ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เรือนพะยอม

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ทั้งที่ยังไม่หายไข้ดี หนูมิวอาละวาดใส่คุณครูพี่เลี้ยงคนใหม่ตั้งแต่เพิ่งลืมตาตื่น เธอจึงใช้วิชาจิตวิทยาเด็กที่ร่ำเรียนมากำราบแกไว้ได้ แล้วรีบไปรายงานวฤกษ์ที่กำลังจะไปทำงานว่าหนูมิวตื่นแล้ว

    “นิ่มกำลังป้อนข้าวต้มอยู่ค่ะ เสร็จแล้วก็คงกินยา วันนี้ฉันจะขออนุญาตพาหนูมิวไปหาหมอนะคะ ช่วยบอกลุงแสงให้ด้วย”

    วฤกษ์แปลกใจหนูมิวยอมแต่โดยดีหรือ รสิกาไม่เห็นมีปัญหาอะไร ยังแปลกใจที่ใครต่อใครบอกว่าแกพยศมากไม่เห็นเป็นอย่างที่พูด วฤกษ์ขอร้องอย่าเพิ่งด่วนสรุป ถ้าแกแข็งแรงดี เธออาจรับมือไม่ไหวก็ได้ แล้วผละจากไป รสิกามองตามหมั่นไส้คนอะไรท่ามากจริงๆ จากนั้นเธอกลับไปหาหนูมิวที่ห้องนอน ปรากฏว่าแกหลับไปแล้ว ก็เลยต้องรอให้ตื่นก่อนค่อยพาไปหาหมอ นิ่มนวลเห็นว่าพอมีเวลาจึงพาคุณครูคนใหม่เยี่ยมชมเรือนพะยอม

    ระหว่างนั้น แก้วตาเดินเข้ามา นิ่มนวลจึงแนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน แก้วตาแค่จะมาดูว่าวฤกษ์ไปทำงานหรือยัง นิ่มนวลรายงานว่าไปแล้วแต่อีกสักพักคงกลับ เพราะหนูมิวป่วย เขาคงไม่มีกะจิตกะใจทำงาน

    “รู้ดีนักนะ เย็นนี้คุณท่านบอกว่าอยากพบคุณวฤกษ์ เรียนคุณวฤกษ์ให้ไปพบคุณท่านด้วย” สั่งเสร็จแก้วตาผละจากไป นิ่มนวลเล่าว่าแก้วตาเป็นคนดูแลคุณย่ามะลิซึ่งเป็นผู้ใหญ่ในเรือนพะยอมอยู่ที่เรือนไทยหลังถัดไปนี่เอง แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ขอตัวไปถูเรือนก่อน ไม่อยากถูกป้าผ่องเอ็ด ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกไป

    ทิ้งให้รสิกาเดินชมเรือนพะยอมเพียงลำพัง กระทั่งเดินมาถึงลานต้นพะยอม แหงนมองต้นพะยอมสูงตระหง่านดอกขาวเต็มต้นก็ยิ้มพอใจ

    “ในที่สุดฉันก็ได้เห็นต้นพะยอมจริงๆแล้ว” รสิกายังคงแหงนมองอยู่อย่างนั้น มีลมพัดมาเบาๆ พลันช่อพะยอมร่วงลงมาทั้งช่อ เธอก้มเก็บอย่างตื่นเต้นก่อนจะยกขึ้นสูดดมกลิ่นหอมของมัน จารุวรรณมาจากไหนไม่รู้เข้ามาโวยวาย กล้าดีอย่างไรถึงมาเด็ดดอกพะยอมของวฤกษ์ ไม่รู้หรือว่าเจ้าของหวงแหน แล้วปรี่จะมาแย่งไปจากมือ รสิกาเบี่ยงตัวหลบไม่ยอมให้ ยืนกรานพะยอมช่อนี้เป็นของตน

    “หน้าด้าน ต้นพะยอมนี้อยู่ที่เรือนพะยอม หล่อนเป็นใครถึงกล้าอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของ”

    ปาริชาตมาทันได้ยินพอดี แนะนำว่านี่คือคุณครูพี่เลี้ยงคนใหม่ของหนูมิว จารุวรรณหัวเราะหยัน หน้าอย่างนี้จะอยู่ได้สักกี่วัน ระวังจะร้องไห้กลับไปกินนมแม่ที่บ้าน แล้วหันไปเห็นรถของวฤกษ์แล่นเข้ามา

    ยัยน้าจอมจุ้นเดินไปฟ้องทันที ปาริชาตอาสาเป็นพยานให้รสิกาเอง ครู่ต่อมาทั้งวฤกษ์ รสิกา ปาริชาต และจารุวรรณ มาอยู่พร้อมหน้ากันที่ห้องโถงของเรือนพะยอม จารุวรรณพยายามจะให้วฤกษ์เอาผิดรสิกาฐานเด็ดดอกพะยอมให้ได้ เขากลับเชื่อคำแก้ต่างของเธอเพราะดอกพะยอมอยู่สูงเกินกว่าใครจะเด็ดถึงก็เลยไม่เอาเรื่อง เธอขอบคุณที่เขารับฟังคำอธิบายแล้วขอตัวไปดูหนูมิว จารุวรรณจะเดินตาม ปาริชาตขวางไว้

    “ปล่อยให้คุณครูคนใหม่ดูแลดีกว่าไหมคะคุณน้า ที่ผ่านมาก็ให้สิทธิ์คุณวรรณดูแลมาโดยตลอดแต่ยัยหนูมิวก็ไม่เห็นดีขึ้น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นทำแทนบ้างหรือคะ”

    ooooooo

    วฤกษ์มาถึงห้องหลานรักเห็นรสิกากำลังอุ้มแกจะพาไปหาหมอเนื่องจากอาการไข้ยังไม่ทุเลา เขารับแกไปจากมือเธอจะพาไปเองแล้วเดินลิ่วออกจากห้อง โดยมีรสิกาเดินตาม สวนกับจารุวรรณที่เดินเข้ามาแต่ไม่มีใครทักสักคน ยัยน้าจอมจุ้นก็เลยต้องถามนิ่มนวลว่าจะไปไหนกัน พอรู้ว่าจะไปหาหมอก็โวยลั่น

    “ฉันเป็นพยาบาลอาชีพนะ เรียนจบมาทางด้านนี้โดยตรงทำไมไม่ปรึกษาฉันก่อน”

    นิ่มนวลให้จารุวรรณไปถามวฤกษ์เอาเองแล้วผละจากไป จอมจุ้นหัวเสียเห็นรูปภาพระบายสีของหนูมิวอยู่บนโต๊ะคว้าขึ้นมาฉีกระบายอารมณ์ แล้วเห็นดอกพะยอมวางอยู่ที่มุมหนึ่งจับเหวี่ยงลงพื้นยกเท้าจะกระทืบ แต่มีเสียงเคาะประตูห้องดังขัดจังหวะเสียก่อน แต่ไม่มีใครผลักประตูเข้ามา

    จารุวรรณยกเท้าจะเหยียบอีกมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง เธอหยุดกึก ตะโกนถามว่าใคร เงียบไม่มีเสียงขานตอบ รีบมาเปิดประตูดูก็ไม่เจอใคร เริ่มใจคอไม่ดีแต่ยังทำเสียงแข็งสู้

    “อย่าให้จับได้นะว่าใครล้อเล่นกับฉัน” ว่าแล้วจารุวรรณออกจากห้อง จึงไม่เห็นดอกพะยอมลอยขึ้นไปวางที่เดิมโดยฝีมือมือของผีแม่จิต...

    ด้านนิ่มนวลลงมาเม้าท์ให้ป้าผ่องกับแก้วตาที่อยู่ในครัวฟังว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วพากันหัวเราะชอบใจที่จารุวรรณแผลงฤทธิ์ไม่สำเร็จ โดยเฉพาะแก้วตาดูจะสะใจมากถึงกับออกปาก

    “บอกตรงๆนะแค่เดินผ่านแม่คนนี้ ฉันยังอยากอาบน้ำมนต์ล้างซวยเลย” สิ้นเสียงแก้วตา ป้าผ่องแผดเสียงหัวเราะดังลั่น จารุวรรณมาทันได้ยินปัดกะละมังตกพื้นเสียงดังโครมครามเป็นการข่มขู่อยู่ในที แทนที่จะเกรงกลัวทั้งสามคนยิ่งกระแนะกระแหนกันสนุกปาก...

    ไม่ใช่แค่ได้ยินคนอื่นนินทาด้วยตัวเองเท่านั้น จารุวรรณยังได้ฟังจากแมวอีกว่าพวกนั้นเม้าท์กันสนุกปากว่าเธอวันๆเอาแต่ตามวฤกษ์จนไม่เป็นอันทำอะไร ไม่รู้จักดูสารร่างตัวเองบ้าง จารุวรรณเจ็บแค้นใจมาก

    “คอยดูนะ ถ้าฉันได้เข้ามาอยู่ในบ้านนี้เมื่อไหร่ฉันจะเฉ่งมันเรียงตัวไม่ให้โงหัวขึ้นมาเห็นเดือนเห็นตะวัน”...

    ขณะที่จารุวรรณถูกคนในเรือนพะยอมต่อต้านหนักข้อขึ้น วฤกษ์เห็นรสิกาอุ้มหนูมิวออกจากตึกตรวจรีบเข้ามารับช่วงต่อ เธอร้องทักถ้าเขาเป็นคนอุ้มแล้วใครจะขับรถ เธอขับไม่เป็น

    “อยู่ต่างจังหวัดต้องขับรถเป็นเพราะมันเป็นความจำเป็น ผมจะให้คนสอนให้คุณเอง”

    รสิกาถามเขาแน่ใจหรือว่าเธอจะอยู่ที่เรือนพะยอมได้นาน ใครๆก็บอกว่าครูพี่เลี้ยงอยู่ไม่ทนสักราย เขาว่าจะทนหรือไม่ทนคงขึ้นอยู่กับเธอไม่ใช่คนอื่น ครั้นมาถึงรถ รสิกาบอกให้เขาส่งหนูมิวคืน ด้วยความที่แกตัวโตพอสมควรจึงทำให้เขาสัมผัสถูกเนื้อต้องตัวเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ เธอรับเด็กน้อยมาอย่างเขินๆ...

    ในเวลาต่อมา วฤกษ์อุ้มหนูมิวจากรถจะพาขึ้นเรือนโดยมีรสิกาเดินตาม ปาริชาตกับดรลเห็นทั้งคู่เดินผ่านไกลๆ เขาอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ หรือว่าคุณครูคนนี้จะอยู่ได้นาน ทั้งสวยทั้งดีดูแลหนูมิวดีอย่างนี้ บางทีเราอาจจะได้รับข่าวดีก็ได้ ปาริชาตทักท้วงอย่าเพิ่งด่วนตัดสิน ให้ผ่านเจ็ดวันอันตรายไปได้ก่อน

    “อย่าลืมว่ายัยหนูมิวยังไม่สบายนะเลยแผลงฤทธิ์ไม่ได้ ถ้าแข็งแรงเป็นปกติแล้วค่อยว่ากันใหม่”

    ooooooo

    วันนี้ปาริชาตพารสิกามาไหว้คุณย่ามะลิที่เรือนไทยของท่านโดยมีวฤกษ์ตามมาด้วย ทันทีที่ท่านเห็นหน้าเธอชัดๆร้องทักว่าคุณพะยอม เธอแนะนำตัวเองว่าชื่อรสิกา ท่านมองเธออย่างพินิจพิจารณาก็ยิ่งมั่นใจไม่ใช่แค่ละม้ายแต่นี่คือคุณพะยอมทั้งท่าทางทั้งรูปร่างหน้าตาไม่ผิดเพี้ยนแน่ วฤกษ์คิดว่าท่านหลงๆลืมๆ

    “แก้วตา ให้คุณย่าพักผ่อนเถอะ”

    คุณย่ามะลิตัดพ้อจะให้นอนทั้งวันเลยหรือ น่าเบื่อจะแย่ วฤกษ์ตัดบท เรียกให้รสิกากราบลาท่านแล้วไปทำงานในหน้าที่ตัวเอง ส่วนเขาต้องไปไร่ เธอไหว้ลาท่านแล้วขยับจะไป ท่านกลับเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ รสิกามองสบตาวฤกษ์เป็นทำนองจะให้ทำอย่างไร เขาพยักพเยิดให้ทำตามที่ท่านสั่ง ท่านเชยคางเธอมองซ้ายทีขวาที

    “คุณกลับมาจริงๆด้วย คุณพะยอม” คุณย่ามะลิพึมพำ...

    ครู่ต่อมาระหว่างที่วฤกษ์กำลังเดินไปที่รถ ปาริชาตตามมาร้องเรียกไว้จะขอปรึกษาเรื่องคุณย่าที่เห็นรสิกาเป็นคุณพะยอม ไม่รู้ว่าท่านหลงหรือเห็นอย่างนั้นจริงๆ เขาไม่เชื่อว่าจะมีใครเหมือนกันได้ขนาดที่ทำให้ท่านทักผิด ท่านคงมีความทรงจำเก่าๆก็เลยคิดวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องเก่าๆ ปาริชาตหวั่นใจอย่างไรชอบกล ขออย่าให้เกิดเรื่องร้ายๆขึ้นเลย

    “ผมไม่เข้าใจ คุณอากังวลเรื่องอะไรครับ”

    “อาเคยได้ยินคนเก่าคนแก่เล่าว่าต้นพะยอมต้นนี้ เกี่ยวข้องกับผู้หญิงที่ชื่อพะยอม แต่ก่อนเรือนไทยหลังนี้เรียกว่าเรือนเจ้าคุณ แต่หลังจากการตายของคุณพะยอม ก็เลยเปลี่ยนชื่อว่าเรือนพะยอมพร้อมกับปลูกต้นพะยอมต้นนี้ขึ้นมา”

    วฤกษ์ไม่อยากให้ปาริชาตใส่ใจกับเรื่องนี้นักทุกบ้านก็มีตำนานทั้งดีและไม่ดีกันทั้งนั้น แล้วขอตัวไปทำงานก่อน ปาริชาตพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินกลับมาที่เรือนพะยอม...

    ท้องฟ้ามืดแล้ว วฤกษ์ลงมาเดินเล่นที่ใต้ต้นพะยอมเหมือนที่เคยทำทุกวัน ผีแม่จิตที่นั่งหน้าเศร้าอยู่โคนต้นทำอิทธิฤทธิ์ให้ช่อพะยอมร่วงลงจากต้นหนึ่งช่อ เขาหยิบขึ้นมองสีหน้ายิ้มๆ รีบเดินขึ้นเรือนโดยมีผีแม่จิตมองตามน้ำตาไหลออกมาเป็นสีเลือด

    ชายหนุ่มถือช่อดอกพะยอมผ่านหน้าห้องหนูมิว ได้ยินเสียงรสิกาอ่านหนังสือนิทานให้หนูมิวฟัง มีเสียงหัวเราะของเด็กน้อยดังสลับเป็นระยะๆ เขาผละจากตรงนั้นไปที่ห้องพักของรสิกาวางช่อดอกพะยอมไว้ที่หมอนหนุนของเธอแล้วย่องออกมา ผีแม่จิตปรากฏตัวขึ้นมองดอกพะยอมด้วยใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาสีเลือด

    จากนั้นเขากลับไปที่ใต้ต้นพะยอมอีกครั้งแหงนหน้ามองไปบนยอดไม้เห็นกลีบดอกพะยอมโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายยิ้มมีความสุข ไม่นานนัก

    รสิกาเข้ามาในห้องพักของตัวเอง เห็นดอกพะยอมวางอยู่บนหมอน หยิบขึ้นมาดมอย่างพึงพอใจ ผีแม่จิตตวัดสายตามองตามเธอที่เดินไปที่หน้าต่างรูดม่านออก เห็นวฤกษ์ยืนอยู่ที่ลานใต้ต้นพะยอมมองมาทางเธอเช่นกัน ทั้งสองสบตากันนิ่งไปอึดใจ รสิกาตั้งสติได้ หันหลังรูดม่านปิด

    วฤกษ์ยังคงมองไปยังห้องพักของรสิกาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

    ooooooo

    เรือนพะยอม 01/06/60

    ตอนที่ 2 (ต่อจากวานนี้)

    คุณย่ามะลิถึงกับอมยิ้มเมื่อนิ่มนวลเล่าให้ฟัง

    วฤกษ์เอาช่อดอกพะยอมไปวางให้รสิกาถึงหมอน

    “ที่นิ่มรู้เพราะเมื่อคืนกว่าจะออกจากห้องคุณมิวก็ดึกแล้ว คุณรสิกาออกไปเด็ดช่อพะยอมไม่ได้หรอกค่ะ”

    “แก้วตา ฉันอุดอู้อยู่ในนี้มาหลายวันแล้ว เย็นนี้พาฉันไปรับลมที่ลานต้นพะยอมหน่อยนะ”

    แก้วตาทักท้วงทำอย่างนั้นจะดีหรือ ท่านไม่ตอบ นิ่มนวลมองสบตากับแก้วตาเป็นทำนองไม่ให้ขัดใจ

    ทั้งสามมัวแต่คุยกันไม่ทันสังเกตเห็นแมวแอบฟังอยู่ เธอรีบโทร.รายงานจารุวรรณซึ่งเพิ่งขับรถมาจอดหน้าออฟฟิศของไร่พนาเวท ยัยน้าจอมจุ้นถึงกับหัวเสีย เห็นดรลกำลังสั่งงานนายสวิงอยู่ปรี่เข้าไปถามว่าวฤกษ์ไปไหน นอกจากจะไม่ได้รับคำตอบ ยังโดนกระแนะกระแหนอีกต่างหาก จารุวรรณได้แต่เก็บความแค้นเอาไว้ในใจ...

    ด้านแก้วตาเข็นรถเข็นพาคุณย่ามะลิมาที่โคนต้นพะยอมตามที่ท่านร้องขอ ท่านแหงนดูดอกพะยอมที่ออกดอกบานสะพรั่งด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม รำพึงกับตัวเองเบาๆ

    “คุณพะยอม วันหนึ่งคุณจะต้องกลับมาที่นี่”

    คนเข็นรถได้ยินไม่ถนัดถามท่านว่าใครหรือ ท่านยังไม่ทันจะตอบอะไร เสียงจารุวรรณแหวเข้ามาก่อนตัวว่าพาคุณย่าออกมาทำไมเดี๋ยวไม่สบาย นี่ใกล้ค่ำแล้ว ยุงก็ชุม ถ้าคุณท่านเป็นอะไรไปเธอจะรับผิดชอบไหวหรือ แก้วตาอึกๆอักๆ คุณย่ามะลิปรายตามองอีกฝ่าย ก่อนจะบอกว่าท่านเป็นคนสั่งให้แก้วตาพามาเอง จารุวรรณไม่เข้าใจจะลงมาเองทำไม ถ้าอยากได้ดอกพะยอมก็ให้แก้วตาเด็ดไปให้ที่ห้องก็ได้

    “ไปสิ แก้วตาเด็ดดอกพะยอมมาให้คุณท่านสักหนึ่งดอก” จารุวรรณเห็นอีกฝ่ายลังเลจัดแจงจะเด็ดเองแล้วพยายามเขย่งไปที่กิ่งใกล้ที่สุด อยู่ๆท้องฟ้ามืดครึ้ม มีเงาดำรูปร่างคล้ายคนผลักยัยน้าจอมจุ้นล้ม เธอมอง

    ที่พื้นหญ้างงๆล้มได้อย่างไร โทษว่าเป็นเพราะพื้นไม่สม่ำเสมอ คงต้องให้วฤกษ์รื้อหญ้าทิ้งเทปูนแทนที่

    “วฤกษ์สั่งห้ามไว้ไม่ใช่เหรอ ห้ามใครเด็ดดอกพะยอม”

    “ก็แค่ต้นพะยอม ผูกพันอะไรกันนักหนา เอาน้ำร้อนราดไม่กี่วันก็คงตายแล้ว” จารุวรรณผละจากไปไม่สนใจ คุณย่ามะลิมองตามไม่สบอารมณ์ สั่งให้แก้วตาพากลับห้อง ผีแม่จิตปรากฏตัวขึ้นที่โคนต้นพะยอม มองตามจารุวรรณด้วยสายตากร้าว

    ooooooo

    นอกจากจะจุ้นจ้านแล้ว จารุวรรณยังปากดีอีกต่างหาก ผีแม่จิตจึงจัดการสั่งสอนด้วยการทำน้ำร้อนลวกมือตอนที่เธอจะชงชาร้อนดื่ม ถึงกับร้องโอดโอยลั่นครัว ปาริชาตกับนิ่มนวลตกใจรีบเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

    “ก็คงลอยหน้าลอยตารินน้ำร้อนน่ะค่ะ มือดันยื่นไปให้น้ำร้อนลวก...ร้อนมากไหมคะ” ป้าผ่องถามยั่ว

    จารุวรรณสะบัดหน้าใส่เดินออกไปอย่างหัวเสีย ขณะเดินผ่านต้นพะยอม ยัยน้าจอมจุ้นอดมองแล้วนึกถึงตอนตัวเองขู่จะเอาน้ำร้อนมาราดต้นพะยอมให้ตายไม่ได้ นึกผวาขึ้นมาเร่งฝีเท้าให้พ้นไปเร็วๆ วฤกษ์เดินสวนมาพอดี เธอเข้าไปออเซาะให้ช่วยเธอด้วยโดนน้ำร้อนลวกปวดแสบปวดร้อนไปหมดแล้ว เขาอาสาจะพาไปคลินิกใกล้ๆ เธอปฐมพยาบาลเองได้แค่ให้เขาช่วยเท่านั้น

    ครู่ต่อมา ระหว่างที่วฤกษ์ช่วยพันผ้าที่มือข้างโดนน้ำร้อนลวกให้ จารุวรรณเอาแต่จ้องเขาจนคนถูกจ้อง รู้สึกตัวเงยหน้าขึ้นมอง เธอทำเป็นสะเทิ้นอาย เขามาคิดๆดูแล้ว นี่ถ้าพี่สาวของเธอไม่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกับน้องชายของเขา เธอคงไม่ต้องทิ้งอนาคตมาอยู่ที่ชนบทแบบนี้

    “อย่าพูดแบบนี้สิคะ สำหรับวรรณ วรรณถือว่าเป็นความโชคดีมากกว่า ได้มาอยู่ในที่ที่อากาศดีบ้านเมืองสวยงามแล้วก็ได้อยู่ใกล้คนดีๆอย่างคุณ แล้วก็...ได้ดูแลยัยมิวหลานรักของเราไงคะ” จารุวรรณส่งตาหวานให้วฤกษ์อย่างไม่มีเม้ม ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่ายิ่งคุยก็ยิ่งเข้าตัวรีบตัดบท

    “ผมคงต้องรีบกลับ ยังต้องอีเมลติดต่อลูกค้าอีกหลายฉบับ อย่าลืมกินยาแก้ปวดด้วยนะครับ” วฤกษ์พูดจบรีบผละจากไป จารุวรรณมองตาม หมายมั่นปั่นมือจะเอาเขามาเป็นของตัวให้ได้ และที่เธอลงทุนเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ก็เพราะรักเขาตั้งแต่แรกเห็นกันในงานศพพ่อแม่ ของหนูมิว

    ooooooo

    รสิกาเสร็จงานทุกอย่างแล้วจึงมานั่งคุยกับคุณย่ามะลิที่เรือนไทย ท่านสั่งให้แก้วตาไปหยิบอัลบั้มรูปเก่าในห้องนอนมาให้ที เพื่อให้รสิกาได้เห็นว่า

    คุณพะยอมกับเธอหน้าตาเหมือนกันอย่างไรบ้าง แก้วตาหายเข้าไปในห้องสักพักออกมาพร้อมอัลบั้มรูปเก่าๆ คุณย่ามะลิเปิดหากระทั่งเจอรูปถ่ายของคุณพะยอมจึงส่งให้รสิกาดู

    หญิงสาวถึงกับตะลึง แม้จะละม้ายคล้ายคุณพะยอมมากอย่างที่คุณย่าท่านว่า แต่เธอก็ถ่อมตัวว่าไม่อาจเอื้อมไปคล้ายกับใคร ท่านไม่คิดว่าเป็นเรื่องอาจเอื้อมและก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีที่มาของมัน รสิกาไม่เข้าใจหมายความว่าอย่างไร ท่านยังไม่ทันจะอธิบาย วฤกษ์โวยวายเข้ามาเสียก่อน

    “ฉันจ้างเธอมาเป็นครูยัยมิวไม่ใช่ให้มานั่งคุยกับคุณย่าที่นี่”

    “สักครู่ฉันก็จะไปแล้ว แต่คุณมิวยังไม่กลับจากโรงเรียนนี่คะ”

    วฤกษ์ไม่พอใจที่เธอเถียงคำไม่ตกฟากพาลหาเรื่องเล่นงานต่างๆนานา ไม่คิดจะเตรียมอะไรไว้สำหรับสอนหนูมิวเลยหรือ เธอจัดการทุกอย่างไว้หมดแล้ว เขาไล่ให้เธอไปเตรียมตัว อีกสักครู่หนูมิวก็กลับจากโรงเรียนแล้ว รสิกาลาคุณย่ามะลิ ก่อนจะลุกออกไป ท่านไม่วายตะโกนไล่หลัง

    “แล้วมาหาฉันใหม่นะ คุณพะยอม”

    “ผมไม่อยากให้คุณย่าเรียกรสิกาอย่างนั้น เกรงว่าเธอจะเพ้อพกว่าเป็นคนในตระกูลของเรา การที่เธอจะหน้าเหมือนใครสักคนไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ ของแบบนี้บังเอิญกันได้”

    คุณย่ามะลิยืนยันนี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน...

    รสิกาต้องการจะเข้าถึงจิตใจของหนูมิวจึงสอบถาม ประวัติคร่าวๆของแกจากนิ่มนวลและป้าผ่อง ได้ความว่าแกชอบวาดรูป ชอบเอาหนังสือนิทานไปให้วฤกษ์อ่านให้ฟังแต่เขาไม่ค่อยมีเวลาให้ แต่พอถามสิ่งที่แกเกลียด นิ่มนวลกลับอึกอักไม่กล้าพูด ป้าผ่องก็เลยตอบคำถามแทนว่าเด็กไม่มีพ่อมีแม่ก็ต้องหวงคนที่แกรัก

    “แกรักคุณวฤกษ์ แกก็ต้องหวงไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ลุงแกหรอกค่ะ”

    “หนูพอจะเข้าใจล่ะ แล้วพ่อแม่ของคุณมิวไปไหนซะล่ะ”

    ป้าผ่องเล่าให้ฟังว่าตายหมด รถประสานงากับสิบล้อแต่หนูมิวไม่เป็นอะไรเลย รอดตายราวปาฏิหาริย์ บางคนเชื่อว่าหนูมิวเป็นลูกของวฤกษ์แต่ไปอาศัยท้องน้องสะใภ้มาเกิด รสิกาซักอีกว่าแล้วญาติทางแม่ไม่มีหรือ

    “มีสิคะ ก็คุณจารุวรรณนั่นไงเป็นน้าแท้ๆ พอพี่สาวตายก็ขนข้าวของมาอยู่ที่นี่ มาช่วยดูแลหลาน นี่ถ้าเข้ามาอยู่ในเรือนพะยอมได้ก็คงมาแล้วล่ะค่ะ ขัดที่คุณปาริชาตกับคุณย่ามะลิไม่เต็มใจ”

    ไม่ทันขาดคำวฤกษ์เดินหน้าบึ้งเข้ามาต่อว่ารสิกาว่าควรจะคอยรับหนูมิวไม่ใช่มานินทาคนอื่นอยู่ที่นี่ แมวที่แอบฟังอยู่ยิ้มสะใจ รสิกาไม่ได้มานินทาใคร แค่อยากรู้จักลูกศิษย์ของตัวเองให้มากขึ้นจะได้ดูแลได้ถูกจุด

    “อย่างน้อยก็พบแล้วว่าที่คุณมิวเกเรเอาแต่ใจนั้น น่าจะติดนิสัยมาจากใครบางคน” แดกดันจบรสิกาผละจากไป วฤกษ์มองไม่พอใจ เดินตามจนทัน คว้ามือเธอไว้จะต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อน เธอขอร้องให้ปล่อยมือ เขาไม่ยอมปล่อย สองคนมีปากเสียงกัน เขาเถียงสู้ไม่ได้เตือนให้เธอรู้ตัวว่าเธอยังไม่ผ่านการทดลองงานด้วยซ้ำ รสิกาโต้ไม่ยอมแพ้ในเมื่อทำงานเต็มที่แล้วยังถูกไล่ออก จะนึกว่านี่เป็นคราวซวยของตัวเอง

    ooooooo

    นอกจากจะโดนวฤกษ์เล่นงานแล้ว รสิกายังโดนหนูมิวอาละวาดใส่อีกต่างหาก จารุวรรณได้ยินเสียงเอะอะเข้ามาดู ไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น กลับโทษว่าเป็นเพราะเธอดูแลไม่ดีทำให้หนูมิวก้าวร้าวหนักข้อขึ้น

    “ฉันว่าเก็บข้าวของออกไปจากบ้านนี้ได้แล้ว ก่อนที่หลานสาวฉันจะเป็นคนก้าวร้าวไปมากกว่านี้”

    “คนที่จะไล่ฉันออกได้ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นค่ะ คือคุณวฤกษ์”

    “เหรอ อย่าท้าทายฉันนะนังรสิกา”...

    ที่เรือนคุณย่ามะลิ จารุวรรณไม่รอช้ารีบไปฟ้อง วฤกษ์ให้ไล่รสิกาออก ก่อนที่หนูมิวจะกลายเป็นเด็กก้าวร้าว คุณย่ามะลิไม่ยอมให้ใครหน้าไหนไล่คุณพะยอม ไปจากที่นี่ จารุวรรณทักท้วง คุณพะยอมตายไปเป็นร้อยปีแล้ว ยังละเมอถึงอีกหรือ วฤกษ์ไม่ค่อยพอใจที่เธอพูดจาไม่ดีกับท่าน ชวนเธอไปคุยกันที่อื่น ท่านจะได้พักผ่อน คุณย่ามะลิยังตะโกนไล่หลังวฤกษ์กับจารุวรรณที่เดินออกไปว่าคุณพะยอมต้องอยู่ที่นี่...

    จารุวรรณหาว่าคุณย่ามะลิเลอะเทอะ แค่คนหน้าเหมือนกันมีออกถมเถทำไมวฤกษ์ถึงไม่อธิบายให้ท่านเข้าใจ เขาถือว่าคุณย่ามะลิคือผู้ใหญ่สูงสุดในเรือนพะยอมและไร่พนาเวท จารุวรรณโต้ถึงจะเป็นผู้ใหญ่สูงสุด แต่ก็แก่จนหลงแล้ว ปาริชาตเดินนำดรลตามเข้ามา

    “หลงเพราะอายุมากใครๆก็ให้อภัยได้ แต่ถ้าหลงเพราะคิดว่าตนมีอำนาจในเรือนคนอื่นน่ะมันน่าละอาย”

    “คุณปาริชาตว่าวรรณหรือคะ ที่วรรณเสียงดังก็เพราะไม่อยากเห็นนังครูคนใหม่ทำให้หลานมิวก้าวร้าวค่ะ วรรณรับไม่ได้ เสียงดังลั่นบ้าน พี่วฤกษ์ต้องยุติธรรมแล้วก็ไปดูว่าความจริงมันเป็นยังไง ไปดูให้เห็นกับตาเลย”...

    ครั้นมาถึงห้องหนูมิวกลับพบแกนั่งวาดรูปอยู่กับรสิกาอย่างอารมณ์ดีไม่ได้อาละวาดใส่รสิกาอย่างที่ จารุวรรณกล่าวหา ยัยน้าจอมจุ้นเจ็บใจคิดหาทางเล่นงาน เธอให้ได้...

    ดึกสงัด รสิกาตกใจตื่นขึ้นจากฝันร้าย ได้ยินเสียงคนลากอะไรบางอย่างหนักๆผ่านหน้าห้อง เธอตัดสินใจลุกไปดู กลับไม่พบอะไร

    ooooooo

    เสียงลากของหนักที่ได้ยินเมื่อคืนยังรบกวนจิตใจไม่หาย รสิกาตื่นขึ้นแต่เช้าสำรวจไปรอบๆเรือนพะยอม กลับไม่พบร่องรอยใครลากของแม้แต่น้อย ดรลเห็นเธอก้มๆเงยๆอยู่เข้ามาถามว่าอะไรหายหรือ เธอกลับย้อนถามเขาว่าปกติถ้างานเร่งมากคนงานต้องทำงานตอนกลางคืนหรือเปล่า

    “แน่นอนครับ ถ้างานเร่งพี่วฤกษ์กลัวส่งของไม่ทันก็จะระดมกันทำงานหามรุ่งหามค่ำ เราทำกันแบบนี้มานานแล้วครับ ถ้าทำไม่ทันบริษัทของเราก็จะถูกปรับ”

    รสิกาพยักหน้ารับรู้ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง แล้วรีบตัดบทขอตัวไปดูหนูมิวก่อน จากนั้นไม่นาน รสิกาจูงหนูมิวมาที่รถซึ่งนายแสงยืนรอท่าอยู่ แต่เด็กน้อยไม่ยอมขึ้นรถมองหาวฤกษ์ นายแสงรายงานว่านายท่านมีนัดกับลูกค้าออกไปแต่เช้า แต่ฝากเรื่องสำคัญไว้เรื่องหนึ่ง ท่านให้คุณครูรสิกาหอมแก้มหนูมิวแทนท่านด้วย

    “ฉันทำแทนไม่ได้หรอกค่ะ รีบไปโรงเรียนเถอะค่ะคุณมิว”

    หนูมิวไม่ยอมไปร้องไห้โวยวายว่าคุณครูไม่รักษาสัญญาของคุณลุง เธอจนใจจำต้องทำตามแต่ก็ออกตัวว่านี่เป็นการหอมแก้มของเธอไม่ได้หอมแทนคนอื่น เด็กน้อย รีบเอียงแก้มให้หอม แล้วเข้าไปนั่งในรถโดยไม่ต้อง

    บอกซ้ำ รสิกายืนส่งจนลับสายตาแล้วรีบตรงไปที่ครัว แก้วตา ป้าผ่องกับนิ่มนวลกำลังตั้งวงกินข้าวกันอยู่ ป้าผ่องชวนเธอกินข้าวด้วยกัน แมวทำเนียนเข้ามานั่งร่วมวงด้วยทั้งที่ไม่มีใครชวน ยังไม่ทันตักข้าวกินรสิกา รีบถาม

    “เมื่อคืนใครได้ยินเสียงคนลากอะไรหนักๆบ้าง เสียงมันดังแปลกๆ”

    ทุกคนพากันส่ายหน้า นิ่มนวลหน้าถอดสี ใช่ผีหรือเปล่าหมู่นี้เริ่มมีเหตุการณ์แปลกๆ แมวพยักพเยิดเห็นด้วย วันก่อนคุณวรรณก็โดนผีหลอกที่เรือนไทย ตอนไปที่ห้องเก็บอัฐิของท่านเจ้าคุณ รสิกาตาวาวขึ้นมาทันที...

    ด้วยความต้องการจะให้ความจริงกระจ่าง รสิกาบุกไปที่ห้องเก็บอัฐิ ประตูห้องปิดอยู่ดีๆก็ค่อยๆเปิดออกเองช้าๆ ผีแม่จิตเป็นเงาดำรางๆเดินผ่านประตูออกมาแล้วหายวับไป ครูสาวตกใจเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น ดรลมาทันเห็นพอดีปรี่เข้าไปประคองไว้ทันก่อนจะล้มหัวฟาดพื้น ครู่ต่อมาเขาอุ้มเธอมาวางที่โซฟาในห้องโถง

    ปาริชาตเข้ามาเห็นเธอนอนหมดสติอาสาจะไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าให้ ดรลบีบนวดแขนเธอพร้อมกับเรียกชื่อให้รู้สึกตัว วฤกษ์ยืนมองอยู่ไม่ค่อยจะพอใจนัก ร้องถามว่าเกิดอะไรขึ้น

    “พี่วฤกษ์ คือผมเห็นคุณครูรสิกาเป็นลมอยู่ที่บนเรือนไทยก็เลย...”

    รสิการู้สึกตัวลืมตาขึ้น ปาริชาตกลับมาพร้อมกับอ่างใส่น้ำกับผ้าขนหนู บอกให้เธอนอนไปก่อนอย่าเพิ่งลุกท่านจะเช็ดหน้าให้ สักพักรสิกาหายเป็นปกติ วฤกษ์สั่งเสียงเย็นชาถ้ารู้สึกดีขึ้นแล้วไปพบเขาที่ห้องทำงาน ครั้นเธอไปที่ห้องทำงานตามคำสั่ง ก็ถูกวฤกษ์เล่นงาน ไม่เปิดโอกาสให้อธิบายหรือแก้ตัวใดๆ โดยเฉพาะที่กล่าวหาว่าเธอยอมให้ดรลถูกเนื้อต้องตัวซึ่งเป็นเรื่องไม่งาม และอาจเป็นตัวอย่างไม่ดีให้หนูมิว

    ooooooo

    คุณครูสาวพกเอาทั้งความโกรธความอายกลับมา ยังห้องพักของตัวเอง คว้ามือถือโทร.หากมลรัตน์ระบายความอัดอั้นให้ฟัง ไม่รู้จะทนอยู่ที่นี่ได้นานแค่ไหน มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น รสิการีบวางสายเอามือถือซ่อนใต้ผ้าห่ม ปาริชาตกับนิ่มนวลเปิดประตูเข้ามา นิ่มนวลเอาผลไม้ที่ป้าผ่องปอกไว้มาให้

    ปาริชาตต้องการคุยกับรสิกาลำพังจึงบอกให้นิ่มนวลออกไปก่อน รอจนประตูห้องปิดจึงบอกธุระที่มาครั้งนี้ก็เพื่อจะขอให้เธอมองข้ามไปบ้างหากถูกวฤกษ์ดุด่า ว่ากล่าว อย่าเพิ่งถอดใจลาออกไปเสียก่อน ท่านสงสารหนูมิว และที่สำคัญเธอเป็นครูคนแรกที่แกยอมรับ ก็เลยอยากให้อยู่ที่นี่นานๆ

    “ฉันไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ คุณปาริชาตเพียงแต่สงสัยอะไรบางอย่าง”

    สิ่งที่รสิกาสงสัยยังคงเป็นเรื่องเดิมที่มีเสียงคนลากของหนักๆตอนกลางดึก เมื่อคืนเธอก็ได้ยินเสียงนั้นอีก ปาริชาตสงสัยคงเป็นเพราะเธอเครียดเรื่องงาน เพราะตั้งแต่ท่านอยู่ที่นี่ไม่เคยได้ยินอะไรอย่างที่เธอว่า

    “หรือว่าเธอกลัวผีอย่างที่คนในเรือนพะยอมลือกันก็เลยคิดไปเอง”

    “ฉันได้ยินจริงๆนะคะ” รสิกายืนกราน...

    ทางด้านวฤกษ์ไม่ค่อยจะพอใจนักที่รู้จากดรลว่าไปเจอรสิกาเป็นลมอยู่หน้าห้องเก็บอัฐิแถมดรลยังออกหน้าขอร้องเขาไม่ให้ไปต่อว่าเธอ วฤกษ์ไม่เข้าใจแค่เจอรสิกาไม่กี่วันดรลคิดจะปกป้องเธอแล้วหรือ เขา

    แค่อยากลองคบเธอดูเผื่อจะลืมวิยะดาได้บ้างถ้าวฤกษ์ไม่ว่าอะไร

    “นั่นมันสิทธิ์ของนาย ถ้ามั่นใจว่ารสิกาเป็นคนดี เป็นคนที่จะเยียวยาหัวใจนายได้พี่ก็ไม่ห้าม” วฤกษ์มองตามดรลที่ผละจากไปไม่เข้าใจตัวเองทำไมต้องหงุดหงิด

    ooooooo

    วันนี้รสิกามีนัดกับกมลรัตน์ที่ห้างฯในตัวเมือง เพื่อไม่ให้ใครสงสัยจึงแต่งเรื่องว่าต้องไปซื้อสีเทียนกับนิทานให้ลูกศิษย์คนโปรด โดยขอติดรถไปกับหนูมิว นายแสงส่งเจ้านายตัวน้อยที่โรงเรียนเรียบร้อยก็แวะส่งรสิกาที่หน้าห้างฯ ทีแรกเขาจะรอรับกลับ แต่เธออ้างว่ากลับรถรับจ้างเองได้

    ไม่นานนัก กมลรัตน์มาถึงร้านกาแฟตามนัด รสิกาปรับทุกข์เรื่องที่คนในเรือนพะยอมคอยจ้องแต่จะขย้ำให้ฟัง แต่นับเป็นโชคดีที่ยังมีดรลคอยช่วยเหลือ กมลรัตน์ เตือนเพื่อนรักอย่าไปหลงคารมผู้ชายคนนี้ พวกที่บ้านโชติรสเชื่อว่าเขาเป็นคนทำให้วิยะดาตาย เพียงแต่ไม่มีหลักฐาน

    “เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ไหนเธอว่าจะไปซื้อของให้ลูกศิษย์ตัวน้อยไง ไปกันเถอะ”...

    ระหว่างที่รสิกาเลือกซื้อของให้หนูมิวอยู่ที่แผนกเครื่องเขียน วฤกษ์โผล่มาจากไหนไม่รู้จะจ่ายเงินให้ โชคดีที่กมลรัตน์ไปเลือกซื้อหนังสืออยู่อีกมุมหนึ่งหันมาเห็นพอดีรีบชิ่งไปได้ทันก่อนที่เขาจะเห็น รสิกาแอบถอนใจโล่งอก รีบชวนเขากลับ วฤกษ์ยังไม่อยากกลับขอให้เธอกินข้าวเป็นเพื่อน

    ขณะกินมื้อค่ำด้วยกัน รสิกาสบโอกาสเหมาะต่อว่าเขาที่เป็นเจ้านายประเภทกดขี่แรงงาน ดึกๆดื่นๆยังใช้ให้คนงานลุกขึ้นมาลากของอะไรหนักๆอีก เขาหาว่าเธอประสาท

    “คืนไหนที่เธอได้ยินอีก ช่วยไปปลุกฉันด้วย จะได้พิสูจน์กันไปว่าผู้หญิงที่ชื่อรสิกาประสาทหรือผู้ชายที่ชื่อวฤกษ์กดขี่แรงงานอย่างที่เธอต่อว่าฉันฉอดๆๆ”...

    ดึกคืนเดียวกัน ผีแม่จิตเริ่มอาละวาดหนักข้อขึ้น พยายามจะสิงร่างรสิกาที่นอนกระสับกระส่ายฝันร้าย

    ผีวิยะดาปรากฏตัวขึ้น ขอร้องอย่าทำอะไรผู้หญิงคนนี้เลย ผีแม่จิตกลับเคลื่อนเข้าหาอย่างเอาเรื่องเพราะถือว่าตัวเองเป็นผีเรือนที่นี่ ผีวิยะดาสู้ไม่ได้หายวับไป ผีแม่จิต กลายเป็นร่างโปร่งแสงจะสิงรสิกาอีกครั้ง แต่เธอดิ้นรนทำให้ผีแม่จิตไม่สามารถสิงได้ ร่างโปร่งแสงเปลี่ยนเป็นกายหยาบนั่งร้องไห้อยู่ข้างเตียง

    ครั้นหันไปมองรสิกาที่นอนหลับอยู่บนเตียงเห็นเป็นคุณพะยอม ผีแม่จิตถึงกับปล่อยโฮ จับมือรสิกาขึ้นมาแนบแก้มน้ำตาสีแดงเข้มหยดลงบนมือเธอ อีกมุมหนึ่งหน้าห้อง วฤกษ์ผ่านมาได้ยินเสียงผีแม่จิตร้องไห้คิดว่าเป็นเสียงรสิกาก็ตกใจ จะเปิดประตูเข้าไปแต่มันล็อก นึกเป็นห่วงเธอขึ้นมา รีบไปขอกุญแจสำรองจากปาริชาต

    ครู่ต่อมา ปาริชาตกับวฤกษ์ไขกุญแจห้องเข้ามา ผีแม่จิตหายวับไป รสิกาผวาตื่นขึ้นทันที ปาริชาตเข้ามาถามว่าฝันร้ายหรือ เธอคิดว่าน่าจะโดนผีอำมากกว่า

    วฤกษ์เดินสำรวจว่าแอร์เย็นพอหรือเปล่า แนะให้เปลี่ยนห้องใหม่อาจทำให้นอนหลับสบายกว่านี้

    “ห้องนี้ดีอยู่แล้วค่ะ อีกอย่างฉันจะไม่เปลี่ยนห้องไปไหนเด็ดขาด อยู่ตรงนี้ได้อยู่ใกล้คุณมิวด้วย”

    “ถ้าไม่มีอะไรก็พักผ่อนต่อเถอะ เราสองคนไม่รบกวนแล้ว” ปาริชาตชวนวฤกษ์ออกมา รสิกาเพิ่งสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีแดงเกือบดำที่หยดบนมือ แปลกใจว่ามาจากไหน

    ooooooo

    รสิกาไม่สบายใจที่ถูกผีอำเมื่อคืน จึงขอร้องให้ดรลพาไปไหว้พระทำบุญกันก่อนแล้วค่อยให้เขาพาไปชมไร่พนาเวท เขาพาไปไหว้หลวงพ่อที่วัดป่าแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของเขากับแม่ หลวงพ่อเห็นผีวิยะดาตามดรลแจก็หลับตาทำสมาธิจนมีกายทิพย์สามารถคุยกับวิญญาณได้ จึงสอบถามวิยะดาว่าติดตามดรลทำไม

    เธอเล่าให้ท่านฟังทั้งน้ำตาว่าก่อนตายเธอทำผิดต่อดรลไว้มาก จึงจำเป็นต้องชดใช้ความผิดนั้น และเธอจะพ้นทุกข์ก็ต่อเมื่อคนรักของเธอสมหวังกับคนที่เขารัก เธอถึงจะไปได้อย่างสบายใจ

    “ทิฐิมานะของโยมจะทำให้โยมเป็นทุกข์” หลวงพ่อสั่งสอนเสร็จกายทิพย์หายวับไปเช่นเดียวกับวิยะดา...

    หลังจากทำบุญเสร็จ ดรลพารสิกามาเที่ยวไร่พนาเวท วฤกษ์เห็นความสนิทสนมของทั้งคู่ก็เกิดหึงหวงพาลหาเรื่องต่อว่าต่างๆนานา ดรลเห็นไม่เข้าทีก็เลยจะพาเธอกลับ วฤกษ์สั่งให้เขาอยู่ดีลกับลูกค้า ตนจะไปส่งเธอเอง ขณะเดินมาที่รถ จารุวรรณขับรถมาจอดพอดีเห็นรสิกาอยู่ที่นั่นด้วยก็ไม่พอใจแต่ไม่กล้าทำอะไรต่อหน้าวฤกษ์ แสร้งตีหน้ายิ้มแย้มชวนเขาไปหาข้าวกลางวันกินกัน เขาไปไม่ได้มีธุระกับรสิกา

    “คุณรสิกาทำผิดกฎหลายอย่าง ผมจำเป็นต้องอบรมสักหน่อย เป็นการส่วนตัว ขอตัวครับ” วฤกษ์หันมาเชิญรสิกาขึ้นรถ เตือนอย่าให้ต้องพูดซ้ำ

    “ถ้ามันจองหองนักก็ไล่ออกเลยค่ะ ครูพี่เลี้ยงหาที่ไหนก็ได้” จารุวรรณตะโกนไล่หลัง...

    เมื่อได้อยู่กันลำพังในรถ รสิกาอดถามไม่ได้ว่าทำผิดกฎเรื่องอะไร เขากล่าวหาว่าเธอผิดที่ออกจากเรือนพะยอมโดยไม่ขออนุญาตและจากนี้ไปจะไปไหนก็ให้นายแสงพาไปหรือไม่เขาจะพาเธอไปเอง

    “เพิ่งรู้ว่าการเป็นพี่เลี้ยงเด็กนี่ต้องติดคุกด้วย” รสิกาเชิดหน้าใส่ วฤกษ์หมั่นไส้แกล้งกระแทกเบรกอย่างแรงให้เธอหัวทิ่มเล่น

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    สมบัติมหาเฮง EP.8 เมธีและพวก ตามหาบันทึกจนเจอ แต่ถอดความไม่ได้

    สมบัติมหาเฮง EP.8 เมธีและพวก ตามหาบันทึกจนเจอ แต่ถอดความไม่ได้
    30 ก.ย. 2563

    03:15 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพุธที่ 30 กันยายน 2563 เวลา 07:14 น.