ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

รอยรักแรงแค้น

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: ช่อง 7 ส่งละครครบรส "รอยรักแรงแค้น"

พักตราไปที่หามุกรินที่บริษัท ถามว่างานยุ่งไหม มุกรินบอกว่าไม่ยุ่ง งานอีเวนต์ตัวใหม่ยังเพิ่งเริ่มคุยข้อมูลกับลูกค้า

พักตราทักว่าหน้าตาเธอซีดเซียวมาก นอนน้อยใช่ไหม มุกรินพยักหน้าทำเสียงอืม...ในลำคอ ในใจคิดอยู่ไม่รู้ว่าพักตรามีเจตนาอย่างไร พักตราถามว่ายังประกันตัวไม่ได้ใช่ไหม มุกรินทำเสียงอืม...

“น่าเห็นใจจัง ความสัมพันธ์ของเธอกับคิมก็พลอยกระท่อนกระแท่นไปด้วยเลยสินะ”

ไม่ทันที่มุกรินจะพูดอะไร ปรารภก็เดินเข้ามาหยุดมองมุกรินอย่างเป็นห่วง ในขณะที่พักตรายังพล่ามต่อไปว่า

“แต่เธอต้องเข้าใจคิมนะ พี่สาวของเขาตายทั้งคน จะให้มาระรื่นสวีตเหมือนเดิมกับน้องสาวฆาตกร ก็คงจะยาก”

“ศาลยังไม่ได้ตัดสินว่าพี่ธาดาเป็นฆาตกรนะ”

“โอ้ย...ไม่ต้องรอศาลหรอก ใครๆก็รู้ว่าพี่เธอน่ะใจร้ายขนาดไหน แต่ฉันเห็นใจเธอนะ คนเป็นน้องสาวฆาตกร ก็ต้องกระอักกระอ่วนใจไม่น้อยแบบนี้แหละ”
ปรารภเดินเข้ามาที่โต๊ะมุกริน เอ่ยขอโทษพักตราถามว่ามีธุระสำคัญอะไรกับมุกรินหรือเปล่า ถูกเธอถามเสียงขุ่นว่า

“ทำไมคะคุณปรารภ ลูกสาวประธานบริษัทจะขอคุยเรื่อยเปื่อยกับพนักงานบ้างไม่ได้เหรอคะ”

“พอดีผมมีงานสำคัญต้องปรึกษาพนักงานของผมน่ะครับ หวังว่าลูกสาวประธานจะไม่ขัดขวางกิจการในบริษัทของคุณพ่อนะครับ”

พักตราโกรธแต่พูดไม่ออก ปรารภจึงบอกมุกรินว่า เดี๋ยวเชิญที่ห้องประชุมด้วยแล้วเดินออกไป พักตรายังพล่ามกับมุกรินว่า

“ฉันไปก็ได้ ที่มานี่แค่จะมาบอกว่า เธออย่าไปงานศพเจ๊มลเลย จะทำให้คิมเขาเครียดเปล่าๆ ช่วงนี้ฉันรับหน้าที่ดูแลเทกแคร์คิมเอง ยังไงๆ เขากับฉันก็เป็นแฟนเก่ากัน ยังพอรู้มือ รู้ใจกันอยู่ บ๊ายบาย...”

พักตราทิ้งทุ่นแล้วนวยนาดออกไป ปล่อยให้ มุกรินมองตามอย่างไม่สบายใจนัก

ooooooo

มุกรินไปที่ห้องประชุมบริษัท ปรารภแนะนำให้รู้จักกับคุณบรรเจิดทนายความของธาดา เขาจะขอคุยกับเธอสักครู่แล้วปรารภจะออกไป

“พี่รภคะ มุกขอบคุณค่ะ”

ปรารภหันยิ้มให้แล้วออกจากห้องไป บรรเจิดจึงเริ่มการพูดคุยกับมุกริน แนะนำตัวเองและหน้าที่ของตนว่า

“หน้าที่ของผมคือทำให้พี่ชายคุณพ้นจากข้อกล่าวหา อันนี้เป็นความปรารถนาของคุณด้วย ถูกต้องไหมครับ ผมถามตรงๆเลยนะ คุณเชื่อไหมว่าพี่ชายคุณไม่ได้ฆ่าภรรยาตัวเอง” มุกรินนิ่งอึ้ง บรรเจิดยิ้มถามต่อว่า “ไม่ต้องตอบผมครับ และถ้าใครถามคำถามนี้กับคุณ คุณก็ต้องไม่ตอบนะครับ...แล้วผมจะมาหาคุณอีกที เฉพาะเวลาที่จำเป็น”

ก่อนทนายบรรเจิดจะออกไป เขาบอกอีก “อ้อ...ถ้าคุณอยากจะเยี่ยมพี่ชายคุณ นอกเหนือจากเวลาเยี่ยมปกติ บอกผม ผมใช้สิทธิ์ทนายได้ นี่นามบัตรผมครับ”
ทนายบรรเจิดไปแล้ว มุกรินจึงหยิบนามบัตรขึ้นดู...

ooooooo

ที่สำนักกฎหมายบูรพา...ชุมสายหอบเอกสารปึกใหญ่ก้าวเข้ามา แนะนำแก่คิมหันต์ที่นั่งอยู่ก่อนแล้วว่า

“นายบรรเจิด เลิศธนทรัพย์ ทนายความชื่อดังผู้คร่ำหวอดในการสู้คดีให้จำเลย ทุกคดีที่หมอนี่ว่าความให้...จำเลยหลุดหมด ศาลยกฟ้องทุกคดี...ไม่น่าเชื่อ” คิมหันต์แทรกขึ้นว่า แต่ไม่ใช่คดีนี้! “แต่มันก็มีสัญญาณเตือนเราว่า ต้องเตรียมรับมือให้ดี” คิมหันต์ยังเชื่อมั่นว่าไม่มีใครบิดเบือนความจริงไปได้

ชุมสายบอกว่าหลายๆเรื่องก็ต้องใช้เวลานานกว่าความจริงจะปรากฏ คิมหันต์มองหน้าเพื่อนย้ำว่า

“นั่นมันหน้าที่ของแก ฉันถึงตั้งให้แกเป็นทนายร่วมไง”

ขณะนั้นเอง มีชายสูงวัยก้าวเข้ามา ชุมสายแนะนำว่า

“นี่ท่านอาจารย์ประสงค์ อัยการคดีของเรา...คุณคิมหันต์ น้องชายผู้ตายครับ”

หลังจากสวัสดีทักทายกันแล้ว อัยการนั่งลง สีหน้าแววตามีอาการวิตกเล็กน้อย เอ่ยแก่ทุกคนในที่นั้นว่า

“เจ้าหน้าที่เพิ่งแจ้งผมมาว่า ตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของคุณวิมลรัตน์แล้ว มีสายโทร.เข้าออกระหว่างเครื่องของคุณวิมลรัตน์กับเครื่องของนายธาดาจริง โทร.ครั้งสุดท้ายเวลาตีสี่กว่าๆ มันตรงกับที่จำเลยอ้างพยานยืนยันว่าเขาไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ”

ชุมสายถามว่าพยานคือใคร พอประสงค์บอกว่ามุกริน ชุมสายติงทันทีว่า “น้องสาวจำเลยนะครับ”

“ใช่...ซึ่งศาลก็คงไม่ฟังเพราะเป็นญาติกัน แต่มันทำให้เราต้องหาหลักฐานมัดตัวจำเลยให้รัดกุมยิ่งขึ้น นอกจากมุกรินจะปฏิเสธการเป็นพยาน”

เวลาเดียวกัน มุกรินไปเยี่ยมธาดาที่เรือนจำกลาง ทั้งสองคุยกันทางโทรศัพท์โดยมีลูกกรงและกระจกกั้น มุกรินเล่าว่า เมื่อวานนี้ทนายบรรเจิดไปหาตน เขาถามว่าตนเชื่อพี่ใหญ่ไหม แต่ถามแล้วก็บอกว่าไม่ต้องพูดก็ได้ มุกรินบอกพี่ชายว่า

“มุกอยากฟังจากปากพี่ใหญ่อีกครั้ง”

ooooooo

ขณะที่มุกรินฟังเหตุการณ์จากปากธาดาอีกครั้งนั้น ฝ่ายคิมหันต์และชุมสายก็วิเคราะห์เหตุการณ์จากการคาดคะเนอยู่เช่นกัน

ชุมสายวิเคราะห์ว่า คืนนั้นมีพายุเข้า ฝนตกหนัก กล้องวงจรปิดทุกตัวไม่สามารถบันทึกภาพได้ เราจึงไม่มีทางรู้เวลาเข้าออกที่แน่นอนของธาดา แต่จากสภาพสถานที่เกิดเหตุ คะเนได้ว่า

“เมื่อทั้งคู่เดินเข้าบ้านแล้วก็นั่งดื่มเหล้ากันตรงนี้... ซึ่งน่าจะดื่มกันไม่น้อยเสียด้วย”

เหตุการณ์ในคืนนั้นคือ ทั้งสองนั่งดื่มเหล้ากันแก้วใหญ่ แล้วเริ่มมีปากเสียงกันเรื่องหนี้สินและเงินทอง วิมลรัตน์ตำหนิธาดาอย่างรุนแรงเรื่องชอบเล่นการพนัน เล่นทีไรก็มีแต่เสีย และตนก็ต้องจ่ายให้ทุกครั้ง บ่นแล้วตัดเชือกว่า

“ห้ามแล้วไม่เชื่อ ก็ไปหาเงินใช้หนี้เอาเองเถอะ”

“ผมจะไปหาที่ไหนล่ะ วันๆก็ติดแหง็กอยู่กับคุณอย่างนี้ คุณไม่ยอมให้ผมกระดิกตัวไปไหนเลย”

“กระดิกตัวไม่ได้แล้วทำไมแอบไปเข้าบ่อนได้”

ธาดาเล่าเชิงบ่นกับมุกรินว่า “เขาเมา มุกรู้ใช่ไหมว่าพี่มลเขากินเหล้าดุขนาดไหน...เคยเห็นใช่ไหม พอเขาเมาก็พาลหาเรื่องพี่ เขาด่าพี่ที่ทำอะไรก็เจ๊งแล้วก็ต้องมาขอเงินเขา”

ฝ่ายคิมหันต์วิเคราะห์ว่า “ครั้งนี้ พี่มลคงไม่ให้ พี่มลเคยประกาศว่าจะไม่ให้มันผลาญเงินเล่นอีกแล้ว”

“นายธาดาก็เลยโกรธ อาละวาด ขว้างปาข้าวของ” ชุมสายคาดเดาต่อ และก็ตรงกับความจริง

ธาดาบอกมุกรินว่าวิมลรัตน์คิดจะทิ้งตน เขาคง เบื่อที่ตนขอเงินบ่อย แต่ตนเชื่อว่าเขาเองก็หลงผู้ชายอื่นมากกว่า พอตนพูดดักคอ เขาก็โกรธและเอาปืนขู่จะยิง

แต่ฝ่ายชุมสายคาดว่า “นายธาดาอาจมีกิ๊ก พี่มลคงจับได้ก็เลยโกรธ ใช้ปืนขู่ จากนั้นก็แย่งปืนกันจนปืนลั่น”

ระหว่างที่ทั้งสองแย่งปืนกันนั้น ปืนลั่นขึ้นห้านัดโดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง ชุมสายจำลองเหตุการณ์ว่า

“นายธาดาบีบคอพี่มล แล้วก็ดันพี่มลจนมาล้มกระแทกขอบอ่างอาบน้ำตรงนี้” ชุมสายไปชี้จุดที่ห้องน้ำ

ธาดาเล่าให้มุกรินฟังว่า ตนรีบหนีออกจากบ้านแล้วก็มาหาเธอ แต่เธอยังไม่กลับจึงนั่งรออยู่ในรถ เล่าอย่างอ่อนล้าว่า

“พี่ใช้โทรศัพท์คุยกับเขา เผื่อว่าเขาจะอารมณ์เย็นลง...แต่ก็ไม่เลย...มีตรงไหนที่พี่เล่าไม่เหมือนเดิมไหม” มุกรินบอกว่าไม่มี ธาดาย้ำอย่างมั่นใจว่า “ความจริง... จะพูดกี่ครั้งมันก็เหมือนเดิมทุกครั้งแหละมุก”

ทนายบรรเจิดเดินเข้ามายืนข้างหลังมุกริน ขอโทรศัพท์ที่เธอกำลังคุยกับธาดาไปพูดเอง

“โชคดีเป็นของคุณนะ คุณธาดา” แล้วบอกว่า “ไม่เกินทุ่มนึงคืนนี้ คุณน่าจะออกมาได้” มุกรินดีใจถามว่าจริงหรือ “ศาลน่าจะยอมให้ประกันตัว ผมดำเนินเรื่องเรียบร้อยแล้ว คืนนี้อยากจะไปผ่อนคลายที่ไหนก็นึกไว้เลยนะ”

“วัด...ผมอยากไปไหว้ศพเมียผม”

ooooooo

ชุมสายนำข่าวธาดาได้ประกันตัวไปบอกคิมหันต์ที่วัด คิมหันต์ไม่พอใจมาก ถามว่าปล่อยมันออกมาได้ยังไงไอ้คนเลวๆแบบนี้ ชุมสายคาดว่า

ศาลคงเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าหลบหนีและหลักทรัพย์ในการประกันก็สูงด้วย

คิมหันต์ถามว่ารู้ได้ไงว่ามันจะไม่หนี ชุมสายบอกว่าเพราะที่แห่งแรกที่ธาดาจะมาก็คือที่นี่ เขาตั้งใจจะมากราบศพพี่มลให้ได้ เตือนคิมหันต์ว่า

“แกต้องเก็บอารมณ์ให้ดีนะเว้ย อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม มันไม่เป็นผลดีทั้งนั้น”

“ฉันไม่บุ่มบ่ามหรอก ไม่ใช้อารมณ์ด้วย ง่ายๆสบายๆ ตรงไปตรงมา มันเหยียบศาลาเมื่อไหร่ มันตายเมื่อนั้น เท่านั้นแหละ” คิมหันต์แววตาแข็งกร้าวดุดันมาก
มุกรินขับรถพาธาดาบ่ายหน้าไปที่วัดคืนนี้เลย ระหว่างนั้นเสียงมือถือมุกรินดังขึ้น เธอรับสายเปิดเสียงผ่านลำโพงวิทยุในรถ เป็นสายจากชุมสาย ถามเธอว่าธาดากำลังมาที่วัดหรือเปล่า พอมุกรินอกว่าใช่ เขาขอร้องเธอว่า

“ผมขอพูดตรงๆอีกทีนะครับ ถ้าคุณธาดามาที่วัดจริง มันอาจเกิดเรื่องขึ้นได้...” มุกรินตกใจถามว่าเรื่องอะไรหรือ “คุณก็รู้ว่าช่วงนี้นายคิมหันต์มีท่าทียังไง ...ผมว่าทางที่ดี คุณน่าจะ...”

“ทำไมวะ!” เสียงธาดาตัดบทอย่างฉุนเฉียว “ฉันจะไปไหว้เมียฉันไม่ได้เลยเหรอ มันเกินไปแล้ว บอกนายคิมหันต์เพื่อนนายด้วยว่า เป็นไงเป็นกัน...เมียฉันตายไปคนนึงแล้ว ฉันไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว จะเอากันให้ถึงตายเลยก็ได้ มาลองดูกันไหม” พูดจบธาดากดปุ่มเลิกการสนทนาทันที

มุกรินติงว่าชุมสายอาจจะหวังดีกับเราจริงๆก็ได้ ธาดาไม่เชื่อ เพราะเขาเพื่อนกันก็คิดเหมือนกันนั่นแหละ มุกรินขับรถไปเงียบๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา ธาดาหันมองมุกริน เอ่ยขอโทษที่ลืมไปว่าคิมหันต์เป็นคู่หมั้นน้อง บ่นตัวเองว่า

“พี่ไม่น่ายกมุกให้มันเลย...แม่งเอ๊ย!”

ฝ่ายชุมสายคุยกับมุกรินและธาดาแล้ว ถามคิมหันต์ที่ยังหน้าถมึงทึงว่าจะใช้ความรุนแรงแน่หรือ เตือนสติว่า เขากำลังจะแต่งงานกับมุกริน ทำแบบนี้ต่อไปจะมองหน้ากันติดได้ยังไง คิมหันต์สวนทันควันว่า

“แล้วที่มันทำกับพี่มล แกคิดว่าเรายังมองหน้ากันติดงั้นเหรอ?”

เมื่อห้ามไม่สำเร็จ ชุมสายยุให้เอาให้เต็มที่ไปเลย แต่ตนต้องแจ้งท้องที่ล่วงหน้า อย่ามาต่อว่ากันนะ แล้วเดินแยกไป

ooooooo

พอมุกรินขับรถมาถึงวัด ธาดาลงจากรถ เจอ คิมหันต์ยืนจังก้าอยู่หน้าศาลาแล้ว ธาดาก้าวเข้าไปบอก คิมหันต์ว่า

“ฉันจะไหว้ศพเมียฉัน นายไม่มีสิทธิ์ห้าม” คิมหันต์พูดนิ่งๆว่า ก็ลองดู แล้วหันไปคว้าท่อนเหล็กคล้ายชะแลงมาถือแน่น แต่ก็หยุดธาดาไม่ได้ เขาก้าวเข้าไปหา มุกริน ร้องเรียกพี่ชายและขอร้องคิมหันต์อย่าทำอะไรพี่ชายตน

คิมหันต์ใช้ท่อนเหล็กทุบกระจกรถธาดาจนแตกทุกบาน ตะโกนอย่างโกรธแค้นเมื่อธาดาร้องห้าม

“มึงเสียดายเหรอ นี่แค่รถมึงยังเสียดาย แล้วนั่น พี่กูที่นอนอยู่ในโลงนั่นพี่สาวกู มึงคิดว่ากูจะอยู่เฉยๆเหรอ”

เมื่อไม่มีใครยอมใคร ทั้งคู่พุ่งเข้าชกต่อยกันลงไปคลุกฝุ่น แม้ชุมสายกับมุกรินจะร้องห้ามก็หยุดไม่ได้ จนตำรวจมาถึงจึงลากทั้งคู่แยกจากกันได้สำเร็จ

ตำรวจพาคู่กรณีไปที่โรงพัก ขณะตำรวจกำลังหว่านล้อมทั้งคู่ให้คิดถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในอดีตนั้น บรรเจิดก็เข้าไปแจ้งตำรวจว่าลูกความตนไม่ขอเอาความเรื่องทำร้ายร่างกายกัน ส่วนเรื่องรถที่เสียหาย...ชุมสายพูดแทรกขึ้นว่าคิมหันต์ยินดีรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

เมื่อคู่กรณีไม่เอาความต่อกัน ตำรวจจึงลงบันทึกประจำวันเปรียบเทียบปรับแล้วจะปล่อยตัวไปทีละคนเพื่อความปลอดภัย บรรเจิดแจ้งแก่ตำรวจว่า

“คุณธาดาลูกความของผม ผมขอฝากไว้ที่นี่สักคืน ก่อนได้ไหมครับ เพื่อความปลอดภัยเหมือนกัน แล้วพรุ่งนี้ผมทำเรื่องขอถอนประกัน เพราะให้แกอยู่ในเรือนจำปลอดภัยกว่าออกมาข้างนอกครับ รอออกมาทีเดียวตอนชนะคดีเลยดีกว่า” แล้วบอกมุกรินว่า “คุณมุกรินกลับบ้านได้เลยครับ เดี๋ยวผมจะเข้าไปทำความเข้าใจกับพี่ชายคุณเอง ไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องกังวลนะครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วที่ต้องทำให้คุณธาดาสะดวกสบายและปลอดภัยที่สุด เสธ.ท่านกำชับมา”

“เสธ.” มุกรินงงๆ

“ผู้หลักผู้ใหญ่ที่ผมเคารพน่ะครับ...ท่านเอ็นดูพี่ชายคุณ”

คิมหันต์เดินมาบอกมุกรินว่าจะไปส่งเธอที่บ้านแล้วเดินนำไป มุกรินนิ่งไปอึดใจแล้วจึงเดินตามไปที่รถ

ooooooo

ตลอดเวลาที่นั่งรถมาด้วยกัน ทั้งมุกรินและคิมหันต์ต่างนั่งเงียบ จนมาถึงบ้าน มุกรินเรียกเขาให้เข้าบ้านก่อนไหม คิมหันต์ไม่ตอบแต่เอื้อมไปกุมมือเธอไว้เบาๆ ทำเอามุกรินน้ำตาแทบไหล

ระหว่างเดินเข้าบ้าน มุกรินถามอย่างสะเทือนใจว่าเราจะเป็นอย่างนี้อีกนานไหม เขาตอบอย่างเลื่อนลอยว่าไม่รู้เหมือนกัน

เมื่อเข้าไปในบ้าน คิมหันต์เดินไปดูรูปถ่ายคู่ของตนกับมุกรินที่วางอยู่หลังตู้ ต่างสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนความสัมพันธ์เปลี่ยนไป คิมหันต์บอกว่าตนไม่อยากให้เรื่องเป็นแบบนี้เลย มุกรินบอกว่าตนรู้ คิมหันต์ติงว่าเธอรู้ไม่เท่าที่ตนรู้สึก และเธอเข้าใจก็ไม่เหมือนที่ตนรู้สึกเองหรอก เพราะเราอยู่กันคนละฝั่ง ความสูญเสียไม่เท่ากัน

แต่ทั้งคู่ต่างยืนยันว่าเรายังมีความรู้สึกต่อกันอย่างที่เคยเป็น ถ้าความจริงพิสูจน์ออกมาอย่างไร เราต่างก็ต้องยอมรับให้ได้ แต่คิมหันต์รับไม่ได้ ยืนยันมั่นใจว่า “มุกก็รู้ว่าเป็นเขา...มันต้องเป็นเขา!”

มุกรินยังเล่าให้เขาฟังว่า เช้ามืดคืนเกิดเหตุตนได้คุยโทรศัพท์กับวิมลรัตน์ด้วย คิมหันต์ถามว่าแล้วพี่มล ว่าอย่างไร

“เงียบค่ะ พี่มลไม่ได้พูดอะไร เขาคงกำลังโกรธพี่ใหญ่อยู่”

“หรือไม่ก็ตายไปก่อนหน้านั้นแล้ว” คิมหันต์แทรกเสียงเข้ม พูดแล้วต่างก็เงียบกันไป จนมุกรินถามขึ้นว่าเราลองไม่พูดเรื่องนี้กันไหม เผื่อความสัมพันธ์ของเราจะกลับมาเหมือนเดิม

คิมหันต์บอกมุกรินว่า เราคงต้องเลื่อนงานแต่งออก ไปก่อน เราห่างกันสักพัก ตนตัดสินใจจะไปอยู่ซานฟราน จนกว่า อีกสองเดือนศาลนัดจึงจะกลับมา สัญญาว่ากลับมาก็จะยังรักเธอเหมือนเดิม

เมื่อคิมหันต์ไปแล้ว ชุมสายแชตคุยกับคิมหันต์เล่าผลการสืบสวนฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ บอกว่าล้วนแต่เป็นผลดีต่อฝ่ายเราทั้งสิ้น จนสุดท้ายชุมสายพูดถึงมุกรินว่า

“คุณมุกเป็นผู้หญิงที่น่าสงสาร พี่ชายเธอจะทำความผิดยังไงก็ตาม แต่เธอก็ทำหน้าที่น้องสาวอย่างดีเยี่ยม เธอแบ่งเวลาไปเยี่ยมพี่ชายแทบจะทุกวัน ส่วนงานที่บริษัทก็ไม่เคยขาดตกบกพร่อง ใครจะซุบซิบนินทาเรื่องพี่ชายเธออย่างไร เธอก็ไม่หวั่นไหว ดูเหมือนว่าผู้จัดการบริษัทจะเอ็นดูเธอเป็นพิเศษด้วย”

“ฉันไม่ไว้ใจไอ้พ่อหม้ายคนนั้น ฝากแกดูให้หน่อย” ชุมสายเร่งเขาให้รีบกลับมาดูเอง “เราตกลงกันไว้ว่าจะเจอกันตอนขึ้นศาลเลย”

ชุมสายถามว่าอยู่ทางโน้นไม่มีปัญหาใช่ไหม

“ไม่มี นอกจากพักตรา เธอตามหาฉันจนเจอ แกคงไม่ได้ให้ที่อยู่ฉันไปใช่ไหม” ชุมสายบอกว่าไม่ได้ให้ เตือนเพื่อนรักว่า จะทำอะไรก็คิดหน้าคิดหลังให้ดีแล้วกัน คิมหันต์บอกว่าตนกำลังหาทางหนีเธออยู่

ครู่เดียว พักตราก็ถือถ้วยกาแฟเข้ามาให้ “พักตร์กลับห้องก่อน...พรุ่งนี้เราไปเดินเล่นแถวโกลเดนเกตกัน อย่านอนดึกนักนะคิม” พอพักตราเดินออกไป คิมหันต์ก็หันมองไปนอกหน้าต่างห้องพัก...

ooooooo

เช้าตรู่วันนี้ ขณะที่มุกรินยังนอนอยู่ เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากพักตราที่เดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ถามว่าวันนี้ไม่ไปศาลหรือ เธอบอกว่าไปสิ

“งั้นวันนี้เธอก็จะได้พบกับคู่หมั้นเป็นครั้งแรกในรอบสองเดือนใช่ไหม” มุกรินยังงงๆ พักตราพูดต่อ “สงสัยใช่ไหมว่าทำไมฉันรู้...ฉันใส่ใจเรื่องของเพื่อนเสมอจ้ะ ยิ่งไปกว่านั้น บังเอิญฉันไปเที่ยวซานฟรานมา และก็บังเอิญเจอคู่หมั้นของเธอกำลังเหงา ฉันก็เลยช่วยดูแลสภาพจิตใจของเขาให้ดีขึ้นจ้ะ”

“เหรอ...”

“แล้วก็บังเอิญฉันกลับมาเมืองไทยวันนี้วันเดียวกับเขาไฟลท์เดียวกับเขาอีกต่างหาก ฉันก็เลยรีบโทร. มาบอกเธอ เผื่อว่าเธอไปได้ยินจากปากคนอื่นเดี๋ยวจะเข้าใจผิด...ไปล่ะแล้วเจอกันนะ...อ้อ...ขอให้ทุกอย่างที่ศาลวันนี้ ราบรื่นนะ มุกริน”

วางสายจากพักตราแล้ว มุกรินเริ่มหวั่นไหวกับท่าทีของเธอ

ฝ่ายคิมหันต์กลับมาถึงก็ไปที่ห้องนอนของวิมลรัตน์ เขาพูดกับรูปถ่ายของพี่สาวที่ถือในมือว่า

“วันนี้ศาลนัดสืบพยานเป็นนัดแรกนะพี่มล...คาดว่าคงไม่นานนัก คดีก็จะจบ... และอีกไม่นาน ไอ้ฆาตกรก็จะต้องได้รับโทษของมันอย่างสาสม!”

เมื่อไปถึงศาลพร้อมชุมสาย อัยการประสงค์ คิมหันต์ยังบอกกล่าวพี่สาวตนว่า

“พวกเราทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อเรียกร้อง ความยุติธรรมให้กับพี่มล...”

จนมาถึงทางเดินในศาล มุกรินที่มาถึงก่อนแล้ว เธอนั่งอยู่ริมระเบียง พอเห็นคิมหันต์มา เธอยิ้มทัก

“คิม...สบายดีไหม”

“พักตราตามไปหาผมถึงซานฟราน...ผมบอกคุณ ให้รู้ไว้ เผื่อคุณได้ยินจากคนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิดผม” เขาจับมือมุกรินบอกว่า “เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันนะมุก” แล้วก็เดินเข้าไปในห้องพิจารณาคดี

ooooooo

พยานในศาลช่วงเช้านี้เป็นนายแพทย์ผู้ผ่าศพพิสูจน์และเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน

แพทย์ผู้ทำการผ่าศพให้การว่า เนื่องจากศพขึ้นอืดจึงไม่สามารถตรวจสอบระบบอื่นภายในร่างกายได้ แต่พอจะมองเห็นรอยช้ำบริเวณรอบคอและแผลที่ศีรษะด้านหลังเป็นการกระทบของแข็งจนกระโหลกยุบ

เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานให้การว่า พบร่องรอยการต่อสู้แต่ไม่พบรอยนิ้วมือผู้อื่นนอกจากสามีและภรรยาเท่านั้น มีรอยกระสุน 5 นัด ที่บริเวณผนังห้องและเก้าอี้

ต่อมาเป็นการให้การของนายไสว สาวทอง โดยมีอัยการประสงค์เป็นผู้ซักถาม คิมหันต์นั่งข้างชุมสายในฐานะเป็นโจทก์ร่วม

อัยการถามไสวว่าเป็นคนสวนมากี่ปีแล้ว? ใกล้ชิดวิมลรัตน์ไหม? เธอเป็นคนอย่างไร? ไสวตอบว่าเป็นคนสวนมาสิบปีแล้ว ใกล้ชิดกับผู้ตาย และผู้ตายเป็นคนดี เป็นกันเองกับลูกน้องกับคนงาน ใครขออะไรก็ให้ ปีใหม่ก็แจกเงินคนงานเป็นหมื่น

เมื่ออัยการถามว่ารู้จักจำเลยไหม เขาเป็นใคร เป็นสามีนานหรือยัง บรรยากาศหลังจากจำเลยเข้ามาอยู่ในบ้านแล้วต่างกับก่อนเข้ามาอยู่หรือไม่

ไสวตอบว่าจำเลยเป็นสามีผู้ตายมาประมาณสามปีแล้ว นับแต่จำเลยเข้ามาอยู่ในบ้าน ผู้ตายอารมณ์เสียบ่อยกว่าเมื่อก่อน และมีเรื่องทะเลาะกันบ่อยขึ้น เรื่องที่ทะเลาะกันคือจำเลยขอเงิน ผู้ตายให้บ้างไม่ให้บ้าง ถ้าวันไหนไม่ให้ก็ทะเลาะกัน ส่วนการทะเลาะกันก็มีทั้งเบาๆ และแรง แต่หลังๆแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขนาดจำเลยขู่ว่าถ้าไม่ได้เงินจะฆ่า

เมื่ออัยการโจทก์หมดคำถาม ทนายจำเลยคือนายบรรเจิดก็ลุกขึ้นซักถามไสวต่อทนายบรรเจิดถามไสวว่า ความจำยังดีอยู่นะ ไสวยืนยันว่าดี ทนายจึงถามว่า

“วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 วันเกิดเหตุ นายไสวอยู่ที่บ้านหรือเปล่า”

“ไม่อยู่ครับ ผมกลับร้อยเอ็ดตั้งแต่วันที่สิบสอง”

“หมดคำถามครับ” บรรเจิดกลับไปนั่งประจำที่ เขายิ้มและตบไหล่ธาดาเบาๆ 

คิมหันต์ถามชุมสายงงๆ ว่าทำไมถามนิดเดียว ชุมสายเองก็ตอบงงๆว่า

“ไม่รู้ว่ะ”

ทนายบรรเจิดอ่านเอกสารสำนวนสอบปากคำต่อหน้าพยานว่า “นางถวิล สาวทอง เป็นภรรยานายไสว เบิกความว่าจำเลยคือนายธาดาลงมือทุบตีภรรยาคือคุณวิมลรัตน์ผู้ตายอยู่บ่อยๆ ตอนที่มีอารมณ์ พยานหมายถึงตอนโกรธตอนโมโหใช่ไหม”

ถวิลบอกว่า “ตอนไม่ได้ดั่งใจ” บรรเจิดถามว่าแล้วพยานบอกใครบ้างไหม ถวิลตอบว่าไม่ได้บอก ไม่กล้า บรรเจิดซักถามอีกว่าทำไมไม่กล้า ถ้าบอกแล้วจะเป็นอย่างไร

“คุณมลบอกว่า เรื่องในบ้านห้ามเอาไปพูดข้างนอกเป็นอันขาด ถ้าพูดจะถูกไล่ออก”

“อืม...เนี่ยนะเจ้านายที่ใจดีกับลูกน้อง” ทนายบรรเจิดพูดลอยๆ ถูกอัยการค้านว่าทนายใช้สำนวนประชด

แต่ทนายบรรเจิดยังซักถามต่อไปอีกว่าเรื่องที่เอาไปพูดข้างนอกไม่ได้นั้นมีอะไรบ้าง ถวิลอึกอัก ทนายถามนำว่า เรื่องเหล้าหรือเปล่า หรือเรื่องผู้ชาย นางวิมลรัตน์แอบคบผู้ชายอื่นอีกใช่ไหม

คิมหันต์ทนฟังไม่ได้ลุกขึ้นตะโกนลั่นให้หุบปากหยุดล่วงเกินพี่มลได้แล้ว บรรเจิดถามว่าเขามีสิทธิ์อะไรมาสั่งตน คิมหันต์ตะโกนใส่หน้าว่าจะหยุดหรือไม่หยุด ทนายบรรเจิดบอกว่าไม่หยุด เท่านั้นเองคิมหันต์ก็พุ่งเข้าหาทันที จนชุมสายต้องรั้งไว้ และผู้พิพากษาก็สั่งให้ทุกคนหยุด หากมีพฤติกรรมเช่นนี้อีกจะไล่ออกนอกห้อง เตือนทนายบรรเจิดว่า

“แล้วทนายจำเลยก็ควรจะหลีกเลี่ยงคำถามที่เสียดสีหรือแฝงนัย เยาะเย้ยถากถางกันด้วย”

เมื่อทั้งสองฝ่ายคำนับรับคำเตือนของศาล ทนายบรรเจิดถามเป็นคำถามสุดท้ายว่า วันที่ 14 กุมภาพันธ์วันเกิดเหตุพยานอยู่ที่ไหน ถวิลบอกว่าอยู่ร้อยเอ็ดกับสามี ทนายบรรเจิดคำนับศาลแล้วจงใจเดินเฉียดคิมหันต์พูดเบาๆ แต่ชัดเจนว่า

“อย่าคิดทำอย่างนี้กับฉันอีกนะไอ้หนู...ไม่ได้กินหรอก”

“แล้วมึงเก่งนักเหรอ พูดจาแดกดันให้ร้ายคนตายอย่างนี้ เก่งนักเหรอ เก่งนักใช่ไหม” คิมหันต์ลุกกระชากคอเสื้อบรรเจิด จนผู้พิพากษาเรียกเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลและสั่งพักการพิจารณาคดี

เมื่อทนายบรรเจิดเดินออกมาถึงหน้าศาลอาญา นักข่าวสัมภาษณ์ทนายบรรเจิด เขาให้สัมภาษณ์อย่างสมเพชว่า

“ตั้งแต่เป็นทนายมาสามสิบปี ไม่มีคดีไหนที่ฝ่ายโจทก์ป่าเถื่อน กักขฬะ ใช้ความรุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกายกันกลางศาล อันนี้มันบ่งบอกพื้นฐานนิสัยของตนในตระกูลนี้ได้เป็นอย่างดี” นักข่าวถามว่าแล้วจะเอาผิดเรื่องนี้ไหม “ไม่อยากไปตอแยด้วย เดี๋ยวถึงตอนพวกเขาแพ้คดีจะมาทำร้ายผมมากกว่านี้ ผมก็แย่สิ แต่สังคมก็ต้องช่วยปกป้องคนดีคนบริสุทธิ์นะครับ ไม่ใช่ไปอุ้มชูพวกคนพาลชอบใส่ร้ายผู้อื่นอย่างนี้”

คิมหันต์เดินลงบันไดตามมา พรวดเข้ากระชากคอเสื้อบรรเจิดตวาดถาม

“แกว่าใคร แกว่าไครพาล...แกนั่นแหละไอ้ทนายเลว คิดจะทำให้คนผิดกลายเป็นคนถูก...ไอ้ชั่ว”

ชุมสายกับมุกรินที่เดินตามมารีบเข้าแยกคิมหันต์ออกมา ทนายบรรเจิดได้ทีประกาศแก่นักข่าวว่า

“ดูสิครับ น้องนักข่าวดูมันทำสิครับ ไอ้นิสัยอย่างนี้ล่ะครับ โทษคนอื่นตลอด คิดเอาเองตลอดว่าคนนั้นผิดคนโน้นผิด ไอ้คนแบบนี้เราจะเชื่อถืออะไรได้”

คิมหันต์โต้ตอบอย่างมีอารมณ์จนชุมสายต้องเตือนเสียงดังเขาจึงหยุด ชุมสายขอโทษทนายบรรเจิดแทนเพื่อนตนด้วย ทนายบรรเจิดส่ายหน้าไม่ตอบ แล้วหันไปพูดกับมุกรินก่อนเดินแยกไปว่า

“คุณมุกรินอย่าลืมที่เราตกลงกันนะครับ เพื่อคุณธาดาพี่ชายของคุณ คุณคือไพ่ใบสุดท้าย ไม้ตายของผม”

คิมหันต์ได้ยิน เขามองหน้ามุกรินนิ่ง

ooooooo

พักตราติดตามคดีของคิมหันต์อย่างใกล้ชิด เธอถามอรรถผู้เป็นพ่อว่าตนควรไปศาลไหม อรรถถามว่าไปทำไม

“ไปให้กำลังใจไงคะ” อรรถถามว่าฝ่ายไหน มันก็เพื่อนกันทั้งสองฝ่ายไม่ใช่หรือ “ข้างหนึ่งอาจจะเป็นเพื่อน ใช่...แต่อีกข้างหนึ่งแฟนเก่าค่ะ และพักตร์กำลังอยากจะเปลี่ยนให้เขาเป็นแฟนใหม่”

“เหลวไหลน่ะลูก” อรรถพูดแล้วเดินไปอย่าง ไม่สนใจ ต่อมาเมื่อเธอติดตามข่าวที่ศาลแล้ว ถามอรรถว่าธาดาจะรอดไหม อรรถถามว่า “รอดหรือไม่รอดมีผลกับหนูไหมล่ะ”

“ก็อาจจะมีนิดหน่อย พักตร์จะได้เลือกแผนเดินเกมได้ถูก”

“อย่าเล่นเกมให้มันมากนักนะลูก ความรักมันเป็นเรื่องของอารมณ์และหัวใจ ไม่ใช่แผนการ” เมื่อเธอยังรบเร้าถามว่าธาดาจะรอดไหม อรรถบอกว่า

“อยู่ที่ทนาย พ่อรู้แต่ว่านายบรรเจิดเป็นทนายที่เก่งมาก เขี้ยวลากดิน เลยล่ะ”

หลังจากติดตามข่าวที่ศาลจากทีวีแล้ว พักตราโทร.หาชุมสายถามว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน

คิมหันต์ มุกริน และอัยการประสงค์ นั่งกันอยู่ในห้องอาหาร วีไอพีที่ภัตตาคารจีนอย่างเป็นส่วนตัว บรรยากาศเครียดๆ อัยการอาวุโสประสงค์เอ่ยขึ้นว่า

“ผมผิดหวังในตัวคุณจริงๆเลย คุณไม่ใช่เด็กแล้ว แต่กลับทำตัวยิ่งกว่าเด็กอีก เด็กที่วุฒิภาวะไม่เท่าคุณเขายังไม่กล้าทำอย่างนี้เลย เพราะเขายังมีสามัญสำนึกโดยพื้นฐานว่าอะไรควรอะไรไม่ควร นี่คุณก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นไปหมด คุณปล่อยให้อารมณ์เป็นตัวนำพาจนผลที่ออกมามันมีแต่เสียกับเสีย คุณเข้าใจไหม”

ทุกคนอึ้งพูดไม่ออก พนักงานเข้ามาถามว่าจะสั่งอาหารก่อนไหม ประสงค์บอกว่ายัง พร้อมจะสั่งเมื่อไรแล้วจะเรียก พอพนักงานออกไป ชุมสายก็เดินถือโทรศัพท์เข้ามาบอกว่าพักตราโทร.มาถามว่าอยู่ที่ไหน คิมหันต์ถามทันทีว่าตอบไปว่าไง?

“ก็ไม่รู้จะเลี่ยงยังไงว่ะ” ชุมสายบอกแล้วนั่งร่วมวง ประสงค์จึงพูดต่อว่า

“ผมบอกให้นะ ดูจากแนวทางการต่อสู้คดีของเขาเนี่ย เราเหนื่อยแน่...รับรอง”

“ผมไม่เข้าใจ เหนื่อยยังไงก็เห็นๆอยู่ว่ามันเป็นฆาตกรรม เป็นการจงใจฆ่าชัดๆ” คิมหันต์โพล่งอย่างไม่สบอารมณ์

“เห็นๆอยู่น่ะ ใครเห็น? มีใครเห็นกับตาไหม? ทั้งหมดมันเป็นความรู้สึกและฝ่ายนู้นเขากำลังจะบอกศาลว่า ความรู้สึกไม่ใช่เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ มันคือการคาดเดา และคุณก็คือตัวอย่างของการคิดเอาเอง เดาเอง และใช้อารมณ์ตัดสินตามความเชื่อของตัวเอง” พูดแล้วประสงค์ลุกขึ้นบอกว่าขอไปห้องน้ำก่อน

คิมหันต์มองมุกริน นิ่งอยู่อึดใจจึงถามว่า บอกได้ไหม ไพ่ใบสุดท้าย ไม้ตายของบรรเจิดคืออะไร เธอบอกว่าตนก็ไม่รู้เหมือนกัน คิมหันต์ฉุนกระชากเสียงถาม “ไม่รู้หรือไม่ยอมบอกผม!”

“คิม...มุกจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร” คิมหันต์โพล่งไปว่า เพื่อพี่ชายเธอไง! แล้วต่างมองหน้ากันนิ่ง

พักตราเข้ามาเอ่ยสวัสดีทุกคนแล้วทักว่ากำลังเครียดเลยล่ะสิ ทักมุกรินเป็นพิเศษว่าเธอก็เครียดไม่แพ้คนอื่นเลยนะ

คิมหันต์บอกว่าพวกเรากำลังคุยเรื่องคดีกัน เธอ ไม่ควร...พักตราตัดบทว่าตนยุ่งไม่กวนหรอก แค่มาให้กำลังใจด้วยความเป็นห่วงเท่านั้น เพราะเราเป็นเพื่อนกันทั้งนั้น ถามมุกรินว่าใช่ไหม เล่าข่าวที่ตนฟังมา ถามว่าพวกเรากำลังเพลี่ยงพล้ำเป็นรองฝ่ายโน้นใช่ไหม พอประสงค์บอกว่า มากเลยล่ะ พักตราหันไปถามมุกรินว่า

“มุกว่าไง เธอไม่คิดจะช่วยอะไรคู่หมั้นเธอบ้างเหรอ” มุกรินบอกว่าอะไรที่ช่วยได้ตนก็ช่วยอยู่แล้ว งั้นก็บอกพี่ชายเธอให้สารภาพเลยสิ จะได้จบเรื่อง”

เห็นมุกรินอึ้งพักตราทำเป็นนึกได้ “เอ...แต่ที่จริงเธอยืนอยู่คนละฝั่งกับเราเลยนะเนี่ย ใช่ไหม” พูดแล้วมองหน้าทุกคนเชิงขอความเห็นแต่ไม่มีใครพูดอะไร

พูดไปพูดมาพักตราก็กันมุกรินออกไปอ้างว่าเธอเป็นส่วนเกิน เพื่อความสบายใจของทุกคนเธอน่าจะออกไปจากห้องนี้พวกตนจะได้พูดถึงพี่ชายเธอได้อย่างสะดวกปาก ถามคนอื่นว่าว่ายังไง? ไม่มีใครแสดงท่าทีทั้งที่เห็นด้วย มุกรินดูออกจึงเป็นฝ่ายออกไปเอง พอมุกรินออกไป พักตราก็เจ้ากี้เจ้าการทันที

“ดื่มอะไรเย็นๆให้ผ่อนคลายกันหน่อยดีไหมจ๊ะ ...เดี๋ยวพักตร์สั่งเอง”

ooooooo

มุกรินนั่งแท็กซี่กลับอย่างรู้สึกเดียวดายที่ถูกกันออกกลายเป็นส่วนเกินของกลุ่ม จนมาถึงหน้าบริษัท พนักงานพากันกลับไปหมดแล้ว แต่ปรารภยังอยู่ ออกมาเจอเธอนั่งนิ่งอยู่ในแท็กซี่ เขามาเรียกให้เข้าไปนั่งข้างในดีกว่า

“เดี๋ยวสั่งอะไรมากินกัน...น่าจะสบายกว่านั่งในแท็กซี่ อย่างน้อยโต๊ะพี่ก็ไม่ติดมิเตอร์” เขาพูดติดตลกจนมุกรินยิ้มออก เมื่อเข้าไปนั่ง ปรารภชวนคุยเรื่องเบาๆ ให้เธอผ่อนคลายยิ้มออก แต่มุกรินบอกเขาว่านั่นก็แค่ภายนอก แต่ในใจตนไม่ได้ยิ้มอย่างที่เขาเห็นเลย

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม พี่ขอให้มุกรู้นะว่าพี่รภอยู่ข้างมุกเสมอ มุกเป็นลูกน้องที่สำคัญที่สุดและมีความหมายกับพี่รภที่สุด” มุกรินถามหยอกว่า ถามจริง? เขาพูดยิ้มๆว่า “รองจากลูกชายพี่นิดนึง”

นั่งทานอาหารและคุยกันจนจะกลับ ปรารภถามว่าไม่โทร.หาเขาหน่อยหรือ มุกรินส่ายหน้า

“พี่เห็นจากข่าวแล้ว พี่เดาว่าบรรยากาศที่ศาลคงอึดอัดน่าดู มุกต้องไม่ปล่อยให้เขารู้สึกว่าเราอยู่ตรงข้ามกับเขานะ ไม่ว่าเขาจะหันไปทางไหน เขาควรจะเห็นมุกคอยให้กำลังใจเขาอยู่” หว่านล้อมแล้วถาม “เปลี่ยนใจโทร.หาเขาไหม”

มุกรินพยักหน้าแต่ไม่ทันโทร. มือถือของเธอก็ดังขึ้น มุกรินดูหน้าจอแล้วบอกปรารภว่า “พักตราค่ะ”

พักตราโทร.มาแสดงความเป็นห่วงเธอ บอกว่าคู่หมั้นของเธอนั้นหลังจากวางแผนการสู้คดีกันอย่างแหลมคมแล้วก็เมาแอ๋ แต่ไม่ต้องห่วงตนจะดูแลให้เอง มุกรินขอบใจบอกว่าตนไม่มีปัญหา

พักตราโทร.มาทำสงครามจิตวิทยากับมุกรินว่า เรื่องคดีความนั้นคิมหันต์ชนะแน่นอน แล้วบ๊ายบายเลย

ปรารภตั้งข้อสังเกตกับมุกรินว่า “ผมว่าพักตราเป็นอีกคนนึงที่น่ากลัวสำหรับมุกนะ”

ความจริงแล้วคืนนี้ที่ประชุมกลุ่มคิมหันต์วางแผนสู้คดีกัน ชุมสายยอมรับว่าฝ่ายเราไม่มีพยานยืนยันเหตุการณ์คืนนั้นได้เลยแม้แต่คนเดียว ส่วนประเด็นที่ว่าวิมลรัตน์ติดเหล้าล้มเองในห้องน้ำจนเสียชีวิตก็เหลือเชื่อ เรื่องที่ต่างฝ่ายต่างมีชู้ก็ฟังไม่ขึ้น คุยกันถึงเรื่องทรัพย์สินและพินัยกรรม คิมหันต์รับปากว่าตนจะลองค้นดู

ประสงค์สรุปว่า เรื่องหนี้สิน เรื่องติดการพนันของธาดา เราต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มให้ชัดเจน และชุมสายก็เสนอให้นัดพยานมาซักซ้อมเพื่อความเข้าใจอีกน่าจะดี

ooooooo

เช้านี้มุกรินไปที่บ้านคิมหันต์ เจอพักตราเดินออกมาพอดี พักตราพูดออกตัวว่าตนเพิ่งมาไม่ได้ค้างที่นี่ ตนเอาอาหารเช้ามาให้คิมหันต์แต่แม่บ้านบอกว่ายังไม่ตื่นเลยจะกลับ บอกมุกรินว่าอย่าเพิ่งเข้าไปเลยปล่อยให้เขาพักผ่อนดีกว่าแล้วผละไป

แต่พอพักตราขับรถออกไป ถวิลก็เดินมาถามมุกรินว่าจะเข้าบ้านไหม คิมหันต์ตื่นนานแล้วแต่ให้บอกพักตราว่ายังไม่ตื่น ถวิลจะเข้าไปบอกคิมหันต์ว่าเธอมา

“ไม่เป็นไร ฉันต้องรีบไปธุระต่อ” มุกรินส่งถุงอาหารให้ “ฝากให้เขาด้วยแล้วกัน” แล้วเดินไปขึ้นรถก็ได้รับโทรศัพท์จากคิมหันต์ที่โทร.จากโถงในบ้านถามว่า มาแล้วทำไมไม่เข้ามาในบ้าน มุกรินอ้างว่าเผื่อเขาหารือเรื่องคดีอยู่ตนไม่อยากไปขัดจังหวะ คิมหันต์ขอบคุณสำหรับกาแฟและแซนด์วิช เอ่ย

“แล้วเจอกัน” ก่อนวางสาย

มุกรินขับรถอย่างสับสนว่า ระหว่างตนกับคิมหันต์ ควรจะมีท่าทีอย่างไร?

เมื่อไปเยี่ยมธาดาที่เรือนจำ เขาถามว่าทนายบรรเจิดคุยอะไรอีกหรือเปล่า มุกรินบอกว่าไม่ได้คุยแต่บอกว่าคดีนี้น่าจะจบได้ไม่ยาก ธาดาถามว่า ถ้าตนพ้นผิด เธอกับคิมหันต์จะเป็นอย่างไร มุกรินถอนใจบอกว่า “ไม่รู้สิคะ”

“ได้คุยกับเขาบ้างไหม” มุกรินบอกว่านิดหน่อย “พี่ว่า ถ้ามันใจแคบอย่างนี้ มุกก็อย่าไปแคร์มันเลย”

มุกรินถามว่า แล้วถ้าพี่ใหญ่แพ้ล่ะ? “ไม่มีทาง พี่ไม่ได้ทำอะไรผิด มุกต้องเชื่อพี่สิ มุกจะปล่อยให้คนบริสุทธิ์อย่างพี่เข้าไปรับโทษที่ตัวเองไม่ได้ทำได้ยังไง แค่พี่ไม่ได้ประกันตัวอย่างทุกวันนี้ มันก็หนักหนาเกินพอแล้วนะมุก...ถ้าทนายบรรเจิดขอให้มุกทำอะไร มุกต้องทำตามเขานะ...เพื่อพี่นะมุก”

ประสงค์และชุมสายเรียกพยานสองปากคือกิ่งแก้วเพื่อนสนิทของวิมลรัตน์และกบพนักงานในร้านมาซ้อมคำให้การ

“ขอบคุณทั้งสองท่านด้วยนะ ที่ยินดีเป็นพยานให้เรา ยังไงๆก็คิดเสียว่าทำเพื่อเจ๊มลนะครับ” ชุมสายเอ่ย กบบอกว่าเพื่อความถูกต้องด้วย “ใช่ครับ เพื่อความถูกต้อง เรามาซักซ้อมขั้นตอนในศาลกันนิดหนึ่งนะครับ ถึงเวลาจริงจะได้ไม่ตื่นเต้น เพราะการตื่นเต้นหรือประหม่า อาจทำให้การเบิกความของเราขาดน้ำหนักและดูไม่น่าเชื่อถือ”

กิ่งแก้วบอกว่าตนพูดความจริงยังไงก็น่าเชื่อถืออยู่แล้ว แต่พอชุมสายบอกว่าต้องสาบาน กบถามตื่นๆว่าต้องสาบานด้วยหรือ จากนั้นประสงค์ก็กล่าวนำคำสาบานให้ทั้งสองว่าตาม กบถามว่า “แล้วยังไงต่อคะ”

“จากนั้นผมจะเป็นคนซักถามเพื่อให้พยานตอบ...

ผมจะถามคุณกิ่งแก้วเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายธาดากับเจ๊มล ส่วนคุณกบผมจะเน้นไปที่เรื่องการติดพนันของนายธาดา เข้าใจนะครับ”

ประสงค์ซักซ้อมขั้นตอนและประเด็นที่จะซักถามของทั้งสองคนจนเป็นที่เข้าใจกัน

ooooooo

การซักซ้อมพยานโจทก์ที่สำนักงานกฎหมายบูรพา กบบอกประสงค์ว่าตนมั่นใจมาก ประสงค์ย้ำกับกิ่งแก้วว่า ในฐานะที่เธอเป็นเพื่อนสนิทของเจ๊มล ในขั้นพนักงานสอบสวนเธอใช้คำว่า มันจงใจมาหลอกเอาเงินใช่ไหม? หลอกยังไง?

เมื่อไปขึ้นศาล กิ่งแก้วให้การว่าธาดามาหลอกเอาเงินจากวิมลรัตน์ ถ้าเจ๊มลไม่รวยเขาไม่มีวันแต่งงานด้วยเด็ดขาด ยืนยันว่าธาดาเป็นคนพูดคำนี้เองที่บ้านตอนงานปีใหม่ที่ผ่านมานี่เอง ประสงค์ซักว่าพูดอย่างไร กิ่งแก้วขอยกคำของธาดามาทั้งดุ้น พูดออกตัวว่าอาจจะหยาบคายหน่อยว่า

“คนอย่างกู หน้าตาดีๆอย่างนี้ หาเมียเด็กได้สบายๆ แต่ที่ยอมอยู่กับอีแก่อย่างมึงนี่ก็เพราะเงินเท่านั้นแหละ” แล้วด่าอย่างหยาบคาย แล้วยังพูดอีกว่า

“กูยอมเป็นผัวมึงแล้ว มึงก็ต้องปรนเปรอยกเงินทองให้กูหน่อยซี่...ไม่งั้นมีตบ มีตาย เดี๋ยวจะหาว่าผัวไม่เตือน”

เมื่อประสงค์หมดคำถาม บรรเจิดบีบไหล่ให้กำลังใจธาดาที่นั่งกระสับกระส่ายแล้วลุกขึ้นซักค้าน

บรรเจิดซักถามกิ่งแก้วถึงภาวะ “เหงา” ของสาวใหญ่ที่ไม่มีสามี แล้วถามว่า

“ในอดีต เคยมีชายหนุ่มรูปหล่อมายืนข้างหน้าพยานแล้วบอกว่าเขายอมถอดเสื้อผ้าให้คุณกอดจูบเพื่อแลกเงินหลักหมื่น คุณจำเหตุการณ์นี้ได้ไหม” กิ่งแก้วอึกอัก บรรเจิดซักต่อ “พอจะจำได้ไหมว่าคุณยอมควักเงินเป็นหมื่นรึเปล่า”

ประสงค์ค้านว่านี่เป็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับประเด็น บรรเจิดโต้ว่า ตนกำลังจะบอกว่ากิ่งแก้วกับวิมลรัตน์ที่เป็นเพื่อนสนิทกันเคยเอาเงินฟาดหัวผู้ชายเพื่อกามกิจ ทั้งคู่เคยทุ่มเงินแข่งกันเพื่อแย่งผู้ชายคนเดียวกันด้วย แล้วถามกิ่งแก้วว่าจริงไหม

กิ่งแก้วอึกอัก ทนายบรรเจิดเอากระดาษเล็กๆ สองแผ่นมา อ้างว่านี่คือโน้ตที่ทั้งคู่เขียนส่งให้ผู้ชายคนนั้น แล้วขออนุญาตศาลอ่านให้พยานฟัง

“ฉันให้เธอห้าหมื่น แลกกับจูบปากฉันและยอมให้ฉันลูบเป้าเธอ...จากกิ่งแก้ว” และอ่านของวิมลรัตน์ว่า “เอาไปแสนนึงสดๆ แต่เธอต้องนอนแก้ผ้ากับฉันทั้งคืน ถ้าติดใจอาจมีโบนัสเพิ่ม จากเจ๊มล”

ทนายบรรเจิดยืนยันกับศาลว่าผู้ชายคนนั้นคือธาดา ผู้ตกเป็นจำเลยในคดีนี้ พยานอาจจะปฏิเสธว่ากระดาษโน้ตแผ่นนั้นไม่ใช่ของพยาน ถูกประสงค์ค้านอีกว่านั่นไม่เกี่ยวกับคดี ขอความกรุณาศาลอย่านำมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดี

“ศาลรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อัยการไม่ต้องมาเตือนศาลในข้อนี้หรอก” ผู้พิพากษาเตือน

ทนายบรรเจิดชี้ว่า “หากผู้หญิงคนไหนมีจิตปฏิพัทธ์กับชายจนยอมทุ่มเงินแลกด้วยความเต็มใจ เราจะบอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นฝ่ายหลอกลวงได้ไหม นี่ถ้าพยานยอมทุ่มเงินเกทับมากกว่าคุณวิมลรัตน์ วันนี้อาจจะได้คุณธาดาเป็นสามีไปแล้วก็ได้”

“ไม่มีทาง เพราะที่จริงฉันทุ่มมากกว่าเจ๊มลอีก แต่นายธาดาไม่เลือกฉันเอง” กิ่งแก้วค้าน

ทนายบรรเจิดชี้ทันทีว่าแสดงว่ามีบางสิ่งเหนือ กว่าเงิน เดาว่ามันคือความรัก ส่วนคำพูดที่พยานเบิกความว่าจำเลยพูดในงานปีใหม่ ทนายบรรเจิดถามว่า เป็นงานเลี้ยงภายในของบริษัทใช่ไหม? มีสุราไหม? พนักงานต้องซื้อเองหรือเปล่า?

กิ่งแก้วบอกว่าใช่ เป็นงานเลี้ยงภายในของบริษัท มีสุรา และเจ๊มลเป็นคนเตรียมไว้ให้เป็นลังๆ สุราไม่หมดไม่เลิก และงานเลิกตอนดึก สุราก็ใกล้หมดแล้ว

“พยานแยกออกไหมว่าระหว่างการพูดเล่นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์กับการพูดอย่างมีสติครบถ้วน” ทนายบรรเจิดซัก กิ่งแก้วอึกอักแล้วบอกว่าไม่ทราบ ทนายบรรเจิดเอ่ยแก่ศาลว่า “หมดคำถามครับ”

เมื่อผู้พิพากษาให้สืบพยานโจทก์ปากต่อไป ประสงค์แจ้งแก่ศาลว่า พยานปากต่อไปมีอาการตื่นเต้นวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม ขอความกรุณาศาลพักการพิจารณาชั่วครู่เพื่อปฐมพยาบาลก่อน ศาลจึงสั่งพักการพิจารณาครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นอาการเป็นอย่างไรให้มาแจ้งศาลด้วย

ooooooo

ปรากฏว่ากบกลัวตัวสั่นอ้อนวอนอย่าให้ตนขึ้นศาลเลย แล้วตนจะทำบุญไปให้เจ๊มล

“จบกัน” ชุมสายเอ่ยอย่างผิดหวัง

ประสงค์บอกว่ามันจบตั้งแต่กิ่งแก้วแล้ว มีโน้ตบ้าๆอะไรนั่นก็ไม่บอกกันด้วย คิมหันต์บ่นว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมีเรื่องแบบนี้ โน้ตตั้งแต่ปีไหน? ใครจะไปคิด!

“ไอ้ทนายบรรเจิดไงที่คิด มันคิดและมันก็เสาะหาหลักฐานมาจนได้ ฝ่ายเราไม่มีอะไรเลย พยานก็ไม่กล้าขึ้นศาลอีก” คิมหันต์ถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไรต่อไป “มีทางเดียว เราต้องซักค้านจำเลยให้จนมุมให้ได้”

มุกรินนั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องประชุมใหญ่สำนักงานกฎหมายของทนายบรรเจิด นักข่าวกำลังรายงานว่า...

“ในที่สุด ผู้พิพากษาได้สั่งปิดการพิจารณาคดี เมื่อพยานโจทก์ปากสุดท้ายไม่สามารถขึ้นเบิกความได้เนื่องจากเหตุผลทางสุขภาพ นั่นเท่ากับว่า นัดครั้งต่อไป จะเป็นการสืบพยานจำเลย ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีรายชื่อพยานที่จะขึ้นเบิกความ คงมีแต่เฉพาะตัวจำเลยคนเดียวเท่านั้น”

ทนายบรรเจิดเดินเข้ามาขอบคุณมุกรินที่มาหาตามคำเชิญของตน มุกรินถามว่ามีธุระอะไรกับตนหรือ

“อย่าเรียกว่าธุระครับ มันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องคุยกับคุณมุกรินโดยตรง การขึ้นเบิกความเป็นพยานจำเลย ถึงเวลาที่ต้องหงายไพ่ใบสุดท้ายแล้วครับคุณมุกริน”

ฝ่ายประสงค์คุยกับชุมสายและคิมหันต์ขณะนั่งรถกลับด้วยกันว่าทางเดียวที่ฝ่ายโน้นจะหลุดจากข้อหาก็คือทำให้เห็นว่าเป็นอุบัติเหตุ

“เพราะฉะนั้นทางที่เราจะชนะคดีก็คือแสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้เป็นอุบัติเหตุ” ชุมสายเสนอ

“ใช่...ผมว่าคุณน่าจะย้อนกลับไปเริ่มต้นที่ ที่เกิดเหตุอีกครั้งนะชุมสาย” ประสงค์เสนอ คิมหันต์ได้แต่นั่งคิดเครียด...

ooooooo

เมื่อทนายบรรเจิดไปเยี่ยมธาดาที่เรือนจำ เขาบอกธาดาว่าทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีอะไรน่า หนักใจ ธาดาถามว่าตนต้องใช้หนี้บุญคุณเขา เท่าไหร่ ทนายบรรเจิดบอกว่าเขาใช้หนี้ให้เสธ.หมดก็พอ

“แล้วน้องสาวผมว่าไงบ้าง” ธาดาถาม ทนายบรรเจิดจึงเล่าถึงการหว่านล้อมมุกรินของตนให้ฟัง บอกธาดาว่า “เธอจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ผมรับรอง”

ฝ่ายคิมหันต์กับชุมสายก็ไปที่บ้านวิมลรัตน์คาดคะเนเหตุการณ์และจำลองเหตุการณ์กัน คิมหันต์ถามชุมสายว่าเขาทำให้ศาลเชื่ออย่างที่เขาเดาได้หรือ

“ศาลพิจารณาจากหลักฐานและประจักษ์ พยาน” คิมหันต์ติงว่าแต่เราไม่มี “แต่มันมี ไพ่ใบสุดท้ายของมันไง”

“มุกริน” คิมหันต์เอ่ย เมื่อชุมสายบอกว่าใช่ คืนนี้คิมหันต์จึงไปที่บ้านมุกริน เธอถามว่าจะมาทำไมไม่นัดก่อน ได้กลิ่นเหล้าถามว่าเขาดื่มมาหรือ คิมหันต์รำพึงรำพันว่าถ้าเราแต่งงานกันตั้งแต่ตอนนั้น ตนก็คงจะได้นอนกอดเธอบนเตียงนุ่มๆ และเมื่อตนเมากลับมาเธอก็คงจะชงอะไรร้อนๆมาให้ดื่ม

มุกรินไปชงกาแฟและเอาผ้าขนหนูมาให้เขาเช็ดหน้า คิมหันต์บอกว่าตนพูดไม่ได้ต้องการให้เธอทำ

คิมหันต์รำพึงรำพันความรักความฝันร่วมกันในอดีต แล้วถามมุกรินว่ารักตนไหม ยังรักตนอยู่หรือเปล่า มุกรินบอกว่ารักมาก เขาถามว่ามากพอที่จะเลือกตนไหม

“มุกเลือกคิมมาตลอด” เธอชูมือซ้ายให้ดู

แหวนหมั้น “มุกไม่เคยเลือกคนอื่นเลยนอกจากคิม”

“ถ้าคุณต้องแลกอะไรบางอย่างเพื่อรักผม คุณจะยอมแลกไหม”

“แล้วคิมล่ะ คิมจะยอมแลกทุกอย่างเพื่อมุกไหม”

“ผมมีคนที่รักสุดหัวใจไม่กี่คน และผมไม่ต้องการเสียคนเหล่านี้ไปแม้แต่คนเดียว” เขาพูดชัดเจนขณะจ้องหน้าเธอใกล้จนเกือบสัมผัสกัน แล้วถอยออกมา “พรุ่งนี้เจอกันที่ศาลนะมุก” แล้วเดินออกไป ไม่แตะต้องกาแฟและใช้ผ้าขนหนูที่เธอเอามาให้เลย

ooooooo

ที่ศาลอาญา...หลังจากธาดาสาบานต่อหน้าศาลแล้ว ศาลอนุญาตให้ทนายจำเลยซักถามได้

ทนายบรรเจิดซักถามว่าจำเลยรักภรรยาไหม รักแค่ไหน ธาดาตอบว่ารัก รักมากจนยอมตายแทนได้ ทนายขอให้เล่าเหตุการณ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น ถามว่ายังจำได้ไหม

ธาดาเล่าเหตุการณ์ในคืนนั้น อย่างที่เคยเล่าให้ทนายฟังก่อนหน้านี้ จนถึงตอนที่เล่าว่า ตนจับได้ว่าเธอมีผู้ชายอื่น เธอมีชู้ คิมหันต์ลุกพรวดตะโกนลั่น

“บ้าเหรอ ไม่จริง มันโกหก!” ผลคือถูกศาลเตือนว่าถ้ายังมีพฤติกรรมอย่างนี้อีกศาลจะสั่งขังฐานละเมิดอำนาจศาลแล้วเชิญทนายซักถามต่อ ธาดาเล่าเหตุการณ์จนกลับถึงบ้าน

ระหว่างนั้นผู้ช่วยทนายบรรเจิดพามุกรินเข้าไปในห้องพักพยานบอกให้รอที่นี่แล้วตนจะมาตาม ถามว่าแน่ใจนะว่าพร้อม มุกรินพยักหน้าแต่ไม่พูด
เมื่อประสงค์ซักถามธาดาแล้วขออนุญาตศาลว่า ตนขอแถลงปิดคดีภายในสิบห้าวัน ทนายบรรเจิดจึงลุกขึ้นอีกครั้ง

“ศาลที่เคารพครับ ผมขอระบุพยานเพิ่มเติมอีกหนึ่งปากและพยานปากนั้นได้มาถึงศาลแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอศาลได้โปรดอนุญาตด้วย” เมื่อศาลอนุญาต มุกรินเดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดีท่ามกลางสายตาของทุกคน โดยเฉพาะคิมหันต์สบตากับเธออย่างซ่อนความหมายในแววตา

ทนายบรรเจิดเป็นผู้ซักถามถึงเหตุการณ์ในคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ มุกรินเล่าตรงกับที่เคยให้การไว้ ทั้งยังรับรองว่าธาดารักวิมลรัตน์มาก ไม่เคยทำร้ายเธอเลย

แต่เมื่อถามถึงการโทร.คุยกับวิมลรัตน์หลังจากได้พบกับธาดาที่บ้านแล้วว่าวิมลรัตน์พูดอะไรบ้าง

มุกรินหันมองหน้าคิมหันต์ก่อนตัดสินใจพูดว่า

“พี่มล...เธอ...ร้อง...ร้องไห้และก็...ร้องเพลง” ทนายบรรเจิดถามว่าเพลงอะไร ขออนุญาตศาลแล้วเปิดให้ฟัง ถามว่าเพลงนี้ใช่ไหม มันเป็นเพลงเศร้าที่วิมลรัตน์เปิดฟังในคืนนั้น...“ค่ะ...เพลงนี้ค่ะ...พี่มลร้องคลอไปกับเสียงเพลงจากแผ่น แล้วก็ร้องไห้ด้วย”

“โกหก!! คุณไม่ได้ยินอะไรเลย คุณไม่ได้ยินอะไรในโทรศัพท์นั้นเลยมุกริน!” ชุมสายบอกให้หยุดพูดแต่คิมหันต์ยังตะโกนไม่หยุด “คุณทำอย่างนี้ได้ยังไงมุกริน...คุณทำได้ยังไง...คุณร่วมมือกับฆาตกรฆ่าพี่สาวผมนะมุกริน!”

ผู้พิพากษาสั่งเจ้าหน้าที่ให้เอาตัวคิมหันต์ออกไป เขาหันมากล่าวอาฆาตมุกรินอย่างโกรธแค้นว่า

“มุก...จำวันนี้ไว้นะ วันที่คุณทำกับผม ทำกับวิญญาณของพี่มล...วันนี้ไม่ใช่วันประกาศชัยชนะของคุณหรอกนะ แต่มันเป็นวันเริ่มต้นการจองเวรของผม รอรับมือจากผมด้วยนะมุกริน คุณสมรู้ร่วมคิดกับฆาตกร...จำไว้ มุกริน!!”

มุกรินก้มหน้านิ่ง เศร้า และตื่นกลัว ทนายบรรเจิดบอกเธอว่า

“คุณทำดีที่สุดแล้วครับ คุณมุกริน”

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ต้นข้าว อาร์สยาม” สนุก ร้ายมีมิติ รับประสบการณ์น้อย พร้อมพัฒนา

“ต้นข้าว อาร์สยาม” สนุก ร้ายมีมิติ รับประสบการณ์น้อย พร้อมพัฒนา
16 ต.ค. 2562
12:15 น.