นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ลูกไม้ไกลต้น

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ที่บ้านหลังใหม่ซึ่งอภิรักษ์ซื้อให้ กัลยากำลังรอรสากับเพื่อนๆมารับ ตอนที่อรุณหิ้วกระเป๋าเดินทางเข้ามาในบ้าน เธอโวยวายกลับมาทำไม เดี๋ยวอภิรักษ์จะให้คนมารับไปงานหมั้นของชานนท์ เธอไม่อยากให้ใครมาเห็นเขา ขอร้องให้กลับไปก่อน อรุณตัดพ้อเพิ่งมาถึงแท้ๆจะไล่ไปไหน ตอนนี้ทั้งหิวทั้งง่วง กัลยาหยิบเงินให้

    “งั้นคุณออกไปหาซื้ออะไรกินก่อน ไป...หลบออกไปก่อน พวกเขาใกล้มากันแล้ว”

    “ก็ได้” อรุณเก็บเงินใส่กระเป๋ากางเกงแล้วผลุนผลันออกไป...

    บ้านของเฉลิมถูกตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อเป็นสถานที่จัดงานหมั้น ใกล้เวลาที่แขกจะมากันแล้ว แต่เฉลิมยังไม่ลงมาจากข้างบน เปรมจิตจะไปตามเขาเอง โดยไหว้วานให้แม่จันช่วยไปดูศศิกานต์ทีว่าแต่งตัวเสร็จหรือยัง เฉลิมยังมีอาการมึนๆพยายามสะบัดหัวหวังจะทำให้รู้สึกดีขึ้น จังหวะนั้นเปรมจิตเปิดประตูห้องเข้ามาถามว่าเสร็จหรือยัง เขารีบปรับสีหน้าเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    “จวนแล้ว คุณไปดูลูกเถอะไม่ต้องห่วงผมหรอก เดี๋ยวผมลงไป”

    เปรมจิตพยักหน้ารับรู้ แล้วตรงไปยังห้องลูกสาวคนเล็กซึ่งแต่งตัวเสร็จพอดี เห็นคอลูกยังโล้นๆ เดินไปหยิบเครื่องเพชรที่ให้ลูกไว้มาสวมให้ วรรณฤดีเดินนำธัชชัยผ่านหน้าห้องศศิกานต์พอดี เห็นแม่กำลังสวมเครื่องเพชรให้น้องสาว อดหมั่นไส้ไม่ได้ สะบัดหน้าใส่แล้วเดินเลี่ยงออกมา ธัชชัยรีบตามไปเอาใจเหมือนเคย เปรมจิตเห็นลูกสวยสมใจก็อดชื่นชมไม่ได้

    “ดูสิลูกว่าลูกแม่งามขนาดไหน ชานนท์ต้องภูมิใจในตัวคู่หมั้นของเขาแน่ๆ”

    ศศิกานต์ดูเงาตัวเองสะท้อนในกระจกไม่แน่ใจว่าชายคนรักจะเป็นอย่างที่แม่ว่าหรือเปล่า...

    ด้านชานนท์แต่งตัวเสร็จหยิบกล่องใส่แหวนหมั้นมาเปิดดู สายตาลังเลฉายแววขึ้นมาแว่บหนึ่ง...

    อีกมุมหนึ่งหน้าห้องนอนของพาณิช อภิรักษ์เดินผ่านมาเห็นพ่อกำลังนั่งมองรูปถ่ายของแม่ด้วยแววตาเศร้า ตัดสินใจเดินมานั่งข้างๆ ท่านหันมายิ้มให้แล้วเก็บรูปของกัลยาไว้ที่เดิม อภิรักษ์เป็นห่วงความรู้สึกของพ่อ ถ้าพ่อลำบากใจที่จะเจอกับแม่ เขาจะบอกไม่ให้แม่มาก็ได้ พาณิชยืนยันให้กัลยามาร่วมงานด้วย

    “พ่ออยากเจอแม่ อยากเห็นว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง พ่อเป็นห่วงเธอ” พาณิชน้ำตาซึม

    “ถึงเราจะกลับมาเป็นครอบครัวอย่างเดิมไม่ได้ แต่อย่างน้อยวันนี้ เราสี่คนก็จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้งนะครับพ่อ” อภิรักษ์จับมือพ่อไว้อย่างให้กำลังใจ

    ooooooo

    รสากับมธุรสช่วยกันแปลงโฉมกัลยาสวยผิดหู ผิดตาจนบงกชถึงกับชมไม่หยุดปาก กัลยาขอบใจสองสาวที่ช่วยให้ตนเองสวยครบสูตรในวันนี้ ไม่อย่างนั้นตนคงจะเป็นแม่ฝ่ายชายที่ดูไม่จืด

    “คุณรักษ์สั่งไว้น่ะค่ะว่าให้ดูแลคุณน้าให้ครบทุกอย่าง”

    “รักษ์เป็นลูกที่ดีจริงๆ” กัลยารู้สึกละอายใจเมื่อคิดว่าตัวเองรักลูกน้อยกว่าเงิน แต่ก็รีบไล่ความคิดนั้นทิ้งอย่างรวดเร็ว “น้าตื่นเต้นมากเลยนะเนี่ยไม่ได้เหยียบบ้านหลังนั้นมานานเต็มทีแล้ว ใจมันเต้นยังไงก็ไม่รู้”

    รสาจับมือกัลยามากุมไว้ ขอให้ท่านสบายใจได้ เธอรับปากอภิรักษ์ไว้แล้วว่าจะดูแลท่านตลอดเวลาจนพากลับไปส่งบ้าน กัลยาปลื้มเธอมาก ออกปากว่าอภิรักษ์เลือกรักคนไม่ผิดจริงๆ รสาถึงกับอึ้ง

    ไม่นานนักบงกชขับรถพารสา กัลยาและมธุรสมาถึงบ้านของพาณิช กัลยามองบ้านแสนสบายที่ตัวเองทิ้งไปถึงกับน้ำตาซึม อภิรักษ์พาพาณิชออกมาต้อนรับโดยมีชานนท์เดินตาม กัลยาเห็นพาณิชก็นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

    ก่อนจะเดินเข้าไปกราบแทบเท้าขอโทษ เขารีบประคองเธอลุกขึ้น แต่สังขารไม่อำนวย อภิรักษ์กับรสาต้องเข้ามาช่วย กัลยาคร่ำครวญว่าทำผิดไปแล้วจะไม่ขอให้ท่านหรือใครอภัยให้

    “เพราะดิฉันรู้ว่าสิ่งที่ดิฉันทำลงไป มันเป็นความผิดที่ไม่ควรได้รับการให้อภัย”

    “ช่างมันเถอะเรื่องมันผ่านไปแล้ว ฉันอโหสิให้เธอทุกอย่าง กัลยา”

    กัลยาน้ำตาไหลพรากด้วยความดีใจ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันได้กลับมาที่นี่อีก รสารีบหยิบทิชชูส่งให้ พาณิชปลอบว่าอย่าร้องไห้ วันนี้เป็นวันดีของลูก กัลยาปาดน้ำตาทิ้งหยุดร้องไห้ทันที แล้วเข้าไปจะจับตัวลูกชายคนโต แต่เขาเบี่ยงตัวหลบ เธอถึงกับหน้าเสีย ก่อนจะรีบยิ้มแย้มกลบเกลื่อน

    “วันนี้เป็นวันดีของนนท์ ยังไงแม่ก็ขออวยพรให้นนท์มีความสุขสมหวังในชีวิตนะลูก”

    ชานนท์ยกมือไหว้ขอบคุณกัลยาโดยไม่พูดอะไรสักคำ พาณิชเห็นบรรยากาศเริ่มอึดอัด ชวนให้รีบไปบ้านฝ่ายหญิงได้แล้ว เดี๋ยวจะเลยฤกษ์ ชานนท์พยักหน้ารับคำรีบประคองพ่อไปขึ้นรถตู้ มธุรสกับบงกชเข้าไปช่วยกันดูแลกัลยา อภิรักษ์ขอบคุณรสากับเพื่อนๆที่ช่วยเป็นธุระเรื่องแม่ให้

    “ได้เห็นครอบครัวเราสี่คนมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง ผมดีใจจนบอกไม่ถูกเลย”

    รสาเห็นอภิรักษ์มีความสุข ก็พลอยดีใจไปกับเขาด้วย...

    ระหว่างนั่งรถตู้บ่ายหน้าไปยังบ้านของเฉลิม รสาแอบมองชานนท์เป็นจังหวะที่เขาเหลือบมองเธอพอดี สองคนสบตากันนิ่งงัน บงกชเห็นสายตาของทั้งคู่ สะกิดมธุรสให้ดูด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจนัก ชานนท์กับรสามองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเมินหน้าไปคนละทาง

    ooooooo

    แขกผู้มีเกียรติเริ่มทยอยมาร่วมงานหมั้น โดยมีเฉลิม เปรมจิตรวมทั้งวรรณฤดีและธัชชัยยืนต้อนรับแขกอยู่หน้างาน คุณนายสองคนเข้ามาทักทายเฉลิมกับเปรมจิต ชื่นชมศศิกานต์กับชานนท์ว่าเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก วันงานแต่งงานของทั้งคู่จะต้องเป็นที่โจษจันทั้งเมืองแน่ๆ

    วรรณฤดีชักสีหน้าไม่พอใจ รู้สึกตัวเองสำคัญน้อยกว่าน้องเพราะได้สามีด้อยกว่า ต่อมริษยาเริ่มทำงานอีกครั้ง ยิ่งสองคุณนายถามเธอว่าเมื่อไหร่จะมีหลานให้คุณตาคุณยายอุ้ม อย่ารอนานเกินไปเดี๋ยวศศิกานต์แต่งงานแล้วจะมีหลานให้เฉลิมอุ้มไปก่อน วรรณฤดีฮึดฮัดขัดใจขึ้นมาทันที เปรมจิตเห็นสีหน้าลูกสาว รีบเชิญคุณนายทั้งสองท่านเข้าไปข้างใน จังหวะนั้นรถตู้ของชานนท์แล่นมาจอด คนในรถทยอยกันลงมา

    “นั่นมันคุณป้ากัลยานี่คะคุณแม่” วรรณฤดีร้องเอะอะ

    เปรมจิตพยักหน้ารับรู้ แต่พอรสาก้าวลงจากรถเท่านั้น สองแม่ลูกถึงกับตะลึงโดยเฉพาะวรรณฤดีโวยลั่นใครเชิญนังนั่นมา เฉลิมรีบบอกว่าศศิกานต์เป็นคนเชิญ เธอของขึ้นทันทีด่าน้องสาวว่าบ้าไปแล้ว วันมงคลของตัวเองแท้ๆ เชิญตัวซวยมาร่วมงานทำไม

    “แต่มันเป็นสิทธิของน้องนะวรรณ” พูดจบเฉลิมเดินไปต้อนรับคณะของพาณิชด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ผิดกับวรรณฤดีที่หน้าหงิกหน้างอไม่ยอมเดินตามพ่อกับแม่ หลังจากทักทายกันตามมารยาท เฉลิมเชิญพาณิชกับคณะเข้าไปข้างในเนื่องจากใกล้ถึงฤกษ์หมั้นแล้ว โดยมีรสา บงกชกับมธุรสเดินปิดท้าย ขณะเดินผ่านหน้ายัยจอมวีนแตก สามสาวยกมือไหว้สวัสดี เธอกลับเมินใส่ทำเอาหน้าเหลอหลาไปตามๆกัน

    มธุรสกระซิบกับรสา เห็นสายตาที่วรรณฤดีมองมาที่เธอหรือเปล่าเหมือนกับจะเผาให้มอดไหม้ ตนเห็นแล้วอดกลัวแทนไม่ได้ รสาไม่สนใจผู้หญิงคนนั้นจะมองอย่างไรก็ช่าง

    “เธอช่างเขาแต่เขาช่างเธอหรือเปล่าล่ะ ดูสิ มองเธอตลอดเลย เขาคงกลัวว่าเธอจะมาขอแบ่งสมบัติเขานั่นแหละ ก็ดูสิ บ้านคุณเฉลิมออกจะใหญ่โต นี่ถ้าเธอเป็นลูก...” บงกชพูดไม่ทันจบ รสาขัดขึ้นเสียก่อน

    “ฉันไม่สนว่าฉันจะเป็นลูกท่านหรือเปล่าและถ้าวันนี้ไม่ใช่วันหมั้นคุณศศิ ฉันก็จะไม่เหยียบย่างเข้ามาที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว”...

    ด้านวรรณฤดียังบ่นเรื่องที่ศศิกานต์เชิญรสามาร่วมงานด้วยไม่เลิก เปรมจิตต้องปรามให้เบาเสียงลงหน่อย อยากให้คนอื่นรู้เรื่องในบ้านเราหรืออย่างไร วรรณฤดีขัดใจมาก พอเหลือบเห็นรสาเดินไปเข้าห้องน้ำ รีบตามไปหาเรื่องด่าว่าต่างๆนานา ธัชชัยพยายามห้ามปรามเธอกลับยิ่งพูดเสียงดังหวังจะให้รสาได้อาย อภิรักษ์เห็นท่าไม่ดีเข้ามาแทรกกลาง เสียงแปดหลอดของวรรณฤดีทำให้เฉลิมหันมอง แล้วสั่งให้เปรมจิตไปดูให้ วรรณฤดีบ้าได้โล่ด่ารสาไม่หนำใจ พาลด่าอภิรักษ์ว่าหลงรสาหัวปักหัวปําระวังให้ดีจะถูกมันสูบจนหมดตัว

    “พอได้แล้วยัยวรรณ เสียงดังจนแขกเหรื่อได้ยินกันแล้ว วันนี้เป็นวันมงคลน้องนะ จะทำอะไรก็ให้คิดถึงหน้าน้องบ้าง” คำพูดของเปรมจิตทำให้วรรณฤดียิ่งคลั่งหนัก

    “อะไรก็น้องๆๆๆ คุณแม่รักศศิมากกว่าวรรณใช่ไหมคะ”

    เปรมจิตเอ็ดลูกเบาๆว่าเหลวไหลไปกันใหญ่ เธออ้าปากจะเถียงแม่ แต่แม่จันพาศศิกานต์ลงมาเสียก่อน เปรมจิตรีบดึงแขนวรรณฤดีกลับไปรวมกลุ่มเจ้าภาพ

    ธัชชัยรีบตามไปด้วยขณะที่อภิรักษ์ส่ายหน้าระอาใจกับความร้ายกาจของวรรณฤดี ปลอบรสาอย่าไปสนใจคำพูดของผู้หญิงคนนั้น

    “ฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ คุณรักษ์ไม่ต้องห่วง รีบเข้าไปข้างในเถอะค่ะ ท่าจะใกล้เวลาฤกษ์เต็มทีแล้ว”

    ooooooo

    พิธีหมั้นผ่านไปด้วยดีแม้จะมีอยู่เสี้ยววินาทีหนึ่งที่ชานนท์ลังเลก่อนจะสวมแหวนหมั้นให้กับศศิกานต์ เสร็จจากพิธีอย่างเป็นทางการ ช่างภาพเรียกคู่หมั้นกับญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาถ่ายภาพร่วมกัน จากนั้นก็ถ่ายรูปคู่หมั้นกับครอบครัวของแต่ละฝ่ายโดยเริ่มจากฝ่ายชายก่อน

    พอถึงตอนที่คู่หมั้นต้องถ่ายรูปกับครอบครัวฝ่ายหญิง ศศิกานต์ขออนุญาตเฉลิมให้รสามาถ่ายรูปร่วมกับพวกเราด้วย วรรณฤดีตวาดลั่นว่าไม่ได้ แล้วทำท่าจะปรี๊ดแตก เฉลิมกลัวแขกจะรู้ความลับของครอบครัวรีบยกมือห้ามไม่ให้พี่น้องทะเลาะกัน แล้วยกมือค้างอยู่อย่างนั้น ก่อนจะล้มลงหมดสติ ทุกคนพากันตกตะลึง

    ชานนท์ได้สติก่อนสั่งการทันที “รักษ์ ไปเอารถออกเร็ว พี่จะพาคุณอาไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้”...

    ครู่ต่อมา พันขับรถมาจอดที่หน้าตัวตึก ชานนท์กับธัชชัยช่วยกันประคองร่างไร้สติของเฉลิมขึ้นรถ ชานนท์สั่งให้อภิรักษ์อยู่ดูแลแขกทางนี้ ตนจะพาท่านไปโรงพยาบาลเอง รสาเห็นหน้าตาซีดเซียวของเฉลิมก็ใจคอไม่ดี วรรณฤดีพุ่งเข้ามาผลักอกเธออย่างแรง ด่าซ้ำว่าเธอเป็นตัวซวยของบ้านหลังนี้

    “ตั้งแต่เธอโผล่เข้ามาในชีวิตพวกเราก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย แล้ววันนี้พอเธอเหยียบเท้าเข้ามาในบ้านฉัน คุณพ่อก็เป็นอย่างนี้ ออกไปจากบ้านฉันเดี๋ยวนี้...ไป” วรรณฤดีผลักอกรสาซ้ำอีกครั้งจนเซ อภิรักษ์คว้าตัวไว้ทัน ศศิกานต์เห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาคว้าแขนวรรณฤดีให้รีบตามไปดูแลคุณพ่อด้วยกันก่อน แล้วลากขึ้นรถไปเลย ทิ้งให้แขกในงานรวมทั้งรสา บงกชและมธุรสยืนตะลึง...

    ในเวลาต่อมา เฉลิมถูกนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน ศศิกานต์จับมือชานนท์มากุมไว้อย่างต้องการที่พึ่ง เผลอบ่นหวั่นๆอยู่แล้วว่าสักวันคุณพ่อจะต้องเป็นอย่างนี้อีก เปรมจิตหันขวับ พูดแบบนี้เหมือนกับเฉลิมเคยวูบมาก่อน ศศิกานต์ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่ท่านไม่ยอมให้เธอบอกใคร

    “ใจเย็นๆกันก่อนนะครับ คุณอาเฉลิมถึงมือหมอแล้ว” ชานนท์ปลอบ วรรณฤดีเดินหลบออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก หันไปคร่ำครวญกับธัชชัยที่วิ่งตามมาว่าคุณพ่อจะตายไหม เขาคิดว่าเธอเป็นห่วงท่าน ปลอบว่าถึงมือหมอแล้วท่านจะต้องไม่เป็นอะไร เหตุการณ์กลับตาลปัตร วรรณฤดีไม่ได้เป็นห่วงเฉลิม แต่กลัวท่านจะตายก่อนที่เธอจะมีหลานชายให้ นั่นเท่ากับเธอจะชวดสมบัติที่ท่านสัญญาจะยกให้หลานชายคนแรกของตระกูล...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน พาณิชเห็นอภิรักษ์ส่งแขกคนสุดท้ายกลับไปแล้ว ชวนเขากลับไปรอฟังข่าวเฉลิมที่บ้านของเรากันดีกว่า อภิรักษ์รับคำ แล้วประคองพ่อลุกขึ้น พาณิชมองกัลยาไม่รู้จะเอาอย่างไรดี รสาเห็นสายตาของท่านก็พอจะเดาออก บอกให้พาณิชกลับไปพักผ่อนไม่ต้องห่วงกัลยา เธอจะพาไปส่งบ้านเอง

    “ขอบใจนะหนู ลุงอยากให้หนูเป็นคนในครอบครัวเราจริงๆ” พูดจบพาณิชหันบอกกัลยา “หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีกนะ” เขาเห็นกัลยารับคำก็ยิ้มดีใจ...

    ผ่านไปพักใหญ่กว่าหมอเจ้าของไข้จะออกจากห้องฉุกเฉินมาแจ้งกับญาติของเฉลิมว่าคนป่วยพ้นขีดอันตรายแล้ว เขายังไม่แน่ใจว่าคนป่วยเป็นอะไร จึงต้องให้ค้างที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการสักหนึ่งคืนก่อน พรุ่งนี้เขาจะให้เจาะเลือดคนป่วยไปตรวจให้ละเอียดอีกครั้ง เปรมจิตจะขอเข้าเยี่ยมเฉลิม

    “หมอให้เขาส่งคุณเฉลิมขึ้นไปห้องพักข้างบนแล้ว เดี๋ยวญาติตามขึ้นไปพบที่ห้องข้างบนได้เลย”

    วรรณฤดีรอจนหมอไปพ้นสายตา โวยวายถ้าหมอจะตรวจคุณพ่อก็แสดงว่าท่านจะต้องเป็นโรคร้ายแรงแน่ๆ เปรมจิตโกรธที่เธอปากเสีย ศศิกานต์ต้องขอร้องพี่สาวอย่าเพิ่งพูดอะไรไปในทางไม่ดี บางทีท่านอาจไม่เป็นอะไรก็ได้ วรรณฤดีหมั่นไส้ แดกดันว่าตัวเองไม่ใช่นางฟ้าที่จะมองโลกในแง่ดีอย่างเธอ ถ้าพ่อไม่เป็นอะไรแล้วเราจะมาที่นี่ทำไม ศศิกานต์ขี้เกียจเถียงด้วย ได้แต่ปิดปากเงียบไม่พูดอะไรอีก

    ooooooo

    แม้จะนอนหน้าซีดเซียวอยู่บนเตียงคนไข้ เฉลิมไม่วายโวยวายจะต้องค้างที่โรงพยาบาลทำไมแค่หน้ามืดหน่อยเดียวนอนพักสักครู่ก็กลับบ้านได้แล้ว วรรณฤดีรีบประจบประแจง หมอยังไม่อนุญาตให้กลับ ต้องตรวจร่างกายเพิ่มก่อน และต้องงดน้ำงดอาหารเพื่อตรวจเลือดอีกด้วย เฉลิมโวยอีกจะต้องตรวจเลือดทำไม

    “เพื่อความแน่ใจน่ะค่ะว่าคุณไม่เป็นอะไรจริงๆ ไหนๆก็มาที่นี่แล้ว ถือโอกาสให้หมอตรวจสุขภาพชุดใหญ่ไปเลยก็ดีนะคะ คุณก็ตั้งใจว่าหลังงานหมั้นศศิ คุณจะมาตรวจสุขภาพอยู่แล้วนี่คะ ก็ตรวจไปซะคราวนี้เลย” เปรมจิตพยายามหลอกล่อ แต่เฉลิมยืนกรานไม่ได้เป็นอะไรจะต้องตรวจทำไม ทั้งชานนท์และศศิกานต์ต้องช่วยกันขอร้อง ในที่สุดเฉลิมก็ยอมค้างคืนให้หมอตรวจสุขภาพ ทุกคนดีใจมาก

    “เดี๋ยวคืนนี้แม่จะนอนเฝ้าคุณพ่อเอง ทุกคนกลับไปพักผ่อนที่บ้านกันเถอะ วรรณ บอกพี่จันให้จัดเสื้อผ้าให้คนรถเอามาให้แม่สักชุดสองชุดนะ”

    ศศิกานต์เข้าไปจูบแก้มพ่อ บอกว่าพรุ่งนี้จะมาเยี่ยมใหม่ วรรณฤดีกลัวน้อยหน้า รีบแทรกเข้าไปจูบแก้มท่านบ้าง พรุ่งนี้เธอก็จะมาหาท่านเหมือนกัน จากนั้นทุกคนกลับออกไป ทิ้งให้เปรมจิตอยู่กับเฉลิมเพียงลำพัง...

    สามสาวเพิ่งกลับถึงบ้านหลังจากส่งกัลยาเรียบร้อยแล้ว บงกชชมว่าบ้านที่อภิรักษ์ซื้อให้กัลยาอยู่ขนาดกำลังดี เขาคงจะสบายใจขึ้นที่ไม่ต้องทนเห็นแม่อยู่บ้านโทรมๆทั้งที่ตัวเองอยู่บ้านใหญ่โตราวกับวัง

    “คุณน้าไม่เคยให้คุณรักษ์ไปที่บ้านหรอก เธออายน่ะ ก็มีแต่คุณชานนท์นั่นแหละที่เคยไป ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าคุณชานนท์ไปที่บ้านนั้นถูกได้อย่างไร” รสาอธิบาย มธุรสช่วยผสมโรงด้วย

    “ภรรยามหาเศรษฐี ทิ้งลูกทิ้งสามีไปอยู่กับสามีใหม่ในบ้านแบบนั้น เหมือนนางฟ้าตกสวรรค์ดีๆนี่เลยเนอะ มิน่า คุณชานนท์ถึงยอมรับแม่ไม่ได้”...

    ที่บ้านหลังใหม่ของกัลยา อรุณตื่นเต้นดีใจมากเมื่อรู้จากกัลยาว่าพาณิชยังรักเธออยู่ไม่เสื่อมคลาย ไม่เหมือนชานนท์ที่ตั้งแง่กับเธอไม่เลิกไม่แล้ว ก็เลยยุส่งถ้าอย่างนั้นเธอน่าจะลองขอรถจากท่านสักคัน ต่อไปเราสองคนจะไปไหนจะได้สบายไม่ต้องโหนรถเมล์ กัลยาเห็นดีเห็นงามด้วย

    “แล้วนี่ผมกลับมาอยู่บ้านได้เมื่อไหร่ล่ะ อยากอยู่บ้านใหม่จะแย่แล้ว”

    กัลยาขอร้องให้เขาใจเย็นๆ รอเธอทำให้อภิรักษ์ยอมรับในตัวเขาก่อน ต่อไปเขาจะได้อยู่อย่างสบาย...

    บงกชกับมธุรสเห็นรสานั่งหน้าเครียดเป็นห่วงเฉลิม ยุให้โทร.ไปถามข่าวคราวจากศศิกานต์ รสาเกรงใจไม่กล้าโทร. พูดไม่ทันขาดคำ ศศิกานต์เป็นฝ่ายโทร.

    มาบอกเองว่าหมอให้เฉลิมนอนที่โรงพยาบาลหนึ่งคืน พรุ่งนี้จะเจาะเลือดไปตรวจจะได้รู้ว่าท่านเป็นอะไรถึงหน้ามืดบ่อย รสาขอบคุณเธอมากที่โทร.มาบอก

    “ก็เพราะฉันคิดว่าคุณก็ควรจะมีสิทธิ์รู้เรื่องของคุณพ่อด้วยเพราะคุณก็อาจจะเป็นลูกสาวคนหนึ่งของท่าน” ศศิกานต์ไม่ลืมบอกชื่อโรงพยาบาลที่เฉลิมอยู่ให้รสารับรู้เผื่อเธออยากจะมาเยี่ยม

    ooooooo

    ชานนท์เดินลงมาจากห้องนอนเห็นอภิรักษ์นั่งคุยอยู่กับพ่อเรื่องบ้านใหม่ที่ซื้อให้แม่ รีบหลบมุมแอบฟัง พาณิชจะเป็นคนจ่ายค่าบ้านที่เขาซื้อให้แม่เอง อภิรักษ์ตระหนักในทันทีว่าพ่อยังรักแม่มากทั้งที่แม่ไปอยู่กินกับชายอื่น ยกมือไหว้ขอบคุณพ่อแทนแม่ทั้งน้ำตา

    “อย่างน้อย...ช่วงชีวิตหนึ่ง พ่อกับเธอก็เคยใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข แล้วเธอก็ให้ลูกที่ดีกับพ่อถึงสองคน” พาณิชว่าแล้วลูบหัวอภิรักษ์ด้วยความรัก

    ชานนท์ที่แอบฟังอยู่หนักใจมาก คิดไม่ตกจะทำอย่างไรดี จะกันแม่ออกไปเพราะรู้ว่าแม่ไม่จริงใจก็ทำไม่ได้ แต่ก็ไม่อยากให้พ่อกับน้องถูกท่านหลอกเอาเงินไปปรนเปรอชายชู้ ขณะชานนท์กำลังเครียดๆ ศศิกานต์โทร.มาหา เขาสูดลมหายใจเข้าเพื่อตั้งสติก่อนจะรับสาย

    “ว่าไงครับศศิ ออกไปเยี่ยมคุณอาเฉลิมที่โรงพยาบาลหรือยัง”

    ศศิกานต์ติดประชุมอยู่กับวรรณฤดีก็เลยยังไม่ได้ไป แต่โทร.ถามคุณแม่แล้ว ได้ความว่าพยาบาลมาเจาะเลือดคุณพ่อไปแล้ว บ่ายๆถึงจะรู้ผล ประชุมเสร็จเมื่อไหร่เธอถึงจะไปเยี่ยมท่านได้ แล้วถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อวานเธอเห็นป้ากัลยามาร่วมงานด้วย ชานนท์ได้ยินชื่อแม่ก็หงุดหงิดทันที ขอร้องอย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้

    “ตอนนี้เรื่องของคุณอาเฉลิมสำคัญกว่า งั้นพี่ขอทำงานก่อนนะครับ จะได้ไปเยี่ยมคุณอาเฉลิมด้วย”

    “ค่ะพี่นนท์” ศศิกานต์วางสายสีหน้าหนักใจที่ชานนท์ปิดกั้นเธอจากเรื่องแม่ของเขา...

    การตรวจเช็กสุขภาพคราวนี้ทำให้เฉลิมหนักใจ กลัวหมอจะตรวจเจออะไรที่ไม่อยากเจอ...

    ที่หน้าบริษัทเดียร์ไดมอนด์ มนัสกำลังยืนยามอยู่แต่กลับไม่สนใจอะไรรอบข้าง เอาแต่มองแหวนวงนั้นไม่รู้จะทำอย่างไรกับมันดี จะเอาไปขายร้านเพชรก็ทำไม่ได้ กลัวเจ้าของร้านจะแจ้งตำรวจจับเอาอีก

    พลันรถของอภิรักษ์แล่นเข้ามาในบริษัท มนัสนึกแผนชั่วออก ตั้งใจจะขายแหวนวงนี้ให้อภิรักษ์ในราคาหนึ่งแสนบาท หักหนี้เก่าที่ยืมไปสามหมื่นบาทยังเหลือเงินอีกตั้งเจ็ดหมื่นบาท สีหน้ามีความหวังขึ้นมาทันที รีบเข้าไปในตัวตึกทำการของบริษัท จะเอาแหวนไปให้อภิรักษ์ดูที่ห้องทำงานของเขา แต่เจอบงกชตรงทางเดินเสียก่อน มนัสรีบหลบมุม รอจนเธอไปพ้นทางแล้ว ออกจากที่ซ่อนตรงไปที่ห้องทำงานของอภิรักษ์

    ขณะที่มนัสพยายามจะขอเข้าพบอภิรักษ์ แต่เลขาฯหน้าห้องของเขาไม่ยอมให้พบเนื่องจากไม่ได้นัดเอาไว้ เจอบงกชมาขัดลาภอีก เขากลัวเธอจะรู้เรื่องแหวนแล้วเอาไปฟ้องรสา รีบชิ่งกลับไปแทบไม่ทัน บงกชได้แต่มองตามสงสัยเขามาทำอะไรบนนี้...

    อากาศร้อนจัดทำให้กัลยาเป็นลมล้มพับระหว่างเดินกลับจากไปซื้อของกินที่ตลาด อรุณได้ทียุส่งให้เธอไปขอรถจากลูกชายกับผัวเก่าของเธอ จะได้ไม่ต้องเป็นลมเป็นแล้งกลางถนนแบบนี้อีก กัลยาคิดคล้อยตาม...

    วรรณฤดีชิงความได้เปรียบ ชวนธัชชัยมาที่โรงพยาบาลก่อนศศิกานต์จะมาถึง เจอรสากำลังเดินหาห้องพักฟื้นของเฉลิมอยู่ก็ปรี๊ดแตกพุ่งเข้าไปขวางหน้า ตวาดลั่นมาที่นี่ทำไม เธอจะมาเยี่ยมเฉลิม

    “ในฐานะอะไร ลูกหลานก็ไม่ใช่ คิดจะมาประจบสอพลอขอเงินล่ะสิถึงได้รีบมาเยี่ยมอย่างนี้ ฉันไม่ให้เยี่ยม” ไม่พูดเปล่า วรรณฤดีผลักอกรสาพลางตวาดเสียงลั่น “ถ้าอยากได้เงินไปออเซาะฉอเลาะขออภิรักษ์โน่น มันกำลังหลงแกหัวปักหัวปำเลยนี่ ไปเลยนะ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย ไปสิ” เสียงแปดหลอดของเธอทำให้พยาบาลต้องเข้ามาเตือน กลับถูกเธอแว้ดใส่ ก่อนจะหันไปไล่ตะเพิดรสาซึ่งจำต้องกลับออกไปอย่างเซ็งจัด

    ooooooo

    รสายังไม่ทันจะเดินพ้นประตูโรงพยาบาล เจอศศิกานต์เดินสวนเข้ามาเสียก่อน ฝ่ายหลังร้องทักมาเยี่ยมคุณพ่อแล้วใช่ไหม เธอยังไม่เจอกับท่าน เจอแต่วรรณฤดี ศศิกานต์เดาออกทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น คว้ามือรสาจะพาไปที่ห้องพักของเฉลิมด้วยกัน เธอขืนตัวไว้ ขืนเข้าไปเยี่ยมมีหวังถูกวรรณฤดีอาละวาดใส่อีกแน่ๆ

    “ท่านกำลังป่วย ฉันไม่อยากทำให้ท่านไม่สบายใจมากไปกว่านี้ ถ้ายังไง ฉันฝากคุณศศิเยี่ยมท่านด้วยค่ะ”

    ศศิกานต์พยักหน้ารับคำ ไม่เซ้าซี้อะไรเธออีก...

    อีกมุมหนึ่งในห้องพักฟื้นคนไข้ เฉลิมเริ่มหงุดหงิดที่ผลตรวจเลือดไม่ออกสักที เปรมจิตต้องปลอบให้ใจเย็นๆก่อน ไหนๆเราก็ทำอะไรไม่ได้ เขาน่าจะนอนพักให้อิ่มไปเลย แล้วดึงผ้ามาห่มให้อย่างเอาใจ เฉลิมบ่นโน่นบ่นนี่อีกสักพักก็เงียบเสียง วรรณฤดีกับธัชชัยเปิดประตูห้องเข้ามา เปรมจิตรีบจุ๊ปากเป็นทำนองไม่ให้ทำเสียงดัง แล้วรีบพาทั้งคู่ออกไปคุยกันข้างนอก ปล่อยให้เฉลิมนอนหลับตามลำพัง

    อึดใจศศิกานต์ตามมาสมทบ ถามว่าผลเลือดของคุณพ่อออกหรือยัง เปรมจิตยังไม่ทันจะว่าอะไร หมอเจ้าของไข้เข้ามาเชิญทั้งสี่คนไปคุยกันที่ห้องทำงานของเขาเรื่องผลตรวจเลือด ปรากฏว่าเฉลิมเป็นโรคไต ต้องรักษาด้วยการฟอกไตอาทิตย์ละสองครั้ง ศศิกานต์ซักถ้าฟอกไตแล้วท่านจะหายเป็นปกติไหม

    “อันนี้หมอก็ยังตอบไม่ได้ครับ มันขึ้นกับสภาพร่างกายของคนไข้ด้วย เราต้องดูอีกทีว่าฟอกไตแล้ว สภาพการเสื่อมของไตจะหยุดไหม หมอคงต้องพิจารณาขั้นตอนการรักษาเป็นระยะๆไปน่ะครับ”

    “ยังไงก็ได้ค่ะหมอ ขอเพียงอย่างเดียว ขอให้คุณเฉลิมหายเป็นปกติก็แล้วกัน” เปรมจิตเสียงเครียด...

    เฉลิมถึงกับอึ้งเมื่อรู้ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไร เปรมจิตปลอบใจว่าโรคนี้รักษาได้ ถ้าได้ฟอกไตก็จะดีขึ้น เขาได้แต่นิ่งเงียบ ศศิกานต์บีบมือให้กำลังใจพ่อ วรรณฤดีไม่ยอมให้เธอได้หน้าคนเดียว บีบมือพ่ออีกข้างหนึ่งบ้าง

    “เรายังโชคดีนะคะคุณพ่อที่เรามีเงิน จะหมดค่ารักษาเท่าไหร่เราก็ไม่เดือดร้อน ขอแต่ให้คุณพ่อหายก็พอ”

    คำปลอบใจของวรรณฤดีไม่ได้ทำให้เฉลิมสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย...

    ในเวลาต่อมา ชานนท์ตามมาสมทบกับศศิกานต์ที่โรงพยาบาล เห็นสีหน้าไม่สบายใจของเธอพยายามปลอบให้ใจเย็นก่อน ถ้าหมอบอกอย่างนั้น แสดงว่าเฉลิมยังมีทางรักษา แล้วชวนเธอขึ้นไปเยี่ยมเขาด้วยกัน หลังจากเยี่ยมเฉลิมเรียบร้อย ศศิกานต์ชวนชานนท์ไปหารสาที่ร้านเสื้อ เพื่อบอกข่าวคราวอาการป่วยของเฉลิมเพราะรสาอาจจะเป็นลูกอีกคนหนึ่งของท่าน รสาขอบคุณเธอมากที่อุตส่าห์มาแจ้งด้วยตัวเอง แล้วเหลือบเห็นแหวนหมั้นบนนิ้วของเธอถึงกับใจวูบ พอมองไปทางชานนท์เห็นเมินหน้าหนี ก็เลยตัดบท

    “แล้วฉันจะหาทางไปเยี่ยมท่านนะคะ”...

    ระหว่างเดินไปที่รถ ชานนท์อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ ทำไมศศิกานต์ถึงแคร์รสานัก เธอรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณรสาที่เคยช่วยชีวิตเธอเอาไว้ตอนที่ตกทางลาดชัน อีกอย่างหนึ่ง ถ้ารสาเป็นลูกสาวอีกคนหนึ่งของคุณพ่อจริงๆ เราสองคนก็คือพี่น้องกัน ชานนท์ทักท้วงเรื่องนี้ยังไม่มีอะไรมาพิสูจน์

    “ก็จริงค่ะ แต่เรื่องที่รสาจะใช่ลูกอีกคนหนึ่งของคุณพ่อหรือไม่ ศศิเชื่อว่าสักวันความจริงจะต้องปรากฏ”

    ooooooo

    วรรณฤดีกับศศิกานต์ เปรมจิตและธัชชัยต่างเดินตามรถเข็นที่เฉลิมนั่งไปยังห้องฟอกไต หมอรอจนพยาบาลเข็นรถเข็นพาเฉลิมเข้าไปข้างในเรียบ-ร้อยจึงหันมาปลอบเปรมจิตที่มีสีหน้าเป็นกังวลว่าไม่ต้องเป็นห่วง

    “มีคนไข้มากมายที่มาฟอกไตแล้วก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้”

    เปรมจิตพยักหน้ารับรู้ แต่สีหน้าก็ยังเป็นกังวลอยู่ดี...

    ทางด้านกัลยาทำตามคำยุยงของอรุณ ออดอ้อนให้อภิรักษ์ซื้อรถให้ อ้างบ้านใหม่ห่างจากตลาด ถ้าไม่มีรถลำบากมาก ความจริงเธอไม่อยากรบกวนอะไรเขาอีกเพราะรู้ว่าขอเขาเยอะแล้วทั้งเงินทองทั้งบ้าน

    “บ้าน...พ่อเป็นคนซื้อให้แม่ครับ ไม่ว่าจะยังไง พ่อก็ยังรักและเป็นห่วงแม่เสมอนะครับ งั้นเรื่องรถนี่ ผมจะซื้อให้แม่เอง แม่อยากได้รถอะไรล่ะครับ”

    กัลยายิ้มดีใจที่อภิรักษ์ตกปากรับคำง่ายดายเหมือนเช่นเคย จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ อภิรักษ์แวะไปหารสาที่ร้านเสื้อเพื่อบอกข่าวดีเรื่องที่ตัวเองจะซื้อรถให้แม่ เธอดีใจกับเขาด้วยที่มีโอกาสดูแลบุพการี ไม่เหมือนเธอที่ไม่มีโอกาสอย่างนั้นแล้ว เขาเห็นสีหน้าของเธอหม่นหมองบีบมือเธอเบาๆอย่างเป็นกำลังใจ มธุรสแอบมองอย่างสนใจก่อนจะหันไปสบตากับแตง อภิรักษ์ออกปากถ้ามีอะไรจะให้ช่วยเรื่องงานเผาศพสุภา ขอให้บอกได้เลยไม่ต้องเกรงใจ หญิงสาวส่ายหน้าไม่มีอะไรให้ช่วย เธอเตรียมทุกอย่างหมดแล้ว

    “เป็นงานเผาศพเล็กๆ เราไม่มีญาติที่ไหน แล้วก็ไม่รู้จักใครมากมาย”

    อภิรักษ์ตั้งข้อสังเกต ถ้ารสาเป็นลูกอีกคนหนึ่งของเฉลิม ทุกอย่างคงเปลี่ยนไป เธอไม่คิดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว ตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้ท่านหายดี อภิรักษ์เชื่อว่าถ้าเฉลิมรู้ว่าเธอเป็นห่วงขนาดนี้ ท่านคงจะดีใจ...

    เปรมจิตคิดว่าเฉลิมหลับเพราะเพลียจากการฟอกไต ค่อยๆเดินออกจากห้องจะไปเปลี่ยนบรรยากาศที่สวนหย่อมของโรงพยาบาลโดยไม่ลืมฝากพยาบาลที่เคาน์เตอร์ช่วยดูคนไข้ให้สักครู่ เธอคล้อยหลังไม่นานเฉลิมลืมตาตื่นขึ้น ข่มตาหลับไม่ลงกังวลใจเรื่องอาการป่วยของตัวเอง พลันมีเสียงเคาะประตูห้องพักดังขึ้น เขาหันไปเห็นรสาค่อยๆเปิดประตูเข้ามาก็แกล้งหลับ รสาเห็นในห้องไม่มีใคร เดินมาหยุดข้างเตียงคนไข้

    “ท่าน...ขอให้ท่านหายเป็นปกติเร็วๆอย่าเป็นอะไรไปมากกว่านี้เลยนะคะ”

    ชานนท์มาทันได้ยินพอดี “คุณอาหลับอยู่ คุณไม่จำเป็นต้องเล่นละครว่าเป็นห่วงท่านให้ใครดูหรอก”

    “คุณชานนท์ คุณจะคิดอย่างไรก็ช่าง ฉันไม่ได้มาเล่นละคร ฉันเป็นห่วงท่านจริงๆ ฉันไม่อยากให้ท่านเป็นอะไรไป อยากเห็นท่านแข็งแรง” เธอพูดยังไม่ทันขาดคำ ชานนท์ลากแขนออกไปคุยกันข้างนอก ทันทีที่ประตูห้องพักปิด เฉลิมลืมตาขึ้นมองตามสีหน้าครุ่นคิด...

    ชานนท์ลากรสามายังมุมปลอดคนสั่งให้เลิกยุ่งกับเฉลิมได้แล้ว การมาเยี่ยมของเธอรังแต่จะทำให้ท่านร้อนใจเปล่าๆ ถ้าวรรณฤดีมาเห็นเธอเข้าต้องเป็นเรื่องอีก รสามาเยี่ยมเพราะเป็นห่วงท่านแค่นั้น

    “จะให้เชื่อเหรอ”

    “ฉันไม่แคร์หรอกว่าคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะไม่ว่าจะยังไงคุณก็ไม่เคยมองฉันในแง่ดีอยู่แล้ว” พูดจบ รสาผละจากไป ชานนท์มองตามว้าวุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก...

    รสาเป็นห่วงเฉลิมมากแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร ได้แต่ภาวนาขอให้แม่สุภาของตัวเองคุ้มครองท่านด้วย...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน มนัสยืนยามอยู่หน้าบริษัท แต่ไม่เป็นอันทำงานเพราะคอยแต่ชะเง้อรอการมาถึงของ อภิรักษ์เนื่องจากต้องการขายแหวนวงนั้นให้ แต่คนที่เขารอคอยกำลังพากัลยาไปเลือกซื้อรถป้ายแดงที่โชว์รูมขายรถ เธอเดินเลือกรถคันโน้นทีคันนี้ทีอย่างมีความสุข อภิรักษ์เห็นแม่ยิ้มแย้มก็พลอยสุขใจไปด้วย...

    มนัสมัวแต่ก้มดูแหวนเพลินไม่ทันเห็นรถของชานนท์ที่จะแล่นเข้าบริษัทก็เลยไม่ได้เปิดที่กั้นให้ ชานนท์บีบแตรเตือน เขาตกใจสะดุ้งโหยงทำแหวนหล่นพื้นแต่ไม่กล้าเก็บ รีบเปิดไม้กั้นให้รถเข้ามาก่อน ชานนท์เห็นมนัสลนลานเก็บแหวนที่พื้นก็เลยจอดรถลงมาถามว่าทำอะไร เขากำลังเก็บแหวนมรดกที่แม่ให้ไว้ก่อนตาย

    เจ้านายใหญ่มองอย่างสนใจ เห็นแหวนมีราคาเกินกว่าที่มนัสจะมีปัญญามีได้ก็ขอดู แต่ยังไม่ทันจะรับแหวนไปจากมือเขา บงกชโทร.มาบอกชานนท์เสียก่อนว่ามิสเตอร์เฮสติ้งมาพบ

    “อ้าว มิสเตอร์เฮสติ้งจะมาพบตอนเย็นไม่ใช่เหรอ ...โอเคๆ ผมจะไปเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วชานนท์เดินลิ่วเข้าตัวตึก ทิ้งให้มนัสยื่นแหวนค้างอยู่อย่างนั้น

    ooooooo

    เฉลิมได้รับข่าวดีในวันที่กลับจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นต่อที่บ้านว่าวรรณฤดีตั้งครรภ์ ไม่ใช่จะมีแต่เขาเท่านั้นที่ดีใจ ทั้งเปรมจิต ศศิกานต์และแม่จันรู้สึกไม่ต่างจากเขาเช่นกัน ว่าที่คุณแม่คนใหม่ไม่ลืมทวงสัญญาที่พ่อเคยให้ไว้ว่าจะยกมรดกให้หลานชายคนแรกของตระกูลมากกว่าใคร

    “ถ้าคุณพ่อผิดคำพูด วรรณเล่นงานคุณพ่อตายเลยค่ะ” วรรณฤดีพูดทีเล่นทีจริง

    “พ่อไม่ลืมหรอก แต่ขอให้ได้หลานชายจริงๆเถอะ”

    วรรณฤดีรับรองว่าท่านจะได้หลานชายสมใจอยาก แล้วชวนธัชชัยขึ้นห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข...

    เมื่อเฉลิมอยู่เพียงลำพังกับตัวเอง อดคิดถึงคำพูดของวรรณฤดีที่ทวงถามเรื่องมรดกเมื่อครู่ไม่ได้ เพราะฟังแล้วเหมือนลูกจะห่วงสมบัติมากกว่าห่วงอาการป่วยของตนเอง ไม่เหมือนคำพูดของรสาที่เขาได้ยินตอนแกล้งหลับอยู่บนเตียงคนไข้ซึ่งเต็มไปด้วยความห่วงใยเขาอย่างแท้จริง ถึงกับพึมพำด้วยความน้อยใจ

    “ยัยวรรณไม่ถามถึงอาการป่วยของเราสักคำ”...

    ขณะเฉลิมเริ่มตระหนักแล้วว่าลูกสาวคนโตรักทรัพย์สมบัติมากกว่ารักตนเอง มนัสต้องผิดหวังที่พยายามจะเอาแหวนให้อภิรักษ์ดูแต่ไม่สำเร็จเพราะเขายุ่งเกินกว่าจะฟังสิ่งที่มนัสพูด...

    ศศิกานต์โทร.แจ้งข่าวดีเรื่องวรรณฤดีท้องให้ชานนท์ ทราบและชวนมาร่วมกินมื้อค่ำฉลองข่าวดีนี้ด้วย อภิรักษ์กับบงกชอยู่ตรงนั้นพอดี พลอยตื่นเต้นดีใจไปด้วย ชานนท์ฝากน้องชายไปบอกพ่อให้ทีว่าเย็นนี้กลับค่ำจะไปเลี้ยงฉลองวรรณฤดีท้องที่บ้านของเฉลิม...

    ข่าวดีเรื่องวรรณฤดีท้องพลอยทำให้รสาดีใจไปด้วย หวังว่าลูกของเธอจะทำให้เฉลิมมีกำลังใจในการต่อสู้กับโรคร้ายที่เป็นอยู่...

    ระหว่างกินมื้อค่ำ วรรณฤดีคุยให้ทุกคนฟังเรื่องจะต้องเตรียมทำห้องใหม่ให้ลูก อยากให้ห้องเด็กติดกับห้องของเธอเลย เฉลิมถึงกับร้องอ้าว ทำไมไม่ให้ลูกอยู่ในห้องตัวเองจะได้อยู่ดูแลใกล้ชิด รอให้โตก่อนค่อยแยกห้องไม่ดีกว่าหรือ วรรณฤดีร้องเอะอะขืนทำอย่างนั้นดึกดื่นลูกร้องขึ้นมาคงไม่ต้องหลับต้องนอนกันพอดี แถมเธอวางแผนจะสัมภาษณ์พี่เลี้ยงลูกไว้แต่เนิ่นๆ พอคลอดแล้วจะได้ไม่ฉุกละหุก

    “นี่เราอยากจะมีลูกจริงๆหรือเปล่าหือ ยัยวรรณ” เฉลิมนิ่วหน้าสงสัย

    “อยากสิคะ คุณพ่อก็รู้ว่าวรรณอยากมีลูกมาตั้งนานแล้ว”

    เปรมจิตช่วยอธิบายว่าเฉลิมแค่อยากให้วรรณฤดีเลี้ยงลูกเองบ้าง เธอกลับยอกย้อนว่าแม่เองก็ไม่เคยเลี้ยงเธอกับศศิกานต์ ให้แม่จันเลี้ยงให้แล้วทำไมเธอถึงต้องเลี้ยงลูกเอง เปรมจิตถึงกับพูดอะไรไม่ออก...

    ในขณะออกมาเดินเล่นที่สนามข้างบ้านหลังกินอาหารเสร็จ ศศิกานต์แอบนินทาพี่สาวตัวเองให้ชานนท์ฟังว่าคิดอะไรแปลกๆ ถ้าเธอมีลูกเธอจะเลี้ยงลูกเองไม่ยอมให้ใครเลี้ยงแทนเด็ดขาด เขานึกถึงกัลยาขึ้นมาทันที

    “แต่พี่ว่าไม่แปลกนะ ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนหรอกนะศศิที่จะมีคุณสมบัติที่ดีของความเป็นแม่น่ะ ผู้หญิงบางคนก็ไม่สมควรจะเป็นคนเลยด้วยซ้ำ”

    ooooooo

    อรุณเห่อรถคันใหม่ที่อภิรักษ์ซื้อให้กัลยามาก เอามาขับร่อนไปร่อนมาที่ถนนภายในหมู่บ้าน แต่นั่นยังไม่สะใจพอเขาจึงชวนกัลยาไปหาอะไรกินนอกบ้านเพื่อฉลองรถคันใหม่และจะได้เป็นการลองเครื่องรถไปในตัวด้วย เธอไม่ขัดข้องหากเป็นความต้องการของเขา

    ไม่นานนัก อรุณกับกัลยาขับรถมาจอดที่ลานจอดรถของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ไม่ทันสังเกตเห็นรถของคนร้ายแล่นมาจอดข้างๆ มองรถใหม่ป้ายแดงของทั้งคู่ตามันวาวอย่างมีแผนชั่ว อรุณกับกัลยากำลังมีความสุขที่ได้รถคันใหม่ก็เลยไม่ได้สนใจคนร้ายสองคนที่เดินตามเข้าไปในร้านแถมยังนั่งโต๊ะใกล้ๆกันอีกด้วย ครั้นสั่งอาหารเสร็จ อรุณสั่งเบียร์มาดื่ม กัลยาทักท้วงจะกินแต่หัววันเลยหรือ

    “ก็มันต้องฉลองรถใหม่กันให้เต็มที่หน่อยสิคุณ”...

    ขณะที่อรุณกับกัลยาไม่ล่วงรู้ถึงภัยที่กำลังใกล้ตัวเข้ามา ศศิกานต์ซึ่งผ่ายผอมเพราะคิดมากเรื่องระหว่างชานนท์กับรสาแวะมาที่ร้านเสื้อของสามสาวเพื่อให้มธุรสช่วยตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เพราะชุดเก่าหลวมใส่ไม่ได้ รสาอดถามไม่ได้ว่าเฉลิมเป็นอย่างไรบ้าง

    “ก็ไปฟอกไตอาทิตย์ละสองครั้งตามที่หมอสั่ง แต่ไปทีไรกลับมาคุณพ่อจะหงุดหงิดอารมณ์เสียจนใครๆเข้าหน้าไม่ติดเลย จะอารมณ์ดีก็ตอนที่ใครๆพูดถึงเรื่องหลานนั่นแหละค่ะ”

    จังหวะนั้น ชานนท์โทร.หาศศิกานต์จะชวนไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน ให้เธอบอกให้คนขับรถกลับไปก่อนเดี๋ยวเขาจะมารับ พอวางสายเท่านั้น อภิรักษ์เปิดประตูร้านเข้ามาพร้อมถุงใส่อาหารเต็มสองมือเห็นศศิกานต์อยู่ด้วยจัดแจงชวนกินข้าว เธอยากกินด้วยแต่นัดกับชานนท์ไว้แล้ว เขาคะยั้นคะยอให้เธอชวนชานนท์อยู่กินข้าวพร้อมกันที่นี่เลย เขาซื้ออาหารมาเผื่อเยอะแยะ...

    ในเวลาเดียวกัน เด็กเสิร์ฟกำลังจะยกอาหารไปให้โต๊ะของกัลยากับอรุณ หนึ่งในคนร้ายทำทีเข้ามาถามทางไปห้องน้ำ ขณะที่เด็กเสิร์ฟมัวแต่ชี้ทางให้ คนร้ายอีกคนหนึ่งแอบเอายานอนหลับโรยในอาหารเหล่านั้น เด็กเสิร์ฟรู้ไม่เท่าทัน ยกอาหารไปวางให้สองผัวเมียที่ลงมือกินกันอย่างหิวโหย...

    ในที่สุดอภิรักษ์กับศศิกานต์กล่อมจนชานนท์ยอมกินข้าวเที่ยงด้วยกันที่ร้านเสื้อของสามสาว ระหว่างนั่งกินอาหารมีเพียงอภิรักษ์กับมธุรสที่ชวนคุยโน่นคุยนี่เพื่อไม่ให้บรรยากาศเงียบเกินไป คุยไปคุยมาเขาคุยไปถึงเรื่องที่ซื้อรถคันใหม่ให้แม่เพื่อที่ท่านจะได้เดินทางไปไหนมาไหนสะดวก ชานนท์ฟิวส์ขาดทันที ชวนศศิกานต์กลับ อ้างมีงานต้องรีบไปทำ แล้วเดินออกจากร้านไปเลย ศศิกานต์บอกลาทุกคนก่อนจะรีบวิ่งตาม

    “คุณนนท์ไม่เคยเปิดใจให้อภัยคุณน้าเลย สักวันเขาจะต้องเสียใจ” บ่นจบ รสาส่ายหน้าระอาใจ...

    ด้านศศิกานต์เห็นชานนท์กำลังจะสตาร์ตรถ ถามว่าโกรธใครหรือ เขาตัดบทเสียงห้วนว่าไม่อยากพูดถึง เธอพยายามจะให้เขาเล่าเรื่องแม่ของเขาให้ฟัง แต่เขายืนกรานเหมือนเดิมไม่มีอะไรเล่า เธอน้อยใจต้องเมินหน้าไปอีกทางหนึ่งไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา ชานนท์รู้สึกตัวว่าพูดไม่ดีเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้พร้อมกับขอโทษ เธอตัดพ้อน้ำตาคลอ ในเมื่อเราสองคนเป็นคู่หมั้นกัน เขามีอะไรกลับไม่เคยบอกแล้วต่อไปจะอยู่กันอย่างไร

    “ศศิครับ พี่ขอโทษนะ แต่เรื่องบางเรื่องมันก็เจ็บปวดเกินกว่าจะอยากพูดถึงน่ะ”

    หญิงสาวเห็นแววตาเจ็บปวดและเศร้าของเขาก็ใจอ่อน ที่พูดไปทั้งหมดแค่ไม่อยากให้เราสองคนมีความ ลับต่อกัน ชานนท์ดึงเธอมากอดอย่างอ่อนโยน สัญญาว่าสักวันหนึ่งจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง แต่ไม่ใช่ตอนนี้

    “ก็ได้ค่ะ แต่พี่นนท์จำไว้นะคะ ศศิรักพี่นนท์ศศิอยากร่วมทั้งทุกข์และสุขกับพี่นนท์ ศศิรักพี่นนท์นะคะ”

    “พี่...ก็รักศศิครับ” เสียงของชานนท์เบาแทบจะเป็นเสียงกระซิบ...

    ทางฝ่ายอรุณกับกัลยาประคองกันออกจากร้านอาหารด้วยอาการราวกับคนเมาทั้งที่ดื่มเบียร์ไม่ถึงขวด เขาเปิดประตูรถได้ ทิ้งตัวลงนั่งบ่นว่ามึนหัวมาก คงจะขับรถไม่ไหวขอนอนพักสักครู่ให้หายมึนก่อนค่อยกลับบ้าน จากนั้นปรับเบาะลงนอนไปเลย กัลยาซึ่งมึนหัวไม่แพ้กัน ปรับเบาะนอนแบบเดียวกับเขา อึดใจเดียวทั้งคู่หมดสติ คนร้ายสองคนที่แอบดูอยู่เดินมาเปิดรถลองเขย่าตัวอรุณกับกัลยาเห็นหลับเป็นตาย จึงลากตัวมาทิ้งไว้ที่กับพื้นถนน แล้วขโมยรถไปหน้าตาเฉย

    ผ่านไปจนตะวันใกล้ลับขอบฟ้า เด็กรับรถเดินมาเห็นอรุณกับกัลยานอนหมดสติอยู่กับพื้นลานจอดรถ เข้าไปเขย่าตัวเรียก ทั้งคู่รู้สึกตัวตื่นมองไปรอบๆอย่างงงๆ พอไม่เห็นรถของตัวเองอยู่ตรงนั้นก็หน้าตาตื่นหายมึนเป็นปลิดทิ้ง ถามเด็กรับรถว่าเห็นรถของพวกตนไหม เด็กส่ายหน้า

    “ผมเพิ่งมาเปลี่ยนกะ เห็นน้าสองคนนอนอยู่ที่พื้นเนี่ย ไม่เป็นอะไรกันใช่ไหมครับ”

    กัลยาตระหนักในทันที ที่รู้สึกมึนๆไม่ใช่เพราะเบียร์ที่กินคงมีใครวางยาเราสองคนแน่นอน ทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่องเจ้าของร้านแต่อรุณรั้งตัวไว้ มั่นใจว่าเจ้าของร้านไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เธอหนักใจรถหายแบบนี้จะบอกอภิรักษ์อย่างไร อรุณแนะให้บอกไปตามตรงว่ารถถูกขโมยแล้วยุให้ขอรถคันใหม่ กัลยากลัวลูกจะไม่เชื่อ บอกให้เขาตบหน้าเธอสุดแรงเกิด รับรองวิธีนี้จะทำให้อภิรักษ์ซื้อรถคันใหม่ให้เธอแทบไม่ทัน

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.2 เวลาของ อานนท์ หมดแล้ว แต่ยังห่วงลูก-เมีย ไม่ไปเกิด

    Help Me คุณผีช่วยด้วย EP.2 เวลาของ อานนท์ หมดแล้ว แต่ยังห่วงลูก-เมีย ไม่ไปเกิด
    24 ต.ค. 2564

    10:00 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 11:26 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์