ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เรือนพะยอม

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ที่ครัวของเรือนพะยอม แก้วตากับนิ่มนวลกำลังเม้าท์เมามันเรื่องจารุวรรณให้ป้าผ่องกับนายแสงฟัง

    “โอ๊ย นี่ดีนะไม่เห็นภาพสวีตหวานของคุณวฤกษ์กับคุณครูรสิกา ถ้าเห็นใส่บาตรด้วยกันคงอกแตกตาย”

    รสิกาเข้ามาทันได้ยินทำอะไรไม่ถูกจะหันหลังกลับแต่นายแสงเห็นเสียก่อน ร้องทักว่าเป็นอย่างไรบ้าง ใส่บาตรแล้วสบายใจขึ้นไหม เธอพยักหน้ารับคำ ป้าผ่องกระเซ้า มีข่าวดีเมื่อไหร่อย่าลืมบอกกันบ้าง รสิกางงไม่เข้าใจว่าพูดเรื่องอะไร ป้าผ่องยังไม่ทันจะว่าอะไร แมวเดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามา

    “ใครก็เถอะ ทำให้คุณวรรณอยู่บ้านนี้ไม่ได้ก็คงอยู่เป็นสุขไม่ได้เช่นกัน” แมวปรายตามองรสิกาซึ่งไม่สนใจจะเสวนาด้วย รินน้ำใส่แก้วแล้วเดินออกมา แก้วตาโวยกลับถ้าหมายถึงพวกตน แมวคงต้องกลับไปส่องกระจกดูเงาตัวเองก่อน เธอไม่ได้หมายถึงแก้วตาแต่หมายถึงยัยครูพี่เลี้ยง

    “นังนี่ลามปาม เมื่อเช้าใส่บาตรกับคุณวฤกษ์กะหนุงกะหนิง ยัยจารุวรรณของเอ็งน่ะตกกระป๋องแล้วโว้ย” นายแสงว่าแล้วหัวเราะชอบใจ แก้วตา ป้าผ่องกับนิ่มนวลหัวเราะรับกันเป็นทอดๆอย่างสนุกสนาน...

    ทางฝ่ายรสิกาเห็นทุกคนกำลังอยู่ในครัวรีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หากมลรัตน์ ขอให้พาไปคุยกับคุณยายของเพื่อน อยากจะสอบถามท่านถึงเรื่องราวในอดีตของเรือนพะยอม ท่านน่าจะรู้เรื่องดีกว่าใคร

    “เรือนพะยอมเหรอ!” กมลรัตน์ร้องเอะอะโดยไม่รู้ว่ากรรณิการ์ยืนฟังอยู่ข้างหลังสีหน้าเคร่งเครียด...

    กรรณิการ์ไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ เรียกตัวกมลรัตน์ไปชำระความที่ห้องทำงานคาดคั้นให้บอกว่าเมื่อครู่นี้คุยโทรศัพท์กับใคร ทำไมต้องเอ่ยถึงเรือนพะยอมด้วย กมลรัตน์ได้แต่อึกอักไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร ก่อนที่เธอจะถูกกรรณิการ์เล่นงานไปมากกว่านี้ ภานุวัตใช้ความกะล่อนเข้ามาช่วยพูดจนกรรณิการ์คลายความสงสัยและไม่ติดใจอะไรอีก กมลรัตน์ขอบคุณเขามากที่มาช่วยเหลือไว้ทันไม่อย่างนั้นเรื่องยาวแน่...

    ฝ่ายจารุวรรณขับรถออกจากเรือนพะยอมด้วยความแค้นแน่นอก ยิ่งนึกถึงคำพูดของวฤกษ์ที่ว่าคำสั่งของคุณย่าถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ก็ยิ่งเจ็บใจ

    “คอยดูเถอะถ้าฉันได้เข้าไปอยู่ในเรือนพะยอมเมื่อไหร่จะเผาไอ้ห้องนั้นทิ้งเลย บ้าบอเก็บอะไรไม่เก็บ เก็บกระดูกผี” ปากเสียจบ เครื่องยนต์รถเกิดกระตุกสองทีแล้วดับไปดื้อๆ จารุวรรณต้องเบนรถจอดข้างทาง ลองสตาร์ตใหม่ก็ไม่ติด จะทุบพวงมาลัยรถระบายอารมณ์ เหลือบเห็นผีแม่จิตทางกระจกส่องหลังตกใจร้องลั่น

    ครั้นตั้งสติได้ จารุวรรณค่อยๆเหลือบมองกระจกส่องหลัง พบแต่ความว่างเปล่า ลองสตาร์ตรถอีกครั้ง ปรากฏว่าสตาร์ตติด เธอพึมพำปลอบใจตัวเอง

    “ฉันไม่กลัวหรอก คนอย่างฉันไม่เคยกลัวอะไร”

    ooooooo

    รสิกาอยากรู้เรื่องคุณหญิงมุกผู้หญิงที่เห็นในความฝันของตัวเอง แต่ไม่รู้จะไปถามใคร ตัดสินใจจะไปขอความกระจ่างจากคุณย่ามะลิ ปาริชาตไม่ยอมให้เธอพบ วฤกษ์ผ่านมาได้ยินรีบหลบมุมแอบฟัง

    รสิกายืนกรานจะต้องพบกับท่านให้ได้ แล้วก้าวขึ้นบันไดจะไปหา ปาริชาตร้องห้ามไว้

    “รับรองว่าดิฉันไม่ทำอะไรให้ใครในเรือนพะยอมเดือดร้อนแน่ ดิฉันเพียงแต่ต้องการทราบอะไรบางอย่างเท่านั้น ขอโทษนะคะ” รสิกาก้าวขึ้นบันไดต่อ ปาริชาตพูดเสียงดังไล่หลังว่าไม่มีใครบอกเธอหรืออย่างไรว่าตนสั่งห้ามเธอขึ้นไปบนเรือนไทย แล้วเรียกเสียงเข้มให้ลงมา

    “ดิฉันทราบค่ะว่าคุณปาริชาตห้ามดิฉันขึ้นบนเรือนไทย ดิฉันก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน คุณปาริชาตจะพอกรุณาบอกดิฉันหน่อยได้ไหมคะ”

    “ไม่จำเป็น เมื่อวานจารุวรรณโดนตาวฤกษ์ไล่เพราะขึ้นไปยุ่มย่ามที่ข้างบน เธอคงไม่อยากมีสภาพเดียวกันกับจารุวรรณใช่ไหม”

    คุณย่ามะลิได้ยินเสียงเอะอะ สั่งให้แก้วตาไปดู พอรู้ว่ารสิกาหรือคุณพะยอมของคุณย่าจะขอพบก็บอกให้ขึ้นมาได้ อีกทั้งยังไล่แก้วตาให้ลงไปข้างล่าง ท่านจะขอคุยกับคุณพะยอมตามลำพัง...

    ที่โถงบันไดชั้นล่าง วฤกษ์บอกกับปาริชาตว่าถ้าตนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็จะอนุญาตให้รสิกาไปพบกับคุณย่ามะลิ ปาริชาตนิ่วหน้าแปลกใจ เมื่อวานตนเห็นเขาไล่จารุวรรณลงมา ก็เลยคิดว่าไม่ต้องการให้รสิกาขึ้นไปวุ่นวายเช่นกัน เขาอธิบายว่าสองคนนี้แตกต่างกัน

    “คุณย่าเมตตารสิกา แต่ไม่ชอบจารุวรรณ อะไรที่คุณย่าไม่ชอบ ผมจะไม่ยอมให้เกิดขึ้น”

    “แน่ใจเหรอว่าคุณย่าเมตตารสิกา อากลัวว่าจะทำให้ท่านยิ่งหลงพร่ำเพ้อแต่เรื่องในอดีต”

    วฤกษ์กลับเห็นตรงข้ามว่ารสิกาน่าจะทำให้คุณย่ามีความสุขมากกว่า เป็นจังหวะที่แก้วตาลงมาพอดี ปาริชาตถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าถูกคุณย่าไล่ตนลงมาจะได้คุยกับรสิกาสะดวกๆ วฤกษ์ยิ้มแฉ่ง

    “ผมเรียนคุณอาแล้วว่าคุณย่าต้องมีความสุขที่ได้คุยกับรสิกา ขอตัวก่อนนะครับ” วฤกษ์ผละจากไป แก้วตารายงานเพิ่มเติมว่า คงห้ามคุณท่านยาก พอเห็นรสิกาเท่านั้นหน้าตาสดใสขึ้นมาทันที

    “เรียกครูรสิกาว่าคุณพะยอมทุกคำเลย”...

    ไม่ใช่แค่หน้าตาสดใสเท่านั้น คุณย่ามะลิยังชวนรสิกาเข้าไปกราบอัฐิพระยาสุนทรพนาเวทกับคุณหญิงมุกถึงในห้องเก็บอัฐิอีกด้วย หญิงสาวมองตะลึงกับรูปภาพของท่านทั้งคู่ที่อยู่ตรงหน้า

    “ลูกหลานกลับมาอยู่ที่เรือนเจ้าค่ะ ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงเมตตาคุณพะยอมด้วยนะเจ้าคะ”

    “ท่านเป็นใครหรือคะคุณท่าน”

    “ไว้วันหนึ่งฉันจะเล่าให้ฟัง วันนี้ฉันแค่พาเธอมากราบท่านเท่านั้น ไปกันเถอะคุณพะยอม”

    รสิกาประคองคุณย่ามะลิออกไป ที่ด้านหลังทั้งคู่ผีท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงมุกปรากฏตัวขึ้นมองตามเขม็ง

    ooooooo

    ดรลรู้เรื่องที่แม่ไม่ยอมให้รสิกาขึ้นไปพบคุณย่ามะลิก็เล่าสาเหตุให้วฤกษ์ฟังว่าแม่ไปหาหลวงพ่อที่วัดป่า ท่านบอกว่าทุกอย่างมีเหตุ มีปัจจัยในตัวทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ วฤกษ์ไม่เข้าใจอะไรคือเหตุ อะไรคือปัจจัย ดรลเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ตนยิ่งห่างพระห่างวัดอยู่ด้วย แต่ไม่รู้ว่าแม่คิดอะไรอยู่

    “ตั้งแต่วันนั้น คุณแม่ก็สั่งห้ามไม่ให้รสิกาขึ้นไปบนเรือนคุณย่า...” ดรลพูดยังไม่ทันจบ วฤกษ์เป็นห่วงรสิกาขึ้นมาทันทีก้าวฉับๆไปที่เรือนไทย...

    รสิกาประคองคุณย่ามะลิมานั่งที่เตียง ทั้งคู่ไม่ทันเห็นรถเข็นของคุณย่าขยับได้เพราะผีคุณหญิงมุกปรากฏตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้เข็นตัวนั้น มองมาที่ทั้งคู่อย่างสนใจ รสิกาอดใจไม่ไหวถามว่าสองท่านในรูปที่คุณย่าให้เธอกราบเมื่อครู่นี้เป็นใคร ได้ความว่านั่นคือท่านพระยาสุนทรพนาเวทกับคุณหญิงมุกผู้เป็นภริยา รสิกานึกถึงภาพในความฝัน แต่ยังไม่ทันจะว่าอะไร วฤกษ์เข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

    “ผมมาลาคุณย่าไปทำงานครับ...รสิกา ฉันมีธุระต้องคุยกับเธอ”...

    เมื่อมาถึงห้องโถงด้านล่าง วฤกษ์อธิบายว่าที่ไปตามตัวรสิกามาก็เพราะอยากรู้ว่าทำไมเธอถึงต้องการพบคุณย่าให้ได้เช้าวันนี้ เธอไม่อยากเล่าเพราะเห็นดรลอยู่แถวนั้นก็เลยบ่ายเบี่ยง อ้างไม่พร้อมที่จะพูดถึง แล้วเดินหนี เขารีบเดินตาม ดรลขยับจะตามไปด้วยแต่ปาริชาตซึ่งแอบฟังอยู่ตลอดร้องเรียกเอาไว้ไม่ให้ไปยุ่ง

    “ผมไม่อยากให้เรือนพะยอมมีปัญหา ที่ผ่านมาเรือนพะยอมก็เจอเรื่องร้ายมามากพอแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องการตายของพ่อ แม่ ยัยมิวหรือว่า...วิยะดา”

    “ยังไม่ลืมเรื่องนั้นอีกเหรอ ดรล”

    ดรลจะลืมผู้หญิงที่ตัวเองรักสุดหัวใจได้อย่างไร แล้วขอตัวไปทำงานก่อน...

    รสิกาหนีเข้าห้องตัวเองปิดประตูล็อก วฤกษ์พยายามเคาะเรียกให้ออกมาคุยกันก่อนแต่เธอไม่ยอมออก จังหวะนั้นนิ่มนวลถือแก้วน้ำส้มคั้นเข้ามา เขารีบจุ๊ปากไม่ให้ส่งเสียง แล้วแกล้งบอกรสิกาว่าถ้าไม่ออกมาก็ไว้คุยกันตอนเย็น เขาขอตัวไปทำงานก่อน รสิกาโล่งอกที่เขาไปได้เสียได้

    วฤกษ์เจ้าเล่ห์พยักพเยิดกับนิ่มนวลอย่างรู้กัน เธอจัดแจงเคาะประตูเรียกรสิกามาเปิดรับ เธอเอาน้ำส้มมาให้ รสิกาหลงกลเปิดประตูให้ พอเห็นเขายืนอยู่หลังนิ่มนวลก็รู้ทันทีว่าถูกหลอก นิ่มนวลส่งแก้วน้ำส้มคั้นให้แล้วผละจากไป รสิกาจะปิดประตูแต่วฤกษ์เอาเท้าขวางไว้

    “ดรลไปทำงานแล้ว ฉันไม่ชอบขับรถคนเดียว ช่วยนั่งไปเป็นเพื่อนหน่อย บ่ายๆค่อยกลับมา”

    ทีแรกรสิกาทำท่าจะไม่ยอมไปด้วย แต่สุดท้ายทนเสียงรบเร้าของวฤกษ์ไม่ไหว...

    จารุวรรณไม่ยอมให้ผีมาเป็นอุปสรรคในการจะครอบครองวฤกษ์ จึงแวะไปที่วัดแห่งหนึ่งเพื่อขอของขลังไว้ป้องกันผี กลับถูกหลวงพี่เทศน์ให้ฟัง จารุวรรณออกจากวัดอย่างหงุดหงิดใจที่ท่านไม่ยอมช่วย

    ooooooo

    นเรนทร์หัวเสียเล่นงานละมัยยกใหญ่ที่ปล่อยให้จารุวรรณหายไปตั้งแต่เมื่อวานแต่ไม่โทร.รายงานให้เขารู้ เธอไม่กล้าไปยุ่งจะบอกจะพูดอะไรก็คงไม่เข้าหูเพราะจารุวรรณเห็นเธอเป็นแค่คนรับใช้

    “แล้วทำไมไม่โทร.บอกผม”

    “แล้วทำไมคุณไม่โทร.หาแม่นั่นเองล่ะคะ นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเลี้ยงคุณหนูมา ป้าคงไม่อยากอยู่ที่นี่แล้วล่ะ ที่อยู่ก็เพราะรัก...รักคำเดียวเลย” พูดได้แค่นั้นละมัยก็ปล่อยโฮเดินปาดน้ำตาออกไป นเรนทร์ได้แต่ส่ายหน้าเหนื่อยใจ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาจารุวรรณแต่ไม่มีใครรับสาย...

    จารุวรรณปล่อยให้สายเรียกเข้าจากนเรนทร์ดังอยู่อย่างนั้นจนสายตัดไปเอง สักพักมีสายเรียกเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้แมวโทร.มา เธอรีบกดรับ แมวต่อว่าว่าไปอยู่ที่ไหนถึงปล่อยให้รสิกานั่งรถไปไร่พนาเวทกับวฤกษ์สองต่อสอง จารุวรรณวางสายแล้ววกรถกลับทันที...

    ระหว่างทางไปไร่พนาเวท วฤกษ์บอกถึงเหตุผลที่ชวนรสิกามาด้วย เผื่อธรรมชาติสวยๆที่ไร่จะทำให้เธอสดชื่นสบายใจขึ้นได้บ้าง เธอแก้ตัวว่าไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่เขาว่าสักหน่อย เขาเข้าใจผิดไปเอง

    “วิ่งโร่ไปปรึกษาคุณย่าตั้งแต่เช้าตรู่ ยังบอกไม่มีปัญหาอีกเหรอ ฉันเป็นหลานแท้ๆยังไม่กล้าเสียมารยาทรบกวนคนแก่แต่เช้าเหมือนเธอเลย มีอะไรก็เล่าให้ฟังบ้าง ฉันไม่ได้คาดคั้นเธอในฐานะนายจ้างหรอกนะ แต่ในฐานะคนที่ห่วงใยเธออย่างจริงใจ” น้ำเสียงอ่อนโยนของวฤกษ์ทำให้รสิกาใจอ่อนยวบ ยอมเปิดปากเล่าให้ฟังว่าตัวเองฝันร้ายซ้ำซากถึงใครบางคนก็เลยอยากคุยกับคุณย่ามะลิ เขากระเซ้าดูละครมากไปหรือเปล่า

    “นี่ไง ทำไมฉันถึงไม่อยากเล่าให้คุณฟัง เพราะรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องไม่เชื่อ”

    วฤกษ์ไม่วายกระเซ้าอีก ที่ว่าฝันซ้ำซากฝันถึงเขาด้วยหรือเปล่า รสิกาหันมาแขวะหลงตัวเองหรือเปล่า แล้วเมินหน้ามองไปทางนอกรถ วฤกษ์ขับรถไปอมยิ้มไปมีความสุข แต่ต้องหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อมาถึงไร่พนาเวทเห็นคนงานจับกลุ่มกัน บางคนถือปืน บ้างก็ถือมีดถือไม้เตรียมจะขึ้นรถกระบะ วฤกษ์ลงจากรถมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ดรลรายงานว่ามีคนบุกรุกไร่ของเราที่ดอยลูกโน้นเข้ามายิงปืนจนคนงานแตกตื่นกันหมด

    “พวกผมกำลังจะไปสู้กับมันพอดี” สวิงเสริม

    ดรลถามวฤกษ์จะเอาอย่างไรดี

    ทันทีที่รถกระบะแล่นมาจอดหน้าออฟฟิศไร่พนาเวท ผู้บุกรุกทำท่าจะโดดหนี ลูกน้องของสวิงคว้าตัวไว้ได้ เป็นจังหวะเดียวกับเหมยและรสิกาวิ่งออกมาจากด้านใน วฤกษ์ตะโกนลั่น

    “ถ้ามันคิดหนีก็ยิงทิ้งซะ...รสิกากลับเรือนพะยอม ดรลไปส่งด้วย” สั่งเสร็จประมุขไร่พนาเวทเดินหน้าเครียดเข้าข้างใน รสิกามองดรลสายตาเต็มไปด้วยคำถามก่อนจะตามเข้าไปต่อว่าวฤกษ์ทำไมต้องทำรุนแรงด้วย ถึงขนาดจะยิงทิ้งกันเลยหรือ วฤกษ์ยืนยันถ้าไม่ยิงมันก่อน มันอาจจะยิงเขาก็ได้

    “เธอรู้ไหม มันเข้ามายิงปืนในไร่พนาเวทเท่ากับว่ามันบุกรุก ถ้าฉันทำรุนแรงหรือฆ่ามันแล้วหมกในไร่ยังไม่มีคนรู้เลย” วฤกษ์กำลังของขึ้น การพยายามทักท้วงของรสิกาที่จะให้สอบสวนความจริงก่อนจึงไร้ผล แถมเขายังหยิบปืนขึ้นมาบรรจุกระสุนเพิ่มอีก แล้วเดินผ่านหน้าเธอออกไป รสิการีบเดินตาม

    จารุวรรณที่เพิ่งขับรถมาถึง ปรี่เข้าไปถามวฤกษ์ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมต้องถือปืนด้วย เขาสั่งให้เธอหลีกทาง วันนี้เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วเดินไปขึ้นรถกระบะขับออกไปราวกับจะแข่งกับพายุ

    ยัยน้าตัวแสบเสียหน้าที่วฤกษ์ไม่สนใจ ก็เลยพาลหาเรื่องรสิกาว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น

    “คุณจารุวรรณคิดว่าฉันมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้เรือนพะยอมวุ่นวายเชียวหรือคะ คงไม่มั้ง เท่าที่รู้เรือนพะยอมมีเรื่องยุ่งๆวุ่นๆมาตลอดไม่ใช่เหรอคะ”

    “แต่ก็ไม่วุ่นเท่าตอนนี้ ตอนที่เธอมาอยู่เรือนพะยอม” จารุวรรณโต้ไม่ยอมแพ้

    ดรลเข้ามาห้ามจารุวรรณให้หยุดว่าร้ายรสิกาได้แล้ว เธอไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักหน่อย แล้วชวนรสิกากลับ เขาต้องพาเธอไปส่งบ้านตามคำสั่งของวฤกษ์...

    ระหว่างทางกลับเรือนพะยอม รสิกาพยายามซักถามดรลว่าวฤกษ์ไปไหนทำไมต้องเอาปืนไปด้วย แต่เขาวุ่นกับการขับรถหนีรถของจารุวรรณที่ขับไล่หลังมาก็เลยไม่ยอมตอบคำถามอะไร ครั้นดรลขับรถมาจอดหน้าเรือนพะยอม รสิกาสอบถามเขาอีกครั้งว่าวฤกษ์ไปไหนกันแน่ ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อรู้ว่าวฤกษ์บุกไปบ้านโชติรส เพราะผู้บุกรุกที่จับตัวได้ให้การซัดทอดว่าคนบ้านนั้นส่งมา

    “โชติรส! แล้วคุณเชื่ออย่างนั้นหรือเปล่า”

    “อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละครับ แต่ผมยังไม่ปักใจเชื่อ...เอ๊ะ คุณรู้จักบ้านโชติรสด้วยเหรอครับ”

    รสิกาไม่ตอบคำถามเดินลิ่วเข้าข้างในด้วยความเป็นห่วงกมลรัตน์ พอเข้าห้องพักของตัวเองรีบปิดประตูคว้ามือถือขึ้นมาโทร.เตือนเพื่อนรักทันที

    ooooooo

    จากนั้นไม่นาน วฤกษ์ขับรถกระบะมาจอดหน้าประตูรั้วบ้านโชติรสกดแตรดังลั่นไม่ยั้ง สวิงกับลูกน้องมัวแต่ชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน ผู้บุกรุกสบช่องถีบคนงานที่เฝ้าตัวเองหงายหลังแล้ววิ่งหนี สวิงกับพวกพยายามไล่ตามไปจับตัวเกิดชกต่อยกันขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับกรรณิการ์และภานุวัตออกมาจากตัวบ้าน

    “ว้าย อะไรกันเนี่ย มาต่อยกันทำไมหน้าบ้านฉัน ไอ้วฤกษ์ ไอ้อันธพาล”

    ผู้บุกรุกวิ่งหนีเอาตัวรอดไปได้ สวิงกับพวกจะตามแต่ไม่ทัน ภานุวัตโวยวายลั่นเกิดบ้าอะไรขึ้นมา วฤกษ์ขอให้เปิดประตูให้ตนเข้าไปก่อน ตนแค่เอาคนของกรรณิการ์มาส่งเท่านั้น สองแม่ลูกงงคนที่ไหน

    “ก็ไอ้นักเลงที่คุณส่งไปยิงปืนในไร่ผมไง”

    กรรณิการ์เปิดประตูให้วฤกษ์เข้ามาพร้อมกับปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาไม่เคยคิดจะทำเรื่องเลวๆให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เขาโวยกลับถ้าไม่ใช่ฝีมือของบ้านโชติรสแล้วจะเป็นฝีมือใครในเมื่อเขาไม่มีศัตรูที่ไหน ภานุวัตถลามาคว้าคอเสื้อวฤกษ์จะต่อยฐานพูดจาสามหาว แต่เขาคว้ามือไว้แล้วผลักออก ทั้งสองคนแลกหมัดกันคนละตุ้บคนละตั้บ กรรณิการ์ร้องห้ามเสียงหลงไม่ให้มาฆ่ามาแกงกันในบ้านนี้

    “ไอ้ฆาตกร แกฆ่ายัยวีคนเดียวยังไม่พอ ยังจะฆ่าลูกชายฉันอีกเหรอ ออกไปจากบ้านฉันได้แล้วไป”

    “ผมขอเตือนคุณอานะครับ อย่าพูดพล่อยๆโดยไม่มีหลักฐาน จำไว้ถ้ายังคิดส่งคนไปก่อกวนที่ไร่พนาเวทอีก ผมจะไม่ให้อภัยคนบ้านโชติรสอีกต่อไป” พูดจบวฤกษ์เดินหน้าเครียดออกมา กรรณิการ์ตะโกนไล่หลัง

    “ไม่ต้องขู่หรอก อย่าให้ฉันหาหลักฐานได้ก็แล้วกัน รับรองว่าฉันต้องทำให้แกตายในตะรางแน่” กรรณิการ์โกรธจัดจนตัวเองจะเป็นลม กมลรัตน์ต้องเข้ามาประคอง เอาไว้...

    ฝ่ายผู้บุกรุกหนีรอดมาได้ก็รีบโทร.ไปรายงานนเรนทร์ว่าทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง วฤกษ์จะจับตนเองไปส่งให้กรรณิการ์แต่ตนหนีมาได้ ให้นเรนทร์ส่งคนมาช่วยตนด้วย นเรนทร์จะส่งคนไปรับพร้อมกับเงินหนึ่งก้อน ให้ไปกบดานที่อื่นสักพักก่อน เรื่องซาค่อยว่ากันอีกที

    “นายอย่าทิ้งผมนะไม่งั้นผมอดตายแน่ ผมทำงานอื่นไม่เป็น ผมอยากรับใช้นาย”

    “ใจเย็นๆฉันจะทิ้งแกกับพวกได้ยังไง ตราบใดที่ไอ้พวกไร่พนาเวทมันยังไม่เจ๊ง ฉันอยากเห็นมันพินาศ ล้มละลายต่อหน้าต่อตา” นเรนทร์มัวแต่คุยโทรศัพท์ไม่ทันเห็นละมัยแอบฟังอยู่ด้วยความเป็นห่วง...

    ละมัยรอจังหวะเหมาะตอนยกกาแฟเข้าไปให้นเรนทร์ ตัดสินใจจะพูดเรื่องไร่พนาเวท เขาของขึ้นทันที

    “ป้าพูดได้ทุกเรื่อง ผมไม่โกรธ แต่ห้ามพูดเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่ไอ้วฤกษ์หรอกรึที่มันประมูลพืชไร่การเกษตรแล้วก็อีกสารพัดเรื่องชนะเราทั้งหมด เตี่ยกับม้าหมดตัวจนตรอมใจตาย ทิ้งภาระไว้ให้ผมต้องสะสางมากมายป้าก็เห็น แล้วป้าจะไปเห็นใจมันทำไม รู้ไว้ด้วยอะไรที่เป็นของมันผมจะแย่งมาให้หมด ไปได้แล้ว”...

    ขณะดรลกำลังคุยกับปาริชาตเรื่องที่ไม่เชื่อว่ากรรณิการ์จะส่งคนมาป่วนที่ไร่ จารุวรรณพรวดพราดเข้ามา สองแม่ลูกหันมองแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเธอกลับมา เธอเห็นสายตาของทั้งคู่ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

    “ตราบใดที่ยัยมิวยังไม่ปลอดภัย ฉันก็จะอยู่ที่นี่ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” ว่าแล้วจารุวรรณเดินเชิดหน้าผ่านทั้งคู่ไป ดรลอดสงสัยไม่ได้ตามไปถามว่าทำไมถึงคิดว่าหนูมิวจะไม่ปลอดภัย เธอยืนยันตราบใดที่หนูมิวยังมีครูพี่เลี้ยงชื่อรสิกา ไม่มีวันอยู่อย่างปลอดภัย เขาขอให้ขยายความหน่อย

    “คนอย่างมันมีทางเลือกตั้งเยอะแยะ หน้าตาก็ดี หาผัวรวยๆได้สบาย ความรู้ก็สูงหางานทำก็คงไม่ยาก คุณสมบัติครบถ้วนขนาดนี้จะมาหมกตัวอยู่ที่นี่ทำไม เคยถามมันดูบ้างไหม”

    รสิกาโผล่พรวดออกมา “ถ้าสงสัยก็ถามฉันสิคะ คุณจารุวรรณ น่าเสียใจแทนคุณมิวนะคะที่มีน้าแบบนี้ จิตใจสกปรกมองคนอื่นในแง่ร้าย ชอบกดคนอื่นให้ดูต่ำ ถามจริงๆเถอะค่ะทำแล้วมีความสุขมากไหม”

    “คิดจะเปิดศึกกับฉันเหรอ” จารุวรรณสติแตกพุ่งเข้าใส่รสิกา ผีแม่จิตวูบมาขวางพร้อมกับผลักเธอกระเด็น จารุวรรณลุกขึ้นมาชี้หน้าหาว่ารสิกาทำร้าย คนถูกกล่าวหางง ยังไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำแล้วจะผลักเธอได้อย่างไร ให้ดรลเป็นพยานก็ได้ จารุวรรณมองไปรอบๆอย่างหวาดผวา ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าห้องปิดประตูล็อก

    ooooooo

    ดรลหนักใจแทนรสิกาเพราะรู้ดีว่าจารุวรรณคงไม่ยอมหย่าศึกง่ายๆ เจ้าตัวกลับไม่หวั่นเกรงใดๆ

    “ฉันอยู่ที่นี่เพราะรู้สึกผูกพันกับเรือนพะยอม ตราบใดที่ยังรู้สึกอย่างนี้อยู่ อะไรก็ขวางฉันไม่ได้ เว้นแต่คุณวฤกษ์จะไล่ฉันไปจากที่นี่”

    “ไม่มีทางหรอกครับ มีแต่พี่วฤกษ์จะให้คุณอยู่ที่นี่ตลอดไปต่างหาก ผมกลับไปที่ไร่ก่อนนะครับ ดูแลตัวเองด้วยนะรสิกา” ว่าแล้วดรลเดินไปขึ้นรถ รสิกามองตามรถของเขาที่แล่นออกไปจนลับสายตา...

    เกิดเหตุร้ายคราวนี้ วฤกษ์สั่งให้สวิงจัดเวรยามในไร่พนาเวทเพิ่มและให้เฝ้าระวังตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ระหว่างนั้น ดรลตามมาสมทบถามวฤกษ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขากับภานุวัตซัดกันคนละหมัดสองหมัด เจ็บเอาการอยู่แต่พวกนั้นก็ไม่ยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ดรลอยากให้เขากลับเรือนพะยอมไปดูแลรสิกา

    “ผมไม่อยากให้เธอเผชิญหน้ากับยัยจารุวรรณ รายนั้นคอยหาเรื่องอยู่ตลอดเวลา”วฤกษ์สีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด...

    ในเวลาต่อมา ขณะที่คุณย่ามะลิกำลังนั่งคุยกับรสิกาอยู่บนเรือนไทย วฤกษ์เข้ามากราบ ท่านร้องทัก ตามคุณพะยอมมาหรือ เขาไม่ได้ตามมาแต่ตามหา เพราะเดินหาทั่วบ้านแต่ไม่เห็น นึกขึ้นได้ว่าคงอยู่กับคุณย่า รสิกานิ่วหน้าสงสัยตามหาทำไม เขาแค่จะมาบอกว่าหนูมิวกลับมาแล้ว อย่าเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น

    “เข้าใจผิดอะไร” รสิกาเสียงห้วนใส่ คุณย่ามะลิหัวเราะชอบใจ

    “ไปด้วย รสิการออยู่ที่นี่นะ” พูดจบวฤกษ์วิ่งไปขึ้นรถกระบะแล้วนึกขึ้นได้สั่งให้สวิงไปหยิบปืนในลิ้นชักโต๊ะทำงาน สวิงหายเข้าไปในออฟฟิศอึดใจวิ่งกลับมาพร้อมปืน จากนั้นดรลขับรถพาทุกคนออกไปอย่างเร่งรีบ ไม่นานนักดรลขับรถมามุมหนึ่งของไร่ ทุกคนต่างแยกย้ายกันค้นหาผู้บุกรุก

    ค้นอยู่พักใหญ่ ในที่สุดกลุ่มของวฤกษ์ก็เจอพวกผู้บุกรุก สองฝ่ายยิงปะทะกันอย่างดุเดือด ผู้บุกรุกสู้ไม่ได้หนีไปขึ้นรถที่จอดซุ่มไว้ แต่มีผู้บุกรุกคนหนึ่งวิ่งแตกกลุ่ม ทำให้วฤกษ์กับพวกตามจับตัวได้ พอคาดคั้นให้บอกว่าใครเป็นคนจ้างวาน เขากลับโยนความผิดให้กรรณิการ์ว่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังทั้งที่ตัวเองเป็นคนของนเรนทร์ ดรลไม่เชื่อว่าเธอจะทำอย่างนั้น เตะต่อยให้เขาสารภาพความจริง วฤกษ์เข้าไปขวางไว้

    “พี่จะเอามันไปส่งเอง อ้ายหวิงกับพวกคุมตัวมันไว้ อย่าให้มันหนีรอดไปได้ล่ะ”

    ดรลยืนยันคำเดิมว่าไม่มีทางจะเป็นกรรณิการ์ แต่วฤกษ์ปักใจเชื่อเรียบร้อยแล้ว สั่งห้ามเขาออกความเห็น เดี๋ยวตนจะไปส่งเขาที่ไร่ แล้วช่วยพารสิกากลับเรือนพะยอมด้วย

    ooooooo

    ทันทีที่รถกระบะแล่นมาจอดหน้าออฟฟิศไร่พนาเวท ผู้บุกรุกทำท่าจะโดดหนี ลูกน้องของสวิงคว้าตัวไว้ได้ เป็นจังหวะเดียวกับเหมยและรสิกาวิ่งออกมาจากด้านใน วฤกษ์ตะโกนลั่น

    “ถ้ามันคิดหนีก็ยิงทิ้งซะ...รสิกากลับเรือนพะยอม ดรลไปส่งด้วย” สั่งเสร็จประมุขไร่พนาเวทเดินหน้าเครียดเข้าข้างใน รสิกามองดรลสายตาเต็มไปด้วยคำถามก่อนจะตามเข้าไปต่อว่าวฤกษ์ทำไมต้องทำรุนแรงด้วย ถึงขนาดจะยิงทิ้งกันเลยหรือ วฤกษ์ยืนยันถ้าไม่ยิงมันก่อน มันอาจจะยิงเขาก็ได้

    “เธอรู้ไหม มันเข้ามายิงปืนในไร่พนาเวทเท่ากับว่ามันบุกรุก ถ้าฉันทำรุนแรงหรือฆ่ามันแล้วหมกในไร่ยังไม่มีคนรู้เลย” วฤกษ์กำลังของขึ้น การพยายามทักท้วงของรสิกาที่จะให้สอบสวนความจริงก่อนจึงไร้ผล แถมเขายังหยิบปืนขึ้นมาบรรจุกระสุนเพิ่มอีก แล้วเดินผ่านหน้าเธอออกไป รสิการีบเดินตาม

    จารุวรรณที่เพิ่งขับรถมาถึง ปรี่เข้าไปถามวฤกษ์ว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมต้องถือปืนด้วย เขาสั่งให้เธอหลีกทาง วันนี้เขาต้องรู้ให้ได้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วเดินไปขึ้นรถกระบะขับออกไปราวกับจะแข่งกับพายุ

    ยัยน้าตัวแสบเสียหน้าที่วฤกษ์ไม่สนใจ ก็เลยพาลหาเรื่องรสิกาว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้น

    “คุณจารุวรรณคิดว่าฉันมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้เรือนพะยอมวุ่นวายเชียวหรือคะ คงไม่มั้ง เท่าที่รู้เรือนพะยอมมีเรื่องยุ่งๆวุ่นๆมาตลอดไม่ใช่เหรอคะ”

    “แต่ก็ไม่วุ่นเท่าตอนนี้ ตอนที่เธอมาอยู่เรือนพะยอม” จารุวรรณโต้ไม่ยอมแพ้

    ดรลเข้ามาห้ามจารุวรรณให้หยุดว่าร้ายรสิกาได้แล้ว เธอไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักหน่อย แล้วชวนรสิกากลับ เขาต้องพาเธอไปส่งบ้านตามคำสั่งของวฤกษ์...

    ระหว่างทางกลับเรือนพะยอม รสิกาพยายามซักถามดรลว่าวฤกษ์ไปไหนทำไมต้องเอาปืนไปด้วย แต่เขาวุ่นกับการขับรถหนีรถของจารุวรรณที่ขับไล่หลังมาก็เลยไม่ยอมตอบคำถามอะไร ครั้นดรลขับรถมาจอดหน้าเรือนพะยอม รสิกาสอบถามเขาอีกครั้งว่าวฤกษ์ไปไหนกันแน่ ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อรู้ว่าวฤกษ์บุกไปบ้านโชติรส เพราะผู้บุกรุกที่จับตัวได้ให้การซัดทอดว่าคนบ้านนั้นส่งมา

    “โชติรส! แล้วคุณเชื่ออย่างนั้นหรือเปล่า”

    “อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นแหละครับ แต่ผมยังไม่ปักใจเชื่อ...เอ๊ะ คุณรู้จักบ้านโชติรสด้วยเหรอครับ”

    รสิกาไม่ตอบคำถามเดินลิ่วเข้าข้างในด้วยความเป็นห่วงกมลรัตน์ พอเข้าห้องพักของตัวเองรีบปิดประตูคว้ามือถือขึ้นมาโทร.เตือนเพื่อนรักทันที

    ooooooo

    จากนั้นไม่นาน วฤกษ์ขับรถกระบะมาจอดหน้าประตูรั้วบ้านโชติรสกดแตรดังลั่นไม่ยั้ง สวิงกับลูกน้องมัวแต่ชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน ผู้บุกรุกสบช่องถีบคนงานที่เฝ้าตัวเองหงายหลังแล้ววิ่งหนี สวิงกับพวกพยายามไล่ตามไปจับตัวเกิดชกต่อยกันขึ้น เป็นจังหวะเดียวกับกรรณิการ์และภานุวัตออกมาจากตัวบ้าน

    “ว้าย อะไรกันเนี่ย มาต่อยกันทำไมหน้าบ้านฉัน ไอ้วฤกษ์ ไอ้อันธพาล”

    ผู้บุกรุกวิ่งหนีเอาตัวรอดไปได้ สวิงกับพวกจะตามแต่ไม่ทัน ภานุวัตโวยวายลั่นเกิดบ้าอะไรขึ้นมา วฤกษ์ขอให้เปิดประตูให้ตนเข้าไปก่อน ตนแค่เอาคนของกรรณิการ์มาส่งเท่านั้น สองแม่ลูกงงคนที่ไหน

    “ก็ไอ้นักเลงที่คุณส่งไปยิงปืนในไร่ผมไง”

    กรรณิการ์เปิดประตูให้วฤกษ์เข้ามาพร้อมกับปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาไม่เคยคิดจะทำเรื่องเลวๆให้เสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เขาโวยกลับถ้าไม่ใช่ฝีมือของบ้านโชติรสแล้วจะเป็นฝีมือใครในเมื่อเขาไม่มีศัตรูที่ไหน ภานุวัตถลามาคว้าคอเสื้อวฤกษ์จะต่อยฐานพูดจาสามหาว แต่เขาคว้ามือไว้แล้วผลักออก ทั้งสองคนแลกหมัดกันคนละตุ้บคนละตั้บ กรรณิการ์ร้องห้ามเสียงหลงไม่ให้มาฆ่ามาแกงกันในบ้านนี้

    “ไอ้ฆาตกร แกฆ่ายัยวีคนเดียวยังไม่พอ ยังจะฆ่าลูกชายฉันอีกเหรอ ออกไปจากบ้านฉันได้แล้วไป”

    “ผมขอเตือนคุณอานะครับ อย่าพูดพล่อยๆโดยไม่มีหลักฐาน จำไว้ถ้ายังคิดส่งคนไปก่อกวนที่ไร่พนาเวทอีก ผมจะไม่ให้อภัยคนบ้านโชติรสอีกต่อไป” พูดจบวฤกษ์เดินหน้าเครียดออกมา กรรณิการ์ตะโกนไล่หลัง

    “ไม่ต้องขู่หรอก อย่าให้ฉันหาหลักฐานได้ก็แล้วกัน รับรองว่าฉันต้องทำให้แกตายในตะรางแน่” กรรณิการ์โกรธจัดจนตัวเองจะเป็นลม กมลรัตน์ต้องเข้ามาประคอง เอาไว้...

    ฝ่ายผู้บุกรุกหนีรอดมาได้ก็รีบโทร.ไปรายงานนเรนทร์ว่าทำตามที่เขาบอกทุกอย่าง วฤกษ์จะจับตนเองไปส่งให้กรรณิการ์แต่ตนหนีมาได้ ให้นเรนทร์ส่งคนมาช่วยตนด้วย นเรนทร์จะส่งคนไปรับพร้อมกับเงินหนึ่งก้อน ให้ไปกบดานที่อื่นสักพักก่อน เรื่องซาค่อยว่ากันอีกที

    “นายอย่าทิ้งผมนะไม่งั้นผมอดตายแน่ ผมทำงานอื่นไม่เป็น ผมอยากรับใช้นาย”

    “ใจเย็นๆฉันจะทิ้งแกกับพวกได้ยังไง ตราบใดที่ไอ้พวกไร่พนาเวทมันยังไม่เจ๊ง ฉันอยากเห็นมันพินาศ ล้มละลายต่อหน้าต่อตา” นเรนทร์มัวแต่คุยโทรศัพท์ไม่ทันเห็นละมัยแอบฟังอยู่ด้วยความเป็นห่วง...

    ละมัยรอจังหวะเหมาะตอนยกกาแฟเข้าไปให้นเรนทร์ ตัดสินใจจะพูดเรื่องไร่พนาเวท เขาของขึ้นทันที

    “ป้าพูดได้ทุกเรื่อง ผมไม่โกรธ แต่ห้ามพูดเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่ไอ้วฤกษ์หรอกรึที่มันประมูลพืชไร่การเกษตรแล้วก็อีกสารพัดเรื่องชนะเราทั้งหมด เตี่ยกับม้าหมดตัวจนตรอมใจตาย ทิ้งภาระไว้ให้ผมต้องสะสางมากมายป้าก็เห็น แล้วป้าจะไปเห็นใจมันทำไม รู้ไว้ด้วยอะไรที่เป็นของมันผมจะแย่งมาให้หมด ไปได้แล้ว”...

    ขณะดรลกำลังคุยกับปาริชาตเรื่องที่ไม่เชื่อว่ากรรณิการ์จะส่งคนมาป่วนที่ไร่ จารุวรรณพรวดพราดเข้ามา สองแม่ลูกหันมองแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเธอกลับมา เธอเห็นสายตาของทั้งคู่ก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

    “ตราบใดที่ยัยมิวยังไม่ปลอดภัย ฉันก็จะอยู่ที่นี่ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น” ว่าแล้วจารุวรรณเดินเชิดหน้าผ่านทั้งคู่ไป ดรลอดสงสัยไม่ได้ตามไปถามว่าทำไมถึงคิดว่าหนูมิวจะไม่ปลอดภัย เธอยืนยันตราบใดที่หนูมิวยังมีครูพี่เลี้ยงชื่อรสิกา ไม่มีวันอยู่อย่างปลอดภัย เขาขอให้ขยายความหน่อย

    “คนอย่างมันมีทางเลือกตั้งเยอะแยะ หน้าตาก็ดี หาผัวรวยๆได้สบาย ความรู้ก็สูงหางานทำก็คงไม่ยาก คุณสมบัติครบถ้วนขนาดนี้จะมาหมกตัวอยู่ที่นี่ทำไม เคยถามมันดูบ้างไหม”

    รสิกาโผล่พรวดออกมา “ถ้าสงสัยก็ถามฉันสิคะ คุณจารุวรรณ น่าเสียใจแทนคุณมิวนะคะที่มีน้าแบบนี้ จิตใจสกปรกมองคนอื่นในแง่ร้าย ชอบกดคนอื่นให้ดูต่ำ ถามจริงๆเถอะค่ะทำแล้วมีความสุขมากไหม”

    “คิดจะเปิดศึกกับฉันเหรอ” จารุวรรณสติแตกพุ่งเข้าใส่รสิกา ผีแม่จิตวูบมาขวางพร้อมกับผลักเธอกระเด็น จารุวรรณลุกขึ้นมาชี้หน้าหาว่ารสิกาทำร้าย คนถูกกล่าวหางง ยังไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำแล้วจะผลักเธอได้อย่างไร ให้ดรลเป็นพยานก็ได้ จารุวรรณมองไปรอบๆอย่างหวาดผวา ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งหนีเข้าห้องปิดประตูล็อก

    ooooooo

    ดรลหนักใจแทนรสิกาเพราะรู้ดีว่าจารุวรรณคงไม่ยอมหย่าศึกง่ายๆ เจ้าตัวกลับไม่หวั่นเกรงใดๆ

    “ฉันอยู่ที่นี่เพราะรู้สึกผูกพันกับเรือนพะยอม ตราบใดที่ยังรู้สึกอย่างนี้อยู่ อะไรก็ขวางฉันไม่ได้ เว้นแต่คุณวฤกษ์จะไล่ฉันไปจากที่นี่”

    “ไม่มีทางหรอกครับ มีแต่พี่วฤกษ์จะให้คุณอยู่ที่นี่ตลอดไปต่างหาก ผมกลับไปที่ไร่ก่อนนะครับ ดูแลตัวเองด้วยนะรสิกา” ว่าแล้วดรลเดินไปขึ้นรถ รสิกามองตามรถของเขาที่แล่นออกไปจนลับสายตา...

    เกิดเหตุร้ายคราวนี้ วฤกษ์สั่งให้สวิงจัดเวรยามในไร่พนาเวทเพิ่มและให้เฝ้าระวังตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ระหว่างนั้น ดรลตามมาสมทบถามวฤกษ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขากับภานุวัตซัดกันคนละหมัดสองหมัด เจ็บเอาการอยู่แต่พวกนั้นก็ไม่ยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ดรลอยากให้เขากลับเรือนพะยอมไปดูแลรสิกา

    “ผมไม่อยากให้เธอเผชิญหน้ากับยัยจารุวรรณ รายนั้นคอยหาเรื่องอยู่ตลอดเวลา”วฤกษ์สีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด...

    ในเวลาต่อมา ขณะที่คุณย่ามะลิกำลังนั่งคุยกับรสิกาอยู่บนเรือนไทย วฤกษ์เข้ามากราบ ท่านร้องทัก ตามคุณพะยอมมาหรือ เขาไม่ได้ตามมาแต่ตามหา เพราะเดินหาทั่วบ้านแต่ไม่เห็น นึกขึ้นได้ว่าคงอยู่กับคุณย่า รสิกานิ่วหน้าสงสัยตามหาทำไม เขาแค่จะมาบอกว่าหนูมิวกลับมาแล้ว อย่าเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น

    “เข้าใจผิดอะไร” รสิกาเสียงห้วนใส่ คุณย่ามะลิหัวเราะชอบใจ

    “ไม่ต้องทะเลาะกัน คิดถึงกันก็บอกตรงๆ ย่าฟังได้” คุณย่ามะลิกระเซ้า เล่นเอาเขินกันไปทั้งคู่ รสิการีบขอตัวไปดูหนูมิวก่อน กราบคุณย่าแล้วเดินลิ่วออกมา วฤกษ์กราบลาท่านเช่นกัน ก่อนจะเดินตามรสิกาจนทันกันตรงเชิงบันได บอกว่าไม่ต้องรีบไปดูหนูมิวเพราะเขาให้นิ่มนวลจัดการให้แล้ว อยู่คุยกับเขาก่อนไม่ได้หรือ แล้วฉวยมือเธอไว้ รสิกามองมือที่เขาจับมือตัวเองอยู่ วฤกษ์ได้สติรีบปล่อยมือ

    “ขอโทษ ฉันเพียงแต่ดีใจที่ได้กลับมาที่นี่ ได้มากราบคุณย่า ได้มาเห็นหน้าเธอ...”

    รสิกาตะลึงเพราะในใจคิดเช่นเดียวกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน มีลมพัดวูบเข้ามา ทั้งสองมองสบตากันนิ่งงัน โลกทั้งใบราวกับหยุดหมุน พลันมีเสียงดนตรีไทยดังแว่วเข้ามา

    ทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนสภาพไปเป็นเหมือนตอนท่านเจ้าคุณยังอยู่ วฤกษ์เห็นรสิกาอยู่ในชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 7 ในคราบคุณพะยอม ส่วนเธอเองเห็นเขาในคราบคุณพฤกษ์สวมชุดสากลในยุคสมัยเดียวกัน ลมพัดวูบเข้ามาอีกครั้ง ทั้งรสิกาและวฤกษ์ต่างได้สติ เสียงดนตรีไทยหายไป ทั้งคู่กลับมาอยู่ในยุคปัจจุบันอีกครั้ง

    “ฉันไม่กวนเธอแล้ว มีอะไรก็ไปทำเถอะ”

    หญิงสาวพยักหน้า เดินจากมาทั้งที่ยังงงกับภาพที่เห็น วฤกษ์เองก็งงเช่นกัน แหงนหน้าขึ้นไปมอง เห็นดรล มองลงมา อึดใจก่อนจะผละจากไป ด้านรสิกาต้องยืนเอาตัวพิงผนังไว้ สูดลมหายใจเข้าเพื่อเรียกสติคืนมา

    “เราคงฟังเรื่องเล่าของคุณย่ามากไป...ไม่มีอะไรรสิกา ไม่มีอะไร” รสิกาพึมพำปลอบใจตัวเอง

    ooooooo

    นิ่มนวลกำลังดูแลหนูมิวอยู่ในห้อง จารุวรรณเข้ามาไล่ให้ออกไปก่อน มีเรื่องจะคุยกับหลานรักตามลำพัง นิ่มนวลออกจากห้องปิดประตูตามหลังเห็นรสิกาเดินมาพอดีรีบเอานิ้วแตะปากตัวเองไม่ให้อีกฝ่ายส่งเสียง ก่อนจะพากันเงี่ยหูฟังเสียงภายในห้อง จารุวรรณทวงถามเรื่องที่เคยคุยกับหนูมิวเอาไว้ เด็กน้อยงงคุยเรื่องอะไร

    “ก็เรื่องที่ครูพี่เลี้ยงทุกคนมาดูแลมิวก็เพราะต้องการแต่งงานกับคุณลุง ไม่มีใครรักและเมตตามิวของน้าสักคน น้าเท่านั้นที่รักมิวอย่างจริงใจ”

    “มิวก็รักคุณน้าค่ะ”

    จารุวรรณออดอ้อนถ้าหนูมิวรักเธอจริงก็ต้องทำให้วฤกษ์รักเธอ เด็กน้อยพยักหน้ารับคำ ยัยน้าตัวแสบหยิกแก้มหลานเบาๆชมว่าน่ารักมากแล้วเปิดประตูออกไปเจอะกับรสิกาและนิ่มนวลยืนอยู่ก็ชะงัก ก่อนจะต่อว่าว่าแอบฟังคนอื่นเสียมารยาท

    “ฉันกำลังมาทำหน้าที่ครูพี่เลี้ยงของคุณมิวค่ะ แต่นิ่มสั่งไม่ให้ฉันเข้าไปข้างใน คุณน้ากำลังพูดธุระสำคัญกับหลานสาว...สำคัญจริงๆด้วยสิ” รสิกาหันไปหัวเราะคิกคักกับนิ่มนวล จารุวรรณถลึงตาใส่แล้วเดินกลับห้องตัวเอง หงุดหงิดพาลเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด จับกระเป๋าถือเหวี่ยงไปบนเตียง ยาน้ำในขวดใบเล็กหล่นออกมาจากกระเป๋า จารุวรรณหยิบยาขวดนั้นขึ้นมาดู ตาวาวเป็นประกายขึ้นมาทันที...

    ที่เรือนครัว กองเชียร์วฤกษ์รสิกาแฟนคลับเห็นโหมดหวานกันบ่อยๆของทั้งคู่ เดี๋ยวพากันมากราบคุณย่า เดี๋ยวชวนกันใส่บาตร ภาวนาให้คู่นี้ได้แต่งงานกันเร็วๆ โดยเฉพาะป้าผ่องเชียร์ออกนอกหน้า แต่งกันเมื่อไหร่เรือนพะยอมจะได้สดชื่นกับเขาสักที แล้วหันไปเห็นนายแสงนั่งดื่มเบียร์สบายอารมณ์ตวาดแว้ด

    “ไอ้แสง นั่นน่ะเบียร์ของคุณดรล เอามาดื่มได้ไงวะ ไม่รู้สี่รู้ห้าแก่แล้วนะโว้ย ถ้าเกิดเขาอยากกินขึ้นมาละก็ตัวใครตัวมันละโว้ย”

    “โธ่ๆๆๆ นังกะลาก้นครัว ฮึไม่รู้อะไรซะเลย”

    แก้วตากับป้าผ่องหันมองนายแสงด้วยความสนใจ เขาเล่าว่าตั้งแต่รสิกามาอยู่ที่นี่ ดรลเปลี่ยนไปเป็นคนละคนจากที่เคยเที่ยวเตร่กลางคืนเมาหัวราน้ำไม่เว้นวัน มาตอนนี้กลับอยู่ติดบ้าน เหล้ายาไม่แตะ ดังนั้นไม่ต้องเดาให้เสียเวลา นั่นแสดงว่าดรลก็ชอบรสิกาเช่นกัน แมวแอบฟังอยู่ข้างนอกถึงกับหูผึ่ง

    นิ่มนวลเข้ามาเห็นแมวแอบฟังอยู่ สะกิดให้รู้ตัว เธอตกใจสะดุ้งโหยงร้องว้ายลั่น ทุกคนหันมองเป็นตาเดียวกัน เห็นแมววิ่งปรู๊ดออกไป นิ่มนวลต่อว่าทั้งสามคนว่าทีหลังจะนินทาใครก็ดูให้ดีก่อน ป่านนี้นังนั่นคงคาบเรื่องนี้ไปบอกนายหมดแล้ว...

    เป็นอย่างที่นิ่มนวลคาดไว้ไม่มีผิด แมวนำเรื่องนี้ไปฟ้องจารุวรรณพร้อมกับมาเชิญให้ลงไปกินข้าว...

    เมื่อได้ข้อมูลนี้มา จารุวรรณพยายามเสี้ยมให้วฤกษ์เข้าใจในตัวรสิกาผิดๆว่าต้องการจับปลาสองมือจะเอาทั้งเขาและดรล แต่ไม่ได้ผล วฤกษ์ไม่เชื่อคำยุแหย่

    ooooooo

    ดรลไม่สบายใจที่จารุวรรณนำเรื่องนี้มาขยายจึงพยายามเคลียร์กับวฤกษ์ แต่เขากลับบอกไม่จำเป็น ขอให้ดรลไปพักผ่อนให้สบายใจ พรุ่งนี้เรามีงานประชุมกับสมาคมส่งออกพืชไร่แต่เช้า

    “ครับ...พี่ก็อย่านอนดึกล่ะครับ สงสารคุณรสิกานะครับที่ต้องมาเจอผู้หญิงโรคจิตอย่างยัยจารุวรรณ พี่น่าจะไล่ออกไปจากเรือนพะยอมแล้วก็อย่าให้กลับมาเหยียบที่นี่อีก”

    “พี่ไม่อยากให้ยัยมิวคิดมาก วัยขนาดนี้จดจำอะไรได้ทุกอย่างแล้ว มันจะฝังเป็นตราบาปในใจของแก”

    “ครับ ผมขอตัวก่อนนะครับ” ดรลกลับเข้าข้างใน ปล่อยให้วฤกษ์ยืนอยู่ใต้ต้นพะยอมเพียงลำพัง เขามองดอกพะยอมที่ร่วงเกลื่อนพื้นสีขาวละลานตาไปหมด ก่อนจะบรรจงเก็บใส่ผ้าเช็ดหน้า แล้วเอาไปให้รสิกาถึงที่ห้องพัก เป็นของขวัญก่อนนอนเผื่อจะทำให้เธอสบายใจขึ้นแล้วอวยพรให้ฝันดี เธอยิ้มให้เขาแทนคำขอบคุณ...

    ด้านวฤกษ์เดินยิ้มอารมณ์ดีไปจนถึงหน้าห้องเก็บอัฐิ ตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป บรรยากาศยามค่ำยิ่งทำให้ห้องนี้ดูขลังและน่ากลัว ครั้นเขาเปิดไฟสว่างก็ไม่ได้ทำให้ห้องนี้ลดความน่ากลัวลง วฤกษ์ทรุดตัวลงกราบ

    “ท่านครับ ช่วยลูกหลานด้วย อย่าให้ต้องเกิดปัญหาอย่างที่ไร่วันนี้อีกเลย ช่วยปกป้องคุ้มครองรสิกาด้วยครับ” วฤกษ์ก้มกราบอีกครั้ง วิญญาณของเจ้าคุณกับคุณหญิงมุกปรากฏขึ้นที่มุมหนึ่งของห้อง ยิ้มให้กัน...

    ดึกมากแล้ว ทุกคนในเรือนพะยอมหลับกันหมด จารุวรรณบรรจงสวมถุงมือแล้วเหยาะน้ำยาจากขวดเล็กๆ ลงในผ้าเช็ดหน้า ค่อยๆย่องออกจากห้องตัวเองเดินมาตามทาง วิญญาณของท่านเจ้าคุณปรากฏตัวขึ้น กระแทกไม้เท้าในมือกับพื้นดังปึงๆ ไม่ได้ทำให้ยัยน้าตัวแสบสะดุ้งสะเทือนยังคงตรงรี่ไปที่ห้องพักของรสิกา

    “ขวางมันไว้” เสียงเกรี้ยวกราดของวิญญาณคุณหญิงมุกดังขึ้น ผีวิยะดาได้แต่ยืนอกสั่นขวัญแขวน ท่านเจ้าคุณกระแทกไม้เท้าอีกครั้งเสียงดังก้อง จารุวรรณเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผีแม่จิตต่อว่าว่าทำไมไม่จัดการมัน ท่านเจ้าคุณร้องห้ามเสียงหลง แต่ผีแม่จิตไม่ฟัง

    “ไม่เจ้าค่ะ อิฉันจะฆ่ามัน จะฆ่ามัน” ผีแม่จิตหายตัววูบไป ผีวิยะดารีบหายตัวตาม วิญญาณคุณหญิงมุกพยายามร้องห้ามอีกแรงหนึ่งแต่ไม่ได้ผล หันไปถามผู้เป็นสามีว่าจะทำอย่างไรดี

    “สุดแท้แต่เวรแต่กรรมเถิดคุณหญิง”

    “นี่มันไม่ใช่เวรใช่กรรมค่ะ แต่เป็นความเลวของผู้หญิงคนหนึ่ง เรารีบไปเถิดเจ้าค่ะ” ขาดคำทั้งคู่หายวับไป

    ooooooo

    จารุวรรณเข้ามาในห้องรสิกาจนได้ เห็นเจ้าของห้องนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงย่องเข้าไปจะเอายาสลบโปะ พลันผีแม่จิตปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง ผีวิยะดาโผล่ตามเข้ามา

    “แม่จิตจะทำอะไร อย่านะ มันบาป แค่นี้พวกเราก็ทุกข์ทรมานกันมากพอแล้ว”

    “หลีกไป นี่มันเรื่องของข้า เจ้าไม่เกี่ยวข้องด้วยวิยะดา” ผีแม่จิตไม่ฟังคำทักท้วงเข้าประชิดตัวจารุวรรณ ทันใดนั้นมีกลิ่นดอกพะยอมปะทะจมูกยัยตัวแสบถึงกับต้องเบือนหน้าหนี ผีแม่จิตผลักเธอล้มลงกับพื้น กลีบดอกพะยอมร่วงลงที่ใบหน้าก่อนจะขยายใหญ่จนปิดปากปิดจมูกทำให้เธอหายใจไม่ออก จารุวรรณดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด สะบัดเท้ากระแทกพื้นปังๆ

    ผีแม่จิตนั่งทับอยู่บนตัวเธอนั่นเอง ท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงมุกปรากฏตัวขึ้น สั่งเสียงกร้าวให้แม่จิตปล่อยเธอไป ดอกพะยอมที่ขยายเต็มหน้าหายวับ จารุวรรณเป็นอิสระลุกขึ้นได้กรีดร้องลั่นเผ่นแน่บออกจากห้อง...

    เสียงร้องของจารุวรรณทำให้แตกตื่นกันทั้งบ้าน วฤกษ์วิ่งนำปาริชาตและดรลไปเคาะประตูห้องจารุวรรณ เธอได้ยินเสียงเขาถลาจะเปิดประตูรับแต่เห็นถุงมือที่ตัวเองสวมอยู่รีบถอดทิ้ง แล้วกระชากประตูเปิดออกโผกอด

    วฤกษ์ไว้แน่น ร้องไห้สะอึกสะอื้นว่าโดนผีหลอก นอนคนเดียวไม่ได้อีกขอให้เขานอนเป็นเพื่อน

    “พี่วฤกษ์กลับกันเถอะครับ แบบนี้น่ะเขาเรียกมารยาหญิงชั้นครู หมื่นแสนเล่มเกวียนก็บรรทุกไม่หมด”

    จารุวรรณยืนยันว่าถูกผีหลอกจริงๆ ปาริชาตแนะให้สวดมนต์ก่อนนอนบ้างจะได้ไม่ฝันร้าย วฤกษ์จะให้แมวมานอนเป็นเพื่อน เช้าพรุ่งนี้ให้จารุวรรณตื่นไปใส่บาตรกับปาริชาตเผื่อจะรู้สึกดีขึ้น จากนั้นทั้งสามคนพากันกลับ แยกย้ายกลับห้องตัวเอง...

    ฝ่ายผีพระยาสุนทรพนาเวทกับผีคุณหญิงมุกไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เรียกผีแม่จิตมาชำระความ โดยที่ผีวิยะดานั่งฟังอยู่ห่างออกมา ท่านเจ้าคุณสั่งห้ามผีแม่จิตทำแบบนี้อีก เธอดื้อดึงในเมื่อนังจารุวรรณจะฆ่าแม่พะยอม จะให้เธอนิ่งเฉยได้อย่างไร ผีคุณหญิงมุกเตือน ขืนไปฆ่าใครอีกจะยิ่งเพิ่มบาปให้ตัวเองเปล่าๆ ผีแม่จิตทำไปก็เพื่อปกป้องน้องสาวจะถือเป็นความผิดได้อย่างไร

    “อีนี่เถียงคำไม่ตกฟาก มึงจะทำให้แม่พะยอมอโหสิกรรมกับมึงก็รีบทำเข้าเถิดไม่เช่นนั้น มึงจะต้องทำบาปอีกไม่รู้กี่ครั้ง กรรมจะทำให้วิญญาณของมึงไม่มีความสุข”

    ผีแม่จิตยืนยันจะต้องทำให้แม่พะยอมได้ครองรักกับคุณพฤกษ์ในชาตินี้ให้ได้ จะได้ลบล้างความผิดที่ตนเคยทำไว้ในชาติก่อน ผีคุณหญิงมุกภาวนาให้เธอทำสำเร็จ ดวงจิตของท่านจะได้ไม่ต้องผูกพันกับความชั่วของเธอ ท่านกับท่านเจ้าคุณจะได้ไปผุดไปเกิดไปใช้กรรมของตัวเองสักที แล้วไล่ให้เธอไปได้แล้ว ผีแม่จิตหายวับไป ผีคุณหญิงมุกหันมาเห็นผีวิยะดาเงยหน้ามอง ไล่ตะเพิดให้ไปผุดไปเกิดได้แล้วจะรออะไรอยู่อีก

    “ก่อนตายดิฉันทำผิดกับคนที่เขารักดิฉันมากแต่ดิฉันกลับทรยศเขา มอบหัวใจให้ชายอื่น มันเป็นตราบาปในหัวใจดิฉันเจ้าค่ะ ตราบใดที่คุณดรลยังไม่พบคนที่รักเธอจริง วิญญาณของดิฉันก็จะไม่มีวันมีความสุขเจ้าค่ะ”

    “ถ้าจะอยู่ที่นี่ก็ทำตัวดีๆเป็นผีบ้านผีเรือนคุ้มครองคนในบ้านให้มีความสุข”

    “เจ้าค่ะ” วิยะดาไหว้ลาแล้วเลือนหายไป

    ooooooo

    จารุวรรณไม่ได้ตื่นมาใส่บาตรทั้งที่แมวพยายามปลุก รสิกากับวฤกษ์จึงมาใส่แทน ตอนที่ทั้งคู่ช่วยกันใส่บาตร มือสัมผัสถูกกัน เธอแอบเขินเล็กๆ ปาริชาตยืนมองอยู่ รู้สึกได้ว่าทั้งคู่รักกันเหลือเกิน ใส่บาตรเสร็จ รสิกากับวฤกษ์นั่งลงกรวดน้ำด้วยกัน ปาริชาตเห็นแล้วก็อดยิ้ม ไม่ได้ หันหลังจะเข้าบ้านเจอดรลยืนหน้าเศร้ามองอยู่

    “กินข้าวก่อนสิดรลจะรีบไปแล้วเหรอ”

    “ครับแม่ ผมไม่ค่อยหิว”

    “ความรักเป็นเรื่องของความรู้สึกนะดรล ไม่ต้องการเหตุผลหรอก ถ้าลูกอยากได้ผู้หญิงคนนี้เป็นคู่ครองลูกตอบใจตัวเองได้หรือยังว่าผู้หญิงคนนี้แทนที่วิยะดาของลูกได้หรือไม่”

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:13 น.