ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

รักออกฤทธิ์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ที่หน้าโรงภาพยนตร์ที่มีการจัดรอบกาล่ารายได้เพื่อการกุศล ระรินกำลังถูกสื่อรุมถ่ายรูปและสัมภาษณ์

นักข่าวถามว่าวันนี้ฉายเดี่ยวหรือพระเอกหายไปไหน? ระรินยิ้มระรื่นตอบว่าตัวไม่ได้ติดกันต้องมีห่างกันบ้าง ตนชวนแล้วแต่กริชติดธุระไม่ว่าง

ไม่ทันสิ้นเสียงระริน กริชก็ควงวนิษาเข้ามาในงาน บรรดานักข่าวฮือกันไปทางนั้น ทิ้งระรินยืนมองค้างอย่างโดดเดี่ยวอยู่ตรงนั้น

วนิษาติงกริชว่าไหนบอกว่าไม่มีนักข่าว เขาบอกว่าถ้าเธอไม่สบายใจจะหลบไปก่อนก็ได้ เดี๋ยวตนจัดการเอง วนิษาจึงขอตัวแยกไป แต่เจอนักข่าวอีกกลุ่มดักไว้ทำให้เธอต้องเดินกลับมายืนเผชิญหน้านักข่าวกับกริช นักข่าวถามว่ามาด้วยกันหรือ ทั้งสองคนบอกว่าเจอกันโดยบังเอิญที่ลานจอดรถเลยเดินมาด้วยกัน

ระรินแก้หน้า ทำทีถามกริชว่าไหนว่าจะไม่มา จะมาเซอร์ไพรส์ตนใช่ไหม กริชทักว่าเธอมาด้วยหรือ ระรินหัวเราะระริกบอกว่ากริชตลกอีกแล้ว พอกริชขอตัวจะไปกับวนิษา ระรินก็ควงแขนหมับบอกว่าน้องๆ นักข่าวอยากได้รูปคู่ แล้วโพสท่าคลอเคลียสนิทสนมให้นักข่าวถ่ายรูป

กริชแอบมองเห็นวนิษาเดินออกจากงานไปคนเดียว เขารีบตามไปขอกลับด้วยคนเพราะรถตนยังซ่อมไม่เสร็จ พอกริชขึ้นรถวนิษา นักข่าวก็วิ่งตามถ่ายรูปกันเกรียว เสร็จแล้วกลับมาถามระรินที่ยังยืนเหวออยู่ว่า ไม่เข้าไปดูหนังหรือ อีกคนดักคอว่าอย่าบอกนะว่ารอกริช เพราะกริชขึ้นรถไปกับวนิษาแล้ว

ระรินอึ้ง เหวอ นักข่าวคนนั้นสะกิดช่างภาพให้เก็บภาพหน้าเหวอของระรินไว้ทันที

ระหว่างกริชนั่งรถวนิษาไปนั้น เขาพยายามเผยความในใจกับเธอด้วยภาษาดอกไม้สวยงามเหมือนพระเอกในละคร ถูกวนิษาเตือนว่า อย่ารีบร้อนนักเลย ให้อะไรๆมันมีเวลาของมันบ้างดีกว่า ส่วนโจก็ฮึดฮัดๆ แกล้งด่ารถคันหน้าบ้าง รถคันข้างๆบ้าง ประชดกริชไปตลอดทาง แม้วนิษาจะรู้ทันแต่ก็เอาผิดโจไม่ได้

วันรุ่งขึ้น ขณะระรินกับเพ็ญแขเข้าสปาเห็นพวกพนักงานกำลังรุมกันดูข่าวบันเทิงในแท็บเล็ต เป็นข่าวของระรินพอดี มีรูปสองรูป รูปหนึ่งระรินยืนรอกริชอยู่หน้าโรงหนัง อีกรูปกริชกำลังขึ้นรถวนิษาไปด้วยกัน บรรยายภาพไว้ว่า

“ภาพเหตุการณ์ขณะระรินรอกริช แต่กริชแอบแว้บไปขึ้นรถวนิษาออกจากงาน งานนี้ต้องบอกว่า จ๋อยลื่น เสียบ ส่วนใครจะจ๋อย จะลื่น จะเสียบ วิเคราะห์กันเองนะค้า”

เพ็ญแขโมโหบอกว่าจะไปตบวนิษาให้หน้าแหกถึงท้ายทอยเลย ระรินบอกแม่ว่า

“ใจเย็นค่ะ เก็บมือไว้ก่อน ตอนนี้นอนนวดให้สบายๆ จะได้มีสติคิดว่าต้องตอบโต้มันยังไงถึงจะสาสมกับความแสบของมัน ยัยวนิษา”

ooooooo

ปฐมยังไม่ไว้ใจโจ แอบติดตามสอดส่องการเคลื่อนไหวและหาหลักฐาน กระทั่งเข้าไปดูในห้องพักของโจบนดาดฟ้า แต่นอกจากไม่ได้อะไรแล้ว ยังถูกโจจับได้ว่ามีคนเข้ามาที่ห้องตนเพราะเครื่องหมายที่ทำไว้อยู่ผิดที่

โจรู้ตัวว่าถูกปฐมจับตาดู เขาโทรศัพท์นัดป๋อง ปฐมขี่มอเตอร์ไซค์ตามไปไม่ให้คลาดสายตา แต่ปฐมก็ไม่พ้นสายตานักสืบของโจ เขารู้ตัวว่าถูกมอเตอร์ไซค์ตาม เขาจึงทำทีหยุดไปฉี่แล้วเดินผ่านปฐมไปที่รถขับออกไป ปฐมมองตาม...

โจเปลี่ยนไปใช้บ้านป๋องเป็นที่ทำงานสองสามวันเพื่อหลอกให้ปฐมตายใจ ป๋องเอาโบรชัวร์ใบนั้นออกมารายงานว่า

“ที่พี่ให้ผมไปสังเกตการณ์ ที่นี่เป็นสถาบันลดความอ้วนเอกชนที่รับเฉพาะผู้หญิง เข้มงวดพอสมควร อยู่ดีๆเขาคงไม่ให้เราเดินไปหาเมียสถาพรง่ายๆหรอก โจจึงให้ป๋องเจรจากับป้าเขาให้ช่วย โดยให้ป้าของป๋องแต่งทองเต็มตัวส่วนโจก็ปลอมตัวทำเป็นคนรักที่พาแฟนมาลดความอ้วนเพื่อเตรียมแต่งงาน

ระหว่างที่ไปคุยกับพีอาร์นั้น โจทำเป็นเหม็นกลิ่นส้มตำปูปลาร้า พีอาร์จึงเดินไปดูว่ากลิ่นมาจากไหน โจฉวยโอกาสนั้นพลิกแฟ้มหาชื่อเมียของสถาพร จนพบว่าเธออยู่ห้อง 4B พอพีอาร์คนนั้นกลับมา โจบอกว่าช่างเถอะกลิ่นจางไปแล้ว

ooooooo

เมื่อพีอาร์พาป้ากับโจเดินไปแนะนำสถานที่ ป้าเกิดปวดท้องกะทันหัน พีอาร์จึงต้องรีบพาไปห้องน้ำ โจขอยืนรอตรงนั้น

พอพีอาร์พาป้าไป โจก็เดินหาห้อง 4B จนเจอ เห็นเมียสถาพรซึ่งอ้วนตุ๊นั่งหน้าละเหี่ยอยู่หน้าจานผักต้มกองเล็กๆ บอกพนักงานว่าไม่อยากกินให้เอาไปเสีย

โจเข้าไปแสดงตัวทันทีว่าตนเป็นนักสืบเอกชนชื่อโจ มีเรื่องอยากถาม ศุปราณีเมียสถาพรไล่ว่าเขาเป็นผู้ชายเข้ามาได้ยังไง โจจึงเอาอาหารที่ซ่อนไว้ในพุงปลอมออกมาให้ดูล้วนแต่เป็นของโปรดของศุปราณีทั้งสิ้น เธอมองตาค้างน้ำลายสอ โจเก็บทุกอย่างเข้าถุงบอกว่า “มันจะเป็นของคุณถ้าคุณตอบคำถามผม” เอากล้วยแขกชิ้นหนึ่งให้กินก่อน ศุปราณีกินคำเดียวหมด

“โอเค ได้สติแล้วนะ คุณศุปราณี ผัวคุณตายทั้งคนทำไมคุณยังมาอยู่ในสถาบันลดความอ้วน”

ศุปราณีโพล่งออกมาเป็นชุดว่าตนเลิกรักไปนานแล้ว เขาเป็นเพียงผู้ชายเลวๆคนหนึ่ง ทำไมตนต้องเสียเวลาด้วย โจทำเวลาเต็มที่ถามว่าแล้วทำไมเธอถึงบอกตำรวจว่าซูซี่คือฆาตกร

“ผัวฉันไม่เคยเป็นโรคหัวใจมันแข็งแรงอย่างกับม้าจะหัวใจวายตายได้ไง” โจถามว่าทำไมถึงคิดว่าซูซี่ฆ่า? “อันนี้เป็นความลับของคดีนะ ตำรวจตรวจพบสารพิษในเลือดของสถาพร คนที่จะวางยาพิษก็มีแต่ยัยซูซี่เท่านั้นแหละ”

โจถามว่ายาพิษอะไร ศุปราณีบอกว่าตนไม่รู้แล้วเร่งให้เอาอาหารให้ตนได้แล้ว โจยังเล่นแง่ถามต่อว่าแล้วครกกับสากที่ซูซี่ใช้ตำส้มตำเป็นครกกับสากอะไร ศุปราณีบอกว่าก็ครกไม้กับสากธรรมดานี่แหละ แล้วทวงของกิน พอโจส่งให้ก็กินอย่างหิวกระหาย

ooooooo

ระรินวางแผนเล่นงานวนิษาอย่างเจ็บแสบ วันนี้ไปดักพบกริชที่สปอร์ตคลับบอกว่ามีเรื่องเกี่ยวกับเขาและวนิษาจะมาคุย กริชถามว่าเกี่ยวกับข่าวบันเทิงนั่นใช่ไหม

ระรินบอกว่านั่นก็ด้วย แล้วพูดอ้อนๆ “คุณกริชอย่าเพิ่งเข้าใจระรินผิดนะคะ สื่อเขาเสี้ยมให้เราทะเลาะกัน แต่ระรินไม่ได้คิดอะไรแบบนั้นเลย” เธอบอกว่ากลัววนิษาจะเข้าใจผิดตามที่สื่อเสี้ยมจึงอยากจะมาขอคุยกันสามคนต่อหน้า อ้างว่า “เดี๋ยวเขาจะโกรธระรินแล้วพลอยโกรธคุณกริชไปด้วย”

เมื่อกริชเห็นด้วย ระรินอาสาหาสถานที่ให้ จะหาบรรยากาศดีๆ มานั่งคุยกันชิลๆ

วนิษามาที่ห้างสรรพสินค้าที่กำลังมีงานเปิดตัวหนังสือ พอเจอกับกริชเธอชวนเข้าไปในงานเลย กริชบอกให้รอเพื่อนอีกคนเดี๋ยวคงมา ครู่เดียวระรินก็มาถึง เธอทักทายกริชและวนิษาอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสบอกว่าพอรู้จากกริชว่าวนิษาจะมาด้วยตนเลยรีบบึ่งรถมา

กริชพูดออกตัวกับวนิษาว่า ระรินขอร้องไม่ให้บอกว่าเธอจะมากลัววนิษาจะหนีกลับไปก่อน วนิษาพูดหน้านิ่งๆว่าไม่เป็นไร ระรินจึงเริ่มแผนของตนทำทีพูดเรื่องข่าวบันเทิงว่ากลัววนิษาจะเข้าใจผิด ตนจึงอยากเคลียร์กับวนิษาและแสดงความจริงใจ

เมื่อพากันเดินมาถึงบริเวณงานเปิดตัวหนังสือพ็อกเกตบุ๊ก “ตรวจกรรมระดับนาโนโดย เม้ง จิตทิพย์” โดยมีเม้งนั่งแจกลายเซ็นอยู่ ที่แท้ “เม้ง จิตทิพย์” ก็คือ “เม้ง หมอดูแม่นมาก” ที่เคยทำนายวนิษาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนว่าจะเป็นคนกินผัวนั่นเอง!

แต่เมื่อมาเป็น “เม้ง จิตทิพย์” เม้งก็มีลูกเล่นแพรวพราว เปิดประมูลการทำนายครั้งแรกเริ่มต้นที่ 1 แสนบาท ทำเอาบรรดาผู้ที่เข้าแถวรอดูหมอถอยกรูดไปตามกัน

ระรินเสนอสองแสน กริชกระซิบถามเธอว่าเขาดูแม่นมากขนาดนั้นเลยหรือ ระรินบอกว่า “ที่สุดค่ะโดยเฉพาะเรื่องความรัก” กริชจึงเสนอสามแสน และในที่สุดเขาก็เป็นผู้ชนะการประมูล

เม้งทำนายทายทักว่ากริชมาถูกทางแล้ว เขาไม่เหมาะ กับการทำธุรกิจหรือการเกษตรแต่เหมาะกับงานศิลปะ เม้งทำนายแต่สิ่งดีๆ ของกริชอีกมากมายแล้วบอกเขาว่า

“นี่แค่คำทำนายเบื้องต้น คุณอยากรู้ละเอียดด้านไหนเชิญถาม” กริชจึงถามเรื่องความรัก เม้งเพ่งกระแสจิตแล้วลืมตาบอกว่า “สดใสสวยงามเหมือนฟ้าสีครามในฤดูหนาว มั่นคงเหมือนขุนเขาตระหง่าน อาจจะติดเลือกมากหน่อย แต่หากรักแล้วจะรักเลยไม่เปลี่ยนแปร ดวงชะตาดีจริงๆ” แล้วเอะใจเชยคางกริชดูไฝใต้คางเขาแล้วทำท่าตกใจ “ไม่ได้การแล้ว ไฝใต้คางเม็ดนี้เหมือนรูรั่วใต้ท้องเรือ รูเล็กน้อยแต่ก็ทำให้เรือลำใหญ่จมได้” ถามว่ามีรูปผู้หญิงคนนั้นไหม กริชชี้วนิษาที่กำลังเดินดูหนังสืออยู่ เม้งมองตามพลางเอ่ย

“หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า สง่าดั่งพญาหงส์ เอ๊ะ...” เม้งเพ่งหน้าวนิษาแล้วลุกจากโต๊ะไปหยุดตรงหน้าเธอเพ่งมองวนิษายิ้มให้ แต่เม้งกลับหน้าซีดเผือดเหงื่อแตกพลั่ก วนิษาถามว่ามีอะไรหรือเปล่า เม้งไม่ตอบแต่กลับมาดึงกริชพาเดินไปด้านหลัง เข้าไปในห้องเก็บของกระซิบบอกกริช

“คุณต้องเลิกกับผู้หญิงคนนั้น ห้ามยุ่งด้วยเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นคุณอาจตาย เรื่องนี้ผมพูดมากจะไม่ดี แต่คุณต้องเชื่อผม ถอยออกมาเสียก่อนที่รูรั่วของคุณจะกลายเป็นโพรงใหญ่และทำให้เรือของคุณจมลงในพริบตา อย่ายุ่งกับผู้หญิงคนนั้น เธอถูกลิขิตจากสวรรค์แล้วว่าให้เป็นสตรีอาถรรพณ์เป็นอันตรายกับฝ่ายที่รักเธอ เธอคือผู้หญิงกินผัว งานแต่งงานของเธอจะจบลงที่งานศพตลอดไป!”

กริชหน้าซีดมองผ่านไหล่เม้งไป เม้งเอะใจหันมองเจอวนิษามายืนฟังตั้งแต่เมื่อไรไม่มีใครรู้ เธอหมุนตัวเดินออกไปทันที กริชรีบตามไป ผ่านระรินที่ยืนยิ้มพอใจอยู่ กริชมองเธออึดใจ ก็โพลงว่า

“ผมรู้ว่าทำไมคุณถึงยิ้มพอใจอย่างนี้”

“เก็บคำตอบไว้ในใจเถอะค่ะ ฉันรู้ว่าอาจารย์แม่นจริงๆ แต่ฉันไม่ใช่คนชนะการประมูลไม่ต้องมาวิเคราะห์ฉันหรอก” พูดแล้วระรินเดินออกจากร้านไปช้าๆ

ooooooo

วนิษาเดินหนีไปยืนน้ำตาคลอ คำทำนายของเม้งยังตามทำร้ายจิตใจเธอ เจอโจที่กำลังยืนดูหนังสืออยู่ เขาตกใจเมื่อเห็นเธอร้องไห้

พอดีกริชเดินตามวนิษามาทัน โจเชื่อว่ากริชต้องทำอะไรเธอแน่ๆ เลยพรวดเข้าไปขวางจนมีเรื่องกัน วนิษาเข้าไปห้ามบอกโจว่าไม่เกี่ยวกับกริช เธอขอโทษกริชแล้วชวนโจกลับ กริชมองงงๆ ระรินรีบเข้ามาทักทายอย่างเป็นห่วงมากว่า

“คุณกริช เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย ทำไมคุณเป็นอย่างนี้คะ”

ส่วนวนิษาพอเดินออกมาก็บอกโจว่าให้พาไปที่ไหน ก็ได้ที่กว้างๆ ไม่มีคน...ทะเล ภูเขา ที่ไหนก็ได้”

โจคิดรอบคอบประสานักสืบว่าตอนนี้เป็นเวลาเร่งด่วนรถติดแน่ เขาตัดสินใจพาเธอขึ้นไปบนดาดฟ้าที่ไม่มีทั้งรถและผู้คน แล้วใช้ความสามารถเฉพาะตัว ครั้งแรกเสกกลีบกุหลาบสีเหลืองโปรยปรายลงมา เสกอีกทีกลีบกุหลาบหลากสีก็โปรยปรายลงมารอบตัวเธอราวเวทมนตร์ วนิษาตะลึงกับความสวยงาม ลืมความทุกข์ตรอมไปในพริบตา ถามทึ่งว่าเขาทำได้อย่างไร

“อันนี้ความลับของมายากลครับ” โจอำ วนิษาไม่เซ้าซี้ เธอขอบใจยิ้มๆ “ยินดีครับ อย่าลืมโบนัสตอนสิ้นปีด้วยนะครับ” โจลูกเล่นให้บรรยากาศคลายเครียดแถมอาจโชคดีด้วย

“อย่าเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้พวกที่บ่อนฟังนะ” วนิษากำชับ โจพยักหน้า “จริงๆ ฉันก็ไม่อยากอ่อนแอแบบนี้หรอก แต่ทุกครั้งที่โดนตอกย้ำเรื่องดวงกินผัวเนี่ย ฉันต้องหวั่นไหวแบบนี้ทุกทีเลย”

“ทุกคนย่อมมีบาดแผลในชีวิตครับ บางคนอาจจะโชคร้ายที่มันเป็นแผลสดตลอดกาล โดนแซะนิดหนึ่งก็เจ็บปวดรวดร้าว” เธอถามว่าแล้วมันจะไม่มีวันหายหรือ? โจพูดลอยๆว่า แล้วใครจะบอกได้ แต่พอเธอถามว่าแล้วเขามีแผลอะไรบ้างไหม โจรับว่าตนก็มีแผลของตัวเองแต่ไม่ยอมบอก อ้างว่าความจำเสื่อม

“ถ้าความจำหายเสื่อมล่ะ จะบอกฉันได้ไหม”

“ถ้าผมหายจากความจำเสื่อม ถึงตอนนั้นคุณอาจจะเกลียดผมก็ได้”

“นี่นายดาว ไม่ว่าตัวจริงนายจะเป็นใครก็ตาม ฉันคงไม่เกลียดนายหรอก” วนิษาหัวเราะออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

โจฝืนยิ้ม เห็นวนิษาชมวิวสีหน้าแช่มชื่นมีรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า แต่โจกลับยิ่งเศร้า...

ooooooo

คืนนี้ ป๋องกลับมาก็มองหาแท็บเล็ต ถามโจว่าเห็นไหม โจชี้แท็บเล็ตที่เขานั่งดูอยู่ ป๋องเข้าแย่งทันทีโวยว่ามาแอบดูของส่วนตัวกันได้ไง

โจถามว่าป๋องเป็นแฟนกับปลายฝนแล้วหรือ ป๋องสะบัดเสียงใส่ว่ายุ่งน่ะ โจไม่สนใจแนะว่าให้ตีซี้ไว้แล้วแอบถามเธอว่ารู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับวนิษาบ้างไหม เธออาจรู้อะไรที่เป็นประโยชน์กับงานของเราบ้างก็ได้ ป๋อง บอกว่าไม่อยากหลอกใช้เขา

“แกก็อย่าคิดว่าแกหลอกเขาสิ คิดว่าชวนคุยเฉยๆ ก็ได้ แต่มีจุดประสงค์คือข้อมูลของแม่เลี้ยงเขา โอเคไหมแบบนี้น่ะ”

ถูกตะล่อมให้มองในอีกมุมหนึ่งแบบนี้ ป๋องก็เงียบไป

กริชพยายามที่จะได้พบกับวนิษาอีก แต่โทร.ไปเธอไม่รับสาย จึงอาศัยที่เคยเป็นลูกศิษย์ในโรงเรียนที่หม่อมจันเคยเป็นผู้อำนวยการ จึงเลียบเคียงถามท่านจนรู้ว่าวันนี้วนิษาจะมา เขาจึงมาดักพบที่วังวาสุวงศ์ เมื่อวนิษามา หม่อมจันบอกว่ากล้วยไม้กำลังออกดอกสวยให้พากันไปเดินเล่นตามสบาย

เมื่อไปเดินในเรือนกล้วยไม้ กริชบอกเธอว่าอยากคุยเรื่องที่อาจารย์เม้งทำนายวันนั้นว่าตนไม่สนใจอาถรรพณ์อะไรทั้งนั้น เธอยังคงเป็นนางฟ้าของตนเสมอ พูดจริงจังว่า

“ไม่ใช่ว่าผมคิดว่าอาจารย์เม้งไม่แม่น แต่ต่อให้แม่นผมก็ไม่กลัว”

เป็นการเปิดใจที่ทำให้วนิษาซึ้งมาก พลันก็เสียบรรยากาศไปหมดเมื่อเสียงโจจามลั่นขึ้น ทั้งสองสะดุ้งเดินอ้อมมาดูข้างหลังถุงปุ๋ย เจอโจกำลังขยี้จมูกจนแดงไปหมด โจหัวเราะแหะๆ บอกว่าตนมาดูว่าที่นี่ใช้ปุ๋ยอะไรกล้วยไม้ถึงได้งามมาก แต่คงแพ้ฝุ่นเลยน้ำหูน้ำตาไหล ถามว่าสองคนเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ ตนไม่ได้ยินอะไรเลย

กริชเจอลูกไม้แบบนี้หลายครั้งแล้ว บอกวนิษาให้เปลี่ยนคนขับรถเถิด ตนจะหาให้ วนิษาบอกว่าตนก็อยากไล่ออกอยู่เหมือนกันแต่ยังไม่มีจังหวะและโจก็ไม่ได้ตามเรามาแต่เขาอยู่ตรงนี้ก่อนเราเข้ามาด้วยซ้ำ

กริชมองโจอย่างไม่พอใจ ในขณะที่โจพึมพำเบาๆว่า

“ฉันพยายามช่วยชีวิตแกนะ ยังมองฉันแบบนี้อีก”

ooooooo

กริชไหว้ลาหม่อมจัน วนิษาเดินมาส่งเขาที่รถ เขาถามว่าเธอมีธุระที่ไหนต่อหรือเปล่า อยากชวนไปกินเจลาโต้แถวคอนโดตนมีร้านเปิดใหม่เป็นร้านเก่าแก่ของอิตาลีระดับ 5 ดาวเลยทีเดียว

วนิษาขอบคุณแต่ตนมีธุระต่อ ลากันแล้ววนิษาเดินกลับ กริชมองสะโพกเธอแววตาลามกแล้วสตาร์ตรถออกไปแบบทนไม่ไหวแล้ว

เมื่อวนิษาไปที่บ่อน ปฐมเอาจดหมายเชิญจากเสี่ยเพ้งมาให้ถามว่าตั่วเจ๊จะไปไหม วนิษาถามความเห็นเขา ปฐมเห็นว่าไม่ควรไป วนิษาติงว่าเสี่ยเพ้งเชิญมาอย่างเป็นทางการ ปฐมบอกว่าวงการนี้ไม่มีกฎกติกาอะไรทั้งนั้น แนะให้หาคนปลอมตัวไปแทนให้มันตายใจแล้วลงมือสยบมันทีเดียวให้คอขาดไปเลย

“ไม่ค่ะ ฉันไม่ชอบวิธีที่คุณปฐมบอก ฉันจะไปหาเขาด้วยตัวเอง ฉันอยากคุยกับเขาก่อน” ปฐมยังพยายามหว่านล้อมว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องตีกันเลี่ยงไม่ได้แน่ ในเมื่อต้องตีกันฝ่ายไหนลงมือก่อนก็ได้เปรียบ “คุณปฐมคะ มันจะเป็นสงครามก็ได้ ฉันไม่กลัว แต่ฉันจะไม่เป็นฝ่ายเริ่มสงคราม”

 “ถ้ามัวแต่คิดจะคุย ตั่วเจ๊อาจจะเป็นคนแพ้” ปฐมยังพยายามหว่านล้อม

“เสียน้ำลายดีกว่าเสียเลือดนะครับ” โจแทรกขึ้น ถูกวนิษาดุว่าใครให้เสนอความเห็น ไม่ใช่หน้าที่ โจเลยหุบปากเงียบ

“แต่นายดาวก็พูดถูกนะคะ เสียน้ำลายดีกว่าเสียเลือด”

เมื่อวนิษาพูดเช่นนั้น ปฐมเลยก้มหน้าไม่พูดอะไรอีก

ooooooo

เมื่อพากันไปที่ภัตตาคารจีน วนิษาไปกับปฐมและลูกน้องคนสนิทอีก 5 คนโดยมีโจรั้งท้าย

เสี่ยเพ้งไม่รู้จักวนิษา พอปฐมแนะนำ เสี่ยเพ้งก็แสดงความห่ามกักขฬะทักว่า

“สวัสดีตั่วเจ๊ ได้ยินชื่อตั่วเจ๊มานาน น่าเจี๊ยะสมคำร่ำลือ”

“พูดอย่างนี้กล้าเจี๊ยะฉันหรือเปล่าล่ะคะ” วนิษายิ้มพรายเดินเข้าหา

“สมเป็นตั่วเจ๊จริงๆ ยอมรับว่าผมไม่กล้าเจี๊ยะคุณหรอก ผมกลัว”

“เสี่ยเพ้งก็สมเป็นเสี่ยเพ้ง มีแต่คนกล้าถึงกล้ายอมรับว่าตัวเองกลัว”

ทั้งเสี่ยเพ้งและวนิษาต่างทักทายเชือดเฉือนกันด้วยคำพูดและรอยยิ้ม เมื่อนั่งกันแล้ว เสี่ยเพ้งเจรจาขอซื้อบ่อนของวนิษาทันที ถามว่าขายเท่าไรว่ามาเลย วนิษาตอบอย่างรำคาญว่าเรื่องเดิมๆ ตนบอกไปไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่าไม่ขาย เสี่ยเพ้งเผยสันดานอันธพาลสั่ง “คุณต้องขาย!”

“เอางี้ดีกว่า บ่อนคุณฉันก็อยากได้เหมือนกัน อยากขายเท่าไหร่ว่ามา ไม่ใช่แค่บ่อน บ้านคุณฉันก็อยากได้ พี่น้องลูกเมียคุณกี่คนฉันรับซื้อหมด ขายติดบ้านมาเลยก็ได้ แม้แต่ฮวงซุ้ยบรรพบุรุษคุณฉันก็อยากได้ กี่บาทบอกมาเลย”

เสี่ยเพ้งโกรธจนหน้าแดงตวาด “นี่คุณกล้าดูถูกครอบครัวผมเหรอ”

“ฉันใดก็ฉันนั้น บ่อนคือบ้านของฉัน ลูกน้องคือคนในครอบครัวฉัน ถ้าคุณคิดจะซื้อครอบครัวฉันให้ได้ ทำไมฉันจะอยากซื้อครอบครัวคุณไม่ได้” เสี่ยขู่ว่าแล้วเธอจะเสียใจที่ตอบแบบนี้ “เป็นคำขู่ที่น่าเบื่อมาก ไม่ใช่แค่ไม่กลัวนะ รำคาญด้วยซ้ำ”

เสี่ยเพ้งกำหมัดแน่นโกรธจนตาแดงก่ำ วนิษายังเยือกเย็นยิ้มสวยให้ขณะพูดต่อ

“เสี่ยเพ้ง ฉันมาที่นี่เพื่อจะบอกคุณว่าฉันไม่กลัวคุณ ถ้าคิดจะมีเรื่องกันคุณต้องเสียมากกว่าที่คุณคิด ถ้าไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เราต่างคนต่างอยู่ ปลาคนละบ่อไม่เกี่ยวข้องกัน”

เสี่ยเพ้งพูดไม่ออก จ้องหน้าวนิษาแล้วเดินออกไป วนิษาหัวเราะจงใจให้เสี่ยเพ้งได้ยิน เขาหันขวับมอง แต่แล้วก็เดินออกไป ปฐมมองตามถอนใจยาว วนิษาถามว่าไม่มีอะไรใช่ไหม ปฐมตอบอย่างโล่งอกว่า

“ครับ ผมอ่านเกมผิด มันไม่ได้ลอบกัดเรา แต่ว่าผมยิ่งเสียดาย เราน่าจะเล่นงานมัน โอกาสดีๆแบบนี้คงไม่มีอีก”

วนิษาไม่ตอบอะไร ส่วนโจมองเธอยิ้มๆ อย่างอดชื่นชมไม่ได้

ooooooo

เสี่ยเพ้งกลับไปถึงบ่อนตัวเองอย่างหัวเสีย คำรามแค้นว่าจะต้องสั่งสอนตั่วเจ๊และยึดบ่อนมาให้ได้ รู้จักเสี่ยเพ้งน้อยไป! พลันเสี่ยเพ้งก็สะดุ้งเมื่อถูกกระดาษขยำจนกลมปาใส่หน้า เสี่ยคลี่ออกดูเป็นตั๋วคอนเสิร์ต มองไปเห็นตี๋อ้วนยืนหน้าบูดแก้มป่องอยู่ ถามว่าทำไมทำแบบนี้ ตั๋วคอนเสิร์ตใบละตั้งหลายพัน

ตี๋อ้วนบอกว่าไม่ดูมันแล้วเพราะเกิร์ลเฟรนด์ที่จะชวนไปดูด้วยมีบอยเฟรนด์ไปแล้ว ตี๋อ้วนโวยวายว่าให้ป๊าส่งคนไปจัดการกับบอยเฟรนด์ของเกิร์ลเฟรนด์ตนป๊าก็ไม่ไปจัดการสักที เดี๋ยวจะเอาปืนไปยิงเอง เสี่ยเพ้งรีบบอกให้ลูกน้องไปจัดการคนที่มาแกล้งลูกตน ย้ำว่าเอาแค่ให้ร้องไห้ขี้มูกโป่งแต่อย่าให้ถึงตาย

ตี๋อ้วนพาลูกน้องเสี่ยเพ้งไปดักที่ย่านวัยรุ่น แต่ไม่เห็นปลายฝนกับป๋องมาเลยชวนกันไปดักที่อื่น แต่พอตี๋อ้วนไป ปลายฝนก็ควงป๋องเข้ามา เธอถามป๋องว่านัดตนมาวันนี้มีอะไรหรือ ป๋องชวนไปนั่งคุยกันดีกว่า

ทั้งสองเข้าไปนั่งคุยกันในร้านไอศกรีมบรรยากาศน่ารัก ป๋องเกร็งจนปลายฝนทักว่าวันนี้ดูแปลกๆ พอป๋องเริ่มทำงานตามที่โจสั่ง ปลายฝนก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ

โจถามว่าพ่อแม่เธอเป็นใคร ปลายฝนบอกว่าพ่อตนเปิดบ่อนแม่ตายตั้งแต่ตนเด็กๆ ทุกวันนี้ตนอยู่กับแม่เลี้ยง

แล้วแม่เลี้ยงเธอเป็นคนยังไง ปลายฝนบอกว่าเป็นคนฉลาด ดูดี พ่อชอบแม่เลี้ยงมาก ทีแรกพ่อบอกว่าจะไม่แต่งงานใหม่ แต่พอเจอแม่เลี้ยงก็กลับคำทันที

แล้วพ่อเธอตายยังไงล่ะ ป๋องถามต่อ คราวนี้ปลายฝนย้อนถามว่าถามทำไม คาดคั้นจับพิรุธ ป๋องจนแต้ม

บ่นตัวเองงึมงำ “กูว่าแล้วต้องไม่สำเร็จ” พอถูกปลายฝนถามว่าบ่นอะไร ป๋องถามว่าเธอไว้ใจใครที่สุด ปลายฝนบอกว่าไม่มี แม้แต่เพื่อนที่สนิท ญาติสนิทก็ไม่มี มีแต่ลุงปฐมคนสนิทของพ่อแต่ก็ไม่ค่อยได้คุยกัน

ป๋องให้ปลายฝนสัญญาก่อนว่าถ้าตนบอกเหตุผล เธอจะต้องไม่เล่าให้ใครฟัง โดยเฉพาะแม่เลี้ยงของเธอ ปลายฝนรับปาก ป๋องจึงบอก

“ฉันเป็นนักสืบ!”

ooooooo

โจกลับถึงบ้านเจอปลายฝนนั่งอยู่ข้างๆป๋อง โจตกใจทำอะไรไม่ถูก ปลายฝนเป็นฝ่ายสวัสดี บอกโจว่าตนรู้เรื่องหมดแล้ว โจถามงงๆว่า “รู้เรื่องอะไรหรือครับ”

“รู้เรื่องที่พี่โจเป็นนักสืบ รับงานมาจากหญิงจุ๋ม มาสืบเรื่องการตายของคุณชายแจ้กับพ่อของหนูว่าเป็นฝีมือของแม่เลี้ยงหนูรึเปล่า แล้วพี่ก็แกล้งความจำเสื่อมปลอมเป็นคนรถเพื่อสืบความลับของแม่เลี้ยงหนูไง”

โจก้มหน้า หลับตาปี๋ครางเบาๆ พอเงยหน้าขึ้นก็คำราม “ไอ้ป๋อง...ฉันจะฆ่าแก!” แล้วโจก็พุ่งเข้าขยุ้มคอป๋องจนปลายฝนต้องช่วยแยกออกมา

สุดท้ายเรื่องลงเอยด้วยดี เมื่อปลายฝนบอกว่าตนก็อยากรู้เรื่องการตายของพ่อเหมือนกัน ทั้งยังบอกว่าตนจับตาสังเกตวนิษามาตลอด แม้แต่เวลาเธออาบน้ำก็แอบดูว่าเธอซ่อนอะไรไว้ในตัวหรือเปล่า แต่ก็จับพิรุธอะไรไม่ได้

“หรือว่าคุณวนิษาจะเป็นคนบริสุทธิ์จริงๆ” ป๋องจะสรุป แต่โจบอกปลายฝนว่าตนจะบอกให้เธอต้องทำอะไร อย่างไรเอง ตกลงไหม ปลายฝนพยักหน้า

ระหว่างป๋องเดินออกมากับปลายฝนนั้น เธอถามว่าเขาสนิทกับโจมากเลยหรือ ป๋องเล่าอย่างไม่ปิดบังว่า

ทั้งตนและโจต่างเป็นลูกกำพร้าที่หลวงพ่อสีสุกรับเลี้ยงไว้ที่วัด ตอนเด็กตนเกเรเอาแต่เล่นเกมไม่เรียนหนังสือ ดีแต่ได้โจมาดึงตนกลับมาเป็นผู้เป็นคน ปลายฝนถามว่าแต่นั้นมาเขาเลยกลายมาเป็นผู้ช่วยของโจใช่ไหม

“ยัง...จริงๆแล้วพี่โจมาเป็นนักสืบเพราะเหตุผลพิเศษต่างหาก ตอนแรกไม่ได้คิดจะเป็นหรอก” ปลายฝนถามว่าเหตุผลอะไร ป๋องมองอย่างระแวดระวังก่อนบอกเบาๆว่า “พี่โจ มีสมญานามว่า โจตัวซวย” ปลายฝนอึ้งถามว่าสมญานามนี้ได้มายังไง

ป๋องนิ่งไปนานเพราะสมญานาม “โจตัวซวย” นั้นมีเรื่องราวมากมายไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี

ooooooo

ป๋องตั้งหลักได้ก็เล่าแต่เรื่องที่ซวยมหาซวยของโจให้ฟังว่า

เมื่อหลายปีก่อน โจอยู่ในทีมฟุตซอลมหาวิทยาลัยเป็นผู้รักษาประตู ขณะคู่แข่งวางลูกเตรียมยิงเป็นลูกชี้ขาดแพ้ชนะนั้น โจเตรียมรับเต็มที่ พอลูกพุ่งเข้ามาโจก็พุ่งรับแต่ไปผิดทาง โชคดีที่ปลายเท้าของโจเซฟลูกไว้ได้ ทุกคนเฮดีใจ โจลุกขึ้นจะวิ่งไปหาเพื่อน เจ้ากรรม! เท้าโจสะดุดลูกบอลหัวทิ่ม ลูกบอลเลยไหลกลับเข้าประตูไป เพื่อนๆ ที่กำลังเฮดีใจ เงียบกริบไปทันที!

นั่นคือซวยครั้งที่หนึ่ง ต่อมาโจทำงานขายประกัน ลูกค้าแข็งแรงมากบอกว่ารับรองตนอยู่จนครบกรมธรรม์ฟันดอกเบี้ยจากบริษัทอื้อแน่ แต่พอเซ็นกรมธรรม์เสร็จขับรถออกไปก็เสยกับรถพ่วงสิบแปดล้ออย่างแรง รถระเบิดตายสยองทันที!

ป๋องเว้นวรรคนิดหนึ่งแล้วตบท้ายเรื่อง “โจตัวซวย” เมื่อโจมาทำงานนักสืบว่า วันหนึ่งเขาไปจับผู้ร้ายที่สืบได้กับตำรวจคนร้ายถูกจับได้ แต่มันแย่งปืนจากสารวัตรไปได้จ่อปืนใส่สารวัตร โจกระโดดกดหัวสารวัตรโขกกับพื้นอย่างแรง ปรากฏว่าเป็นปืนปลอม แต่พอสารวัตรโงหัวขึ้น  หน้าก็เต็มไปด้วยเลือดเพราะฝีมือการช่วยเหลือของโจนั่นเอง

เรื่องราวของ “โจตัวซวย” จบลงพร้อมสีหน้าอึ้งสุดๆของปลายฝน เธอถามว่าแล้วป๋องรอดมาถึงทุกวันนี้ได้ไง ป๋องเลิกเสื้อให้ดู รอบเอวเขาเต็มไปด้วยสารพัดของขลังห้อยเต็มไปหมด ป๋องอวดว่า ไม่อย่างนั้นตนไม่รอดมาถึงป่านนี้หรอก

“ชีวิตนายดูผ่านอะไรมาเยอะนะ ไม่น่าเป็นคนโง่นี่นา” แล้วปลายฝนก็ยกตัวอย่างที่ป๋องมีพิรุธตอนหลอกถามตน ป๋องยอมรับว่าตนไม่กล้าหลอกเธอ  แต่โจเคยด่าตนว่าต้องรู้จักหลอกใช้คน ปลายฝนเลยบอกเขาว่าไม่ต้องเชื่อโจมากหรอก อย่าทำอะไรฝืนใจตัวเอง ถ้าไม่มีอะไรทำตนจะแนะแนวให้เอง

“ขอบใจ แต่เธอเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะยัย

เบื๊อก แค่ขับรถชนเสาไฟฟ้ายังทำอะไรไม่ถูกเลย”

“ไอ้บ้า” ปลายฝนเตะก้นป๋องแล้วหัวเราะกัน ต่างใส่หมวกกันน็อกขึ้นมอเตอร์ไซค์ซ้อนกันไป

ooooooo

วันนี้หลังจากกริชพาวนิษาไปเลี้ยงอาหารอร่อยในห้างแล้ว เธอสั่งโจให้พาไปที่วังวาสุวงศ์โดยไม่รู้ว่ามีคนมาดักอยู่ พอเธอออกไปมันก็ส่งข่าวต่อๆกันว่า “ออกไปแล้ว เตรียมตัว”

รถของวนิษาถูกรถตู้คันหนึ่งตามประกบ  เมื่อถึงเส้นทางที่นัดกันไว้ถูกกลุ่มคนร้ายวางแผนดักทำร้าย แต่ด้วยความช่างสังเกตและตัดสินใจฉับไว โจพาวนิษาหนีรอดคนร้ายไปแอบในบ้านหลังหนึ่งที่เปิดหน้าต่างไว้ แล้วใช้อุปกรณ์ที่หาได้ในบ้านหลังนั้น ปลอมตัวเป็นกะเทยอึ๋มออกมา

พวกกุ๊ยที่มาเล่นงานยังดักรออยู่ จนใกล้ค่ำมันเห็นกะเทยสองคนเดินแอ่นอกอึ๋มออกมาทำระริกระรี้ ก็มองกันเพลินหยอกล้อกันครึกครื้น โจกับวนิษาก็ทำเป็นดี๊ด๊ากรี๊ดกร๊าดทั้งอ่อยทั้งด่าจนผ่านพวกมันไปได้

วนิษาบอกว่าวันนี้สนุกมาก เล่าให้โจฟังขำๆว่า

“ฉันเคยด่าแบบสะใภ้ผู้ดีมันต้องสุภาพ ด่าแบบตั่วเจ๊ก็ต้องมีหลักการ แต่เมื่อกี้ด่าแบบกุ๊ยไม่ต้องคิดมากสนุกกว่ากันเยอะ”

“สงสัยผมจะปลุกด้านมืดของคุณขึ้นมาเสียแล้ว” โจพลอยรู้สึกสนุกไปด้วย

พวกกุ๊ยที่มาดักเล่นงานโจกับวนิษา โทร.แจ้งใครบางคนว่าสงสัยสองคนหนีไปแล้ว ใครคนนั้นบอกว่าไม่ เป็นไร เดี๋ยวจะโอนเงินให้แล้วให้หลบไปอยู่ต่างจังหวัดเสีย

ใครคนนั้นคือปฐมนั่นเอง!

เมื่อวนิษากลับไปเล่าเหตุการณ์ให้ปฐมฟัง เขาตั้งข้อสังเกตว่า โจมีพฤติกรรมน่าสงสัยทั้งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้รวดเร็วว่องไวราวกับรู้ล่วงหน้า ทั้งเผชิญหน้ากับกุ๊ยวันนี้ที่มีคนมากกว่ามากมายก็ไม่ได้แสดงความวิตกอะไรเลย พูดจนวนิษาเริ่มคล้อยตาม แต่บอกว่า “เราดูเขาต่อไปก็แล้วกัน”

ooooooo

ส่วนโจก็นัดพบป๋องฟังผลการไปสืบเรื่องการตายของสถาพร พบว่ายาที่พบในสายเลือดนั้นเป็นแค่ยากล่อมประสาทที่อาจทำให้ตายได้เท่านั้น

เสร็จจากป๋อง โจไปหาซูซี่เอาสากทองเหลืองไปถามว่าเอาไว้ทำอะไร ซูซี่บอกว่าเอาไว้ฝึกน้ำหนักเพื่อ กะแรงตำเท่านั้น พอโจถามว่าเขาวางยาสถาพรหรือเปล่าเพราะยาที่พบเป็นยาแบบเดียวกับที่ซูซี่กิน ซูซี่ยอมรับว่าสถาพรบ่นว่าเครียดจนนอนไม่หลับ ตนจึงเอายาให้ไป แต่ตนไม่ได้วางยา สถาพรกินยาเอง

โจไปพบป๋องที่ลานจอดรถร้านอาหารที่กริชกับวนิษาอยู่ข้างใน บอกป๋องว่าวันนี้ตนจะลงมือเองเดี๋ยวตนจะหลอกล่อให้ทั้งสองไปที่อื่น ตนจะเข้าไปค้นคอนโดของวนิษา ให้ป๋องติดตามสองคนนี้ ถ้าวนิษาจะกลับคอนโดเมื่อไรให้รีบโทร.บอกตน

พอดีกริชออกมา เขาขอคุยกับโจ เอาเงินให้โจเต็มซองเพื่อให้โจเปิดโอกาสให้ตน ไม่ว่าจะแกล้งทำรถเสียหรืออะไรก็ได้ โจรับเงินและรับปาก บอกวนิษาว่ารถเสียและขอให้กริชช่วยดูแลและส่งเธอแทนด้วย แล้วสั่งป๋องให้ถ่วงเวลาของวนิษาไว้ให้นานที่สุด

โจรีบไปที่คอนโดค้นห้องวนิษาอย่างเร่งรีบ

ส่วนป๋องที่เฝ้าวนิษากับกริชอยู่หน้าร้านอาหาร ได้รับไลน์จากปลายฝน คุยหยอกล้อกันด้วยภาษาวิบัติอย่างสบายอกสบายใจ พอรู้ตัวอีกทีปรากฏว่ารถของกริชหายไปแล้ว!

กริชพาวนิษาไปนั่งกินกาแฟกันต่อ ระหว่างนั้นก็เอารูปเด็กน่ารักมาให้ดู แสดงอารมณ์รักเด็กอย่างมาก พอวนิษาเผลอก็แอบเทยาเสียสาวใส่ในกาแฟ คะยั้นคะยอให้ดื่มอย่างแนบเนียน แต่โชคไม่เข้าข้างเขา วนิษายังมีอารมณ์ติดพันกับเด็กดื่มไม่ลง ครู่หนึ่งเธอชวนกลับดีกว่า

ด้วยประสบการณ์โชกโชน กริชตามใจเธอ แต่แอบคลำในกระเป๋าบอกตัวเองว่า

“ผมยังมีอีกเป็นแผง ให้มันรู้ไปว่าคืนนี้คุณจะรอดไปได้”

โจยังตั้งหน้าตั้งตาค้นหาหลักฐานต่อไป เวลาเดียวกัน กริชก็กำลังขับรถบ่ายหน้ามาส่งวนิษาที่คอนโด! เขาพยายามชวนเธอไปดื่มอะไรชิลๆต่อ วนิษาขอเป็นโอกาสหน้าก็แล้วกัน วันนี้ตนมีงานต้องทำต่อที่บ้าน

“ครับ...งั้นเดี๋ยวผมไปส่งคุณวนิษาที่คอนโดเลยนะครับ”

 

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”
29 ก.พ. 2563
06:45 น.