ตอนที่ 1
ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย วายูน นักศึกษาสาวชาวไทยสะลึมสะลือมองนาฬิกาปลุกที่หัวเตียงซึ่งบอกเวลา 06.15 น. ถึงกับหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง โดดผลุงเดียวเข้าห้องน้ำ รีบล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้า อย่างรวดเร็ว ก่อนจะวิ่งออกมาที่ห้องโถง
ไฮดี้เพื่อนซี้ของเธอยืนคุยโทรศัพท์สีหน้าเคร่งเครียด พอเห็นวายูนพรวดพราดออกมาจากห้องนอน รีบวางสายปรับสีหน้าเป็นปกติ ก่อนจะร้องทักว่าจะไปทำงานแล้วหรือ วายูนพยักหน้ารับคำยังไม่ทันจะออกพ้นประตูห้องเช่า ไฮดี้เป็นลมล้มพับลงไปกองกับพื้น เธอรีบประคองเพื่อนรักไปนอนพักบนเตียง แล้วเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้จนเธอฟื้นคืนสติ
“เธอไม่เคยเป็นแบบนี้เลยนะไฮดี้ ฉันว่าฉันพาเธอ ไปหาหมอดีกว่า”
“ไม่ต้อง ฉันไม่เป็นอะไรมากหรอกวายูน เมื่อคืนคงท่องหนังสือมากไปน่ะ อย่าเสียเวลาเลยนี่เธอต้องรีบไปทำงานไม่ใช่หรือ”
ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนวายูนจะโทร.ไปลางานหนึ่งวัน เพื่ออยู่ดูแล ไฮดี้ไม่อยากให้เธอเสียรายได้ อีกสักครู่คาร์ล
แฟนหนุ่มของตนก็จะมาแล้ว ให้เขาพาไปหาหมอก็ได้ ขณะวายูนลังเลจะเอาอย่างไรดี คาร์ลมาถึงห้องเช่าพอดี ไฮดี้ไล่ให้เธอไปทำงานได้แล้ว เดี๋ยวจะโดนตัดเงินเดือนเปล่าๆ
“ฝากไฮดี้ด้วยนะคาร์ล” วายูนไม่วายมองเพื่อนรักด้วยความเป็นห่วงอีกครั้งก่อนจะลุกออกมา...
การที่ต้องอยู่ช่วยไฮดี้ทำให้วายูนไปทำงานสาย จินดาเจ้าของร้านอาหารที่เธอเป็นพนักงานเสิร์ฟชำเลืองมองด้วยสีหน้าไม่พอใจนักแม้เธอจะขอโทษแล้วก็ตาม ไล่ตะเพิดให้เธอรีบไปคอยต้อนรับลูกค้า วายูนออกมาเจอท่านทูตไทยกับภริยาคุณหญิงนิต้าพอดี กุลีกุจอเข้าไปสวัสดี ก่อนจะพาไปนั่งยังโต๊ะที่ดีที่สุดของร้าน ท่านทูต ทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเธออย่างใจดี ส่วนคุณหญิงนิต้ามองไม่พอใจ ก่อนจะรีบตัดบท
“มารับออเดอร์สิหล่อน”
“ค่ะๆ” วายูนจดรายการอาหารที่คุณหญิงนิต้าสั่ง อย่างขมีขมัน ขณะที่ท่านทูตมองเธออย่างชื่นชม คุณหญิงนิต้าเห็นสายตาของเขาแล้วไม่สบอารมณ์อย่างแรง รอจน วายูนกลับเข้าไปในครัว จึงแดกดันสามีตัวเองว่าท่าทางเขา จะชื่นชมนังเด็กนั่นมาก เขาขอร้องอย่ามาหึงเขากับวายูน ให้เสียเวลา เขาไม่ได้คิดอะไรกับเธอเกินเลยไปกว่าเด็กในความดูแล คุณหญิงนิต้าไม่เชื่อ พาลจะเอาเรื่องให้ได้
“คุณจะไม่เชื่อก็ตามใจนะ ผมแค่เอ็นดูเด็กนั่นที่เป็นเด็กดีและมีมานะอดทนอย่างที่สุด ถ้าเรามีลูกสาว ผมก็อยากมีลูกสาวเหมือนอย่างหนูวายูนนี่แหละ” คำชื่นชมอย่างไม่มีเม้มของท่านทูตสร้างความไม่พอใจให้คุณหญิงนิต้าสุดๆ แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากต่อว่าอะไรอีก วายูนยกจานอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะเสียก่อน เธอจึงสงบปากสงบคำได้ จังหวะนั้นมีแขกในร้านลุกขึ้นโบกมือเรียกชื่อ “ไฮดี้” ดังลั่น ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนเป็นทุนเดิมวายูนหันขวับไปมอง ทำให้อาหารในจานหกรดบนตักคุณหญิงขี้วีน
ooooooo
เสียงโวยวายร้านแทบแตกของคุณหญิงนิต้าทำให้จินดาวิ่งหน้าตื่นออกมาจากในครัว ยกมือไหว้ขอโทษท่านเป็นการใหญ่ ยินดีจะชดใช้ชุดสวยของท่านที่ต้องเปรอะเปื้อนด้วยฝีมือลูกน้องของตน ท่านไม่อยากได้ค่าเสียหาย แต่อยากให้จินดาไล่วายูนออก เธอไม่มีทางเลือกจำต้องยื่นซองขาวให้พนักงานสาว
“ถึงเธอจะเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ฉันชอบที่สุด แต่คนที่เธอไปมีเรื่องด้วยน่ะเป็นถึงคุณหญิงท่านทูต ฉันก็ต้องทำตามที่คุณหญิงท่านต้องการ ไม่อย่างนั้นร้านเราก็คงอยู่ลำบาก เธอคงเข้าใจฉันนะ”
วายูนรับซองเงินจากจินดาก่อนจะเดินคอตกออกจาก ร้าน ครู่ต่อมาเธอมานั่งซึมอยู่ที่ม้านั่งในสวนสาธารณะแห่ง หนึ่ง หยิบซองขาวใส่เงินที่เพิ่งได้รับขึ้นมาดูสีหน้าเคร่งเครียด
“อยู่ๆก็ตกงาน เดือนนี้เพิ่งทำงานได้ไม่กี่วันเอง แล้วเงินนี่ก็ไม่พอค่าเช่าห้องเดือนนี้ด้วย”
หญิงสาวนึกถึงอาภักดิ์ อาพร้อมจิตและคุณตาผินซึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่พ่อกับแม่ตาย เธอก็มีท่านทั้งสามคนดูแลมาตลอด ถ้าเธอโทร.ขอเงิน พวกท่านก็คงยินดีจะส่งมาให้ แต่เธอตั้งใจมั่นแล้วว่าจะรบกวนพวกท่านแค่ค่าเล่าเรียน ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆจะรับผิดชอบเอง เธอก็ต้องทำอย่างที่พูดให้ได้
“เฮ้อ...ฉันจะทำยังไงดีเนี่ย ลองไปดูที่บอร์ดประกาศ รับสมัครงานของมหาวิทยาลัยดีกว่า” คิดได้ดังนั้นวายูน ขยับจะลุกขึ้น ฝนไม่เป็นใจดันเทลงมาไม่ขาดสาย เธอยกมือขึ้นบังฝนแล้ววิ่งไปหาชายคาที่ใกล้ที่สุด...
อีกมุมหนึ่งไม่ห่างจากสวนสาธารณะนัก รามิลเลขาฯทูตหนุ่มหล่อผู้มั่งคั่งกับศิวาคนติดตามวิ่งเข้ามาหลบฝนอยู่ใต้ชายคาตึก ศิวาบ่นแทนเจ้านายว่ามาถึงเวียนนาวันแรกก็เจอฝนต้อนรับเสียแล้ว
“คุณรามิลรออยู่ตรงนี้เดี๋ยวนะครับ ผมจะไปเอารถมารับ” ศิวาว่าแล้ววิ่งปรู๊ดออกไป รามิลปัดละอองฝนออกจากเสื้อโค้ตก่อนจะหันไปมองรอบๆ สักพักวายูนวิ่งเข้ามาหลบฝนใต้ชายคาเดียวกัน หน้าตาสะสวยของเธอทำให้เขาอดจ้องมองไม่ได้ ดูจากลักษณะบอกได้ว่า
เธอเป็นคนเอเชีย แต่เขาไม่แน่ใจว่าใช่คนไทยหรือเปล่า เธอปัดละอองฝนออกจากเสื้อ พลางเอามือลูบแขนไปมาเพื่อให้ตัวอบอุ่น อึดใจก็จามฟิตๆ
“ท่าทางจะเป็นหวัดเสียแล้วสาวน้อย” ด้วยความเป็นห่วงรามิลจะถอดเสื้อโค้ตไปให้เธอคลุมกันหนาว แต่ต้องชะงักเมื่อมีชายหนุ่มชาวต่างชาติคนหนึ่งวิ่งเข้ามาทักทายเธอ เขาอยู่ห่างเกินไปจึงไม่ได้ยินเสียงของทั้งคู่
“วายูน คุณมาทำอะไรที่นี่”
“ฉันกำลังจะไปที่มหาวิทยาลัยน่ะนิโคไล แต่ฝนตกเสียก่อนเลยวิ่งมาหลบในนี้”
นิโคไลเห็นเธอตัวสั่นด้วยความหนาว จัดแจงถอดเสื้อโค้ตตัวเองคลุมให้ รามิลมองอึ้งๆคิดไปเองว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน ขยับเสื้อโค้ตตัวเองกลับเข้าที่ แอบมองสองหนุ่มสาวต่อไปจนกระทั่งทั้งคู่เดินออกจากชายคา เขาอดแปลกใจตัวเองไม่ได้ ทำไมถึงแอบมองหญิงสาวคนนั้นอยู่นานสองนานโดยไม่รู้จักเบื่อ
ooooooo
ระหว่างทางไปมหาวิทยาลัยเวียนนา นิโคไลทักว่าวันนี้วายูนไม่มีเรียนแล้วไปที่นั่นทำไม ไม่ไปทำงานที่ร้านอาหารไทยหรือ เธอโดนไล่ออกเนื่องจากทำอาหารหกใส่แขกวีไอพีของร้าน
“แต่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้เสมอนะ”
“ช่างเถอะนิโคไล ยังไงๆเรื่องมันจบไปแล้วและฉันก็คงต้องหางานใหม่ทำ” ขาดคำทั้งคู่มาถึงบอร์ดปิดประกาศรับสมัครงานของมหาวิทยาลัยพอดี แต่ไม่มีประกาศอะไรติดอยู่แม้แต่ใบเดียว วายูนถึงกับถอนใจ
“ฉันคงต้องมองหางานที่อื่นต่อไป จะเป็นงานที่ยาก ลำบากแค่ไหนฉันก็จะทำ” วายูนมัวแต่หมกมุ่นเรื่องหางาน ทำไม่ทันเห็นสายตารักใคร่และชื่นชมของนิโคไลที่มองมายังตัวเอง...
ขณะที่วายูนย่ำต๊อกหางานอย่างไม่ย่อท้อ คุณหญิงนิต้ายังคงหาเรื่องสามีที่เข้าข้างวายูนไม่เลิกตั้งแต่ออกจากร้านอาหารจนถึงบ้านพักประจำตำแหน่ง ท่านทูตยังไม่ทันจะต่อว่าคืนบ้าง กัญญารัตน์พารามิลเข้ามาเสียก่อน คุณหญิงนิต้าดีใจสุดๆที่ได้เจอเขาแต่ไม่วายต่อว่าว่าจะมาก่อนวันเข้ารับตำแหน่งก็น่าจะโทร.บอกกันบ้าง เขาแก้ตัวว่าที่ต้องมาล่วงหน้าเพราะอยากทำความรู้จักกับประเทศนี้ให้ดีก่อนจะรับตำแหน่ง
“ดีๆ การที่เราจะเข้ามาทำงานในประเทศของเขา เราก็ควรจะต้องรู้จักประเทศของเขาให้ดีเสียก่อน ถึงจะทำงานได้ราบรื่น แล้วรามิลมีแผนอะไรไว้ในใจบ้างล่ะ”
รามิลยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย ว่าจะถามท่านทูต อยู่เหมือนกันว่ามีอะไรจะแนะนำบ้าง...
ด้านนิโคไลตกใจไม่น้อยเมื่อรู้จากวายูนว่าไฮดี้เป็นลมเมื่อเช้า ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า เธอต้อง ฝากให้คาร์ลดูแลแทนเพราะต้องรีบไปทำงาน และด้วยสาเหตุนี้ทำให้เธอเผลอทำอาหารหกใส่คุณหญิงท่านทูตจน ถูกไล่ออกจากงาน เขาคว้ามือวายูนมากุมไว้อย่างให้กำลังใจ
“เดี๋ยวผมจะลองถามแถวหอพักผมอีกทางหนึ่งว่ามีใครต้องการจ้างนักศึกษาทำจ๊อบบ้างไหม”
วายูนขอบคุณนิโคไลสำหรับความเป็นเพื่อนที่มีให้กันเสมอมา เขามองสบตาเธอสีหน้าจริงจัง บอกเป็นนัยๆว่าเขารู้สึกกับเธอมากกว่าความเป็นเพื่อน เธอก็น่าจะรู้เพียงแต่ไม่ยอมรับเท่านั้น
“เอาเถอะ ผมจะพยายามพิสูจน์ให้คุณเห็นว่าความรู้สึกของผมที่มีต่อคุณมันจริงจังขนาดไหน ขอเพียงคุณอย่ารีบตัดรอนและให้โอกาสผมพิสูจน์ตัวเองบ้างจะได้ไหม” คำอ้อนวอนซึ่งหน้าของเขาทำให้วายูนหนีไม่ออก จำต้องพยักหน้ารับคำ นิโคไลฉีกยิ้มกว้างดีใจ อย่างน้อยเธอก็ยังไม่ตัดโอกาสเขา
จากนั้นไม่นาน นิโคไลกับวายูนกลับถึงห้องเช่า เจอคาร์ลกำลังประคองไฮดี้ขึ้นบันได วายูนรีบวิ่งไปช่วยพยุงอีกข้างหนึ่ง พร้อมกับถามว่าไปหาหมอมาแล้วใช่ไหม คาร์ลพยักหน้ารับคำแต่ไม่ยอมสบตาด้วย จังหวะนั้น เธอเหลือบเห็นเลือดไหลจากหว่างขาของไฮดี้เป็นทางถึงข้อเท้าก็ร้องทัก เจ้าตัวก้มมองขาตัวเอง พอเห็นเลือดเท่านั้นก็เป็นลมล้มพับทันที
รามิลอยู่คุยกับท่านทูตและคุณหญิงนิต้าได้สักพักก็ขอตัวกลับไปพักผ่อนเพราะยังอ่อนเพลียจากการเดินทาง แต่รับปากจะหมั่นมาเยี่ยมคุณหญิงอาบ่อยๆ เธอเสียดายที่เจอกันยังไม่หายคิดถึง ระหว่างนั้น กัญญารัตน์เข้ามาแจ้งกับเธอว่าของที่ให้เตรียมสำหรับรามิลเอากลับไปบ้านพักเรียบร้อยแล้ว
“ไหน มีอะไรบ้างขอฉันดูก่อนสิ...รามิล อาขอตัวเดี๋ยวนะจ๊ะ”
ท่านทูตรอจนคุณหญิงนิต้าออกไปกับกัญญารัตน์ รีบกระซิบบอกรามิลว่ามีวิธีที่จะทำให้เขารู้จักประเทศนี้ดีขึ้นแล้ว คือเขาควรจะออกไปดูบ้านดูเมืองให้มากที่สุด และจ้างคนที่รู้จักประเทศนี้ดีพาไป
“ผมรู้จักเด็กนักศึกษาที่มาเรียนอยู่ที่นี่คนหนึ่ง เป็นเด็กดีเรียนเก่ง พูดได้ถึง 3 ภาษา ถ้าจ้างเด็กคนนี้ ผมว่ารามิลไม่ผิดหวังหรอก”
รามิลกระเซ้าถ้าท่านทูตออกปากรับรองเด็กนั่นขนาดนี้ เขาชักอยากจะเจอเด็กชายคนนั้นดูบ้าง ไม่ทราบว่าชื่ออะไร ท่านทูตหัวเราะ ก่อนจะบอกว่าเด็กนั่นไม่ใช่ผู้ชายแต่เป็นผู้หญิง ชื่อวายูน วิลาสวงศ์...
คนที่ท่านทูตกับรามิลพูดถึง กำลังโวยวายใส่คาร์ลกับไฮดี้ลั่นห้องพักฟื้นคนไข้เรื่องที่ทั้งคู่ไปทำแท้งมา ไฮดี้แก้ตัวว่าไม่มีทางเลือกอื่น เพราะเราสองคนยังเรียนหนังสืออยู่ ยังไม่พร้อมจะสร้างครอบครัวตอนนี้ วายูนต่อว่าว่าถ้ารู้อย่างนั้นแล้วจะชิงสุกก่อนห่ามทำไม อีกอย่างหนึ่งการทำแท้งไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด
“เธอไม่ได้มาตกอยู่ในสถานะเดียวกับฉัน เธอไม่เข้าใจหรอกวายูน”
วายูนไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย ชวนนิโคไลกลับ ระหว่างมาตามทางเดินในโรงพยาบาล เธอไม่วายบ่นอุบว่าไม่มีวันจะทำอย่างที่ไฮดี้ทำเด็ดขาดทั้งเรื่องทำแท้งและเรื่องที่มีความสัมพันธ์กับคนรักก่อนเวลาอันควร ที่สำคัญเธอไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องพวกนั้น เพราะมุ่งมั่นจะเอาปริญญากลับไปให้คุณตาและคุณอาทั้งสองให้ได้...
ดามพ์และปรัชญาต้อนรับการมาเวียนนาของรามิลเพื่อนซี้ด้วยการปลอมตัวเป็นโจรสวมหน้ากากไอ้โม่งทำทีมาดักปล้นเขาหน้าบ้านพักรับรอง แทนที่เขาจะเกรงกลัว กลับเล่นงานสองโจรสมัครเล่นกระเด็นไปคนละทิศละทาง ทั้งคู่บ่นอุบทำไมต้องเล่นงานพวกตนหนักขนาดนี้ด้วย รามิลหัวเราะชอบใจ
“แล้วนี่บินตามฉันมาถึงออสเตรียนี่ทำไมกันห๊ะ”
ปรัชญามาประชุม ส่วนดามพ์ตามมาอีกทอดหนึ่ง พอปรัชญาเข้าประชุม เขาก็เข้ากาสิโน อยากรู้ว่ากาสิโนที่นี่ต่างจากที่อื่นอย่างไร รามิลเตือนด้วยความหวังดี ขืนเล่นพนันบ่อยๆระวังธุรกิจที่ป๊าของเขาอุตส่าห์สร้างขึ้นมาจะไม่เหลืออะไร ดามพ์กลับตีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ศิราณี
คนดูแลบ้านพักพี่ของศิวาเชิญทุกคนเข้าไปนั่งคุยกันต่อในห้องรับแขกจะดีกว่า เดี๋ยวเธอจะได้ยกของว่างไป
ให้กิน ไม่นานนักสามเพื่อนซี้มานั่งกินของว่างอยู่ในห้องรับแขกของบ้านพักรับรอง ปรัชญาอดถามไม่ได้ว่ารามิลหายไปไหนมา พวกตนมารออยู่นานแล้ว
“ฉันก็ต้องไปรายงานตัวกับท่านทูตน่ะสิ ว่าฉันมาถึงแล้ว ท่านทูตยังแนะนำให้จ้างนักศึกไทยที่นี่ให้พาเที่ยวก่อนจะเข้ารับตำแหน่งด้วย จะได้รู้จักออสเตรียได้ดีขึ้น”
ดามพ์หูผึ่งทันที ถามถึงนักศึกษาที่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย พอรู้ว่าเป็นผู้หญิงจัดแจงยุส่งให้รีบจ้าง จะได้เป็นทั้งเพื่อนเที่ยวทั้งเพื่อนร่วมเตียงด้วยเลย ปรัชญาไม่เห็นด้วยกับความคิดแย่ๆของเขา ด่าว่าทุเรศมาก
“ทุเรศตรงไหนวะ ผู้หญิงเดี๋ยวนี้ฟรีเซ็กซ์จะตาย ยิ่งกล้ามารับจ้างพาผู้ชายเที่ยวเป็นการส่วนตัวยังงี้ เรื่องบนเตียงก็คงกล้าไม่แพ้กันหรอกว่ะ ผู้หญิงยุคนี้ไม่รู้จักคำว่ารักนวลสงวนตัวกันแล้วโว้ย” คำยุยงของดามพ์ทำให้รามิลคิดคล้อยตาม
ooooooo
เรียนคาบเช้าเสร็จ วายูนออกมาจากห้องเลก-เชอร์เจอนิโคไลรอท่าอยู่พร้อมกับถ้วยช็อกโกแลตร้อนในมือ เธอขอบคุณเขามากที่รู้ใจ เรื่องที่ทั้งคู่คุยกันไม่พ้นเรื่องไฮดี้ต้องขาดเรียนไปสองอาทิตย์เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวจากการทำแท้ง วายูนยังตำหนิเพื่อนรักว่าการคร่าชีวิตเด็กซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่จะเป็นตราบาปไปตลอดชีวิต
“แต่อย่างน้อยก็คงจะดีกว่าการเรียนไม่จบแล้วอนาคตก็ดับวูบหรอกนะวายูน”
หญิงสาวส่ายหน้าเป็นทำนองไม่เห็นด้วย มีเสียงสัญญาณเตือนว่ามีข้อความเข้าจากมือถือของเธอ วายูนเปิดอ่านอยู่อึดใจก่อนจะหันไปบอกนิโคไลว่า ผู้ช่วยท่านทูตไลน์มาบอกว่าท่านทูตอยากพบเธอเป็นการส่วนตัว ไม่รู้มีเรื่องสำคัญอะไร ปกติท่านไม่เคยขอพบกับเธอแบบนี้มาก่อน นิโคไลอดหวั่นใจไม่ได้กลัวจะเป็นเรื่องชู้สาว แต่พยายามเก็บอารมณ์ไว้ ถามว่าท่านทูตนัดเจอที่ไหน พอรู้ว่าเป็นร้านกาแฟที่คนพลุกพล่านก็เบาใจ...
ทางด้านท่านทูตกำลังจะออกจากบ้าน มณฑลผู้ช่วยส่วนตัวของท่านจะเดินตามแต่ท่านห้ามไว้ อ้างมีธุระต้องไปทำก่อน ให้เขาขับรถไปรอที่สถานทูตไทยได้เลย กัญญารัตน์ผ่านมาได้ยินพอดี นึกถึงคำสั่งของคุณหญิงนิต้าที่คอยให้เฝ้าดูท่านไว้หากคุณหญิงไม่อยู่บ้าน เธอรีบสะกดรอยตามทันที
ผ่านไปไม่นาน ท่านทูตมาถึงร้านกาแฟตามนัด กัญญารัตน์เห็นวายูนลุกขึ้นไหว้ทักทายท่านก็ตกใจ คิดไปเองว่าทั้งคู่มาเจอกันฉันชู้สาว พยายามเข้าไปให้ใกล้ที่สุดเพื่อจะได้ยินเสียงสนทนาแต่เข้าไม่ถึง ครั้นจะถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐานให้คุณหญิงนิต้าดูก็ถูกฝรั่งร่างยักษ์มานั่งบัง เธอพยายามโบกมือไล่ ฝรั่งคนนั้นกลับโวยวายเสียงดังทำให้ท่านทูตกับวายูนหันมอง กัญญารัตน์กลัวถูกจับได้รีบวิ่งหนี
ความจริงแล้วท่านทูตแค่จะมาแจ้งให้วายูนรู้ว่าท่านเสียใจที่ภริยาของท่านทำให้เธอต้องถูกไล่ออกจากงาน ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ตัว ท่านเสนองานให้เธอเป็นไกด์นำเที่ยวเลขาฯทูตคนใหม่ที่จะมาประจำที่นี่
วายูนรีบนำข่าวดีนี้ไปบอกให้ไฮดี้ นิโคไลและคาร์ลรับรู้ นิโคไลไม่เห็นด้วย เนื่องจากการไปเที่ยวตะลอนๆ กับผู้ชายสองต่อสองอาจทำให้คนอื่นมองไปในทางไม่ดี
“ใครจะมองว่ายังไงฉันไม่สนหรอกนะนิโคไล เพราะฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหายและมันเป็นงานสุจริต ที่สำคัญตอนนี้ฉันกำลังต้องการงาน ต้องการเงิน”
ไฮดี้เห็นด้วยกับวายูน อย่างน้อยคนที่เพื่อนจะพาไปเที่ยวก็ไม่ใช่คนไม่มีหัวนอนปลายเท้า แต่เป็นถึง เลขาฯทูตคนใหม่ นั่นยิ่งทำให้นิโคไลหวั่นใจว่าวายูนอาจไปหลงชื่นชมเขาคนนั้นจนลืมตนเอง
ooooooo
เขาคนนั้นที่นิโคไลนึกถึงกำลังคุยเฟซไทม์ทางหน้าจอโน้ตบุ๊กข้ามทวีปอยู่กับนิตยาผู้เป็นน้าซึ่งอยู่ในเมืองไทย เธอถามเขาเป็นชุดว่าถึงเวียนนาเรียบร้อยแล้วใช่ไหม บ้านพักรับรองเป็นอย่างไรบ้าง และศิวากับศิราณีสองพี่น้องนั่นดูแลเขาดีหรือเปล่า รามิลแกล้งกระเซ้าให้ถามทีละคำถามไม่ได้หรือ
“ผมมาถึงเวียนนาเรียบร้อยครับ บ้านพักที่นี่ดีมาก เลยครับ ส่วนศิวากับศิราณีคุณน้าฝึกพวกเขามาดีครับ”
นิตยายิ้มปลื้ม ก่อนจะถามอีกว่าได้เจอท่านทูตกับคุณหญิงนิต้าหรือยัง รามิลได้เจอท่านทั้งสองแล้ว เธอกำชับให้เขาระวังตัวดีๆ อย่าปล่อยตัวปล่อยใจไปกับผู้หญิงคนไหน เพราะผู้หญิงสมัยนี้ร้ายกาจ วันๆไม่คิดจะทำอะไรนอกจากคิดจะจับผู้ชายรวยๆ โดยเฉพาะผู้ชายหน้าตาดีมีฐานะ มีการงานและชาติตระกูลดีแบบเขา เธอพูดยังไม่ทันจบ ปัทมามือขวาของเธอเดินมาทางด้านหลัง พอเห็นรามิลกำลังคุยกับเจ้านายตัวเองทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ รีบยกมือไหว้สวัสดีเขาด้วยท่าทางหวานหยด แต่ยังไม่ทันจะพูดอะไรอีก นิตยาหันขวับมาถาม
“มีอะไรปัทมา”
“เอ่อ คุณเพียงเพ็ญมาถึงแล้วค่ะ” พูดจบปัทมาก้าวฉับๆออกไปเชิญเพียงเพ็ญเข้ามา นิตยาขอตัวจบการสนทนากับหลานชายแค่นี้ก่อน ไว้ค่อยคุยกันใหม่ รามิลยกมือไหว้ลาเธอ จากนั้นหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ดับ เป็นจังหวะเดียวกับเพียงเพ็ญเดินตามปัทมาเข้ามา
การมาพบนิตยาครั้งนี้ เพียงเพ็ญนำเอกสารขอทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศมาให้เธอดูด้วย เธออ่านเอกสารไปได้ไม่ถึงครึ่ง ปัทมาเข้ามาแจ้งว่าจุลมณีมา นิตยาตื่นเต้นดีใจมาก วางทุกอย่างในมือลง
“ขอฉันอ่านเอกสารให้ละเอียดอีกทีก่อนนะ...ปัทมา เธอให้คุณจุลมณีคอยที่ห้องสีน้ำเงินใช่ไหม” นิตยาไม่รอคำตอบ รีบลุกออกไปทันที ปัทมารอจนเจ้านายลับสายตาจึงหันมาทางเพียงเพ็ญ
“คุณนิตยาท่านรีบไปต้อนรับแขกสำคัญน่ะค่ะ หม่อมราชวงศ์หญิงจุลมณีนี่ คุณนิตยาท่านตั้งใจจะให้เป็นคู่หมั้นคู่หมายคุณรามิลน่ะค่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องอะไรที่ไม่สำคัญก็ต้องหลบไปก่อนล่ะค่ะ เห็นทีวันนี้คงต้องเชิญคุณเพียงเพ็ญกลับไปก่อนนะคะ แล้วดิฉันจะติดต่อไปวันหลังค่ะ” ปัทมายิ้มเย้ยแล้วผายมือไปทางประตูห้อง...
ด้านนิตยาเข้าไปจับมือทักทายจุลมณีท่าทางเอ็นดูรักใคร่ หญิงสาวเอาขนมฝีมือหม่อมแม่ตัวเองมาฝาก นิตยากระดี๊กระด๊ามากชื่นชมทั้งที่ยังไม่ได้ชิมว่าหากเป็นฝีมือหม่อมจงกลนีทำเองก็ต้องอร่อยอยู่แล้ว
“นี่ๆน้าเสียดายจริง น้าเพิ่งวางสายจากพี่รามิลของหนูไปเมื่อครู่นี้เอง ไม่อย่างนั้นจะได้ให้พูดกัน พี่รามิล ของหนูเขาไปถึงเวียนนาแล้วนะ เห็นว่าอากาศดีบ้านเมืองสวย พี่รามิลของหนูเขาบอกว่าเขาอยากให้หนูมณีได้ไปเห็นด้วย” นิตยาพูดเองเออเองเสร็จสรรพ
คุยกันไปคุยมาจนใกล้เที่ยง นิตยาถือโอกาสชวนจุลมณีไปหาอะไรกินกัน ขณะที่ต่างฝ่ายต่างจะเดินไปที่รถของตัวเอง นิตยาตัดสินใจชวนจุลมณีไปรถคันเดียวกัน หญิงสาวผู้อ่อนวัยกว่าเห็นดีด้วย ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าเพียงเพ็ญแอบซุ่มดูอยู่ รอจนพวกนั้นพากันขึ้นรถไปแล้วจึงออกจากที่ซ่อน
“เนี่ยหรือคู่หมายคุณรามิล ผู้หญิงจืดๆอย่างนี้ คุณรามิลจะเอาไปทำอะไร ไร้ชีวิตชีวาสิ้นดี” เพียงเพ็ญว่าแล้วมองไปที่รถของจุลมณีที่จอดทิ้งไว้ เหลียวซ้ายมองขวาเห็นปลอดคน หยิบพวงกุญแจรถตัวเองออกมา ทำทีเดินผ่านรถคันดังกล่าว พร้อมกับเอากุญแจกรีดข้างรถตั้งแต่หน้ายันท้าย ก่อนจะเดินลอยชายจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ooooooo
รามิลหยิบกระดาษจดเบอร์มือถือของวายูนที่ได้จากท่านทูตขึ้นมาดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโทร.หา บังเอิญวายูนกำลังล้างจานอยู่กับคาร์ลในครัวจึงวานให้นิโคไลรับสายให้ รามิลแปลกใจที่เป็นเสียงผู้ชายรับ
“เอ่อ...ขอผมเรียนสายกับคุณวายูนหน่อยครับ”
“ตอนนี้วายูนไม่สะดวกจะมารับสายน่ะครับ คุณมีธุระอะไรบอกผมไว้ก่อนก็ได้”
“ฝากบอกเธอว่าผมชื่อรามิล เลขาฯทูตคนใหม่ ครับ แล้วผมจะโทร.มาใหม่ก็แล้วกัน” รามิลวางสายเสร็จ อดบ่นไม่ได้ “ไหนท่านทูตว่ายัยนี่เป็นเด็กเรียนไง ทำไมอยู่กับผู้ชาย”...
สักพัก วายูนล้างจานเสร็จเข้ามาถามนิโคไลว่าเมื่อครู่นี้ใครโทร.มา พอรู้ว่าเป็นเลขาฯทูตคนใหม่ก็ต่อว่าว่าทำไมไม่ตามเธอมารับสาย เขาคงโทร.มาเรื่องจะจ้างเธอพาเที่ยว นิโคไลถึงกับหน้าเจื่อน
“เขาบอกว่าเขาจะโทร.มาใหม่”
วายูนรอไม่ไหวเป็นฝ่ายโทร.หารามิลเองและนัดเจอกันเพื่อคุยเรื่องจะให้เธอเป็นไกด์ เขาวางสายจากเธอแล้วจินตนาการไปเองว่าเด็กเรียนของท่านทูตคงจะใส่แว่นหนาเตอะตามสไตล์ผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย โดยไม่รู้เลยว่าเด็กเรียนคนนี้ก็คือหญิงสาวที่วิ่งมาหลบฝนที่เดียวกับเขาเมื่อวันก่อนซึ่งเขาแอบพอใจเธออยู่ลึกๆ...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน คุณหญิงนิต้ารู้เรื่องที่สามีตัวเองไปพบกับวายูนจากปากของกัญญารัตน์ เล่นงานทันทีที่เขากลับถึงบ้าน เขาเล่นงานกลับว่าเป็นเพราะเธอทำให้เด็กคนนั้นถูกไล่ออกจากงาน เขาก็เลยรู้สึกว่ามีส่วนต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ ก็เลยหางานใหม่ให้เธอทำ คุณหญิงนิต้าใจหายวูบกลัวจะเป็นเรื่องชู้สาว
“งานอะไรคะ”
พอรู้ว่าวายูนรับหน้าที่เป็นไกด์จำเป็นพารามิล ทัวร์กรุงเวียนนา รีบโทร.ทางไกลแจ้งให้นิตยาทราบ เธอถึงกับตบอกผ่าง คิดอกุศลว่าวายูนคงเป็นประเภทเพื่อนเที่ยวเพื่อนกินและสุดท้ายก็เป็นเพื่อนนอนไปในตัว
“แล้วแม่เด็กนักศึกษานั่นเป็นใครกันคะคุณหญิง”
“เป็นเด็กที่มาเรียนวิชาแปลภาษาและล่ามที่มหาวิทยาลัยเวียนนานี่น่ะค่ะ คุณนิตยาคะ ผู้หญิงกับผู้ชายน่ะ ถ้าตะลอนๆไปไหนกันตามลำพังสองต่อสอง อะไรๆมันก็เกิดขึ้นได้นะคะ”
“ไม่ค่ะ ดิฉันจะไม่ยอมให้ตามิลทำอย่างนั้นเด็ดขาด เห็นทีว่าดิฉันคงจะต้องรีบสะสางงานแล้วไปเยี่ยมหลานชายที่เวียนนาให้เร็วที่สุดแล้วล่ะค่ะคุณหญิง” นิตยาวางสายแล้วหันไปสั่งให้ปัทมาจองตั๋วเครื่องบินไปกรุงเวียนนาด่วนที่สุด เธอรีบปฏิบัติตามคำสั่งทันที นิตยาหันไปหยิบรูปถ่ายที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมาดู เป็นรูปถ่ายของเธอยืนข้างๆรามิล โดยมีปัทมายืนท่าทางสงบเสงี่ยมอยู่อีกข้างหนึ่งของเขา
“ฉันจะไม่ยอมให้ตามิลเผลอตัวเผลอใจคว้าผู้หญิงที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าที่ไหนมาเป็นเมียเป็นอันขาด หลานสะใภ้ต้องเป็นหนูจุลมณีเท่านั้น”...
ปัทมาถือภาพถ่ายเหมือนกันกับภาพที่นิตยาดูอยู่ ผิดกันตรงส่วนที่นิตยายืนอยู่ข้างๆรามิลถูกตัดออกทำให้ดูเหมือนมีเพียงปัทมาถ่ายรูปคู่กับเขาเท่านั้น เธอมองภาพนี้แล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“จะได้เจอคุณรามิลแล้ว” ปัทมาฝันหวานทั้งที่ดวงตายังลืมอยู่
ooooooo
เช้านี้รามิลนัดเจอกับนักศึกษาสาวคนนั้นที่ร้านกาแฟ ศิวาเห็นเขาจะออกจากบ้านจัดแจงจะไปเตรียมรถ
“ไม่ต้อง วันนี้อากาศดี ฉันจะเดินไปเอง” พูดจบ รามิลเดินลิ่วออกจากบ้าน ศิวาจะทักท้วงอะไรก็ไม่ทัน ได้แต่หันมองศิราณีผู้เป็นพี่สาวอย่างงงๆ...
ทางฝ่ายวายูนรีบออกจากห้องเช่าตรงไปยังร้านกาแฟเป้าหมายเช่นกัน เธอไม่รู้เลยว่านิโคไลแอบสะกดรอยตามไปห่างๆ วายูนอยากไปถึงที่หมายก่อนเวลานัด จะได้มีเวลาพักและเตรียมตัว อารามรีบร้อนจะเข้าประตูร้านกาแฟ วายูนเกือบจะชนกับรามิลที่กำลังจะเดินเข้าไปข้างในเหมือนกัน
เธอก้มหน้าก้มตาขอโทษเป็นภาษาอังกฤษ แล้วรีบเดินเข้าร้าน ขณะที่รามิลยืนตะลึงอยู่ตรงนั้นไม่คาดคิดว่าจะได้เจอสาวสวยซึ่งตัวเองแอบปลื้ม พอตั้งสติได้เขารีบเดินตาม เห็นเธอนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารด้านใน ท่าทางเหมือนรอคอยใครอยู่ เขาเดินหลบๆไปหาโต๊ะนั่งที่มองเห็นวายูนได้ ท่าทีที่คอยชะเง้อคอยาวของเธอทำให้รามิลเริ่มสงสัยว่าเธอคือเด็กเรียนของท่านทูต
เป็นอย่างที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด วายูนนั่งรอจนเลยเวลานัดไปมากแล้ว จึงคว้ามือถือขึ้นมาโทร.ถามรามิลว่าลืมนัดกับเธอหรือเปล่า แต่แล้วเธอต้องสะดุ้งโหยงเมื่อมีเสียงตอบมาจากด้านหลัง
“ไม่ลืมหรอกครับ”
วายูนหันขวับไปมองสีหน้าตกใจ ขณะที่รามิลส่งยิ้มให้อย่างอ่อนโยน...
ในระหว่างที่รามิลได้เจอตัวเป็นๆของไกด์จำเป็นอยู่กลางกรุงเวียนนา นิตยานั่งรถกลับจากบ้านจุลมณีที่กรุงเทพฯด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอารมณ์ดี เพราะหม่อมจงกลนีแม่ของจุลมณีอนุญาตให้ลูกสาวไปออสเตรียกับเธอได้ นิตยายื่นหน้าไปพูดกับปัทมาที่นั่งเบาะข้างๆคนขับรถ
“ได้ตัวหนูมณีไปเวียนนาด้วยกันเสียอย่างนี้ ตารามิลกับหนูมณีจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกัน ได้ดูใจกัน เข้าทางฉันล่ะ ปัทมา” คำพูดของนิตยาทำให้ใบหน้าที่ง้ำอยู่แล้วของปัทมาหงิกงอเป็นม้าหมากรุกทันที
พลันมีเสียงมือถือของเธอดังขึ้น ปัทมากดรับสาย “ค่ะๆเดี๋ยวดิฉันเรียนถามคุณนิตยาก่อนนะคะ แล้วจะโทร.ไปบอกค่ะ” ปัทมาวางสายแล้วหันมาหาเจ้านาย “คุณเพียงเพ็ญโทร.มาถามเรื่องที่เธอขอทุนไปเรียนต่อที่ออสเตรียน่ะค่ะ ไม่ทราบว่าคุณนิตยาจะอนุมัติไหมคะ”
นิตยากำลังอารมณ์ดีเรื่องที่จุลมณีจะไปหารามิลด้วย จึงพยักหน้าให้แทนคำตอบ
ooooooo
หลังจากต่างฝ่ายต่างแนะนำตัวเองกันแล้ว
วายูนแจ้งว่าท่านทูตบอกเธอแล้วว่าท่านเลขาฯทูตต้องการจะจ้างเธอให้พาไปเที่ยวในกรุงเวียนนา เขาพยักหน้ารับรู้
“ก่อนหน้านี้ผมเคยแต่ประจำการอยู่แต่แถบเอเชียครับ เลยคิดว่าผมควรจะทำความรู้จักออสเตรียให้ลึกซึ้งมากขึ้น ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ”
“คุณมีแผนไว้ในใจบ้างไหมคะว่าอยากจะไปที่ไหนบ้าง”
“ยังไม่มีครับ แต่ถ้าเอาตามธรรมเนียมเมื่อมาถึงเมืองใครก็ควรจะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านประจำเมืองของเขาเสียก่อนเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัว คุณคิดว่าผมควรจะไปที่ไหนดีล่ะ”
วายูนนิ่งคิดไปอึดใจ ก่อนจะชวนรามิลออกจากร้านกาแฟ เขาอดถามไม่ได้ตกลงเราจะไปไหนกัน เธอขออุบไว้ก่อน จากนั้นเธอพาเขาไปซื้อตั๋วเวียนนาการ์ดสองใบ รามิลมองตั๋วที่วายูนส่งให้อย่างสนใจ
“เราซื้อตั๋วเวียนนาการ์ดอย่างนี้แล้ว เราจะได้ไม่ต้องพะวงเรื่องซื้อตั๋วทุกครั้งที่จะขึ้นรถโดยสารไงคะ การ์ดใบนี้ใบเดียว คุณจะขึ้นรถไฟใต้ดินหรืออยากจะนั่งรถรางชมเมืองสักกี่รอบก็ได้ภายใน 3 วัน...ไปค่ะ” วายูนพูดจบเดินนำเขาไปยังป้ายจอดรถรางริมถนน ทั้งคู่ไม่รู้ว่านิโคไลแอบสะกดรอยตามมาตลอดตั้งแต่วายูน
ออกจากห้องพัก ยืนมองทั้งคู่ขึ้นรถรางจากไป ไม่กล้าตามต่อไป เพราะเสี่ยงกับการที่จะถูกเธอจับได้
นิโคไลสังหรณ์ใจชอบกลว่ารามิลจะกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในความรักของตนเองกับวายูน...
ลงจากรถรางวายูนพารามิลต่อรถไฟใต้ดินมาลงที่สถานีหน้ามหาวิหาร STEPHANSDOM ไกด์สาวเล่าว่าที่นี่เป็นมหาวิหารโรมันคาทอลิกที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดของกรุงเวียนนา อายุกว่า 800 ปีแล้ว
“ต่อมาในปี 1258 เกิดไฟไหม้ขึ้นทำลายโครงสร้างเดิมของวิหารไปจนหมด เลยมีการก่อสร้างวิหารหลังใหม่ขึ้นที่ตำแหน่งเดิม สถาปัตยกรรมที่เห็นในปัจจุบันเป็นแบบโรมาเนสก์และโกธิคค่ะ”
รามิลมองหน้าวายูนขณะที่เล่าความเป็นมาเป็นไปของสถานที่แห่งนี้ รู้สึกทึ่งในความรอบรู้ของเธอ พอเธอหันมามอง เขาเสมองไปทางอื่น ไกด์สาวพาเดินชมภายในห้องต่างๆของที่นี่พร้อมกับเล่าเรื่องราวประกอบไปด้วย รามิลประทับใจมาก ชมเธอไม่หยุดปากว่ารู้เรื่องราวต่างๆเป็นอย่างดีสามารถเป็นไกด์อาชีพได้เลย
“ที่ดิฉันรู้ก็เพราะตอนมาถึงที่นี่ใหม่ๆ ดิฉันเอาหนังสือประวัติศาสตร์ของออสเตรียมาอ่านเพื่อฝึกภาษาน่ะ คุณเลขาฯทูต”
“นี่ๆ คุณเลิกเรียกผมว่าคุณเลขาฯทูตทีเถอะ ผมฟังแล้วมันยังไงก็ไม่รู้ เรียกผมว่า...รามิลดีกว่า”
วายูนมองอย่างชั่งใจว่าจะทำตามที่เขาต้องการดีหรือไม่ สุดท้ายเธอยอมเรียกเขาว่า “คุณรามิล”...
ใกล้ค่ำแล้วนิโคไลเริ่มนั่งไม่ติด บ่นกับไฮดี้ทำไมป่านนี้วายูนยังไม่กลับ ไฮดี้กระเซ้าว่าเป็นห่วงเธอใช่ไหม แล้วเตือนให้เขารีบบอกรักเธอไวๆอย่าชักช้า ผู้หญิงดีๆ
อย่างวายูนหาไม่ได้ง่ายๆ นิโคไลอยากบอกใจแทบขาด แต่วายูนไม่เปิดโอกาสให้เขาเลย ใจของเธอมุ่งมั่นแต่เรื่องจะเรียนให้จบและไปเป็นล่ามที่ยูเอ็นเท่านั้น
“แต่ก็เพราะความเป็นคนมุ่งมั่นของเธอนี่แหละที่ทำให้ฉันรักเธอและไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ฉันก็จะพยายามพิสูจน์ตัวเองให้เธอเห็นว่าฉันรักเธอจริงๆ” ขาดคำวายูนเปิดประตูห้องพักเข้ามา นิโคไลฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ถามว่าพาเลขาฯทูตคนใหม่ไปเที่ยวเป็นอย่างไรบ้าง
“คุณรามิลเขาพอใจมาก เขาก็เลยจะว่าจ้างให้ฉันพาไปเที่ยวอีกหลายที่เลย” คำตอบของวายูนทำให้นิโคไลหน้าเจื่อน
ooooooo
รามิลกลับถึงบ้านพักรับรองด้วยท่าทางเบิกบาน ศิวากับศิราณีรีบเข้ามาต้อนรับ พร้อมกับถามว่า
หิวไหม พวกตนจะได้ยกของว่างมาให้กินก่อน เขาส่ายหน้าแทนคำตอบแล้วเดินยิ้มเข้าห้องนอน สองพี่น้องมองหน้ากัน
“ท่าทางแปลกๆอ้ะพี่ณี”
ศิราณีพยักหน้าเป็นทำนองเห็นด้วยกับน้องชาย ฝ่ายรามิลนั่งลงที่เตียงนอนสีหน้าเปี่ยมสุขที่ได้ไปเที่ยวกับวายูน แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้หยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูรูปที่ตัวเองแอบถ่ายเธอเอาไว้ตอนไปเที่ยวมหาวิหารแห่งนั้นด้วยกัน ภาพถ่ายที่สวยอย่างเป็นธรรมชาติของหญิงสาวทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้
“ไอ้เรารึ หลงคิดไปว่าเด็กเรียนของท่านทูตจะท่าทางเนิร์ดๆใส่แว่นหนาเตอะซะอีก” พลันภาพตอนที่ออกมาจากมหาวิหาร STEPHANSDOM กับวายูนผุดขึ้นมาในความคิดคำนึงของเขา รามิลขอบคุณเธอมากที่ทำให้เขาได้สัมผัสชีวิตของคนออสเตรียสมใจอยากและเขาสนุกมากที่เธอพามาเที่ยว
“ว่าแต่คราวหน้า เราจะไปเที่ยวกันวันไหนและเมื่อไหร่ดีล่ะ”
“เดี๋ยวขอดิฉันไปเช็กตารางเรียนของดิฉันก่อน ถ้าวันไหนดิฉันมีเรียนก็คงจะพาคุณเที่ยวไม่ได้”
“เอ้า...งั้นเราค่อยนัดกันอีกที”
รามิลยิ้มไม่หุบเมื่อคิดถึงช่วงเวลาเหล่านั้น แต่แล้วสีหน้ากลับสลดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าวายูนมีแฟนแล้ว...
ในเวลาเดียวกัน พร้อมจิตเฟสไทม์มาคุยกับหลานรัก ถามสารทุกข์สุกดิบว่าเป็นอย่างไรบ้าง ส่วนทางเมืองไทยทั้งท่านและอาภักดิ์สบายดีจะมีแต่ตาผินเท่านั้นที่มีอาการไอนิดหน่อยตามประสาคนมีอายุ
“วา เงินพอใช้ไหมลูก ถ้าไม่พอบอกอานะ”
“พอค่ะ อาอย่างกังวลเลยค่ะ ตอนนี้วาได้งานใหม่ พาคนไทยเที่ยวในเวียนนาน่ะค่ะ นี่เขาก็จ้างวาต่อ จ๊อบนี้คงจะทำเงินให้วาพอสมควรทีเดียวล่ะค่ะ”
พร้อมจิตยังย้ำอีกว่าถ้าวายูนมีปัญหาเงินขาดมือเมื่อไหร่ให้บอกท่านทันที เธอขอบคุณท่านมาก แค่ค่าเล่าเรียนที่ท่านจ่ายให้ทุกวันนี้ก็มากเกินไปอยู่แล้ว
พร้อมจิตขอร้องอย่าพูดแบบนี้อีก เราเป็นอาหลานกันไม่ใช่คนอื่น ถึงเธอจะไม่ใช่ลูกแต่ท่านก็รักเหมือนลูกในไส้ วายูนถึงกับน้ำตาซึมซาบซึ้งใจสุดๆ...
เสร็จจากคุยกับหลานรัก พร้อมจิตนำเรื่องที่
วายูนไม่ยอมรับความช่วยเหลืออะไรนอกจากค่าเล่าเรียนมาเล่าให้ตาผินกับภักดิ์ฟัง ตาผินอดชื่นชมหลานคนนี้ไม่ได้ ถ้าภพกับสุดาพ่อกับแม่ของเธอยังอยู่ จะต้องภูมิใจที่มีลูกสาวที่มุมานะและขยันขันแข็งคนนี้มาก พูดจบก็ไอค่อกแค่ก ภักดิ์รีบรินยามาให้จิบ
“เที่ยวนี้คุณพ่อไอไม่เลิกเลยนะครับ ผมว่าผมพาคุณพ่อไปหาหมอดีกว่า”
“ไม่เอา พ่อไม่ไปเดี๋ยวพ่อก็หายเอง” ตาผินโบกมือห้ามประกอบคำพูด พร้อมจิตกับภักดิ์มองสบตากันไม่ค่อยสบายใจกับอาการป่วยของท่าน...
ทางฝ่ายนิตยาเซ็งจัดเมื่อจุลมณีแวะมาบอกถึงที่ทำงานว่าไปออสเตรียกับเธอด้วยไม่ได้ พอดีหม่อมแม่ของเธอป่วยกะทันหัน นิตยาฝากไปเรียนท่านด้วยว่า
ให้หายเร็วๆ ส่วนเรื่องรถของจุลมณีที่ถูกกรีด เธอส่งไปซ่อมสีใหม่ให้เรียบร้อยแล้ว เจ็บใจที่ยังจับมือใครดมไม่ได้ ถ้าจับได้จะไล่ออกทันที จุลมณีขอบคุณเธอมาก แล้วขอตัวกลับก่อนเพราะต้องไปเฝ้าหม่อมแม่ นิตยายืนส่งจุลมณีจนลับสายตาแล้วหันไปทางปัทมา
“หมดกัน แผนฉันที่วางไว้เสียหมด”
จังหวะนั้นเพียงเพ็ญเดินเข้ามาพร้อมกระเช้าดอกไม้ พอเห็นนิตยาก็รีบยกมือไหว้อย่างประจบประแจง
“เพ็ญจะมากราบขอบพระคุณคุณนิตยาน่ะค่ะที่อนุมัติทุนให้เพ็ญ”
ooooooo
ให้บังเอิญเหลือเกินที่ดามพ์นัดรามิลมายังร้านกาแฟแห่งเดียวกับที่นิโคไลกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่ เขาจำรามิลได้ พยายามเงี่ยหูฟังสุดฤทธิ์ว่าทั้งคู่คุยกันเรื่องอะไร หัวข้อสนทนาไม่พ้นเรื่องของไกด์สาวที่พารามิลไปเที่ยว ดามพ์อยากรู้ว่าเธอชื่ออะไร พอรามิลบอกว่าชื่อวายูน นิโคไลที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆถึงกับหูผึ่ง
“สวยไหม”
“สวย...แต่ฉันคิดว่าเธอมีแฟนแล้วนะ”
“มีแฟนแล้วยิ่งดีสิวะ ยิ่งรู้งานจะชวนไปสนุกด้วยกันก็คงง่ายล่ะเพราะเคยมาแล้ว”
นิโคไลโกรธจัด ลุกพรวดเข้ามาจ้องหน้าดามพ์อย่างเอาเรื่อง สั่งให้ถอนคำพูดเมื่อครู่นี้ด้วย แทนที่จะสำนึก ดามพ์กลับยิ่งพูดจาไม่ให้เกียรติวายูน นิโคไลทนไม่ไหวผลักอกเขาจนเซเกือบล้ม พอตั้งหลักได้ เขาจะผลักอกนิโคไลคืนบ้าง แต่อีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบทันทำให้เขาเสียหลักหน้าคว่ำดึงเอาโต๊ะเก้าอี้แถวนั้นล้มไปด้วย เสียงโครมครามลั่นร้าน ดามพ์ทั้งโกรธทั้งอาย จะชกนิโคไลให้ได้ รามิลรีบล็อกตัวเพื่อนเอาไว้
“ไอ้มิลปล่อยฉัน...ปล่อย” ดามพ์โวยวายลั่น
รามิลไม่ยอมปล่อยยิ่งทำให้ดามพ์โมโห ทั้งเตะทั้งถีบโต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด ระหว่างนั้นวายูนวิ่งหน้าตื่นเข้ามาถามนิโคไลว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆก็ตกใจ
“คุณรามิล นี่มันเกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย”...
ด้วยความช่วยเหลือของท่านทูตไทยทำให้ตำรวจออสเตรียไม่เอาเรื่องเอาราวนิโคไลและไม่ทำให้เขาต้องเสียประวัติเพราะท่านทราบมาว่าเขาเป็นนักศึกษาเรียนดี ประวัติดีคนหนึ่ง วายูนยกมือไหว้ขอบพระคุณท่านมากที่ช่วยเหลือ แล้วหันมองนิโคไลซึ่งรีบค้อมหัวให้ท่านอย่างนอบน้อม
“ผมจะไม่ลืมพระคุณของท่านเลยครับ”
“ช่างเถอะก็แค่เรื่องพูดจาผิดหูกันก็แค่นั้นแหละ เอาละหมดเรื่องแล้ว”
“งั้นวากราบลาท่านเลยนะคะ” วายูนว่าแล้วยกมือไหว้ท่านทูตอีกครั้ง ก่อนจะหันไปไหว้ลารามิลกับดามพ์ นิโคไลค้อมหัวให้ท่านทูตอีกครั้งเช่นกัน แต่ไม่ยอมก้มหัวให้อีกฝ่าย วายูนแอบบีบแขน เขาถึงได้ยอมก้มหัวให้คู่เพื่อนซี้ รามิลไม่พูดอะไรได้แต่มองตามวายูนเดินออกไปกับนิโคไลจนลับสายตา...
ในเวลาต่อมา ขณะที่ไฮดี้กำลังนั่งคุยอยู่กับคาร์ลในห้องพัก วายูนเปิดประตูห้องเข้ามาสีหน้าบอกบุญไม่รับ เธอร้องทักไหนว่านัดกับนิโคไลจะไปซื้อหนังสือเรียนไม่ใช่หรือ วายูนถอนใจเซ็ง
“ไม่ได้ไปแล้ว ก็นิโคไลน่ะสิเกิดไปเจอคุณรามิลกับเพื่อนของเขาเข้าแล้วก็ไปมีเรื่องกับเพื่อนคุณรามิล”
“มีเรื่องอะไรกัน” คาร์ลซัก วายูนยังไม่ทันจะตอบ เจ้าตัวเดินตามเข้ามาพอดี เธอก็เลยให้เขาถามกันเอาเอง เพราะเธอถามเท่าไหร่ก็ไม่ยอมบอก ทุกคนจ้องนิโคไลอย่างรอคำตอบ
“ก็แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะ ผมผิดเอง”
ไฮดี้มองนิโคไลอย่างไม่ค่อยจะเชื่อคำพูดนัก
ooooooo










