นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    รักเร่

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    ในเมื่อไม่รู้ว่ารามิลหายไปไหน ปัทมาและกัญญารัตน์จึงต้องพึ่งตัวช่วย โดยขอให้คุณหญิงนิต้าออกหน้าหาความจริงแทน ท่านตามไปคาดคั้นอนุชาถึงสถานทูตไทยให้บอกว่ารามิลลางานไปไหน

    “ผมไม่ทราบหรอกครับ ต้องรบกวนคุณหญิงถามท่านทูตดูครับ”

    คุณหญิงนิต้าค้อนอนุชาขวับ ก่อนจะจ้ำพรวดๆไปหาท่านทูตที่ห้องทำงาน ตำหนิรามิลให้ฟังว่าลาหยุดทั้งทีทำไมไม่รู้จักบอกว่าไปไหน ท่านถือเป็นสิทธิส่วนตัวของเขาที่จะลาพักร้อนได้โดยไม่จำเป็นต้องบอกใคร

    “แล้วคุณหญิงจะอยากรู้ไปทำไม”

    “ก็...ตอนนี้คุณนิตยาไม่อยู่ ดิฉันก็ต้องเป็นหูเป็นตาแทนคุณนิตยาสิคะ”

    “รามิลเป็นผู้ใหญ่แล้ว คุณไม่ควรไปก้าวก่ายเรื่องของคนอื่น” ท่านทูตว่าแล้วลุกหนี คุณหญิงนิต้าโกรธ

    ที่ถูกสามีว่ากระทบเป็นทำนองว่าจุ้นจ้าน อ้าปากจะร้องกรี๊ดๆ แต่กัญญารัตน์ห้ามไว้เสียก่อน

    “ท่านทูตจะต้องรู้เห็นเป็นใจกับรามิลแน่ๆ ผู้ชายนะผู้ชายเข้าข้างกันดีนักเชียวนี่เลยไม่รู้ว่ารามิลไปไหน”...

    คนที่คุณหญิงนิต้ากับพวกถามหากันให้ควั่กกำลังเดินจูงมือวายูนเที่ยวชมบ้านเกิดของโมสาร์ทด้วยความสนอกสนใจ โดยไม่ลืมแวะไปที่ห้องฟังเพลง...

    ระหว่างที่วายูนและรามิลกำลังนั่งฟังเพลงของโมสาร์ทด้วยกันอย่างมีความสุข ไฮดี้เห็นนิโคไลนั่งหน้าเครียดอยู่หน้ามหาวิทยาลัยเวียนนาเข้าไปทักว่าเป็นอะไรไป เขาเป็นห่วงวายูน ไม่รู้ป่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาไม่ค่อยไว้ใจรามิลสักเท่าไหร่ ไฮดี้เตือนเครียดไปก็ไม่ช่วยอะไร พรุ่งนี้มีทัศนศึกษาที่อินสบรูก เพื่อนๆของเราไปกันหลายคน เขาน่าจะไปด้วยเผื่อจะทำให้สบายใจขึ้น

    “เฮ้อ ก็ดีเหมือนกัน ไปไม่กี่วันใช่ไหม”

    “ใช่ ไปไม่กี่วันหรอก เดี๋ยวก็กลับแล้ว”...

    ออกจากห้องฟังเพลง วายูนชวนรามิลแวะซื้อของฝากที่ร้านขายของที่ระลึกซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้านเกิดของโมสาร์ท เขาเห็นเธอซื้อของที่ระลึกติดมือมาสองชิ้นถามเสียงเข้มว่าซื้อให้ใคร เธอจะซื้อฝากนิโคไล
    “เอาไปฝากนิโคไลทั้งสองชิ้นเลยเหรอ”

    “เปล่าหรอกค่ะ ชิ้นหนึ่งของไฮดี้ ส่วนอีกชิ้นหนึ่งของนิโคไลค่ะ ก็มีเพื่อนสองคนก็ต้องซื้อสองชิ้นสิคะ”

    รามิลค่อยยิ้มออกมาได้ มองตามวายูนที่เอาสมุดโน้ตใส่กระเป๋าสีหน้าสบายใจขึ้น...

    ณ ห้องพักฟื้นผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ระหว่างที่น้อยกับจุลมณีกำลังช่วยกันเก็บข้าวของของจงกลนีเพื่อกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน จงกลนีต่อว่าจุลมณีว่าที่ท่านต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะเธอเป็นต้นเหตุ แม้ปรัชญาจะเป็นเพื่อนของรามิล แต่ก็เป็นคนไม่มีเทือกเถาเหล่ากอ ไม่คู่ควรกับเธอสักนิด แล้วให้เธอสัญญาว่าจะไม่ติดต่อกับเขาอีก จุลมณีไม่กล้าขัดใจท่าน จำต้องรับคำ

    “หญิงจะไม่คบและติดต่อกับเขาอีกค่ะ”

    ooooooo

    ดามพ์เห็นปรัชญาเอาแต่นั่งเหม่อไม่พูดไม่จา สะกิดเตือนจะใจลอยไปถึงไหน รู้ทั้งรู้ว่าจุลมณีมีเจ้าของแล้ว ยังดันทุรังไปรักไปชอบเธออีก เขาเถียงเสียงเขียวว่าเธอไม่ได้รักไม่ได้ชอบรามิลสักหน่อย

    “แล้วไง นี่แกลืมไปแล้วเหรอว่าเขาเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน แล้วแกจะไปแทรกกลางให้ใจตัวเองเจ็บทำไมวะ ถึงฉันจะไม่ได้เป็นคนดีสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะแย่งคู่หมั้นคู่หมายเพื่อนหรอกนะเว้ย”

    “ไม่ได้ช่วยอะไร แกก็เงียบไปเลย” ปรัชญาตวาดอย่างมีอารมณ์...

    เที่ยวบ้านโมสาร์ทจนจุใจแล้ว รามิลกับวายูนพากันไปเที่ยวที่ Horse Pond เขาตื่นเต้นมากจำได้ว่าที่นี่เป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่อง เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิก วายูนกระเซ้าเขาคงชอบดูหนังเรื่องนี้มากถึงจำได้ รามิล ยอมรับว่าดูหลายรอบ เพราะลูกๆของกัปตันฟอนแทร็ปพระเอกของเรื่อง ถูกเลี้ยงให้อยู่ในกรอบที่เข้มงวดคล้ายกับตัวเขาไม่มีผิดเพี้ยน วายูนสงสัยคล้ายกับชีวิตของเขาอย่างไร

    “หลังจากพ่อแม่ของผมเสียไป คุณน้าก็มาเป็นผู้ปกครองของผมดูแลเอาใจใส่ผมในทุกๆเรื่องให้เป็นไปตามทิศทางที่ท่านต้องการ จนผมมีความรู้สึกว่าไม่เคยได้คิดได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการเลย เฮ้อ...ผมว่าเราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันเลยนะ ไปหาอะไรอร่อยๆกินกันดีกว่า”

    “ได้ค่ะ ดิฉันว่าวันนี้อากาศดีเราไปเที่ยวบนเขากันดีไหมคะ”

    รามิลไม่ขัดข้องเธอจะพาไปไหนเขาก็จะตามเธอไปทุกที่ จากนั้นไม่นาน ทั้งคู่มาถึงจุดชมวิวของเมือง ซัลสบวร์กซึ่งตั้งอยู่บนปราสาท HOHENSALSBURG วิวสวยๆบรรยากาศดีๆทำให้รามิลถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับวายูนไปตลอดทาง แต่ยังไม่ได้มุมที่ถูกใจ นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเห็นทั้งคู่เป็นคนไทยด้วยกัน เสนอตัวจะช่วยถ่ายรูปให้ รามิลเอามือถือของตัวเองยื่นให้เธอ แล้วเดินกลับมายืนข้างๆวายูน โดยมือข้างหนึ่งโอบเอวเธอเข้ามาชิดกับตัวเอง แม้จะเขินอยู่บ้างแต่วายูนก็ไม่ขัดขืนอะไร

    นักท่องเที่ยวคนนั้นถ่ายรูปให้ทั้งคู่อยู่สองสามรูป แล้วเอามือถือคืนให้รามิลเพื่อเช็กดูว่าชัดถูกใจไหม เขาถูกใจมากเพราะเห็นวิวของเมืองซัลสบวร์กเป็นแบ็กกราวนด์ด้านหลัง

    “ชัดครับ ขอบคุณนะครับ”

    “ไม่เป็นไรจ้ะ แล้วนี่คุณมาฮันนีมูนกันใช่ไหมเนี่ย ภรรยาคุณเป็นผู้หญิงที่สวยมาก คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีมากๆ เลยรู้ไหม” พูดจบ นักท่องเที่ยวคนนั้นเดินจากไปโดยไม่เปิดโอกาสให้วายูนได้อธิบายอะไร ยิ่งเห็นสีหน้ายิ้มๆของรามิล ยิ่งทำให้เธอเขินอายจนต้องเดินหนี เขาหัวเราะชอบใจก่อนจะรีบเดินตาม

    ooooooo

    ทั้งรามิลและวายูนพากันมากินมื้อกลางวันที่ร้านอาหารแถวบริเวณปราสาท เขาเอร็ดอร่อยกับสเต๊กในจานตัวเอง แต่พอเหลือบดูจานของเธอ อาหารกลับไม่พร่อง ร้องทักว่าไม่อร่อยหรือ

    “เปล่าค่ะ...คือดิฉันสงสัยว่าดูคุณอารมณ์ดีจัง ดูไม่กังวลอะไรเลย”

    “ต้องกังวลอะไรในเมื่อผมตัดสินใจที่จะมาเอง เพราะ...” ไม่พูดเปล่า รามิลมองสบตาเธออย่างลึกซึ้ง เธอ รู้สึกหวั่นไหวจนไม่กล้าสบตาด้วย

    อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก น้าแนทที่มาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนๆเห็นรามิลกำลังเอาอกเอาใจหั่นสเต๊กให้วายูนราวกับเป็นคู่รักกันก็เข้าไปทักตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่น ทีแรกรามิลงงๆเพราะจำไม่ได้ เธอต้องเท้าความว่าเราสองคนเจอกันตามงานบ่อยๆ เขาถึงบางอ้อ รีบยกมือไหว้ วายูนก็เลยไหว้ตามไปด้วย

    “นี่รามิลพาแฟนมาเที่ยวเหรอจ๊ะ แหมหน้าตาสะสวยน่าเอ็นดู ชื่ออะไรล่ะ”

    “วายูนค่ะ”

    “แล้วพักกันที่ไหนล่ะจ๊ะ”

    รามิลชิงตอบคำถามแทน โดยบอกชื่อโรงแรมแห่งอื่นไม่ใช่โรงแรมที่เขากับวายูนพัก น้าแนทพยักหน้ารับรู้ แล้วขอตัวกลับไปหาเพื่อนๆ เขามองตามสีหน้าไม่สบายใจนัก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการมาเที่ยวซัลสบวร์กครั้งนี้คงรู้ถึงหูคุณหญิงนิต้าในอีกไม่ช้าและคุณน้าของเขาก็ต้องรู้เช่นกัน วายูนเห็นสีหน้าของเขาแล้วอดถามไม่ได้ว่ามีอะไรหรือเปล่า รามิลรู้สึกตัวรีบปรับสีหน้าเป็นปกติ โกหกว่าไม่มีอะไร ชวนเธอกินข้าวต่อไป...

    ขากลับจากปราสาท วายูนเห็นรามิลเงียบผิดปกติ ตัดสินใจถามว่าไม่สบายใจที่เจอน้าแนทใช่ไหม เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเกิดฮึดขึ้นมา

    “ผมไม่แคร์ เรามาเที่ยวเราก็ควรจะต้องสนุกสิวายูน อย่าไปสนใจคนอื่นเลย ไป...เราจะไปเที่ยวไหนกันต่อดีล่ะวายูน” ว่าแล้วรามิลจูงมือวายูนเดินต่อไป...

    เป็นอย่างที่รามิลหวั่นใจไม่มีผิด น้าแนทโทร.บอกคุณหญิงนิต้าว่าเธอเพิ่งมาจากซัลสบวร์กเจอรามิลกับผู้หญิงหน้าตาสะสวย ผอมเพรียวหุ่นเหมือนนางแบบ แถมบอกชื่อโรงแรมซึ่งรามิลโกหกว่าไปพักให้เสร็จสรรพ

    “แหมๆไม่รู้เลยว่ารามิลมีแฟนแล้ว กำลังจะแนะนำหลานสาวให้รู้จักอยู่ทีเดียว แต่มาเห็นเขาสวีตหวานกันขนาดนั้น แนทขอถอยดีกว่าไม่อยากให้หลานต้องอกหักค่ะ”

    คุณหญิงนิต้ายืนอึ้ง ขณะที่กัญญารัตน์รีบย่องออกไปเงียบเชียบ...

    ในเวลาเดียวกัน ขณะปัทมากลิ้งตัวไปมาอยู่บนเตียงนอนของรามิลหวังจะฝากกลิ่นกายตัวเองไว้ ศิราณีเปิดประตูผลัวะเข้ามาแผดเสียงลั่นว่าเข้ามาทำวิตถารอะไรบนเตียงเจ้านายของตน ปัทมายังไม่ทันจะอ้าปากแก้ตัว ศิราณีฉุดแขนเธอถูลู่ถูกังเอาไปเหวี่ยงนอกห้องเสียก่อน ปัทมาถึงกับปรี๊ดแตก

    “อ๊าย...แกทำกับฉันอย่างนี้ได้อย่างไรหา นังหนูผี ฉันจะฟ้องคุณนิตยา”

    “เชิญขี่ม้าสามศอกไปฟ้องเลยค่ะ ดิฉันก็จะได้ฟ้องเหมือนกันว่าคุณเข้าไปทำวิตถารบนเตียงคุณรามิล ...ไอ้ศิวา แกรีบไปหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมาให้ฉันที...ฉันจะเอามาฆ่าเสนียดบนเตียงคุณรามิล” พูดจบศิราณีเดินไปหาน้องชาย ปัทมาขู่ไล่หลัง เมื่อไหร่ได้เป็นเมียของคุณรามิลจะเฉดหัวเธอออกจากบ้านนี้เป็นคนแรก จังหวะนั้นมีเสียงมือถือของตัวเองดังขึ้น ปัทมารีบกดรับสายเมื่อเห็นเป็นเบอร์ของกัญญารัตน์

    “มีอะไรเหรอคะ...อะไรนะคะ...คุณรามิลกับนังวายูนไปซัลสบวร์ก!”

    ooooooo

    ปัทมาไม่รอช้าวิ่งแจ้นไปหาคุณหญิงนิต้าถึงบ้านพัก อาสาจะไปตามรามิลให้เอง เป็นหน้าที่ของเธออยู่แล้วเพราะนิตยาสั่งให้เธอคอยจับตาดูเขาไม่ให้ไปยุ่งกับนังนักศึกษานั่น ดังนั้นเธอต้องรับผิดชอบ

    “ให้กัญญารัตน์ไปเป็นเพื่อนคุณปัทนะคะ คุณหญิง มีอะไรจะได้ช่วยกันคิดไงคะ”

    คุณหญิงนิต้าเห็นดีด้วย ได้เรื่องอะไรก็ให้รีบโทร.มารายงานทันที...

    ด้านวายูนพารามิลไปดูสถานที่ที่เคยเป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่อง เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิก เป็นจุดที่มาเรียนางเอกของเรื่องพาลูกๆของพระเอกมาเที่ยวและร้องเพลงด้วยกัน รามิลไม่วายหยอดคำหวาน

    “ผมว่ากลับไปถึงเวียนนาคราวนี้ ผมคงต้องคิดถึงคุณแน่ๆ แล้วคุณล่ะถ้าคุณได้ดูหนัง เดอะ ซาวนด์ ออฟมิวสิกอีกรอบคุณจะคิดถึงผมไหม”

    หญิงสาวอายจัดถึงกับทำหน้าไม่ถูก รีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ยังมีตรงโน้นอีกนะคะ คุณรามิลทราบไหมคะว่าที่บริเวณนี้เป็นที่สำหรับรางรถม้า ศิลปะตรงนี้ที่เราเห็นก็อยู่ในยุคบารอค”

    จากนั้นทั้งคู่ไปดูสาธิตการทำช็อกโกแลตและช่วยกันทำช็อกโกแลตอย่างสนุกสนาน...

    ทันทีที่ปัทมาและกัญญารัตน์เดินทางมาถึงซัลสบวร์กตรงไปยังโรงแรมซึ่งรามิลกับวายูนเข้าพักตามที่คุณแนทให้ชื่อไว้กับคุณหญิงนิต้า แต่กลับไม่มีรายชื่อของทั้งคู่ ปัทมาตั้งข้อสังเกตหรือว่าคุณแนทจะฟังผิด

    “ไม่น่าผิดนะคะ คุณแนทคนนั้นน่ะตาผีจมูกมดหูเรดาร์จะตายไปค่ะ ฟังมาไม่ผิดแน่ๆค่ะ”

    “หรือว่าคุณรามิลเช็กอินในชื่อปลอม”

    กัญญารัตน์ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ โรงแรมในออสเตรียทุกแห่งต้องใช้ไอดีการ์ดหรือพาสปอร์ต ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางเช็กอินได้ ปัทมาถึงทางตันไม่รู้จะไปตามหารามิลที่ไหน

    “เอายังงี้ค่ะไปหาอะไรกินกันก่อนเพราะตอนนี้ฉันหิวมากเซลล์สมองไม่ทำงาน กินอิ่มแล้วอาจจะคิดออก”

    ทั้งคู่ไปนั่งกินอาหารที่คาเฟ่ใกล้กับจัตุรัสโมสาร์ท อย่างอิ่มอร่อยและมีความสุขเพราะไม่ต้องเสียเงินสักบาทเนื่องจากคุณหญิงนิต้าออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ ปัทมาอดหวั่นใจไม่ได้ หากเราสองคนหารามิลไม่เจอคุณหญิงนิต้าอาจตามมาเช็กบิลเราคืนภายหลัง

    “เออ นั่นสิ แล้วเราจะเอายังไงกันต่อดีคะ”

    “เราก็ต้องหาให้ได้สิคะว่าคุณรามิลน่ะพาแม่นั่นไปเข้าพักอยู่ที่ไหน แล้วนี้เซลล์สมองคุณกัญญารัตน์เริ่มทำงานหรือยังล่ะคะ อิ่มแล้วนี่”

    สองสาวไม่ล่วงรู้เลยว่าชั้นบนของคาเฟ่แห่งนี้วายูนกับรามิลกำลังนั่งดื่มกาแฟกันอยู่...

    หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง กัญญารัตน์ก็นึกออกว่าควรจะโทร.บอกอนุชาให้ช่วยหารายชื่อโรงแรมในซัลสบวร์กที่ทางสถานทูตของเราใช้รับรองแขก รามิลจะต้องเข้าพักในโรงแรมแห่งใดแห่งหนึ่งแน่ๆ ปัทมาชมเปาะ

    “คุณกัญญารัตน์เก่งจังเลย อิ่มแล้วเซลล์สมองทำงานจริงๆด้วย โทร.เลยค่ะโทร.เลย”

    ooooooo

    อีกมุมหนึ่งบนชั้นสองของคาเฟ่ วายูนเสนอว่าถ้ารามิลเที่ยวจนเหนื่อยแล้ว เราสองคนกินมื้อค่ำในโรงแรมก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เหนื่อย เธอรู้จักร้านสวยๆร้านหนึ่ง

    “ผมยังไม่เหนื่อยหรอก เราอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวแล้วออกไปดินเนอร์กัน”...

    โชคไม่เข้าข้างปัทมากับกัญญารัตน์ อนุชาไม่อยู่ออกไปทำงานนอกสถานทูต แต่รับปากจะหารายชื่อโรงแรมที่ต้องการให้พรุ่งนี้เช้า ดังนั้นทั้งคู่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะหาโรงแรมนอนพัก...

    หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อเรียบร้อย วายูนพารามิลไปยังร้านอาหารสไตล์ออสเตรียแห่งหนึ่ง ที่นี่แปลกกว่าที่อื่นเพราะร้านนี้จะมีชุดประจำชาติให้แขกที่มากินอาหารสวมใส่เพื่อลูกค้าจะได้รู้สึกว่ามาถึงออสเตรียจริงๆ ทั้งรามิลและวายูนเห็นอีกฝ่ายอยู่ในเครื่องแต่งกายที่แปลกตาไปก็หัวเราะขำ

    “คุณแต่งชุดประจำชาติแล้วสวยดีนะวายูน”

    “คุณก็เหมือนกันนะคะดูดีมากเลย กางเกงที่คุณใส่เนี่ยเป็นกางเกงหนังเลยนะคะ”

    “ผมเคยได้ยินมาว่าจะไม่มีการซักจนกว่าจะเปื่อยนะ” รามิลว่าแล้วทำหน้าปูเลี่ยนๆ วายูนอดขำไม่ได้...

    ขณะที่วายูนพารามิลทั้งกินและเที่ยวอย่างมีความสุข นิโคไลซึ่งอยู่ที่ห้องพักกำลังเจียดเงินที่มีอยู่น้อยนิดเป็นค่าชุดราตรีสวยชุดนั้นงวดแรกให้เจ้าของห้องพัก

    “แล้วแฟนของยูน่ะ เธอใส่ชุดนั้นของฉันได้พอดีไหมล่ะ”

    “พอดี...แต่เธอไม่ใช่แฟนไอหรอก เราเป็นแค่เพื่อนกัน”

    เจ้าของห้องพักไม่เชื่อว่าเป็นแค่เพื่อนกันเพราะชุดนั้นถึงจะเก่าแต่ก็ไม่ใช่ราคาถูกๆ ถ้าเป็นแค่เพื่อน นิโคไลคงไม่ลงทุนถึงขนาดนี้ เขาขี้เกียจอธิบาย ได้แต่นิ่งเงียบ...

    บรรยากาศในร้านอาหารที่วายูนกับรามิลไปกินอาหารค่ำเป็นไปอย่างสนุกครึกครื้น เสียงเพลงจากวงดนตรีพื้นเมืองยิ่งทำให้สนุกมากขึ้นอีก รามิลเริ่มกรึ่มๆ

    ชมวายูนไม่ขาดปากว่าคืนนี้เธอสวยมาก

    “คุณเมาแล้วล่ะค่ะคุณรามิล คุณดื่มไวน์ไป 3 แก้ว แล้วนะคะคุณถึงได้เห็นใครต่อใครสวยไปหมดยังงี้”

    “ใครว่า ผมเห็นคุณสวยอยู่คนเดียวแหละ”

    “คุณนี่พูดสมกับเป็นนักการทูตจริงๆ”

    รามิลไม่เคยอยากเป็นนักการทูต แต่น้านิตยาต่างหากที่อยากให้เขาเป็น วายูนเดาอารมณ์เขาออก รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เล่าถึงสถานที่ที่จะพาเขาไปเที่ยววันพรุ่งนี้แทนที่ ซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิก

    “หลังจากนั้นถ้าอยากไปเมือง Hallstatt ก็ไปได้นะคะ เราก็ไปพักที่โรงแรมก่อนแล้วก็ไปเที่ยวต่อดีไหมคะ”

    “งั้นผมว่าเรากลับกันเถอะครับ”

    ooooooo

    นิโคไลคว้ามือถือขึ้นมาจะโทร.หาวายูนแต่แล้วเปลี่ยนใจวางไว้อย่างเดิม จังหวะนั้นมีเสียงมือถือของเขาดังขึ้น นิโคไลดีใจคิดว่าเธอโทร.หา แต่กลายเป็น ไฮดี้โทร.มาถามว่าวายูนโทร.มาบ้างไหม เขาไม่ได้ข่าวจากเธอเลยและเขาเองก็ไม่ได้โทร.หาเธอเช่นกัน

    “อ้าวทำไมล่ะ”

    “ก็ไม่ว่าฉันจะโทร.ไปหรือไม่ไทร.ทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจของวายูนคนเดียวเท่านั้นแหละไฮดี้”...

    ฝ่ายวายูนเห็นรามิลเดินเซเนื่องจากดื่มมากไปหน่อยจึงต้องคอยเดินประกบเข้ามาส่งถึงในห้องพัก เขา ขอโทษเธอด้วยที่ไม่ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษกลับเป็นฝ่ายให้เธอพามาส่งถึงห้อง

    “ไม่ต้องเป็นสุภาพบุรุษสักวันก็ได้ค่ะ...เอ่อ ดิฉันหมายถึงว่าคุณไม่ต้องเป็นสุภาพบุรุษไปส่งดิฉันที่ห้องก็ได้เพราะห้องดิฉันก็อยู่ติดกับห้องคุณแค่นี้เอง ไม่ได้ไกลกันสักหน่อย”

    “แต่ไวน์แค่ 3 แก้วไม่ทำให้ผมเมาหรอก”

    “งั้นก็ดีแล้วค่ะถ้าคุณไม่เมามากดูแลตัวเองได้ ดิฉันจะได้กลับห้อง” วายูนพูดจบหันหลังจะไป รามิลคว้าแขนเธอไว้ เธอไม่ทันตั้งตัวเซเสียหลักล้มลงบนเตียงด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างชะงักมองสบตากันนิ่งงัน เขากระซิบถามแน่ใจว่าจะกลับห้องตัวเองจริงๆ แม้จะมีใจให้เขาเต็มๆแต่วายูนไม่คิดจะปล่อยตัวตามหัวใจไปด้วย ตัดสินใจขอตัวกลับห้องแล้วลุกออกไปทันที ทิ้งให้เขานอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง

    วายูนกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงในห้องตัวเอง พลางถอนใจหนักใจ สักพักมีเสียงเคาะประตูที่เชื่อมกับห้องของรามิลดังขึ้น เขาร้องบอกว่าปวดหัวมากขอยาแก้ปวดหัว เธอรีบไปค้นยาจากกระเป๋าถือแล้วเอามาให้เขาถึงห้องนอนพร้อมกับน้ำดื่ม แล้วขอตัวกลับไปนอน

    รามิลกอดเธอไว้จากด้านหลัง เธอพลิกตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเขา

    “ผมรักคุณนะวายูน แล้วคุณ...คุณรักผมใช่ไหม”

    “ค่ะ ดิฉันก็รักคุณ” วายูนเห็นเขาขยับเข้ามาจะจูบ เอามือดันไว้ “ปล่อยดิฉันเถอะค่ะคุณรามิล”

    “ผมขอโทษ ผมรักคุณ” รามิลมองเธออย่างหลงใหล วายูนน้ำตาคลอเบ้า ตัดพ้อว่าเขาบอกรักผู้หญิงแบบนี้มากี่คนแล้ว และเขาเคยเจอผู้หญิงที่รักใครง่ายแบบนี้ไหม รามิลบรรจงเช็ดน้ำตาให้ ก่อนจะคลายมือออก ปล่อยให้เธอกลับห้อง

    ooooooo

    เช้าวันถัดมา ขณะที่ปัทมานั่งดื่มกาแฟอยู่ที่คาเฟ่ในเมืองซัลสบวร์ก กัญญารัตน์วางสายจากอนุชา แล้วหันบอกเธอว่าได้รายชื่อโรงแรม 3 แห่งที่สถานทูต ไทยมีคอนเน็กชั่นแล้ว

    “มีโรงแรมอะไรบ้างคะคุณกัญญารัตน์”

    “ว้ายๆๆๆ ตายแล้ว มีโรงแรมที่เราพักเมื่อคืนด้วยค่ะ” กัญญารัตน์คว้าแขนปัทมาวิ่งกลับโรงแรมทันที เป็นอย่างที่ทั้งคู่หวั่นใจ รามิลกับวายูนพักในโรงแรมแห่งเดียวกับพวกเธอจริงๆ แต่เช็กเอาต์ไปตั้งแต่เช้าแล้ว สองสาวถึงกับเซ็งแล้วแบบนี้จะตามเจอได้อย่างไร

    “เมื่อครู่นี้พนักงานบอกว่าคุณรามิลถามทางไปเมือง Hallstatt เห็นว่าจะไปตอนบ่าย”

    “งั้นเราก็รีบไปดักหน้ารอคุณรามิลที่เมือง Hallstatt เลยสิคะคุณปัทเมืองนั้นเล็กนิดเดียวต้องหาเจอแน่ค่ะ”

    “ฉันก็คิดว่ายังงั้นแหละค่ะ”

    “แหม ฉันนี่ก็คิดได้เหมือนกันนิ นี่ขนาดยังไม่ได้กินข้าวเช้านะคะเนี่ย” กัญญารัตน์ยิ้มภูมิใจในตัวเอง...

    ขณะที่ปัทมากับกัญญารัตน์ใกล้เจอตัวรามิลเข้าไปทุกที นิตยาซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯได้ฤกษ์แต่งงานของรามิลกับจุลมณีจากเกจิอาจารย์ที่นับถือก็รีบตรงไปพบจงกลนีที่บ้าน ให้เลือกว่าจะเอาฤกษ์ไหนดี จุลมณีถึงกับหน้าเสีย น้อยต้องบีบมือเธอไว้เป็นทำนองให้ใจเย็นๆ

    “ดิฉันว่าเอาฤกษ์ที่เร็วที่สุดดีไหมคะ แต่มีเวลาเตรียมงานแค่เดือนกว่าๆเท่านั้น คุณนิตยาคิดว่าจะเตรียมงานทันไหมล่ะคะ”

    นิตยารับรองทันแน่นอนยิ่งสถานที่จัดงานคือโรงแรมของตัวเองแล้วยิ่งไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเธอก็อยากให้หลานชายเป็นฝั่งเป็นฝาเร็วๆเหมือนกัน จงกลนีอดเป็นกังวลไม่ได้ แน่ใจหรือว่ารามิลจะเห็นด้วย นิตยามั่นใจว่าเขาต้องเห็นด้วย จงกลนียิ้มพอใจขณะที่จุลมณีแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหวที่แม่ไม่ถามความเห็นจากตนสักคำ...

    วันนี้วายูนพารามิลไปที่ MARBLE HALL พอได้เห็นด้านในเธอตื่นตาตื่นใจมาก

    “สวยจังเลยนะคะ ดิฉันเคยได้ดูแต่จากข้างนอกก็ว่าห้องนี้สวยมากแล้ว โชคดีที่คุณเจอคนรู้จักที่นี่แล้วเขาอนุญาตให้เราเข้ามาดูข้างในได้ พอได้เข้ามาดูใกล้ๆ ข้างในอย่างนี้ ได้เห็นรายละเอียดยิ่งสวยใหญ่เลยค่ะ”

    “ห้องนี้สร้างจากหินอ่อนที่คัดอย่างดีส่งมาจาก 24 ประเทศทั่วยุโรปเลยนะ แล้วทองที่คุณเห็นอยู่นั่น

    ทองแท้ทั้งนั้นนะครับ แล้วคุณรู้ไหมครับว่าห้องนี้สร้างมาจากความรัก” รามิลมองสบสายตาเธออย่างมีความหมายดูความงดงามด้านในจนจุใจ วายูนเดินนำรามิลไปชมสวนด้านนอก ชี้ชวนให้ดูรูปปั้นม้าเพกาซัสซึ่งใช้เป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่อง เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิก เช่นกัน

    ooooooo

    จุลมณีดึงน้อยมาปรับทุกข์ที่ห้องตัวเอง ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี เธอไม่อยากแต่งงานกับรามิล น้อยบอกให้เธอปลง เพราะจะอยากหรือไม่เธอก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายตกลงใจกันไปแล้ว เธอคงทำได้แค่ทำใจ จุลมณีคว้ามือถือขึ้นมาจะโทร.หาปรัชญา น้อยจับมือเธอไว้

    “โทร.บอกเขาแล้วคุณหญิงคิดว่าเขาจะทำอะไรได้เหรอคะ”

    “หญิงไม่รู้...รู้แต่ว่าหญิงต้องบอกเรื่องนี้กับเขา” จุลมณีดึงมือออกจากน้อยแล้วโทร.หาปรัชญา...

    เพียงเพ็ญรู้ข่าวรามิลจะแต่งงานกับจุลมณีในอีกเดือนกว่าๆข้างหน้าจากดามพ์ โวยวายทันทีจะเป็นไปได้อย่างไร ทำไมเธอไม่ระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน

    “แต่มันก็เป็นไปแล้วล่ะ ก็ที่คุณน้านิตยาบินด่วนกลับไปเมืองไทยคราวนี้ก็เพราะบินไปจัดการเรื่องงานแต่งงานไอ้มิลนี่ยังไงล่ะ”

    “ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ”

    ดามพ์รับรองว่าเป็นเรื่องจริงเพราะแหล่งข่าวของเขาเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเพียงเพ็ญยังไม่เชื่ออีก ก็ให้ไปถามนิตยาเอาเองก็แล้วกัน...

    ในเวลาเดียวกัน ปัทมากับกัญญารัตน์มาดักรอรามิลกับวายูนอยู่บนถนนเข้าเมือง Hallstatt เพราะคิดว่านี่เป็นเส้นทางเข้าเมืองทางเดียว โดยไม่รู้ว่าทั้งคู่ใช้เส้นทางริมทะเลสาบเข้าไปเมืองนี้แล้วและตรงไปเช็กอินที่โรงแรมเรียบร้อย แต่คราวนี้ไม่ได้ห้องติดกัน จากนั้นรามิลกับวายูนมาที่ท่าเรือเพื่อเช่าเรือไปชมความงามของทะเลสาบ ขณะวายูนจะก้าวลงเรือ ปัทมาหันมาเห็นพอดีรีบสะกิดคู่หู

    “คุณกัญญารัตน์ดูโน่นสิคะ นั่นใช่คุณรามิลไหมคะนั่น” ว่าแล้วปัทมาชี้ไปยังทิศทางที่รามิลยืนอยู่

    “ว้าย! ใช่คุณรามิลจริงๆด้วยค่ะ” กัญญารัตน์พุ่งไปยังท่าเรือโดยมีปัทมาวิ่งตาม รามิลเห็นสองสาววิ่งหน้าตั้งมาแต่ไกลรีบเร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็ว วายูนไม่ทันตั้งตัวเกือบหงายหลังตกน้ำ รีบเกาะขอบเรือไว้แน่น หลับตาปี๋ด้วยความกลัว กว่าสองสาวจะมาถึงท่าเรือ รามิลขับเรือออกไปไกลมากแล้ว

    “อ๊าย คุณกัญญารัตน์ คุณรามิลต้องเห็นเราแน่ๆค่ะ แต่รีบออกเรือไปอย่างนั้นแสดงว่าตั้งใจจะหนีเรา...ฮึ ทำไมคุณรามิลถึงทำยังงี้นะ”

    “ฉันจะโทร.รายงานคุณหญิงค่ะ” กัญญารัตน์คว้ามือถือขึ้นมาโทร.ทันที...

    รามิลขับเรือพาวายูนชมความงามของทะเลสาบอยู่พักใหญ่ ก็ขับเรือไปจอดอีกท่าเรือหนึ่ง เธอกวาดตามองไปรอบๆด้วยความงุนงงว่าที่นี่ที่ไหน

    “อยู่ใน Hallstatt นี่แหละแต่อีกฝั่งหนึ่งครับ”

    “ตายจริงเราออกมาไกลมากเลยนะคะเนี่ย”

    “อย่ากังวลไปเลยวายูน อย่างมากเราก็แค่จ่ายค่าเช่าเรือเพิ่ม ผมว่าเราไปนั่งเล่นข้างบนก่อนดีกว่า”...

    ทันทีที่ได้รับรายงานจากกัญญารัตน์ คุณหญิงนิต้ารีบโทร.ทางไกลไปฟ้องนิตยาซึ่งยังอยู่ที่กรุงเทพฯว่ารามิลพาวายูนไปเที่ยวซัลสบวร์กกันสองต่อสอง แต่ท่านส่งปัทมากับกัญญารัตน์ออกไปตามแล้ว

    “เมื่อครู่นี้โทร.มารายงานว่าตอนนี้สองคนนั่นไปเที่ยวเมืองเล็กๆติดกับซัลสบวร์กแล้วเช่าเรือออกไปเที่ยวกัน ที่พูดเนี่ยไม่ได้เยอะนะคะ”

    “ขอบพระคุณคุณหญิงมากค่ะที่โทร.มาบอก ดิฉันจัดการธุระทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะรีบบินกลับไปที่เวียนนาทันทีค่ะ” นิตยาวางสายสีหน้าโกรธจัด แล้วรีบโทร.หารามิล แต่ติดต่อไม่ได้

    ooooooo

    ระหว่างเดินเล่นไปตามชายหาดอีกฝั่งหนึ่งของเมือง Hallstatt รามิลสบายใจมากถึงกับออกปากนานๆทีปีหนถึงจะรู้สึกอิสระแบบนี้สักครั้ง วายูนมองเขาด้วยความสงสารและเห็นใจ

    “เพราะมีแต่คนคาดหวังจากตัวคุณมากใช่ไหมคะ”

    “นั่นก็ใช่ แต่ว่าตอนนี้ผมไม่อยากคิดถึงอะไรนอกจากคุณ...คุณเชื่อไหม ผมไม่เคยมีความสุขเท่าวันนี้เลย ถ้าเรียนจบแล้วคุณจะกลับเมืองไทยเลยหรือเปล่าวายูน”

    วายูนวางแผนไว้อย่างนั้น เว้นแต่จะได้งานทำเลย รุ่นพี่ที่คณะหลายคนแค่ขึ้นปีสุดท้ายก็มีบริษัทมาจองตัวไปทำงานด้วยแล้ว แต่เธออยากทำงานที่ยูเอ็นมากกว่า เธอฝันมาตลอดจะไปเป็นล่ามในที่ประชุมระดับประเทศ รามิลติงงานอย่างที่เธอฝันมันเหมาะกับคนโสด

    “แต่งานอย่างคุณก็เหมาะกับคนที่แต่งงานนะคะ”

    “เรื่องนั้นผมยังไม่เคยคิดเลย แต่ตอนนี้ผมคิดแค่...” รามิลคว้ามือวายูนมากุมมองด้วยสายตาเปี่ยมรัก

    “เรากลับกันเถอะค่ะ เราออกมาไกลมาก เดี๋ยวช้ากว่านี้จะกลับลำบากนะคะ”

    เป็นอย่างที่วายูนคาดไว้ไม่มีผิด เด็กดูแลเรือที่รามิลเอาไปฝากไม่ยอมให้เอาเรือออกหลัง 6 โมงเย็น เธอตกใจมากไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี รามิลโทษตัวเองที่มัวแต่เอ้อระเหย ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทั้งคู่ไม่สามารถกลับไปอีกฝั่งหนึ่งของเมืองได้ จึงตัดสินใจต่อรองกับเด็กดูแลเรือขอพักค้างคืนที่บ้านของเขา...

    ในขณะที่รามิลกับวายูนต้องติดอยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง กัญญารัตน์และปัทมายังคงชะเง้อคอยาวอยู่ที่ท่าเรือแห่งเดิมที่รามิลเอาเรือออกไป รอแล้วรอเล่าไม่เห็นวี่แวว กัญญารัตน์ฟันธงว่าสองคนนั่นคงไม่กลับมาแล้ว ปัทมาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ตอนนี้แสงอาทิตย์ใกล้จะหมดเต็มที

    “เขาเช่าเรือออกไปค้างคืนที่อื่นได้ด้วยเหรอคะ”

    กัญญารัตน์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องไปถามเจ้าของเรือให้เช่า จากนั้นก็พากันเดินไปถาม ได้ความว่าเขาไม่ได้ให้เช่าเรือสำหรับค้างคืน ปัทมาเริ่มเป็นกังวล ฟ้ามืดขนาดนี้แล้วแล่นเรือก็ไม่ได้ แล้วรามิลกับแม่นั่นหายไปไหน หรือว่าเรือเสียกลางทาง กัญญารัตน์เสนอในเมื่อเราทำอะไรไม่ได้ก็คงต้องกลับที่พักกันก่อน

    “พรุ่งนี้เช้ามืดเราค่อยมาถามเจ้าของเรืออีกทีเพราะยังไงๆคุณรามิลก็ต้องเอาเรือมาคืนแน่ๆ”...

    ด้านนิตยายังคงติดต่อรามิลไม่ได้ วางมือถือกระแทกกับโต๊ะอย่างขุ่นเคืองใจ นิโคไลซึ่งอยู่ที่เวียนนาก็พยายามโทร.หาวายูน แต่ติดต่อไม่ได้เช่นกัน วางสายสีหน้าไม่สบายใจ...

    เด็กดูแลเรือยอมให้รามิลกับวายูนพักในห้องของตนเองได้ รามิลเกรงใจ ถามเธอว่าพอจะนอนได้ไหม เธอนอนได้อยู่แล้ว ดูๆแล้วน่าจะสบายกว่าห้องพักของเธอด้วยซ้ำ เขาต่างหากนอนได้หรือเปล่า

    “คุณอยู่ได้ผมก็อยู่ได้ ผมอยู่ได้ทุกที่ที่มีคุณอยู่ด้วย...เรื่องวันนี้เป็นความผิดของผมเอง เลยทำให้คุณลำบากไปด้วย”

    “อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ”

    “คุณไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะไปหาอะไรมาให้กิน” รามิลหายออกไปพักใหญ่กลับมาพร้อมซุปร้อนๆแก้หนาวสองถ้วยกับขนมปัง หลังท้องอิ่มไม่นาน วายูนเริ่มหนังตาหนักแทบลืมไม่ขึ้น รามิลไล่ให้เธอไปนอนบนเตียงส่วนเขาจะนอนที่เก้าอี้เอง เธอพยักหน้ารับคำ ลุกขึ้นจะไปที่เตียงแต่เซเสียหลัก รามิลรับไว้ทันแล้วอุ้มเธอไปวางบนเตียง กระซิบถามว่ายังหนาวอยู่อีกไหม

    “อุ่นขึ้นแล้วค่ะ”

    “จริงเหรอ” รามิลกระซิบเสียงหวาน วายูนไม่กล้าตอบ ผลักอกเขาออกเบาๆ

    “คุณรามิลไปนอนเถอะค่ะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

    “อยากให้ผมไปนอนจริงๆเหรอ” รามิลมองสบตาเธอลึกซึ้ง ก่อนจะโน้มตัวลงไปจูบ คราวนี้เธอไม่ขัดขืน ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขา

    ooooooo









    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "แซมมี่" ควงคู่ "ป้อง" เคมีดีเกินต้าน ฟิตติ้งละคร "สายรุ้ง" พร้อมทัพนักแสดงคุณภาพ

    "แซมมี่" ควงคู่ "ป้อง" เคมีดีเกินต้าน ฟิตติ้งละคร "สายรุ้ง" พร้อมทัพนักแสดงคุณภาพ
    15 ต.ค. 2564

    09:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 เวลา 19:35 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์