ตอนที่ 2
ดามพ์ยังหงุดหงิดไม่หายบ่นให้รามิลฟังทันทีที่กลับถึงบ้านพักรับรองของฝ่ายหลังว่าไอ้ฝรั่งคนนั้น ต้องเป็นแฟนกับวายูนแน่ๆถึงได้เป็นเดือดเป็นแค้นแทน แล้วพาลต่อว่าท่านทูตว่าไม่น่าช่วยเคลียร์กับตำรวจออสเตรียเลย น่าจะปล่อยให้ไอ้ฝรั่งนั่นถูกจับจะได้โดนลงประวัติ
“ถ้าเขาโดนแกก็ต้องโดนด้วยล่ะ ในฐานะคู่กรณี แล้วแกเองก็ไม่น่าไปพูดถึงแฟนเขาไม่ดีอย่างนั้น”
“ก็มันจริงนี่หว่า ถ้าสองคนนั่นไม่เคยมีอะไรกัน ไอ้ฝรั่งนั่นมันจะออกท่าหึงหวงขนาดนี้ไหมล่ะ ฉันว่าหลังจากนี้ ไอ้ฝรั่งนั่นมันคงห้ามไม่ให้แฟนมันรับจ้างพาแกเที่ยวอีกแล้วล่ะ” ดามพ์สรุปตบท้าย...
ด้านไฮดี้รอจนได้อยู่ตามลำพังกับนิโคไล รีบดึงตัวมากระซิบถามว่าตกลงเขาไปมีเรื่องอะไรกับผู้ชายไทยพวกนั้น เพราะเธอไม่เชื่อว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ออกอาการบ้าเลือดขนาดนั้น ทีแรก นิโคไลจะไม่ยอมเล่าความจริงแต่พอเห็นสายตาเอาเรื่องของเธอจำต้องเฉลยว่าเป็นเพราะเพื่อนของรามิลพูดจา ถึงวายูนไปในทางไม่ดี ไฮดี้ซักไม่เลิกว่าไม่ดีอย่างไร เขาขอคำมั่นสัญญาก่อนว่าถ้าเขาเล่าเรื่องนี้แล้ว เธอจะไม่ไปเล่าให้วายูนฟังอีกทอดหนึ่ง ไฮดี้พยักหน้ารับคำ
“ก็เพื่อนของนักการทูตคนนั้น เขาพูดว่าวายูนน่ะ คงเป็นผู้หญิงที่มีประสบการณ์เรื่องผู้ชายมาแล้ว ถ้าชวนไปสนุกด้วย คงจะง่าย...”
“มิน่าล่ะ นายถึงได้เลือดขึ้นหน้ายังงั้น”
“เธอก็รู้ วายูนไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่น เขาเป็นคนหัวอนุรักษ์แบบผู้หญิงตะวันออกสมัยเก่า แต่ฉันก็รักเขาเพราะเขาเป็นคนอย่างนี้...ไฮดี้ ฉันอยากให้เธอช่วยอะไรฉันสักอย่าง เธอเอาเบอร์มือถือของคุณรามิลจากวายูนมาให้ฉันหน่อยได้ไหม แต่อย่าให้วายูนรู้ล่ะ”
“ได้ แต่นายต้องบอกก่อนว่านายจะเอาไปทำอะไร เขาเป็นคนวงการทูตเชียวนะ ถ้านายไปทำอะไรเขา มันคงจะเป็นเรื่องใหญ่โตแน่นอน”
“เอามาให้ฉันก่อน แล้วฉันจะบอก”...
ไฮดี้รอจนวายูนหลับสนิท จึงย่องเข้าไปเอาเบอร์ของรามิลจากมือถือของเธอ แล้วเมมไว้ในเครื่องตัวเอง
ooooooo
เมื่อได้เบอร์ของรามิลจากไฮดี้แล้ว นิโคไล โทร.นัดเขาออกมาพบเพื่อขอโทษเขาเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านกาแฟเมื่อวาน รามิลนิ่วหน้าแปลกใจ
“คุณคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้น คุณเป็นฝ่ายผิด” รามิล เห็นเขาก้มหน้านิ่งก็พอจะเดาอะไรออก “ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่ใช่ฝ่ายผิดแล้วคุณมาขอโทษผมทำไม”
“อย่าโกรธผมที่ผมไปมีเรื่องกับเพื่อนของคุณแล้วเลยพาลโกรธวายูนไปด้วย”
“คุณยอมมาขอโทษผมทั้งๆที่คุณมั่นใจว่าคุณไม่ผิดแต่คุณกลัวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะมีผลกระทบถึงวายูนยังงั้นใช่ไหม” รามิลเห็นเขาพยักหน้ารับก็ถึงบางอ้อทันทีว่าเขารักวายูนมากและการนัดกันครั้งนี้เธอก็ไม่รู้เช่นกัน
“คุณอย่ากังวลเลย เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเพื่อนผมพูดจาคะนองปาก ผมเองก็ต้องขอโทษคุณแทนเพื่อนผมด้วยก็แล้วกัน” ไม่พูดเปล่า รามิลยื่นมือให้นิโคไลจับ เขามองอย่างคาดไม่ถึงว่าจะได้รับคำขอโทษ ก่อนจะจับมือด้วย สองหนุ่มจับมือและยิ้มให้กันอย่างมีไมตรีจิต...
ขณะที่นิโคไลกับรามิลปรับความเข้าใจกันได้ เจ้าของห้องพักมาเก็บค่าเช่าห้องทั้งที่เพิ่งจะสิ้นเดือน ไฮดี้บ่นอุบทำไมถึงได้มาตรงเวลาราวกับตั้งโปรแกรมไว้ วายูนขอร้องอย่าไปว่าเขาเลย เราเองก็มีหน้าที่ต้องหาเงินค่าเช่ามาจ่ายให้ตรงเวลาเช่นกัน แล้วคว้ากระเป๋าถือจะออกไปดูในเมืองว่ามีร้านค้าร้านไหนรับสมัครงานบ้าง
“อ้าว แล้วงานพาอีตาเลขาฯทูตคนนั้นไปเที่ยวล่ะ”
“ก็นิโคไลไปมีเรื่องกับเพื่อนเขาซะขนาดนั้น เขาคงไม่จ้างฉันให้พาเขาเที่ยวอีกแล้วล่ะ”
“อย่าโกรธนิโคไลเลยนะวา เขาทำไปเพื่อปกป้องเธอ” ไฮดี้ตกใจที่ตัวเองหลุดปากพูดเรื่องนี้ วายูนได้ยินไม่ถนัดเพราะมัวแต่หยิบรองเท้ามาสวม ร้องถามว่าเมื่อครู่นี้เธอว่าอะไร ไฮดี้รีบกลบเกลื่อน
“เอ่อ...ฉันบอกว่าถ้าเธอจะออกไปข้างนอกก็อย่าลืมเอาร่มติดมือไปด้วยนะเผื่อฝนตก”
“จ้ะ” วายูนไม่ติดใจสงสัยอะไร คว้าร่มติดมือไปด้วยตามที่ไฮดี้แนะนำ...
วายูนเดินหางานไปตามถนนสายต่างๆในกรุงเวียนนาจนแทบหมดแรง ต้องทรุดลงนั่งเก้าอี้ริมถนน ถอดรองเท้าออก นวดเท้าตัวเอง พลางบ่นอุบว่าทำไมงานถึงได้หายากหาเย็นนัก
“ถ้ายังหางานใหม่ไม่ได้เร็วๆนี้ล่ะก็วายูนเอ๊ยเดือน หน้าเธอได้ถูกไล่ออกจากห้องพักไปนอนข้างถนนแน่”
มีเสียงมือถือของเธอดังขึ้น พร้อมจิตโทร.มาถามข่าวคราวว่าเป็นอย่างไรบ้าง มีเงินพอใช้หรือเปล่า วายูนจำต้องโกหกว่ายังมีเงินใช้อยู่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วง...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน รามิลคิดถึงเรื่องที่คุยกับปรัชญาและดามพ์เมื่อตอนกลางวัน หลังจากที่เขาเล่าให้ทั้งคู่ฟังว่านิโคไลพูดอะไรกับเขาบ้าง ปรัชญาถึงกับออกปากชมนิโคไลว่าแมนมากที่ยอมลดศักดิ์ศรีมาขอโทษรามิลทั้งที่ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดเพื่อผู้หญิงที่ตัวเองรัก เพราะกลัวรามิลจะเคืองไปถึงแฟนตัวเองทำให้เธอขาดรายได้
“แมนยังไงวะ แอบฟังคนอื่นเขาคุยกัน” ดามพ์ไม่พอใจ
“แต่คนเป็นแมนเขาก็ไม่พูดถึงผู้หญิงในทางเสียๆหายๆเหมือนกันโว้ย” ปรัชญาตอกกลับอย่างเจ็บแสบ
ทั้งคู่พูดจาไม่เข้าหูกัน พาลจะต่อยปากกัน รามิล เห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปแทรกตรงกลาง ดามพ์จึงได้แต่ฮึดฮัด ปรัชญาไม่สนใจ พูดคุยกับรามิลเหมือนดามพ์ไม่ได้อยู่ตรงนั้น
“แฟนฝรั่งอุตส่าห์ลงทุนมาขอโทษแกขนาดนี้แล้ว แกจะจ้างแม่นักศึกษาคนนั้นให้พาเที่ยวต่อไหมวะมิล”
รามิลไม่ยอมตอบคำถามได้แต่ครุ่นคิดหนัก...
ฝ่ายวายูนยังคุยโทรศัพท์อยู่กับอาตัวเอง ฝากความคิดถึงไปถึงอาภักดิ์กับตาผินด้วยก่อนจะวางสาย แล้วยกมือไหว้ขอโทษฝากไปกับสายลมที่จำเป็นต้องโกหกอาตัวเองเรื่องเงินเพราะไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง จังหวะนั้นรามิลโทร.มาบอกวายูนว่าจะจ้างเธอพาเที่ยวกรุงเวียนนาต่อไป เธอถึงกับฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
ooooooo
จังหวะที่พร้อมจิตวางสายจากวายูน ตาผินเดินเข้ามาพอดี ได้ยินแว่วๆว่าเธอคุยกับหลานสาว ถามไถ่ว่าแกเป็นอย่างไรบ้าง ได้ความสบายดีแต่ฟังจากน้ำเสียงดูเหนื่อยๆ สงสัยจะเรียนหนัก คงมุ่งมั่นเรียนให้จบเร็วๆเพราะเกรงใจพวกเรา ตาผินยิ้มภูมิใจ อดชมไม่ได้ที่หลานเป็นเด็กดี แล้วไอออกมาอย่างหนัก
“คุณพ่อไม่สบายหรือคะ ไปหาหมอไหมคะ”
“ไม่ต้องหรอก พ่อไม่ได้เป็นอะไรมาก ขอน้ำพ่อสักแก้วนึงก็พอ”
พร้อมจิตวิ่งหายไปทางห้องครัว ตาผินไอออกมาอีก แล้วแบมือที่ปิดปากตอนไอออกดูเห็นมีเลือดออกมาด้วยก็ตกใจ แต่พอพร้อมจิตเอาน้ำมาให้ เขารีบเอามือเปื้อนเลือดเช็ดกางเกง ไม่ยอมบอกอะไรกับเธอ...
ฝ่ายปัทมากระหยิ่มยิ้มย่องที่วันนี้จะได้เดินทางไปออสเตรียกับนิตยาแทนที่จุลมณีที่หม่อมแม่ป่วยไปด้วยไม่ได้ อีกไม่นานก็จะได้เจอรามิลชายที่เธอแอบหลงรัก แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง รถที่นั่งไปสนามบินประสบอุบัติเหตุพุ่งชนต้นไม้ ปัทมาไม่เป็นอะไร แต่นิตยาหมดสติจากแรงชน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
ปัทมาเดินไปเดินมาหน้าห้องฉุกเฉินอย่างกระวน กระวายใจกลัวเจ้านายจะตายและตัวเองต้องตกงาน ไม่นานนักหมอเจ้าของไข้ออกมาแจ้งว่าคนไข้ปลอดภัยแล้ว
“แต่เพื่อความไม่ประมาท หมอขอใส่เฝือกอ่อนที่คอไว้สักอาทิตย์หนึ่งก่อนนะครับ”
บุรุษพยาบาลเข็นรถเข็นที่นิตยานั่งอยู่ออกมาจากด้านในมีเฝือกอ่อนสวมที่คอเธอด้วย ปัทมารีบเข้าไปถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตนเป็นห่วงแทบแย่ เธอยกมือห้ามไว้
“พอ...ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอกย่ะ ตราบใดที่ฉันยังไม่ได้เห็นหลานชายสุดที่รักของฉันเป็นฝั่งเป็นฝากับผู้หญิงที่ฉันเลือก ฉันไม่มีวันจะยอมตายง่ายๆแน่”...
ขณะที่ปัทมาต้องเลื่อนการได้เจอกับชายในดวงใจออกไปอีกระยะหนึ่ง เพียงเพ็ญกำลังจะเดินทางไปออสเตรียตามกำหนดเวลาที่วางไว้
“ไปออสเตรียคราวนี้ ฉันจะต้องได้ทั้งปริญญาและคุณรามิล” พูดจบเธอหัวเราะชอบใจ...
ณ ห้องพักของวายูนในกรุงเวียนนา เจ้าของห้องกำลังเอาอาหารจัดวางบนโต๊ะด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกว่าปกติ พลางบอกข่าวดีให้กับไฮดี้ คาร์ลและนิโคไลรู้ว่ารามิลตกลงจะให้เธอพาไปเที่ยวกรุงเวียนนาต่อไป
“ดีจัง ไม่งั้นคงต้องเดินหางานต่อจนรองเท้าสึกแน่ๆเลย” ว่าแล้ววายูนเดินไปหยิบจานในครัว ไฮดี้รีบกระซิบถามนิโคไลว่าเป็นเพราะฝีมือของเขาใช่ไหม เขาพยักหน้ารับ เพื่อวายูนแล้วเขายอมทำทุกอย่าง
“นี่ถ้าฉันไม่รักอยู่กับคาร์ลนะ ฉันคงต้องรักเธอแน่ๆเลยนิโคไล ผู้ชายที่รักจริงอย่างเธอหาไม่ได้ง่ายๆ”
“แต่ผู้หญิงอย่างวายูนก็หาไม่ได้ง่ายๆเหมือนกัน” นิโคไลว่าแล้วหันมองวายูนด้วยสายตาเปี่ยมรัก ขณะที่ไฮดี้และคาร์ลมองเขาอย่างเห็นใจเพราะรู้ดีว่าฝ่ายหญิงรู้สึกกับเขาแค่เพื่อน...
ในระหว่างที่รามิลหวนนึกถึงตอนที่วายูนบีบแขนนิโคไลเป็นทำนองให้ก้มหัวให้ตนเองกับดามพ์และเขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย ปรัชญาเข้ามาจับบ่าทางด้านหลัง รามิลสะดุ้งโหยงหันขวับไปมอง
“อ้าว...ปรัชญามาทำไม มีอะไรหรือเปล่า”
ปรัชญาจะมาบอกว่าประชุมเสร็จแล้วกำลังจะกลับกรุงเทพฯ รามิลมีอะไรจะฝากไปให้น้านิตยาหรือเปล่า เขาจะฝากกระเป๋าแบรนด์ยี่ห้อโปรดของท่านไปให้ แต่ความจริงท่านคงไม่อยากได้อะไรเพราะมีทุกอย่างแล้ว
“จะยังไม่มีก็แต่หลานสะใภ้นั่นแหละวะ ถ้าแกหาหลานสะใภ้ให้ท่านได้ไม่ถูกใจ มีหวังคงไม่ยอม”
แม้รามิลจะรักท่านเหมือนแม่ แต่เรื่องหัวใจคงบังคับกันไม่ได้ ปรัชญาดักคอ พูดแบบนี้แสดงว่ากำลังมองใครอยู่ใช่ไหม หรือว่าจะเป็นแม่นักศึกษาคนนั้น รามิลไม่ตอบได้แต่อมยิ้ม
“ก็ไหนว่ามีแฟนเป็นฝรั่งรัสเซียไง”
“ก็แค่เป็นแฟน ยังไม่ได้แต่งกันสักหน่อย”
ปรัชญาถึงกับตาโตตื่นเต้น ถ้าน้านิตยารู้เรื่องนี้เข้ามีหวังวิ่งแจ้นมาที่นี่แน่ๆ
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น วายูนมาที่ร้านกาแฟร้านเดิมตามนัด เจอรามิลนั่งรอท่าอยู่ในร้านก่อนแล้วก็ตกใจรีบยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา เขารู้ทันรีบบอกว่าเธอไม่ได้มาสาย เขามาเร็วเองต่างหาก แล้วถามว่าวันนี้เธอจะพาเขาไปเที่ยวไหน วายูนยังคาใจเรื่องวันก่อน อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ถามนิโคไลเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอก
“ไม่มีอะไรหรอกก็แค่เรื่องเข้าใจผิดกันน่ะ คุณอย่าใส่ใจเลย”
“แต่ดิฉันไม่เคยเห็นนิโคไลโกรธใครหรือทำอะไรวู่วามอย่างนี้มาก่อน”
“ช่างเถอะครับ มันผ่านไปแล้ว อย่าเก็บเอามาใส่ใจเลยนะ ว่าแต่วันนี้คุณมีแผนจะพาผมไปเที่ยวไหน”
วายูนตั้งใจจะพารามิลไปเที่ยวพระราชวังเบลเวเดียร์ โดยจะใช้บริการรถสาธารณะ จากนั้นทั้งคู่พากันเดินไปที่ป้ายจอดรถราง รามิลเห็นเมฆฝนบนท้องฟ้าเริ่มตั้งเค้า ออกปากว่าวันนี้ท่าจะฤกษ์ไม่ดีสำหรับการไปเที่ยวพระ- ราชวังเบลเวเดียร์เพราะฝนทำท่าจะตก วายูนมองท้องฟ้าแล้วเห็นด้วยกับเขา
“ผมก็ไม่อยากพลาดการได้ดูพระราชวังเบลเวเดียร์ หรอกนะ งั้นเราเปลี่ยนไปเที่ยววันอื่นดีไหม ส่วนวันนี้เราไปเที่ยวที่อื่นที่เป็นอินดอร์กันก่อนดีกว่า ไปเที่ยวพวกพิพิธภัณฑ์ก็ได้ ผมชอบนะ มันทำให้เรารู้จักคนในชาตินั้นได้อย่างดีทีเดียว”...
ระหว่างที่วายูนเปลี่ยนแผนเที่ยวกะทันหัน นิโคไล ยังคิดว่าเธอเดินตามแผนการเดิมอย่างที่ไฮดี้บอก จึงไปดักรออยู่หน้าประตูทางเข้าพระราชวังเบลเวเดียร์ ก่อนจะเงยขึ้นมองท้องฟ้า สีหน้าเป็นกังวลกับเมฆดำที่เริ่มลอยต่ำลงมาทุกที...
ขณะที่รามิลกำลังเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์การทหารที่เก่าแก่ที่สุดของออสเตรียอยู่ในกรุงเวียนนา จุลมณีนำแจกันดอกไม้มาเยี่ยมอาการป่วยของนิตยาถึงบ้านซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ถามว่าเป็นอย่างไรบ้างเจ็บมากไหม เธอไม่เจ็บอะไรมาก แต่หมอให้ใส่เฝือกคอไว้ก่อนเพื่อป้องกัน แล้วถามว่าจงกลนีอาการดีขึ้นหรือยัง
“ก็ยังทรงๆอยู่น่ะค่ะคุณน้า นี่ถ้าไม่ใช่มาเยี่ยมคุณน้า หนูไม่ออกจากบ้านเลยเป็นห่วงคุณแม่น่ะค่ะ”
“โถ...เป็นเด็กดีจริงๆ เดี๋ยวน้าต้องโทร.ไปเล่าให้ตามิลฟังสักหน่อยว่าหนูมาเยี่ยมน้า”
จุลมณียิ้มเอียงอาย ขณะที่นิตยามองเธอด้วยความเอ็นดู ส่วนปัทมาซึ่งแอบฟังอยู่เบ้ปากหมั่นไส้ ก่อนจะผละจากไป นิตยายังไม่ละความพยายามที่จะพาจุลมณี ไปออสเตรียด้วยกันให้ได้
“ถ้ากำหนดวันเดินทางไปหาตามิลใหม่แล้วคุณจงกลนีอาการดีขึ้น หนูจุลมณีไปเวียนนากับน้านะจ๊ะ”
“ขอดูอาการคุณแม่ก่อนนะคะ ส่วนวันนี้หนูรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณน้านานแล้ว หนูลากลับก่อนดีกว่าค่ะ ขอให้คุณน้าหายเจ็บเร็วๆนะคะ” จุลมณียังไม่ทันจะขยับไปไหน ปัทมาเข้ามารายงานนิตยาว่าปรัชญามาหา ชายหนุ่มตามมาด้านหลังยกมือไหว้น้าของเพื่อนรักอย่างนอบน้อม แต่พอเห็นหน้าหญิงสาวที่อยู่กับท่านเขามองตาเยิ้ม ตกหลุมรักเธอทันที จุลมณี เห็นสายตาที่เขามองมาถึงกับทำหน้าไม่ถูก รีบยกมือไหว้ลานิตยาแล้วลุกออกไป ปรัชญามองตามจนลับสายตา ถึงได้หันกลับมาหานิตยา
“เอ๊ะ นั่นคุณน้าเป็นอะไรไปครับ”
“อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ ปรัชญ์มาหาน้าทำไมรึ”
ปรัชญาไปประชุมที่กรุงเวียนนามา เจอกับรามิลซึ่งฝากให้เขาเอากระเป๋ายี่ห้อโปรดมาให้ นิตยายิ้มปลื้มที่หลานชายรู้ใจ ปรัชญาอดใจไม่ไหวถามท่านว่าผู้หญิงเมื่อครู่นี้เป็นใคร
“หม่อมราชวงศ์หญิงจุลมณี ภาณุพงษ์ไงจ๊ะตาปรัชญ์ คนนี้ล่ะที่น้าตั้งใจจะให้ได้ตกได้แต่งกับตามิลล่ะ”
ชายหนุ่มหน้าเจื่อนไปทันที
ooooooo
วายูนพารามิลเดินชมรูปปั้นบุคคลสำคัญที่ตั้งเรียงรายอยู่ในห้องโถงกลางของพิพิธภัณฑ์การทหารพร้อมกับอธิบายที่มาที่ไปของบุคคลเหล่านั้นจนครบถ้วน แล้วชวนเขาขึ้นไปเที่ยวชมกันต่อบนชั้นสอง
“วันนี้เราคงได้ดูที่นี่กันเพลินเลยล่ะค่ะเพราะมีอะไรให้ดูเยอะ แล้วข้างนอกนั่นฝนคงจะตกอีกนานทีเดียว”
ครู่ต่อมา วายูนเดินนำรามิลขึ้นมาถึงห้องชั้นบน เขาตื่นตาตื่นใจกับอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ตั้งโชว์อยู่
“ทีแรกคุณคงนึกไม่ถึงเลยใช่ไหมคะว่าจากที่เราเห็นด้านหน้าเป็นตึกอิฐสีแดงๆ ดูเรียบๆ แต่ข้างในจะ งดงามและอลังการขนาดนี้”
“ผมไม่เคยตัดสินอะไรหรือใครจากภายนอกอยู่แล้ว”
วายูนพาชมข้าวของทางประวัติศาสตร์ในห้องชั้นสองพร้อมกับชี้ชวนดูโน่นดูนี่ไปรอบๆ แต่พอเธอเผลอ รามิลแอบยกมือถือขึ้นมาถ่ายภาพเธอเก็บเอาไว้...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน นิโคไลตัวเปียกซ่กกลับมาที่ห้องพักตัวเอง สีหน้าเซ็งจัดที่ไม่เจอรามิลกับวายูนที่พระราชวังเบลเวเดียร์แถมยังต้องเปียกฝนกลับมาอีกต่างหาก ก่อนจะจามติดกัน 2 -3 ที จากนั้นเขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เห็นใกล้เวลาเข้างานก็ตกใจ รีบวิ่งไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกออก แล้วออกไปใหม่อย่างรีบร้อน...
หลังชมพิพิธภัณฑ์จนจุใจฝนก็หยุดตกพอดี วายูน ชวนรามิลกลับ เขาขอบคุณฟ้าฝนที่ทำให้วันนี้เขาได้มาที่นี่ เขาชื่นชอบที่นี่มากแต่มักจะไม่ค่อยได้ยินใครพูดถึง ถ้าเธอไม่พามา เขาก็คงไม่ได้มาดูอะไรดีๆอย่างนี้ วายูนคุยอวดว่ากรุงเวียนนายังมีที่สวยๆและทรงคุณค่าอีกหลายแห่ง แล้วออกตัวว่าที่พูดแบบนี้อย่านึกว่าเธอชื่นชมออสเตรียมากกว่าเมืองไทยบ้านเกิดของเรา ถึงอย่างไรเธอก็รักเมืองไทยที่สุด
รามิลดีใจที่ได้ยินอย่างนั้น คนเราเกิดมาแล้วถ้าไม่รักบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองก็ไม่สมควรเกิดมาเป็นคนชาตินั้น วายูนยิ้มชอบใจก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย
“สำหรับโปรแกรมเที่ยวพระราชวังคงต้องเอาไว้คราวหน้านะคะ เพราะที่นั่นเราควรจะมีเวลาทั้งวัน”
“อีกสองวันผมจะเริ่มทำงานที่สถานทูตอย่างเต็มตัวแล้ว แต่ผมหาเวลาไปเที่ยวกับคุณได้แน่ๆแล้ว ถ้ายังไงผมจะโทร.นัดไปนะครับ”
“ถ้าไม่ตรงกับวันเรียนของดิฉัน เราก็ไปกันได้เลยค่ะ”
ooooooo
ค่ำวันเดียวกัน ที่ห้องพักของวายูน ขณะไฮดี้กับคาร์ลกำลังช่วยกันเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว วายูน เปิดประตูห้องเข้ามา พร้อมด้วยถุงใส่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน ไฮดี้ถามโดยไม่ได้หันมามองว่า
“กลับมาแล้วเหรอวายูน พานักการทูตคนนั้นไปเที่ยวเบลเวเดียร์เป็นอย่างไรบ้างล่ะ”
วายูนไม่ตอบ ได้แต่เอาถุงข้าวของวางบนโต๊ะ ทั้งไฮดี้และคาร์ลแปลกใจทำไมเธอเงียบนักก็หันไปมอง ตกใจเมื่อเห็นสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ของเธอ ไฮดี้ปรี่เข้ามาเขย่าตัวถามด้วยความเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น
“คือว่าวันนี้ หลังจากที่ฉันได้ค่าจ้างที่พาคุณรามิลไปเที่ยวแล้ว ฉันก็เลยแวะไปซื้อของเข้าบ้าน แล้ว...” วายูนหยุดนิ่งไปอึดใจก่อนเล่าเพิ่มเติมว่าระหว่างหิ้วถุงใส่ข้าวของเครื่องใช้มาตามฟุตปาทริมแม่น้ำเพื่อกลับห้องพัก เห็นหญิงชราจรจัดคนหนึ่งเดินสวนมาทำท่าจะเป็นลม เธอทิ้งของในมือวิ่งเข้าไปช่วยประคอง ด้วยความที่หญิงชราตัวใหญ่กว่าทำให้วายูนเซเสียหลักไปปะทะกับรั้วกั้นริมแม่น้ำ กระเป๋าถือของเธอร่วงจากบ่าหล่นไปในแม่น้ำโดยไม่รู้ตัว หญิงชราขอบคุณที่เธอช่วยไม่ให้ล้มก่อนจะเดินจากไป
วายูนกลับไปเก็บถุงข้าวของที่ทิ้งไว้ เห็นไข่ที่ซื้อมาแตกหมด จะหยิบเงินกลับไปซื้อใหม่ถึงได้รู้ว่ากระเป๋าถือหายไป แล้วนึกอะไรขึ้นได้รีบวิ่งไปดูที่แม่น้ำ ปรากฏว่ากระเป๋าจมน้ำไปแล้ว ทั้งมือถือ บัตรนักศึกษา กระเป๋าใส่สตางค์หายไปกับสายน้ำ ไฮดี้ฟังแล้วสงสารเพื่อนรักจับใจ โอบกอดเอาไว้อย่างปลอบใจ
“โธ่ ใจเย็นๆก่อนนะวายูน ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อให้สบายตัวก่อนแล้วค่อยมาคิดอ่านกันว่าจะต้องทำยังไงต่อไป” ไฮดี้มองเพื่อนรักที่เดินคอตกเข้าห้องนอนแล้วหันมาทางคาร์ล “เฮ้อ สงสารวายูนจริงๆ เงินก็ไม่ค่อยจะมีกันอยู่ด้วย แล้วเราสองคนก็จ่ายค่าทำแท้ง ค่ารักษาตัวไปจนไม่มีเหลือเหมือนกัน”
คาร์ลนึกถึงนิโคไลขึ้นมาได้ เขาน่าจะมีเงินให้วายูนหยิบยืมได้บ้าง ไฮดี้ส่ายหน้า นิโคไลเองก็ไม่ค่อยมีเงินเหมือนกัน ถึงต้องทำงานพาร์ตไทม์หาเงินใช้หาเงินเรียนหนักพอๆกับวายูน...
เป็นอย่างที่ไฮดี้ว่า นิโคไลกำลังหลังขดหลังแข็งล้างจานกองโตอยู่หลังร้านอาหาร ล้างไปก็จามไปตลอดเวลา เพื่อนคนงานยกจานที่ใช้แล้วอีกตั้งใหญ่เข้ามาให้ เห็นหน้าตาของเขาเหมือนคนจะเป็นไข้ ร้องทักว่าไม่สบายหรือเปล่า ถ้าไม่ไหวก็ควรจะขอลาหยุด นิโคไลโกหกว่าไม่ได้เป็นอะไรแค่คัดจมูกนิดหน่อย แล้วหันไปยกจานตั้งใหญ่จะเอามาล้าง แต่เกิดคันจมูกจามไม่เลิกจนจานหลุดมือตกแตก ก็เลยโดนเจ้าของร้านหักค่าแรงของวันนี้เป็นค่าจานชามที่เขาทำแตก เท่ากับเขาทำงานฟรี...
ณ บ้านพักรับรองของเลขาฯทูต รามิลนั่งจิบชาร้อนอย่างสบายอารมณ์อยู่ในห้องรับแขก จิบน้ำชาไปก็คิดถึงตอนไปเที่ยวกับวายูนไปด้วย คำพูดและรอยยิ้มสดใสของเธอทำให้เขาเผลอยิ้มออกมา ศิวาซึ่งแอบดูอยู่กับศิราณีถึงกับออกปากท่าทางเจ้านายเหมือนคนกำลังมีความรัก
“แกคิดว่าคุณรามิลกำลังรักใคร”
ศิวาส่ายหน้าไม่รู้เหมือนกัน สองพี่หันไปมองรามิลที่นั่งใจลอยคิดถึงวายูนโดยไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกนินทา
ooooooo
นิโคไลแวะมาหาวายูนที่ห้องพักแต่เช้า เธอเห็นเขาไม่สบายเป็นไข้ ชวนให้เข้ามากินอะไรก่อน และจะได้กินยาแก้ไข้ แล้วเข้าครัวไปทำมื้อเช้าให้ ไฮดี้รีบมาเตือนเขาไม่ให้พูดถึงเรื่องที่เขารู้ว่าวายูนไม่ได้พารามิลไปทัวร์พระราชวังเบลเวเดียร์ นิโคไลพยักหน้ารับรู้ วายูนถือของกินกับยาเข้ามาเห็นทั้งคู่กระซิบกระซาบกันมองสงสัย
ไฮดี้รีบกลบเกลื่อน “นิโคไลยังไม่รู้เรื่องของวายูนเมื่อวาน”
ชายหนุ่มใจเสียคิดว่าเป็นเรื่องระหว่างวายูนกับรามิล กลั้นใจถามว่ามีเรื่องอะไร พอรู้ว่าวายูนทำกระเป๋าถือหาย เขาแอบถอนใจโล่งอก ก่อนจะถามเธอว่าจะทำอย่างไรต่อไป วายูนคงต้องหาซื้อโทรศัพท์มือสองมาใช้เพราะถ้าอาพร้อมจิตติดต่อเธอไม่ได้จะเป็นห่วงไปกันใหญ่
“แล้วไหนจะคุณรามิลอีก ยังต้องโทร.มานัดว่าจะให้พาเที่ยวครั้งต่อไปเมื่อไหร่ ถ้าเขาติดต่อฉันไม่ได้...”
“งั้นผมจะไปเป็นเพื่อนคุณเอง” นิโคไลขันอาสาทั้งๆที่ใจจริงแล้วไม่อยากให้รามิลติดต่อเธออีก...
คุณหญิงนิต้าชวนรามิลมากินมื้อเที่ยงที่บ้านพัก เพื่อจะได้สอบถามเรื่องของวายูนนักศึกษาสาวที่สามีตัวเองแนะนำให้พารามิลเที่ยวไปในตัวด้วย เขาชื่นชมเธอให้ฟังจนคุณหญิงนิต้าอดหมั่นไส้ไม่ได้ ท่านซักอีกว่า ยังมีนัดจะไปเที่ยวที่ไหนกันอีกหรือเปล่า เขาตอบเลี่ยงๆว่ายังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้
“อ้อ แปลว่าอาจจะมีนัดครั้งหน้าหรือไม่มีก็ได้ใช่ไหมจ๊ะ แหม ตามิลนี่พูดจาสมกับเป็นนักการทูตจริงๆ ไม่รับแต่ก็ไม่ปฏิเสธ จะได้ไม่ถูกผูกมัดด้วยคำพูดตัวเองในภายหลัง วิธีพูดแบบนี้อารู้จักดีเชียวจ้ะ อย่าลืมสิว่าอาแต่งงานกับท่านทูตเชียวน้า” คุณหญิงนิต้าว่าแล้วเหลือบมองท่านทูตซึ่งมีสีหน้าไม่ค่อยชอบใจนัก
เมื่อได้อยู่ตามลำพังกับกัญญารัตน์ผู้ช่วยส่วนตัว คุณหญิงนิต้าบ่นอย่างไม่พอใจว่าวายูนเสน่ห์แรงเหลือเกินทั้งหนุ่มทั้งแก่ดูจะชื่นชมออกนอกหน้า จังหวะนั้นมือถือของกัญญารัตน์ดังขึ้น เธอกดรับสายแล้วยื่นให้เจ้านายอีกทอดหนึ่ง แจ้งว่าคุณนิตยาโทร.มาหา คุณหญิงนิต้าต่อว่าทันทีที่รับสายไหนว่าจะมาออสเตรีย ตนรออยู่นาน สองนานไม่เห็นมาสักที นิตยาเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย ก็เลยต้องเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน
“ว่าแต่คุณหญิงมีเรื่องอะไรอยากจะคุยกับดิฉันหรือคะ”
“ก็เรื่องตามิลนั่นล่ะคะ ดิฉันกำลังหวั่นใจว่าตามิล กำลังไปติดใจแม่นักศึกษาที่ชื่อวายูนนั่นเอาจริงๆจังๆ ซะแล้วนะคะ พูดถึงแม่นั่นขึ้นมาเมื่อไหร่ หูตาตามิลเป็นประกายขึ้นมาทันทีเลย ดิฉันเกรงว่าคุณนิตยาจะได้หลานสะใภ้ไม่รู้ตัวน่ะค่ะ”
“ดิฉันจะรีบเคลียร์งานทางนี้แล้วไปเวียนนาให้เร็วที่สุดค่ะ หลานสะใภ้ดิฉันต้องเป็นคนที่ดิฉันเลือกเท่านั้น แต่ก่อนที่ดิฉันจะไปถึงที่นั่น ดิฉันรบกวนอะไรคุณหญิงสักอย่างเถอะค่ะ” นิตยามัวแต่พูดถึงสิ่งที่ต้องการให้คุณหญิงนิต้าทำให้ จึงไม่ทันสังเกตเห็นปัทมาแอบฟังอยู่อย่างสอดรู้สอดเห็น
สักพักปัทมาทำทียกถาดใส่ของว่างเข้ามาให้นิตยา แล้วเสนอตัวจะเดินทางไปกรุงเวียนนาให้ก่อน ถ้าเธอเป็นห่วงรามิลมากและยังเดินทางไม่ไหว หากมีใครมาวอแวกับรามิล ตนจะได้รีบรายงานกลับมาให้ทราบ
“ไม่ต้อง แล้วหล่อนจะไปไหนก็ไปไป๊...ไป” นิตยาไล่ตะเพิดอย่างอารมณ์เสีย ปัทมารีบออกมาแทบไม่ทัน พอพ้นระยะได้ยิน เธอไม่วายด่าเจ้านายลับหลัง ไม่รู้จะห่วงหลานชายไปถึงไหน วันใดที่เธอเปลี่ยนสถานะจากเลขาฯมาเป็นหลานสะใภ้ จะยุให้รามิล ทิ้งน้าสาวแก่ๆคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด...
ที่หน้าร้านขายมือถือกลางกรุงเวียนนา วายูนมองมือถือเครื่องใหม่ในมือตัวเองอย่างพอใจ แม้จะเป็นแค่ของมือสองก็ยังดีกว่าไม่มีใช้ แล้วหันไปพยักพเยิดกับนิโคไลเป็นทำนองว่าจริงไหม เขาพยักหน้ารับ
“แล้วคุณจะทำอะไรต่อ”
“หางานพิเศษทำน่ะสินิโคไล จะหวังเงินค่าจ้าง พาเที่ยวจากคุณรามิลไม่ได้หรอกเพราะยังไม่รู้ว่าจะนัดกันได้อีกเมื่อไหร่” ขาดคำมีผู้หญิงคนหนึ่งเข็นรถเข็นเด็กเล็กเดินผ่านหน้าพลางพูดโทรศัพท์มือถือเป็นภาษา เยอรมันว่ากำลังต้องการพี่เลี้ยงเด็ก เธอยิ้มแก้มป่องแล้วขยับจะตาม นิโคไลคว้าแขนไว้ถามว่าจะไปไหน
“ไม่ได้ยินเหรอนิโคไล ผู้หญิงคนนั้นกำลังหาพี่เลี้ยงเด็กอยู่น่ะ” วายูนพูดจบวิ่งตามผู้หญิงคนนั้นไป และเธอก็ได้งานเลี้ยงเด็กสมใจ แม้จะรู้ว่างานนี้ไม่ง่าย และมีแต่คนคัดค้าน แต่ถ้าวายูนตั้งใจแล้ว ต้องทำให้ได้
ooooooo
ณ สถานทูตไทยในกรุงเวียนนา วันนี้เป็นวันแรกที่รามิลเข้ารับตำแหน่งเลขาฯทูตคนใหม่อย่างเป็นทางการ งานแรกของเขาก็คือเข้าประชุมร่วมกับท่านทูต ระหว่างนั้น เพียงเพ็ญซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึงออสเตรียมาขอเข้าพบกับรามิล แต่ต้องผิดหวังเมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเขาติดประชุม
“เสร็จแล้วท่านเลขาฯกับท่านทูตจะออกไปประชุมกันต่อข้างนอก คุณมีธุระอะไรสั่งไว้ได้ไหมคะ”
“คือ...คุณน้าของคุณรามิลท่านฝากของจากเมืองไทย มาให้น่ะค่ะ ถ้างั้น ดิฉันรบกวนขอที่อยู่บ้านพักของคุณรามิลที่นี่หน่อยได้ไหมคะ ดิฉันว่าจะเอาของฝากจากคุณน้าไปทิ้งไว้ให้คุณรามิลที่บ้านเลยดีกว่า”
เจ้าหน้าที่ไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเพียงเพ็ญจึงจดที่อยู่ของรามิลให้ไป...
ด้านคุณหญิงนิต้าทำทีให้กัญญารัตน์เอาของว่างมาให้รามิลที่บ้านพัก และใช้โอกาสนี้ถามข่าวคราวของวายูนจากศิราณีไปในตัวด้วยว่ารามิลเคยพามาที่นี่บ้างไหม เธอรู้ทันจึงไม่ยอมตอบคำถามอะไรมากนัก บอกเพียงว่าเขาไม่เคยพาผู้หญิงที่ไหนมาบ้าน แล้วก้มหน้าก้มตาจัดของว่างใส่จานเตรียมไว้ให้เจ้านาย กัญญารัตน์ไม่รอช้ารุกคืบต่อ
“นี่ถ้าวันไหนคุณรามิลพานักศึกษาคนนั้นมาที่บ้านนี้ล่ะก็ มณีช่วยถ่ายรูปให้ฉันดูหน่อยได้ไหมจ๊ะ แอบๆ ถ่ายนะ อย่าให้เขารู้ตัว อย่าให้คุณรามิลรู้ด้วยได้ไหมจ๊ะ”
“เห็นจะไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันเป็นคนไม่ชอบสอดรู้เรื่องของเจ้านายแล้วก็จะไม่ยอมเป็นสายลับสายสืบให้ใครด้วย เพราะดิฉันไม่ชอบสาระแน” คำพูดตีวัวกระทบคราดของศิราณีทำให้กัญญารัตน์ไม่พอใจ แต่ต้องข่มอารมณ์ไว้ แกล้งหัวเราะแก้เกี้ยวว่าล้อเล่น แล้วจัดของว่างต่อไปไม่พูดอะไรอีก
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็จัดของว่างใส่จานเสร็จ ศิราณีรีบเดินไปส่งกัญญารัตน์ที่หน้าประตูรั้วเท่ากับเป็นการไล่ทางอ้อม เพียงเพ็ญกำลังเดินหาบ้านพักของรามิล เห็นท่าทางเหมือนคนไทยเปิดประตูรั้วออกมาก็หยุดมอง
“แล้วดิฉันจะเรียนคุณรามิลให้นะคะว่าคุณหญิงท่านส่งขนมมาให้” ศิราณีว่าแล้วยิ้มหวานให้ ก่อนจะปิดประตูรั้วล็อกกลอน ทันทีที่เธอคล้อยหลัง กัญญารัตน์พึมพำด่าไล่หลังต่างๆนานา แล้วเดินจากไป เพียงเพ็ญ ยิ้มพอใจที่รู้ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านพักของรามิล...
กัญญารัตน์รีบกลับมารายงานให้คุณหญิงนิต้าฟังว่านักศึกษาสาวคนนั้นไม่เคยไปบ้านพักรับรองของ รามิล ท่านสรุปเอาเองถึงไม่ได้ไปที่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่พาไปที่อื่น
“ผู้ชายน่ะ ลองมีผู้หญิงมานัวๆเนียๆ ต่อให้ใจแข็งยังไงก็ต้องอ่อนลงจนได้สักวันหนึ่งล่ะ แล้วผู้ชายอย่างตามิล ผู้หญิงคนไหนก็จ้องจะจับกันทั้งนั้นแหละ”
“แต่ยัยแม่บ้านของคุณรามิลไม่ยอมเล่นด้วยกับเรา แล้วเราจะเอายังไงกันต่อดีคะคุณหญิง”
คุณหญิงนิต้าทำได้แค่เพียงภาวนาอย่าให้รามิลหรือผู้ชายคนไหนรวมทั้งท่านทูตเสียท่าให้วายูน...
คนที่คุณหญิงนิต้าจงเกลียดจงชังทั้งๆที่ไม่เคยทำอะไรให้ กลับถึงหน้าห้องพักในสภาพดูไม่จืด นิโคไลซึ่งมายืนรอท่าอยู่ก่อนแล้ว ร้องทักทำไมวันนี้กลับดึกนัก เขามารอตั้งนานแล้ว ชายหนุ่มได้กลิ่นแปลกๆจากตัวเธอ ยื่นจมูกเข้ามาดมใกล้ๆ ได้กลิ่นปัสสาวะเด็กหึ่ง
“ผมเห็นคุณกลับจากไปเลี้ยงเด็กมาทีไร หมดสภาพทุกที ถ้าคุณไม่ไหวจริงๆทำไมไม่ลองขอความช่วยเหลือจากทางบ้านบ้างล่ะครับ”
“ไม่ค่ะ แค่คุณอาทั้งสองส่งเสียให้ฉันได้เล่าเรียนมาถึงขนาดนี้ก็เป็นบุญคุณล้นเหลือแล้ว ฉันจะไม่ให้ท่านมาลำบากเพราะฉันอีก” วายูนเปลี่ยนท่าทีเป็นขึงขัง นิโคไลได้แต่ถอนใจหนักใจกับความใจแข็งของเธอ
“แล้วนายเลขาฯทูตคนนั้นล่ะ เขาไม่จ้างคุณพาเที่ยวอีกแล้วเหรอ คุณว่าเขาให้ค่าจ้างดีไม่ใช่เหรอครับ”
วายูนรออยู่เหมือนกันแต่ไม่เห็นเขาโทร.มา เธอเองก็ไม่กล้าโทร.ไปหา พูดยังไม่ทันขาดคำ รามิลโทร.มานัดให้พาไปเที่ยวอีก เธอดีใจมากหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ไฮดี้กำลังนั่งดูทีวีอยู่กับคาร์ลเห็นเพื่อนรักกลับมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม กระเซ้าว่าเงินค่าจ้างเลี้ยงเด็กออกแล้วหรือถึงได้หน้าบานขนาดนั้น
“เปล่าหรอกแต่คุณรามิลโทร.มาแล้ว เขาจะให้ฉันพาเที่ยวอีกน่ะ” วายูนพูดจบเอาข้าวของเข้าไปเก็บในห้องนอนตัวเอง ไฮดี้หันไปพูดกับนิโคไล ตกลงว่านักการทูตไทยคนนั้นชอบเที่ยวหรือว่าชอบวายูนกันแน่ เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คาร์ลตั้งข้อสังเกต ถ้ารามิลเกิดชอบวายูนจริงๆ นิโคไลคงจะแย่
แน่นอนเพราะเขาเป็นถึงเลขาฯทูต และคงจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวไม่น้อย ไฮดี้ถลึงตาใส่ชายคนรักเป็นทำนองไม่พูดอะไรอีก นิโคไลถึงกับหน้าเครียดผลุนผลันออกไปทันที วายูนออกมาจากห้องนอนพบว่าเขากลับไปโดยไม่ล่ำลาสักคำก็แปลกใจ
ooooooo
วายูนอ่านหนังสืออย่างคร่ำเคร่งจนหลับคากองตำราเรียน เช้านี้ก็เลยไม่ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก ไฮดี้ต้องเข้ามาเขย่าตัวเรียกเธอถึงได้รู้สึกตัว ไฮดี้เป็นห่วงสุขภาพของเพื่อนรัก เตือนให้เพลาๆเรื่องงานกับเรื่องเรียนลงบ้าง หมู่นี้เธอพักผ่อนน้อยเกินไปแล้ว วายูนคุยว่างานหนักแค่นี้ทำอะไรเธอไม่ได้ แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้
“โอ๊ย...เช้านี้ฉันนัดคุณรามิลไปพระราชวังเบล– เวเดียร์นี่” วายูนคว้าผ้าเช็ดตัววิ่งปรู๊ดเข้าห้องน้ำทันที
ขนาดรีบแทบตายไกด์จำเป็นยังไปถึงที่นัดหมายสายไป 7 นาที เธอขอแก้ตัวด้วยการพารามิลเที่ยวให้จุใจไปเลย แล้วขอแวะซื้อตั๋วที่ประตูทางเข้าพระราชวังก่อน...
ในเวลาเดียวกัน ดามพ์แวะมาหารามิลที่บ้านพักจะชวนไปขับรถเล่น พอรู้ว่ามาเสียเที่ยวก็เดินออกมาอย่างอารมณ์บูด ไม่ทันดูทางจึงชนเข้ากับเพียงเพ็ญจนเสียหลักจะล้ม เขาคว้าเธอไว้ทัน ด้วยใบหน้าที่สะสวยของเธอทำให้ดามพ์มองอย่างสนใจ
“มาหาไอ้มิลเหรอครับ มันไม่อยู่หรอกครับ มันออกไปเที่ยว ผม...ดามพ์เป็นเพื่อนมันครับ”
“ฉัน เพียงเพ็ญค่ะ เพิ่งมาจากเมืองไทย คุณนิตยา น้าของคุณรามิลเป็นคนให้ทุนฉันมาเรียนต่อปริญญาเอกที่นี่ ฉันก็เลยจะแวะมาทักทายคุณรามิลสักหน่อยน่ะค่ะ แต่ไม่ได้นัดล่วงหน้า เลยคลาดกันเลย”
“งั้นอย่าให้การมาของคุณวันนี้เสียเที่ยวเลยครับ ผมขอเลี้ยงกาแฟคุณสักแก้วถือว่าเป็นเวลคัมทูเวียนนาก็ แล้วกัน ได้ไหมครับ” ดามพ์มองคู่สนทนาอย่างรอคำตอบ...
ระหว่างที่เพียงเพ็ญตัดสินใจไปดื่มกาแฟกับดามพ์ทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ปรัชญาซึ่งกำลังนั่งคุยงานอยู่กับลูกค้าในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ เหลือบเห็นจุลมณีเดินมาซื้อของที่เคาน์เตอร์ของร้าน สีหน้าของเขาแช่มชื่นขึ้นมาทันทีแต่พอนึกถึงคำพูดของนิตยาที่ว่าเธอคนนี้คือผู้หญิงที่ท่านตั้งใจจะให้แต่งงานกับรามิล เขาถึงกับหน้าสลด พยายามไม่สนใจเธอหันไปคุยงานกับลูกค้าต่อไป แต่สมาธิแตกซ่านไปเรียบร้อย ตัดสินใจขอตัวกับลูกค้าแล้วเข้าไปทักทายจุลมณีซึ่งมองเขาอย่างงงๆ
“เราพบกันเมื่อวันก่อนที่บ้านคุณน้านิตยาไงครับ ผมชื่อปรัชญาเป็นเพื่อนของรามิลครับ”
จุลมณียิ้มออกมาทันที ยกมือไหว้ทักทายเขาตอบ แล้วขอโทษที่จำเขาไม่ได้ คุยกันไปคุยกันมาทำให้ปรัชญารู้ว่าหม่อมแม่ของเธอป่วยด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองตีบ
“ผมมีเพื่อนเป็นหมอที่เชี่ยวชาญโรคเส้นเลือดตีบโดยเฉพาะเลย”
“จริงหรือคะ” จุลมณีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
ooooooo
ขณะที่วายูนพารามิลเที่ยวชมบรรยากาศรอบๆ พระราชวังเบลเวเดียร์ ศิวานั่งคุยกับศิราณีอยู่ในบ้านพักรับรอง อดนินทาไม่ได้ว่านักศึกษาสาวที่เจ้านายจ้างให้พาไปเที่ยวจะใช่คนที่เขาตกหลุมรักหรือเปล่า
“ถ้าคุณรามิลหลงรักนักศึกษาคนนี้จริงๆล่ะก็มีปัญหาแน่ๆเพราะคุณนิตยาคงไม่มีวันยอมหรอก แกจำคราวที่แล้วไม่ได้เหรอที่คุณนิตยาตามไปอาละวาดกับผู้หญิงซะจนผู้หญิงต้องวิ่งมาขอเลิกกับคุณรามิลเลยน่ะ”
ศิวาสงสารเจ้านายตัวเองที่มีบุญแต่ก็มีกรรมมาบัง เกิดมาทั้งหล่อทั้งรวย การงานก็รุ่ง แต่ไม่เคยมีอิสระที่จะรักใคร ศิราณีเชื่อว่าเรื่องของหัวใจไม่มีใครบังคับใครได้ สักวันหนึ่งรามิลกับน้าตัวเองจะต้องมีปัญหากัน ขาดคำมีเสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น ศิวาเดินไปเปิดประตูรับ ต้องตกใจแทบช็อกเมื่อเห็นนิตยายืนอยู่กับปัทมา...
ฝ่ายรามิลชมชอบวิวทิวทัศน์รอบๆพระราชวังเบลเวเดียร์มาก เดินไปถ่ายรูปไปตลอดทาง แล้วนึกครึ้มขึ้นมา ขอให้วายูนช่วยเป็นนางแบบให้ เธอลังเลไม่แน่ใจว่าจะดีหรือเปล่า
“แล้วทำไมจะไม่ดีล่ะ” รามิลว่าแล้วผายมือเชื้อเชิญให้วายูนมายืนตรงวิวที่ตัวเองจะถ่ายภาพ เธอทำตามที่เขาขอด้วยท่าทางเขินๆ เขาเห็นแล้วยิ้มชอบใจ ระหว่างกำลังเก็บภาพเพลินๆมีนักท่องเที่ยวเดินดูพระราชวังไปกินไอศกรีมไปด้วย เดินไม่ดูตาม้าตาเรือชนเข้ากับรามิลอย่างจัง ไอศกรีมเปรอะเสื้อตัวในของเขา นักท่องเที่ยวขอโทษเป็นการใหญ่ เขายกมือเป็นทำนองว่าไม่เป็นไร
“เสื้อคุณเลอะหมดเลย แต่ถ้ารีบเอาน้ำลูบๆ สักหน่อยก็คงออกค่ะ”
“งั้นผมไปห้องน้ำเดี๋ยว” รามิลพูดจบถอดเสื้อแจ็กเกตฝากวายูนไว้แล้วเดินลิ่วไปยังห้องน้ำ...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่บ้านพักรับรองของรามิล ศิราณีกับศิวาช่วยกันลากกระเป๋าเดินทางของนิตยากับ ปัทมาเข้าบ้านด้วยท่าทางลนลาน ศิราณีตัดพ้อเล็กๆว่าจะมาทำไมไม่บอกกันก่อน เธอจะได้จัดห้องหับไว้เตรียมต้อนรับ นิตยาแว้ดใส่ตนเองจะมาจะไปต้องรายงานให้
คนอย่างเธอรู้ด้วยหรือ แล้วถามหาหลานชายสุดเลิฟว่าหายไปไหน วันนี้วันหยุดไม่ใช่หรือ ศิวาชิงตอบคำถามแทนพี่สาวว่าออกไปข้างนอก
“เขาออกไปไหนกับใคร แล้วทำไมแกไม่ไปด้วย”
“ท่านว่าท่านอยากจะลองใช้ชีวิตอย่างคนที่นี่ครับ แล้วท่านไปไหนกับใคร ผมไม่ทราบครับผม”
ปัทมารีบเข้ามาเสนอหน้าจะโทร.ตามรามิลให้ นิตยาตวาดลั่นว่าไม่ต้องแล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทร.เอง ระหว่างที่วายูนยืนรอรามิลอยู่ที่สนามข้างพระราชวังเบลเวเดียร์ มีเสียงมือถือของเขาที่อยู่ในเสื้อแจ็กเกตดังขึ้น เธอปล่อยให้มันดังอยู่อย่างนั้นไม่กล้ารับสายจนเสียงเงียบไปเอง นิตยาชักหงุดหงิด ลองโทร.อีกครั้ง
วายูนสีหน้าลำบากใจเมื่อมือถือของรามิลดังขึ้นอีก ลังเลไม่รู้จะทำอย่างไร รามิลเดินกลับมาพอดี เธอรีบส่งเสื้อแจ็กเกตคืนพร้อมกับบอกว่ามีสายเรียกเข้ามือถือของเขา รามิลยังมือเปียกอยู่ ขอให้เธอรับแทน วายูน ควานหามือถือในเสื้อแจ็กเกตของเขาจนเจอแล้วกดรับ
“สวัสดีค่ะ”
นิตยาถึงกับปรี๊ดแตกเมื่อได้ยินเสียงผู้หญิงรับสาย ยังไม่ทันจะอ้าปากด่าสายตัดไปเสียก่อน วายูนเห็นเสียงเงียบไปยกมือถือขึ้นมาดู
“อ้าว แบตฯคุณหมดพอดีเลยค่ะ สายเลยตัดไป ยังไม่ทันได้พูดอะไรกันเลย”
รามิลรับมือถือคืนจากวายูน “ผมนี่แย่จริง ลืมชาร์จแบตฯได้ไงเนี่ย แต่คงไม่ใช่คนที่สถานทูตหรอก เพราะวันนี้วันหยุด...เอาเถอะ จะใครก็ช่าง เราเข้าไปเที่ยวข้างในกันต่อดีกว่า เชิญครับ” รามิลกับวายูนพากันเดินเข้าไปในพระราชวังเบลเวเดียร์โดยไม่ล่วงรู้เลยว่าความโกลาหลกำลังจะเกิดขึ้นกับชีวิต
ooooooo










