใจ ตอนนี้เรามีเงินกันแล้ว แถมรสายังกลายเป็นลูกมหาเศรษฐีอีกต่างหาก เราสบายกันแล้วไม่เห็นต้องทำอะไรให้เหนื่อย อรทัยขู่ถ้ายังคิดแบบนี้จะไม่กลับมาที่นี่อีก เงินที่ได้จากชานนท์ใช้ไม่เท่าไหร่ก็หมด ถ้าเราไม่รู้จักทำมาหากินอีกไม่นานก็ต้องกลับไปกินแกลบเหมือนเดิม และที่สำคัญเราไม่ควรไปยุ่งกับเงินของรสา เราควรช่วยกันทำมาหากินจะดีกว่า มนัสจำใจพยักหน้าเพื่อเอาใจเมีย...

    ชานนท์แวะมาที่บ้านสามสาวยามวิกาลจะขอคุยกับรสาเป็นการส่วนตัว เมื่อได้อยู่กันตามลำพัง เขาพยายามจะพูดเรื่องวันที่เขาจูบเธอในรถ รสาบ่ายเบี่ยงไม่อยากพูดถึง เพราะพูดไปก็รังแต่จะเจ็บปวดใจเปล่าๆ ชานนท์พยักหน้ารับรู้ ตัดใจลุกขึ้นจะกลับแต่เดินไปได้แค่สองก้าวก็ทนไม่ไหว หันมาคว้าตัวรสาไปกอด เธอโหยหาอ้อมกอดของเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

    “ผมอยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้”

    “คุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้” รสาพูดทั้งน้ำตา แล้วผลักเขาออกห่าง “กลับไปเถอะค่ะคุณนนท์ กลับไปซะ เราสองคนต้องไม่ทำร้ายคนดีๆอย่างคุณศศินะคะ...นะคะ” รสาพยายามไม่สบตาด้วยกลัวใจอ่อน ชานนท์พยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินจากไป รสามองตามน้ำตานองหน้าแล้วจ้ำพรวดๆ เข้าบ้านจะขึ้นไปร้องไห้ต่อที่ห้องตัวเอง บงกชกับมธุรสมาคว้าตัวไว้เสียก่อน เห็นเธอร้องไห้ก็ตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น

    “ฉันทำร้ายคุณศศิไม่ได้ ฉันต้องทำแบบนี้ ถึงแม้ฉัน...จะ...”พูดได้แค่นั้น รสาก็ปล่อยโฮ บงกชกับมธุรสได้แต่ดึงเธอมากอดปลอบใจ

    ooooooo

    รสา บงกชกับมธุรสรวมทั้งอรทัยและมนัสไปเก็บเถ้ากระดูกของสุภาที่วัดแต่เช้าตรู่โดยมีอภิรักษ์มาช่วยด้วยอีกแรงหนึ่ง รสาเอาเถ้ากระดูกบรรจุในช่องเก็บอัฐิ ส่วนที่เหลือเอาใส่โถยื่นให้มนัสเอากลับไปไว้ที่บ้านเพราะแม่รักบ้านของท่านมากคงอยากอยู่ที่นั่น

    “ไม่เอาโว้ย แกจะเอาไปไว้ไหนก็เอาไปเถอะ ฉันกลัวผี”

    อรทัยไม่อยากให้พี่น้องมีปากเสียงกัน รีบรับโถใส่อัฐิของสุภาจากมือรสา จะเอาไปเก็บไว้ที่บ้านให้เอง มนัสก็เลยต้องหยวนไปด้วย แล้วไม่วายบอกน้องว่าไม่ต้องไปกลัววรรณฤดี ถ้านังนั่นมาทำอะไรเธอ เขาจะไปจัดการให้เอง รสาขอร้องอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

    “เรื่องใหญ่อะไร ถ้าแกยอมมันยังงี้ แล้วแกเข้าไปอยู่บ้านนั้น มันเล่นงานแกตายแน่ๆ”

    ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นลูกสาวอีกคนหนึ่งของเฉลิม แต่รสาไม่เคยคิดจะเข้าไปวุ่นวายกับบ้านนั้น และที่สำคัญ เธอมีบ้านของเธออยู่แล้ว มนัสเพ้อเจ้อใหญ่โตถึงขนาดจะลาออกจากงานมาเป็นบอดี้การ์ดให้เธอ

    “ไม่ต้องเลยพี่มนัส เราเคยมีชีวิตมายังไงเราก็ใช้ชีวิตของเราเหมือนเดิมนั่นแหละ”รสาปรามเสียงเข้ม...

    มนัสบ่นไม่เลิกตั้งแต่ออกจากวัดยันกลับถึงบ้านที่มีน้องสาวโง่ไม่รู้จักกอบโกย ตอนนี้พ่อเศรษฐีของเธอกำลังเห่อเธอมาก ถ้าเธอออกปากขออะไรจากเขา รับรองเขาต้องหามาประเคนให้เธอแน่นอน อรทัยเถียงแทนน้องสามีว่าไม่ใช่คนโง่ เพียงแต่เธอไม่โลภต่างหาก มนัสของขึ้นทันที หาว่าอรทัยว่ากระทบตัวเอง เงื้อมือจะตบด้วยความเคยชิน แต่นึกขึ้นได้ว่ากำลังอยู่ระหว่างง้อเมียก็เลยแก้เก้อทำเป็นคันหลังเอื้อมมือไปเกาหลังแทน

    “อย่างน้อยนังสามันก็ควรจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้ มันสบายคนอื่นจะได้สบายด้วย” พูดจบมนัสตาโตเหมือนปิ๊งไอเดียบางอย่างออก ยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที...

    ด้านบงกชเห็นใกล้เวลาทำงานแล้ว ชวนอภิรักษ์ไปทำงานกันดีกว่า วันนี้เธอขอลางานมาแค่ครึ่งวันเท่านั้นรสาไม่ลืมขอบคุณเขามากที่อุตส่าห์มาช่วยตนเก็บกระดูกของแม่

    “ไม่เป็นไรครับ ก็เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือครับ”

    มธุรสแอบนินทาทั้งคู่ให้บงกชฟังดูท่าแล้วอภิรักษ์ไม่น่าจะตัดใจจากรสาได้ บงกชเห็นด้วย แล้วถ้าเขารู้เรื่องเธอกับชานนท์จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อคืนพี่ชายมาหาที่บ้าน วันนี้น้องชายมารับมาส่งชุลมุนดีแท้...

    ไม่นานนัก บงกชมาถึงโต๊ะทำงานตัวเองพร้อมกับอภิรักษ์ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นเจ้านายยืนรอท่าอยู่ ถามเขาว่ามีอะไรหรือเปล่า เขาแค่จะมาถามเรื่องที่ไปเก็บกระดูกแม่ของรสาเรียบร้อยดีไหม ได้ความว่าเรียบร้อยดี จะมีปัญหาแค่มนัสไม่อยากเอากระดูกแม่กลับบ้านเพราะกลัวผี ชานนท์ซักแล้วจะทำอย่างไรกัน

    “ก็เก็บไว้ที่บ้านพี่มนัสทั้งหมดนั่นแหละค่ะ แม่สุภารักบ้านหลังนั้นมาก สาอยากให้แม่อยู่ที่บ้านที่แม่รัก”

    ชานนท์พยักหน้ารับรู้ ที่ซักไซ้ไล่เรียงมาทั้งหมดเพราะอยากรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับรสา แต่ไม่กล้าถามมาก หันหลังกลับเข้าห้องไปหน้าตาเฉย อภิรักษ์กับบงกชมองตามพอจะเดาใจเขาออกว่าคิดอะไรอยู่...

    เรื่องที่เฉลิมมางานเผาศพสุภากลายเป็นข่าวฮอตประเด็นร้อน หนังสือพิมพ์หน้าข่าวสังคมแทบทุกฉบับ ตีไข่ใส่สีกันอย่างมันมือเป็นทำนองเดียวกันว่า เฉลิม บดินทรวัชระ เจ้าพ่อวงการอัญมณีของไทย ย่องเงียบไปเผาศพอดีตสาวใช้ในบ้าน สุภา วงศ์มา หลังรู้ตัวว่ามีลูกสาวนอกสมรสด้วยกันหนึ่งคน

    วรรณฤดีอ่านข่าวนี้แล้วปรี๊ดแตกขย้ำหนังสือพิมพ์ทิ้ง โวยวายเสียงลั่นบ้านว่านี่เป็นข่าวน่าอับอายมาก ไม่เคยคิดว่าพ่อตัวเองจะเป็นผู้ชายมักมาก รู้ถึงไหนอายถึงนั่น ศศิกานต์ขอร้องอย่าพูดเรื่องอดีต เราควรจะห่วงเรื่องที่พ่อป่วยมากกว่า วรรณฤดีกลับหาว่าที่ท่านป่วยเป็นเพราะกรรมสนอง เปรมจิตไม่พอใจมาก ต้องปรามให้เธอหยุดว่าพ่อตัวเองได้แล้ว ศศิกานต์เห็นท่าไม่ดีชวนแม่กับพี่สาวไปเยี่ยมพ่อกันดีกว่า

    “ไม่ ฉันไม่ไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณพ่อ” พูดจบวรรณฤดีเดินเชิดออกไป แต่เห็นธัชชัยยังยืนนิ่งอยู่ หันมาจิกเรียกให้เขาตามมาไวๆ เปรมจิตมองตามกลุ้มใจเมื่อไหร่ธัชชัยถึงจะพาวรรณฤดีไปพบจิตแพทย์สักที ตนเป็นห่วงลูกมาก กลัวจะเป็นบ้าไปเสียก่อน...

    มธุรสเห็นรสาเครียดกับข่าวชิ้นนี้ เข้ามาปลอบว่าอย่าไปสนใจข่าวซุบซิบแบบนี้ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อีกไม่นานคนก็ลืม อย่าไปแคร์สิ่งที่หนังสือพิมพ์เขียน ตอนนี้เธอควรจะแคร์เรื่องที่เฉลิมไม่สบายมากกว่า

    “ใช่รส ฉันห่วงท่านเหลือเกินอยากให้ท่านหายแล้วก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม พรุ่งนี้ฉันจะไปเยี่ยมท่าน”

    ooooooo

    เปรมจิตและศศิกานต์ถึงกับน้ำตาร่วงที่เกลี้ย กล่อมให้เฉลิมยอมรับไตของรสาไม่สำเร็จ เขายืนยันคำเดิมไม่อยากเบียดเบียนอะไรรสา สองแม่ลูกไม่รู้จะทำอย่างไร นำเรื่องนี้ไปปรึกษาหมอ แต่หมอก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าคนไข้ไม่ยินยอมให้ผ่าตัดเปรมจิต น้ำตาร่วงอีกครั้ง

    “หากคุณเฉลิมไม่ยอมผ่าก็จะต้องตาย แล้วนี่ดิฉันควรจะทำอย่างไรดีคะหมอ ดิฉันควรจะทำอย่างไรดี”...

    ขณะศศิกานต์กับเปรมจิตกำลังปรึกษากับหมออยู่ในห้องตรวจ มนัสย่องเงียบมาเยี่ยมเฉลิมพร้อมกับแจกันดอกไม้ที่แอบจิ๊กมา คร่ำครวญว่าตัวเองลำบากมากไม่ได้เรียนหนังสือเพราะแม่มีปัญญาส่งเสียแค่รสาคนเดียว การที่เขาเสียสละให้น้องได้เรียนสูงๆทำให้เขาเป็นได้แค่ยามเงินเดือนไม่กี่บาท เฉลิมรู้เท่าทันว่าเขาต้องการอะไร เขียนเช็คเงินสดหนึ่งแสนบาทให้เขาเป็นค่าตอบแทนความเสียสละ...

    ในเวลาต่อมา มนัสกลับบ้านพร้อมกับถุงใส่ของกินเต็มสองมือ อรทัยเตือนเขาใช้เงินประหยัดๆหน่อย ใช้ไม่คิดมีเท่าไหร่ก็หมด เขาไม่กลัว หมดก็มีคนให้ใหม่แล้วหยิบเช็คเงินสดหนึ่งแสนบาทที่ได้จากเฉลิมขึ้นมาให้ดู เธอสงสัยได้มาอย่างไร หรือเขาไปขอท่านมา มนัสทำไม่รู้ไม่ชี้ อรทัยไม่สบายใจถ้ารสารู้เข้าต้องเป็นเรื่อง

    “แกก็อย่าไปบอกนังสามันสิ ท่านให้พี่ด้วยความเต็มใจ มันก็เป็นเรื่องท่านกับพี่ นังสาไม่เกี่ยว”

    “แต่ถ้าพี่ไม่ใช่พี่ของสา ท่านจะให้เงินพี่ไหมล่ะ”...

    ฝ่ายกัลยาผลาญเงินจนหมดจึงนัดอภิรักษ์ให้มาเจอกันที่ร้านอาหาร หวังจะไถเงินจากเขาเหมือนเช่นเคย แต่คราวนี้เธอต้องผิดหวังเพราะวันนี้เขายุ่งๆก็เลยไม่ได้ถอนเงิน มีติดกระเป๋าเพียง 3,000 บาท แม้กัลยาจะไม่ชอบใจนักที่ลูกให้เงินน้อยกว่าทุกครั้ง แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้...

    ทางด้านศศิกานต์คิดไม่ตกจะทำอย่างไรให้พ่อยอมเปลี่ยนไต จึงนัดชานนท์มาที่บ้านเพื่อปรึกษาเรื่องนี้ เขามั่นใจว่ามีเพียงคนเดียวที่ทำให้ท่านเปลี่ยนใจได้นั่นก็คือรสา ศศิกานต์ตัดสินใจจะไปหาเธอ เปรมจิตขอไปด้วยจะได้ช่วยเกลี้ยกล่อมเธออีกแรงหนึ่ง เพราะเธอคือความหวังเดียวของเรา...

    รสาเองก็ห่วงเฉลิมไม่แพ้เปรมจิตกับศศิกานต์ ภาวนาต่อหน้ารูปถ่ายของสุภาขอให้วิญญาณแม่ช่วยดลใจให้เฉลิมรับไตจากเธอ ถ้าท่านไม่ยอมผ่าตัด ท่านก็จะอยู่ได้อีกไม่นาน...

    คนที่ทุกคนเป็นห่วง อยากจะทำอะไรให้รสาเพื่อเป็นการไถ่โทษที่ไม่ได้ดูแลมานานกว่า 20 ปี จึงโทร.นัดให้ดำรง ทนายความประจำตระกูลมาพบที่ห้องพักฟื้นคนไข้...

    หลังได้รับคำสั่งจากเฉลิมเรียบร้อย ดำรงขอตัวกลับไปร่างพินัยกรรมเพิ่มชื่อรสาเข้าไปในรายชื่อทายาทของท่าน โชคไม่ดีตอนเขาออกจากห้องพักฟื้น วรรณฤดีกับธัชชัยซึ่งกำลังจะมาเยี่ยมพ่อเห็นพอดี เธอพุ่งไปคว้าตัวดำรงไว้ ถามเสียงเข้มว่ามาทำไม หรือพ่อของเธอเรียกให้เขามาทำพินัยกรรม

    “ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะเปิดเผยข้อมูลอะไรได้ ถ้าคุณวรรณฤดีอยากทราบอะไรก็ต้องไปถามท่านเอาเอง ผมลาล่ะครับ” ดำรงว่าแล้วจ้ำพรวดๆจากไป วรรณฤดีไม่พอใจมาก เปิดประตูผลัวะเข้าไปโวยวายใส่พ่อตัวเอง

    “คุณพ่อเรียกคุณดำรงมาทำไมคะ อย่าบอกนะคะว่าคุณพ่อจะเปลี่ยนพินัยกรรมอีก วรรณไม่ยอมจริงๆด้วย...ไม่ยอมๆๆๆ” วรรณฤดีโวยวายเสียงลั่น เฉลิมไม่อยากให้มีปัญหาจำเป็นต้องโกหก

    “ไม่ใช่ลูก พ่อเรียกดำรงมาเพราะพ่ออยากจะตั้งกองทุนให้หลานต่างหาก”

    วรรณฤดีไม่เชื่อว่าพ่อจะเรียกดำรงมาด้วยเรื่องแค่นี้ มั่นใจว่าท่านจะต้องให้อะไรนังรสาแน่ๆ เพียงแต่ท่านไม่ยอมบอก ธัชชัยติงจะต้องเดือดร้อนไปทำไมสักวันหนึ่งเราก็จะรู้เอง เธอไม่รอจนท่านตายแล้วถึงรู้เรื่องนี้ แต่ต้องรู้ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ แล้วสั่งให้ธัชชัยตามมา จากนั้นไม่นานสองผัวเมียมาถึงหน้าสำนักงานทนายความของดำรง ธัชชัยไม่เข้าใจ เราจะมาที่นี่ทำไมให้เสียเที่ยว ดำรงไม่มีทางบอกอะไรเราอยู่แล้ว

    “ใครว่าฉันจะมาหาคุณดำรงล่ะ” วรรณฤดียิ้มเจ้าเล่ห์

    ooooooo

    ชานนท์พาศศิกานต์และเปรมจิตมาพบกับรสาที่ร้านเสื้อ ขอร้องให้ช่วยไปพูดกับเฉลิมให้ยอมผ่าตัด รสายินดีจะไปพูดเกลี้ยกล่อมท่านให้ เธอเองก็ต้องการเห็นท่านมีชีวิตยืนยาว ได้เห็นการเติบโตของหลาน และได้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรต่อไปนานๆ แต่เธอไม่แน่ใจว่าท่านจะฟังเธอหรือเปล่า เปรมจิตเชื่อว่าท่านจะฟังเธอ

    “ค่ะ ดิฉันจะพยายามพูดให้ท่านยอมให้ได้” รสาสีหน้ามุ่งมั่น ชานนท์มองเธออย่างชื่นชม...

    เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่เปรมจิตกับศศิกานต์คาดหวัง แม้รสาจะอ้อนวอนขอร้องให้เฉลิมเข้ารับการผ่าตัดอย่างไร แต่เขายืนกรานคำเดิม ไม่ต้องการจะเบียดเบียนอะไรจากเธอ เท่าที่ผ่านมาเขาเป็นพ่อที่ใช้ไม่ได้ ไม่เคยเลี้ยงดู แถมยังไม่ยอมรับเธอเป็นลูกอีกต่างหาก ถ้าขืนเขายังเอาไตจากเธออีกเขาก็ไม่สมควรเป็นพ่ออีกต่อไป แล้วขอร้องไม่ให้พูดเรื่องนี้อีก รสาได้แต่ถอนใจหนักใจ...

    วรรณฤดีโทร.ตามสุดา พนักงานคนหนึ่งของดำรงให้ออกมาเจอกันนอกออฟฟิศ จ้างวานเธอไปสืบให้ได้ว่าดำรงกำลังทำงานอะไรให้เฉลิม โดยจะให้ค่าจ้างเป็นเงินถึงหนึ่งแสนบาท สุดาเห็นเงินก็ตาโตทันที...

    เปรมจิตเดินออกจากห้องพักฟื้นของเฉลิมอย่างเหน็ดเหนื่อยใจที่เฉลิมไม่ยอมเข้ารับการผ่าตัด พาลปวดหัวไม่สบายเนื้อสบายตัว ศศิกานต์จะพาท่านกลับไปนอนพักที่บ้าน ท่านกลับขอให้เธออยู่เป็นเพื่อนพ่อจะดีกว่า ท่านให้คนรถพากลับเองได้ เธอจะได้ลองคุยกับพ่อดูอีกทีเผื่อจะเปลี่ยนใจเขาได้ แล้วชวนรสากลับด้วยกัน เธอขอกลับเองเปรมจิตจะได้ไปพักผ่อน ท่านพยักหน้าเนือยๆ ก่อนจะเดินจากไป ศศิกานต์หันมาทางชานนท์

    “พี่นนท์จะกลับไปทำงานต่อใช่ไหมคะ รบกวนพี่นนท์แวะไปส่งรสาก่อนได้ไหมคะ”

    รสายังไม่ทันจะอ้าปากปฏิเสธ ชานนท์ชิงตัดบทเสียก่อนว่าเขาเป็นคนพาเธอมาก็ควรจะต้องพาเธอกลับ ศศิกานต์ช่วยขอร้องอีกแรงหนึ่งให้เธอกลับกับชานนท์ รสาหนีไม่ออกจำต้องให้เขาไปส่ง...

    เฉลิมถือโอกาสที่ได้อยู่ตามลำพังกับศศิกานต์ บอกเรื่องที่ให้ดำรงทำพินัยกรรมใหม่ใส่ชื่อรสาให้มีสิทธิในกองมรดกของตัวเองด้วย เธอไม่ขัดข้องแล้วแต่ท่าน เธอเคารพในการตัดสินใจของท่านเสมอ

    “พ่อก็คิดว่าศศิจะต้องคิดอย่างนี้ พ่อถึงกล้าพูดเรื่องนี้กับลูก เพราะศศิเป็นคนเดียวที่ยอมรับรสาตั้งแต่ยังพิสูจน์อะไรไม่ได้เลย แต่ศศิอย่าบอกเรื่องนี้กับแม่หรือยัยวรรณนะ โดยเฉพาะยัยวรรณ คงจะรับไม่ได้ พ่อกลัวใจยัยวรรณจริงๆ รอให้พ่อตายก่อนแล้วให้เขารับรู้ตอนที่ทนายเปิดพินัยกรรมเลยก็แล้วกัน” เฉลิมเห็นลูกน้ำตาคลอเบ้าปลอบว่าอย่าร้องไห้ “คนเราเกิดมาต้องตายกันทุกคน พ่อใช้ชีวิตมามากพอแล้ว ศศิควรตั้งสติรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นให้ได้ดีกว่า เพราะหลังพ่อตายไม่รู้ว่าแม่ของศศิกับยัยวรรณจะเป็นอย่างไร”

    ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ศศิกานต์ร้องไห้ราวกับเผาเต่า

    ooooooo

    ระหว่างทางกลับร้านเสื้อ รสาเอาแต่นั่งเงียบชานนท์ทนไม่ไหว เบนรถจอดข้างทางตัดพ้อต่อว่านี่เราจะไม่พูดอะไรกันเลยใช่ไหม เธอรู้สึกเศร้าจนพูดอะไรไม่ออก ไม่เข้าใจทำไมท่านถึงไม่ยอมผ่าตัด ทั้งที่จะเป็นหนทางให้ท่านมีชีวิตยืนยาว ชานนท์ตั้งข้อสังเกต ท่านคงไม่อยากเบียดเบียนเธอ ท่านยังรู้สึกผิดต่อสุภาและต่อตัวเธอ

    รสาน้ำตาซึมกลัวเฉลิมจะตาย ชานนท์สงสารเธอจับใจดึงตัวมากอดปลอบใจ เธอไม่ขัดขืนปล่อยให้เขากอดสักพักก็ดันตัวออก เตือนว่าเราไม่ควรทำผิดต่อศศิกานต์ เพราะมันจะเป็นตราบาปในใจไปตลอดชีวิต

    ชานนท์รู้สึกผิดไม่ต่างจากเธอ แต่ไม่สามารถจะตัดใจจากเธอได้ เขาเพิ่งตระหนักว่าเขารักศศิกานต์แบบพี่น้องไม่ใช่แบบผู้ชายรักผู้หญิงอย่างที่เขารู้สึกกับเธอ

    รสายืนยันเราไม่ควรทำผิดต่อศศิกานต์ดังนั้นเราควรจะต่างคนต่างอยู่ แล้วสักวันความรู้สึกนี้ก็จางไปเอง

    “คุณเชื่ออย่างนั้นจริงๆหรือ” ชานนท์ได้แต่ความเงียบจากเธอแทนคำตอบ นั่นทำให้เขารู้ว่าเธอเองก็ตัดใจจากเขาไม่ได้เช่นกัน โน้มตัวเข้าไปจูบเธออย่างอ่อนโยน รสาไม่ขัดขืนปล่อยให้หัวใจพาไป พอตั้งสติได้ ความ รู้สึกผิดต่อศศิกานต์ท่วมท้นขึ้นมาอีกน้ำตาจากไหนไม่รู้ไหลอาบแก้มต้องเบือนหน้าหนี ขอให้เขาไปส่งได้แล้ว

    ครู่ต่อมา ชานนท์พารสามาถึงหน้าร้านเสื้อ เธอขอให้ส่งแค่นี้พอ จากนี้ไปเราสองคนไม่ควรจะเจอกันอีกถ้าไม่จำเป็น แล้วเดินเข้าร้านไม่เหลียวกลับมามองเขาอีกเลย ชานนท์ได้แต่เดินคอตกจากไป

    ooooooo

    รสาถึงกับหน้าเครียดเมื่อรู้จากอรทัยว่าวันก่อนมนัสได้เงินจากเฉลิมมาหนึ่งแสนบาท รีบตามไปหาเขาถึงที่ทำงาน ซักเสียงเข้มไปขอเงินจากเฉลิมมาใช่ไหม เขาเดินหนีไม่ยอมตอบคำถาม
    ชานนท์ออกมาจากตัวตึกทำการของบริษัท

    เห็นรสาเดินไปดักหน้ามนัสด้วยสีหน้าเคร่งเครียด รีบเดินไปหา รสาคาดคั้นให้มนัสบอกมาตามตรงอย่าโกหก เขาอ้างว่าท่านให้เองไม่ได้ขอ ในเมื่อผู้ใหญ่ให้ของ เขาจะไม่รับได้อย่างไร รสาสั่งให้เขาเอาเงินไปคืนเฉลิม

    “ใช้ไปหมดแล้ว เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งคุณเฉลิมไม่ร่วงหรอกวะ”

    ชานนท์เห็นท่าทางจะไม่จบง่ายๆ ก็เลยเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ถึงรสาจะเอาเงินไปคืน เฉลิมก็ไม่รับคืนอยู่ดี เธอไม่พอใจที่เขาเข้าข้างมนัสขึ้นเสียงใส่ไม่ต้องมายุ่ง เธอกำลังพูดอยู่กับพี่ชาย ในเมื่อเขาทำไม่ถูกก็ต้องถูกลงโทษ ไม่อย่างนั้นคนอื่นจะเข้าใจว่าเธอเรียกร้องให้เฉลิมยอมรับเป็นลูกเพราะหวังสมบัติ

    “พี่น้องก็หวังไปกอบโกยเอาจากท่าน ฉันยอมไม่ได้” รสาจ้องหน้ามนัสอย่างเอาเรื่อง แต่ทำอะไรไม่ได้ เดินหน้าหงิกจากไป ชานนท์รีบตามจนทันกันที่ริมถนน ถามว่าจะไปไหนเขายินดีไปส่ง เธอจะไปหาเฉลิม เขาขอให้รออยู่ตรงนี้ก่อน เดี๋ยวจะไปเอารถมารับ...

    ครั้นมาถึงลานจอดรถของโรงพยาบาล อารมณ์ของรสากลับมาเป็นปกติถึงได้รู้สึกตัวว่าเผลอตวาดชานนท์ ต่อหน้ามนัสซึ่งเป็นลูกน้องของเขาก็เลยขอโทษ เขาไม่ถือโทษโกรธอะไรเธอ

    “ตอนนี้คุณทำใจให้สบายก่อนนะ จะเข้าไปคุยกับท่าน คุณต้องเยือกเย็นมีสติ ท่านเป็นพ่อไม่ใช่คนอื่นและที่ท่านให้เงินมนัสก็เพราะท่านเมตตาคุณแล้วเลยเผื่อแผ่ความเมตตาไปถึงพี่น้องของคุณด้วย”

    รสาพยักหน้าเข้าใจ แล้วเดินไปที่ห้องพักฟื้นของเฉลิมด้วยกัน...

    เมื่อมาถึงห้องพักฟื้นของเฉลิมพบว่าดำรงอยู่ในห้องกับท่านด้วย เขาส่งเอกสารบางอย่างให้ท่านแล้วหันมาบอกกับรสาว่าวันหลังจะขอนัดกับเธอ วันไหนเวลาอะไรจะให้เลขาฯโทร.แจ้งล่วงหน้า

    “ผมขอตัวก่อนนะครับท่าน จะรีบกลับไปทำเอกสารอื่นๆให้เสร็จเรียบร้อยให้เร็วที่สุดครับ”

    รสามองตามดำรงที่เดินออกไปอย่างงงๆ ไม่รู้เขามีอะไรถึงต้องนัดเจอกัน เฉลิมเรียกให้เธอมานั่งใกล้ๆ รสาไม่รอช้าถามว่าตอนที่มนัสมาเยี่ยม ท่านเซ็นเช็คให้ไปหนึ่งแสนบาทหรือ เฉลิมถึงบางอ้อที่แท้เธอมาเพื่อต่อว่าเรื่องนี้นี่เอง แล้วเล่าให้ฟังที่ท่านให้เงินจำนวนนั้นแก่มนัสเพื่อเป็นการตอบแทนความเสียสละที่เขาไม่เรียนหนังสือเพื่อให้เธอได้เรียนสูงๆ ถึงมนัสจะไม่ได้เป็นอะไรกับท่าน แต่ก็เป็นลูกของสุภา

    “พ่อจะชดใช้ให้สุภาก็ไม่ได้ ก็ขอชดใช้ให้กับมนัสแทนก็แล้วกัน”

    “แต่ถ้าท่านใจดีอย่างนี้ ดิฉันกลัวว่าพี่มนัสจะมารบกวนท่านไม่หยุด ถ้าคุณวรรณรู้ คงจะไม่พอใจ”

    เฉลิมไม่สนใจวรรณฤดีจะพอใจหรือไม่ เงินของท่าน ท่านมีสิทธิจะให้ใครก็ได้ตามที่อยากให้...

    หลังสุดาสืบจนรู้ว่าดำรงกำลังทำพินัยกรรมฉบับใหม่ให้เฉลิมอยู่ โดยให้รัตนาเลขาฯหน้าห้องของเขาพิมพ์ร่างให้ก็รีบโทร.รายงานวรรณฤดี แต่เธอยังไม่เห็นรายละเอียดเนื่องจากดำรงทำเอกสารกับเลขาฯแค่สองคน ไม่ให้ใครยุ่ง วรรณฤดีสั่งให้เธอไปสืบให้ได้ว่าพินัยกรรมเขียนว่าอย่างไรบ้าง ถ้าได้คำตอบเร็วๆ ตนจะเพิ่มเงินให้อีก สุดายิ้มร่า รับปากจะรีบสืบหามาให้เร็วที่สุด วรรณฤดีวางสายสีหน้าเคร่งเครียด

    “ฉันจะต้องรู้ให้ได้ว่าคุณพ่อเปลี่ยนพินัยกรรมอย่างไรบ้าง” พูดไม่ทันขาดคำ วรรณฤดีปวดท้องขึ้นมาอีก ธัชชัยต้องประคองให้ลงนั่ง บอกให้หายใจลึกๆ ทำใจให้สบายอย่าเครียด เธอทำตามสักพักก็ดีขึ้น

    ooooooo

    ที่โถงทางเดินหน้าห้องพักฟื้น ศศิกานต์กำลังจะไปเยี่ยมพ่อ พลางโทร.หาชานนท์ไปด้วยแต่ไม่มีใครรับสาย เหลือบเห็นอภิรักษ์เดินหิ้วกระเช้าของเยี่ยมมาจากอีกทางหนึ่งก็ร้องทักจะมาเยี่ยมพ่อของเธอหรือ

    “อือ ยังไม่ได้มาเยี่ยมเลย นี่พ่อผมก็ฝากกระเช้ามาเยี่ยมด้วยนะเนี่ย”

    “เข้าไปด้วยกันเลยสิ” ศศิกานต์ว่าแล้วเดินลิ่วไปยังห้องพักฟื้นของพ่อ เปิดประตูเข้าไปถึงกับชะงักที่เห็นชานนท์กับรสาอยู่ในห้องนิ่วหน้าแปลกใจมาทำอะไรกันแต่เช้า เฉลิมเล่าว่ารสามาต่อว่าท่านเรื่องที่ให้เงินมนัส

    “ก็ดิฉันเห็นว่าไม่สมควรนี่คะ”

    เฉลิมอธิบายว่าความจริงแล้วที่ท่านให้เงินมนัสก็เพื่อให้เอาไปทำทุนเปิดร้านขายของชำ ผัวเมียจะได้ช่วยกันทำมาหากินจะได้ไม่ต้องไปเป็นยามอีก รสาถึงกับน้ำตาซึมยกมือไหว้ขอบคุณแทนพี่ชายตัวเองด้วย เฉลิมหยิบเอกสารที่ได้จากดำรงยื่นให้เธอ พร้อมกับบอกว่าท่านให้ดำรงไปจัดการเรื่องค่าเช่าร้านเสื้อของเธอให้แล้วจะได้ไม่ต้องมานั่งจ่ายทุกเดือน ส่วนบ้านที่เธอกับเพื่อนๆช่วยกันผ่อนอยู่ ดำรงจะนัดพวกเธอเอาเงินไปจ่ายแบงก์ให้หมดแล้วไปโอนกันให้เรียบร้อย รสารับความเมตตาขนาดนี้จากท่านไม่ได้ มันมากเกินไป

    “รับไว้นะรสา พ่ออยากให้ พ่ออยากชดเชยให้กับเรื่องที่แล้วๆมา”

    รสาสบโอกาสเหมาะ เสนอข้อต่อรองถ้าจะให้เธอรับในสิ่งที่เฉลิมให้ ท่านต้องยอมผ่าตัดเปลี่ยนไตก่อน ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่รับอะไรจากท่านทั้งนั้น แล้วก้มกราบอ้อนวอน เฉลิมมองเธออยู่อึดใจก่อนจะดึงตัวมากอด ตกลงทำตามข้อเสนอของเธอ ศศิกานต์ร้องไห้โฮด้วยความดีใจ ชานนท์กับอภิรักษ์พลอยดีใจไปด้วย เปรมจิตกับแม่จันที่ทราบข่าวนี้ ต่างมีความสุขกันถ้วนหน้า...

    บงกชกับมธุรสดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อรู้ข่าวดีจากรสาว่าเฉลิมซื้อบ้านหลังนี้ให้แถมจ่ายค่าเช่าร้านให้อีกด้วยแลกกับการให้ท่านยอมเปลี่ยนไต มธุรสถึงกับเพ้อเป็นลูกมหาเศรษฐีดีอย่างนี้เอง เป็นบุญของเธอจริงๆ

    “เป็นกรรมด้วยล่ะไม่ว่า คอยดูเถอะ ถ้าคุณวรรณฤดีรู้เรื่องนี้เข้าล่ะก็...” รสาอดหวั่นใจไม่ได้

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.2 เวลาของ อานนท์ หมดแล้ว แต่ยังห่วงลูก-เมีย ไม่ไปเกิด

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.2 เวลาของ อานนท์ หมดแล้ว แต่ยังห่วงลูก-เมีย ไม่ไปเกิด
    24 ต.ค. 2564

    10:00 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 13:30 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์