นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    ลูกไม้ไกลต้น

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    รสา บงกชและมธุรสกำลังช่วยกันจัดร้านเสื้อผ้าซึ่งทุบกระปุกมาลงขันร่วมกัน รสาเสนอจะให้สุภาแม่ของตัวเองมาเป็นประธานในวันเปิดร้าน บงกชเห็นดีด้วย แม่ของเพื่อนก็เหมือนแม่ของพวกตนเช่นกัน

    “ชีวิตนี้ฉันก็เหลือแต่แม่สุภาที่เป็นทุกอย่างในชีวิตของฉัน ฉันอยากเห็นแม่สุภายิ้มอย่างมีความสุขกับความสำเร็จของฉัน” รสาอดยิ้มไม่ได้เมื่อพูดถึงแม่ บงกชยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู ก่อนจะถอนใจ

    “เฮ้อ เสียดายจังอยู่ชื่นชมร้านของเราได้ไม่เท่าไหร่ ฉันต้องไปทำงานล่ะ วันนี้ฉันจะต้องย้ายไปเป็นเลขาฯคุณชานนท์ด้วย ไม่อยากไปสายกว่าเจ้านายใหม่ เดี๋ยวอนาคตจะไม่รุ่ง”

    มธุรสข้องใจแล้วคุณพาณิชเจ้านายเก่าของบงกชไปไหน ได้ความว่าเขายกกิจการให้ลูกชาย ต่อไปนี้คุณชานนท์จะมาดูแลกิจการทั้งหมดของบริษัทเดียร์ไดมอนด์ แทนพ่อ แล้วขอตัวไปทำงานก่อน รสากับบงกชพยักหน้า รับรู้ แต่ยังไม่ทันจะจัดข้าวของต่อไป อรทัยโทร.มาบอกรสาว่าแม่เข้าโรงพยาบาล เธอวางมือจากงานตรงหน้าคว้ากระเป๋าถือวิ่งปรู๊ดออกไปทันที...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน ณ คฤหาสน์ของพาณิช ชานนท์กำลังคุยธุรกิจอยู่กับลูกค้าต่างประเทศผ่านทางวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีพาณิชผู้เป็นพ่อนั่งฟังอยู่ด้วย การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่น ลูกค้าตกลงทำสัญญาซื้อสินค้า พาณิชพอใจมากชมลูกชายไม่หยุดปาก ไม่ผิดหวังที่ยกตำแหน่งประธานบริษัทให้เขา

    “ผมสัญญาครับพ่อ ว่าผมจะพาบริษัทเราให้เจริญก้าวหน้าต่อไป”

    “ต่อไปนี้พ่อคงตายตาหลับแล้วเพราะพ่อมั่นใจว่านนท์จะพากิจการของเราไปได้ตลอดรอดฝั่งแน่ ไปทำงานเถอะ พ่อจะไปอ่านหนังสือต่อ” พาณิชตบบ่าชานนท์อย่างเป็นกำลังใจให้...

    ที่ห้องฉุกเฉิน มนัสเห็นพยาบาลที่ดูแลแม่ออกไปตามหมอ รีบเข้าไปหา ท่านกลับถามถึงลูกสาวคนเล็กว่าอยู่ไหน มนัสโกหกว่าเธอจะมาได้อย่างไรตอนนี้กำลังหนีเจ้าหนี้หัวซุกหัวซุน มีแต่เขาเท่านั้นที่เป็นห่วงท่าน

    “แล้วเงินล่ะแม่ ได้ไหม ฉันจะได้เอาไปใช้หนี้ให้สา เงินอยู่ไหนแม่” ไม่พูดเปล่ามนัสค้นหาไปตามตัวแม่อย่างไม่ปรานีปราศรัย สุภาเจ็บมากถึงกับร้องโอ๊ยลั่น เขาไม่สนใจอาการเจ็บป่วยของแม่ แค่กลัวท่านจะเป็นอะไรไปก่อนที่ตัวเองจะได้เงิน และที่สำคัญท่านยังไม่ได้บอกเขาเลยว่ารสาเป็นลูกใครกันแน่...

    การจราจรติดขัดมากอีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงโรงพยาบาลแล้ว รสาตัดสินใจลงจากแท็กซี่เดินเท้าต่อไปเอง อารามรีบร้อนเหยียบน้ำที่ขังบนถนนลื่นเสียหลักไปชนกับรถของชานนท์ที่จอดต่อท้ายแท็กซี่ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวพอดี ทำให้เธอล้มลงไปกองกับพื้น ชายหนุ่ม

    รีบลงมาดู เธอกำลังเป็นห่วงแม่พาลโมโหใส่เขาที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ชานนท์หน้าตึงทันที คิดว่าเธอเป็นพวกแก๊งต้มตุ๋น แกล้งชนรถของเขาหวังจะตบทรัพย์ เสียงเอะอะทำให้ตำรวจจราจรสนใจเดินมาหา รสากลัวจะเสียเวลากับตำรวจรีบวิ่งออกไปทันที

    “อ้าวจะรีบไปไหนล่ะไม่เอาเงินแล้วเหรอ” ชานนท์ตะโกนไล่หลัง ตำรวจเข้ามาถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

    “ไม่มีอะไรครับคุณตำรวจ พวกตบทรัพย์น่ะ พอเห็นคุณตำรวจก็หนีไปเลย”

    ooooooo

    ระหว่างชานนท์ขับรถต่อไปตามทาง บังเอิญเจอกัลยาวิ่งตัดหน้าโดยมีนักเลงทวงหนี้วิ่งไล่ เขาจำแม่ตัวเองไม่ได้เนื่องจากท่านโทรมสุดๆพาลหาว่าเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ แต่ทั้งคู่ไม่ได้สนใจเขาแม้แต่น้อย

    “หรือผู้หญิงจะถูกตามทำร้ายจริงๆ” คิดได้ดังนั้น ชานนท์ไล่ตามไปอีกทอดหนึ่ง...

    กัลยาวิ่งหนีนักเลงทวงหนี้ไม่คิดชีวิต แต่หนีไม่ทันถูกจับตัวได้ เธอทรุดลงแปะกับพื้นยกมือไหว้ปลกๆ ขอร้องอย่าทำร้าย เธอไม่มีเงินใช้หนี้จริงๆไม่ได้คิดจะเบี้ยว นักเลงไม่สนใจชักมีดขึ้นมาขู่ ถ้าวันนี้ไม่ได้เงินก็ต้องเอาตัวเธอไปให้เจ้านาย ก่อนที่กัลยาจะถูกเอาตัวไป ชานนท์ตามมาช่วยไว้ทัน ควักเงินปึกหนึ่งชำระหนี้แทนเธอ

    นักเลงถึงกับตาโตตื่นเต้น เพราะเงินจำนวนนั้นมากกว่าหนี้ที่ตามทวง แต่แกล้งลังเลอยู่อึดใจ ก่อนจะรีบตะครุบเอาไว้ แล้วหันไปทางกัลยา

    “คราวหน้าถ้าไม่จ่ายอีก แกไม่โชคดีแบบนี้แน่” นักเลงวิ่งปรู๊ดออกไป ชานนท์รีบเข้าไปดูหญิงคนนั้น พอเห็นหน้าเธอชัดๆรู้สึกคุ้นอย่างบอกไม่ถูกแต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน กัลยากลัวลูกจะจำได้ รีบขอบใจเขาแล้ววิ่งหนีไปทันที ชายหนุ่มได้แต่มองตามงงๆ...

    ด้านมนัสยังคงคาดคั้นให้แม่บอกที่ซ่อนเงินโดยไม่สนใจเสียงร้องโอดโอยของท่าน พยาบาลทนไม่ได้เชิญเขาออกไปรอนอกห้อง เพื่อให้หมอตรวจอาการคนไข้ได้สะดวก เขาเดินออกมาอย่างหัวเสีย เป็นจังหวะเดียวกับรสามาถึงพอดี มนัสไม่พอใจหันไปเล่นงานอรทัยที่สาระแนโทร.ตามเธอมาทำไม รสาร้อนใจมากถามพี่ชายว่าแม่
    เป็นอย่างไรบ้าง เกิดอะไรขึ้นถึงต้องเข้าโรงพยาบาล

    “ไม่รู้ อยู่ๆแม่ก็ล้มตึงแล้วนิ่งไปเลย ฉันก็รีบอุ้มมาส่งโรงพยาบาลนี่แหละ”

    รสาพยายามจะสอบถามสาเหตุที่ทำให้แม่ทรุด มนัสกลับไม่บอกอะไร เธอก็เลยหันไปถามอรทัยแทน ได้ความว่าแม่ปีนขึ้นไปหาอะไรไม่รู้ที่หลังตู้เสื้อผ้า แล้วคงจะหน้ามืดก็เลยพลัดตกเก้าอี้ ส่วนจะหาอะไรอรทัยไม่รู้เหมือนกัน ต้องถามจากมนัส รสาหันมองพี่ชายอย่างรอคำตอบ เขาหลบตาอย่างมีพิรุธก่อนจะโวยกลบเกลื่อน

    “ก็ฉันบอกแกอยู่นี่ไงว่าฉันไม่รู้ๆๆๆ โอ๊ย ถามเซ้าซี้อยู่ได้ รำคาญโว้ย” โวยเสร็จมนัสเดินหนี...

    อาการของสุภาหนักมาก เส้นเลือดในสมองแตก ต้องผ่าตัดทันที หมอจึงต้องเรียกรสามาเซ็นเอกสารอนุญาตให้ทำการรักษา เธอถือโอกาสขอพบแม่ก่อนที่จะต้องเข้าผ่าตัด

    “5 นาทีเท่านั้นนะครับ ผมอยากให้คนไข้ผ่าตัดให้เร็วที่สุด”

    ooooooo

    สุภารู้ตัวดีว่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน จึงเล่าความลับที่เก็บงำมา 22 ปีให้รสาฟัง ตอนนั้น ท่านเคยเป็นคนรับใช้ในบ้านของเฉลิม บดินทรวัชระ เจ้าพ่อวงการอัญมณี ซึ่งถูกใจท่านมากแม้จะมีลูกมีผัวแล้วก็ตาม

    เขาสบช่องตอนที่นายสาน ผัวของสุภาไม่อยู่หลอกว่าตอนที่เธอไปจ่ายตลาดนายสานโทร.มาบอกว่าถูกตำรวจจับข้อหาขับรถชนคนตายต้องใช้เงินสองแสนบาทประกันตัว แต่ไม่ทันบอกว่าที่ไหน สายตัดไปเสียก่อน

    “สองแสน!! ดิฉันจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นได้ที่ไหนกันล่ะคะ โธ่ เวรกรรมอะไรกันเนี่ย” สุภาร้องไห้อย่างอับจนหนทาง เฉลิมทำเป็นเข้ามาปลอบ เสนอจะจ่ายเงินให้ แต่มีข้อแม้เธอต้องเอาตัวมาแลก

    “แลกกับเงินตั้งสองแสนเชียวนะ ฉันชอบเธอ อย่าหวงเนื้อหวงตัวนักเลยน่า ลูกผัวก็มีแล้ว แค่นี้ไม่สึกหรออะไรหรอก ถ้าเธอปฏิเสธ ผัวเธอก็คงต้องตายในคุก เธออยากให้มันเป็นอย่างนั้นเหรอ สุภา”

    คิดทบทวนอยู่หลายตลบ สุดท้ายสุภาตัดสินใจพลีกายแลกเงินสองแสนบาท เฉลิมกลับเบี้ยวไม่ยอมให้เงิน แถมยังเฉลยให้ฟังว่าผัวของเธอไม่ได้ไปขับรถชนใครตาย เขาแค่โทร.มาฝากให้ตนบอกเธอว่า ญาติของเขาที่พิษณุโลกตายเขาจะพาลูกไปงานศพสองสามวัน สุภาโกรธที่ถูกหลอกฟันตบตีเฉลิมอุตลุด เขาจับมือเธอทั้งสองข้างกดลงกับเตียงนอน ขู่ถ้าไม่หยุดอาละวาดจะเอาเรื่องที่เธอมีอะไรด้วยไปฟ้องนายสาน เธอถึงกับอึ้ง

    “อย่างนี้ค่อยพูดกันรู้เรื่องหน่อย เอาเถอะไหนๆเธอก็ถูกใจฉันมาก ฉันจะให้รางวัลเธอ” เฉลิมถอดแหวนเพชรจากนิ้วมือออกมา “ฉันให้ ถ้าเอาไปขายก็คงจะได้ราคาสักสองแสนเหมือนกัน ถือซะว่าเป็นค่าปลอบขวัญก็แล้วกันนะ” เขายัดแหวนใส่มือเธอแล้วจูบเธอก่อนจะลุกออกจากห้อง สุภาแค้นมาก ขว้างแหวนไปสุดแรง แล้วซุกหน้ากับหมอนร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ

    หลังจากเกิดเรื่องสุภาทนทำงานที่นั่นต่อไปไม่ไหว ขอลาออกกลับไปอยู่บ้าน ด้วยความละอายใจเธอตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้นายสานฟัง เขาโกรธจัดจะไปเอาเรื่องเฉลิมให้ได้ วิ่งพรวดออกจากบ้านโดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของสุภา โทสะบังตาทำให้นายสานขาดสติไม่ได้มองทางวิ่งออกมาที่ถนนถูกรถชนตาย...

    รสาแค้นใจมากที่รู้ว่าเฉลิมทำให้พ่อของเธอต้องตาย จะไปเอาเรื่องให้ได้ สุภาร้องห้ามเอาไว้ แล้วเล่าเพิ่มเติมว่า หลังจากนายสานตาย ท่านถึงได้รู้ว่าตัวเองท้อง รสาชักใจคอไม่ดี นี่แม่กำลังจะบอกอะไรเธอหรือ

    “แม่กำลังจะบอกสาว่า สาไม่ใช่ลูกพ่อสาน แต่เป็นลูกของคุณท่าน”

    “ไม่จริง สาไม่เชื่อ”

    สุภายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง แต่เรื่องนี้ไม่มีใครรู้นอกจากนายสานเพราะเธอกลัวจะถูกผู้คนตราหน้าว่ามีชู้ เธอตั้งใจจะให้มันตายไปกับตัวเอง แต่ตอนนี้เธอรู้ว่าลูกกำลังลำบาก มีเพียงเฉลิมเท่านั้นที่จะช่วยลูกได้

    “ไปหาท่านนะสา แหวน...อยู่ในกล่อง...หลังตู้ สาเอา...แหวนนั่นไปหา...ท่าน...แหวนนั่น...จะเป็นเครื่อง...ยืนยัน...ได้ว่า...สา...คือลูกท่าน...ท่านจะได้...ช่วยสา...เรื่องหนี้”

    รสางงหนี้อะไร สุภายังไม่ทันจะพูดอะไร มนัสซึ่งรู้ว่าน้องอยู่ในห้องฉุกเฉินกับแม่รีบพรวดเข้ามากั้นกลาง กลัวแม่จะพูดเรื่องที่ตัวเองกุว่าน้องไปเป็นหนี้นอกระบบ แล้วโวยวายเสียงลั่น

    “แม่บอกอะไรนังสามัน”

    สุภายังไม่ทันจะพูดอะไรอาการป่วยกำเริบขึ้นมาช็อกหมดสติไปอีกครั้ง มนัสไม่สนใจเขย่าตัวแม่ให้ตื่นขึ้นมาพูดกันก่อน ท่านกำลังจะบอกรสาเรื่องที่ซ่อนเงินใช่ไหม รสาทนไม่ไหวผลักเขาออกห่าง ต่อว่าว่าทำแบบนี้ได้อย่างไร แม่กำลังไม่สบาย หมอวิ่งเข้ามาดูอาการคนไข้ เห็นเพียบหนัก สั่งให้พยาบาลนำตัวไปห้องผ่าตัดทันที มนัสฮึดฮัดขัดใจ ขณะที่รสาได้แต่ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น...

    อรทัยทนพฤติกรรมของผู้เป็นผัวไม่ไหว คาดคั้นให้บอกมาว่าไปทำอะไรเอาไว้แม่ถึงได้เป็นอย่างนี้ เขาสารภาพว่าหลอกท่านเรื่องรสาไปกู้เงินนอกระบบมาเปิดร้านเสื้อผ้ากับเพื่อนแล้วงบบานปลายไม่มีเงินไปใช้หนี้ก็เลยต้องหนีไปซ่อนตัว เมื่อวานเธอโทร.มาบอกให้เขาเอาเงินไปจ่ายหนี้แทนให้ด้วย สุภาเป็นห่วงลูกสาวรีบจ้ำอ้าวเข้าไปในห้องนอน คว้าเก้าอี้ปีนไปควานหาอะไรบางอย่างบนหลังตู้เสื้อผ้า

    มนัสเข้ามาถามว่าแม่หาเงินอยู่ใช่ไหม สุภาไม่ตอบควานหาของต่อไป ในที่สุดเจอกล่องสังกะสีเก่าๆใบหนึ่ง ในนั้นมีบิลค่าน้ำค่าไฟกับเอกสารสำคัญปึกหนึ่งวางทับกำไลข้อเท้าทองของเด็ก ตอนที่ควานหาเงิน มือของสุภาสะดุดกับอะไรบางอย่าง หยิบขึ้นมาดูจำได้ว่าเป็นแหวนของเฉลิม ความทรงจำเก่าๆทำให้เธอช็อกล้มตึงตกเก้าอี้ แหวนกลิ้งไปใต้เตียงโดยไม่มีใครเห็น มนัสรีบเข้ามาดู เห็นแม่นอนแน่นิ่งพยายามเขย่าตัวแต่ไร้ผล

    ooooooo

    พาณิชหยิบหนังสือขึ้นมาจะอ่าน เจอรูปถ่ายใบหนึ่งสอดอยู่ หยิบขึ้นมาดูเป็นภาพของกัลยาสมัยไม่โทรมเหมือนปัจจุบัน เขามองด้วยแววตาเศร้าสุดๆ

    “กัลยา เธอคงไม่รู้หรอกว่าตอนนี้ลูกของเราสองคนเติบโตขนาดไหนแล้ว” พาณิชเอารูปถ่ายยัดกลับที่เดิม อยู่ๆอาการหัวใจวายกำเริบ เอามือกุมหน้าอกก่อนจะล้มตึง

    เสียงโครมดังไปถึงหูอภิรักษ์ที่กำลังดื่มกาแฟอยู่ในห้องอาหาร เขาตกใจมากรีบวิ่งขึ้นไปดูพ่อที่ห้องนอน เห็นอาการของท่านก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น รีบหยิบยาโรคหัวใจยัดใต้ลิ้น ไม่กี่อึดใจ พาณิชก็ดีขึ้น อภิรักษ์จะพาไปหาหมอแต่ท่านไม่ยอมไป อ้างว่าค่อยยังชั่วแล้ว

    “รักษ์ไปทำงานเถอะ บ่ายนี้นนท์เขานัดประชุมผู้จัดการทุกฝ่ายไม่ใช่เหรอ”

    “ไม่ล่ะครับ เดี๋ยวผมจะโทร.บอกพี่นนท์เองว่าผมจะอยู่ดูพ่อก่อน พ่ออย่าห่วงเลยครับ พี่นนท์เป็นคนเก่ง ถึงไม่มีผมพี่นนท์ก็ทำงานได้”...

    ขณะที่ชานนท์กำลังดูเอกสารการประชุมสำหรับบ่ายวันนี้ ศศิกานต์โทร.มาอวยพรที่เขาเข้ารับตำแหน่งใหม่ และขอโทษเขาด้วยที่ไม่โทร.มาเมื่อเช้า เธอกินยาแก้หวัดเข้าไปก็เลยหลับยาวเพิ่งตื่นเมื่อสักครู่นี่เอง

    “วันนี้ขอศศิเป็นเจ้ามือเลี้ยงฉลองให้พี่นนท์สักมื้อนะคะ”

    “วันนี้พี่ยุ่งน่ะสิ ขอเป็นวันพรุ่งนี้ได้ไหม พี่จะไปรับศศิที่บริษัทเอง”

    “โอเคค่ะแล้วเจอกัน” ศศิกานต์วางสายแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร จังหวะนั้นสาวใช้คนใหม่ยกจานกับข้าวมาวางบนโต๊ะ เฉลิมมองเธออย่างสนใจก่อนจะก้มหน้ากินอาหารเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ไม่รอดสายตาของเปรมจิต เขาเห็นสายตาจ้องจับผิดของภรรยา ก็รีบหันไปทางศศิกานต์เพื่อกลบเกลื่อน

    “เมื่อไหร่จะแต่งงานกับตานนท์สักทีล่ะศศิ พ่อน่ะอยากจะอุ้มหลานเต็มทีแล้วรู้ไหม ยัยวรรณแต่งงานมาเป็นปีแล้วก็ไม่มีหลานให้พ่ออุ้มสักที”

    “วรรณก็อยากมีค่ะ แต่มันไม่มีเองจะให้วรรณทำยังไงละคะคุณพ่อ” วรรณฤดีถอนใจเซ็ง เปรมจิตขอร้องเฉลิมอย่าไปกดดันลูก เราสองคนกว่าจะมีลูกได้ก็ต้องไปให้หมอช่วย หมดเงินไปตั้งหลายล้าน เฉลิมอยากได้หลานมากโดยเฉพาะหลานชาย จึงยื่นข้อเสนอถ้าศศิกานต์หรือวรรณฤดีมีหลานชายคนแรกให้ท่านได้ ท่านจะแบ่งสมบัติให้หลานชายคนนั้นมากกว่าใครเพื่อน วรรณฤดีหันขวับมองธัชชัย ผู้เป็นสามีทันที...

    ครู่ต่อมา วรรณฤดีดึงธัชชัยออกมาคุยกันตามลำพังที่โต๊ะสนามหน้าบ้าน สั่งให้เขารีบมีลูกผู้ชายกับเธอ เขาติงว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายอย่างที่พูด ไม่อย่างนั้นเราคงมีลูกตั้งนานแล้ว

    “นั่นสิ...เอ๊ะ หรือว่าคุณเป็นหมัน นี่...ฉันขอบอกก่อนเลยนะว่าถ้าคุณเป็นหมันฉันจะเลิกกับคุณ ฉันไม่เอาคนบกพร่องทางพันธุกรรมมาเป็นตัวถ่วงความเจริญฉันหรอกนะจะบอกให้”

    ธัชชัยเซ็งจัดที่วรรณฤดีเห็นเขามีค่าแค่เพียงพ่อพันธุ์...

    เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เปรมจิตสั่งให้แม่จันไล่สาวใช้คนใหม่ออก ตนเห็นสายตาที่เฉลิมมองเด็กคนนี้แล้วไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก แม่จันพยายามทักท้วง แต่ไม่เป็นผล...

    อาการของสุภาหนักเกินเยียวยา หมอไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ รสาเสียใจมากร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ...

    พิธีรดน้ำศพสุภาถูกจัดขึ้นในเย็นวันเดียวกัน รสาเป็นหัวเรือใหญ่ของงานโดยมีบงกช มธุรสและอรทัยคอยช่วยเสิร์ฟน้ำและต้อนรับแขก ส่วนมนัสนอกจากจะไม่ช่วยเหลืออะไรแล้ว ยังคอยรับซองเงินที่แขกช่วยเป็นค่าปลงศพ ถ้ามีใครส่งซองเงินให้อรทัย เขาก็จะมาแย่งไปจากมือ บงกชทนไม่ไหวชวนมธุรสเข้ามาต่อว่ามนัสว่าปล่อยให้รสาออกเงินค่าทำศพแม่คนเดียวไม่พอ ยังจะเอาเงินที่ได้จากซองเงินช่วยงานศพไปเก็บไว้คนเดียวอีก ทำแบบนี้ไม่เห็นแก่ตัวไปหน่อยหรือ

    “พูดให้ดีๆหน่อยนะนังกช ก็ไม่ใช่เพราะฉันรึที่ยอมเสียสละให้แม่ส่งนังสามันเรียนคนเดียวจนมันเรียนจบสูงๆมีงานมีการดีๆทำ มีรายได้เยอะอย่างทุกวันนี้น่ะ ให้จ่ายเงินค่าทำศพแม่คนเดียวแค่นี้ทำบ่น ไม่อกตัญญูไปหน่อยเหรอ” คำพูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวของมนัสทำให้บงกชของขึ้น ฮึดฮัดจะเอาเรื่อง มธุรสต้องลากตัวเพื่อนรักออกมา บงกชเจ็บใจมาก นี่ถ้าไม่บอกว่ามนัสเป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับรสา เธอไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด

    ooooooo

    รสาทนเก็บเรื่องที่แม่เล่าก่อนตายไว้คนเดียวไม่ไหว ระบายให้เพื่อนรักทั้งสองคนฟังและยังบอกอีกด้วยว่าเธอไม่ใช่ลูกของพ่อสานแต่เป็นลูกของเฉลิม เจ้าพ่อวงการอัญมณีของเมืองไทย บงกชไม่อยากเชื่อว่าเพื่อนรักจะกลายเป็นลูกสาวของมหาเศรษฐี รสาไม่สนใจเรื่องที่ตัวเองเป็นลูกของเฉลิมหรือเปล่า

    “แต่สิ่งที่ฉันต้องการตอนนี้คือให้เขามาขออโหสิกรรมแม่ในเรื่องเลวร้ายที่ทำไว้กับแม่ในอดีต”

    “จะเข้าถึงตัวคนรวยขนาดนั้นก็ลำบากแล้ว ยิ่งจะไปขอให้เขาทำอะไรอย่างนี้ด้วยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ มันเท่ากับว่าให้เขายอมรับว่าเขาเคยหลอกแม่เธอในอดีตเพื่อ...เอ้อ คงเป็นไปไม่ได้เลยล่ะสา”

    “จะเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ฉันไม่รู้หรอกนะกช แต่ฉันจะต้องทำเพื่อแม่ เขาทำให้ชีวิตแม่มีมลทินและเป็นต้นเหตุที่ทำให้พ่อสานต้องตาย เขาจะต้องมาขอโทษแม่” รสาสีหน้ามุ่งมั่น...

    ชานนท์รู้เรื่องที่พ่อมีอาการโรคหัวใจกำเริบ พยายามขอร้องให้ท่านไปหาหมอ พาณิชไม่ยอมไป อ้างไม่ได้เป็นอะไรมาก ไล่ให้ลูกชายทั้งสองคนไปทำงานได้แล้วไม่ต้องห่วงท่าน ฝากดูแลบริษัทแทนท่านด้วยก็แล้วกัน ชานนท์เห็นพ่อท้อแท้กับชีวิต โทษว่าเป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้พ่อเป็นแบบนี้

    “แต่พ่อโทษตัวเองที่ไม่สามารถผูกใจเธอไว้ได้มากกว่า นนท์ให้อภัยเธอเถอะ”

    “ผมให้อภัยไม่ได้หรอกครับ ผมลืมภาพแม่ที่ทิ้งลูกเล็กๆสองคนแล้วหอบสมบัติไปอยู่กับชู้ไม่ได้ ผมรับแม่อย่างนี้ไม่ได้เด็ดขาด ผมให้อภัยไม่ได้” ชานนท์ว่าแล้วขอตัวไปทำงานก่อน อภิรักษ์ซึ่งเดินมาส่งพี่ชายที่รถ ขอหยุดงานหนึ่งวันจะอยู่ดูแลพ่อ เขาไม่ว่าถ้าน้องจะทำอย่างที่พูด

    “แต่อย่าให้ฉันรู้นะว่านายหาเรื่องไม่ไปทำงานเพราะอกหัก ผู้หญิงน่ะนะยิ่งสวยยิ่งไว้ใจไม่ได้ ผู้หญิงหน้าซื่อใจคดมีเต็มบ้านเต็มเมืองเลยรู้ไหม ที่พ่อต้องเป็นอย่างนี้ยังไม่ทำให้นายเรียนรู้บ้างเลยเหรอ” บ่นเสร็จชานนท์ขับรถออกไปอย่างหงุดหงิด อภิรักษ์ได้แต่มองตามหนักใจ...

    ขณะชานนท์กำลังจะเลี้ยวรถออกจากซอยบ้านเพื่อขึ้นถนนใหญ่ กัลยาวิ่งมาเคาะกระจก

    “นนท์แม่ขอคุยด้วยหน่อย วันนั้นที่นนท์ช่วยแม่ แม่ตกใจเลยรีบหนีไป”

    “ใช่...จริงๆด้วย” ชานนท์บ่นพึมพำ มองแม่อย่างชิงชัง กัลยาเห็นสายตาของลูกที่มองมาถึงกับชะงัก มือที่เคาะกระจกรถตกลงข้างลำตัว ชานนท์ไม่สนใจจะคุยด้วยเร่งเครื่องหนีไปสักพักก็เบนรถจอดข้างทาง ทุบพวงมาลัยรถระบายความอัดอั้น ในเมื่อแม่ทิ้งเขากับน้องไปแล้วจะกลับมาทำไมอีก แล้วรีบโทร.เข้าบ้าน สั่งให้พันบอกทุกคนในบ้านห้ามเปิดรับผู้หญิงที่ชื่อกัลยาเด็ดขาด ถ้าใครขัดคำสั่งจะไล่ออก

    “อ้อ...แล้วไม่ต้องบอกเรื่องนี้ให้พ่อกับนายรักษ์รู้ด้วย เข้าใจไหม”

    “ครับนาย ว่าแต่ผู้หญิงที่ชื่อกัลยานี่ใครกันครับนาย”

    ชานนท์ไม่ตอบอะไรกดวางสาย แล้วขยับจะไปแต่ต้องชะงักเมื่อมองกระจกส่องหลังเห็นแม่เดินมาขึ้นรถเมล์ที่ป้ายหน้าปากซอยบ้าน เขารีบสะกดรอยตาม กระทั่งท่านเดินเข้าไปในบ้านซอมซ่อหลังหนึ่ง แอบดูอยู่ที่ริมรั้วเห็นอรุณนอนกระดิกขาดูทีวีอยู่ พอรู้ว่ากัลยาไปหาชานนท์มาหูผึ่งทันที ถามว่าได้เงินมาเท่าไหร่ อย่าลืมแบ่งกันบ้าง เธอส่ายหน้า วันนี้ลูกจำเธอได้ แม้แต่หน้ายังไม่อยากมอง อรุณยุส่งถ้าอยากอยู่ดีกินดีก็ให้กลับไปขอเงินจากลูกกับผัวเก่ามาให้ได้ เงินแค่หมื่นสองหมื่น เศรษฐีระดับนั้นขนหน้าแข้งไม่ร่วง

    “งั้นเดี๋ยวมะรืนฉันจะลองไปใหม่ ขอให้ได้เจอตารักษ์หรือคุณพาณิชเถอะ สองคนนั่นใจอ่อนจะตายไม่ใจแข็งเหมือนตานนท์หรอก ฉันเองก็เบื่อเย็บผ้าจะแย่แล้ว”

    “มันต้องยังงี้สิเมียผม” อรุณคว้าตัวกัลยามากอด ชานนท์ซึ่งได้ยินทุกอย่างมองทั้งคู่อย่างเกลียดชัง แล้วเดินหัวเสียกลับมาที่รถ พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของเขา ตอนนั้นเขายังเป็นแค่เด็กชาย ยืนแอบอยู่หลังเสาดูพ่อกับแม่คุยกัน นอกจากแม่จะขอไปอยู่กับอรุณชู้รักแล้ว ยังขอเครื่องเพชรที่พ่อเคยให้ไปด้วย พ่อใจอ่อนยอมให้ที่แม่ร้องขอ อภิรักษ์เห็นแม่หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าจะไปจากบ้านวิ่งเข้ามากอดขา ร้องไห้งอแงไม่ให้ทิ้งเขาไป พ่อต้องดึงตัวอภิรักษ์มากอดไว้แนบอก เขาพยายามดิ้นหนีจะไปหาแม่ แต่แม่ไม่สนใจหันหลังเดินจากไป ทันทีที่แม่ลับสายตา พ่อก็เป็นลมล้มตึง สองพี่น้องตกใจสุดขีด รีบเข้าไปเขย่าตัวท่าน

    ชานนท์ยังจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ดีเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน ทั้งโกรธทั้งเจ็บปวดกับการกระทำของแม่ ตั้งใจมั่นจะไม่ยอมให้แม่กลับมาทำร้ายพ่อทำร้ายน้องอีก

    ooooooo

    สายวันเดียวกัน รสาบุกไปที่ตึกอัญมณีทองเพื่อขอพบกับเฉลิมเจ้าของบริษัท อนงค์ซึ่งเป็นรีเซปชันไม่ยอมให้พบเนื่องจากไม่ได้นัดเอาไว้ รสามีธุระสำคัญต้องคุยกับท่านให้ได้ รบกวนเธอช่วยเรียนท่านด้วยว่า รสา มณีวงศ์ ขอพบ อนงค์ขอโทร.ไปถามเลขาฯของท่านก่อน สักครู่เธอกลับมาหารสา

    “ขอโทษนะคะ ท่านปฏิเสธจะให้พบค่ะ”

    รสาไม่ถอดใจง่ายๆ ถอยไปนั่งที่โซฟารับรองแขก อนงค์ขอร้องเธออย่ารอดีกว่าถึงเฉลิมจะลงมาก็คงไม่ให้พบอยู่ดี รสายืนยันจะรอจนกว่าจะได้พบ อนงค์ไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่พยักพเยิดให้ รปภ.มายืนคุมเชิงเธอไว้...

    ขณะที่รสานั่งรอเฉลิมอย่างใจจดจ่อ มนัสเครียดจัดถูกเจ้าหนี้โทร.มาทวงเงิน แต่ไม่มีจะให้ เงินช่วยเหลือที่ได้จากงานศพแม่ก็เอาไปใช้หมดแล้ว แทนที่จะโทษตัวเองที่ไม่รู้จักทำมาหากิน กลับโยนความผิดไปให้คนอื่น

    “เพราะแม่คนเดียวแหละที่ให้แต่นังสามันได้เรียนสูงๆมันเลยหาเงินได้เยอะ เพราะฉะนั้นมันต้องรับผิดชอบ” คิดได้ดังนั้น มนัสโทร.หาน้องสาว...

    ทางด้านชานนท์มีนัดมารับศศิกานต์ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน แต่เธอยังติดประชุมกับลูกค้า เขาจึงโทร.บอกเธอว่าไม่ต้องรีบคุยงานตามสบาย เขาจะนั่งอ่านหนังสือพิมพ์รออยู่ที่ล็อบบี้ข้างล่างบริษัท เมื่อชานนท์ก้าวเท้าเข้ามาในล็อบบี้ถึงกับชะงักที่เห็นรสานั่งอยู่ที่โซฟา รีบเข้าไปถามอนงค์ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร

    “เธอบอกว่าชื่อ รสา มณีวงศ์ค่ะ จะมาขอพบคุณเฉลิม แต่ท่านไม่ให้พบค่ะเพราะไม่รู้จัก”

    ชานนท์ถึงกับร้องอ้าว ถ้าเฉลิมไม่ให้พบแล้วทำไมผู้หญิงคนนั้นยังนั่งรออยู่อีก อนงค์ก็ไม่รู้เหมือนกัน เธอบอกแค่ว่าจะรอจนกว่าจะได้พบท่าน อนงค์กำลังคิดจะให้ รปภ.ไปไล่ เขาร้องห้ามไว้ ให้รอดูไปก่อนว่าเธอจะมาไม้ไหน แล้วเดินเตร่รอดูเหตุการณ์อยู่แถวนั้น เป็นจังหวะเดียวกับมือถือของรสาดังขึ้น มนัสโทร.มาขอเงิน

    “อะไรนะ...จะเอาเงินอีกแล้ว” รสาเหลือบเห็นอนงค์กับ รปภ.เหล่อยู่ เดินเลี่ยงไปคุยสายที่อื่น มนัสต้องการเอาเงินไปใช้หนี้ขอยืมเงินน้องก่อนห้าพันบาท

    “ยืมเงินไปแล้วก็ต้องใช้คืนนะ ไม่งั้นฉันไม่ยอมแน่”

    ชานนท์ได้ยินที่รสาพูดทำให้เข้าใจผิดว่าเธอเป็นพวกออกเงินกู้นอกระบบ เธอหันมาเห็นเขาจ้องอยู่ จำไม่ได้ว่าเคยเจอกันกลางถนนเมื่อวานนี้ เดินหนีไปคุยโทรศัพท์ทางอื่นเขาก็เลยไม่ได้ยินอะไรอีก เธอวางสายจากมนัสก็กลับมานั่งที่เดิมรอเฉลิมต่อไป...

    ฝ่ายพาณิชเห็นอภิรักษ์นั่งเฝ้าตัวเองด้วยท่าทางเบื่อๆก็สงสาร บอกว่าไม่ต้องเฝ้าตนแล้ว ตนอยู่ได้ อยากไปไหนก็ไปได้เลยไม่ต้องเป็นห่วง อภิรักษ์แค่จะขอไปหาอะไรกินสักพักจะกลับ

    ooooooo

    ไม่กี่อึดใจถัดมา อนงค์ได้รับโทรศัพท์ภายในจากชั้นบนแจ้งว่าเฉลิมและคณะกำลังลงลิฟต์มา รีบกระซิบบอกชานนท์อีกทอดหนึ่ง รสาเห็นท่าทีตื่นตัวของพนักงานพอจะเดาได้ว่านายใหญ่กำลังลงมา พอประตูลิฟต์เปิด เธอพุ่งไปทันที แต่ถูกชานนท์ขวางไว้ ทักว่าเจอกันอีกแล้ว หญิงสาวนิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก็จำเขาได้

    “โลกมันกลมจริงๆ มาที่นี่ทำไม มีแผนอะไรอีก”

    “ฉันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดนะ ฉันต้องการพบคุณเฉลิมค่ะ รบกวนคุณหลีกไป” รสาเดินหลบไปอีก

    ทางหนึ่ง ชานนท์ตามมาขวางไว้อีก ศศิกานต์เห็นชานนท์ก็รีบวิ่งมาหา พลางมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม เขารีบบอกว่าเธอจะมาขอพบคุณอาเฉลิม แต่รีเซปชันแจ้งแล้วว่าท่านไม่ให้พบ

    “พอบอกได้ไหมคะว่าคุณอยากพบคุณพ่อฉันด้วยเรื่องอะไร”

    รสาบอกใครไม่ได้นอกจากเฉลิมคนเดียว แล้วเห็นวรรณฤดีกับธัชชัยกำลังจะพาท่านออกไปก็รีบวิ่งตาม ชานนท์กันท่าไว้อีก เธอตัดสินใจตะโกนเรียกเฉลิมว่ามีเรื่องสำคัญจะคุยด้วย

    “วรรณ นั่นใครน่ะ พ่อไม่เห็นรู้จัก”

    “ใส่ชุดดำมาด้วย สงสัยจะมาขอให้คุณพ่อบริจาคเงินทำศพให้ใครแน่ๆ เดี๋ยววรรณจัดการเองค่ะ ธัชคุณพาคุณพ่อออกไปก่อน” วรรณฤดีปรี่เข้าไปหารสา “ถ้าจะมาขอเงินล่ะก็ กลับไปซะ ที่นี่ไม่ใช่โรงทานนะยะ”

    รสาไม่ได้คิดจะมาขอเงินใคร แค่มีธุระสำคัญ

    จะต้องคุยกับเฉลิม แล้วชะเง้อคอยาวมองตามเฉลิมที่กำลังจะออกจากตัวตึก วรรณฤดีขู่ถ้าไม่ออกไปดีๆจะให้ รปภ.มาจัดการ ก่อนจะหันไปพยักพเยิดให้ รปภ.มาเอาตัวเธอไป รสาสะบัดหนีไม่ยอมให้จับ พยายามจะวิ่งตาม เฉลิมแต่ถูกชานนท์คว้าแขนไว้ เธอตะโกนขึ้นอีกครั้ง
    “ท่านคะ ท่านจำผู้หญิงที่ชื่อ สุภา มณีวงศ์ ได้ไหมคะ เธอตายแล้วค่ะ”

    เฉลิมจำได้และรู้ดีว่าเคยทำอะไรเอาไว้ แต่กลับ ตีหน้าตายไม่รู้ว่าพูดถึงใคร รสาถึงกับอึ้งที่เขาปฏิเสธ วรรณฤดีสั่งการให้ธัชชัยพาพ่อไปขึ้นรถ ทางนี้เธอจัดการเอง ธัชชัยรีบทำตามคำสั่ง ทันทีที่เฉลิมขึ้นรถ สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด

    วรรณฤดีตัดรำคาญ หยิบเงินสองพันบาทยัดใส่มือรสาเป็นค่าทำบุญซื้อโลงศพให้กับญาติของเธอที่ตายไป สั่งห้ามกลับมาที่นี่อีกแล้วไล่ตะเพิดไปให้พ้น รสาได้แต่ยืนอึ้ง วรรณฤดีหันไปสั่ง รปภ. ถ้าใครปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้เข้ามาในนี้อีกจะโดนไล่ออก แล้วเดินสะบัดหน้าออกไป รสามองเงินในมือด้วยความโมโห ก่อนจะยัดมันใส่มือชานนท์ ฝากไปคืนเจ้าของด้วย เธอไม่ใช่ขอทานและ

    ไม่เคยคิดจะมาเอาเงินของใคร

    “แต่ฉันมีธุระจะต้องคุยกับท่านและฉันจะไม่เลิกมาที่นี่จนกว่าจะได้คุย” รสาประกาศกร้าว...

    รสาออกจากบริษัทอัญมณีทองด้วยความเจ็บใจที่เฉลิมแกล้งจำแม่ของเธอไม่ได้ ทั้งที่ทำไว้กับแม่ขนาดนั้น คนอย่างนี้ต้องชดใช้ให้สาสม ด้วยความหิวผสมกับการอดนอนทำให้รสาหน้ามืดจะเป็นลมระหว่างเดินข้ามถนน รถของอภิรักษ์แล่นมาพอดี เบรกแทบไม่ทัน เขารีบลงไปดู เห็นเธอนอนหมดสติ พอพลิกตัวเธอขึ้นมาถึงกับตะลึงในความงาม หลงรักเธอทันที

    อภิรักษ์อุ้มเธอไปนั่งในรถแล้วจะขับออกไป

    แต่เธอรู้สึกตัวลืมขึ้นเสียก่อน เขาถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า จะให้พาไปโรงพยาบาลไหม เธอไม่ได้เป็นอะไรมาก ขอบคุณที่เขาเอื้อเฟื้อ อภิรักษ์เห็นเธอหน้าซีดๆถามว่าจะไปไหนเขาจะไปส่งให้

    เธอไม่อยากรบกวน ขอกลับแท็กซี่เอง เขาอาสาจะไปส่งให้

    “ผมไม่ได้มีธุระที่ไหน อีกอย่างหนึ่งผมเป็น

    ห่วงคุณกลัวคุณจะไปวูบในแท็กซี่อีกจะยุ่งกันใหญ่”

    ooooooo

    ศศิกานต์ไม่ยอมแตะต้องอาหารเอาแต่คิดถึงรสาจนชานนท์ต้องท้วงจะไปคิดถึงทำไม ท่าทางจะไม่ใช่คนดีด้วยซ้ำ เพราะคนดีๆที่ไหนจะมานั่งดักรอขอเงิน ศศิกานต์ไม่เห็นด้วย ผู้หญิงคนนั้นไม่เห็นพูดถึงเงินสักคำ แถมวรรณฤดีให้เงิน เธอก็ยังไม่เอา ชานนท์หาว่ารสาอาจอยากได้
    มากกว่าเงินสองพันบาทก็ได้

    “อุตส่าห์เอาชื่อใครมาอ้างกับคุณอาก็ไม่รู้ ท่าทางเขี้ยวเอาเรื่อง คงจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎ”

    “ทำไมพี่นนท์ถึงได้มองผู้หญิงคนนั้นในแง่ร้ายอย่างงั้นคะ”

    ชานนท์ได้ยินรสาพูดโทรศัพท์กับใครไม่รู้ว่า

    ยืมเงินไปแล้วก็ต้องใช้คืนเหมือนพวกออกเงินกู้นอกระบบชอบขู่ลูกหนี้ แล้วบอกศศิกานต์อยู่ห่างผู้หญิงพรรค์นั้นให้มากๆ ผู้หญิงที่เห็นแก่เงินคบไม่ได้สักคน เขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วอดนึกถึงแม่ตัวเองไม่ได้...

    ขณะที่ชานนท์มองรสาในแง่ร้ายไม่เลิกไม่แล้ว อภิรักษ์ขับรถมาส่งรสาถึงหน้าบ้าน เธอขอบคุณเขามากที่ช่วยเหลือ เขาอดสงสัยไม่ได้ทำไมเธอถึงต้องสวม

    ชุดดำ ได้ความว่าเธอไว้ทุกข์ให้แม่ อภิรักษ์ตั้งใจจะไปร่วมงานศพของท่าน แต่ไม่กล้าถามเธอว่าสวดศพวัดไหน รอจนเธอเข้าบ้าน ถึงได้เลียบๆเคียงๆถามจากเพื่อนบ้าน...

    รสาเล่าเรื่องที่บุกไปหาเฉลิมถึงที่ทำงานให้

    เพื่อนรักทั้งสองคนฟัง แม้วันนี้เขาจะไม่ยอมรับฟังอะไรจากเธอ แต่เธอไม่ยอมแพ้ง่ายๆ บงกชอยากรู้ว่าเธอจะทำอย่างไรต่อไป

    “พรุ่งนี้ฉันจะไปหาเขาอีก ฉันจะต้องทำให้เขาฟังฉันให้ได้”...

    ค่ำนี้มีสวดอภิธรรมศพสุภาเป็นวันที่สอง ระหว่างที่รสา บงกชและมธุรสกำลังช่วยกันรับแขกอยู่หน้าศาลาสวดศพ มนัสเข้ามาดึงตัวน้องสาวออกจากแขกอย่างเสียมารยาท ทวงเงินห้าพันบาทที่เธอสัญญาจะให้ รสาตัดรำคาญควักเงินในกระเป๋าให้ เขากลับฉกเงินทั้งปึกไปจากมือของเธอ

    “พี่มนัสนี่ หมดนั่นมันเกินห้าพันนะ พี่เอาคืนมานะ ฉันต้องจ่ายให้วัดอีก”

    “ไม่คืน ฉันจะเอาแกจะทำไม แกน่ะเอาอะไรจากฉันไปเยอะแล้ว ถ้าแกไม่เกิดมา ฉันก็คงได้เรียนหนังสือสูงกว่านี้ไม่ต้องมาทำงานหาเช้ากินค่ำอย่างทุกวันนี้ แกน่ะเป็นหนี้บุญคุณฉันรู้ไหม”

    บงกชไม่พอใจที่มนัสมาทวงบุญคุณจากรสาทั้งที่เป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือจากเธอตลอด จนเกือบจะมีเรื่องกัน จังหวะนั้นมีคนเอาพวงหรีดเคารพศพมาส่ง บงกชเดินไปรับเห็นมีชื่ออภิรักษ์ติดอยู่ นิ่วหน้าแปลกใจว่าเป็นใคร...

    ชานนท์กลับจากทำงานเห็นน้องชายอารมณ์ดีผิดปกติเดาได้ทันทีว่าต้องไปเจอสาวที่ไหนมา เขาเล่าให้พี่ชายฟังถึงหญิงสาวที่ตัวเองไปเจอเมื่อตอนเย็น เธอเป็นลมอยู่กลางถนนจนเขาเกือบจะขับรถชน ชานนท์ฟันธงว่าเขาถูกผู้หญิงหลอก เตือนให้ระวังผู้หญิงสมัยนี้ไว้ใจไม่ได้

    “ทำไมพี่นนท์มองผู้หญิงแต่ในแง่ร้ายอย่างเดียวล่ะครับ พี่นนท์ชอบอคติกับผู้หญิงอยู่เรื่อย”

    “ฉันไม่ได้มองผู้หญิงในแง่ร้าย แต่มองผู้หญิงในแง่ความจริงต่างหากล่ะ ขนาดผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่เรายังเชื่อถืออะไรไม่ได้เลย แล้วนับประสาอะไรกับผู้หญิงคนอื่น”

    อภิรักษ์ไม่อยากคุยด้วย เดี๋ยวจะทะเลาะกันเปล่าๆ ขอตัวไปอาบน้ำแล้วเดินหนีไปเลย...

    มนัสเลวได้ใจมาก เอาเงินที่ได้จากน้องไปซื้อเหล้ากินไม่พอ ยังเมาแอ่นมาส่งเสียงเอะอะที่ศาลาสวดศพแม่อีกต่างหาก รสาทนไม่ไหวตำหนิเขาที่ทำแบบนี้

    มนัสไม่พอใจด่าว่าเธอต่างๆนานา รสาขี้เกียจทะเลาะด้วยก็เลยเดินหนีมาหาสองเพื่อนรัก บ่นให้ฟังถึงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของพี่ชาย ทั้งบงกชและมธุรสเตือนให้เธอเตรียมรับมือกับพี่ชายตัวแสบให้ดี ถ้าเขารู้เรื่องเฉลิมขึ้นมาเมื่อไหร่ คงได้อยู่ไม่เป็นสุขแน่

    “แล้วไม่ใช่จะต้องรับมือกับพี่นัสเท่านั้นนะ ต้องเตรียมรับมือกับทางท่านด้วย ถ้าทางนั้นรู้ว่าสาเป็นลูกของท่านเมื่อไหร่ล่ะก็ งานนี้ยาวแน่นอน”

    ooooooo

    เช้าวันรุ่งขึ้น รสาบุกไปที่บริษัทอัญมณีทองอีกครั้ง รปภ.รีบวิ่งมาดักหน้าไม่ให้เข้า เธอผลักเขาพ้นทางแล้ววิ่งเข้าไปในตัวตึก อารามรีบร้อนไม่ทันดูทางชนเข้ากับชานนท์อย่างจังจนเซจะล้ม เขาคว้าตัวไว้ทัน

    “เธอนี่คิดจะตื๊อคุณอาเฉลิมไม่เลิกเลยใช่ไหมเนี่ย”

    “ฉันต้องตื๊อจนกว่าจะได้คุยกับท่าน”

    ชานนท์พยายามซักถามเรื่องที่เธอต้องการจะคุยกับเฉลิม แต่เธอไม่ยอมบอก ยืนยันคำเดิมจะพูดกับท่านคนเดียวเท่านั้น แล้ววิ่งไปที่ลิฟต์จะขึ้นข้างบน ชานนท์ตามมาคว้าแขนไว้ ลากออกไปทางด้านหลังบริษัท สั่งห้ามเข้ามาอีก แล้วเดินกลับเข้าข้างใน เธอจะเดินตาม แต่ รปภ.สองคนยืนขวางไว้...

    ขณะที่รสาหมายมั่นปั้นมือวันนี้จะต้องคุยกับเฉลิมให้ได้ มนัสกลับมาที่บ้านแม่ในสภาพเมาแอ่น เงินที่ได้จากรสาก็เอาไปถลุงหมดเกลี้ยง ไล่ให้อรทัยไปซื้อเหล้ามาให้ดื่ม

    “ฉันไม่มีเงินซื้อหรอกจ้ะ เงินค่ากับข้าววันนี้ ยังไม่มีเลย”

    มนัสไม่พอใจมาก เดินแอ่นเข้าไปหาเงินในห้องนอนของแม่จะเอาไปซื้อเหล้า ค้นข้าวของกระจุยกระจาย

    แต่ไม่พบ นึกขึ้นได้ว่าวันที่แม่ตาย แม่กำลังหาเงินให้เขาอยู่ จัดแจงลากเก้าอี้มาปีนหาเงินบนหลังตู้เสื้อผ้า เจอกล่องสังกะสีเปิดค้างอยู่ ค้นได้กำไลข้อเท้าทองของเด็ก ดีใจมากกระโดดโลดเต้นลืมไปว่าตัวเองยืนอยู่บนเก้าอี้

    ทั้งคนทั้งเก้าอี้ล้มโครม กำไลทองกลิ้งหลุนๆไปใต้เตียง นิ่งสนิทอยู่ข้างๆแหวนของเฉลิมที่ให้สุภาไว้ อรทัยได้ยินเสียงโครมครามรีบเข้ามาดู แต่เขาสะบัดมือออกอย่างรำคาญ

    “อย่าเพิ่งยุ่งกับกู ไหน...กำไลทองของกูหล่นหายไปไหนแล้ววะ” มนัสนอนราบกับพื้นเอามือควานเข้าไปใต้เตียง เจอทั้งกำไลทองทั้งแหวนของเฉลิม อรทัยจะเข้ามาดู เขาผลักพ้นทางแล้วจ้ำพรวดๆออกไปที่มุมหนึ่งของบ้าน หยิบแหวนขึ้นมาดูเห็นเป็นแหวนของผู้ชายก็แปลกใจเพราะไม่ใช่ของพ่อ หรือว่าแม่จะมีชู้

    “แหวนนี่ต้องเป็นแหวนชู้ของแม่แน่ๆ แล้วนังสามันคงเป็นลูกชู้ กูว่าแล้วเชียว มันถึงได้หน้าตาไม่เหมือนเราเลย แต่เอาเถอะ จะแหวนใครก็ช่าง ตอนนี้เป็นมันของกูแล้ว” มนัสหัวเราะชอบใจ...

    ทางด้านรสาไม่ได้หลบไปไหนแอบซุ่มอยู่หน้าบริษัทอัญมณีทอง รอกระทั่งเฉลิมกับคณะนั่งรถตู้ออกมา รีบโดดขวางหน้า ตื๊อจนเฉลิมยอมฟังสิ่งที่เธอกำลังจะพูด

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    โฉมหน้า 7 สาวขึ้นแท่นนางเอกน้องใหม่ช่อง 3 แห่งปี 2564

    โฉมหน้า 7 สาวขึ้นแท่นนางเอกน้องใหม่ช่อง 3 แห่งปี 2564
    18 ต.ค. 2564

    07:30 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม 2564 เวลา 16:37 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์