นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    รักเร่

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    รามิลกับจุลมณีเดินเล่นมายังอีกมุมหนึ่งของสวนสาธารณะซึ่งมีร้านไอศกรีมเปิดขายอยู่ เธอหยุดมองอย่างสนใจ เขาดูออกว่าเธอต้องการอะไรเดินไปซื้อไอศกรีมมาให้ จุลมณียิ้มดีใจเหมือนเด็กได้ขนม

    “ขอบคุณนะคะ แล้วของคุณล่ะคะ”

    นักการทูตหนุ่มถึงกับชะงัก เพราะเหมือนเหตุการณ์ตอนที่เขาซื้อไอศกรีมให้วายูนขณะที่เธอพาทัวร์เวียนนาไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งทำให้เขาคิดถึงเธอ จุลมณีเห็นสีหน้าเศร้าสร้อยของเขาก็อดแปลกใจไม่ได้

    จุลมณีชอบบรรยากาศร่มรื่นของสวนสาธารณะแห่งนี้มาก ถึงขนาดหยิบมือถือขึ้นเก็บภาพเซลฟี่ รามิลหันมาเห็นก็อาสาถ่ายภาพให้ แม่ค้าขายของอยู่แถวนั้นเสนอตัวถ่ายรูปให้ทั้งคู่ แล้วบอกให้รามิลเข้าไปยืนชิดๆ

    จุลมณี แถมทำท่าเป็นทำนองให้เขาโอบไหล่เธอด้วย

    รามิลจำใจทำตาม แม่ค้ากดชัตเตอร์รัว แล้วส่งมือถือคืน ทั้งคู่ขอบคุณเธอมากสำหรับความเอื้อเฟื้อ

    “ไม่เป็นไรจ้ะ นี่คุณสองคนเป็นแฟนกันใช่ไหม แหมสมกันยังกะอะไรดี” แม่ค้ายิ้มชอบใจก่อนจะเดินจากไป รามิลฉุกคิดถึงตอนไปเที่ยวซัลสบวร์กกับวายูนแล้วมีนักท่องเที่ยวเสนอตัวช่วยถ่ายรูปให้ ไม่ว่าจะทำอะไร เขาต้องนึกไปถึงวายูนทุกครั้งจนทนไม่ไหว ต้องขอตัวไปเข้าห้องน้ำ หวังจะล้างหน้าล้างตาเผื่อภาพของวายูนจะไหลไปกับสายน้ำ แต่พอเงยหน้าขึ้นมองต้องตกใจเมื่อเห็นเงาสะท้อนของปรัชญาในกระจกเงาตรงหน้า

    จากนั้นปรัชญาลากรามิลมายังมุมปลอดคน ถามเสียงเครียดตกลงเขาจะแต่งงานกับจุลมณีแน่หรือ เขาไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น ในเมื่อผู้ใหญ่ของเขากับของเธอเห็นดีเห็นชอบและที่สำคัญเขาไม่อาจขัดคำสั่งของคุณน้านิตยาผู้มีพระคุณท่วมหัวได้

    “งั้นฉันขออะไรแกอย่างหนึ่งนะ ถึงแกจะไม่รักคุณหญิงจุล แต่ต่อไปพอแกแต่งงานกับเธอแล้ว ฉันขอให้แกดูแลเธอในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าทิ้งขว้างเธอเหมือนอย่างที่แกทิ้งวายูนได้ไหมวะ ถ้าแกทำอย่างนั้นกับคุณหญิงจุลเมื่อไหร่ แกกับฉันเป็นได้เห็นดีกันแน่” พูดจบปรัชญาผละจากไป รามิลตระหนักในทันทีว่าเพื่อนรักของเขามีใจให้จุลมณี

    ooooooo

    วายูนพยายามทำตัวให้มีประโยชน์ อาสาจะช่วยพ่อกับแม่ของไฮดี้ทำงานบ้าน แต่ท่านทั้งสองไม่ยอมให้ทำ ไล่ให้ไปนอนพักผ่อน เธอไม่รู้จะทำอะไรดี เลยเดินเตร่ไปจนถึงไร่องุ่น เป็นเวลาคนงานเลิกงานพอดี เธอเห็นคนงานชายอุ้มลูกเดินกลับไปยังที่พัก โดยมีแม่ของเด็กเดินตาม วายูนถึงกับน้ำตาซึมเอามือลูบท้องตัวเอง เสียใจที่ลูกของเธอจะไม่มีวันได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูกเหมือนครอบครัวของคนงานคนนั้น พลันภาพในอดีตผุดขึ้นมาในความทรงจำของเธอ

    ตอนนั้นวายูนยังเป็นแค่เด็กหญิงตัวน้อย พ่อของเธอเข้ามากอดเธอไว้แน่น พร้อมกับบอกข่าวร้ายว่าแม่ของเธอขับรถตกเขาตาย เธอถึงกับร้องไห้โฮ พอเธอโตขึ้นมายังไม่ทันเป็นสาวเต็มตัว พ่อก็ต้องมาจากไปอีกคนหนึ่ง แม้จะได้อาพร้อมจิต อาภักดิ์และปู่ผินดูแลอย่างดี แต่เธอก็ยังโหยหาความรักจากพ่อกับแม่

    “ลูกจ๋า เพราะชีวิตแม่ขาดทั้งพ่อทั้งแม่มาตั้งแต่เด็กๆ แม่เลยตั้งใจว่าวันหนึ่งถ้าแม่มีลูก...ลูกของแม่จะต้องไม่เติบโตอย่างโดดเดี่ยวเหมือนอย่างแม่ ลูกของแม่จะต้องมีชีวิตที่อบอุ่นอยู่พร้อมหน้ากันทั้งพ่อ แม่และลูก แต่แม่ก็พลาด...แม่พลาดเอง” พูดได้แค่นั้น วายูนก็ร้องไห้โฮ สักพักก็ปาดน้ำตาทิ้ง “แต่ถึงหนูจะไม่มีพ่อ แต่แม่คนนี้ก็จะเลี้ยงหนูให้ดีที่สุดเท่าที่แม่จะทำได้นะจ๊ะ แม่สัญญาว่าแม่จะไม่ทิ้งขว้างหนูเลย”...

    ในระหว่างที่วายูนกำลังทุกข์ใจเรื่องลูกอยู่เพียงลำพังที่วาเค้า รามิลซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯกลับจากไปเที่ยวกับจุลมณีด้วยสีหน้าเรียบเฉย นิตยากำลังนั่งเช็กงานอยู่กับปัทมา ร้องทักไปเที่ยวมาสนุกไหม เขารับคำอย่างไร้อารมณ์ ขอตัวไปอาบน้ำก่อน แล้วเดินเข้าห้องตัวเอง ปัทมาไม่วายปากเสีย

    “ปากว่าสนุกแต่หน้าตาไม่เห็นสนุกอย่างปากว่านะคะคุณนิต คู่นี้จะไปรอดเหรอคะเนี่ย”

    “ถ้าหล่อนยังไม่อยากหางานใหม่ล่ะก็ หัดรูดซิปปากซะบ้างนะแม่ปัท”...

    ฝ่ายรามิลเข้าห้องปิดประตูล็อกกลอนเสร็จ คว้ามือถือขึ้นมาโทร.หาดามพ์ที่กลับถึงเมืองไทย ให้ออกมาเจอกันหน่อย มีเรื่องจะปรึกษา ไม่นานนัก ดามพ์มาถึงร้านอาหารกึ่งผับตามนัด เห็นรามิลนั่งรอท่าอยู่ ตรงหน้ามีแก้วเครื่องดื่มว่างเปล่าวางอยู่หลายใบ

    “ขนาดฉันรีบมาแล้ว แกยังซัดไปล่วงหน้าซะหลายแก้วแล้วเลยเว้ย เอ้าท่านเลขาฯทูตมีเรื่องอะไรอยากจะคุยกับกระผมขอรับ”

    “ฉันเพิ่งรู้ว่าปรัชญามันชอบคุณหญิงจุล”

    ดามพ์แก้ไขคำพูดให้เขาใหม่ ปรัชญาไม่ใช่แค่ชอบแต่หลงรักจุลมณีเต็มๆ รามิลคาใจแล้วฝ่ายหญิงรักตอบด้วยหรือเปล่า ดามพ์มั่นใจเต็มร้อยว่าเธอเองก็รักปรัชญาเช่นกัน ไม่อย่างนั้นผู้หญิงติ๋มๆอย่างเธอคงไม่ทำใจกล้าบ้าบิ่นแกล้งขับรถตกถนนเพื่อทำให้ตัวเองบาดเจ็บจะได้ยืดเวลาที่จะแต่งงานกับรามิลออกไป

    นักการทูตหนุ่มหัวเราะอย่างขมขื่น “น่าสมเพชผู้ชายอย่างฉัน ที่คนนอกมองว่ามีชีวิตเพอร์เฟกต์ทุกอย่าง แต่ความจริงจะหาคนที่รักฉันจริงไม่มีเลยสักคน แม้แต่ผู้หญิงที่ฉันกำลังจะแต่งงานด้วย เขาก็ยังรักคนอื่นเลย” ตัดพ้อจบ รามิลยกแก้วเหล้าตรงหน้ากระดกรวดเดียวหมด หยิบเงินวางไว้เป็นค่าเครื่องดื่ม แล้วลุกออกไป ดามพ์โวยวายไล่หลังจะไปไหน เขาไม่ตอบ เดินเซๆออกจากร้าน

    “เฮ้อ เพื่อนรักฉันอาการหนักทั้งสองคนเลยเว้ย” ดามพ์มองตามสีหน้าเป็นกังวล

    ooooooo

    จุลมณีวางสายจากน้อยซึ่งอยู่เฝ้าจงกลนีที่โรงพยาบาล แล้วเหม่อมองออกไปหน้าบ้าน เห็นปรัชญายืนอยู่ในเงามืดนอกรั้ว ถลาไปที่หน้าต่างเพื่อดูให้แน่ใจ แต่กลับไม่เห็นใคร คิดว่าตัวเองคงคิดถึงเขามากจนตาฝาดไปเอง แต่ความจริงแล้วเธอไม่ได้ตาฝาด ปรัชญาจงใจหลบไม่ให้เธอเห็น...

    ทางฝ่ายรามิลคิดว่าเหล้าจะช่วยดับความกลัดกลุ้มใจได้ แต่กลับตรงกันข้าม ยิ่งเมาก็ยิ่งตาลายเห็นผู้หญิงที่ยืนอยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนนเป็นวายูน ดีใจมากวิ่งข้ามถนนไปดึงไหล่ให้เธอหันมา ต้องรีบปล่อยมือแทบไม่ทันเพราะเป็นใครก็ไม่รู้

    “ผมขอโทษ ผมนึกว่าคุณเป็นคนที่ผมรู้จัก” รามิล ว่าแล้วข้ามถนนกลับไปยังรถของตัวเอง ไม่ทันมองรถที่แล่นเข้ามาด้วยความรวดเร็ว เฉี่ยวเขาตัวหมุนคว้างก่อนจะล้มฟาดพื้นถนนนอนแน่นิ่ง คนขับรถไม่สนใจจะช่วยเหลือ ขับหนีไปหน้าตาเฉย ดามพ์วิ่งเข้ามาเห็นสภาพเพื่อนรักที่นอนจมกองเลือดตกใจแทบช็อก...

    เมื่อมีลางสังหรณ์ส่งถึงกัน วายูนนอนหลับอยู่ในบ้านพ่อแม่ของไฮดี้ที่วาเค้า สะดุ้งตื่นลุกพรวดขึ้นนั่งหายใจหอบเหนื่อยเพราะลูกในท้องดิ้นอย่างแรง เธอใจคอไม่ดีถึงกับน้ำตาร่วง...

    ระหว่างที่ดามพ์เดินไปเดินมาอย่างกระวนกระวายใจอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน นิตยากึ่งเดินกึ่งวิ่งนำหน้าปัทมาเข้ามาถามว่ารามิลเป็นอย่างไรบ้าง เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รามิลยังไม่ออกจากห้องฉุกเฉิน

    “แล้วนี่คุณดามพ์รู้ว่าคุณรามิลถูกรถชนได้ยังไงกันคะ”

    “ผมกับรามิลนัดเจอกันครับ แต่มันขอตัวกลับก่อน ออกไปได้ไม่เท่าไหร่ ผมก็ได้ยินเสียงรถชนเลยวิ่งออกมาดู เจอมันถูกรถชน” ขาดคำหมอเจ้าของไข้ออกมาจากห้องฉุกเฉิน นิตยาปรี่เข้าไปถามว่าหลานชายของเธอเป็นอย่างไรบ้าง

    “คนไข้สมองได้รับการกระทบกระเทือนครับ แต่ตอนนี้คนไข้ยังไม่รู้สึกตัว เราคงต้องรอให้คนไข้รู้สึกตัวก่อนน่ะครับ หมอถึงจะพิจารณาว่าควรจะทำการรักษาอย่างไรต่อไป”

    ทั้งสามคนใจเสีย นิตยากับดามพ์ยังไม่ทันจะพูดอะไร ปัทมาชิงพูดตัดหน้าเสียก่อนว่าหมอพูดเหมือนอาการของรามิลร้ายแรงมาก เขายังตอบอะไรตอนนี้ไม่ได้ แต่อุบัติเหตุครั้งนี้อาจส่งผลไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายคนไข้ได้ ดามพ์ตกใจ หรือเพื่อนรักของตน อาจถึงขั้นเป็นอัมพาต

    “ผมยังไม่อยากฟันธงลงไปอย่างนั้นนะครับ ก็อย่างที่บอก คงต้องรอดูอาการตอนที่คนไข้รู้สึกตัวขึ้นมาเสียก่อนและผมว่าคืนนี้พวกคุณกลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนก็ได้ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่เพราะยังไงๆคืนนี้คนไข้ก็ยังต้องอยู่ในห้องไอซียูครับ”

    ooooooo

    ทั้งนิตยา ปัทมา ปรัชญากับดามพ์รวมทั้งจุลมณี ที่รอฟังข่าวอยู่หน้าห้องไอซียูต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อหมอออกมาแจ้งว่าเนื่องจากกระดูกต้นคอของคนป่วยร้าวทำให้ร่างกายท่อนล่างอ่อนแรง ต้องทำกายภาพทุกวันเพื่อฟื้นฟูกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ถ้าโชคดีอาจจะกลับมาเหมือนเดิม ไม่ได้มีแต่ญาติมิตรที่กรุงเทพฯเท่านั้นที่รู้ข่าวการบาดเจ็บของรามิล ทั้งคุณหญิงนิต้า กัญญารัตน์และเพียงเพ็ญซึ่งอยู่ที่เวียนนาก็รู้ข่าวนี้เช่นกัน...

    จากนั้นไม่นาน หมอย้ายรามิลออกจากไอซียูไปยังห้องพักฟื้น ปัทมาเห็นสภาพของเขาแล้วถึงกับร้องไห้คร่ำครวญทำไมเขาถึงได้โชคร้ายอย่างนี้ นิตยาเอ็ดลั่น ถ้าพูดอะไรดีๆไม่เป็นก็ให้หุบปากไว้

    “คุณน้าอย่าเพิ่งวิตกไปนะคะ คุณหมอก็บอกแล้วว่ายังไม่หมดหวัง คุณรามิลก็ยังอายุไม่มาก ร่างกายคงยังพอฟื้นตัวได้อยู่ล่ะค่ะ” จุลมณีปลอบนิตยาแล้วก็อดนึกถึงท่านแม่ของตัวเองไม่ได้ นิตยาเหมือนจะอ่านใจเธอออก จับมือเธอมาบีบเบาๆต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ปรัชญาเดินเข้ามาหานิตยา

    “คุณน้าครับ ผมคงต้องขอตัวกลับไปทำงานก่อนแล้วผมจะมาเยี่ยมรามิลใหม่นะครับ”

    จุลมณีมองตามปรัชญาที่เดินออกจากห้อง ก่อนจะตัดสินใจเดินตามจนทันกันตรงโถงหน้าลิฟต์ ถามว่าเป็นเขาใช่ไหมที่ยืนอยู่หน้าบ้านเธอเมื่อคืน เขาได้แต่ยืนนิ่ง เธอตัดพ้อทำไมถึงไม่ตอบคำถาม เขาไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรที่จะตอบ

    “ก็อย่างน้อยหญิงจะได้รู้ว่าคุณปรัชญายังแคร์หญิง อยู่น่ะสิคะ”

    “คุณหญิงครับ ไม่ว่าเราจะคิดอะไรรู้สึกอะไร แต่เรา ก็ต้องอยู่ในโลกของความจริงกันอยู่ดี คุณหญิงคือคู่หมั้นของเพื่อนรักของผมและเราสองคนต้องไม่ลืมเรื่องนั้น”

    ooooooo

    3 เดือนผ่านไป...

    วายูนซึ่งท้องโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เริ่มปรับตัวได้กับที่อยู่ใหม่ แม่ของไฮดี้ยอมให้เธอช่วยทำโน่นทำนี่มากขึ้นเนื่องจากทนเสียงรบเร้าของเธอไม่ไหว เธอจะอีเมลคุยถึงสารทุกข์สุกดิบของตัวเองให้นิโคไลฟังเป็นประจำ และยังชื่นชมพ่อกับแม่ของไฮดี้ที่ดูแลเธออย่างดี วันนี้ก็เช่นกันวายูนอีเมลไปเล่าให้นิโคไลฟังว่า ตอนนี้เธอ ช่วยพ่อของไฮดี้เก็บองุ่นในไร่ได้คล่องแคล่วกว่าเดิมมาก

    “แต่ฉันก็พยายามจะช่วยงานคนที่นี่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพราะไม่อย่างนั้นฉันคงรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่เปล่าประโยชน์จนเกินไป แล้วฉันก็ต้องขอบคุณสำหรับเลกเชอร์ที่คุณส่งมาให้เกือบทุกวัน คุณเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันจริงๆ”

    นิโคไลอ่านอีเมลถึงตรงนี้ก็หน้าสลด เพราะนั่นเท่ากับตอกย้ำว่าเธอรู้สึกกับเขาแค่เพื่อน...

    ขณะที่วายูนเริ่มคุ้นเคยกับชีวิตเรียบง่ายของวาเค้า รามิลกลับมาเดินด้วยตัวเองได้อีกครั้ง หลังจากต้องทำกายภาพบำบัดและหัดตั้งไข่ใหม่อยู่นาน ทั้งนิตยา จุลมณี และปัทมาที่คอยเป็นกำลังใจให้ต่างดีใจที่เขากลับมาเป็นปกติอีกครั้ง นิตยาเข้าไปกอดหลานรัก

    “หมดเคราะห์หมดโศกสักทีนะ รามิลของน้า”...

    ณ มหาวิทยาลัยเวียนนา เพียงเพ็ญเห็นนิโคไลกำลังเอาหนังสือเล่มใหญ่ใส่ซองให้ไฮดี้ถึงกับหยุดกึก ก่อนจะค่อยๆขยับเข้าไปใกล้ เงี่ยหูฟังสุดฤทธิ์ว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน เขาฝากเธอเอาหนังสือเล่มนี้ไปให้วายูนด้วย ส่วนเอกสารอื่นๆเขาส่งไปให้ทางอีเมลแล้ว ไฮดี้อยากรู้ว่าเขาจะตามไปที่ไร่องุ่นของเธอวันไหน

    “ส่งเปเปอร์ขอจบเรียบร้อยเมื่อไหร่ก็จะรีบตามไปทันทีเลยล่ะ”

    “โอเคแล้วเจอกันที่วาเค้านะ”

    เพียงเพ็ญถึงกับหูผึ่งเมื่อรู้ว่าวายูนหายไปอยู่ไหน

    ooooooo

    หมอเห็นรามิลกลับมาเดินได้เหมือนเดิมก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ นิตยาพาเขาไปลาจงกลนีที่ยังนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้เช่นกัน ท่านดีใจกับเขาด้วยที่หายเป็นปกติ แต่คนที่ดีใจมากที่สุดคงไม่พ้นนิตยา

    “ทีแรกล่ะใจหายใจคว่ำเพคะท่านหญิง นี่บุญเก่าคงยังมีอยู่มากล่ะรามิลถึงได้กลับมาเป็นปกติอย่างนี้”

    “จริง...แต่ฉันสิ บุญเก่าถ้าจะหมดเสียแล้วก็ไม่รู้นะ ถึงยังเดินเหินไม่ได้เหมือนตารามิล”

    จุลมณีปลอบท่านแม่อย่าคิดมาก ท่านอายุมากกว่ารามิลก็เลยฟื้นตัวช้ากว่า แต่ท่านก็อาการดีขึ้นเป็นลำดับ เธอเชื่อว่าอีกไม่นานก็คงหายเป็นปกติ จงกลนีเองก็อยากหายเร็วๆ และจะไม่ยอมตายเด็ดขาดถ้ายังไม่เห็นลูกสาวคนเดียวของตัวเองเป็นฝั่งเป็นฝา...

    ทันทีที่กลับถึงบ้าน รามิลขออนุญาตนิตยากลับเวียนนา หากท่านอยากเห็นเขาได้เป็นทูตที่อายุน้อยที่สุด เขาก็ควรจะรีบกลับไปทำงานได้แล้ว นิตยาพยักหน้าเห็นด้วย

    “งั้นน้าจะให้แม่ปัทจองตั๋วเครื่องบินให้ แล้วเราจะกลับไปเวียนนาด้วยกัน”

    รามิลถึงกับอึ้งที่นิตยายังคงตามติดเขาไม่เลิก...

    เพียงเพ็ญเองก็ตามติดเรื่องวายูนไม่เลิกไม่แล้วเช่นกัน มาดักรอนิโคไลที่หน้าตึกเรียนในมหาวิทยาลัยเวียนนา อ้างนักเรียนไทยที่นี่จะจัดมีตติ้งกันจะชวนวายูนมาร่วมด้วยแต่ไม่รู้ว่าเธออยู่ไหน นิโคไลรับปากจะบอกเธอให้ แล้วขยับจะไป เพียงเพ็ญขวางไว้อีก

    “แต่ฉันอยากบอกวายูนด้วยตัวเอง”

    “ถ้าผมเจอเขาผมจะบอกให้ว่าคุณมีเรื่องจะคุยด้วย แต่ช่วงนี้ผมไม่เจอเขาเลย”

    “เพราะวายูนไปอยู่ที่วาเค้าใช่ไหม”

    นิโคไลปฏิเสธทันทีว่าไม่รู้ เพียงเพ็ญหาว่าโกหก เขาตัดบทถ้าคิดว่าเขาโกหกจะมาพูดด้วยทำไมแล้วเดินหนีไปเลย เธอได้แต่มองตามด้วยความสงสัยสุดๆ...

    ในเวลาเดียวกัน ไฮดี้กับคาร์ลก็มาถึงบ้านพ่อแม่ของไฮดี้ที่วาเค้า เธอโผกอดวายูนด้วยความคิดถึง เห็นท้องที่ใหญ่โตของเพื่อนรักก็ทักว่าอีกไม่กี่นานเธอก็จะคลอดลูกแล้ว ได้แต่หวังว่าจะไม่คลอดก่อนที่จะเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้กับตน วายูนเองก็ขอให้เป็นอย่างนั้น แต่เรื่องแบบนี้ใครจะไปกำหนดได้

    “แล้วนี่นิโคไลไม่ได้มาด้วยเหรอ”

    “เขาต้องส่งเปเปอร์ขอจบกับอาจารย์ให้เรียบร้อยก่อนน่ะเขาถึงจะตามมาได้ แต่เขาก็บอกว่าจะตามมาให้เร็วที่สุดล่ะ...พ่อแม่คะมาคุยเรื่องแต่งงานของหนูดีกว่า ยิ่งใกล้จะถึงวันแต่งงาน หนูกับคาร์ลก็ยิ่งตื่นเต้น” ไฮดี้ เดินคุยไปกับพ่อแม่โดยมีคาร์ลเดินตาม วายูนแอบเศร้าชีวิตนี้คงไม่มีโอกาสได้แต่งงานเหมือนอย่างคนอื่น

    ooooooo

    ถึงเวียนนาแล้วแต่นิตยายังไม่เข้าบ้านพักชวนรามิลไปพบท่านทูตกับคุณหญิงนิต้าที่บ้านก่อน พวกผู้หญิงนั่งเม้าท์กันอยู่ที่ห้องรับแขก ส่วนท่านทูตกับรามิลแยกไปคุยกันตามลำพัง คุณหญิงนิต้าดีใจกับนิตยาด้วยที่รามิลหายเป็นปกติ ตอนแรกที่ได้ข่าว ทั้งท่านและท่านทูตต่างใจคอไม่ดี กลัวจะเป็นอะไรมาก

    “ต่อไปตารามิลก็จะกลับมาเป็นรามิลคนเดิมที่อยู่ในกรอบและเดินตามทางที่ดิฉันวางไว้ให้ด้วยความปลอดภัยไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้ามาสร้างความวุ่นวายให้รามิลอีก”...

    อีกมุมหนึ่งในห้องทำงาน ท่านทูตดีใจด้วยที่รามิลหายเป็นปกติและกลับมาทำงานเหมือนเดิม ชายหนุ่มร้อนใจมากอยากรู้ว่าทางสถานทูตได้ข่าวอะไรของวายูนบ้างไหม

    “ตั้งแต่เธอย้ายออกจากห้องพักเก่าแล้วก็ไม่แจ้งที่อยู่ใหม่ให้ทางสถานทูตทราบ เธอหายไปเลย แต่ก็ได้ยินว่าเธอไปลาพักการเรียนที่มหาวิทยาลัยตั้งห้าเดือนแน่ะ จะกลับไปบ้านที่เมืองไทยหรือเปล่าก็ไม่รู้สินะรามิล”...

    หัวข้อสนทนาของนิตยา คุณหญิงนิต้ารวมทั้งปัทมาและกัญญารัตน์ หนีไม่พ้นเรื่องที่วายูนหายตัวไปตั้งแต่เกิดเรื่องคราวก่อน ไม่มีใครเห็นหน้าค่าตาอีกเลย รามิลกับท่านทูตออกมาจากห้องทำงานพอดี

    “แต่วันก่อนอาจารย์เพียงเพ็ญมาเล่าให้ดิฉันฟังว่าเห็นรูมเมทของแม่วายูนกลับไปบ้านเกิดที่เป็นไร่องุ่น ที่วาเค้าบ่อยๆหรือจะแอบส่งแม่วายูนไปรักษาแผลกายแผลใจที่นั่นก็ไม่รู้นะคะคุณนิต” คุณหญิงนิต้าหันไปเห็นรามิลกับท่านทูต ก็เลิกพูดเรื่องวายูนทันที...

    ขณะที่วายูนยังตกเป็นขี้ปากของคุณหญิงนิต้ากับพวก ไฮดี้หยิบชุดเพื่อนเจ้าสาวมาให้วายูนลองสวมดู เธอเอาทาบกับตัว แล้วเดินไปส่องกระจกเงาบานใหญ่

    “หลวมนิดหน่อยจะเป็นไรไปล่ะ คนทั้งงานเขาไม่สนใจฉันหรอก คนที่เขาสนใจคือเจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างหาก อย่างฉันก็คงเป็นได้แค่เพื่อนเจ้าสาวเท่านั้นล่ะ”

    “ใครว่า ถ้าเธออยากจะเป็นเจ้าสาวจริงๆก็มีคนเขาพร้อมที่จะเป็นเจ้าบ่าวให้เธออยู่แล้ว เธอต่างหากที่เป็นฝ่ายใจแข็ง...เอาเถอะ พอนิโคไลเขาตามมาที่นี่ เธอคุยกันเอาเองก็แล้วกัน”

    ooooooo

    หลังจากนอนครุ่นคิดมาทั้งคืน รามิลตัดสินใจไปดักเจอนิโคไลที่หน้าตึกที่พักของฝ่ายหลัง ถามว่าวายูนอยู่ที่วาเค้าจริงหรือเปล่า คนถูกถามชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นปกติ

    “เรื่องของคุณกับวายูนมันจบไปแล้ว คุณเลิกยุ่งกับวายูนเสียทีเถอะ ปล่อยให้วายูนไปมีชีวิตของเธอ แล้วคุณก็ไปมีชีวิตของคุณไป”

    “ไม่” รามิลตวาดลั่น นิโคไลขู่ถ้าไม่เลิกยุ่งกับวายูน เขาจะเอาเรื่องนี้ไปบอกนิตยา จะได้เห็นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น รามิลถึงกับไปไม่เป็น นิโคไลผลักเขาพ้นทางแล้วเดินจากไป สักครู่หนึ่งมีนักศึกษาชายที่อยู่ในตึกแห่งนี้เช่นกันเดินออกมา รามิลเข้าไปถามว่ารู้จักนิโคไลไหม ชายคนนั้นพยักหน้ารับคำ

    “คุณอยากได้เงินใช้สักหน่อยไหม ผมมีอะไรให้คุณทำ ผมอยากให้คุณตามดูนิโคไลว่าเขาไปไหนบ้าง”...

    ด้านนิโคไลกังวลใจมากรีบโทร.บอกไฮดี้เรื่องที่รามิลมาถามว่าวายูนอยู่ที่วาเค้าหรือเปล่า เธอต้องปลอบให้ใจเย็นๆอย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางที่นักการทูตคนนั้นจะตามหาวายูนเจอเพราะมีเพียงเธอ คาร์ลและนิโคไลเท่านั้นที่รู้ว่าวายูนอยู่ไหน

    “แล้วนี่เธอจะตามมาที่วาเค้านี่เมื่อไหร่ล่ะนิโคไล”

    “พรุ่งนี้ฉันจะออกเดินทางแต่เช้าเลย”

    ooooooo

    วายูนเพิ่งวางสายจากนิโคไลที่โทร.มาบอกว่ากำลังจะออกจากเวียนนา ตอนที่ไฮดี้เดินสีหน้ายิ้มแย้มเข้ามากับคาร์ล ขอบคุณวายูนมากที่อุตส่าห์ช่วยกล่อมจนพ่อและแม่ของเธอยอมให้เธอจัดงานแต่งงานในสวนอย่างที่ฝันเอาไว้ แทนที่จะจัดในโบสถ์ วายูนออกตัวว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

    “นอกจากบอกว่าบ่าวสาวควรจะมีงานแต่งงานอย่างที่ฝันเพราะมันจะอยู่ในความทรงจำไปตลอดชีวิต”

    “นั่นแหละ เราสองคนเป็นหนี้บุญคุณเธอแล้วล่ะวายูน”

    “ใช่ เพราะนอกจากฉันจะได้จัดงานแต่งงานในสวนอย่างที่ฝันแล้วงานนี้ก็ยังจะมีแต่คนที่รักฉันอยู่ในงาน”

    “แต่เธอยังเปลี่ยนใจ ไม่เอาคนท้องใกล้คลอดอย่างฉันเป็นเพื่อนเจ้าสาว ยังทันนะ”

    ไฮดี้ไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่นอน ในเมื่อวายูนเป็นเพื่อนรักของตนก็ต้องเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้ตนด้วย ส่วนนิโคไลก็จะเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวคนเดียวของคาร์ลเหมือนกันไม่นานนัก นิโคไลมาถึงวาเค้าโดยไม่ล่วงรู้เลยว่ารามิลแอบสะกดรอยตาม...

    นิตยาเริ่มนั่งไม่ติดเป็นกังวลที่รามิลหายตัวไป ปัทมาปากเสียอีกตามเคย

    “เอ๊ะ คุณนิตคะ หรือว่าคุณรามิลจะออกไปหานังวายูนคะ แต่เอ๊ะ ก็ไหนคุณหญิงนิต้าว่ามันหายหน้าหายตาไปเลยตั้งแต่เกิดเรื่องนี่คะ แล้วนัง...เอ๊ย คุณเพียงเพ็ญก็สงสัยว่ามันหลบหน้าผู้คนไปอยู่ที่บ้านเกิดของนังฝรั่งร่างยักษ์รูมเมทของมัน คุณรามิลคงไม่คิดไปตามหามันที่นั่นหรอกนะคะคุณนิต”

    คุณน้าจอมบงการชักใจไม่ดี รีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาหลานชายสุดเลิฟ...

    รามิลสะกดรอยตามนิโคไลไปตามทางเดินในวาเค้าโดยทิ้งระยะห่างพอสมควรกันไม่ให้รู้ตัว จังหวะนั้นมีเสียงมือถือของรามิลดังขึ้น นิโคไลได้ยินเสียงแว่วๆหันขวับมามอง เขาตกใจรีบหลบหลังเสาไฟ หยิบมือถือขึ้นมากดรับเพื่อให้เสียงเรียกเข้าเงียบ แต่ไม่ยอมพูดอะไรเพราะกลัวคนถูกตามจะได้ยินเสียง รามิลรอจนนิโคไล

    เดินต่อไป ขยับจะตามแต่มีเสียงนิตยาดังลอดออกมาจากมือถือเสียก่อน

    “รามิล ฮัลโหล รามิล ได้ยินน้าไหมเนี่ย”

    “ครับคุณน้า”

    “นั่นรามิลอยู่ที่ไหนน่ะ”

    นักการทูตหนุ่มโกหกว่ามาทำธุระนอกเมือง อีกวันสองวันถึงจะกลับ วางสายแล้วปิดเครื่องหนี จากนั้นเดินตามนิโคไลต่อแต่เขาหายไปแล้ว รามิลชะเง้อคอมองหาจนทั่วก็ไม่เห็น ไม่รู้หายไปทางไหน ฝ่ายนิตยาพยายามโทร.หารามิลอีก พอรู้ว่าเขาปิดเครื่องก็โกรธมาก

    ooooooo

    นิโคไลคิดถึงวายูนมาก เนื่องจากไม่ได้เจอกันนานแล้วตั้งแต่พาเธอมาส่งที่วาเค้า พอได้เห็นเธอเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสามเดือน เขาเอาแต่จ้องหน้า เธอต้องเอามือจับหน้าตัวเองถามว่าใบหน้าของเธอมีอะไรผิดปกติหรือถึงได้จ้องเอาๆ เขาสารภาพว่าคิดถึงเธอมาก แม้จะคุยกันทางเมลทุกวันก็ไม่เหมือนเจอตัวเป็นๆ

    “นี่วายูน ผมยื่นเปเปอร์ขอจบและก็ส่งใบสมัครงานไปที่ยูเอ็นเรียบร้อยแล้วนะ”

    วายูนขอให้เขาได้งานดั่งใจหวัง ส่วนเธอพอคลอดแล้วก็คงลงเรียนซัมเมอร์ และคงจบช้ากว่าเขา 6 เดือน นิโคไลเสนอตัวจะเป็นพ่อของลูกในท้องของเธอ วายูนให้เขาทำอย่างนั้นไม่ได้ มันไม่ยุติธรรมสำหรับเขา

    “แต่ผมเต็มใจ หรือคุณยังคิดว่าเขาจะกลับมาหาคุณ”

    “ไม่...คุณก็รู้ว่าฉันกับเขาอยู่กันคนละโลกไปแล้วตั้งแต่วันนั้น”

    “ผมขอโทษวายูน เอาเถอะไม่ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไร ผมเคารพการตัดสินใจของคุณเสมอ แต่ขอให้คุณรู้ว่า คุณยังมีผมอยู่ตรงนี้เสมอ”

    วายูนซาบซึ้งใจน้ำตาซึม อีกมุมหนึ่งไม่ห่างกันนัก คาร์ลแอบมองทั้งคู่อยู่กับไฮดี้ อดถามไม่ได้ว่าเมื่อไหร่วายูนจะใจอ่อนกับนิโคไลสักที ไฮดี้เองก็ไม่รู้เหมือนกัน วายูนเป็นผู้หญิงใจแข็งมาก ถ้าเธอจะรักกับนิโคไลก็คงรักไปนานแล้ว คงไม่รอมาจนถึงป่านนี้ คาร์ลสงสัยไม่หาย วายูนยังรักนักการทูตคนนั้นอยู่หรือเปล่า

    “เรื่องรักฉันไม่รู้แต่เรื่องแค้นน่ะแน่นอน แล้วผู้หญิงอย่างวายูน ถ้าแค้นใครล่ะก็คงไม่หายง่ายๆ”...

    ในเวลาเดียวกัน รามิลเคว้งคว้างอยู่กลางเมืองวาเค้า ไม่รู้จะไปตามหานิโคไลที่ไหน นั่งกลัดกลุ้มอยู่สักพักก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ตรงไปยังโรงแรมที่พักของเมือง สอบถามพนักงานที่นั่นว่ารู้จักลูกสาวเจ้าของไร่องุ่นแถวนี้ที่ชื่อไฮดี้ไหม เขาส่ายหน้าแทนคำตอบ รามิลตัดสินใจจะค้างที่นี่หนึ่งคืน พรุ่งนี้จะออกตามหาอีกครั้ง...

    ตกดึก รามิลทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนแรงหลังจากเดินถามหาไฮดี้มาทั้งวันแต่คว้าน้ำเหลว ไม่รู้จะไปตามหาไร่องุ่นของไฮดี้ที่ไหน สักพักมีเสียงเหมือนวายูนดังมาจากนอกห้อง

    “ฉันสบายใจมากเลยล่ะนิโคไลที่มาอยู่ที่เมืองนี้ไม่ต้องพบหน้าใครโดยเฉพาะเขา”

    รามิลดีใจมาก วิ่งพรวดออกจากห้อง พบวายูน เดินคุยมากับนิโคไลผ่านหน้าห้องพักของเขาพอดี เธอเห็นเขาก็ตกใจ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติ

    “คุณหลบมาอยู่ที่เมืองนี้จริงๆด้วย”

    “ฉันจะอยู่ที่ไหน มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของคุณ คุณลืมไปแล้วหรือไงว่าคุณเป็นคนไม่ต้องการฉัน ไม่ต้องการลูก เพราะฉะนั้น เราสองคนก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว ไม่มี...อย่ามายุ่งกับฉันอีก เพราะฉันกำลังจะแต่งงานกับนิโคไล” วายูนว่าแล้วดึงมือนิโคไลวิ่งหนีรามิลไม่ยอมแพ้วิ่งตาม แต่สะดุดขาตัวเองเสียก่อน

    รามิลสะดุ้งพรวดตกใจตื่น หายใจหอบเหนื่อย มองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าตัวเองฝันไป

    ooooooo

    สวนองุ่นของไฮดี้ถูกเนรมิตอย่างสวยงาม มีซุ้มดอกไม้สำหรับทำพิธีแต่งงานตั้งอยู่ แขกเริ่มทยอยมาร่วมงาน คู่บ่าวสาวถ่ายรูปร่วมกับพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายและพวกญาติๆ โดยวายูนและนิโคไลถ่ายรูปปิดท้าย จากนั้นทุกคนไปรวมตัวที่ซุ้มพิธีเพื่อร่วมเป็นพยานการแต่งงาน นิโคไลเห็นสีหน้าไม่สู้ดีนักของวายูนก็เป็นห่วง

    “เป็นอะไรหรือเปล่าวายูน ท่าทางคุณเหนื่อยมากเลย”

    “ยิ่งท้องแก่เท่าไหร่ มันก็ยิ่งเหนื่อยง่ายมากขึ้นเท่านั้นน่ะ น้ำหนักฉันเพิ่มขึ้นตั้ง 20 กก.เชียวนะนิโคไล แต่ฉันไม่เป็นไรหรอก รับปากไฮดี้แล้วว่าจะเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้เขา ฉันก็จะต้องทำจนสำเร็จนั่นแหละ”...

    ขณะบาทหลวงกำลังทำพิธีแต่งงานให้ไฮดี้กับคาร์ล รามิลเดินผ่านมาใกล้ๆกับบริเวณจัดงานโดยไม่รู้ว่าเป็นงานแต่งงานของใคร ชะเง้อมองเข้าไปข้างในเห็นแต่เพียงด้านหลังของเจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก เดินตามหาสวนองุ่นของไฮดี้ต่อไป วายูนซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เจ้าสาวเหลียวหลังมามอง เป็นจังหวะเดียวกับรามิลเดินลับสายตาไปแล้ว ทำให้คลาดกันแค่เส้นยาแดงผ่าแปด

    เสร็จพิธีทางศาสนาก็ถึงเวลาที่เจ้าสาวโยนช่อดอกไม้ให้กับสาวๆที่มาร่วมงาน ช่อดอกไม้หล่นมาที่วายูนพอดี ทุกคนในงานพากันส่งเสียงเฮลั่นเมื่อเห็นว่าคนรับช่อดอกไม้ได้เป็นสาวท้องแก่ นิโคไลดีใจกับเธอด้วย

    “วายูน คุณโชคดีแล้วคุณรับช่อดอกไม้ของเจ้าสาว ได้ พวกเราชาวคริสต์เชื่อกันว่าคนที่รับช่อดอกไม้ของเจ้าสาวได้ จะได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไปรู้ไหม”

    วายูนมองช่อดอกไม้อยู่อึดใจก่อนจะเดินหนี

    นิโคไลรีบเดินตามเห็นเธอร้องไห้ก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เธอบอกทั้งน้ำตาว่าเธอคงไม่มีโอกาสได้เข้าพิธีแต่งงานเหมือนคนอื่น เขาดึงเธอมากอดปลอบใจ

    “ร้องไห้เถอะวายูน บางทีคุณจะได้สบายใจขึ้นบ้าง แต่มนุษย์ทุกคนต้องมีความหวัง ไม่แน่หรอกนะ บางทีวันข้างหน้าคุณอาจได้เป็นเจ้าสาว เข้าพิธีแต่งงานอย่างถูกต้องเหมือนไฮดี้ก็ได้ใครจะรู้”

    อยู่ๆวายูนก็ตัวเกร็งขึ้นมา “นิโคไล...ฉันคิดว่า ฉันกำลังจะคลอดแล้ว”...

    ด้านไฮดี้ตกใจมากเมื่อรู้จากคาร์ลว่าวายูนเจ็บท้องจะคลอด เธอจะวิ่งไปดูแต่เขาคว้าแขนไว้ บอกว่าไม่ต้องไป นิโคไลกำลังพาเธอไปโรงพยาบาล และฝากบอกด้วยว่าให้เราสองคนอยู่ฉลองงานแต่งให้เสร็จเรียบร้อยก่อน แล้วค่อยตามไปทีหลัง ไฮดี้พยักหน้ารับคำทั้งที่อยากจะตามไปเป็นกำลังใจให้เพื่อนรักใจแทบขาด...

    ในระหว่างที่บุรุษพยาบาลเข็นเตียงที่วายูนนอนร้องโอดโอยอยู่มุ่งหน้าไปยังห้องคลอด นิโคไลซึ่งตามประกบไม่ห่างบอกให้อดทนไว้ก่อน อีกสักพักหมอคงจะมาฉีดยาแก้ปวดให้ เธอร้องห้ามเสียงหลง

    “อย่าให้หมอฉีดยากันเจ็บให้ฉันแม้แต่เข็มเดียวเลยนะ ฉันทนได้ เชื่อฉันสินิโคไลฉันทนได้เพราะฉันอยากจะรู้ว่า...การเป็นแม่คน มันจะต้องทรมานสักแค่ไหน บอกหมอ...อย่าวางยาสลบอย่าฉีดยา อย่าทำอะไรทั้งนั้น ฉันอยากจะคลอดลูกอย่างธรรมชาติจริงๆ นิโคไลเชื่อฉัน ฉันทนได้ เจ็บแค่นี้มันยังเจ็บน้อยกว่า...” พูดได้แค่นั้นก็พูดอะไรไม่ออก นิโคไลรู้ดีว่าเธอหมายถึงอะไร รับปากจะบอกหมอให้ จังหวะนั้นหมอเดินเข้ามาพอดี

    “คลอดก่อนกำหนดตั้ง 2 สัปดาห์ แต่ไม่เป็นไร เป็นไปได้ คุณอยากเข้าไปในห้องคลอดด้วยก็ได้นะ”

    นิโคไลปฏิเสธว่าไม่ใช่สามีคนไข้ หมอจึงต้องถามวายูนจะอนุญาตหรือเปล่า เธอเจ็บจนพูดอะไรไม่ออก ได้แต่พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต...

    วายูนกัดฟันทนความเจ็บปวดไม่ยอมให้หมอฉีดยาใดๆให้ และในที่สุดเธอก็คลอดเด็กหญิงตัวน้อยออกมา เธอมองลูกสาวได้ครู่เดียวก็หมดสติไป

    ooooooo

    ปัทมาไม่เป็นอันทำงาน คอยชะเง้อคอยาวมองไปทางหน้าบ้านเมื่อไหร่รามิลจะกลับ นิตยาเองก็ ไม่สบายใจเช่นกันที่หลานชายสุดเลิฟหายตัวไป แถมยังปิดโทรศัพท์หนีอีกต่างหาก สักครู่ศิราณีวิ่งหน้าตื่นเข้ามาแจ้งว่า รามิลกลับมาแล้ว ทันทีที่เขาเปิดประตูเข้ามาปัทมาถลาเข้าไปหา ส่วนนิตยาพยายามปั้นสีหน้ายิ้มแย้ม

    “ไปธุระนอกเมืองถึงไหนกันหรือรามิล”

    “ผมไปวาเค้ามาครับ...ผมขอตัวก่อนนะครับคุณน้า อยากอาบน้ำ” พูดแค่นั้นเขาก็เดินลิ่วเข้าห้องตัวเอง นิตยาหุบยิ้มทันที ตามไปเล่นงานเขาถึงห้องนอนว่าไปที่นั่นเพื่อตามหาวายูนใช่ไหม เขายืนนิ่งไม่ตอบ “น้าขอบอกรามิลเป็นครั้งสุดท้ายนะ เลิกยุ่งกับแม่นั่นสักที ถ้ารามิลไม่เชื่อน้า เราจะได้เห็นดีกัน”...

    ณ ห้องพักฟื้นภายในโรงพยาบาลที่วาเค้า วายูนรู้สึกตัวตื่นขึ้น มองไปรอบๆอย่างงุนงง สักพักพยาบาลเข็นเตียงเด็กแรกเกิดเข้ามาเห็นเธอตื่นพอดี จะสอนให้คุณแม่มือใหม่หัดอุ้มลูกและหัดให้นมลูก แล้วอุ้มเด็กน้อยส่งให้วายูน ทีแรกเธอรับมาอย่างเก้ๆกังๆ พักเดียวก็คุ้นเคย ก้มมองเด็กน้อยให้อ้อมกอดอย่างเป็นปลื้ม

    วายูนให้นมลูกเป็นครั้งแรกเสร็จ เป็นจังหวะเดียวกับนิโคไลเข้ามาพร้อมด้วยกระเช้าของเยี่ยมในมือ แถมยังมีจี้ทองคำสำหรับรับขวัญเด็กน้อยอีกด้วย วายูนขอบคุณเขาทั้งน้ำตา เขาค่อยๆเอานิ้วไปจับกับนิ้วเด็กน้อยซึ่งกำนิ้วเขาไว้แน่น นิโคไลถึงกับน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันใจ พยาบาลเดินเข้ามาหา

    “ฉันจะสอนให้คุณพ่อหัดอุ้มลูกด้วยอีกคน”

    นิโคไลไม่มีโอกาสจะปฏิเสธ จำต้องปล่อยเลยตามเลย พยาบาลแนะนำเพียงเล็กน้อยเขาก็เรียนรู้วิธีอุ้มได้อย่างรวดเร็ว เธอจะทิ้งทารกไว้กับทั้งคู่ อีกสักพักจะกลับมารับไปที่ห้องเด็กอ่อน นิโคไลพยักหน้ารับรู้

    ก้มมองเด็กน้อยในอ้อมกอด หลงรักหมดใจราวกับเป็นลูกของตัวเองแล้วหันไปถามวายูนว่าตั้งชื่อให้ลูกหรือยัง เธอส่ายหน้า ยังคิดไม่ออกไม่รู้จะให้ชื่ออะไรดี นิโคไลมองไปนอกหน้าต่างเห็นดอกไลแล็กซ์กำลังบานสะพรั่งเต็มไปหมด แนะให้ตั้งชื่อให้เด็กน้อยว่า “ลีล่า”วายูนพยักหน้าเห็นดีด้วย

    “ไงจ๊ะ หนูน้อยลีล่า”

    วายูนมองนิโคไลด้วยสีหน้าสลดเมื่อคิดว่าคนที่ควรจะได้อุ้มลีล่าเวลานี้น่าจะเป็นรามิลมากกว่า พลันมีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ไฮดี้เข้ามากับคาร์ลพร้อมด้วยกระเช้าของเยี่ยม เห็นวายูนอุ้มทารกน้อยอยู่ก็ตื่นเต้นดีใจ เข้าไปหยอกล้อทักทาย แล้วพยักพเยิดให้คาร์ลหยิบกล่องสายสร้อยทองคำเส้นจิ๋วให้วายูน

    “สำหรับสมาชิกคนใหม่ จากเราสองคน”

    วายูนซาบซึ้งใจมากร้องไห้โฮ ไฮดี้เดินมากอดเธอไว้ ปลอบไม่ให้ร้องไห้ วันนี้เป็นวันดีเป็นวันที่เรามีสมาชิกใหม่ แล้วถามว่าทารกตัวน้อยชื่ออะไร วายูนปาดน้ำตาทิ้ง “ชื่อลีล่า นิโคไลเป็นคนตั้งให้เมื่อครู่นี้เอง”

    วายูนว่าแล้วหันไปยิ้มกับคนตั้งชื่อ...

    ทางฝ่ายดามพ์เตือนรามิลด้วยความหวังดี ควรจะเลิกคิดถึงวายูนได้แล้ว เธอไม่ได้เรียกร้องอะไรจากเขาและไม่ได้ต้องการยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย แล้วเขาจะไปวิ่งตามหาเธอทำไมอีก ชีวิตคนเราต้องเดินหน้าต่อไป และที่สำคัญ หากเขายังขืนไปยุ่งกับเธออีก คุณน้าของเขาไม่อยู่เฉยแน่ และคนที่จะซวยก็คือวายูนรามิลหน้าเครียดขึ้นมาทันที กลัวเธอจะเป็นอันตรายจากฝีมือนิตยา

    ooooooo

    นิโคไลมาช่วยวายูนเลี้ยงลูกตลอดเวลาสองวันที่ผ่านมา วันนี้ก็เช่นกันเขารับลีล่าไปอุ้มเพื่อให้เรอ หลังจากเพิ่งดูดนมเสร็จ เด็กน้อยแหวะใส่เขาถึงกับหน้าเหลอ วายูนหัวเราะแล้วมารับลูกไปอุ้มเอง สักครู่ไฮดี้กับคาร์ลเปิดประตูห้องพักฟื้นเข้ามา เห็นแหวะหลานสาวเปรอะเสื้อนิโคไลก็กระเซ้าแล้วหันไปถามวายูน

    “ตกลงหมอเขาให้เธอออกจากโรงพยาบาลได้เมื่อไหร่น่ะ”

    “วันนี้จ้ะ แล้วคงกลับไปอยู่ที่บ้านพ่อของเธออีกสักอาทิตย์หนึ่งก็ว่าจะกลับเวียนนาแล้วล่ะ ฉันจะต้องรีบกลับไปทำเรื่องขอกลับเข้าเรียนต่อน่ะ”

    ไฮดี้พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะบอกว่าตนเองจะย้ายออกจากห้องพักของเราไปเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่กับคาร์ล พอเราสองคนเริ่มทำงานมีเงินเก็บก็ค่อยขยับขยายอีกที แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าวายูนจะอยู่คนเดียวได้หรือเปล่าเพราะตอนนี้เธอมีนางฟ้าตัวน้อยที่ต้องดูแลเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิต

    “อย่าห่วงเลยไฮดี้ ฉันจะช่วยวายูนเลี้ยงลีล่าเอง ฉันเหลือชั่วโมงเรียนไม่มากแล้วเพราะใกล้จบเต็มที

    ถ้าไม่ต้องไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาหรือเข้าสอบอะไร ฉันก็ช่วยเลี้ยงหลานได้ตลอดเวลาเลย”

    ทุกคนมองนิโคไลอย่างซาบซึ้งใจ โดยเฉพาะวายูน ถึงกับน้ำตาซึม ไฮดี้กับคาร์ลอยู่เล่นกับหลานสักพักก็ขอตัวกลับก่อน ระหว่างมาตามทางเดินในโรงพยาบาล ไฮดี้ไม่วายบ่น

    “เฮ้อ ทำไมวายูนถึงไม่รักนิโคไลให้รู้แล้วรู้รอดไปสักทีนะ นิโคไลออกจะดีแสนดี ยิ่งฉันเห็นอย่างนี้นะคาร์ล ฉันก็ยิ่งเกลียดนักการทูตคนนั้นมากขึ้นไปอีก เขาจะรู้บ้างไหมว่า เขาทำร้ายคนดีๆสองคนนี้ไว้มากขนาดไหน”...

    ในขณะที่วายูนขะมักเขม้นเลี้ยงลูกอยู่ที่วาเค้า รามิลมุ่งทำแต่งานเพื่อให้ตัดใจจากวายูนจนอนุชาออกปาก โหมงานหนักไม่หยุดพักบ้างระวังจะป่วย

    “ผมไม่เป็นอะไรหรอกครับคุณอนุชา” รามิลว่าแล้วก้มหน้าทำงานต่อไป...

    คนที่ดีใจสุดๆเมื่อเห็นรามิลสนใจทำแต่งานคงไม่พ้นนิตยาซึ่งบอกกับคุณหญิงนิต้าว่าหากเขายังมุ่งมั่นทำแต่งานไปเรื่อยๆแบบนี้ เห็นทีเธอคงไม่ต้องกังวลอะไรอีก

    “คุณนิตยาคงได้ฤกษ์จัดงานมงคลปีนี้สักทีนะคะ”

    “ค่ะ ตอนนี้ก็รอแค่ให้ท่านหญิงจงกลนีหายป่วยเสียก่อนเท่านั้นล่ะค่ะ” นิตยายิ้มแย้มมีความสุข

    ooooooo

    ในที่สุดก็ถึงเวลาที่วายูนกับลูกต้องจากวาเค้า พ่อกับแม่ของไฮดี้ลาทั้งคู่อย่างอ้อยอิ่งไม่อยากให้ไป วายูนขอบคุณท่านทั้งสองมากที่ดูแลเธออย่างดีตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ เธอจะไม่ลืมบุญคุณครั้งนี้เลย

    “วาก็เป็นลูกสาวคนหนึ่งของเราเหมือนกัน” แม่ของไฮดี้ว่าแล้วดึงวายูนมากอด ฝ่ายที่ถูกกอดถึงกับน้ำตาร่วง คนอื่นๆพลอยน้ำตาซึมไปด้วยจนคาร์ลต้องขัดขึ้นว่าจวนได้เวลารถไฟออกแล้ว แม่ของไฮดี้ถึงได้ยอมปล่อยให้วายูนกับลีล่าไป...

    ในเวลาไล่เลี่ยกัน เพียงเพ็ญใจกล้าหน้าด้านมากบุกมาถึงสถานทูตไทยชวนรามิลไปกินมื้อกลางวันด้วยกัน เขาขอผ่านอ้างงานยุ่ง ออกไปด้วยไม่ได้ เธอตื๊อไม่เลิก ยุ่งแค่ไหนก็ต้องกินอะไรไม่ใช่หรือ

    “คุณอนุชาเตรียมข้าวกลางวันให้ผมไว้แล้วครับ” รามิลโกหกหน้าตาเฉย อนุชาอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะเออออไปด้วย เพียงเพ็ญรู้ทันว่านี่เป็นการปฏิเสธอย่างนิ่มนวลของเขาก็เลยไม่อยากเซ้าซี้อะไรอีก พอเธอเดินลับสายตา รามิลถึงกับถอนใจโล่งอก โดยไม่รู้ว่าเพียงเพ็ญหลบมุมแอบฟัง

    “ต่อไปถ้าผมไม่มีประชุมข้างนอก รบกวนคุณอนุชาช่วยเตรียมข้าวกลางวันให้ผมทีนะครับ”

    เพียงเพ็ญตระหนักแล้วว่ารามิลไม่ได้มีใจให้ แต่คนอย่างเธอไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆอยู่แล้ว...

    ด้านวายูนกลับถึงห้องพักชั้นใต้ดินยังไม่ทันจะหายเหนื่อย พร้อมจิตโทร.มาถามข่าวคราวเพราะครั้งนี้เธอหายหน้าไปนานไม่ได้โทร.หา จังหวะนั้นลีล่าร้องไห้จ้า ไฮดี้ตกใจรีบวิ่งไปอุ้มแล้วพาออกไปนอกห้อง พร้อมจิตทักว่าเด็กที่ไหนร้อง เธอโกหกว่าลูกของเพื่อนบ้านข้างห้องแล้วถามว่ามีอะไรหรือเปล่าถึงได้โทร.มาหา

    “ไม่มีหรอกจ้ะ อาคิดถึงเลยโทร.หา”

    อาหลานคุยกันได้สักพัก วายูนก็วางสาย รู้สึกผิดที่ต้องโกหกท่าน ไฮดี้อุ้มลีล่าที่เงียบเสียงแล้วเข้ามาถามว่าเมื่อไหร่ถึงจะบอกอาของเธอเรื่องนี้ วายูนเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ไฮดี้เตือนนี่เป็นเรื่องใหญ่ ชีวิตคนอีกทั้งชีวิตจะปิดได้อีกนานแค่ไหน สักวันจะต้องมีคนรู้ วายูนถึงกับหน้าเครียด...

    ทางฝ่ายดามพ์รู้เรื่องที่รามิลปฏิเสธคำชวนไป กินข้าวของเพียงเพ็ญแนะให้เธอทำใจยอมรับความจริง เกมนี้เธอไม่มีทางชนะ เธอยังเอาสีข้างแถ ถึงอย่างไรรามิลก็ไม่มีวันได้แต่งงานกับวายูน

    “การแต่งงานไม่ได้มีขึ้นเพราะความรักเสมอไปนี่คุณและผมก็เชื่อว่าไอ้มิลมันยังรักเด็กวายูนนั่นอยู่ แล้วถึงคุณจะได้ตัวมันมา คุณก็ไม่มีวันได้หัวใจของมัน”

    ooooooo

    เช้านี้วายูนต้องกลับไปเรียนหนังสือวันแรกหลังจากหยุดไปเกือบ 6 เดือน เป็นกังวลไปหมดกลัวนิโคไลจะเลี้ยงลีล่าคนเดียวไม่ได้ ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาเป็นคนช่วยเธอเลี้ยงเด็กน้อยมาตลอด กำชับโน่นนี่นั่นจนเขาต้องไล่ให้ไปเรียนได้แล้ว เดี๋ยวจะสาย เธอวิ่งมาจูบลูกแล้วคว้าข้าวของออกไป แต่อึดใจก็กลับมาอีก

    “ฉันเรียนเสร็จปุ๊บ จะรีบกลับมาทันทีเลยนะ”

    “ไปได้แล้ว” นิโคไลเสียงเข้ม วายูนทำจมูกย่นใส่เขา แล้ววิ่งปรู๊ดออกไป...

    วายูนเรียนเสร็จก็รีบกลับบ้านเพื่อเปลี่ยนเวรดูแลลูกกับนิโคไล ระหว่างที่ต้องคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือเรียน เธอจะป้อนนมลูกไปด้วย แม้เหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่เธอก็ยังสู้เพื่ออนาคตของตัวเองและลีล่า โดยมีนิโคไลคอยเป็นกำลังหนุนให้...

    ขณะที่วายูนทั้งเรียนทั้งเลี้ยงลูกไปพร้อมๆกัน รามิลก็มุ่งมั่นทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อลืมเธอให้ไปหมดจากใจ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อให้เธออยู่รอดปลอดภัยจากถูกนิตยารังควาน วันนี้ก็เช่นกัน อนุชามาถึงที่ทำงาน เจอรามิลนั่งทำงานอยู่ก่อนแล้ว เขารีบเงยหน้ามองนาฬิกาที่บนผนังห้องคิดว่าตัวเองมาสาย แต่มันยังไม่ถึง 8 โมงเช้าด้วยซ้ำ เขาถึงกับส่ายหน้าอ่อนใจกับความบ้างานของรามิล

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "แซมมี่" ควงคู่ "ป้อง" เคมีดีเกินต้าน ฟิตติ้งละคร "สายรุ้ง" พร้อมทัพนักแสดงคุณภาพ

    "แซมมี่" ควงคู่ "ป้อง" เคมีดีเกินต้าน ฟิตติ้งละคร "สายรุ้ง" พร้อมทัพนักแสดงคุณภาพ
    15 ต.ค. 2564

    09:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 เวลา 21:05 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์