ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เรือนพะยอม

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    จารุวรรณเจ็บใจมากที่ตื่นมาใส่บาตรไม่ทัน แถมยังถูกรสิกาชิงใส่บาตรร่วมกับวฤกษ์อีกต่างหาก จึงตามมาหาเรื่องด่าว่าถึงโต๊ะอาหาร กลับถูกรสิกาด่ากลับอย่างเจ็บแสบ พอด่าสู้ไม่ได้จารุวรรณขอให้วฤกษ์ลงโทษฐานที่เธอบังอาจมาต่อปากต่อคำ

    “ผมไม่อยากฟังไร้สาระ อ้อ รสิกาแต่งตัวไว้นะวันนี้เธอต้องไปเป็นเลขาฯให้ฉันจะไปประชุมที่ในจังหวัด”

    “วฤกษ์คิดผิดหรือเปล่า นังนี่มันแค่พี่เลี้ยงเด็กนะคะ มันไม่ได้มีความรู้อะไรจะเป็นเลขาฯคุณได้ยังไงกันคะ วรรณสิคะ วรรณร่ำเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง”

    “ผมตัดสินใจแล้วครับคุณวรรณ ขอตัวนะครับ” วฤกษ์พูดจบลุกออกไป จารุวรรณหัวเสียพาลหาเรื่องรสิกาอีก แต่เธอไม่สนใจเสียงนกเสียงกา ยกน้ำขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ จารุวรรณไม่ยอมแพ้ตามวฤกษ์จนทัน ถามย้ำอีกว่าจะเอารสิกาไปเป็นเลขาฯแน่หรือ

    “ระวังคุณจะขายหน้าในที่ประชุมนะคะ พูดภาษาอังกฤษได้ถึงสิบคำหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าคุณต้องการให้วรรณช่วย วรรณก็ยินดีนะคะ”

    “ขอบใจ แต่คงไม่จำเป็นหรอกครับ ผมแก้ปัญหาได้” ว่าแล้ววฤกษ์เดินหนี จารุวรรณมองตามไม่พอใจ นิ่มนวลแอบมองอยู่ถึงกับปิดปากหัวเราะด้วยความสะใจ...

    วฤกษ์มาหยุดยืนอยู่ใต้ต้นพะยอม นายแสงเข้ามาคุยด้วย ถ้าเขาชอบต้นพะยอมมากทำไมไม่ปลูกหลายๆต้น เขาอยากได้แค่ต้นนี้ต้นเดียวเท่านั้น อายุเป็นร้อยปี ปู่ย่าตายายปลูกไว้มีต้นพะยอมต้นนี้อยู่ก็เหมือนมีญาติผู้ใหญ่ปกปักรักษา ก้มเก็บดอกพะยอมที่ร่วงกับพื้นแล้วผละจากไป กิ่งพะยอมสั่นไหวจนดอกร่วงพรู นายแสงมองไปที่ต้นไม้ต้นอื่น ไม่เห็นใบกระดิก เสียวสันหลังวูบ รีบเดินหนี

    ผีแม่จิตปรากฏตัวขึ้น มองไปทางที่วฤกษ์เดินไป...

    จารุวรรณยืนอยู่หน้ารถ เห็นวฤกษ์เดินมาทางตัวเองคิดว่าจะมาง้อ แต่เขากลับเดินผ่านเลยไปไม่สนใจเธอโพล่งขึ้นอย่างเหลืออดว่านังรสิกามีดีอะไรเขาถึงได้สนใจนัก วฤกษ์หันขวับ

    “กรุณาเรียกคนอื่นด้วยถ้อยคำที่ดีกว่านี้หน่อยสิครับ” ต่อว่าจบวฤกษ์เดินจากไป จารุวรรณเปิดรถเข้าไปนั่งอย่างหงุดหงิด ตวัดสายตาไปที่ต้นพะยอม ไม่เข้าใจจะหลงใหลอะไรนักหนากับไอ้พะยอมต้นนี้ แล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่เห็นว่าผีแม่จิตนั่งอยู่ที่กระโปรงหน้ารถจ้องเธอด้วยสายตากร้าว

    ooooooo

    จารุวรรณพกความหงุดหงิดกลับมาบ้านตัวเอง อาละวาดกวาดข้าวของในบ้านกระจุยกระจาย อยู่ๆมีลมพัดวูบเข้ามาทั้งที่ไม่ได้เปิดหน้าต่าง เธอหันขวับเห็นผีแม่จิตเดินหายเข้าไปในผนังถึงกับตาเหลือก ลนลานคว้ามือถือขึ้นมาโทร.หานเรนทร์ ละมัยเห็นมือถือของเจ้านายดังจะรับแต่เห็นเป็นเบอร์จารุวรรณก็ชะงัก

    “แม่นั่นโทร.มาค่ะ” ละมัยส่งมือถือให้นเรนทร์รับสายเอง

    “นี่ถ้าไม่มีปัญหาก็คงไม่โทร.หาผมใช่ไหม”

    “คุณอยู่ที่ไหนคะ วรรณกลัวค่ะ วรรณกลัว วรรณจะไปหาคุณตอนนี้ได้ไหมคะ”

    นเรนทร์ไม่ขัดข้องเชิญจารุวรรณมาได้เลย วางสายแล้วหันไปบอกละมัยว่าถ้าเธอมาที่นี่ให้ช่วยดูแลด้วย...

    ในเวลาต่อมา วฤกษ์ขับรถมาจอดที่ลานจอดรถของโรงแรมจัดงานประชุม ไม่ห่างกันนัก กรรณิการ์ลงจากรถมากับภานุวัตหันมาเห็นศัตรูคู่อริก็สะบัดหน้าใส่ แล้วพากันเดินเข้าข้างใน จึงไม่ทันเห็นรสิกาที่เพิ่งลงจากรถ เธอใจหายวูบไม่รู้จะทำอย่างไรดีกลัวความลับจะแตก

    วฤกษ์เห็นเธอรีๆรอๆเร่งให้เข้าข้างใน

    รสิกาเดินตามวฤกษ์มาถึงหน้าห้องประชุม เห็นบรรดานักธุรกิจทยอยกันมาลงชื่อที่โต๊ะลงทะเบียน เธอไม่เห็นสองแม่ลูกอยู่แถวนั้นก็ถอนใจโล่งอก แต่ไม่อยากเสี่ยง จึงบอกวฤกษ์ว่าขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน

    “ตื่นเต้นมากล่ะสิ เดี๋ยวตามไปตรงที่ลงทะเบียนนะ”

    “ค่ะ” รสิการีบเดินหลบออกมาโดยไม่รู้ว่านเรนทร์แอบมองอยู่ เธอพุ่งตรงเข้าห้องส้วมที่อยู่ด้านในสุดของห้องน้ำรีบปิดประตูล็อก คว้ามือถือขึ้นมาโทร.หากมลรัตน์ พอเธอรู้ว่าเพื่อนรักอยู่ในงานเดียวกันกับที่กรรณิการ์และภานุวัตไปก็ร้องเอะอะ ขืนคุณป้ารู้เข้าว่าเราสองคนรวมหัวกันโกหกท่าน ได้บ้านบึ้มแน่

    “ใช่น่ะสิ เจ้านายก็ดันพาฉันมาประชุมด้วยทำไงดีก้อย”

    “งานนี้ต้องให้พี่วัตช่วยแล้วล่ะ อย่างน้อยก็กันคุณป้าออกมาจากแกให้ได้ก่อน แกทำใจดีๆนะ ฉันเชื่อว่าแกเอาตัวรอดได้ แค่นี้ก่อนนะ” วางสายจากรสิกา กมลรัตน์รีบโทร.หาภานุวัต

    ฝ่ายรสิกาวางสายเสร็จ จะเปิดประตูห้องส้วมออกมาแต่ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงกรรณิการ์โวยวายใส่โทรศัพท์มือถือเรื่องไม่ยอมรับวฤกษ์ให้เป็นนายกสมาคมนักธุรกิจภาคเหนือ แถมขู่ถ้ายอมให้เขารับตำแหน่งจะลาออกจากการเป็นสมาชิก...

    ด้านวฤกษ์เหลียวมองไปทางห้องน้ำบ่อยครั้ง ไม่เห็นรสิกาออกมาสักที นเรนทร์เข้ามาทักทายถามไถ่ว่ากิจการเป็นอย่างไรบ้าง เขาตอบตามมารยาทเพราะใจจดจ่ออยู่กับรสิกาที่หายเข้าห้องน้ำนานผิดปกติ นเรนทร์อดถามไม่ได้ว่ามองหาใครอยู่หรือ เขากลับบอกว่าเปล่า

    “ผมเห็นคุณมากับผู้หญิงคนหนึ่งใครเหรอครับ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน”

    “พนักงานในไร่ผมน่ะครับ ขอตัวก่อนนะครับ” วฤกษ์เดินเลี่ยงออกมา นเรนทร์มองตามยิ้มอย่างรู้ทัน ห่วงขนาดนี้ คงไม่ใช่แค่พนักงานแน่นอน

    ooooooo

    ภานุวัตรู้จากกมลรัตน์ว่ารสิกาอยู่ในห้องน้ำหญิงตัดสินใจผลักประตูเข้าไป กรรณิการ์หันมาเห็นลูกชายนิ่วหน้าแปลกใจเข้าห้องน้ำหญิงทำไม เขาอ้างว่าเป็นห่วงท่านก็เลยเข้ามาดู แล้วมองเลยไปด้านในสุด เห็นประตูห้องส้วมปิดอยู่ กรรณิการ์เห็นได้เวลาเข้าประชุมแล้วชวนลูกชายไปที่ห้องจัดงาน

    วฤกษ์เดินเตร่อยู่หน้าห้องน้ำ เห็นสองแม่ลูกเดินออกมาร้องถามว่าเห็นใครในห้องน้ำอีกบ้างไหม กรรณิการ์ส่ายหน้าไม่เห็นใครสักคน ภานุวัตทำเป็นโวยวาย

    “แม่ฉันไม่ใช่พนักงานเฝ้าห้องน้ำนะโว้ย คุณแม่อย่าไปสนใจมันเลยครับ รีบไปประชุมเถอะครับ”

    กรรณิการ์มองวฤกษ์ด้วยสายตาเหยียดหยามก่อนจะเดินหน้าเชิดคอตั้งออกไป วฤกษ์มองซ้ายมองขวาเห็นปลอดคนผลักประตูเข้าไปในห้องน้ำหญิง เห็นรสิกายืนอยู่หน้ากระจกเงา ต่อว่าว่าทำไมถึงช้านัก เป็นอะไรหรือเปล่า รสิกาแกล้งโงนเงนจะเป็นลม เขารีบเข้าไปประคองพาออกจากห้องน้ำด้วยความเป็นห่วง

    นเรนทร์ผ่านมาเห็นหยุดมองสนใจ รสิกาพยายามจะให้วฤกษ์ไปจากตัวเองให้เร็วที่สุด จึงไล่เขาเข้าประชุมได้แล้วเธอคงไปเป็นเลขาฯให้เขาไม่ไหว ปวดหัวแทบจะระเบิด อาเจียนหมดท้องเลย วฤกษ์ประคองเธอไปนั่งเก้าอี้ จะไปเปิดห้องที่นี่ให้เธอนอนพัก ประชุมเสร็จค่อยกลับด้วยกัน สั่งให้รอตรงนี้สักครู่ แล้วเดินลิ่วออกไป

    รสิกาแอบถอนใจโล่งอก นเรนทร์ซึ่งซุ่มดูอยู่มองเธอตาวาวเป็นประกาย

    “ถ้าเป็นผู้หญิงคนใหม่ของนาย ฉันก็จะแย่งมา ไอ้วฤกษ์”

    จากนั้นไม่นาน วฤกษ์ประคองรสิกาเข้ามาในห้องพักของโรงแรม บอกให้เธอนอนพักให้สบาย ระหว่างที่รอเขาประชุม ถ้าหิวก็โทร.สั่งอาหารขึ้นมากินได้เลย

    “ถ้าเย็นนี้อาการยังไม่ดี ฉันจะพาเธอไปหาหมอ ฉีดยาสักเข็มคงดีขึ้น”

    รสิกาหลอกถามว่าใช้เวลาประชุมนานไหม วฤกษ์คิดว่าน่าจะนาน แต่ถ้าเธอไม่ไหวก็โทร.หาเขาได้เลย เขาจะรีบออกจากที่ประชุมมาหา แล้วบอกให้นอนพักผ่อนตื่นขึ้นมาจะได้สดชื่น

    “อ้อ ฉันมีการ์ดเข้าห้องอีกใบหนึ่ง ไม่ต้องกังวลว่าฉันจะมาเรียก อย่าล็อกข้างในก็แล้วกัน” วฤกษ์สั่งเสร็จออกจากห้อง ทันทีที่ประตูปิด รสิกาล้มตัวลงนอนบนเตียงฉีกยิ้มสบายใจ แล้วคว้ามือถือขึ้นมาโทร.หากมลรัตน์

    “ก้อย เดี๋ยวฉันจะไปหาเธอที่บ้านโชติรส ให้เร็วที่สุดเลยนะจ๊ะ” รสิกาทิ้งระยะสักพักเพื่อให้มั่นใจว่าวฤกษ์เข้าห้องประชุมไปแล้ว จึงลงไปขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างหน้าโรงแรมให้ไปส่งบ้านโชติรสโดยไม่ล่วงรู้เลยว่า นเรนทร์แอบดูเธออยู่ตั้งแต่ออกจากลิฟต์จนวิ่งไปขึ้นมอเตอร์ไซค์

    ooooooo

    ทันทีที่ถึงบ้านโชติรส รสิกาห้ามกมลรัตน์ พูดอะไรทั้งนั้น ให้รีบพาตนไปหาคุณย่าพิกุล ขนาดถูกห้าม กมลรัตน์อดถามไม่ได้ว่ามีธุระอะไรสำคัญนักหนาถึงต้องขอพบท่าน เธอขอให้พาไปพบท่านก่อนแล้วจะเล่าให้ฟังทีหลัง พอคุณย่าพิกุลเห็นหน้ารสิกาก็ร้องเรียกเธอว่าคุณพะยอมเหมือนกับคุณย่ามะลิ ไม่มีผิดเพี้ยน

    รสิกายังไม่ทันจะรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของคุณพะยอม ภานุวัตโทร.มาบอกกมลรัตน์ให้บอกรสิกาด้วยว่ากรรณิการ์กำลังจะกลับบ้าน เกิดเรื่องใหญ่ที่โรงแรม ท่านทะเลาะกับวฤกษ์ในที่ประชุม

    “ตายล่ะ ฉันต้องรีบกลับก่อน หนูกราบลาคุณยายก่อนนะคะ แล้วหนูจะแวะมาคุยกับคุณยายใหม่ค่ะ”

    “ไหว้พระเถอะคุณพะยอม...เฮ้อ โชติรสกับพนาเวทจะเป็นศัตรูกันไปอีกนานไหมเนี่ย”...

    เรื่องที่กรรณิการ์มีปากเสียงกับวฤกษ์ไม่พ้นเรื่องที่เขาได้รับเลือกจากสมาชิกเป็นเอกฉันท์ แต่เธอไม่ยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ อ้างว่าไม่บริสุทธ์ยุติธรรม เถียงกันไปเถียงกันมา วฤกษ์กับภานุวัตหวิดจะวางมวยกันอีก จนต้องเสนอให้มีการเลือกตั้งใหม่ ประธานการประชุมรับปากจะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมในครั้งต่อไป...

    รสิกาลงจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้ก็วิ่งหน้าตั้งเข้าไปกดลิฟต์ของโรงแรม ประตูยังไม่ทันเปิดสุด เธอพุ่งพรวดเข้าไปเสียก่อน และนับเป็นโชคดีของเธอที่ประตูลิฟต์ปิดทันก่อนที่วฤกษ์จะเดินมาถึงโถงหน้าลิฟต์ โดยมีกรรณิการ์กับภานุวัตยังตามมาด่าว่าเขาว่าไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการได้รับเลือกตั้ง นเรนทร์ที่ยืนฟังอยู่ด้วยแอบยิ้มสะใจ วฤกษ์พยายามจะพูดกับสองแม่ลูกโดยใช้เหตุผลแต่ไร้ประโยชน์จึงเดินไปกดลิฟต์

    ไม่นานนัก วฤกษ์เปิดประตูห้องพักเข้ามาเห็นรสิกานอนหันหลังให้ เข้าไปสะกิดเรียก เธอยังนอนนิ่ง เขาจึงเดินอ้อมไปด้านหน้าเธอรีบหลับตา เขาคิดว่าเธอหลับอยู่ ค่อยๆยื่นหน้าจะหอมแก้มแต่เธอลืมตาขึ้น

    เสียก่อน แกล้งตกใจที่เห็นเขาลุกพรวดขึ้นนั่ง เขาร้องทักหายดีแล้วหรือ ลุกขึ้นเร็วๆแบบนั้นระวังจะเวียนหัว

    “เอ้อ ค่ะ...เรากลับกันหรือยังคะ”

    “ฉันจะชวนไปซื้อของให้ยัยมิวที่ห้างฯหน่อย ไหนๆก็เข้ามาในเมืองแล้ว”

    หญิงสาวขอล้างหน้าล้างตาก่อน แล้วเดินเข้าห้องน้ำ วฤกษ์นั่งมองไปรอบๆห้อง พลันสายตาสะดุดที่รองเท้าซึ่งเธอถอดทิ้งไว้ เห็นมีคราบดินรอยใหม่ๆเปื้อนอยู่มองสงสัย ครั้นลงจากห้องมาที่รถ เขาขอให้เธอเคาะรองเท้าก่อน เธองงจะต้องเคาะทำไม เขาเห็นดินติดรองเท้าเธอตั้งเยอะในโรงแรมเดินบนพรมตลอดไม่ใช่หรือ

    “เอ้อ มันคงติดมาตอนฉัน...ลงไป...ห้องน้ำที่ปั๊มน่ะค่ะ” รสิกาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ วฤกษ์เตือนทีหน้าทีหลังต้องระวัง เรื่องเล็กๆน้อยๆอาจทำให้เสน่ห์ลดลงได้ รสิกาหน้าง้ำทันที...

    ด้านนเรนทร์กลับถึงบ้านพยายามสอบถามจารุวรรณถึงประวัติคร่าวๆของรสิกา และชวนเธอให้ร่วมมือกับเขาแย่งรสิกามาจากวฤกษ์ เพราะดูท่าแล้วมันชอบผู้หญิงคนนี้ หากเขาแย่งมาได้ เธอจะได้อยู่กินกับมันสมใจอยาก จารุวรรณแปลกใจทำไมต้องทำอย่างนั้น เขาไม่ได้รักเธอหรือ

    “คำหวานๆน่ะเก็บไว้พูดให้มันถูกโอกาสหน่อย ตอนนี้ผมยังไม่มีอารมณ์โรแมนติก ผมซีเรียส อยากรู้ว่าคุณโอเคกับความคิดของผมหรือเปล่า”

    จารุวรรณขอให้บอกเหตุผลมาก่อน นเรนทร์รำคาญลากเธอตัวปลิวออกจากห้องนอนไปยังห้องเก็บอัฐิของพ่อกับแม่ของเขา ละมัยเห็นเหตุการณ์โดยตลอดรีบเดินตาม นเรนทร์สั่งให้จารุวรรณไหว้อัฐิของทั้งสองท่าน

    “พวกท่านฆ่าตัวตายเพราะทำการค้าล้มละลาย ไอ้วฤกษ์ไอ้ผู้ชายที่คุณคิดจะคบชู้กับมันเป็นตัวการ มันทำธุรกิจเอาชนะพ่อแม่ผมจนท่านล้มละลาย ผมต้องกลับมาจากเมืองนอกเพื่อมากอบกู้ธุรกิจแล้วก็แก้แค้นมัน รู้อย่างนี้แล้วจะร่วมมือกับผมไหม ผมยินดีจะทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเอาชนะมัน แล้วผมก็จะยินดีอย่างมากที่ผู้หญิงทุกคนของไอ้วฤกษ์เป็นของผม” นเรนทร์ยิ้มเหี้ยม

    “...ไอ้ที่ผมพูดหวานๆว่ารักคุณหวงคุณน่ะ ที่แท้ผมแค่ยืมคุณเป็นเครื่องมือแก้แค้นไอ้วฤกษ์เท่านั้น”

    “ไอ้บ้า...แกเห็นฉันเป็นตัวอะไร” จารุวรรณผลักนเรนทร์อย่างแรงก่อนจะวิ่งลิ่วออกไปด้วยความแค้นใจ

    ooooooo

    ภานุวัตเห็นแม่ยังหงุดหงิดจากเรื่องที่โรงแรม ขอร้องให้ทำใจร่มๆอย่าเอาเรื่องไม่สบายใจจากข้างนอก กลับมาคิดให้รกสมอง ท่านยังโมโหมันไม่หาย อยากเห็นเขาตะบันหน้าไอ้วฤกษ์สักสองสามที แล้วเดินหัวเสียออกไป กมลรัตน์รอจนกรรณิการ์ไปลับสายตาแล้วจึงเข้ามาหาญาติผู้พี่ เขารีบซักว่ารสิกาเป็นอย่างไรบ้าง

    “โอ๊ยจะเป็นยังไง พูดกับคุณยายได้สองคำ พี่วัตก็โทร.มา ยัยรสิกาก็รีบบึ่งมอเตอร์ไซค์กลับโรงแรม แล้วคุณป้าเป็นอะไร เหมือนโกรธคนทั้งโลก”

    “โกรธนายวฤกษ์คนเดียวก็สะเทือนกันไปหมดแล้ว อย่าให้ถึงกับโกรธคนทั้งโลกเลยยัยก้อย”...

    ฝ่ายกรรณิการ์เข้าห้องได้หยิบรูปวิยะดาขึ้นมาลูบไล้ด้วยน้ำตาคลอเบ้า ลมวูบเข้ามาในห้องทั้งที่หน้าต่างปิด แต่เจ้าของห้องมัวแต่ร้องไห้ไม่ได้สนใจ ผีวิยะดาปรากฏตัวขึ้นนั่งก้มหน้าอยู่ปลายเตียงร้องไห้ไปด้วย...

    ที่ห้องทำงานของวฤกษ์ภายในเรือนพะยอม เจ้าของห้องบ่นด้วยความเซ็งให้ดรลฟังว่ากรรณิการ์หาเรื่องตนเรื่องการตายของวิยะดาไม่เลิกไม่แล้ว ในที่ประชุมเลือกตั้งนายกสมาคมฯก็ไม่ว่างเว้น หมอลงความเห็นแล้วว่าวิยะดาตายเฉียบพลันเพราะโรคหัวใจก็ไม่ยอมเชื่อ

    ดรลพยายามจะหาหลักฐานมาทำให้กรรณิการ์เชื่อให้ได้

    “พี่ไม่อยากเห็นสองครอบครัวต้องบาดหมางไปมากกว่านี้ นายไปพักผ่อนเถอะ”

    “ครับ พี่ก็อย่านอนดึกนะครับ เป็นอะไรไป เรือน พะยอมคงขาดที่พึ่ง” พูดจบดรลออกจากห้อง วฤกษ์หยิบสมุดโน้ตเล็กๆน่ารักขึ้นมามองยิ้มมีความสุข สมุดเล่มนี้รสิกาซื้อให้ตอนที่แวะไปซื้อเครื่องเขียนให้หนูมิวเมื่อตอนบ่าย แล้วบรรจงหอมเบาๆราวกับหอมคนให้ ทางฝ่ายผีวิยะดายังคลอเคลียไม่ห่างดรลโดยที่เขาไม่เห็น

    เช่นเดียวกับผีแม่จิตปรากฏตัวขึ้นในห้องพักของรสิกา เดินวนเวียนอยู่ข้างๆเตียงโดยที่เจ้าของห้อง นอนหลับสนิทไม่รู้เรื่องอยู่บนเตียง เธอร้องเรียกเบาๆว่าแม่พะยอม

    รสิกาเหมือนจะได้ยินเสียงเรียกพลิกตัว ผีแม่จิตมายืนอยู่ข้างๆสะอื้นเบาๆน้ำตาสีแดงคล้ำเกือบดำหยดลงแก้มรสิกาทีละหยด เธอยกมือปาดน้ำตานั้นทั้งที่หลับตาอยู่ แต่พอนึกขึ้นได้ผวาไปเปิดไฟหัวเตียง มองมือตัวเองเห็นเป็นคราบน้ำสีคล้ำๆ เงยหน้าดูเพดานก็ไม่มีร่องรอยรั่ว ผีแม่จิตมองเธออึดใจก่อนจะหายตัวไปโผล่ที่ลานใต้ต้นพะยอม ผีวิยะดาเข้ามาต่อว่าว่าไปรบกวนรสิกาทำไม ผีแม่จิตไม่พอใจคว้าคอเธอมาบีบ

    ทันใดนั้นมีเสียงเกรี้ยวกราดของผีคุณหญิงมุกดังขึ้น “นังจิต”

    ลมพัดกระโชกจนกิ่งพะยอมไหวเอน ผีแม่จิตกับผีวิยะดาเลือนหายไปปรากฏตัวต่อหน้าผีคุณหญิงมุกซึ่งยืนโบกพัดด้ามจิ๋วอยู่ ท่านตำหนิผีแม่จิตที่ก่อเรื่องวิวาทกับผีวิยะดาทั้งที่อยู่ในเรือนเดียวกัน เธอฟ้องว่านังสัมภเวสีผีเร่ร่อนตนนี้มาขวางเรื่องของตน ผีวิยะดาเชื่อว่าถ้าผีแม่จิตทำอย่างนี้บ่อยครั้งเข้า รสิกาเกิดกลัวขึ้นมาแล้วออกไปจากเรือนพะยอม ผีแม่จิตก็ไม่มีโอกาสได้รับคำอโหสิกรรม

    “มันพูดเข้าที มึงจะว่าอย่างใดหา อีจิต”

    “ดิฉันอยากนำพาแม่พะยอมไปสู่อดีต ได้รู้ได้เห็น...” ผีแม่จิตยังอธิบายไม่จบ ผีคุณหญิงมุกชิงพูดขึ้นก่อนว่าได้เห็นความชั่วของเธอใช่ไหม แต่ในเมื่อเธอคิดจะทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ท่านก็ไม่ห้ามและจะส่งเสริมอีกด้วย

    เธอก้มกราบขอบพระคุณท่านที่เมตตา แต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ แม่พะยอมใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลมาให้ตนและดวงวิญญาณในเรือนนี้แล้ว เหตุใดตนถึงพาแม่พะยอมคืนสู่อดีตไม่ได้

    ท่านตั้งข้อสังเกตอาจเป็นผีแม่จิตคิดร้ายผู้อื่นทำให้บารมีลด จะทำการใดก็ไม่สำเร็จ ต่อให้แม่พะยอมใส่บาตรให้ร้อยวัดตลอดชาติก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ แต่ท่านจะช่วยเธอเอง ขอแค่อย่าก่อกรรมทำบาปที่นี่อีก ผีแม่จิตไม่ทำบาปแน่ถ้านังจารุวรรณไม่คิดร้ายต่อแม่พะยอม ผีคุณหญิงมุกหัวเราะหยันมองไปที่ผีวิยะดา

    “วิยะดามันตายเพราะน้ำมืออีคนชั่วนั่นมันยังไม่เจ็บไม่แค้นเท่ามึงเลยอีจิต ให้เวลาเวรกรรมเดินทางสักหน่อยเถิด ยังไงก็มาถึงแน่”

    ooooooo

    รสิกาไม่สบายใจกับรอยเปื้อนที่แก้มตัวเองเมื่อคืน พอรู้ว่าดรลจะไปใส่บาตรกับปาริชาตขอไปใส่ด้วย วฤกษ์มาทันได้ยินพอดีไม่ค่อยจะพอใจนัก สั่งห้ามเธอไปใส่บาตรจนกว่าจะรู้ก่อนว่าเธอมีปัญหาอะไรถึงไม่สบายใจ และอีกอย่างหนูมิวไปโรงเรียน จัดการเรื่องแกเรียบร้อยแล้วหรือ

    “เรียบร้อยแล้วค่ะ กำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ที่ห้อง”

    วฤกษ์ตำหนิในเมื่อรสิกาอยู่นี่ ส่วนนิ่มนวลไปช่วยปาริชาตใส่บาตรแล้วใครดูแลหนูมิว รสิการู้ว่าเขาจงใจหาเรื่องก็ไม่พอใจเดินลิ่วไปที่ห้องของหนูมิวเพื่อทำหน้าที่ของตัวตามที่ได้รับการจ้างวาน วฤกษ์ตามไปแอบดู พอเธอรู้เข้า คิดว่าเขามาตรวจสอบการทำงานก็ไม่พอใจ ถ้าเขาเห็นเธอทำงานไม่ดีก็เชิญไล่ออกได้เลย

    “ไม่นะ คุณครูต้องไม่ออกไปไหน คุณครูรับปากมิวก่อนสิคะ”

    “ฉันไม่มีวันไล่เธอออกหรอกรสิกา เว้นแต่เธออยากออกจากที่นี่เอง พายัยมิวไปหานายแสงได้แล้ว”...

    มีปริศนาหลายเรื่องที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย รสิกาตัดสินใจขึ้นไปหาคุณย่ามะลิ ทำทีอาสาอ่านกลอนให้ท่านฟังเพื่อให้แก้วตาลงไปพักผ่อนบ้าง พอสบโอกาสเหมาะ เธอเลียบๆเคียงๆถามท่านว่าจำคุณยายพิกุล โชติรสได้ไหม ท่านแปลกใจทำไมเธอถึงได้รู้จักพวกบ้านโชติรส

    “คือ...เอ้อ เพื่อนหนูเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนโชติรสน่ะค่ะ ก็เลยมีโอกาสได้พบคุณยายพิกุล”

    นอกจากรสิกาจะได้รู้คร่าวๆว่าคุณย่ามะลิกับคุณยายพิกุลเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเล็กๆ ทั้งคู่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกันมากจนทำให้คนทักผิดทักถูก เสียดายที่สองบ้านต้องมาผิดใจกัน นอกจากนี้เธอยังได้รู้อีกว่าคุณพะยอมจมน้ำตายที่นี่ รสิกาเผลอจับแก้มตัวเองตรงที่มีน้ำสีคล้ำหยดใส่ คุณย่ามะลิเห็นเธอนิ่งไปถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เธอปฏิเสธว่าเปล่า ท่านเหนื่อยแล้วขอเอนหลังสักหน่อย

    เป็นจังหวะที่แก้วตากลับมาพอดี รสิกาจึงปล่อยให้ฝ่ายนั้นดูแลท่านต่อไป ส่วนเธอลงมาที่ลานต้นพะยอมเพื่อหาสระน้ำที่ว่าแต่ไม่เจอ ลองหลับตาดู ปรากฏเป็นภาพสระน้ำกว้างใหญ่มีดอกบัวอยู่ประปราย ถึงกับตะลึง ค่อยๆกระเถิบเข้าไปใกล้ขอบสระ มีเสียงปาริชาตดังขัดจังหวะเสียก่อนว่านั่นทำอะไร รสิกาตื่นจากภวังค์หันไปมอง ครั้นหันกลับมาอีกทีสระน้ำเมื่อครู่หายไปแล้ว มีแต่ลานต้นพะยอมแทนที่

    “ดิฉันเห็นเหมือนตรงนี้มีสระน้ำค่ะคุณปาริชาต”

    ปาริชาตหาว่าเธอเพ้อเจ้อหรือไม่สบายขึ้นมาอีก รสิกายืนยันว่าเห็นจริงๆ ท่านเรียกนายแสงที่กำลังดายหญ้าอยู่แถวนั้นมาให้ช่วยดูทีว่าตรงนี้มีสระว่ายน้ำหรือเปล่า เขาก้มดูพื้นก่อนจะส่ายหน้าไม่เห็นมีอะไร

    “คราวนี้เชื่อฉันหรือยังยะ รสิกา...สงสัยว่าเธอจะเครียดมากไปแล้วล่ะ”...

    นายแสงนำเรื่องที่รสิกาตาฝาดเห็นมีสระน้ำอยู่บริเวณที่เป็นลานพะยอมไปเล่าให้ป้าผ่อง แก้วตาและนิ่มนวลที่กำลังช่วยกันเตรียมอาหารอยู่ในเรือนครัวฟัง

    “คุณปาริชาตก็เลยหาว่าครูเครียดไปเอง...หรือว่าคุณหนูมิวกวนใจคุณครูเธอมากไปวะนังนิ่ม”

    นิ่มนวลก็เห็นทั้งครูและลูกศิษย์เข้ากันได้ดีไม่มีปัญหา น่าจะเครียดเรื่องอื่นมากกว่า ป้าผ่องเห็นด้วย ถ้าจะเครียดก็น่าจะเครียดเพราะจารุวรรณที่ทำตัวเป็นมดแดงแฝงพวงมะม่วงเฝ้าวฤกษ์ไม่ห่างเพราะเขาไม่ใช่มะม่วงธรรมดาแต่เป็นมะม่วงทองคำก็เลยต้องคอยหาเรื่องรสิกา อยู่ตลอด แก้วตาช่วยเสริม

    “ยังไงคุณวฤกษ์ก็ไม่มีวันชายตาแลหรอก ผู้หญิงแบบคุณวรรณไม่คู่ควรกับคุณวฤกษ์หรอกป้า”

    ทุกคนพยักพเยิดเห็นด้วยกับแก้วตา ต้องเป็นรสิกาเท่านั้นที่คู่ควรกับวฤกษ์เหมือนนางฟ้ากับเทพบุตร ทั้งสี่คนมัวแต่คุยกันไม่ทันเห็นแมวแอบฟังอยู่และเธอไม่รอช้าคาบเรื่องนี้ไปฟ้องจารุวรรณที่นั่งไขว้ห้างสบายอารมณ์อยู่ที่โต๊ะสนามข้างบ้าน จารุวรรณขี้เกียจฟังให้รกสมอง ไว้วันไหนที่มาเป็นคุณนายที่นี่ค่อยจัดการ...

    ทางด้านรสิกาเก็บดอกพะยอมที่ร่วงอยู่ใต้ต้นได้มาหอบใหญ่จัดแจงจะกลับเข้าบ้านเดินผ่านโต๊ะสนามที่จารุวรรณนั่งอยู่ เป็นจังหวะเดียวกับนิ่มนวลเอาน้ำส้มมาเสิร์ฟพอดี จารุวรรณต้องการแสดงให้รสิการู้ว่าอยู่ในฐานะที่เหนือกว่า สั่งให้เธอเป็นคนยกน้ำส้มมาเสิร์ฟให้ แมวได้ทีขี่แพะไล่

    “ถ้าฟังรู้เรื่องแล้วก็ทำสิ ยกมาวางตรงหน้าคุณวรรณด้วยท่าทีนอบน้อม”

    รสิกาเหลือบมองหน้าจารุวรรณแล้วยกแก้วน้ำส้มจากถาดที่นิ่มนวลถืออยู่จะเอามาวางให้ ทันใดนั้นผีแม่จิตเข้าสิงร่างรสิกา แทนที่จะวางแก้วน้ำส้มบนโต๊ะกลับเทราดหัวจารุวรรณ แมวปรี่เข้าไปจับตัว แต่รสิกาสะบัดหนีแก้วน้ำส้มกระเด็นหลุดมือพร้อมกับคนจับถูกเหวี่ยงไปอีกทางหนึ่ง ปาริชาตวิ่งนำนายแสงมาจากอีกด้านหนึ่งกระชากตัวรสิกาออกห่าง ผีแม่จิตวูบออกจากร่าง รสิกาหมดสติทันทีร่วงลงไปกองกับพื้น

    “คุณครู...คุณครูคะ” นิ่มนวลร้องเรียกด้วยความเป็นห่วงพลางเข้ามาประคอง

    “ช่วยกันพาไปปฐมพยาบาลให้รู้สึกตัวก่อน ส่วนเธอก็ไปล้างตัวซะ ฉันจะเรียกตาวฤกษ์มาจัดการ” สั่งเสร็จ ปาริชาตตรงไปที่ห้องเก็บอัฐิยกมือไหว้น้ำตาคลอเบ้า

    “อย่าให้เกิดเรื่องร้ายๆขึ้นเลย ดิฉันอยากเห็นเรือนพะยอมสงบสุขเจ้าค่ะ” พูดไม่ทันขาดคำหน้าต่างบานหนึ่งถูกลมกระชากเปิดแล้วปิดเองได้ ปาริชาตสะดุ้งโหยงรีบออกจากห้องแทบไม่ทัน ผีคุณหญิงมุกกับท่านเจ้าคุณปรากฏตัวขึ้นต่างส่ายหน้าระอาใจกับพฤติกรรมของผีแม่จิต...

    ฝ่ายจารุวรรณอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย หยิบยาขวดเล็กๆขวดนั้นในกระเป๋าถือขึ้นมาดู หวังจะใช้มันจัดการกับรสิกาหลังจากที่พลาดไปคราวที่แล้ว พลันขวดยาเปลี่ยนไปเป็นดอกพะยอม เธอตกใจจะโยนทิ้งแต่มันติดแน่นสะบัดอย่างไรก็ไม่ออก ผีแม่จิตมองสะใจก่อนจะหายเข้าผนังห้อง ทันทีที่ผีหายวับขวดยากลับมาอยู่ในสภาพเดิม จารุวรรณรีบโยนขวดยาลงกระเป๋ามองด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

    ooooooo

    วฤกษ์เรียกรสิกามาชำระความที่ห้องโถงโดยมีทุกคนมาร่วมฟังอยู่ด้วย เธอยอมรับผิดทุกอย่างแต่อย่าถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้นเธอเองก็ตอบไม่ได้เพราะตอนทำไม่รู้ตัว จารุวรรณยุให้เขาไล่เธอออก แต่เขากลับลงโทษให้เธอไปทำงานที่ไร่พนาเวทเจ็ดวัน ถ้าพฤติกรรมยังไม่ดีขึ้นจะพิจารณาโทษหนักกว่านี้

    “ฉันเข้ามาทำงานนี้ในฐานะครูพี่เลี้ยงของคุณมิวไม่ใช่พนักงานในไร่พนาเวท โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย ถ้าฉันขาดคุณสมบัติที่จะเป็นครูพี่เลี้ยงแล้ว ฉันขอลาออก”

    “ฉันไม่ให้ออก” วฤกษ์เสียงกร้าว รสิกายืนยันตัวเองมีสิทธิ์จะลาออกได้ ระหว่างนั้นแก้วตาวิ่งหน้าตั้งเข้ามาแจ้งว่าคุณย่ามะลิเรียกวฤกษ์ขึ้นไปพบด่วน จารุวรรณจะขอตามไปด้วย เขาเตือนว่าท่านเรียกเขาคนเดียวให้เธอรออยู่ที่นี่ก่อน ขืนดึงดันไปด้วยจะทำให้คุณย่าไม่พอใจ เธอถึงได้ยอมทำตาม...

    คุณย่ามะลิไม่ยอมให้รสิกาหรือคุณพะยอมของท่านไปไหนทั้งนั้น ถ้าจารุวรรณอยากจะเรียกร้องหาความยุติธรรมก็ให้ไปหาที่อื่น...

    ในเมื่อคุณย่าขอมา วฤกษ์ก็ไม่กล้าขัด ดังนั้นจะไม่มีการลงโทษใดๆต่อรสิกา แต่เธอต้องไปทำงานที่ไร่พนาเวทตามคำสั่งของเขา จารุวรรณไม่พอใจที่รสิกาไม่โดนลงโทษแต่ไม่กล้าแสดงออก

    “แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว ดรลดูแลเรื่องงานให้รสิกาด้วยนะ”

    “ครับ...ผมคงต้องหางานที่ทำให้คุณรสิกาได้อยู่ใกล้ชิดพี่วฤกษ์น่ะแหละครับ ไม่มีตำแหน่งไหนจะดีเท่ากับเลขาฯ ท่านผู้อำนวยการบริษัทพนาเวทจำกัด คุณจารุวรรณคงเห็นด้วยนะครับ”

    รสิการับคำหนักแน่น “ฉันจะทำงานตามคำสั่งทุกอย่างค่ะคุณดรล”

    จารุวรรณอยากจะร้องกรี๊ดๆให้บ้านแตกแต่เห็นสายตาของปาริชาตที่ตวัดมองจำต้องเก็บปากเก็บคำ...

    ทางฝ่ายผีพระยาสุนทรพนาเวทกับคุณหญิงมุกเรียกผีแม่จิตมาตำหนิที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย เธออ้างว่าจารุวรรณชอบข่มขู่วางอำนาจเหนือแม่พะยอม เธอก็เลยต้องกำราบไว้บ้าง ผีคุณหญิงบ่นอุบ

    “เบื่อนัก กูจะทำให้กงการของมึงจบสิ้นสักที คืนนี้มึงพาแม่พะยอมมาที่นี่ กูนี่แหละจะเปิดอดีตให้มันเอง”

    “กลัวเสียแต่ว่าเขารู้ว่ามึงทำระยำตำบอนไว้อย่างใดก็จะยิ่งเกลียดมึงเข้าไส้กว่าเดิม”

    ผีคุณหญิงมุกเห็นด้วยกับผู้เป็นสามี เตือนให้ผีแม่จิตคิดดูให้ดีๆ ผีแม่จิตยอมให้แม่พะยอมเกลียดชัง ขออย่างเดียวให้ตนได้ขอโทษและเธอยอมยกโทษให้เป็นพอ

    “ตามใจ ถ้าเช่นนั้นกูจะช่วยมึงเอง ฮึ คราวนี้จะได้รู้กันว่าใครมีกรรมเกาะเกี่ยวกับใครอย่างใดบ้าง”

    ooooooo

    ดึกคืนเดียวกันหลังจากที่รสิกาหลับสนิท ผีแม่จิตพาเธอย้อนอดีตไปยังเรือนพะยอมเมื่อร้อยปีก่อนซึ่งตอนนั้นเรือนหลังนี้มีชื่อเรียกว่า “เรือนเจ้าคุณ” รสิกามาปรากฏตัวที่มุมหนึ่งของเรือนเห็นคุณหญิงมุกในชุดไทยสมัย รัชกาลที่ 7 ออกมาจากห้องด้านใน มีแจ่มบ่าวคนสนิทตามมาด้วย

    บ่าวไพร่ที่นั่งทำงานอยู่พากันก้มหน้างุดเกรงกลัวบารมีของท่าน แม่พะยอมกับแม่จิตในสภาพโทรมสวมชุดชาวบ้านธรรมดานั่งก้มหน้าอยู่อีกมุมหนึ่ง คุณหญิงมุกสั่งงานให้เทียบไปจัดการเรียบร้อยก็หันมาทางแจ่ม

    “นังแจ่ม ตามสองคนนั้นไปพบฉันที่ศาลาท่าน้ำ”...

    หลังจากซักประวัติคร่าวๆของสองสาวแล้ว ทำให้คุณหญิงมุกทราบว่าแม่จิตเป็นลูกของเกลอร่วมน้ำสาบานกับพระยาสุนทรพนาเวทซึ่งเคยออกรบในสงครามปราบขบถที่หัวเมืองฝ่ายเหนือด้วยกัน ส่วนแม่พะยอมเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แม่ของเธอเป็นน้าแท้ๆของแม่จิต

    พอดีที่หมู่บ้านของสองสาวมีโรคห่าลงก็เลยต้องหนีมาพึ่งใบบุญท่านเจ้าคุณถึงที่นี่ คุณหญิงมุกไม่ค่อยจะชอบใจท่าทางไม่ยอมก้มหัวให้ใครของแม่จิตจนถึงขั้นลงไม้ลงมือด้วย แม่พะยอมต้องขอร้องท่านอย่าทำอะไรพี่สาวของตนเลย แล้วกราบขอโทษแทน

    “ถ้าอย่างนั้นสอนให้พี่สาวเอ็งระวังปากระวังคำไว้บ้างที่นี่ไม่ใช่บ้านป่าไกลปืนเที่ยงอย่างที่เอ็งจากมา” คุณหญิงมุกพูดจบลุกออกไป แจ่มจะตามแต่นึกขึ้นได้หันกลับมา

    “แล้วจำไว้ด้วยนะ อย่าฟ้องท่านเจ้าคุณเรื่องที่เอ็งถูกตบอีจิต หาไม่มึงจะเจ็บตัวมากกว่านี้ ตามมานี่”

    รสิกาที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ มองตามสองพี่น้องที่เดินตามแจ่มไปด้วยความสงสาร ยิ่งเห็นคุณหญิงมุกให้แจ่มจัดที่อยู่ให้ที่เรือนบ่าวไพร่ถึงกับน้ำตาซึม...

    ตกค่ำถึงเวลากินอาหารแต่พฤกษ์กับภูมิลูกชายของพระยาสุนทรพนาเวทกับคุณหญิงมุกยังไม่กลับจากทำงาน เธอก็เลยชวนให้ท่านเจ้าคุณกินข้าวกันก่อนไว้ทั้งคู่กลับมาเมื่อไหร่ค่อยให้เทียบจัดสำรับให้ใหม่

    จากนั้นไม่นาน พฤกษ์และภูมิในชุดข้าราชการก้าวเข้ามาในบริเวณบ้าน แม่จิตโผล่หน้ามาจากหลังพุ่มไม้ มองพฤกษ์ด้วยสายตาชื่นชม หลงรักตั้งแต่แรกเห็น เธอมองตามเขาเดินนำภูมิขึ้นเรือนใหญ่อย่างพึงพอใจ รสิกาเห็นใบหน้าของพฤกษ์ชัดๆ ถึงกับตะลึงเพราะเหมือนวฤกษ์ไม่มีผิดเพี้ยน

    ooooooo

    สองหนุ่มมาทันได้กินมื้อเย็นพร้อมพ่อกับแม่ คุณหญิงมุกแจ้งว่ากินอาหารเสร็จแล้ว จะให้ท่านเจ้าคุณสอบสวนบ่าวคนใหม่ พฤกษ์ทักท้วงหลวงท่านมีพระราโชบายดุลข้าราชการออก บ้านเมืองฝืดเคืองอยู่ในภาวะข้าวยากหมากแพง ทำไมคุณแม่ถึงรับบ่าวคนใหม่เข้ามาอีก

    “แม่ไม่ได้อยากรับ แต่มันอ้างว่าเป็นลูกสาวเกลอเก่าของคุณพ่อ แม่ก็เลยจำใจ ไม่เชื่อลองถามอีแจ่มดู”

    “จริงเจ้าค่ะ มันอ้างว่าพ่อมันเคยออกรบร่วมสงครามกับท่านเจ้าคุณด้วยเจ้าค่ะ”

    พระยาสุนทรพนาเวทเอะใจ วางช้อนส้อมลุกออกไปทันทีโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของคุณหญิงมุกที่ให้กินข้าวให้เสร็จก่อน พฤกษ์อาสาจะไปดูท่านให้เองบอกให้ภูมิดูแลคุณแม่อยู่ที่นี่แล้วรีบเดินตาม

    “บ่าวตามไปดูท่านเจ้าคุณเองเจ้าค่ะ ถ้าอีจิตมันปากดีนัก แจ่มจะกราบเรียนให้คุณหญิงทราบนะเจ้าคะ” แจ่มรีบลุกออกไป รสิกามองอย่างสนใจก่อนจะเดินตามไปอีกทอดหนึ่ง...

    ครั้นพระยาสุนทรพนาเวททราบว่าแม่จิตเป็นลูกของทิดแจ้งเกลอเก่าที่เคยช่วยชีวิตไว้ก็ไม่พอใจที่ให้ลูกเกลอมานอนเรือนบ่าวไพร่ สั่งให้แจ่มไปจัดที่นอนให้บนเรือนใหญ่คืนนี้เลย แม่จิตกับแม่พะยอมรีบยกมือไหว้ทั้งพฤกษ์และท่านเจ้าคุณที่เมตตา แม่จิตเห็นสายตาที่พฤกษ์มองแม่พะยอมไม่กะพริบก็ไม่ค่อยจะชอบใจนัก เพราะตัวเองหมายตาเขาไว้ก่อนแล้ว...

    สักพัก พระยาสุนทรพนาเวทกับพฤกษ์กลับมาที่ห้องกินข้าว คุณหญิงมุกบอกข่าวดีกับสองพ่อลูกว่าภูมิเจอคุณหญิงทิพย์ที่กระทรวงเห็นว่าพรุ่งนี้จะแวะมากินอาหารค่ำกับเรา แล้วนึกขึ้นได้หันไปถามภูมิว่าแม่จันทร์จะมาด้วยหรือเปล่า เขาคิดว่าเธอคงไม่พลาด คุณหญิงมุกมองลูกชายคนโตสีหน้าเปื้อนยิ้ม แต่เขากลับเสยกน้ำขึ้นดื่ม รสิกาที่ยืนฟังอยู่อดสงสัยไม่ได้ แม่จันทร์กับคุณหญิงทิพย์เป็นใครกัน พลันมีเสียงแจ่มดังขึ้น

    “เบาๆ นั่นน่ะเตียงนะยะอีจิตไม่ใช่ยุ้งข้าวที่เรือนของหล่อนที่หัวเมือง”

    รสิกาตามเสียงนั้นไปโผล่อีกห้องหนึ่ง เห็นแม่จิตกำลังสนุกกับการนั่งขย่มเตียงที่มีฟูกหนาปูอยู่

    “ก็เกิดมาไม่เคยนอนฟูกหนาๆอย่างนี้นี่หว่า”

    แม่พะยอมรีบดึงมือพี่สาวลงจากเตียง แต่เธอขอสนุกอีกหน่อยเพราะต่อไปจะยกเตียงให้แม่พะยอมนอนคนเดียว ส่วนเธอจะลงไปนอนที่พื้นเนื่องจากถนัดนอนพื้นกระดานมากกว่า แม่พะยอมไม่ยอมนอนบนเตียงคนเดียวถ้าแม่จิตนอนพื้น ตนก็จะนอนพื้นด้วย แจ่มถึงกับร้องอ้าว แล้วจะเอาเตียงตั้งไว้ให้เทวดานอนหรือ

    “เอ่อ...ผู้ชายคนที่มากับท่านเจ้าคุณน่ะใครรึ”

    “ลูกชายคนโตของท่าน ถามทำไมวะ ถ้าคิดอาจเอื้อมไปถึงคุณพฤกษ์น่ะ ล้างขี้โคลนที่เปื้อนตัวมึงให้หมดก่อน คุณพฤกษ์น่ะเขามีคู่หมายแล้วโว้ย เป็นลูกสาวพระยาเหมือนกัน”...

    ด้านคุณหญิงมุกประกาศชัดเจนต้องการให้พฤกษ์ร่วมหอลงโรงกับแม่จันทร์ลูกสาวของคุณหญิงทิพย์ เนื่องจากเหมาะสมกันทุกประการ พฤกษ์รีบออกตัวว่าไม่ได้รักเธออย่างนั้น คุณหญิงมุกมั่นใจอยู่ไปก็รักกันเอง ให้ดูพ่อกับแม่เป็นตัวอย่าง ได้เห็นหน้ากันก็วันแต่งงานยังรักกันจนปูนนี้

    “ปลูกเรือนต้องตามใจผู้อยู่ โบราณว่าไว้นะคุณหญิง” พระยาสุนทรพนาเวทท้วง

    “นั่นน่ะโบราณ แต่สำหรับคุณหญิงสุนทรพนาเวทคนนี้ไม่ใช่ ถ้าต้องการอะไรก็ต้องได้ตามนั้น”...

    นอกจากพระยาสุนทรพนาเวทจะให้ย้ายแม่จิตกับแม่พะยอมขึ้นมานอนบนเรือนใหญ่แล้ว ยังสั่งให้ทั้งคู่มากินข้าวร่วมโต๊ะประหนึ่งลูกหลานด้วย เนื่องจากทิดแจ้งพ่อของแม่จิตเป็นเกลอผู้มีพระคุณซึ่งเคยช่วยชีวิตท่านไว้ คุณหญิงมุกไม่พอใจถ้าถึงขนาดจะให้ร่วมสำรับด้วยเห็นทีตนคงต้องกินข้าวคนเดียว

    “คงทนเหม็นคราบโคลนอีพวกหัวเมืองไม่ได้ อีแจ่ม...พากูกลับห้อง” พูดจบคุณหญิงมุกลุกออกไป...

    วันรุ่งขึ้น พฤกษ์กำลังจะไปใส่บาตรเจอแม่พะยอมเดินเลี้ยวมาจากอีกทางหนึ่ง ทั้งคู่ต่างมองสบตากันนิ่งงัน เขาได้สติก่อนชวนเธอไปใส่บาตรด้วยกัน เนื่องจากวันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเขา แม่จิตมาทันได้ยินพอดีรีบหลบมุมแอบฟัง แม่พะยอมเกรงจะไม่เป็นการสมควร เชิญเขาไปใส่บาตรกับคุณพ่อคุณแม่ของเขาจะดีกว่า

    “เธอนั่นแหละ คนอื่นเขาใส่กันทุกวันแล้ว คุณแม่ก็คงคิดแต่เรื่องงานเลี้ยงเย็นนี้ จะได้รู้ไงว่าพระท่านพายเรือมารับบาตรกี่โมง ต่อไปแม่พะยอมอาจต้องทำหน้าที่แทนทุกคนที่เรือนนี้”

    “หากคุณพฤกษ์เห็นเช่นนั้น ดิฉันก็คงปฏิเสธไม่ได้”

    แม่จิตซึ่งแอบดูอยู่ผิดหวังมากที่เห็นทั้งคู่มองสบตากันอย่างลึกซึ้ง

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 18:56 น.