สมาชิก

รอยไหม

ตอนที่ 10

มณีรินพาคำเที่ยงกับบริวารมาเก็บดอกพิกุลในสวนเพื่อร้อยมาลัยถวายพระชายา อีเม้ยนำบริวารกลับมาจากตลาดเห็นเข้า ก็แกล้งเดินผ่ากลางวง คำเที่ยงไม่พอใจจะตามไปเอาเรื่อง แต่มณีรินห้ามไว้เพราะไม่คิดถือสา

ฝ่ายอีเม้ยเมื่อเดินพ้นไปแล้วก็สั่งให้บริวารนำของสดที่ซื้อมาไปเก็บก่อน ส่วนตัวเองวกกลับมาแอบดูความเป็นไปของมณีริน

“มึงเจอดีแน่...บ่เมินเกินรอหรอก” อีเม้ยถอยกลับออกมา พลันสะดุ้งเพราะเจ้าศิริวงศ์ยืนมองอยู่ มันออกตัวว่า จะเก็บดอกพิกุลไปให้บัวเงินถวายพระ แต่ไม่กล้าขอมณีรินเพราะเธอคงหวง แล้วขยับจะเดินหนี แต่เจ้าศิริวงศ์เรียกไว้พลางเอ่ยถามว่าบัวเงินเป็นอย่างไรบ้าง

“เปิ้นสบายดี ตามประสาเปิ้น เปิ้นทำใจ๋มาเมินแล้ว ว่าเปิ้นเป็นแค่เมียหม่อม คงจะมีความสุขบ่ได้มากไปกว่านี้ดอกเจ้า” อีเม้ยแนบเนียนไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรแล้วรีบจากไป เจ้าศิริวงศ์มองตามไม่วางใจนัก

สายวันเดียวกัน มณีรินนำมาลัยดอกพิกุลขึ้นถวายพระชายา และทูลว่าจะนำไปให้บัวเงินที่เรือนด้วย พระชายาชื่นชมน้ำใจของมณีริน เจ้าศิริวัฒนาที่นั่งอยู่ด้วยเห็นมาลัยยังเหลืออีกพวงจึงออกปาก

“ถ้ายังงั้น ก็ยังเหลืออีกพวงนึง...อ้ายขอได้ก่อ” เจ้าศิริวัฒนาส่งสายตาเว้าวอน

“จะไดจะบ่ ได้เจ้า เจ้ารินเปิ้นตั้งใจร้อยมาลัยพวงนี้มา ถวายเจ้าอยู่แล้วเจ้า” คำเที่ยงตอบแทน

เจ้าศิริวัฒนายิ้มเอื้อมมือมารับพวงมาลัยจากมณีริน “อ้ายจะเอาวางไว้ข้างหมอนคืนนี้ กลิ่นหอมๆ ของดอกพิกุลพวงน้อยนี่คงจะทำให้อ้ายนอนหลับฝันดี”

คำเที่ยงยิ้มหวานรู้สึกวาบหวามแต่มณีรินกลับอึดอัดใจเป็นที่สุด

“แม่บ่ได้ไปเยี่ยมบัวเงินสองสามวันแล้ว อาการแพ้เป็นจะไดพ่องก็บ่ฮู้” พระชายานึกขึ้นได้

เจ้าศิริวัฒนาทำท่าหนักใจทูลพระชายาว่า บัวเงินไม่มีอาการแพ้เท่าไหร่นัก แต่ที่น่าห่วงคือ เธอร้องจะกินแต่ของสดๆ คาวๆ ทั้งที่หมอบอกว่าไม่ดีต่อลูกในท้อง

“แล้วจะไดบ่เชื่อบ่ฟังหมอเปิ้น” พระชายาตำหนิ

“นังเม้ยน่ะแหละตัวดี แม่เจ้า นายมันอยากกินอะหยัง ก็บ่ทัดบ่ทาน สรรหามาให้กินจนได้”

“มันฮักนายของมันอย่างใดกันน้อ” พระชายาไม่ชอบใจนัก

ooooooo

เจ้าศิริวงศ์มาคุยอยู่กับสล่าพันเรื่องบัวเงินเพราะกลัวเธอจะไม่ยอมหยุดแค่นี้ สล่าพันมองโลกในแง่ดีปรามว่าบางทีเจ้าน้อยอาจคิดมากไป

“อ้ายพันอย่าลืมเน้อ ก่อนหน้านี้ เปิ้นยะอะหยังไว้ เปิ้นสมหวังมีลูกกับเจ้าอ้ายแล้วก็จริง แต่พ่อเจ้าก็เปลี่ยนกฎมณเฑียรบาล ยังไงเปิ้นก็บ่มีวันได้ขึ้นเป็นพระชายาเจ้าอ้าย ถ้าคิดอย่างเข้าข้างตัวเอง วิธีใดล่ะอ้ายที่จะทำให้เปิ้นสมหวังได้”

“ในเมื่อมีคนขวางทาง เฮาก็ต้องกำจัดคนที่ขวางทางนั้นให้พ้นไปเสีย เจ้าคิดว่าเปิ้นจะกล้าขนาดนั้นก๊ะ” สล่าพันไม่อยากเชื่อ

“คนเฮา...ทำได้ทุกอย่างละอ้าย เวลาเข้าตาจน ผิดถูกดีชั่วจะได ก็ช่างหัวมัน อู้ตามตรง...เฮาเป็นห่วงเจ้านางน้อยเปิ้น”

“แล้วเฮาควรจะยะอย่างใดดีเจ้า บอกให้ผู้ใดฮู้ก็บ่ได้”

“ทางที่ดีที่สุด ก็คงต้องคอยระวังอย่าให้มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับเปิ้นน่ะแหละอ้าย” เจ้าศิริวงศ์หนักใจ

ooooooo

มณีรินนำมาลัยดอกพิกุลกับขนมมาเยี่ยมบัวเงินที่เรือน บัวเงินสวมบทพี่สาวคนดีออกมาต้อนรับแล้วเรียกให้อีเม้ยเข้ามาฝากเนื้อฝากตัวกับมณีรินไว้ อีเม้ยรับมุกลงทุนก้มกราบมณีริน คำเที่ยงที่ตามมาด้วย นั่งคิ้วขมวดเป็นเลขแปดไม่เข้าใจว่า สองนายบ่าวจะมาไม้ไหนกันอีก

แต่เมื่อทั้งสองลากลับไปแล้ว บัวเงินก็กลับมาโหดเหี้ยมดังเดิม นางสั่งให้อีเม้ยนำขนมที่มณีรินนำมาเยี่ยมไปทิ้ง เพราะกลัวว่าจะทำของใส่มาให้กิน แล้วหันไปหยิบมาลัยดอกพิกุลมากระทืบด้วยความแค้นใจ อีเม้ยสะใจเป็นที่สุด แล้วกลางดึกคืนนั้นมันก็แอบไปที่เรือนมณีริน เพื่อนำงูเห่าใส่ลงในกระชุที่มณีรินใช้เก็บดอกไม้อยู่เป็นประจำเพื่อกำจัดศัตรูหัวใจให้ผู้เป็นนาย

เช้าวันใหม่ เจ้าศิริวัฒนาให้คนไปเรียกสล่าพันมาพบและตามเจ้าศิริวงศ์มาหารือเรื่องกิจการค้าไม้ เพราะคิดจะใช้เครื่องจักรมาชักลากไม้แทนช้าง แต่เจ้าศิริวงศ์ไม่เห็นด้วย แล้วสล่าพันก็คลานเข้ามา เจ้าศิริวัฒนาหยุดพักเรื่องงานหันมาคุยกับสล่าพันเรื่องงานแต่งงานของตนกับมณีรินเพราะอยากให้สล่าพันช่วยแต่งลำนำบทใหม่ให้

สล่าพันแนะนำให้เจ้าศิริวงศ์ทำหน้าที่แทน พร้อมการันตี “ฝีมือเจ้าน้อยเปิ้นดีวันดีคืน ยิ่งเอ่อ...เรื่องความฮักละก็ จับจิตจับใจนักขนาด ผมรับรอง”

“อ้ายพันก็พูดเกินไป” เจ้าศิริวงศ์จะปฏิเสธ แต่ไม่ทันเพราะเจ้าศิริวัฒนาเข้ามาขอร้องแกมบังคับ

“นึกซะว่าช่วยอ้าย อ้ายอยากให้ลำนำบทนี้เป็นของขวัญวันแต่งงานอีกอย่างนึงกับเจ้ารินเปิ้น ยังพอมีเวลา บ่ได้เร่งร้อนอะหยัง อย่าปฏิเสธอ้ายเลยเน้อ”

เจ้าศิริวงศ์นั่งอึ้งเหมือนถูกต้อนให้จนมุม

ขณะที่เจ้าศิริวงศ์กำลังคิดหนักเรื่องแต่งลำนำ มณีรินก็ชวนคำเที่ยงกับเหล่าบริวารไปเก็บดอกพิกุลในสวนเพราะอ่านหนังสือพบว่า ดอกพิกุลใช้เข้าเครื่องยาได้ด้วย จึงคิดจะนำมาผสมกับธูปที่จุดไหว้พระ

คำเที่ยงรีบคว้ากระชุจะตามมณีรินไป เธอนึกสงสัย ที่วันนี้กระชุหนักกว่าทุกวันจึงจะเปิดดู แต่บริวารนางหนึ่งร้องบอกว่า มณีรินออกไปแล้ว คำเที่ยงจึงเปลี่ยนใจหิ้วกระชุใบนั้นตามไปทันที

ระหว่างที่มณีริน คำเที่ยง และเหล่าบริวารเข้ามาในสวน อีเม้ยก็เข้าไปรายงานบัวเงินเรื่องงานวิวาห์ระหว่างเจ้าศิริวัฒนากับมณีรินว่า เจ้าหลวงตั้งใจจัดงานให้ทั้งคู่เป็นงานใหญ่ที่สุด หมดเปลืองเท่าไหร่ไม่ว่า แถมพระชายายังสั่งให้สล่าพัน ตีเครื่องทองชุดใหญ่และเลือกทับทิมเม็ดใหญ่เท่าไข่ห่านมาประดับเพื่อเป็นของขวัญให้มณีริน

“เม้ยบ่แปลกใจ๋เลย ว่าจะไดมันคืนแหวนทับทิมวงนี้มาให้หม่อมง่ายดายนัก ที่แท้แล้วมันฮู้ว่ามันกำลังจะได้ลาภก้อนใหญ่” อีเม้ยตบท้าย

“หุบปาก มึงจะพล่ามให้กูปวดหัวใจไปถึงไหนอีเม้ย” บัวเงินน้ำตาร่วง

“หม่อมกะเจ้า หม่อมบ่ต้องกลัวดอก คนมีบุญอย่างหม่อม ยังไงเทวดาอารักษ์ก็ปกปักฮักษา อีมารมณีรินน่ะ หม่อมเชื่อเม้ยเต๊อะ อายุมันบ่ยืนจนถึงวันแต่งงานดอก” อีเม้ยปลอบใจแล้วรีบคลานออกไปดูผลงานในสวน

เป็นเวลาเดียวกับที่เจ้าศิริวงศ์ลงมาเดินทำใจในสวน สล่าพันตามมาคุยด้วยเพราะอยากรู้ว่าหญิงที่อยู่ในใจเจ้าน้อยคือใคร เจ้าศิริวงศ์ละอายใจรีบปฏิเสธ

“เจ้าจะขี้จุ๊ไปทำไม ก็เสียงพิณที่เจ้าเล่นแต่ละครั้งมันฟ้องอยู่ อ้ายเห็นแม่หญิงของเจ้าจากเสียงพิณ แม่หญิงคนนั้นงดงาม อ่อนหวาน เหมือนดอกไม้ เหมือน...เหมือนใครดีน้อ...นึกออกแล้ว...งดงามเพียบพร้อมเหมือนเจ้านางมณีรินเปิ้น”สล่าพันแกล้งล้อ

“เหลวไหลใหญ่แล้ว อ้ายพัน”เจ้าศิริวงศ์ใจเต้นแรงรีบเดินหนี

สล่าพันมองตามยิ้มๆยังไม่เฉลียวใจอะไร แล้วเดินแยกไปอีกทางก็พบมณีริน คำเที่ยง และเหล่าบริวารช่วยกันเก็บดอกพิกุลอยู่ สล่าพันเข้าไปทำความเคารพมณีรินแล้วพูดคุยกับคำเที่ยงจนหลุดปากบอกเรื่องตนได้รับมอบหมายจากพระชายาให้ตีเครื่องทองชุดใหญ่เป็นของขวัญให้มณีรินในวันแต่งงานออกไป

“จะได บ่รอให้เอื้อยบัวเงินคลอดลูกก่อน เผื่อลูกเปิ้น ออกมาเป็นชาย” มณีรินได้ยินก็รีบค้าน

“จะเป็นชายหรือหญิงก็บ่สำคัญดอกครับเจ้านางน้อย เจ้าหลวงเปิ้นให้ยกเว้นกฎมณเฑียรบาลแล้ว อย่างใดเสียเจ้านางน้อยก็ต้องเป็นเจ้าเวียงเชียงใหม่คนต่อไปครับ” สล่าพันยืนยัน

มณีรินหน้าซีดฝันสลาย ผิดกับคำเที่ยงที่ยิ้มหน้าบานสมใจเป็นที่สุด

ooooooo

เจ้าศิริวงศ์เดินทอดอารมณ์มาในสวน เห็นคนสวนดายหญ้าอยู่มุมหนึ่งและมีธูปจุดปักเอาไว้จึงเอ่ยถาม

“ดายหญ้าต้องจุดธูปด้วยก๊ะ”

คนสวนยกมือไหว้เจ้าศิริวงศ์พลางอธิบายว่า เป็นการขอขมาลาโทษเพราะเมื่อวันก่อนเจองูเห่าตัวใหญ่คิดว่าคงเป็นงูเจ้าที่ก็เลยจับใส่กระสอบตั้งใจจะเอาไปปล่อยในป่า แต่อีเม้ยมาเห็นเข้า จึงเอ่ยปากขอ

“มันว่าหม่อมเปิ้นกำลังอยากกินอยู่พอดี มันจะเอาเนื้อไปผัดเผ็ด ดีงูก็จะดองเหล้าทำยาให้นายมันครับ ผมมานึกดูอีกที ผมบ่น่าให้มันไปเลย บาปกรรมแต๊ๆ ถ้าเปิ้นเป็นงูเจ้าที่เจ้าทางจริงๆ ผมว่าเปิ้นจะปิ๊กมาล้างแค้นผมน่ะครับ” คนสวนไม่สบายใจนัก

เจ้าศิริวงศ์อึ้งรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมา

เวลาเดียวกันนั้น มณีรินก็หันมาปรับทุกข์กับคำเที่ยงถึงเรื่องบัวเงิน เพราะเห็นใจที่ไม่ได้รับความยุติธรรม แต่คำเที่ยงยังยืนกรานว่ายังไงเจ้านางน้อยก็แต่งงานกับเจ้าศิริวัฒนาและขึ้นเป็นพระชายาอยู่ดี

“จะไดเสีย เฮาก็บ่อยากแต่ง เฮาจะไปทูลเจ้าหลวงกับแม่เจ้าเปิ้นตามตรง ว่าเฮาบ่อยากแต่ง เฮาว่าเปิ้นมีเมตตาพอที่จะเข้าใจความฮู้สึกของเฮา เฮาจะกราบทูลเปิ้นวันนี้เลย”

“วันนี้ฟ้าหลัว ฤกษ์บ่ดีดอก”

“จะเร็วจะช้า เฮาก็ต้องพูดความจริงจากใจเฮา ฤกษ์ยามบ่สำคัญดอกพี่คำเที่ยง”มณีรินดึงกระชุไปจากมือคำเที่ยง คำเที่ยงขยับจะตามแต่มณีรินสั่งห้าม“อย่าตามเฮามาเน้อ เฮาอยากอยู่เงียบๆคนเดียว”มณีรินเดินลิ่วๆออกไป

อีเม้ยที่แอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ ตามไปห่างเพราะอยากเห็นช็อตเด็ดด้วยตาตัวเอง

มณีรินเดินมาได้สักพักก็หยุดชะงักเพราะเห็นเจ้าศิริวงศ์เดินมาจากอีกทาง เธอตรงเข้าต่อว่าทั้งน้ำตา

“โตก็ฮู้เรื่องที่เจ้าหลวงเปิ้นยกเว้นกฎมณเฑียรบาลใช่ก่อ แล้วจะไดโตบ่บอกเฮาซักคำ ปล่อยให้เฮามีความหวังจะได้ปิ๊กบ้านเกิดของเฮาอยู่ได้ โตเป็นเพื่อนเฮาจะได บ่ยอมบอก ความจริงกับเฮา เฮาชังโตนัก โตจะแกล้งให้เฮาทุกข์ใจไปถึงไหน”

“เจ้านางน้อยแล้วเจ้านางน้อยคิดว่า เฮาบ่ทุกข์ใจ๋ก๊ะ ที่ต้องทนเห็นน้ำตาเจ้านางน้อยจะอี้”

“คนที่สมควรจะได้แต่งงานกับเจ้าเปิ้น คือเอื้อยบัวเงิน บ่ใช่เฮา...เฮาไปหาเจ้าอ้ายของโต เฮาจะไปบอกความจริงเปิ้นทั้งหมด ว่าเฮาบ่ได้ฮักเปิ้น เฮาบ่ต้องการเข้าพิธีแต่งงานกับเปิ้น”

“เจ้านางน้อย...ฟังเฮาเน้อ...เฮาได้เกิดมาเป็นคนกะเปิ้นชาตินึง นับว่าเป็นบุญแล้ว โชคชะตาได้กำหนดทุกอย่างเอาไว้แล้ว ความภาคภูมิใจอะหยังก็คงบ่เท่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะข้าแผ่นดินให้สมบูรณ์พร้อม เชียงใหม่กับเชียงตุงจะสานสัมพันธ์เป็นบ้านพี่เมืองน้องกันสืบไปก็เพราะความเสียสละของเจ้านางมณีรินเน้อ” เจ้าศิริวงศ์เตือนสติ

มณีรินยิ่งน้ำตาร่วงพรู เจ้าศิริวงศ์อยากจะสวมกอดปลอบใจ ใจแทบขาด แต่ก็ทำไม่ได้ จำต้องรักษาระยะห่างเอาไว้

อีเม้ยที่แอบดูอยู่ห่างๆอึดอัดใจเป็นที่สุดเพราะมณีรินไม่ถูกงูเห่ากัดสักที ขณะที่มันเฝ้าภาวนาอยู่นั้น สล่าพันก็ผ่านมาเห็นเข้าจึงร้องถามว่า มาทำอะไรแถวนี้

อีเม้ยสะดุ้งรีบโกหก “ข้าเจ้า...ข้าเจ้ามาหาดูผึ้ง เผื่อว่าจะมีรังใหญ่ๆน้ำหวานนักๆจะได้ให้คนมาตี”

“บ่มีดอก แถวนี้ แล้วจะได เอ็งบ่อยู่ดูแลนายเอ็ง ทุกทีเห็นนายเอ็งที่ใดก็เห็นเอ็งที่นั่น”สล่าพันซักต่อเพราะไม่ไว้ใจมันนัก

“หม่อมเปิ้นเอนหลังอยู่ ข้าเจ้าเลยออกมาเดินเล่น ป่านนี้คงจะตื่นแล้ว ข้าเจ้าไปละเน้อ”  อีเม้ยชิ่งออกมา เพราะเหลือบเห็นมณีรินกับเจ้าศิริวงศ์เดินออกไปอีกทางแล้ว

เจ้าศิริวงศ์ยื่นผ้าเช็ดหน้าให้มณีรินซับน้ำตา มณีรินเริ่มคิดได้รับปากว่าจะไม่ร้องไห้อีกแต่ไม่วายบ่นว่าคงหมดโอกาสได้กลับเชียงตุงบ้านเกิดแล้ว

“ทำไมโตคิดจะฮั้น แต่งงานกับเจ้าอ้ายของเฮาแล้ว ได้เป็นชายาเปิ้น โตจะปิ๊กไปเยี่ยมบ้านเกิดเมื่อใดก็ได้”

“แล้วโตยังอยากจะไปแอ่วเชียงตุงก่อ”

“ไปสิ...จะไดก็ต้องไปแอ่วสักครั้งนึงในชีวิตให้ได้” เจ้าศิริวงศ์ส่งยิ้มให้

มณีรินยิ้มเศร้าแล้วเปลี่ยนเรื่องชวนเจ้าศิริวงศ์ช่วยกันเก็บดอกพิกุลเพื่อนำไปทำธูป

ooooooo

เมื่อเก็บได้มากพอแล้วมณีรินก็เรียกหากระชุมาใส่ เจ้าศิริวงศ์เอื้อมไปหยิบกระชุมาส่งให้และรู้สึกแปลกๆเพราะมันหนักอึ้งๆ มณีรินยื่นมือมารอจะใส่ดอกไม้ เจ้าศิริวงศ์เปิดฝากระชุออก อีเม้ยที่แอบดูพึมพำแช่งให้มณีรินไปลงนรกเพราะงูเห่าที่อยู่ในกระชุกำลังแผ่พังพานแล้วพุ่งออกมา

เจ้าศิริวงศ์ผลักมณีรินออกไปพร้อมเหวี่ยงกระชุทิ้งออกไปจากตัว มณีรินล้มลงกับพื้น งูเห่าถูกเหวี่ยงอยู่กลางอากาศ แต่ไม่วายหันมาฉกเข้าที่แขนของเจ้าศิริวงศ์เต็มเขี้ยว มณีรินกรีดร้องสุดเสียง

อีเม้ยสะใจคิดว่ามณีรินโดนกัดเพราะเธอเห็นมณีรินล้มลงไป คำเที่ยงกับหมู่มวลได้ยินเสียงมณีรินก็วิ่งกรูกันมาจากอีกทาง พลางวิ่งหาไม้ไล่ตีงูกันจ้าละหวั่น

เจ้าศิริวงศ์ทนพิษไม่ไหวทรุดลงกับพื้น มณีรินรีบเข้ามาดู แล้วเรียกให้คำเที่ยงไปตามหมอ

“อะหยังนะเจ้าริน” คำเที่ยงยังงงไม่หาย

“เจ้าน้อยเปิ้น โดนงูขบ ช่วยกันโวยๆ” มณีรินตะโกนลั่น

อีเม้ยเงี่ยหูฟังและได้ยินชัดเจนถึงกับหัวเสีย “เป็นจะอี้ได้จะไดวะ”

“เจ้าน้อยโดนงูขบ อีพวกนี้ยังยืนเฉยกันอยู่อีก ใครก็ได้ไปตามหมอมาโวย” คำเที่ยงสติแตก เห็นบริวารคนหนึ่งวิ่งออกไป

เจ้าศิริวงศ์ปวดหนักขึ้นเรื่อยๆอาการไม่สู้ดีนัก คำเที่ยงปราดเข้ามาถามเรื่องราวเพราะสงสัยว่างูเข้าไปอยู่ในกระชุได้อย่างไร

“อย่าเพิ่งถามอะหยังตอนนี้เลยพี่คำเที่ยง เฮาต้องช่วยเจ้าน้อยเปิ้นให้ได้ก่อน” มณีรินน้ำตาร่วงร้องเรียกเจ้าน้อยเสียงสั่น “เจ้าน้อย โตจะตายบ่ได้เน้อโตจะตายบ่ได้ ได้ยินเฮาก่อ เฮาบ่ยอมให้โตตายดอก เฮายังมีอะไรๆที่ต้องบอกโตอีกมากมาย โตจะจากเฮาไปตอนนี้บ่ได้ หมอมารึยัง พี่คำเที่ยงหมอมารึยัง”

“ยังบ่เห็นหัวเลย จะไดมันช้านัก”

“เจ้านางน้อย...เจ้าอ้ายของเฮา เปิ้นเป็นคนดีนักขนาด เจ้านางน้อยจะฮักเปิ้นได้บ่ยากดอก เปิ้นจะเป็นที่พึ่งเจ้านางน้อยได้” เจ้าศิริวงศ์สั่งเสียเพราะคิดว่าตนคงไม่รอดแน่

“อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้ตอนนี้ได้ไหม หมอมารึยัง พี่คำเที่ยง”

คำเที่ยงพูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้า

มณีรินตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ก้มลงดูดพิษงูจากแผลรอยเขี้ยวทันที คำเที่ยงกับบริวารกรีดร้องตกใจ

“เจ้านางน้อย...ทำอย่างนี้ทำไม” เจ้าศิริวงศ์ร้องห้ามเมื่อเห็นมณีรินดูดพิษงูออกมาบ้วนทิ้งและจะทำซ้ำ

“เฮาบ่กลัวดอกความตาย เฮาเคยตายมาแล้วหนนึง แล้วคนที่ดึงเฮาปิ๊กมาก็คือโต วันนี้ยังไงเฮาก็ต้องดึงโตปิ๊กมาให้ได้เหมือนกัน โตจะตายบ่ได้ อย่างน้อยโตก็ต้องทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้ โตเคยบอกว่าจะไปแอ่วเชียงตุงบ้านเกิดเฮาไง เจ้าน้อยโตต้องไปเชียงตุงกับเฮาเน้อเจ้าน้อย” มณีรินทวงสัญญาแล้วก้มลงดูดพิษอีก

เจ้าศิริวงศ์แทบจะหายเจ็บในทันที

อีเม้ยเห็นทุกสิ่งทุกอย่างกับตา มันคิดว่ายังไงเจ้าศิริวงศ์ก็คงไม่รอด และถ้าโชคดีอีกชั้น มณีรินก็อาจจะมีอันเป็นไปด้วย มันรีบผละออกจากไป จึงไม่ทันเห็นสล่าพันวิ่งเข้ามาและช่วยรักษาเจ้าศิริวงศ์ด้วยสมุนไพรจนอาการดีขึ้นพ้นขีดอันตราย แต่มณีรินกลับอาการทรุดเพราะกลืนพิษงูเข้าไป สล่าพันใช้สมุนไพรตัวเดียวกันต้มให้มณีรินดื่มเพื่อขับพิษ

เป็นเวลาเดียวกันที่เจ้าหลวง พระชายา และเจ้าศิริวัฒนาทราบเรื่องจากมหาดเล็ก ทั้งหมดร้อนใจรีบลงมาดู แต่เจ้าศิริวัฒนามาถึงก่อนจึงเข้าประคองมณีรินที่กำลังจะหมดสติ

เจ้าศิริวงศ์มองมณีรินที่อยู่ในอ้อมกอดเจ้าศิริวัฒนาด้วยความเป็นห่วง มณีรินมองเจ้าศิริวงศ์ฝืนยิ้มให้ ก่อนจะหมดสติลงท่ามกลางเสียงเรียกของเหล่าบริวาร

ขณะที่บัวเงินก็เดินพล่านเพราะกลัวมณีรินจะไม่ตายสมใจ อีเม้ยรีบเข้ามารายงานว่า อาการมณีรินกับเจ้าศิริวงศ์หนักพอกันทั้งคู่ แต่เจ้าหลวงโกรธมากสั่งจะตัดหัวคนสวนที่ปล่อยให้มีงูเห่าในคุ้ม

“อีเม้ย...ถ้าเปิ้นสืบสาวราวเรื่องเค้นคอมันขึ้นมา จะว่าจะไดกั๋น มึงกับกูบ่พลอยติดร่างแหไปตวยก๊ะ อย่างน้อยเปิ้นก่อต้องสงสัยว่าไอ้เห่าตั๋วนั้นมันเข้าไปอยู่ในกระชุได้อย่างใด กูควรทำยังใดดี” บัวเงินร้อนรน

“จะอั้น หม่อมก่อต้องทำเป๋นรีบไปผ่อเหตุการณ์เจ้า”

“กูควรจะทำเป๋นฮ้องไห้ตกใจ๋แต่พองามใจ่ก่ออีเม้ย”

“เจ้า หื้อแต่พองาม เม้ยแน่ใจ๋ว่าหม่อมของเม้ยทำได้เจ้า” อีเม้ยยิ้มให้กำลังใจ

บัวเงินรีบรุดออกไปหน้าบันได อีเม้ยจัดรองเท้ามาวางให้บัวเงินใส่ก่อนลงไป บัวเงินก้าวลงบันได แต่เหยียบเอาชายผ้าคล้องไหล่ที่ชายห้อยลงมาจึงเสียหลักกลิ้งตกบันได

“หม่อมกะเจ้า หม่อมของเม้ย” อีเม้ยตามมาประคอง

บัวเงินยันกายลุกขึ้นก็เห็นมีเลือดไหลออกมาก็กรี๊ดลั่น “อีเม้ย...ลูกกู...ลูกกู”

ooooooo

เจ้าหลวงกับพระชายาถึงกับนั่งไม่ติดเพราะเป็นห่วงมณีริน ทั้งสองตามมาเฝ้าอยู่หน้าห้องเพราะหมอหลวงกำลังตรวจอาการมณีรินอยู่ สักพักอีเม้ยก็พรวดพราดเข้ามาทูลเจ้าหลวงกับพระชายา ว่าบัวเงินตกบันไดเลือดออกมากสงสัยจะแท้งลูก และขอให้หมอไปรักษาบัวเงิน แต่เจ้าหลวงสั่งให้คอยก่อนเพราะหมอกำลังรักษามณีรินอยู่

“เจ้าหลวงบ่คิดว่า  ลูกในท้องของหม่อมเปิ้นเป็นหลานก๊ะ ถึงจะต้องให้คอย” อีเม้ยลืมตัว

“อีเม้ย อีไพร่ระยำ มึงอู้อะหยังออกมา มึงฮู้ตัวมึงก่อ” เจ้าหลวงโกรธชี้หน้าอีเม้ยจะเอาเรื่อง

อีเม้ยจำใจก้มหน้าลงทั้งที่ตายังแข็งกร้าว กัดฟันแน่นเจ็บแค้นแทนนาย

หมอตรวจอาการมณีรินเสร็จก็หันมาทูลเจ้าศิริวัฒนาว่า เจ้านางน้อยปลอยภัยแล้วให้พักผ่อนมากๆอีกไม่นานก็กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม เจ้าศิริวัฒนาเบาใจ สั่งให้หมอไปดูอาการเจ้าศิริวงศ์ด้วย หมอรับคำขยับจะคลานออกไป แต่ คำเที่ยงคลานสวนเข้ามารายงานว่า อีเม้ยมาตามให้หมอไปดูหม่อมบัวเงิน

มณีรินได้ยินชื่อบัวเงินก็ลืมตาขึ้น

“มันบ่ฮู้ก๊ะว่ามีคนเจ็บที่หมอเปิ้นต้องดูแล นายมันจะเป็นอะหยังนักหนา นอกจากแพ้ท้อง อ้วกแตก อ้วกแตน” เจ้าศิริวัฒนาไม่พอใจ

“นังเม้ยมันว่า หม่อมเปิ้นตกบันไดตกเลือด สงสัยจะแท้งลูกเจ้า” คำเที่ยงรีบบอก

เจ้าศิริวัฒนาอึ้ง มณีรินนึกห่วงสั่งให้หมอรีบไปดูบัวเงิน

“แล้วเจ้าน้อยล่ะครับเจ้า” หมอละล้าละลัง

“อ้ายพันเปิ้นดูแลอยู่ คงบ่หนักหนานักดอก”เจ้าศิริวัฒนาสรุป

“ครับ...เจ้า”หมอรีบออกไป

เจ้าศิริวัฒนามองตามพลางกุมขมับเครียดจัด มณีรินขอร้องให้เจ้าไปเยี่ยมบัวเงินเพราะตอนนี้เธอคงต้องการกำลังใจ เจ้าศิริวัฒนายอมลุกตามหมอไปอย่างไม่เต็มใจนัก

ooooooo

บัวเงินเริ่มรู้สึกก็เรียกหาอีเม้ยพร้อมกับตั้งคำถาม“หมอเปิ้นว่าจะได ลูกกู...รอดไหม”

อีเม้ยน้ำตาร่วงแทนคำตอบ บัวเงินร้องไห้โฮโทษว่าเป็นความผิดของมณีริน

“อีมารมณีรินมันขัดขวาง แม้แต่คราวที่กูจะได้เป็นแม่คน แล้วเจ้าอ้ายเปิ้นมาเยี่ยมกูก่อ”

“พอหมอมา เปิ้นก็ตามมา นั่งอยู่กะเดี๋ยวนึง บ่อู้อะหยังซักคำ แล้วเปิ้นก็ปิ๊กไปเจ้า”

“เปิ้นคงจะห่วงอีมณีรินมันมากกว่ากู อีเม้ย...มนต์ฮ้องผัวของกูมันคงจะเสื่อมไปหมดแล้ว วาสนาของกูมันก็คงเป็นได้แค่นี้ กูบ่ดีตรงไหน ใครต่อใครถึงเห็นอีมณีรินมันเหนือกว่ากู”บัวเงินแค้นใจ

แต่อีเม้ยแค้นยิ่งกว่ามันยุยงว่า ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษเจ้าหลวงคนที่ลำเอียง

ขณะที่สองนายบ่าวนั่งคลั่งแค้น สล่าพันก็นำยาสมุนไพรมาให้เจ้าศิริวงศ์ดื่มเพื่อขับพิษออกให้หมด เจ้าศิริวงศ์ถามอาการมณีรินด้วยความเป็นห่วง

“เปิ้นปลอดภัยแล้ว บ่ต้องเป็นห่วงเปิ้นดอกเจ้า ผมละตกใจแทบตาย พอฮู้ว่าเจ้านางน้อยเปิ้นดูดพิษงูให้เจ้าตั้งแต่เกิดมา ผมบ่เคยเห็นแม่ญิงคนใดจะใจคอเด็ดเดี่ยวกล้าหาญเหมือนเปิ้นเลย นี่ถ้าบ่ได้เปิ้นช่วยเจ้าไว้ ป่านนี้...เอ้อ เลิกพูดเรื่องบ่เป็นมงคลเต๊อะเจ้า ผมสงสัยแต่ว่าไอ้เห่าตัวนั้นไปอยู่ในกระชุได้จะได จะว่าเปิ้นเคราะห์หามยามร้าย มันบังเอิญเข้าไปของมันเองก็บ่ได้ กระชุมันมีฝาปิดมิดชิดมันจะเข้าไปได้จะได แล้วทำไมมันจำเพาะจะต้องเป็นกระชุใบที่เจ้านางน้อยเปิ้นใช้ด้วย”สล่าพันร่ายยาว

“มันบ่ใช้เรื่องบังเอิญดอกอ้าย...เฮาว่าอ้ายพันเองก็น่าจะเดาบ่ยากดอกว่ามันเป็นผู้ใด”เจ้าศิริวงศ์มั่นใจ

เช่นเดียวกับคำเที่ยงที่ยืนยันกับมณีรินว่า งูเห่าในกระชุต้องฝีมือของอีเม้ยแน่ แต่มณีรินไม่เชื่อรีบตัดบท

“พอเต๊อะพี่คำเที่ยง เฮาบ่อยากฟัง”

“แต่วันนี้ มันคงจะจบแล้วละเจ้าริน เจ้ารินคงบ่ฮู้ เจ้าหลวงเปิ้นโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เปิ้นจะสืบสาวราวเรื่องเอาผิดมันหื้อได้”คำเที่ยงสมใจยิ่งนัก

ooooooo

เจ้าศิริวัฒนาพามหาดเล็กมาที่เรือนบัวเงินเพื่อจับตัวอีเม้ยไปสอบสวนตามคำสั่งของเจ้าหลวง บัวเงินตกใจหน้าซีดรีบตามไปดูเหตุการณ์

เจ้าหลวงตวาดให้อีเม้ยยอมรับสารภาพว่าเป็นคนเอางูไปใส่ในกระชุของมณีริน อีเม้ยปฏิเสธเสียงแข็งยืนยันว่ามันบริสุทธิ์ แล้วหันไปเรียกให้บัวเงินช่วยยืนยัน เจ้าศิริวัฒนารีบตวาด

“บ่มีผู้ใดช่วยมึงได้ดอกอีเม้ย มึงเปิดปากพูดออกมา ใครเป็นคนสั่งให้มึงยะเรื่องอัปรีย์จะอี้”

บัวเงินกลั้นหายใจ กลัวอีเม้ยจะบอกความจริง แต่อีเม้ยใจเด็ดยืนกรานว่ามันไม่ได้ทำแล้วอ้างฟ้าดินให้ช่วยเป็นพยาน

“มึงบังอาจ อ้างเทวดาฟ้าดิน อีไพร่มึงอู้ออกมาเสียดีๆ ใครสั่งมึง”เจ้าหลวงคาดคั้น แต่อีเม้ยยังปากแข็ง เจ้าศิริวัฒนาเรียกให้สล่าพันพาตัวคนสวนเข้ามาเป็นพยานยืนยัน แต่กลับโดนอีเม้ยท้าทาย

“จะฆ่าจะแกงข้าเจ้าก็เอาเต๊อะ ข้าเจ้าบ่เสียดายชีวิตดอก ข้าเจ้าเกิดมามีกรรม ทำดีบ่ได้ดี แถมยังถูกใส่ร้ายอีก”

“เฆี่ยนมัน จนกว่ามันจะยอมรับผิด”เจ้าหลวงสั่ง

ทหารวังเข้ามาดึงตัวอีเม้ยออกไปเฆี่ยน บัวเงินหน้าสลดสงสารอีเม้ยจับใจ

ด้านมณีรินที่นอนพักอยู่ในห้องได้ยินคำเที่ยงคุยกับเหล่าบริวารเรื่องเจ้าหลวงสั่งเฆี่ยนอีเม้ยเพื่อให้ยอมสารภาพ ก็สงสารกลัวว่าอีเม้ยจะถูกใส่ความจึงลุกออกไปช่วย

เป็นเวลาเดียวกับที่อีเม้ยแทบสิ้นสติเพราะเจ็บจนทนไม่ไหว แต่มันก็ยังปากแข็งไม่ยอมรับผิด มันส่งสายตาแห่งความจงรักภักดีไปทางบัวเงิน บัวเงินน้ำตาร่วง เข้าใจภาษา ทางสายตาที่มันส่งมา

“หลังมึงจะขาดอยู่รอมร่อ จะไดมึงบ่ยอมฮับผิด”เจ้าศิริวัฒนาชักหมดความอดมน

“ถ้าเจ้าคิดว่าข้าเจ้าทำผิด ก็เฆี่ยนข้าเจ้าให้ตายคาหวายเต๊อะ”อีเม้ยท้า

เจ้าศิริวัฒนาโกรธ ตรงเข้ามาคว้าหวายไปจากมือทหารวัง“อีไพร่นี่มันปากแข็งนัก เจ้ารินเปิ้นยะอะหยังให้มึงเจ็บซ้ำน้ำใจนัก มึงถึงคิดร้ายเปิ้น”เจ้าศิริวัฒนาเฆี่ยนอีเม้ยอย่างแรง

บัวเงินเบือนหน้าหนีความโหดและยิ่งปวดใจเมื่อได้ยินประโยคนั้น เจ้าศิริวงศ์เข้ามาห้าม เพราะกลัวอีเม้ยจะตาย

“เจ้าน้อย โตเกือบจะเอาชีวิตบ่รอดก็เพราะมัน อีนี่มันกำเริบเสิบสาน บ่ฮู้จักที่ต่ำที่สูงจะเลี้ยงไว้ได้จะได”

“เคราะห์ร้ายก็ผ่านไปแล้ว น้องขอเต๊อะ มันอาจจะบ่ฮู้บ่หันแต๊อย่างที่มันอู้ก็ได้”

“อีไพร่นี่มันปากแข็ง อ้ายจะทำให้มันเปิดปากออกมาให้ได้ว่าใครบงการมัน”

“พอก่อนเต๊อะ ศิริวัฒนา อีเม้ยโอกาสสุดท้ายเป็นของมึง มึงจะอู้ความจริงออกมา หรือจะให้ต้องราดหลังมึงด้วยน้ำเกลือ”เจ้าหลวงตวาดสั่งให้ทหารไปเอาน้ำเกลือมา

บัวเงินซีดเผือดห่วงอีเม้ย แต่อีเม้ยยังกัดฟันนิ่ง และทันทีที่ทหารนำถังน้ำเกลือเข้ามาและเตรียมจะสาดใส่อีเม้ย เสียงมณีรินก็ดังขึ้น

“หยุดก่อนเน้อ...หยุดก่อน”มณีรินตรงเข้ามาตรงหน้า เจ้าหลวง พระชายาแล้วหมอบกราบลงกับพื้น“พระอาญาล้นเกล้า ล้นกระหม่อม ข้าเจ้า...มณีรินกราบแทบพระบาท ขออภัยโทษให้นังเม้ยเปิ้นด้วยเถิด”

ทุกคนนิ่งงันแม้แต่อีเม้ยเองยังแปลกใจ

“เจ้านางน้อย อีเม้ยมันยะความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หนำซ้ำตัวมันเอง ก็ยังปากแข็งบ่ยอมฮับว่ามันผิด คนอย่างมันขืนยกโทษให้ก็จะเป็นเยี่ยงเป็นอย่างคนคิดชั่วบ่ฮู้จบ”

“แต่ถ้าเปิ้นบ่ได้ยะจะอั้นแต๊อย่างที่เปิ้นว่าก็เท่ากับพ่อเจ้าลงอาญาคน บ่มีความผิดเน้อกะเจ้า งูตัวนั้นมันอาจจะบังเอิญเลื้อยเข้าไปอยู่ในกระชุนั้นเอง มันอาจจะเป็นเคราะห์กรรมของข้าเจ้า ของเจ้าน้อยศิริวงศ์เปิ้นเอง เพราะเคยทำกรรมไว้กับงูตัวนั้นก็ได้  ถึงต้องมาหักมาล้างกันในชาตินี้ ข้าเจ้า

ขออโหสิกรรม ขอให้เวรกรรมทุกอย่างไม่ว่าจะกรรมหนัก กรรมเบาใดๆที่ข้าเจ้าได้ยะลงไป ไม่ว่าจะตั้งใจหรือมิได้ตั้งใจ จงเลิกแล้วหมดสิ้นกันไปแต่ชาตินี้เต๊อะเจ้า” มณีรินขอร้อง

เจ้าหลวงนิ่งไปครู่นึ่งก่อนออกคำสั่งให้ปลดอีเม้ยลงมา “มึงอย่าคิดว่ามึงพ้นผิด  ครั้งนี้มึงรอดตายก็เพราะเจ้านางน้อยเปิ้นขอไว้ มึงต้องฮู้จักสำนึกบุญคุณเปิ้น มึงกราบตีนเปิ้นเดี๋ยวนี้อีเม้ย”

อีเม้ยค่อยๆประนมมือกราบลง แต่ไม่มีใครได้เห็นสายตาอาฆาตของมัน มณีรินรีบเข้ามาประคองอีเม้ยขณะที่บัวเงินจ้องมองด้วยความชิงชัง

เมื่อเรื่องราวจบลง คำเที่ยงก็เข้ามาตำหนิมณีรินเพราะเชื่อว่าคนอย่างอีเม้ยมีพิษยิ่งกว่างูเห่าตัวนั้นเสียอีก แต่มณีรินไม่อยากรับฟังเธอขอร้องให้คำเที่ยงเลิกพูดเรื่องนี้

“เอาเต๊อะ หยุดก็ได้ สาธุ ขอให้ใครก็ตามที่มันคิดฮ้ายต่อเจ้าริน เข็ดขยาดขี้แตกขี้แตนทีเถิ้ด” คำเที่ยงยกมือท่วมหัว

ด้านบัวเงิน เธอเข้ามาดูอาการอีเม้ยที่นอนคว่ำให้เหล่าบริวารใส่ยาอยู่ในเรือนพลางเอ่ย “อีเม้ย...กูขอบใจมึงนัก วันนี้กูเห็นน้ำใจของมึงกับตากูแล้ว กูจะบ่มีวันทอดทิ้งมึงดอก มึงทนเอาหน่อยเต๊อะ อีกบ่กี่วันกายมึงก็หายเจ็บ แต่กูฮู้ใจมึงบ่มีวันหายเจ็บดอก ใจกูก็เหมือนมึงน่ะแหละ ซักวันเต๊อะ กูจะเอาคืนให้มึงหายแค้น เอาคืนให้มันเจ็บกว่าที่มึงเจ็บวันนี้ร้อยเท่าพันเท่า ลูกกูตายทั้งคน บ่เห็นมันจะมาเหลียวแล ทีอีมณีรินยกย่องเชิดชูมันเข้าไป...อย่าให้ถึงวันของกูบ้างนะมึง...ไอ้แก่หัวหงอก” สีหน้าบัวเงินเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก

ooooooo

มณีรินเตรียมสำรับจะไปเยี่ยมเจ้าศิริวงศ์ที่คุ้ม แต่เจ้าศิริวงศ์กลับชวนสล่าพันมาหาเธอที่เรือนเสียก่อน มณีรินชวนเจ้าศิริวงศ์ทานอาหารด้วยกันแล้วไล่ให้

คำเที่ยงไปจัดสำรับมาใหม่ สล่าพันตามไปช่วยคำเที่ยงด้วย เจ้าศิริวงศ์จึงได้มีโอกาสได้อยู่กับมณีรินตามลำพัง และสารภาพสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

เจ้าน้อยบอกกับมณีรินว่า ถ้าวันนั้นเธอมีอันเป็นไป จะมีอีกหนึ่งคนที่จะตายตามเธอไปด้วย

“ทำไม” มณีรินเงยหน้าสบตาชายหนุ่ม

“ชีวิตที่เหลืออยู่ ก็คงหาความหมายอะหยังบ่ได้แล้ว”

“แล้วภาระหน้าที่ของเปิ้นล่ะ ใจคอเปิ้นจะละทิ้งมันได้ก๊ะ”

“ถ้าชีวิตนี้ ปราศจากความฮัก ก็เหมือนคนที่ตายไปแล้วนั่นละ จะต้องทนหายใจเพื่อมีชีวิตอยู่ไปทำไม” เจ้าศิริวงศ์บอกคำนั้นออกมา

มณีรินเกิดปีติิขึ้นในหัวใจ ระยะห่างระหว่างคนทั้งคู่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อหัวใจที่แนบชิดกัน แล้วคำเที่ยงก็คลานเข้ามาขัดจังหวะเพราะเจ้าศิริวัฒนามาหา ทั้งมณีรินและเจ้าศิริวงศ์จำต้องดึงตัวเองกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง แล้วทำหน้าที่ของตนต่อไป มณีรินเชิญเจ้าศิริวัฒนาทานอาหารด้วยกัน แล้วไล่ให้คำเที่ยงไปจัดสำรับเพิ่ม

หลังทานอาหารเสร็จสองพี่น้องก็ชักชวนกันกลับ สล่าพันเดินตามมาห่างๆได้ยินเจ้าศิริวัฒนาบอกกับน้องชาย

“พนักงานบริษัทขายรถจากประเทศบริเตน เปิ้นจะเข้ามาวันนี้น้องมาเลือกดูเอาเองก็แล้วกันเน้อ ว่าชอบรถรุ่นใด สีใด เรื่องเงินทองบ่ต้องห่วง อ้ายจะจัดการจ่ายให้เอง ถือว่ารถคันนี้เป็นของขวัญจากอ้าย”

“ของขวัญ”

“ตั้งแต่โตปิ๊กมาจากพระนคร เรื่องงานการโตก็ช่วย แบ่งเบาภาระอ้ายไปได้มาก อีกอย่าง...ที่โตช่วยชีวิตเจ้ารินเปิ้นไว้สองครั้งสองครา อ้ายซาบซึ้งน้ำใจโตนักจนบ่ฮู้จะขอบใจโตอย่างใด ถ้าเจ้ารินเปิ้นมีอันเป็นไป อ้ายคงจะเสียใจนักขนาด อ้ายถึงคิดว่าถ้ามีอะหยังที่จะตอบแทนโตได้ อ้ายก็ต้องทำ”

“มันเป็นหน้าที่ของน้องอยู่แล้วเจ้าอ้าย น้องฮู้ว่า เจ้านางน้อยเปิ้นมีความสำคัญต่อเวียงเชียงใหม่ ต่อเจ้าอ้ายเพียงใด น้องต้องดูแลปกป้องเปิ้นอย่างดีที่สุดถึงจะต้องแลกด้วยชีวิตของน้อง น้องก็บ่นึกเสียดายดอก”

“ยินดีนัก น้องฮักของอ้าย” เจ้าศิริวัฒนาสวมกอดเจ้าศิริวงศ์

สล่าพันมองสองพี่น้องอย่างพยายามไล่ความคิดบางอย่างออกไปเพราะรู้จากคำเที่ยงว่า เจ้าศิริวงศ์กับมณีรินได้รู้จักกัน ก่อนหน้าที่จะรู้สถานภาพที่แท้จริงของกันและกันมาแล้ว

ด้านมณีริน เธอไปเยี่ยมบัวเงินที่เรือนด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะหวังให้บัวเงินคลายทุกข์ แต่บัวเงินกลับบีบน้ำตาบอกว่า มณีรินไม่มีวันเข้าใจหัวอกแม่อย่างเธอ

“เอื้อย...ข้าเจ้าว่า ข้าเจ้าเข้าใจเอื้อยทุกอย่าง แม้แต่เรื่องที่ข้าเจ้าต้องแต่งงานกับเจ้าเปิ้น ข้าเจ้าเข้าใจดีว่าเอื้อยฮู้สึกอย่างใด ในฐานะแม่ญิงด้วยกัน ข้าเจ้าบอกเอื้อยตามตรงก็ได้ว่าอันที่จริงแล้ว ข้าเจ้าบ่อยากเข้าพิธีแต่งงานกับเปิ้นเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ข้าเจ้าจะยะอย่างใดได้ในเมื่อมันเป็นหน้าที่ อีกอย่างที่ข้าเจ้าอยากให้เอื้อยแน่ใจ...เจ้าศิริวัฒนาเปิ้นเคยฮักเอื้อยอย่างใด เปิ้นก็ยังฮักเหมือนเดิมบ่ได้ลดน้อยถอยลงดอก” มณีรินให้กำลังใจ

บัวเงินชะงักนึกแปลกใจ ขณะที่คำเที่ยงขัดใจที่มณีรินพูดเช่นนั้นออกไป

ครั้นกลับมาถึงเรือนคำเที่ยงก็ดุมณีรินทันที “เจ้าริน...

เจ้ารินบ่น่าอู้จะอั้นให้เปิ้นฟังเลยเน้อ มันบ่ดี บ่ควรอู้ให้ใครฟังเน้อ ซักวันมันอาจจะย้อนมาทำฮ้ายเจ้ารินเอาก็ได้”

“ซักวัน เฮาก็ต้องหาโอกาสอู้กับเจ้าศิริวัฒนาเปิ้นให้ได้เหมือนกัน การต้องทนแต่งงานกับคนที่เฮาบ่ได้ฮักมันทรมานเน้อพี่คำเที่ยง เปิ้นจะได้แต่ตัวของเฮาไป แต่จะไดเปิ้นก็บ่มีวันได้หัวใจของเฮาไปด้วยดอก”

“แล้วหัวใจของเจ้ารินอยู่ที่ใด บอกพี่ได้ก่อ จะให้พี่ทาย พี่ว่าพี่ทายบ่ผิดดอก” คำเที่ยงคาดคั้น

มณีรินมองคำเที่ยงอย่างแน่แน่ว แต่ไม่ทันได้เอ่ยอะไร คำเที่ยงก็รีบเฉลย “หัวใจของเจ้ารินอยู่ที่เชียงตุงใช่ก่อ...บ่จะอั้นเจ้ารินคงบ่อู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าคิดถึงพ่อเจ้า แม่เจ้าเปิ้น อยากจะปิ๊กแต่เชียงตุงให้ได้วันละสามเวลา ใช่ก่อ”

มณีรินทำนิ่งไหลตามน้ำ คำเที่ยงเห็นอาการก็ชักหวั่นใจเพราะรู้ดีว่าหัวใจมณีรินอยู่ที่ใคร

ส่วนบัวเงินเธอก็เปรยกับอีเม้ย  เรื่องมณีรินที่มาบอกว่าไม่อยากแต่งงานกับเจ้าศิริวัฒนา เพราะระแวงว่าจะมีแผนอะไรอีก อีเม้ยนิ่งทบทวนเรื่องราวแล้วตอบผู้เป็นนาย

“หม่อมกะเจ้า อีมณีรินมันอาจจะอู้ตามจริงของมันก็ได้ มันบ่อยากแต่งงานกับเจ้าศิริวัฒนา เพราะมันคงอยากจะเป็นเมียใครบางคนมากกว่าน่ะสิเจ้า”

“ใครบางคนของมึงหมายถึงใครอีเม้ย” บัวเงินแปลกใจ

อีเม้ยส่งยิ้มร้าย พลางเล่าเรื่องราวระหว่างมณีรินกับเจ้าศิริวงศ์ที่มันแอบเห็นมาให้บัวเงินฟัง

ooooooo

หลายวันผ่านไป มณีรินทอผ้าตุ๊มผืนใหม่เสร็จก็เรียกหาคำเที่ยงเพื่อปรึกษาว่า จะตกแต่งชายผ้าอย่างไรดี แต่คำเที่ยงกลับล้อให้ถามเจ้าศิริวัฒนาที่เดินเข้ามาตอบแทน

“เจ้ารินยะอะหยังก็งามไปทั้งนั้นละ ผ้าตุ๊มผืนนี้ใครจะได้เป็นเจ้าของกันน้อ” เจ้าศิริวัฒนาเอ่ยถาม

“ข้าเจ้าตั้งใจว่า ถ้ายะเสร็จแล้วงามพอ ข้าเจ้าจะทูลเกล้าขึ้นถวายแม่เจ้าเปิ้นเจ้า” มณีรินแอบผิดหวังเพราะอยากให้คนที่อยู่ตรงหน้าเป็นเจ้าศิริวงศ์

“แม่เจ้าเปิ้นฮักสีนี้นักขนาด เปิ้นต้องถูกใจผ้าตุ๊มผืนนี้แน่ ว่าแต่เมื่อใดเจ้ารินจะเริ่มลงมือทอผ้าให้อ้ายล่ะ เอ้อเฮาหมายถึงผ้าตุ๊มที่เจ้ารินเปิ้นจะต้องมอบให้เฮาในวันแต่งงาน”

มณีรินกับคำเที่ยงมองหน้ากันงงๆ

“นี่เจ้ากรมพิธีเปิ้นยังบ่ได้มาบอกเจ้ารินก๊ะว่า ตามประเพณีมาแต่โบราณ เจ้าสาวจะต้องทอผ้าตุ๊มผืนนึงมอบให้เจ้าบ่าวในวันงานเป็นการแสดงความฮัก บ่จะอั้นพิธีจะเสร็จสมบูรณ์บ่ได้” เจ้าศิริวัฒนาอธิบาย

“ข้าเจ้าบ่เคยฮู้เรื่องนี้เลย”

“บ่เป็นหยังดอก...ยังพอมีเวลา เจ้ารินค่อยๆทอไปก็ได้”

“เจ้าบ่ต้องห่วงดอกเจ้า มีเวลาซักน่อยเจ้ารินเปิ้นจะได้คิดจกลายงามๆ ผ้าตุ๊มผืนนี้จะต้องเป็นผ้าตุ๊มแต่งงานที่งามที่สุดแน่ๆเจ้า” คำเที่ยงการันตี

เจ้าศิริวัฒนายิ้มหน้าบาน แต่มณีรินกลับใจคอโหวงเหวง

ครั้นบัวเงินรู้จากอีเม้ยว่ามณีรินแอบมีใจให้เจ้าศิริวงศ์ก็นึกสมเพชและยิ่งชิงชังมณีรินมากขึ้น

“อีแม่ญิงคนดีของทุกคน...น่าหัวนัก...มึงทำให้ใครๆคิดว่ามึงเป็นนางฟ้านางสวรรค์ที่จริงแล้วมึงก็สกปรกยิ่งกว่าอีแม่ญิงงามเมืองเสียอีก อีเม้ยกูรู้กูเห็นเรื่องเลวๆในโลกนี้มานักแล้ว บ่มีอะหยังที่กูจะต้องกลัวอีกแล้ว” บัวเงินหัวเราะสะใจ แต่จำต้องเล่นบทพี่สาวแสนดีต่อไปเพื่อหาโอกาสเอาคืน

ooooooo

บัวเงินเข้าไปช่วยมณีรินดูแลเรื่องสำรับถวายเจ้าหลวง เพราะเจ้าหลวงโปรดฝีมือทำอาหารของมณีรินมากถึงกับเอ่ยปาก “จะอั้นต่อนี้ไป เอ็งบ่ต้องยะกับข้าวขึ้นมาให้ข้ากินดอกบัวเงิน หน้าที่นี้ยกให้เจ้านางน้อยเปิ้นคนเดียวบ่จะอั้นเอ็งก็ฝากตัวเป็นศิษย์เจ้านางน้อยเปิ้น ให้เปิ้นสอนวิธีทำเต้าหู้เสียเข้าใจก่อ”

“กะเจ้า” บัวเงินลงกราบเจ้าหลวงแต่สายตาโหดเหี้ยมนัก

หลังดูแลเรื่องสำรับเรียบร้อยแล้ว เจ้าศิริวัฒนาก็เดินมาส่งมณีรินที่เรือนและนัดแนะให้เธอแต่งตัวคอยเพราะคืนนี้เป็นคืนยี่เป็ง แต่มณีรินขอให้เจ้าไปชวนบัวเงินไปเที่ยวด้วยกัน เจ้าศิริวัฒนาไม่ยอมอ้างว่า อยากไปกับมณีรินมากกว่า แล้วเดินยิ้มจากไป มณีรินมองตามรู้สึกอึดอัดใจ ผิดกับคำเที่ยงที่ส่งยิ้มเป็นปลื้มแทนเจ้านาย

ด้านสล่าพันเมื่อเห็นเจ้าศิริวงศ์พับจดหมายเก็บใส่ซองแล้วถอนใจ ก็เอ่ยถามว่า เกิดอะไรขึ้นเพราะเห็นเจ้านั่งถอนใจมาตั้งแต่เช้าแล้ว เจ้าศิริวงศ์บอกกับสล่าพันว่าตนตัดสินใจจะขอสมัครไปทำงานกับบริษัทฝรั่งในพระนครเพื่อหาประสบการณ์และอยากเห็นโลกให้มากกว่านี้ แต่สล่าพันว่านั่นไม่ใช่เหตุผลที่แท้จริง จึงแกล้งเปรย

“เจ้าอยากไปจากที่นี่ เพราะเจ้าอยากจะเดินทางให้เห็นโลกนี้นักๆหรือว่าเจ้าต้องการหนีอะหยังบางอย่างกันแน่ ผมบ่ฮู้ เจ้าเองน่ะแหละที่น่าจะฮู้ดีกว่าใครๆ”

เจ้าศิริวงศ์อึ้งเพราะถูกจี้ใจอย่างแรงจึงเดินเลี่ยงออกมาที่สวน และได้พบกับมณีรินที่ตามมาคุมเหล่าบริวารตัดต้นกล้วยและใบตองไปทำกระทง มณีรินชวนเจ้าศิริวงศ์ไปลอยกระทงด้วยกัน แต่เขาปฏิเสธว่า มีงานต้องสะสาง

“ก็รีบทำให้เสร็จแล้วก็ไป บ่ฮู้ละ เฮาจะคอย”

“เจ้านางน้อย อย่าทำให้เฮาต้องลำบากใจจะอั้นเลย ไปแอ่วกับเจ้าอ้ายเปิ้นให้ม่วนอกม่วนใจเต๊อะ” เจ้าศิริวงศ์ตัดบทและจะเดินจากไปแต่มณีรินเสียงแข็งใส่

“จะไดโตก็ต้องไป เพราะเฮาจะยะกระทงน้อยไว้เผื่อโตด้วย โตจะใจดำให้เฮาคอยเก้อก็ให้รู้ไป” มณีรินเป็นฝ่ายเดินหนีออกมาก่อนทิ้งให้เจ้าศิริวงศ์ต้องอึ้งอีกรอบ

มณีรินกลับมาที่เรือนและบรรจงทำกระทงให้เจ้าศิริวงศ์อย่างมีความสุข คำเที่ยงเห็นแล้วก็นึกหวั่น เป็นเวลาเดียวกับที่อีเม้ยนำสิ่งหนึ่งมาส่งให้บัวเงินในห้องพร้อมรายงาน

“ไอ้พวกคนป่าถือผีมันใช้กันกะเจ้าหม่อม ทาใส่ลูกดอกยิงใส่ควายทั้งตัวยังล้ม บ่มีกลิ่น บ่มีรสอะหยัง ใส่ลงไปในอาหารแต่น้อยบ่เกินสามวัน ตัวชาจนเดินเหินบ่ได้ ใส่มากหน่อยหัวใจบ่ทำงานหยุดหายใจได้กะเจ้าหม่อม”

บัวเงินมองห่อกระดาษในมือ เผยอยิ้มเหี้ยมพลางคิดแผนอยู่ในใจ

ooooooo

รอยไหม

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด