ตอนที่ 6
ในเมื่อไม่รู้ว่ารามิลหายไปไหน ปัทมาและกัญญารัตน์จึงต้องพึ่งตัวช่วย โดยขอให้คุณหญิงนิต้าออกหน้าหาความจริงแทน ท่านตามไปคาดคั้นอนุชาถึงสถานทูตไทยให้บอกว่ารามิลลางานไปไหน
“ผมไม่ทราบหรอกครับ ต้องรบกวนคุณหญิงถามท่านทูตดูครับ”
คุณหญิงนิต้าค้อนอนุชาขวับ ก่อนจะจ้ำพรวดๆไปหาท่านทูตที่ห้องทำงาน ตำหนิรามิลให้ฟังว่าลาหยุดทั้งทีทำไมไม่รู้จักบอกว่าไปไหน ท่านถือเป็นสิทธิส่วนตัวของเขาที่จะลาพักร้อนได้โดยไม่จำเป็นต้องบอกใคร
“แล้วคุณหญิงจะอยากรู้ไปทำไม”
“ก็...ตอนนี้คุณนิตยาไม่อยู่ ดิฉันก็ต้องเป็นหูเป็นตาแทนคุณนิตยาสิคะ”
“รามิลเป็นผู้ใหญ่แล้ว คุณไม่ควรไปก้าวก่ายเรื่องของคนอื่น” ท่านทูตว่าแล้วลุกหนี คุณหญิงนิต้าโกรธ
ที่ถูกสามีว่ากระทบเป็นทำนองว่าจุ้นจ้าน อ้าปากจะร้องกรี๊ดๆ แต่กัญญารัตน์ห้ามไว้เสียก่อน
“ท่านทูตจะต้องรู้เห็นเป็นใจกับรามิลแน่ๆ ผู้ชายนะผู้ชายเข้าข้างกันดีนักเชียวนี่เลยไม่รู้ว่ารามิลไปไหน”...
คนที่คุณหญิงนิต้ากับพวกถามหากันให้ควั่กกำลังเดินจูงมือวายูนเที่ยวชมบ้านเกิดของโมสาร์ทด้วยความสนอกสนใจ โดยไม่ลืมแวะไปที่ห้องฟังเพลง...
ระหว่างที่วายูนและรามิลกำลังนั่งฟังเพลงของโมสาร์ทด้วยกันอย่างมีความสุข ไฮดี้เห็นนิโคไลนั่งหน้าเครียดอยู่หน้ามหาวิทยาลัยเวียนนาเข้าไปทักว่าเป็นอะไรไป เขาเป็นห่วงวายูน ไม่รู้ป่านนี้เป็นอย่างไรบ้าง เขาไม่ค่อยไว้ใจรามิลสักเท่าไหร่ ไฮดี้เตือนเครียดไปก็ไม่ช่วยอะไร พรุ่งนี้มีทัศนศึกษาที่อินสบรูก เพื่อนๆของเราไปกันหลายคน เขาน่าจะไปด้วยเผื่อจะทำให้สบายใจขึ้น
“เฮ้อ ก็ดีเหมือนกัน ไปไม่กี่วันใช่ไหม”
“ใช่ ไปไม่กี่วันหรอก เดี๋ยวก็กลับแล้ว”...
ออกจากห้องฟังเพลง วายูนชวนรามิลแวะซื้อของฝากที่ร้านขายของที่ระลึกซึ่งตั้งอยู่ภายในบ้านเกิดของโมสาร์ท เขาเห็นเธอซื้อของที่ระลึกติดมือมาสองชิ้นถามเสียงเข้มว่าซื้อให้ใคร เธอจะซื้อฝากนิโคไล
“เอาไปฝากนิโคไลทั้งสองชิ้นเลยเหรอ”
“เปล่าหรอกค่ะ ชิ้นหนึ่งของไฮดี้ ส่วนอีกชิ้นหนึ่งของนิโคไลค่ะ ก็มีเพื่อนสองคนก็ต้องซื้อสองชิ้นสิคะ”
รามิลค่อยยิ้มออกมาได้ มองตามวายูนที่เอาสมุดโน้ตใส่กระเป๋าสีหน้าสบายใจขึ้น...
ณ ห้องพักฟื้นผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ ระหว่างที่น้อยกับจุลมณีกำลังช่วยกันเก็บข้าวของของจงกลนีเพื่อกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้าน จงกลนีต่อว่าจุลมณีว่าที่ท่านต้องเป็นเช่นนี้ก็เพราะเธอเป็นต้นเหตุ แม้ปรัชญาจะเป็นเพื่อนของรามิล แต่ก็เป็นคนไม่มีเทือกเถาเหล่ากอ ไม่คู่ควรกับเธอสักนิด แล้วให้เธอสัญญาว่าจะไม่ติดต่อกับเขาอีก จุลมณีไม่กล้าขัดใจท่าน จำต้องรับคำ
“หญิงจะไม่คบและติดต่อกับเขาอีกค่ะ”
ooooooo
ดามพ์เห็นปรัชญาเอาแต่นั่งเหม่อไม่พูดไม่จา สะกิดเตือนจะใจลอยไปถึงไหน รู้ทั้งรู้ว่าจุลมณีมีเจ้าของแล้ว ยังดันทุรังไปรักไปชอบเธออีก เขาเถียงเสียงเขียวว่าเธอไม่ได้รักไม่ได้ชอบรามิลสักหน่อย
“แล้วไง นี่แกลืมไปแล้วเหรอว่าเขาเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน แล้วแกจะไปแทรกกลางให้ใจตัวเองเจ็บทำไมวะ ถึงฉันจะไม่ได้เป็นคนดีสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยคิดที่จะแย่งคู่หมั้นคู่หมายเพื่อนหรอกนะเว้ย”
“ไม่ได้ช่วยอะไร แกก็เงียบไปเลย” ปรัชญาตวาดอย่างมีอารมณ์...
เที่ยวบ้านโมสาร์ทจนจุใจแล้ว รามิลกับวายูนพากันไปเที่ยวที่ Horse Pond เขาตื่นเต้นมากจำได้ว่าที่นี่เป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่อง เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิก วายูนกระเซ้าเขาคงชอบดูหนังเรื่องนี้มากถึงจำได้ รามิล ยอมรับว่าดูหลายรอบ เพราะลูกๆของกัปตันฟอนแทร็ปพระเอกของเรื่อง ถูกเลี้ยงให้อยู่ในกรอบที่เข้มงวดคล้ายกับตัวเขาไม่มีผิดเพี้ยน วายูนสงสัยคล้ายกับชีวิตของเขาอย่างไร
“หลังจากพ่อแม่ของผมเสียไป คุณน้าก็มาเป็นผู้ปกครองของผมดูแลเอาใจใส่ผมในทุกๆเรื่องให้เป็นไปตามทิศทางที่ท่านต้องการ จนผมมีความรู้สึกว่าไม่เคยได้คิดได้ทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการเลย เฮ้อ...ผมว่าเราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันเลยนะ ไปหาอะไรอร่อยๆกินกันดีกว่า”
“ได้ค่ะ ดิฉันว่าวันนี้อากาศดีเราไปเที่ยวบนเขากันดีไหมคะ”
รามิลไม่ขัดข้องเธอจะพาไปไหนเขาก็จะตามเธอไปทุกที่ จากนั้นไม่นาน ทั้งคู่มาถึงจุดชมวิวของเมือง ซัลสบวร์กซึ่งตั้งอยู่บนปราสาท HOHENSALSBURG วิวสวยๆบรรยากาศดีๆทำให้รามิลถ่ายรูปเซลฟี่คู่กับวายูนไปตลอดทาง แต่ยังไม่ได้มุมที่ถูกใจ นักท่องเที่ยวคนหนึ่งเห็นทั้งคู่เป็นคนไทยด้วยกัน เสนอตัวจะช่วยถ่ายรูปให้ รามิลเอามือถือของตัวเองยื่นให้เธอ แล้วเดินกลับมายืนข้างๆวายูน โดยมือข้างหนึ่งโอบเอวเธอเข้ามาชิดกับตัวเอง แม้จะเขินอยู่บ้างแต่วายูนก็ไม่ขัดขืนอะไร
นักท่องเที่ยวคนนั้นถ่ายรูปให้ทั้งคู่อยู่สองสามรูป แล้วเอามือถือคืนให้รามิลเพื่อเช็กดูว่าชัดถูกใจไหม เขาถูกใจมากเพราะเห็นวิวของเมืองซัลสบวร์กเป็นแบ็กกราวนด์ด้านหลัง
“ชัดครับ ขอบคุณนะครับ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ แล้วนี่คุณมาฮันนีมูนกันใช่ไหมเนี่ย ภรรยาคุณเป็นผู้หญิงที่สวยมาก คุณเป็นผู้ชายที่โชคดีมากๆ เลยรู้ไหม” พูดจบ นักท่องเที่ยวคนนั้นเดินจากไปโดยไม่เปิดโอกาสให้วายูนได้อธิบายอะไร ยิ่งเห็นสีหน้ายิ้มๆของรามิล ยิ่งทำให้เธอเขินอายจนต้องเดินหนี เขาหัวเราะชอบใจก่อนจะรีบเดินตาม
ooooooo
ทั้งรามิลและวายูนพากันมากินมื้อกลางวันที่ร้านอาหารแถวบริเวณปราสาท เขาเอร็ดอร่อยกับสเต๊กในจานตัวเอง แต่พอเหลือบดูจานของเธอ อาหารกลับไม่พร่อง ร้องทักว่าไม่อร่อยหรือ
“เปล่าค่ะ...คือดิฉันสงสัยว่าดูคุณอารมณ์ดีจัง ดูไม่กังวลอะไรเลย”
“ต้องกังวลอะไรในเมื่อผมตัดสินใจที่จะมาเอง เพราะ...” ไม่พูดเปล่า รามิลมองสบตาเธออย่างลึกซึ้ง เธอ รู้สึกหวั่นไหวจนไม่กล้าสบตาด้วย
อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก น้าแนทที่มาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนๆเห็นรามิลกำลังเอาอกเอาใจหั่นสเต๊กให้วายูนราวกับเป็นคู่รักกันก็เข้าไปทักตามประสาคนอยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่น ทีแรกรามิลงงๆเพราะจำไม่ได้ เธอต้องเท้าความว่าเราสองคนเจอกันตามงานบ่อยๆ เขาถึงบางอ้อ รีบยกมือไหว้ วายูนก็เลยไหว้ตามไปด้วย
“นี่รามิลพาแฟนมาเที่ยวเหรอจ๊ะ แหมหน้าตาสะสวยน่าเอ็นดู ชื่ออะไรล่ะ”
“วายูนค่ะ”
“แล้วพักกันที่ไหนล่ะจ๊ะ”
รามิลชิงตอบคำถามแทน โดยบอกชื่อโรงแรมแห่งอื่นไม่ใช่โรงแรมที่เขากับวายูนพัก น้าแนทพยักหน้ารับรู้ แล้วขอตัวกลับไปหาเพื่อนๆ เขามองตามสีหน้าไม่สบายใจนัก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าการมาเที่ยวซัลสบวร์กครั้งนี้คงรู้ถึงหูคุณหญิงนิต้าในอีกไม่ช้าและคุณน้าของเขาก็ต้องรู้เช่นกัน วายูนเห็นสีหน้าของเขาแล้วอดถามไม่ได้ว่ามีอะไรหรือเปล่า รามิลรู้สึกตัวรีบปรับสีหน้าเป็นปกติ โกหกว่าไม่มีอะไร ชวนเธอกินข้าวต่อไป...
ขากลับจากปราสาท วายูนเห็นรามิลเงียบผิดปกติ ตัดสินใจถามว่าไม่สบายใจที่เจอน้าแนทใช่ไหม เขาหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเกิดฮึดขึ้นมา
“ผมไม่แคร์ เรามาเที่ยวเราก็ควรจะต้องสนุกสิวายูน อย่าไปสนใจคนอื่นเลย ไป...เราจะไปเที่ยวไหนกันต่อดีล่ะวายูน” ว่าแล้วรามิลจูงมือวายูนเดินต่อไป...
เป็นอย่างที่รามิลหวั่นใจไม่มีผิด น้าแนทโทร.บอกคุณหญิงนิต้าว่าเธอเพิ่งมาจากซัลสบวร์กเจอรามิลกับผู้หญิงหน้าตาสะสวย ผอมเพรียวหุ่นเหมือนนางแบบ แถมบอกชื่อโรงแรมซึ่งรามิลโกหกว่าไปพักให้เสร็จสรรพ
“แหมๆไม่รู้เลยว่ารามิลมีแฟนแล้ว กำลังจะแนะนำหลานสาวให้รู้จักอยู่ทีเดียว แต่มาเห็นเขาสวีตหวานกันขนาดนั้น แนทขอถอยดีกว่าไม่อยากให้หลานต้องอกหักค่ะ”
คุณหญิงนิต้ายืนอึ้ง ขณะที่กัญญารัตน์รีบย่องออกไปเงียบเชียบ...
ในเวลาเดียวกัน ขณะปัทมากลิ้งตัวไปมาอยู่บนเตียงนอนของรามิลหวังจะฝากกลิ่นกายตัวเองไว้ ศิราณีเปิดประตูผลัวะเข้ามาแผดเสียงลั่นว่าเข้ามาทำวิตถารอะไรบนเตียงเจ้านายของตน ปัทมายังไม่ทันจะอ้าปากแก้ตัว ศิราณีฉุดแขนเธอถูลู่ถูกังเอาไปเหวี่ยงนอกห้องเสียก่อน ปัทมาถึงกับปรี๊ดแตก
“อ๊าย...แกทำกับฉันอย่างนี้ได้อย่างไรหา นังหนูผี ฉันจะฟ้องคุณนิตยา”
“เชิญขี่ม้าสามศอกไปฟ้องเลยค่ะ ดิฉันก็จะได้ฟ้องเหมือนกันว่าคุณเข้าไปทำวิตถารบนเตียงคุณรามิล ...ไอ้ศิวา แกรีบไปหยิบน้ำยาฆ่าเชื้อโรคมาให้ฉันที...ฉันจะเอามาฆ่าเสนียดบนเตียงคุณรามิล” พูดจบศิราณีเดินไปหาน้องชาย ปัทมาขู่ไล่หลัง เมื่อไหร่ได้เป็นเมียของคุณรามิลจะเฉดหัวเธอออกจากบ้านนี้เป็นคนแรก จังหวะนั้นมีเสียงมือถือของตัวเองดังขึ้น ปัทมารีบกดรับสายเมื่อเห็นเป็นเบอร์ของกัญญารัตน์
“มีอะไรเหรอคะ...อะไรนะคะ...คุณรามิลกับนังวายูนไปซัลสบวร์ก!”
ooooooo
ปัทมาไม่รอช้าวิ่งแจ้นไปหาคุณหญิงนิต้าถึงบ้านพัก อาสาจะไปตามรามิลให้เอง เป็นหน้าที่ของเธออยู่แล้วเพราะนิตยาสั่งให้เธอคอยจับตาดูเขาไม่ให้ไปยุ่งกับนังนักศึกษานั่น ดังนั้นเธอต้องรับผิดชอบ
“ให้กัญญารัตน์ไปเป็นเพื่อนคุณปัทนะคะ คุณหญิง มีอะไรจะได้ช่วยกันคิดไงคะ”
คุณหญิงนิต้าเห็นดีด้วย ได้เรื่องอะไรก็ให้รีบโทร.มารายงานทันที...
ด้านวายูนพารามิลไปดูสถานที่ที่เคยเป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่อง เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิก เป็นจุดที่มาเรียนางเอกของเรื่องพาลูกๆของพระเอกมาเที่ยวและร้องเพลงด้วยกัน รามิลไม่วายหยอดคำหวาน
“ผมว่ากลับไปถึงเวียนนาคราวนี้ ผมคงต้องคิดถึงคุณแน่ๆ แล้วคุณล่ะถ้าคุณได้ดูหนัง เดอะ ซาวนด์ ออฟมิวสิกอีกรอบคุณจะคิดถึงผมไหม”
หญิงสาวอายจัดถึงกับทำหน้าไม่ถูก รีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ยังมีตรงโน้นอีกนะคะ คุณรามิลทราบไหมคะว่าที่บริเวณนี้เป็นที่สำหรับรางรถม้า ศิลปะตรงนี้ที่เราเห็นก็อยู่ในยุคบารอค”
จากนั้นทั้งคู่ไปดูสาธิตการทำช็อกโกแลตและช่วยกันทำช็อกโกแลตอย่างสนุกสนาน...
ทันทีที่ปัทมาและกัญญารัตน์เดินทางมาถึงซัลสบวร์กตรงไปยังโรงแรมซึ่งรามิลกับวายูนเข้าพักตามที่คุณแนทให้ชื่อไว้กับคุณหญิงนิต้า แต่กลับไม่มีรายชื่อของทั้งคู่ ปัทมาตั้งข้อสังเกตหรือว่าคุณแนทจะฟังผิด
“ไม่น่าผิดนะคะ คุณแนทคนนั้นน่ะตาผีจมูกมดหูเรดาร์จะตายไปค่ะ ฟังมาไม่ผิดแน่ๆค่ะ”
“หรือว่าคุณรามิลเช็กอินในชื่อปลอม”
กัญญารัตน์ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ โรงแรมในออสเตรียทุกแห่งต้องใช้ไอดีการ์ดหรือพาสปอร์ต ไม่เช่นนั้นจะไม่มีทางเช็กอินได้ ปัทมาถึงทางตันไม่รู้จะไปตามหารามิลที่ไหน
“เอายังงี้ค่ะไปหาอะไรกินกันก่อนเพราะตอนนี้ฉันหิวมากเซลล์สมองไม่ทำงาน กินอิ่มแล้วอาจจะคิดออก”
ทั้งคู่ไปนั่งกินอาหารที่คาเฟ่ใกล้กับจัตุรัสโมสาร์ท อย่างอิ่มอร่อยและมีความสุขเพราะไม่ต้องเสียเงินสักบาทเนื่องจากคุณหญิงนิต้าออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างให้ ปัทมาอดหวั่นใจไม่ได้ หากเราสองคนหารามิลไม่เจอคุณหญิงนิต้าอาจตามมาเช็กบิลเราคืนภายหลัง
“เออ นั่นสิ แล้วเราจะเอายังไงกันต่อดีคะ”
“เราก็ต้องหาให้ได้สิคะว่าคุณรามิลน่ะพาแม่นั่นไปเข้าพักอยู่ที่ไหน แล้วนี้เซลล์สมองคุณกัญญารัตน์เริ่มทำงานหรือยังล่ะคะ อิ่มแล้วนี่”
สองสาวไม่ล่วงรู้เลยว่าชั้นบนของคาเฟ่แห่งนี้วายูนกับรามิลกำลังนั่งดื่มกาแฟกันอยู่...
หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง กัญญารัตน์ก็นึกออกว่าควรจะโทร.บอกอนุชาให้ช่วยหารายชื่อโรงแรมในซัลสบวร์กที่ทางสถานทูตของเราใช้รับรองแขก รามิลจะต้องเข้าพักในโรงแรมแห่งใดแห่งหนึ่งแน่ๆ ปัทมาชมเปาะ
“คุณกัญญารัตน์เก่งจังเลย อิ่มแล้วเซลล์สมองทำงานจริงๆด้วย โทร.เลยค่ะโทร.เลย”
ooooooo
อีกมุมหนึ่งบนชั้นสองของคาเฟ่ วายูนเสนอว่าถ้ารามิลเที่ยวจนเหนื่อยแล้ว เราสองคนกินมื้อค่ำในโรงแรมก็ได้ แต่ถ้ายังไม่เหนื่อย เธอรู้จักร้านสวยๆร้านหนึ่ง
“ผมยังไม่เหนื่อยหรอก เราอาบน้ำอาบท่าให้สบายตัวแล้วออกไปดินเนอร์กัน”...
โชคไม่เข้าข้างปัทมากับกัญญารัตน์ อนุชาไม่อยู่ออกไปทำงานนอกสถานทูต แต่รับปากจะหารายชื่อโรงแรมที่ต้องการให้พรุ่งนี้เช้า ดังนั้นทั้งคู่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะหาโรงแรมนอนพัก...
หลังจากอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อเรียบร้อย วายูนพารามิลไปยังร้านอาหารสไตล์ออสเตรียแห่งหนึ่ง ที่นี่แปลกกว่าที่อื่นเพราะร้านนี้จะมีชุดประจำชาติให้แขกที่มากินอาหารสวมใส่เพื่อลูกค้าจะได้รู้สึกว่ามาถึงออสเตรียจริงๆ ทั้งรามิลและวายูนเห็นอีกฝ่ายอยู่ในเครื่องแต่งกายที่แปลกตาไปก็หัวเราะขำ
“คุณแต่งชุดประจำชาติแล้วสวยดีนะวายูน”
“คุณก็เหมือนกันนะคะดูดีมากเลย กางเกงที่คุณใส่เนี่ยเป็นกางเกงหนังเลยนะคะ”
“ผมเคยได้ยินมาว่าจะไม่มีการซักจนกว่าจะเปื่อยนะ” รามิลว่าแล้วทำหน้าปูเลี่ยนๆ วายูนอดขำไม่ได้...
ขณะที่วายูนพารามิลทั้งกินและเที่ยวอย่างมีความสุข นิโคไลซึ่งอยู่ที่ห้องพักกำลังเจียดเงินที่มีอยู่น้อยนิดเป็นค่าชุดราตรีสวยชุดนั้นงวดแรกให้เจ้าของห้องพัก
“แล้วแฟนของยูน่ะ เธอใส่ชุดนั้นของฉันได้พอดีไหมล่ะ”
“พอดี...แต่เธอไม่ใช่แฟนไอหรอก เราเป็นแค่เพื่อนกัน”
เจ้าของห้องพักไม่เชื่อว่าเป็นแค่เพื่อนกันเพราะชุดนั้นถึงจะเก่าแต่ก็ไม่ใช่ราคาถูกๆ ถ้าเป็นแค่เพื่อน นิโคไลคงไม่ลงทุนถึงขนาดนี้ เขาขี้เกียจอธิบาย ได้แต่นิ่งเงียบ...
บรรยากาศในร้านอาหารที่วายูนกับรามิลไปกินอาหารค่ำเป็นไปอย่างสนุกครึกครื้น เสียงเพลงจากวงดนตรีพื้นเมืองยิ่งทำให้สนุกมากขึ้นอีก รามิลเริ่มกรึ่มๆ
ชมวายูนไม่ขาดปากว่าคืนนี้เธอสวยมาก
“คุณเมาแล้วล่ะค่ะคุณรามิล คุณดื่มไวน์ไป 3 แก้ว แล้วนะคะคุณถึงได้เห็นใครต่อใครสวยไปหมดยังงี้”
“ใครว่า ผมเห็นคุณสวยอยู่คนเดียวแหละ”
“คุณนี่พูดสมกับเป็นนักการทูตจริงๆ”
รามิลไม่เคยอยากเป็นนักการทูต แต่น้านิตยาต่างหากที่อยากให้เขาเป็น วายูนเดาอารมณ์เขาออก รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เล่าถึงสถานที่ที่จะพาเขาไปเที่ยววันพรุ่งนี้แทนที่ ซึ่งเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ใช้เป็นฉากในหนังเรื่อง เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิก
“หลังจากนั้นถ้าอยากไปเมือง Hallstatt ก็ไปได้นะคะ เราก็ไปพักที่โรงแรมก่อนแล้วก็ไปเที่ยวต่อดีไหมคะ”
“งั้นผมว่าเรากลับกันเถอะครับ”
ooooooo
นิโคไลคว้ามือถือขึ้นมาจะโทร.หาวายูนแต่แล้วเปลี่ยนใจวางไว้อย่างเดิม จังหวะนั้นมีเสียงมือถือของเขาดังขึ้น นิโคไลดีใจคิดว่าเธอโทร.หา แต่กลายเป็น ไฮดี้โทร.มาถามว่าวายูนโทร.มาบ้างไหม เขาไม่ได้ข่าวจากเธอเลยและเขาเองก็ไม่ได้โทร.หาเธอเช่นกัน
“อ้าวทำไมล่ะ”
“ก็ไม่ว่าฉันจะโทร.ไปหรือไม่ไทร.ทุกอย่างขึ้นอยู่กับใจของวายูนคนเดียวเท่านั้นแหละไฮดี้”...
ฝ่ายวายูนเห็นรามิลเดินเซเนื่องจากดื่มมากไปหน่อยจึงต้องคอยเดินประกบเข้ามาส่งถึงในห้องพัก เขา ขอโทษเธอด้วยที่ไม่ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษกลับเป็นฝ่ายให้เธอพามาส่งถึงห้อง
“ไม่ต้องเป็นสุภาพบุรุษสักวันก็ได้ค่ะ...เอ่อ ดิฉันหมายถึงว่าคุณไม่ต้องเป็นสุภาพบุรุษไปส่งดิฉันที่ห้องก็ได้เพราะห้องดิฉันก็อยู่ติดกับห้องคุณแค่นี้เอง ไม่ได้ไกลกันสักหน่อย”
“แต่ไวน์แค่ 3 แก้วไม่ทำให้ผมเมาหรอก”
“งั้นก็ดีแล้วค่ะถ้าคุณไม่เมามากดูแลตัวเองได้ ดิฉันจะได้กลับห้อง” วายูนพูดจบหันหลังจะไป รามิลคว้าแขนเธอไว้ เธอไม่ทันตั้งตัวเซเสียหลักล้มลงบนเตียงด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างชะงักมองสบตากันนิ่งงัน เขากระซิบถามแน่ใจว่าจะกลับห้องตัวเองจริงๆ แม้จะมีใจให้เขาเต็มๆแต่วายูนไม่คิดจะปล่อยตัวตามหัวใจไปด้วย ตัดสินใจขอตัวกลับห้องแล้วลุกออกไปทันที ทิ้งให้เขานอนอยู่บนเตียงเพียงลำพัง
วายูนกลับมาทรุดตัวลงนั่งบนเตียงในห้องตัวเอง พลางถอนใจหนักใจ สักพักมีเสียงเคาะประตูที่เชื่อมกับห้องของรามิลดังขึ้น เขาร้องบอกว่าปวดหัวมากขอยาแก้ปวดหัว เธอรีบไปค้นยาจากกระเป๋าถือแล้วเอามาให้เขาถึงห้องนอนพร้อมกับน้ำดื่ม แล้วขอตัวกลับไปนอน
รามิลกอดเธอไว้จากด้านหลัง เธอพลิกตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเขา
“ผมรักคุณนะวายูน แล้วคุณ...คุณรักผมใช่ไหม”
“ค่ะ ดิฉันก็รักคุณ” วายูนเห็นเขาขยับเข้ามาจะจูบ เอามือดันไว้ “ปล่อยดิฉันเถอะค่ะคุณรามิล”
“ผมขอโทษ ผมรักคุณ” รามิลมองเธออย่างหลงใหล วายูนน้ำตาคลอเบ้า ตัดพ้อว่าเขาบอกรักผู้หญิงแบบนี้มากี่คนแล้ว และเขาเคยเจอผู้หญิงที่รักใครง่ายแบบนี้ไหม รามิลบรรจงเช็ดน้ำตาให้ ก่อนจะคลายมือออก ปล่อยให้เธอกลับห้อง
ooooooo
เช้าวันถัดมา ขณะที่ปัทมานั่งดื่มกาแฟอยู่ที่คาเฟ่ในเมืองซัลสบวร์ก กัญญารัตน์วางสายจากอนุชา แล้วหันบอกเธอว่าได้รายชื่อโรงแรม 3 แห่งที่สถานทูต ไทยมีคอนเน็กชั่นแล้ว
“มีโรงแรมอะไรบ้างคะคุณกัญญารัตน์”
“ว้ายๆๆๆ ตายแล้ว มีโรงแรมที่เราพักเมื่อคืนด้วยค่ะ” กัญญารัตน์คว้าแขนปัทมาวิ่งกลับโรงแรมทันที เป็นอย่างที่ทั้งคู่หวั่นใจ รามิลกับวายูนพักในโรงแรมแห่งเดียวกับพวกเธอจริงๆ แต่เช็กเอาต์ไปตั้งแต่เช้าแล้ว สองสาวถึงกับเซ็งแล้วแบบนี้จะตามเจอได้อย่างไร
“เมื่อครู่นี้พนักงานบอกว่าคุณรามิลถามทางไปเมือง Hallstatt เห็นว่าจะไปตอนบ่าย”
“งั้นเราก็รีบไปดักหน้ารอคุณรามิลที่เมือง Hallstatt เลยสิคะคุณปัทเมืองนั้นเล็กนิดเดียวต้องหาเจอแน่ค่ะ”
“ฉันก็คิดว่ายังงั้นแหละค่ะ”
“แหม ฉันนี่ก็คิดได้เหมือนกันนิ นี่ขนาดยังไม่ได้กินข้าวเช้านะคะเนี่ย” กัญญารัตน์ยิ้มภูมิใจในตัวเอง...
ขณะที่ปัทมากับกัญญารัตน์ใกล้เจอตัวรามิลเข้าไปทุกที นิตยาซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯได้ฤกษ์แต่งงานของรามิลกับจุลมณีจากเกจิอาจารย์ที่นับถือก็รีบตรงไปพบจงกลนีที่บ้าน ให้เลือกว่าจะเอาฤกษ์ไหนดี จุลมณีถึงกับหน้าเสีย น้อยต้องบีบมือเธอไว้เป็นทำนองให้ใจเย็นๆ
“ดิฉันว่าเอาฤกษ์ที่เร็วที่สุดดีไหมคะ แต่มีเวลาเตรียมงานแค่เดือนกว่าๆเท่านั้น คุณนิตยาคิดว่าจะเตรียมงานทันไหมล่ะคะ”
นิตยารับรองทันแน่นอนยิ่งสถานที่จัดงานคือโรงแรมของตัวเองแล้วยิ่งไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเธอก็อยากให้หลานชายเป็นฝั่งเป็นฝาเร็วๆเหมือนกัน จงกลนีอดเป็นกังวลไม่ได้ แน่ใจหรือว่ารามิลจะเห็นด้วย นิตยามั่นใจว่าเขาต้องเห็นด้วย จงกลนียิ้มพอใจขณะที่จุลมณีแทบกลั้นน้ำตาไม่ไหวที่แม่ไม่ถามความเห็นจากตนสักคำ...
วันนี้วายูนพารามิลไปที่ MARBLE HALL พอได้เห็นด้านในเธอตื่นตาตื่นใจมาก
“สวยจังเลยนะคะ ดิฉันเคยได้ดูแต่จากข้างนอกก็ว่าห้องนี้สวยมากแล้ว โชคดีที่คุณเจอคนรู้จักที่นี่แล้วเขาอนุญาตให้เราเข้ามาดูข้างในได้ พอได้เข้ามาดูใกล้ๆ ข้างในอย่างนี้ ได้เห็นรายละเอียดยิ่งสวยใหญ่เลยค่ะ”
“ห้องนี้สร้างจากหินอ่อนที่คัดอย่างดีส่งมาจาก 24 ประเทศทั่วยุโรปเลยนะ แล้วทองที่คุณเห็นอยู่นั่น
ทองแท้ทั้งนั้นนะครับ แล้วคุณรู้ไหมครับว่าห้องนี้สร้างมาจากความรัก” รามิลมองสบสายตาเธออย่างมีความหมายดูความงดงามด้านในจนจุใจ วายูนเดินนำรามิลไปชมสวนด้านนอก ชี้ชวนให้ดูรูปปั้นม้าเพกาซัสซึ่งใช้เป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่อง เดอะ ซาวนด์ ออฟ มิวสิก เช่นกัน
ooooooo
จุลมณีดึงน้อยมาปรับทุกข์ที่ห้องตัวเอง ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี เธอไม่อยากแต่งงานกับรามิล น้อยบอกให้เธอปลง เพราะจะอยากหรือไม่เธอก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายตกลงใจกันไปแล้ว เธอคงทำได้แค่ทำใจ จุลมณีคว้ามือถือขึ้นมาจะโทร.หาปรัชญา น้อยจับมือเธอไว้
“โทร.บอกเขาแล้วคุณหญิงคิดว่าเขาจะทำอะไรได้เหรอคะ”
“หญิงไม่รู้...รู้แต่ว่าหญิงต้องบอกเรื่องนี้กับเขา” จุลมณีดึงมือออกจากน้อยแล้วโทร.หาปรัชญา...
เพียงเพ็ญรู้ข่าวรามิลจะแต่งงานกับจุลมณีในอีกเดือนกว่าๆข้างหน้าจากดามพ์ โวยวายทันทีจะเป็นไปได้อย่างไร ทำไมเธอไม่ระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน
“แต่มันก็เป็นไปแล้วล่ะ ก็ที่คุณน้านิตยาบินด่วนกลับไปเมืองไทยคราวนี้ก็เพราะบินไปจัดการเรื่องงานแต่งงานไอ้มิลนี่ยังไงล่ะ”
“ไม่จริง ฉันไม่เชื่อ”
ดามพ์รับรองว่าเป็นเรื่องจริงเพราะแหล่งข่าวของเขาเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเพียงเพ็ญยังไม่เชื่ออีก ก็ให้ไปถามนิตยาเอาเองก็แล้วกัน...
ในเวลาเดียวกัน ปัทมากับกัญญารัตน์มาดักรอรามิลกับวายูนอยู่บนถนนเข้าเมือง Hallstatt เพราะคิดว่านี่เป็นเส้นทางเข้าเมืองทางเดียว โดยไม่รู้ว่าทั้งคู่ใช้เส้นทางริมทะเลสาบเข้าไปเมืองนี้แล้วและตรงไปเช็กอินที่โรงแรมเรียบร้อย แต่คราวนี้ไม่ได้ห้องติดกัน จากนั้นรามิลกับวายูนมาที่ท่าเรือเพื่อเช่าเรือไปชมความงามของทะเลสาบ ขณะวายูนจะก้าวลงเรือ ปัทมาหันมาเห็นพอดีรีบสะกิดคู่หู
“คุณกัญญารัตน์ดูโน่นสิคะ นั่นใช่คุณรามิลไหมคะนั่น” ว่าแล้วปัทมาชี้ไปยังทิศทางที่รามิลยืนอยู่
“ว้าย! ใช่คุณรามิลจริงๆด้วยค่ะ” กัญญารัตน์พุ่งไปยังท่าเรือโดยมีปัทมาวิ่งตาม รามิลเห็นสองสาววิ่งหน้าตั้งมาแต่ไกลรีบเร่งเครื่องออกไปอย่างรวดเร็ว วายูนไม่ทันตั้งตัวเกือบหงายหลังตกน้ำ รีบเกาะขอบเรือไว้แน่น หลับตาปี๋ด้วยความกลัว กว่าสองสาวจะมาถึงท่าเรือ รามิลขับเรือออกไปไกลมากแล้ว
“อ๊าย คุณกัญญารัตน์ คุณรามิลต้องเห็นเราแน่ๆค่ะ แต่รีบออกเรือไปอย่างนั้นแสดงว่าตั้งใจจะหนีเรา...ฮึ ทำไมคุณรามิลถึงทำยังงี้นะ”
“ฉันจะโทร.รายงานคุณหญิงค่ะ” กัญญารัตน์คว้ามือถือขึ้นมาโทร.ทันที...
รามิลขับเรือพาวายูนชมความงามของทะเลสาบอยู่พักใหญ่ ก็ขับเรือไปจอดอีกท่าเรือหนึ่ง เธอกวาดตามองไปรอบๆด้วยความงุนงงว่าที่นี่ที่ไหน
“อยู่ใน Hallstatt นี่แหละแต่อีกฝั่งหนึ่งครับ”
“ตายจริงเราออกมาไกลมากเลยนะคะเนี่ย”
“อย่ากังวลไปเลยวายูน อย่างมากเราก็แค่จ่ายค่าเช่าเรือเพิ่ม ผมว่าเราไปนั่งเล่นข้างบนก่อนดีกว่า”...
ทันทีที่ได้รับรายงานจากกัญญารัตน์ คุณหญิงนิต้ารีบโทร.ทางไกลไปฟ้องนิตยาซึ่งยังอยู่ที่กรุงเทพฯว่ารามิลพาวายูนไปเที่ยวซัลสบวร์กกันสองต่อสอง แต่ท่านส่งปัทมากับกัญญารัตน์ออกไปตามแล้ว
“เมื่อครู่นี้โทร.มารายงานว่าตอนนี้สองคนนั่นไปเที่ยวเมืองเล็กๆติดกับซัลสบวร์กแล้วเช่าเรือออกไปเที่ยวกัน ที่พูดเนี่ยไม่ได้เยอะนะคะ”
“ขอบพระคุณคุณหญิงมากค่ะที่โทร.มาบอก ดิฉันจัดการธุระทางนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว จะรีบบินกลับไปที่เวียนนาทันทีค่ะ” นิตยาวางสายสีหน้าโกรธจัด แล้วรีบโทร.หารามิล แต่ติดต่อไม่ได้
ooooooo
ระหว่างเดินเล่นไปตามชายหาดอีกฝั่งหนึ่งของเมือง Hallstatt รามิลสบายใจมากถึงกับออกปากนานๆทีปีหนถึงจะรู้สึกอิสระแบบนี้สักครั้ง วายูนมองเขาด้วยความสงสารและเห็นใจ
“เพราะมีแต่คนคาดหวังจากตัวคุณมากใช่ไหมคะ”
“นั่นก็ใช่ แต่ว่าตอนนี้ผมไม่อยากคิดถึงอะไรนอกจากคุณ...คุณเชื่อไหม ผมไม่เคยมีความสุขเท่าวันนี้เลย ถ้าเรียนจบแล้วคุณจะกลับเมืองไทยเลยหรือเปล่าวายูน”
วายูนวางแผนไว้อย่างนั้น เว้นแต่จะได้งานทำเลย รุ่นพี่ที่คณะหลายคนแค่ขึ้นปีสุดท้ายก็มีบริษัทมาจองตัวไปทำงานด้วยแล้ว แต่เธออยากทำงานที่ยูเอ็นมากกว่า เธอฝันมาตลอดจะไปเป็นล่ามในที่ประชุมระดับประเทศ รามิลติงงานอย่างที่เธอฝันมันเหมาะกับคนโสด
“แต่งานอย่างคุณก็เหมาะกับคนที่แต่งงานนะคะ”
“เรื่องนั้นผมยังไม่เคยคิดเลย แต่ตอนนี้ผมคิดแค่...” รามิลคว้ามือวายูนมากุมมองด้วยสายตาเปี่ยมรัก
“เรากลับกันเถอะค่ะ เราออกมาไกลมาก เดี๋ยวช้ากว่านี้จะกลับลำบากนะคะ”
เป็นอย่างที่วายูนคาดไว้ไม่มีผิด เด็กดูแลเรือที่รามิลเอาไปฝากไม่ยอมให้เอาเรือออกหลัง 6 โมงเย็น เธอตกใจมากไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี รามิลโทษตัวเองที่มัวแต่เอ้อระเหย ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ทั้งคู่ไม่สามารถกลับไปอีกฝั่งหนึ่งของเมืองได้ จึงตัดสินใจต่อรองกับเด็กดูแลเรือขอพักค้างคืนที่บ้านของเขา...
ในขณะที่รามิลกับวายูนต้องติดอยู่อีกฟากหนึ่งของเมือง กัญญารัตน์และปัทมายังคงชะเง้อคอยาวอยู่ที่ท่าเรือแห่งเดิมที่รามิลเอาเรือออกไป รอแล้วรอเล่าไม่เห็นวี่แวว กัญญารัตน์ฟันธงว่าสองคนนั่นคงไม่กลับมาแล้ว ปัทมาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ตอนนี้แสงอาทิตย์ใกล้จะหมดเต็มที
“เขาเช่าเรือออกไปค้างคืนที่อื่นได้ด้วยเหรอคะ”
กัญญารัตน์เองก็ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องไปถามเจ้าของเรือให้เช่า จากนั้นก็พากันเดินไปถาม ได้ความว่าเขาไม่ได้ให้เช่าเรือสำหรับค้างคืน ปัทมาเริ่มเป็นกังวล ฟ้ามืดขนาดนี้แล้วแล่นเรือก็ไม่ได้ แล้วรามิลกับแม่นั่นหายไปไหน หรือว่าเรือเสียกลางทาง กัญญารัตน์เสนอในเมื่อเราทำอะไรไม่ได้ก็คงต้องกลับที่พักกันก่อน
“พรุ่งนี้เช้ามืดเราค่อยมาถามเจ้าของเรืออีกทีเพราะยังไงๆคุณรามิลก็ต้องเอาเรือมาคืนแน่ๆ”...
ด้านนิตยายังคงติดต่อรามิลไม่ได้ วางมือถือกระแทกกับโต๊ะอย่างขุ่นเคืองใจ นิโคไลซึ่งอยู่ที่เวียนนาก็พยายามโทร.หาวายูน แต่ติดต่อไม่ได้เช่นกัน วางสายสีหน้าไม่สบายใจ...
เด็กดูแลเรือยอมให้รามิลกับวายูนพักในห้องของตนเองได้ รามิลเกรงใจ ถามเธอว่าพอจะนอนได้ไหม เธอนอนได้อยู่แล้ว ดูๆแล้วน่าจะสบายกว่าห้องพักของเธอด้วยซ้ำ เขาต่างหากนอนได้หรือเปล่า
“คุณอยู่ได้ผมก็อยู่ได้ ผมอยู่ได้ทุกที่ที่มีคุณอยู่ด้วย...เรื่องวันนี้เป็นความผิดของผมเอง เลยทำให้คุณลำบากไปด้วย”
“อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ”
“คุณไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะไปหาอะไรมาให้กิน” รามิลหายออกไปพักใหญ่กลับมาพร้อมซุปร้อนๆแก้หนาวสองถ้วยกับขนมปัง หลังท้องอิ่มไม่นาน วายูนเริ่มหนังตาหนักแทบลืมไม่ขึ้น รามิลไล่ให้เธอไปนอนบนเตียงส่วนเขาจะนอนที่เก้าอี้เอง เธอพยักหน้ารับคำ ลุกขึ้นจะไปที่เตียงแต่เซเสียหลัก รามิลรับไว้ทันแล้วอุ้มเธอไปวางบนเตียง กระซิบถามว่ายังหนาวอยู่อีกไหม
“อุ่นขึ้นแล้วค่ะ”
“จริงเหรอ” รามิลกระซิบเสียงหวาน วายูนไม่กล้าตอบ ผลักอกเขาออกเบาๆ
“คุณรามิลไปนอนเถอะค่ะ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”
“อยากให้ผมไปนอนจริงๆเหรอ” รามิลมองสบตาเธอลึกซึ้ง ก่อนจะโน้มตัวลงไปจูบ คราวนี้เธอไม่ขัดขืน ปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเขา
ooooooo










