ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เรือนพะยอม

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ณ ต้นพะยอมสูงตระหง่านกลางลานกว้าง ดอกสีขาวนวลบานเต็มต้นงดงามท่ามกลางคืนที่เต็มไปด้วยแสงดาวระยิบระยับ มีเสียงผู้หญิงขับร้องเพลงไทยเดิมดังแว่วมาตามสายลม

    ผีแม่จิตในชุดไทยสมัยรัชกาลที่ 7 ปรากฏร่างขึ้น เสียงสะอื้นเบาๆผสมกับเสียงเพลงโหยหวนยิ่งทำให้บรรยากาศวังเวงน่าขนลุก ลมพัดกลีบดอกพะยอมร่วงลงมาไม่ขาดสายตั้งแต่ค่ำคืนจนกระทั่งฟ้าสาง ทำให้ลานหญ้าเขียวขจีใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นขาวโพลนไปด้วยกลีบดอกพะยอม

    วฤกษ์ก้มลงกอบกลีบพะยอมไว้เต็มกำมือ แหงนดูต้นพะยอมที่ออกดอกบานสะพรั่งสีหน้าเต็มไปด้วยความสุข ก่อนจะยกขึ้นดมกลิ่นหอมของมัน แล้วผละจากไป อีกมุมหนึ่งใกล้กับเรือนพะยอม ปาริชาตยืนอยู่กับดรลลูกชายมองมาที่วฤกษ์

    “ดอกพะยอมออกดอกทั้งปี อัศจรรย์นัก มีดอกให้วฤกษ์ชื่นชมได้ทุกวัน”

    “ที่อื่นก็ไม่ดกอย่างนี้นะแม่”

    ปาริชาตเห็นด้วยกับลูกชาย ต้นพะยอมต้นไหนก็ไม่มีทางเหมือนกับต้นนี้...

    ด้านวฤกษ์วางกลีบดอกพะยอมไว้ที่คอนโซลหน้ารถยังไม่ทันจะสตาร์ต มีเสียงร้องกรี๊ดๆของเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจดังขึ้น เขามองหันตามเสียงเห็น ด.ญ.ภคมน หรือหนูมิวหลานสาวสุดเลิฟในชุดนักเรียนกำลังอาละวาดใส่นิ่มนวลเนื่องจากไม่อยากไปโรงเรียน ทั้งนิ่มนวลและนายแสงคนขับรถพยายามกล่อมให้ไปเท่าไรก็ไม่สำเร็จ

    ร้อนถึงวฤกษ์ต้องลงจากรถมาจัดการ แค่เขาร้องเรียกพร้อมกับกางแขนออก หนูมิวลืมไปเลยว่าเมื่อครู่กำลังอาละวาดอยู่ โผเข้ามากอด

    “คนเก่งของลุง ร้องไห้ทำไมกันครับ...ฟังลุงนะไปโรงเรียนกับนายแสงแล้วตอนเย็นลุงจะไปรับเอง เราจะไปกินไอติมด้วยกัน”

    หนูมิวยิ้มกว้างทันที ยื่นนิ้วก้อยไปให้วฤกษ์เกี่ยวเป็นการให้สัญญา เขาเกี่ยวก้อยด้วยแล้วขอหอมแก้มเป็นของแถม เด็กน้อยปาดน้ำตาทิ้งเอียงแก้มให้เขาหอมซ้ายหอมขวาก่อนจะวิ่งตื๋อไปขึ้นรถที่นายแสงเป็นสารถี ปาริชาตยืนมองอยู่ ดรลส่ายหน้าระอาใจกับความดื้อรั้นเอาแต่ใจตัวเองของหนูมิวพลางบ่น

    “ใครๆก็ปราบไม่ได้ เว้นแต่ลุงวฤกษ์คนเดียว”

    ดรลเห็นได้เวลาทำงานขอตัวไปไร่ก่อน แล้วเดินแยกไปอีกทางหนึ่ง

    ooooooo

    นิ่มนวลยืนส่งคุณๆเรียบร้อยรีบไปที่ครัวของเรือนพะยอมบ่นให้ป้าผ่องที่กำลังจัดสำรับอาหารเช้าให้มะลิฟังกว่าจะปราบพยศหนูมิวได้แทบตาย โชคดีที่วฤกษ์ยังไม่ได้ไปข้างนอกไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมไปโรงเรียน

    “คุณหนูขี้อ้อน พ่อแม่ไม่มี มีแต่ลุงก็อย่างนี้แหละโตขึ้นก็ดีเอง นังนิ่มยกสำรับนี่ไปให้คุณท่านบนเรือนเลย”

    เป็นจังหวะเดียวกับปาริชาตเข้ามาดูความเรียบร้อย นิ่มนวลหันไปถามว่าเมื่อไหร่ครูคนใหม่จะมา เธอเองยังไม่รู้เลยว่าทางนั้นจะตอบตกลงหรือเปล่า เด็กสาวเพิ่งเรียนจบคงไม่อยากมาอยู่ในไร่แบบนี้ แต่ถึงจะมาก็ไม่รู้จะอยู่ได้กี่วัน สองเดือนมานี่หนูมิวเปลี่ยนครูพี่เลี้ยงไปสามคนแล้ว นิ่มนวลช่วยเสริมยังจำชื่อไม่ได้เลย ลาออกแล้ว ป้าผ่องเห็นเธอมัวแต่โม้ เร่งให้ยกสำรับขึ้นไปได้แล้วคุณท่านรออยู่ นิ่มนวลรีบทำตามสั่ง

    “วันนี้ทำอะไรกินป้าผ่อง”

    “อุ๊ย ไอ้อาหารของเราๆน่ะไม่มีอะไรมากมายหรอกค่ะคุณ แต่อาหารพิเศษพิสดารของคุณน้าจอมวุ่นสิคะ ฮึ สรรหาแต่ละอย่างไม่อยากพูด...” ป้าผ่องนินทาได้แค่นั้นก็เหลือบเห็นคนที่ตัวเองนินทามายืนกอดอกอยู่ที่ประตูห้องครัวพึมพำว่าตายยากจัง แล้วหันไปถามปาริชาตกลบเกลื่อนว่าจะกินเลยไหมตนจะได้ตั้งโต๊ะให้ คนถูกถามยังไม่ทันตอบ จารุวรรณชิงพูดขึ้นเสียก่อน

    “เป็นเพราะบ้านนี้ขาดแม่บ้านก็เลยไม่มีระเบียบ อาหารเช้าควรตั้งโต๊ะรับประทานพร้อมกัน ธรรมเนียมผู้ดีที่ไหนเขาก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้น”

    “คนที่นี่ต้องทำงานกันทุกคน ไม่มีใครเป็นผู้ดีหรอก จะพูดอะไรก็ระวังบ้าง อย่าลืมว่าคุณวฤกษ์มอบหมายให้ฉันเป็นคนดูแลบ้านไม่ใช่เธอ” ต่อว่าจบปาริชาตผละจากไป จารุวรรณเดินแยกออกไปอีกทางหนึ่งอย่างหัวเสีย เห็นแมวทำงานสวนอยู่ที่มุมหนึ่งเอาเงินห้าร้อยบาทไปให้ ติดสินบนให้เธอคอยคาบข่าวเกี่ยวกับเรือนพะยอมมาบอก เธอรับรองจะส่งข่าวให้จารุวรรณรู้ทุกเรื่อง...

    ด้านนิ่มนวลถือถาดใส่สำรับมาให้มะลิที่เรือนไทย แก้วตาเข้าไปช่วยเธอจัดอาหารขึ้นโต๊ะพลางเอ่ยขึ้นลอยๆ ได้ยินเสียงหนูมิวร้องโยเยแต่เช้า นิ่มนวลเล่าให้ฟังว่าถ้าคุณลุงวฤกษ์ไม่ส่งขึ้นรถก็คงไม่ยอมไปโรงเรียน ปาริชาตตามเข้ามานั่งข้างๆมะลิปลอบว่าอย่าเพิ่งเครียดเดี๋ยวจะนอนไม่หลับ

    “หนูมิวก็งอแงตามประสาเด็กน่ะแหละค่ะ เดี๋ยวพี่เลี้ยงคนใหม่มาก็คงดีขึ้น”

    “คนเราถ้าไม่มีบุญหรือกรรมสัมพันธ์กันก็ไม่มีวันได้มาอยู่ร่วมกันหรอก คนเราจะพบหรือพรากมันขึ้นอยู่กับกรรม แม่ปาริชาตเชื่อฉันสิ ใครไม่มีอดีตเกี่ยวข้องกับเรือนพะยอมไม่มีวันได้มาอยู่ที่นี่หรอก”...

    ดึกสงัด บรรยากาศของบ้านรสรินที่กรุงเทพฯดูวังเวงชวนสยองขวัญ ผีแม่จิตปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบ้าน มองเข้าข้างในเห็นไฟปิดมืด เธอค่อยๆเคลื่อนตัวเข้าไปช้าๆ

    อีกมุมหนึ่งหน้าห้องรสิกาผู้เป็นลูกสาว ชัยพ่อเลี้ยงของเธอลองหมุนลูกบิดประตูห้องดูพบว่าไม่ได้ล็อก เขายิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปหวังจะรวบหัวรวบหางลูกเลี้ยง แต่ต้องตกใจสุดๆเมื่อเห็นผีแม่จิตนอนผมสยายอยู่ข้างๆมองมาที่เขาด้วยสายตากร้าว ชัยรีบหลบออกมาแทบไม่ทัน เสียงประตูปิดปังทำให้รสิกาตกใจสะดุ้งตื่น ผีแม่จิตหายไปแล้ว เธอกวาดตามองไปรอบห้องพบแต่ความว่างเปล่า

    ทางด้านชัยวิ่งหนีผีแม่จิตชนข้าวของล้ม รสรินได้ยินเสียงโครมครามออกดู เห็นเขาล้มกลิ้งอยู่กับพื้นถามว่าไปไหนมา เขาอ้างไปเดินเล่นมา เธอขอร้องให้เลิกทำร้ายจิตใจกันแบบนี้สักที อย่าคิดว่าเธอรู้ไม่ทัน จากนั้นก็กลับเข้าห้อง ชัยยันตัวเองลุกขึ้นมองไปที่ห้องนอนรสิกาด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
    รสิกาเปิดไฟโต๊ะหัวเตียงแล้วลุกขึ้นเจอกลีบดอกพะยอมอยู่บนที่นอน มองแปลกใจมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

    ooooooo

    รสิกาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาวางเตรียมไว้ แล้วนึกถึงกลีบดอกพะยอมเมื่อคืนขึ้นมาได้ เปิดหมอนดูแต่ไม่พบ ไม่เข้าใจว่าหายไปไหน รสรินเข้ามาเห็นกระเป๋าเดินทางวางอยู่ก็ตกใจ ยังไม่ทันจะพูดอะไรรสิกาชิงพูดขึ้นเสียก่อนว่าคงจะอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว ท่านคงทราบดีว่าเพราะอะไร

    “ไม่นะ แม่ไม่ยอม แม่ไม่ให้ไป”

    “อย่าห้ามหนูเลยค่ะ พอดีหนูได้งานเป็นครูพี่เลี้ยงเด็กที่เชียงใหม่ค่ะ”

    รสรินพยายามอ้อนวอนขอร้องให้รสิกาอยู่ ถึงขนาดจะไล่พ่อเลี้ยงจอมหื่นไปจากบ้านนี้ เธอส่ายหน้าเศร้าๆจะไล่เขาไปได้อย่างไรในเมื่อแม่มีลูกกับเขา ตนไม่อยากทำให้น้องต้องกำพร้าแล้วลากกระเป๋าเดินทางออกไป รสรินไม่ละความพยายามตามมาอ้อนวอนให้เธอเปลี่ยนใจ

    “หนูตัดสินใจแล้วค่ะแม่ หนูลาค่ะ” รสิกาไหว้ลาแม่ มองชัยด้วยสายตาชิงชังก่อนจะลากกระเป๋าต่อไป ชัยตวาดรสรินอย่างหัวเสียถ้ามันคิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วก็ให้ปล่อยมันไป เธอโทษว่าเป็นเพราะเขาคนเดียวที่คิดมิดีมิร้ายรสิกาถึงต้องไปจากที่นี่ เขากลับด่าเธอว่าทุเรศหึงกระทั่งลูกสาวตัวเอง

    “คุณมันคนเห็นแก่ตัว มักมากไม่เคยเปลี่ยนฉันเกลียดคุณ รู้ไว้ด้วย” รสรินเดินหนีไปทั้งน้ำตา ชัยยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ แล้วเดินขึ้นข้างบน ขณะผ่านหน้าห้องรสิกาเขานึกถึงภาพผีแม่จิตนอนสยายผมอยู่บนเตียงของรสิกาเมื่อคืนยังสยองขวัญไม่หาย รีบเดินไปที่ห้องตัวเอง อยู่ๆโมบายที่แขวนไว้ดังรัวขึ้นคล้ายถูกเขย่า เขาหันขวับไปมอง มันกลับสงบนิ่งราวกับไม่เคยขยับเขยื้อนมาก่อน

    ครั้นชัยหันกลับมันดังขึ้นอีกเขาถึงกับหน้าเสีย สวมวิญญาณน้องหมาเผ่นแน่บ...

    ด้วยเหตุที่ต้องออกจากบ้านก่อนกำหนดเวลาที่จะไปทำงานเป็นครูพี่เลี้ยง รสิกาจึงโทร.ขอความช่วยเหลือจากกมลรัตน์หรือก้อยเพื่อนรักซึ่งอยู่ที่เชียงใหม่เช่นกัน เพื่อขอพักที่บ้านเธอหนึ่งอาทิตย์ก่อนงานจะเริ่ม แม้จะกะทันหันแต่กมลรัตน์ก็ยินดีช่วยโดยไม่ลืมขออนุญาตจากกรรณิการ์ผู้เป็นป้าทั้งเรื่องที่พักและเรื่องขอลางานไปรับ เพื่อนที่สนามบิน ท่านไม่ขัดข้อง

    “ตามสบาย บ้านโชติรสก็เป็นของก้อยด้วย แล้วพบกันตอนเย็นที่บ้านนะก้อย”

    “ค่ะคุณป้า” กมลรัตน์ว่าแล้วเดินลิ่วออกไป...

    ขณะที่กมลรัตน์ขับรถไปรับรสิกาที่สนามบินเชียงใหม่ จารุวรรณสร้างความหมั่นไส้ให้คนในไร่พนาเวท และที่เรือนพะยอมไม่ว่างเว้น บ่ายนี้ก็เช่นกันเธอบ่นกับดรลว่าวฤกษ์ไปกรุงเทพฯทั้งทีทำไมไม่บอกกันสักคำ เขามองเธอหัวจดเท้า จารุวรรณเสียงเขียวใส่มองอะไร

    “ทำไมพี่วฤกษ์ถึงต้องรายงานคุณวรรณด้วย” แดกดันจบ ดรลเดินจากไป จารุวรรณมองตามแค้นใจ

    ooooooo

    นายแสงกำลังขับรถพาวฤกษ์ไปรับหนูมิว

    ตอนที่เห็นเจ้านายเอามือแตะที่อกข้างซ้ายเนื่องจากอาการเจ็บแปล๊บๆกำเริบขึ้นมาอีก เขาแนะให้ไปหาหมอ ทิ้งไว้แบบนี้ไม่ดีแน่

    “ขอบใจนายแสง รีบกลับเถอะฉันเป็นห่วงหนูมิว... อ้อ ครูพี่เลี้ยงคนใหม่ตอบรับมาเมื่อสายวันนี้นะ อีกเจ็ดวันจะมาเริ่มงานได้ จะอยู่ได้สักกี่วันก็ไม่รู้” วฤกษ์สีหน้าหนักใจ นายแสงปลอบว่าครูคนนี้อาจจะเข้ากับคุณหนูก็ได้ วฤกษ์ขอบใจเขามากที่เป็นกำลังใจให้...

    บ้านโชติรสซึ่งรสิกามาพักอยู่ชั่วคราวระหว่างรอทำงาน เป็นคฤหาสน์โบราณสร้างพร้อมๆกับเรือนพะยอมที่ทำงานใหม่ของรสิกา กมลรัตน์เล่าให้เพื่อนรักฟังคร่าวๆ ระหว่างพาไปห้องพักรับรองแขกว่าบ้านโชติรสกับบ้านพนาเวทเจ้าของเรือนพะยอมเคยสนิทสนมกัน แต่ตอนนี้มีปัญหากัน แล้วเตือนรสิกาอย่าเผลอเล่าให้ใครในบ้านตนฟังว่าเธอจะไปทำงานที่เรือนพะยอม ส่วนสาเหตุอะไรไว้วันหลังตนจะเล่าให้ฟัง...

    ที่โต๊ะอาหารบนเรือนพะยอม ระหว่างที่ทุกคนนั่งกินมื้อค่ำกันพร้อมหน้าพร้อมตา วฤกษ์แจ้งว่าอีกเจ็ดวัน ครูพี่เลี้ยงของหนูมิวจะมาแล้ว ปาริชาตภาวนาให้ได้เจอคนดีๆที่รักแกอย่างจริงใจ จารุวรรณชักสีหน้าทันที

    “คงเหลวเหมือนรายอื่นๆแหละ คุณอย่าเพิ่งตั้งความหวังไว้เลยคุณวฤกษ์”

    “แต่รายนี้จบทางด้านศึกษาศาสตร์โดยตรง น่าจะรู้จิตวิทยาเด็กดีกว่าคนก่อนๆ ดูจากประวัติที่ส่งมาแล้ว ผมว่าน่าสนใจ...” วฤกษ์ยังพูดไม่ทันจบ ดรลชิงกระเซ้าสวยหรือเปล่า ปาริชาตเอ็ดลูกชายอย่าพูดให้เสียเรื่อง ถึงอย่างไรก็ต้องเลือกเอาคนดีไว้ก่อน ดรลไม่เห็นด้วย เกิดครูพี่เลี้ยงหน้าเป็นยักษ์ เจ้าอารมณ์ วันๆเอาแต่วีนแตก

    “แถมไม่รู้จักกาลเทศะด้วยแล้ว หลานมิวของเราจะติดนิสัยไม่ดีไปด้วยนะครับ แค่นี้ก็จะแย่แล้ว ถ้าแม่ปูไม่ดี ลูกปูก็ต้องเดินโย้ไปเย้มา” ดรลเจตนาว่ากระทบใครบางคน จารุวรรณรู้ตัวหันขวับจ้องหน้าเขา

    “แต่ถ้ายัยมิวไม่ยอมรับก็คงแผลงฤทธิ์บ้านแตกแน่”

    หนูมิววิ่งเข้ามากอดออเซาะวฤกษ์ “พรุ่งนี้วันหยุดคุณลุงพาหนูมิวไปเที่ยวในเมืองหน่อยสิคะคุณลุงขา”

    วฤกษ์เย้าเวลาจะประจบ หนูมิวพูดกับเขาเพราะมาก เธอกลัวถ้าไม่พูดเพราะๆเดี๋ยวเขาจะไม่รัก วฤกษ์ไม่ค่อยจะชอบใจนัก ถามหลานรักไปเอาความคิดนี้มาจากไหน มีหรือเขาจะไม่รัก จารุวรรณร้อนตัวกลัวหนูมิวจะแฉว่าเธอเป็นคนเสี้ยม รีบดึงตัวออกไปข้างนอก อ้างผู้ใหญ่จะคุยกัน หนูมิวไม่อยากไปจะอยู่คุยกับคุณลุง

    จารุวรรณลากแกออกมาจนได้ ครั้นพอถึงมุมปลอดคน เธอเสี้ยมเด็กน้อยไม่ให้ทำดีกับคุณครูคนใหม่เพราะมันจะมาแย่งความรักจากคุณลุง เธอเตือนด้วยความหวังดีไม่อยากเห็นแกเป็นหมาหัวเน่า เด็กน้อยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหมาหัวเน่าแปลว่าอะไร เธออธิบายว่าเคยเห็นหมาข้างถนนไม่มีเจ้าของไหม

    “ไม่มีคนเลี้ยงต้องคุ้ยหาของกินตามขยะ ต่อไปหนูมิวก็ต้องเป็นเด็กเร่ร่อนคุ้ยขยะกินเหมือนหมาข้างถนน” จารุวรรณเห็นหนูมิวหน้าเสียก็ยิ้มพอใจ...

    หนูมิวเครียดหนักกลัวว่าสักวันจะต้องเป็นหมา หัวเน่าอย่างที่จารุวรรณขู่ เอาสีเทียนขีดๆลงในกระดาษวาดรูประบายอารมณ์จนเลอะเทอะไปหมด นิ่มนวลเอานมอุ่นๆมาให้ดื่มเห็นเข้าก็ร้องทักทำไมระบายสีได้เลอะเทอะขนาดนี้ไม่เห็นสวยเลย หนูมิวผลักเธอด้วยความโมโหไล่ตะเพิดออกจากห้อง

    นิ่มนวลนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ปาริชาตฟัง เธอได้แต่หวังว่าครูพี่เลี้ยงคนใหม่จะช่วยเหลือหนูมิวได้ นิ่มนวลเองก็ภาวนาให้เป็นอย่างนั้นเช่นกัน

    ooooooo

    กมลรัตน์พารสิกามาไหว้พิกุลคุณย่าของตัวเอง ทีแรกท่านอ่านหนังสือไม่สนใจอะไรนัก ครั้นพอเห็นหน้าเพื่อนของหลานสาวชัดๆถึงกับออกปากว่าใบหน้างดงามเหมือนคุณพะยอม ระหว่างนั้นพิกุลไอออกมาเบาๆ แม้นคนดูแลหยิบกระโถนให้ กมลรัตน์ไม่อยากรบกวนเวลาของท่านจึงชวนรสิกาออกมา

    รสิกาอดถามเพื่อนรักไม่ได้ว่าคุณพะยอมเป็นใคร กมลรัตน์รู้แค่ว่าเป็นญาติข้าหลวงใหญ่สมัยรัชกาลที่ 7 เล่าลือกันว่างดงามมากแต่คงอาภัพเพราะตอนหลังฆ่าตัวตาย แล้วถามเธอกลับว่าสนใจอะไรหรือ

    “เปล่าๆแค่สงสัย ฉันต้องไปทำงานที่เรือนพะยอม ด้วย ชื่อเหมือนกันเลยอดถามไม่ได้”

    “แหงล่ะ ก็บ้านข้าหลวงใหญ่ที่คุณพะยอมเคยอยู่มันก็คือเรือนพะยอมที่เธอจะไปทำงานนั่นแหละจ้ะ อ้อ อย่าลืมล่ะว่าห้ามบอกใครว่าเธอจะไปทำงานที่นั่นและเมื่อถึงเรือนพะยอมแล้ว เธอก็ต้องห้ามบอกว่ารู้จักบ้านโชติรส เขาไม่ถูกกัน...”

    กมลรัตน์พูดยังไม่ทันจบ ภานุวัตญาติผู้พี่ของตัวเองเดินเข้ามาเห็นรสิกาถึงกับอ้าปากค้าง ตะลึงในความงาม กมลรัตน์กระเซ้าจ้องจนลืมหายใจเลยหรือ แล้วแนะนำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกัน

    ภานุวัตเจ้าชู้ใส่ตามนิสัยชมรสิกาว่าชื่อเพราะมากแปลว่าอะไรหรือ พอรู้คำแปลว่าคือกุหลาบสีขาว เขาทำจมูกฟุดฟิด มิน่าทำไมห้องนี้ถึงหอมนัก กมลรัตน์ ขอให้เขาเว้นเพื่อนคนนี้ของตนไว้สักคนอย่าจีบได้ไหม

    “พี่วัตน่ะเสือผู้หญิง ควงไม่ซ้ำหน้ากันเลย ก้อยไม่อยากให้เพื่อนรักน้ำตาเช็ดหัวเข่า”

    ทันทีที่รู้จากกมลรัตน์ว่าพิกุลทักรสิกาว่าหน้าตาเหมือนคุณพะยอม กรรณิการ์เข้ามาต่อว่าแม่ว่าพูดจาเหลวไหล และที่สำคัญตนไม่ต้องการให้ใครในบ้านนี้พร่ำเพ้อถึงเรื่องเก่าๆอีกแล้วโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับเรือนพะยอม ชาตินี้บ้านโชติรสกับเรือนพะยอมไม่มีวันคืนดีกันได้ พิกุลได้แต่นั่งอึ้ง

    “หนูไม่อยากให้ใครรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก หวังว่า คุณแม่จะเข้าใจนะคะ” พูดจบกรรณิการ์ออกจากห้อง แม้นรีบเข้ามาหา พิกุลยกมือห้ามไม่ให้เธอพูดปลอบใจ อะไร

    ooooooo

    ทั้งที่กมลรัตน์ขอไว้แล้ว ภานุวัตยังไม่วายขายขนมจีบให้รสิกาโดยตกแต่งห้องโถงของบ้านด้วยกุหลาบสีขาว และยังอาสาจะพาเธอเที่ยวชมรอบเมือง เขาเห็นแม่หน้าเครียดๆก็เลยชวนไปด้วย ท่านบอกปัด อ้างแก่แล้วให้หนุ่มๆสาวๆเที่ยวให้สนุกแล้วเดินขึ้นห้อง

    รสิการับรู้ถึงอารมณ์ไม่ปลอดโปร่งของท่านได้ก็เลยจะไม่ไป

    “วันนี้วันหยุดฉันนะจะให้แห้งตายคาบ้านโชติรสเหรอ คุณป้าเป็นคนซีเรียสดูดุไปงั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก”

    ภานุวัตเองก็รับรู้ได้ถึงอารมณ์หงุดหงิดของแม่ ได้เช่นกันรีบขึ้นไปหาท่านที่ห้องเห็นกำลังดูรูปวิยะดา ด้วยน้ำตาคลอเบ้า ถามว่ายังไม่เลิกคิดถึงเรื่องนี้อีกหรือ ท่านกลับย้อนถามเขาว่าลืมน้องได้จริงๆหรือ เขาไม่มีวันลืมแต่ไม่อยากให้ท่านคิดมากกลัวจะไม่สบาย

    กรรณิการ์เตือนลูกชายถ้าคิดจะรักใครชอบใคร อย่าให้เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับคนที่เรือนพะยอมเด็ดขาด เขาทักท้วงที่นั่นมีแต่ดรลกับวฤกษ์ไม่มีผู้หญิงสักคน

    “เอาเป็นว่าแม่ขอร้องแล้วกัน”

    ไม่ได้มีแต่กรรณิการ์เท่านั้นที่คิดถึงวิยะดา

    ดรลเองก็คิดถึงเธอไม่แพ้กัน หยิบรูปถ่ายของเธอขึ้นมาดูน้ำตาลูกผู้ชายไหลพรากด้วยความสะเทือนใจ จารุวรรณแส่ไม่เข้าเรื่องเดินผ่านหน้าห้องเห็นประตูเปิดทิ้งไว้ ดรลกำลังร้องไห้น้ำตาหยดอยู่ เข้ามากระแนะ กระแหน คนตายไปแล้วจะมาโศกเศร้าเสียใจอาลัยอาวรณ์อะไรนักหนา เขาหันไปเล่นงานที่เธอไม่รู้จักมีมารยาท เข้าห้องคนอื่นโดยไม่บอกกล่าวก่อน

    “จะว่าไปแล้วคุณไม่มีสิทธิ์ขึ้นมาบนบ้านของผมด้วยซ้ำ”

    “แต่ฉันก็ขึ้นมาห้องยัยมิวบ่อยๆ ยัยมิวเป็นหลานสาวของฉันลืมแล้วเหรอ”

    ดรลด่าว่าหน้าด้าน บอกมาดีกว่าว่าขึ้นมาทำไมหนูมิวไม่อยู่จารุวรรณก็รู้แก่ใจดี เธอมาหาวฤกษ์ ไม่เห็นอยู่ที่ไร่ก็เลยแวะมาดูเป็นห่วงว่าจะไม่สบาย เขาบอกให้เธอเก็บความหวังดีเอาไว้ดีกว่าอย่าเสียเวลากับวฤกษ์ให้ยาก เอาเวลาไปใส่ใจตัวเองดีกว่า และที่สำคัญควรจะส่องกระจกสำรวจตัวเองว่าดีพอหรือยัง

    “ที่พูดนี่ยังไม่รู้ถึงความสัมพันธ์ของฉันกับคุณวฤกษ์ใช่ไหม จำไว้ด้วย ถ้าวันไหนฉันได้มาอยู่ที่นี่ในฐานะเมียของคุณวฤกษ์ พวกคุณจะไม่มีที่ซุกหัวนอน”

    ขู่เสร็จจารุวรรณเดินออกไป ดรลตามมาปิดประตูไล่หลัง เธอยืนจ้องประตูราวกับจะเผาทั้งมันและเจ้าของห้องให้มอดไหม้ แล้วขยับจะลงข้างล่างแต่เปลี่ยนใจ...

    สาระแนได้เรื่องจนได้ จารุวรรณเห็นห้องหนึ่งปิดประตูอยู่ มองซ้ายมองขวาปลอดคนลองขยับลูกบิดประตูพบว่าไม่ได้ล็อก เปิดออกดูเห็นข้างในมืดสนิท

    พลันร่างคนช่างสอดรู้เหมือนถูกผลักเข้าไปในห้องก่อนประตูจะกระชากปิดปัง จารุวรรณตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นครั้นสายตาปรับเข้ากับความมืดสลัวได้ จึงเห็นว่าเป็นที่เก็บอัฐิมีโกศเรียงรายอยู่เต็มไปหมดถึงกับผงะจะออกจากห้องแต่ประตูปิดแน่น

    “ช่วยด้วย...ช่วยด้วย” จารุวรรณตะโกนลั่นทั้งทุบทั้งเขย่าประตู

    ทันใดนั้นมีผมยาวห้อยลงมาจากเพดาน จอมจุ้นจ้านแหงนหน้าดู ตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นผีแม่จิต

    ห้อยหัวอยู่ เธอกรีดร้องสุดเสียงกระชากประตูสุดแรงจนเปิด พุ่งพรวดออกมาชนกับแมวเด็กรับใช้อย่างจัง พอเห็นว่าเป็นคนไม่ใช่ผี จารุวรรณโผกอดตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ละล่ำละลักให้ช่วยเธอด้วย

    แมวยังไม่ทันพูดอะไร ปาริชาต วฤกษ์และดรลซึ่งได้ยินเสียงเอะอะเข้ามาเสียก่อน จารุวรรณถลาจะมา

    กอดวฤกษ์แต่ปาริชาตขวางไว้ พลางต่อว่าใครใช้ให้ขึ้นมาบนนี้ เธอโกหกหน้าตายว่าจะไปห้องหนูมิวแต่เดินหลงมาทางนี้ ดรลได้ทีแขวะทำไมพูดเหมือนไม่เคยไปห้องหนูมิวมาก่อน

    “ผมหวังว่าคุณวรรณจะหลงทางครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายนะครับ” พูดจบวฤกษ์เดินจากไปอย่างเย็นชา ดรลหัวเราะสะใจ ขณะที่ปาริชาตสั่งให้แมวไปส่งจารุวรรณ แล้วกำชับไม่มีหน้าที่อะไรก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นมา...

    นอกจากจารุวรรณจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนและผีในเรือนพะยอม แมวพลอยโดนหางเลขไปด้วยเนื่องจากทำตัวเป็นนกสองหัว โดยเฉพาะป้าผ่องกับนิ่มนวลจ้องจะเล่นงานเธอถ้ายังทำตัวแบบนี้อยู่อีก

    ooooooo

    สถานที่แรกที่กมลรัตน์กับภานุวัตพารสิกาไปเที่ยวคือน้ำตกวังบัวบานซึ่งตั้งชื่อตามชื่อหญิงสาวที่มากระโดดน้ำตายเพราะผิดหวังในความรัก มีเด็กผู้หญิงเอาดอกไม้พื้นบ้านมาเร่ขายหาเงินไปโรงเรียน รสิกาเห็นดอกพะยอมช่อใหญ่ก็จำได้ว่าเหมือนที่เคยเห็นบนที่นอนคืนนั้นถามเด็กหญิงว่าดอกอะไร

    “ดอกพะยอมค่ะ หอมนะคะพี่ลองดมดูสิคะ”

    รสิกาดมดอกพะยอมรู้สึกถูกใจอย่างบอกไม่ถูก ส่งเงินให้เด็กหญิงหนึ่งร้อยบาทบอกว่าไม่ต้องทอน แกขอบคุณสำหรับความอารีแล้ววิ่งปรู๊ดออกไป

    อีกมุมหนึ่งตรงทางเข้าน้ำตก ดรลขับรถพาวฤกษ์เลี้ยวเข้ามาตามเส้นทาง แล้วถามย้ำว่าแน่ใจแล้วหรือ

    ที่จะเอาดอกไม้ในไร่ของเรามาจัดแต่งบริเวณน้ำตก

    แห่งนี้ วฤกษ์อยากช่วยเหลือทางจังหวัด ดอกไม้แค่นี้ไม่ได้ทำให้เราสิ้นเปลืองอะไร ดรลจอดรถพลางมองสำรวจไปรอบๆ เช่นเดียวกับวฤกษ์

    “ไม้ใหญ่สวยดีแล้ว เหลือแต่ตกแต่งสวน น้ำตกวังบัวบานจะได้มีคนมาเที่ยวเยอะกว่านี้”วฤกษ์พูดจบนิ่วหน้าคลำที่อกด้านซ้าย ดรลไม่ทันเห็นเพราะลงจากรถไปก่อนแล้ว...

    รสิการู้สึกแบบเดียวกับวฤกษ์ไม่มีผิดเพี้ยน เจ็บแปลบหัวใจจนแทบยืนไม่ไหว กมลรัตน์เห็นพอดี ร้องทัก ว่าเป็นอะไรหน้าซีด หรือว่าเจ็บที่หน้าอกอีก ภานุวัตแนะ ให้ไปหาหมอ กมลรัตน์ไม่รอช้าประคองเธอไปขึ้นรถ...

    ขณะดรลเอามือถือถ่ายรูปบริเวณรอบๆน้ำตกจะได้วางแผนถูกว่าจะเอาดอกไม้มาลงตรงไหนบ้าง วฤกษ์เจ็บอกด้านซ้ายจนทนไม่ไหว ดรลเห็นท่าไม่ดีรีบพยุงเขาขึ้นรถจะพาไปหาหมอ...

    ในเวลาต่อมา หลังจากหมอตรวจอาการวฤกษ์อย่างละเอียดไม่พบอะไรผิดปกติ ร่างกายแข็งแรงดีคิดว่าน่าจะเป็นเพราะพักผ่อนน้อย หรือไม่ก็เครียด แต่ถ้ามีอาการขึ้นมาอีกให้รีบมาพบหมอด่วน

    วฤกษ์กับดรลออกจากห้องตรวจไม่ทันเห็นกลุ่มของภานุวัตที่นั่งรอพบหมออยู่ที่อีกมุมหนึ่ง แต่ฝ่ายหลังเห็นเขามองตามไม่ค่อยจะพอใจ เจ้าหน้าที่เรียกรสิกาให้เข้าห้องตรวจ เธอรีบเดินตามเจ้าหน้าที่ไป

    หมอฟังรสิกาเล่าถึงอาการตัวเองจนจบหันไปสบตากับพยาบาลก่อนจะบอกว่าคนไข้ที่เพิ่งออกไปก็มีอาการเหมือนเธอไม่มีผิดเพี้ยน เธอพยายามชะเง้อมองคนไข้ที่หมอพูดถึงแต่ไม่เห็น...

    ด้านวฤกษ์รับยาเสร็จ ชวนดรลกลับ แต่ต้องชะงักเมื่อเจอภานุวัตกับกมลรัตน์ยืนจ้องอยู่ วฤกษ์พยายามพูดดีด้วยแต่พวกบ้านโชติรสกลับหาเรื่องว่ากระทบต่างๆนานา ดรลทนไม่ไหวจะเอาเรื่องวฤกษ์ต้องดึงตัวไว้แล้วฝากภานุวัตไปบอกกรรณิการ์ด้วยว่าให้เลิกเอาเรื่องของเรือนพะยอมไปพูดให้เกิดความเสียหายไม่อย่างนั้นเขาจะฟ้องฐานหมิ่นประมาท

    คราวนี้ภานุวัตเป็นฝ่ายฮึดฮัดจะเอาเรื่อง กมลรัตน์ ต้องจับแขนไว้

    “รีบกลับไปหารสิกาเถอะค่ะพี่วัต”

    ทั้งภานุวัตและกมลรัตน์ต่างโล่งใจที่ผลตรวจร่างกายรสิกาไม่พบสิ่งผิดปกติ เธออดเล่าให้ฟังไม่ได้ว่าคนไข้ที่พบหมอก่อนหน้ามีอาการเหมือนเธอไม่มีผิดเพี้ยน กมลรัตน์กับภานุวัตมองสบตากันโดยมิได้นัดหมาย

    ooooooo

    กรรณิการ์โกรธจัดเมื่อรู้จากภานุวัตว่าวฤกษ์ขู่จะฟ้องหมิ่นประมาทถ้าเธอยังขืนเอาเรื่องที่เกิดขึ้นไปพูดให้คนในเรือนพะยอมเสียหาย พิกุลต้องปลอบให้เธอใจเย็นๆ เธอกลับบอกว่าท่านอยู่แต่ในบ้านจะไปรู้เรื่องอะไร

    “ฉันไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าเรือนพะยอมกับบ้านโชติรสไม่มีวันแยกจากกันได้”

    “เรือนก็เรือนค่ะคุณแม่ไม่เกี่ยวกับคนในเรือน ชั้นพ่อชั้นแม่จะเป็นยังไงหนูไม่รู้ แต่ชั้นหนูกับชั้นลูกชั้นหลานเราขาดกันค่ะ” กรรณิการ์เดินออกไปอย่างหัวเสีย...

    ภายในห้องพักรับรองแขก รสิกาบ่นกับกมลรัตน์เสียดายดอกพะยอมที่ซื้อจากเด็กชาวบ้านที่น้ำตก ไม่สบายจะเป็นลมดอกพะยอมเลยหายไปไหนไม่รู้ กมลรัตน์ปลอบต่อไปเธอจะต้องไปทำงานที่เรือนพะยอมรับรองจะได้เห็นดอกพะยอมทุกวันจนอาจจะเบื่อไปเลยก็ได้

    พูดถึงเรือนพะยอมขึ้นมาทำให้รสิกาอยากรู้ว่าผู้คนที่นั่นมีใคร นิสัยใจคอเป็นอย่างไรบ้าง กมลรัตน์เล่าให้ฟังว่าเจ้าของที่นั่นชื่อ วฤกษ์ หยิ่งยโสตั้งแต่อยู่ในท้อง

    “นอกจากนายวฤกษ์แล้ว ยังมีอีกหลายคน มีคนหนึ่ง ชื่อดรล นายคนนี้เป็นแฟนกับพี่วิยะดา น้องสาวของพี่วัต ลูกสาวคุณป้าฉันนี่แหละ แต่มันก็เกิดเรื่องเศร้าขื้นทำให้เรือนพะยอมกับบ้านโชติรสไม่ถูกกันจนถึงทุกวันนี้ ฉันไม่รู้รายละเอียดมากนัก รู้แค่ว่าคืนนั้นพี่วิไปงานเลี้ยงที่ไร่พนาเวท ฝนตกหนักคุณดรลขับรถมาส่งแต่เกิดอุบัติเหตุทำให้พี่วิเสียชีวิต คุณป้าก็เลยพาลโกรธทุกคนที่เรือนพะยอม แต่ความจริงเป็นยังไงไม่มีใครรู้”...

    ดรลยังคงจมอยู่กับความเสียใจที่ต้องเสียวิยะดาไปนั่งมองภาพถ่ายของเธอสีหน้าเศร้าสร้อย ปาริชาตเข้ามาเห็นก็ตำหนิเมื่อไหร่จะลืมผู้หญิงคนนี้ได้สักที เขารักของเขาจะให้ลืมได้อย่างไร ท่านสวนทันทีทั้งที่วิยะดาไม่ได้รักเขาเลยอย่างนั้นหรือ ดรลตกใจท่านทราบเรื่องนี้ด้วยหรือ ปาริชาตพยักหน้าแล้วโอบกอดเขาซึ่งร้องไห้ไว้

    “ถ้าน้ำตาจะทำให้ลูกมีความสุขก็ร้องเถิดดรล แต่แม่ก็หวังว่าสักวันลูกจะเจอคนที่เขารักลูกจริง ไม่ต้องเสียน้ำตาอย่างนี้”

    สองแม่ลูกไม่เห็นผีวิยะดานั่งก้มหน้าอยู่ที่เตียงร้องไห้แต่ไม่มีเสียง...

    ครู่ต่อมา ปาริชาตออกจากห้องลูกชายด้วยความสงสารจับใจ พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ คืนนั้นมีงานเลี้ยงจัดขึ้นภายในไร่พนาเวท แม้จะเป็นงานเล็กๆแต่ก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน

    แต่แล้วความสุขของปาริชาตกลับหมดลงเมื่อบังเอิญเข้าห้องส้วมแล้วได้ยินจารุวรรณกล่าวหาวิยะดาว่าไม่ได้รักดรลแต่ที่ตกลงแต่งงานกับเขาก็เพื่อจะได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกับวฤกษ์ชายที่ตัวเองหลงรัก

    “ปะเหมาะวันดีคืนดีก็คิดจะสวมเขาให้ผัวแล้วมีชู้เป็นผู้ชายที่ชื่อวฤกษ์”

    “ฉันไม่ใช่คนสกปรกอย่างเธอหรอกจารุวรรณ” พูดจบวิยะดาเดินออกจากห้องน้ำ แต่ไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกดรลซึ่งดักรออยู่เอามือปิดปากลากเธอไปหลบในมุมมืด รอให้จารุวรรณเดินผ่านไปก่อนจึงได้ปล่อยมือจากเธอ

    ปาริชาตจะเปิดประตูห้องน้ำออกมาแต่ได้ยินเสียงลูกชายก็เลยยืนฟังอยู่ตรงนั้น ดรลคาดคั้นให้วิยะดา สารภาพว่าสิ่งที่จารุวรรณกล่าวหาเป็นเรื่องจริงใช่ไหม เธอเดินหนีไม่ยอมตอบ ดรลรีบเดินตามไปดึงมือไว้

    “ผมจะไปส่งคุณเองเราจะได้คุยกันให้รู้เรื่องด้วย”...

    ทางด้านดรลยังคงนั่งน้ำตาไหลอยู่บนเตียงโดยไม่รู้ว่าผีวิยะดานั่งซบไหล่น้ำตาไหลพราก เขาโทษตัวเอง ถ้าเขาไม่วู่วามพยายามคาดคั้นเอาความจริงจากวิยะดา รถที่เขาขับคงไม่เกิดอุบัติเหตุไถลตกไหล่ทาง...

    ขณะที่ดรลเชื่อว่าการตายของวิยะดาเป็นอุบัติเหตุ กรรณิการ์กลับหาว่าเธอถูกฆาตกรรมและตราบใดที่คนในเรือนพะยอมยังแก้ต่างไม่ได้ว่าเธอตายเพราะอะไร กรรณิการ์จะไม่ให้อภัยพวกนั้นเด็ดขาด

    ooooooo

    วันนี้ภานุวัตเป็นไกด์จำเป็นพารสิกากับกมลรัตน์ มาเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพ เขาเห็นเธอชมชอบดอกพะยอมมากอุตส่าห์ไปเก็บมาให้ช่อหนึ่งไว้ให้เธอเสียบผม อยู่ๆอาการเจ็บแปลบหัวใจกลับมาอีกครั้ง ตอนที่เธอกำลังชมวิวอยู่เพียงลำพัง โดยไม่เห็นว่าอีกมุมหนึ่งไม่ไกลกันนัก วฤกษ์เดินผ่านไปโดยมีอาการแบบเดียวกัน

    กมลรัตน์กับภานุวัตกลับมาพอดีรีบเข้ามาช่วยกันประคองรสิกา ช่อดอกพะยอมที่เสียบผมร่วงพื้นโดยที่ทั้งสามคนไม่ได้สนใจ ระหว่างที่รสิกากับพวกเดินพ้นไปแล้ว วฤกษ์ผ่านมาตรงนั้นเห็นดอกพะยอมตกอยู่ก้มเก็บ

    ทันใดนั้นทุกอย่างหมุนติ้วจนเขาเซไปปะทะกับนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง ทำให้สติเขากลับมาอีกครั้ง ก่อนจะรีบเดินออกไปพร้อมกับช่อดอกพะยอมในมือ...

    ดึกสงัด ดอกพะยอมจากเรือนผมรสิกาวางอยู่ข้างหมอนที่วฤกษ์นอนหลับสนิท โดยมีผีแม่จิตนั่งมองอยู่ตรงปลายเตียงด้วยน้ำตานองหน้า...

    การที่พิกุลมักจะเรียกรสิกาว่าคุณพะยอมทุกครั้งที่เจอหน้าสร้างความไม่พอใจและไม่สบายใจให้กรรณิการ์ กมลรัตน์ต้องรีบออกตัวว่าพรุ่งนี้รสิกาก็จะไปแล้ว คงไม่ทำให้ท่านลำบากใจอะไรอีกแล้ว

    ooooooo

    ด้วยหน้าตาสะสวย กอปรกับเป็นคนมีสัมมาคารวะและยิ้มแย้มแจ่มใสของรสิกาทำให้คนที่เรือนพะยอมถูกชะตากับเธอตั้งแต่แรกเจอกัน แม้วฤกษ์จะมีท่าทีเย็นชาแต่ก็ดูจะพอใจในตัวคุณครูพี่เลี้ยงคนใหม่เช่นกัน แต่ที่ดูจะปลื้มเป็นพิเศษเห็นจะเป็นนิ่มนวลที่ชมเธอให้ป้าผ่องฟังไม่หยุดปากว่าทั้งสวยทั้งน่ารักนิสัยดี

    “ดีนะที่แม่จารุวรรณโรคจิตไม่อยู่ ไม่งั้นก็คงอกแตกตายแน่ สวยกว่าดูดีกว่า”...

    นอกจากนี้รสิกายังได้พิสูจน์ตัวเองว่าเหมาะสมจะเป็นคุณครูพี่เลี้ยง เนื่องจากหนูมิวกลับจากโรงเรียนด้วยอาการตัวร้อนเพราะพิษไข้ เธอสั่งให้นิ่มนวลไปเตรียมน้ำร้อนสำหรับใช้เช็ดตัวแก แล้วตรงไปที่ตู้ยาประจำบ้านเพื่อจะเอาปรอทวัดไข้กับยาแก้ไข้สำหรับเด็ก แต่ไม่เจอทั้งสองอย่าง

    รสิการีบมาแจ้งกับปาริชาตในฐานะที่เป็นแม่บ้านของที่นี่ว่าทำไมมีเด็กเล็กอยู่ในบ้านกลับไม่มียาแก้ไข้สำหรับเด็กติดตู้ยา ปาริชาตตำหนิจารุวรรณดูแลหลานอย่างไรถึงปล่อยให้เป็นแบบนี้

    รสิกาเร่งให้นิ่มนวลถืออ่างใส่น้ำร้อนขึ้นไปที่ห้องหนูมิว ไม่นานนัก คุณครูพี่เลี้ยงเช็ดตัวให้หนูมิวเสร็จเรียบร้อย สั่งให้นิ่มนวลรีบสวมเสื้อผ้าให้ แล้วไปบอกนายแสงช่วยไปซื้อยาแก้ไข้สำหรับเด็กรวมทั้งปรอทวัดไข้มาด้วย

    “อ้อ อย่าลืมให้ป้าที่เรือนครัวทำอาหารอ่อนๆให้หนูมิวด้วย”

    คุณครูพี่เลี้ยงรอจนนิ่มนวลไปแล้วจึงหันมา

    ต่อว่าวฤกษ์ที่ยืนดูหลานรักด้วยความเป็นห่วงเรื่องที่ไม่มียาสำหรับเด็ก เขาหวังว่าจากนี้ไปเธอคงจะช่วยจัดระบบต่างๆสำหรับหนูมิวให้ดีขึ้นกว่าเดิม หากขาดเหลืออะไรให้บอกกับปาริชาตได้เลย รสิกาคงต้องขอนอนกับหนูมิวที่ห้องนี้ ต้องอยู่ดูอาการทั้งคืนหากไม่ดีขึ้นต้องพาไป

    หาหมอ เธอเหลือบเห็นภาพระบายสีด้วยอารมณ์คับแค้นใจก็เอ่ยปากทันที

    “แกเครียดมากนะคะ ถ้าว่างๆฉันอยากให้คุณเล่าเรื่องราวของแกให้ฉันฟังด้วย”

    ทีแรกวฤกษ์บ่ายเบี่ยง แต่เมื่อได้ฟังเหตุที่เธอต้องรู้ถึงภูมิหลังของหนูมิว เขารับปากจะเล่าให้ฟัง...

    วฤกษ์เป็นห่วงหลานรัก แอบมาดูที่หน้าประตูเห็นรสิกาดูแลเอาใจใส่แกอย่างดีก็เผลอยิ้มออกมา

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 20:21 น.