ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

รักออกฤทธิ์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ในวันที่แม่คลอดโจที่โรงพยาบาลนั้น ประดิษฐ์ผู้เป็นพ่อมาเยี่ยม ชมว่าลูกพ่อน่ารักมาก น่ารักจริงๆ แม่ตัดพ้อว่าทำไมพ่อมาช้าเลยไม่ทันได้เห็นลูกคลอด

ประดิษฐ์บอกว่าไม้ที่แอบเอาออกจากป่ามูลค่ากำไรเกือบสิบล้านโดนยึดเลยต้องรีบไปเคลียร์ แต่ก็มีสร้อยทองเส้นโตมารับขวัญลูกแล้ว

“นี่ไง...สวยไหม พ่อตั้งชื่อเล่นลูกว่า โจ มาจากโจโฉ เพราะลูกต้องยิ่งใหญ่เหมือนโจโฉ” แม่บอกว่าแล้วก็นำโชคลาภมาให้เราสองคนด้วย “งั้นชื่อจริงตั้งว่า นำโชค นำโชคมาให้พ่อเยอะๆนะลูก”

ประดิษฐ์พูดจบ ก็มีตำรวจเข้ามาแจ้งว่าเขาถูกจับข้อหาค้าไม้เถื่อน บุกรุกป่าสงวน ติดสินบนเจ้าหน้าที่  ข่มขู่เจ้าพนักงาน มีอาวุธร้ายแรง ว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมาย ปลอมแปลงเอกสารราชการและหนีภาษี ข้อหายาวเหยียด

ตำรวจแจ้งข้อหาเสร็จ ทารกโจก็ลืมตาร้องไห้จ้าขึ้นมา

จนโจอายุ 3-4 ขวบ พ่อก็พาโจไปฝากพี่ชายเลี้ยงเพราะตัวเองต้องติดคุก ลุงของโจรับเลี้ยงด้วยความเมตตาหลาน แต่ไม่นาน แม่ก็ต้องพาโจไปฝากน้องสาวซึ่งก็คือน้าของโจเลี้ยงเพราะบ้านของลุงถูกไฟไหม้ หมดตัว!

จนอายุ 8-10 ขวบ โจก็ถูกนำไปฝากให้แก้วญาติอีกคนหนึ่งของแม่เลี้ยง เพราะแม่ต้องหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ

“อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลยนะ ถ้าโจมันเป็นเด็กธรรมดา ฉันเลี้ยงให้อยู่แล้ว แต่นี่ลูกเธอเหมือนเด็กคนอื่นซะที่ไหนใครๆก็เรียกกันว่าไอ้โจตัวซวย พี่ไม่กล้าเลี้ยงหรอก”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก...มันแค่บังเอิญ” แม่พยายามอ้อนวอน

“ไม่บังเอิญหรอก ขนาดพ่อมันเอง จากพ่อเลี้ยงร้อยล้านก็หมดตัว แถมติดคุกอีก ลุงมันรับไอ้โจไป ก็ถูกไฟไหม้บ้าน น้ามันรับไปก็เสียพนันจนหนี้ท่วมหัว อามันอีกคนหนีทหารมาได้ 19 ปีแล้ว พอรับไอ้โจไปเลี้ยงปุ๊บก็โดนจับเลย ปู่มันรับไอ้โจปุ๊บโดนศาลสั่งล้มละลาย อย่างนี้ไม่เรียกตัวซวยก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว ออกไปได้แล้ว ไอ้โจ อย่าอยู่นาน”

พอแม่พาโจเดินน้ำตาคลอออกไป ญาติคนนั้นก็เอาไม้กวาดมากวาดตรงที่โจยืนปากก็พูดไล่เป็นการแก้เคล็ด...

“ซวยๆ ออกไป ซวยๆ ออกไป”

แม่พาโจเดินตุหรัดตุเหร่ไปนั่งเศร้ามืดแปดด้าน หลวงพ่อสีสุกกวาดลานวัดอยู่ เดินมาหาแม่กับโจถามอย่างเมตตา

“ร้องไห้ทำไมเหรอโยม...”

แต่นั้นมา โจก็ได้อยู่กับหลวงพ่อสีสุก แม่สั่งเสียโจก่อนกราบลาหลวงพ่อว่า

“โจอยู่กับหลวงพ่อต้องทำตัวดีๆนะ สัญญากับแม่นะ พอคดีหมดอายุความแล้วแม่จะกลับมาหาลูกนะ” แม่กอดโจแน่นก่อนจากไปทั้งน้ำตา...

ooooooo

วันต่อมา เด็กชายโจในวัย 10 ขวบ ก็ถือถัง พลาสติก เดินตามหลวงพ่อไปบิณฑบาต โจถาม หลวงพ่อว่า

“หลวงพ่อรับเลี้ยงผม ไม่กลัวเหรอครับ ผมเป็นตัวซวยนะครับ ใครที่เลี้ยงผมไม่เคยมีใครรอดสักคน”

“ตัวซวยเหรอ  ฉันไม่รู้จักหรอก  ศาสนาพุทธไม่มีคำนี้”

โจถามว่าทำไมตนไปอยู่กับใครเขาก็พากันซวยทั้งนั้น หลวงพ่อบอกว่า

“ศาสนาพุทธสอนให้ใช้สติพิจารณา เหตุเกิดแต่ปัจจัย สิ่งที่เธอเห็นน่ะมันมีที่มาที่ไป”

“แล้วทำยังไงเราถึงจะพิจารณาจนรู้ที่มาที่ไปได้ล่ะครับ”

“คำว่าพิจารณานั่น หมายถึงให้เป็นคนใช้เหตุใช้ผล มีสติรู้ตัว และต้องเป็นคนช่างสังเกต อย่างเช่น...”

หลวงพ่อยกตัวอย่างทดสอบและสอนให้โจเป็นคนช่างสังเกต มีสติ ฉะนั้นจะพิจารณาว่าเขาเป็นตัวซวยนั้น ต้องมีสติมากกว่านี้ หัดพิจารณาให้ละเอียดกว่านี้ฟังหลวงพ่อแล้ว เด็กชายโจก็เริ่มรู้จักสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว อย่างละเอียด...

การอบรมบ่มสอนของหลวงพ่อสีสุก ปลูกฝังความช่างสังเกต มีสติแก่โจตราบทุกวันนี้ เขาจึงยึดเป็นหลักในการทำงานช่างสังเกตและมีสติอยู่เสมอ

เมื่อรับงานสืบจากหญิงจุ๋มสืบคดีที่ซับซ้อน โจจึงต้องทำงานอย่างละเอียด เจาะลึกจริงๆ วันนี้เขานั่งดูรูปวนิษาในชุดแต่งงานจนเจอพิรุธบางอย่าง ชี้ให้ป๋องดูรูปวนิษาในชุดเจ้าสาวยาวระพื้น แต่มีรูปหนึ่งรองเท้าที่ใส่แลบออกจากชายกระโปรงเป็นรองเท้าส้นตึกสีเขียว ทั้งสูงทั้งหนาไม่เข้ากับชุดเจ้าสาวเลย

โจจมอยู่กับการหาหลักฐานจากรูปวนิษาจนป๋องมาเรียกไปกินข้าว เห็นโจยังดูรูปอยู่ ในรูปนั้นมีหญิงสาวคนหนึ่งที่ป๋องรู้จัก เธอคือระริน โจถามว่าทำไมป๋องรู้จักชื่อเธอ

“ก็คนนี้เขาประกาศตัวเป็นศัตรูกับวนิษา เขาเป็นแฟนเก่าคุณชายแจ้ เขาหาว่าวนิษาแย่งคุณชายแจ้ไป”

ฟังแล้วโจมองระรินในรูปอย่างพินิจพิจารณา อีกครั้ง

ooooooo

ระรินเป็นสาวสวยคล่องแคล่วแต่หยิบหย่ง ใช้ชีวิตอย่างไร้สาระไร้เป้าหมาย เพิ่งกลับจากไปศัลยกรรมที่เกาหลีมา

กลับจากเกาหลี ระรินก็มาที่วังวาสุวงศ์ฉอเลาะกับหม่อมจันไปตามประสาล้วนแล้วแต่เรื่องไร้สาระ จนหม่อมจันเอือม แต่เป้าหมายสำคัญวันนี้ของระรินคือ มาเป่าหูหม่อมจันว่าวนิษาเป็นคนฆ่าคุณชายแจ้ ยุให้ยึดทุกอย่างคืนจากวนิษาเสีย

“เอาเป็นว่าฉันรับปากเธอแล้วกัน วันไหนที่ฉันเชื่อว่าวนิษาเป็นตัวกาลกิณี ฉันจะทำตามที่เธอต้องการแล้วกันดีไหม”

“ดีค่ะ”

“เพียงแต่ว่าวันนี้ ฉันยังไม่เชื่อ...วันนี้ฉันเพลียๆ ขอตัวก่อนนะ”

ระรินประจบบอกว่ามีของมาฝากด้วย หม่อมจันขอบใจรับด้วยสายตาแล้วเดินออกไป

หญิงจุ๋มที่เดิมทีไม่ได้มีอคติอะไรกับวนิษาเลย แต่ถูกระรินยุยงเป่าหูจนกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของวนิษามาเจอระรินพอดี หญิงจุ๋มบอกระรินว่าตนจ้างนักสืบเอกชนให้สืบเรื่องคุณชายแจ้แล้ว นักสืบชื่อ โจ แอ๊บพันหน้า ระรินชะงักนิดหนึ่งเพราะเธอรู้จักแต่โจตัวซวย แต่ไม่ติดใจและยังไม่อยากเจอ

หญิงจุ๋มบอกว่าวันนี้วนิษาไปออกงาน ระรินจิกตาร้ายอย่างหมายมาด แล้วเธอก็ไปงานนั้นเพื่อหาเรื่องวนิษา เธอป่วนขณะวนิษาไปบริจาคโลหิต ทำทีถามหมอว่าคนเป็นฆาตกรบริจาคเลือดแล้วคนอื่นจะได้รับเลือดเลวเลือดชั่วด้วยหรือไม่ ถามจนหมองง แต่วนิษารู้เจตนา พอเธอตอบโต้ติติง ระรินก็ฉวยโอกาสขุดคุ้ยเรื่องคุณชายแจ้ขึ้นมาด่าเป็นฉากๆอีก

ระรินทั้งด่าทั้งป่าวร้องจนวนิษาทนไม่ได้เป็นฝ่ายออกไปจากงาน ระรินยังด่าตามหลังไปว่า

“หนีอีกแล้วเหรอวนิษา เธอไม่มีทางวิ่งหนีกรรมตัวเองได้หรอก เธอทำอะไรไว้กับใคร เธอก็ต้องได้ผลตอบแทนแบบนั้น มันยังไม่จบหรอก จนกว่าเธอจะชดใช้หนี้กรรมของเธอให้หมดสิ้นทุกการกระทำ ทุกคำพูด!”

ในอดีตนั้น ระรินกับคุณชายแจ้กำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้ว วันหนึ่งระรินนั่งรถไปกับคุณชายแจ้ เธอนั่งรอในรถขณะคุณชายแจ้เข้าไปสั่งงานในออฟฟิศ

จู่ๆ ก็มีหญิงสาวมาเคาะกระจกบอกว่าชายกระโปรงเธอถูกประตูหนีบอยู่ ระรินจึงเปิดประตูดึงชายกระโปรงขึ้น ถามว่าเธอทำงานที่นี่หรือ พอรู้ว่าจะมาสมัครงานก็ถามชื่อ หญิงสาวนั้นบอกว่า “ชื่อวนิษาค่ะ”

เมื่อคุณชายกลับมา ระรินถามว่าที่ออฟฟิศประกาศรับสมัครพนักงานหรือ พอรู้ว่ามี เธอฝากบอกผู้จัดการให้รับคนชื่อวนิษาไว้ด้วยตนอยากตอบแทนเพราะเธอมีน้ำใจบอกเรื่องชายกระโปรงราคาแพงของตนถูกประตูรถหนีบ คุณชายรีบกลับเข้าไปในออฟฟิศ

คุณชายเจอวนิษาพอดี พอเห็นหน้าคุณชายถึงกับมองตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ และหลังจากวันนั้น ระรินก็ผิดสังเกตว่าคุณชายหมั่นเข้าออฟฟิศผิดปกติ จนระรินเอะใจ เมื่อเธอถามเรื่องวันแต่งงาน  คุณชายก็อ้างว่าช่วงนี้งานยังยุ่งๆอยู่

แต่แล้วเธอก็ได้เห็นการ์ดแต่งงานของคุณชายแจ้กับวนิษาที่นักข่าวเอามาให้ดู ระรินตะลึงงันคำรามอย่างสุดแค้น

“คุณชายแจ้ วนิษา ทำไมทำแบบนี้...ทำไม...วนิษา ฉันเป็นคนช่วยเธอไว้นะ เธอ...” แล้วระรินก็ฉีกการ์ดทิ้งร้องไห้เหมือนเสียสติ นักข่าวระดมถ่ายรูปกันมือเป็นระวิง

ooooooo

วันนี้วนิษาต้องไปเคลียร์ปัญหาในตลาด หม่อมจันไปนั่งรอที่ร้านกาแฟใกล้ๆ พอเคลียร์เสร็จเธอเดินไปหาหม่อมจัน

พอหม่อมจันรู้ว่าเธอเคลียร์ปัญหาสำเร็จก็ขอบใจ ชมว่าเก่ง เพราะลำพังตนคงจัดการกับคนพวกนั้นไม่ได้ คุยแล้วหงุดหงิดอารมณ์เสียทุกที

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เป็นหน้าที่ของวนิอยู่แล้วค่ะ ในฐานะกรรมการบริษัท”

“หึ...ลูกสาวกับลูกเขยฉันก็เป็นกรรมการ ไม่เห็นพวกนั้นจะมาสนใจดูแลเลย”

วนิษาไม่พูดอะไร เดินตามหม่อมจันผ่านโต๊ะตัวหนึ่ง หม่อมจันนึกได้ว่าลืมมือถือจึงกลับไปเอาโดยเดินอ้อมข้างหลังผู้หญิงสามคนที่โต๊ะนั้น ได้ยินหนึ่งในนั้นชมวนิษาว่าตัวจริงสวยมาก แถมรวยอีกต่างหาก เป็นเจ้าของตลาดด้วย

“อ๋อ...ที่ได้มรดกจากผัวคนแรกใช่ไหม ได้ข่าวแย่งผัวมาจากไฮโซซะด้วยนะ โกลเด้นฟลาวเวอร์อะไรขนาดนี้” หนึ่งในนั้นฉอดๆ วนิษาได้ยินถึงกับอึ้ง หม่อมจันปลอบใจว่า

“อย่าไปใส่ใจคนพวกนี้เลย คนที่ชอบนินทาคนอื่นน่ะเป็นพวกน่าสังเวช มีปมด้อย ถ้ายังไม่เปลี่ยนนิสัย ชีวิตนี้ก็คงหาความเจริญอะไรไม่ได้แน่ๆ”

“ขอบคุณค่ะ” วนิษาเดินตามหม่อมจันที่โอบไหล่พาไป

วนิษาคิดถึงวันที่มาสมัครงานที่นี่ คุณชายแจ้ขอสัมภาษณ์เธอด้วยตัวเอง บอกผู้จัดการว่า อยากได้ตัวเธอมาเป็นผู้ช่วยในการวางแผนขยายตลาด อ้างว่าวนิษามีคุณสมบัติตามที่ต้องการพอดี

คิดถึงวันนั้นแล้ว วนิษารำพึงว่า “ฉันน่าจะเป็นฝ่ายที่ตายมากกว่านะคะ คุณชาย...”

ooooooo

ระหว่างที่ป๋องทำงานกับโจนั้น โจก็สอนไปให้บทเรียนไป วันนี้โจมอบหมายงานภาคสนามให้ป๋องไปติดตามตั่วเจ๊เพราะตนไปทำเองกลัวตั่วเจ๊จะจำได้

“โห...ขนาดพี่ยังพลาด แล้วผมจะรอดเหรอครับ” ป๋องทำหน้าสยอง  แต่เมื่อโจบอกว่าไม่ลองไม่รู้ โจก็ต้องลองดู

ป๋องปลอมเป็นวินมอเตอร์ไซค์ตามรถของวนิษาไป เขาแปลกใจที่เธอขับรถเข้าซอยตัน  แต่พอจะกลับรถออกก็ถอยไปชนเสาไฟฟ้าโครมใหญ่ ป๋องชะลอดู คนที่ลงจากรถมาดูกลายเป็นปลายฝน ซึ่งป๋องไม่รู้จัก

เป็นเพราะปลายฝนขับรถไม่เก่ง  เมื่อรถชนก็ตกใจงงไม่รู้จะทำอย่างไร เห็นป๋องก็บอกว่าตนขับรถชนจะทำอย่างไรดี ป๋องบอกว่าให้ถ่ายรูปแล้วไปเคลมประกัน เธอทำไม่เป็นอีกวานป๋องให้ถ่ายให้หน่อย แล้วให้ป๋องที่ปลอมเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งที่สีลม ป๋องถามว่าทำไมไม่ขับรถไปเอง

“ไม่เห็นเหรอว่าฉันหลงทาง ที่เข้ามาเนี่ยนึกว่าทางลัด แล้วก็ยังขับไม่เก่ง ฉันไม่อยากเสียเวลาต้องรีบไปเดี๋ยวไม่ทัน”

ป๋องหยิบมือถือขึ้นกดไลน์ก่อนแล้วจึงรับเธอไป ครู่เดียวโจก็อ่านไลน์ของป๋องงงๆ

“ผมพลาดแล้วครับ คลาดกับคุณวนิษาแล้ว” โจอ่านแล้วบ่น “ไม่ได้เรื่องเล้ย...ไอ้อ่อนเอ๊ย...

ooooooo

ปลายฝนจ้างป๋องไปสีลม ป๋องปฏิเสธ ปลายฝนร้อนรนทำท่าจะไปแต่แล้วก็กลับมาบอกว่ามีเรื่องให้ช่วยหน่อย ป๋องเห็นท่าทางเธอเป็นเด็กเรียนนึกว่าจะไปเรียนพิเศษจึงตกลง

แต่ปรากฏว่า ปลายฝนวานให้ไปเข้าแถวซื้อตั๋วคอนเสิร์ตวงแคไนน์ที่จะมาแสดงรอบเดียวในเมืองไทย และที่นี่เขาแบ่งขายไม่กี่ร้อยใบ จำกัดให้ซื้อคนละไม่เกินสี่ใบ แต่ตนมีเพื่อนเจ็ดคนให้ป๋องช่วยซื้อสามใบ

ป๋องฟังแล้วเซ็งบ่นว่าที่แท้ก็ติ่งเกาหลีนี่เอง ปลายฝนถามว่าติ่งแล้วเสียหายตรงไหน

“เธอน่ะโชคดีนะ มีโอกาส แทนที่จะใช้โอกาสให้เกิดประโยชน์กับชีวิตตัวเองกลับมาเป็นติ่งเกาหลีซะนี่” ป๋องปฏิเสธไม่ซื้อให้ ปลายฝนเลยเปลี่ยนจากวานเป็นจ้างสองร้อยบาท ป๋องยิ่งไม่พอใจหาว่าเอาเงินฟาดหัว ปลายฝนร้อนใจจนร้องไห้  พอเห็นน้ำตาป๋องก็ใจอ่อนยอมซื้อให้ ปลายฝนเลยให้เขาใบหนึ่ง ป๋องไม่เอาแต่ปลายฝนก็ยัดใส่มือให้จนได้

ปลายฝนบอกชื่อตัวเอง ถามว่าเขาชื่ออะไรเผื่อเจอกันอีกจะได้เรียกถูก ป๋องย้อนถามว่าจะรู้ไปทำไม ปลายฝนไม่เซ้าซี้รีบเข้าไปในอาคาร ป๋องถามว่าไม่ไปเอารถหรือ

“ฉันโทร.ให้คนรถไปเอาแล้ว ฉันจะไปเรียนพิเศษ”

ป๋องมองตามปลายฝนงงๆ แล้วก้มมองตั๋วดูคอนเสิร์ตในมือ

ooooooo

เมื่อป๋องบอกว่าพลาดงานตามวนิษา โจจึงนั่งแท็กซี่ตามรถคันหรูที่วนิษาใช้ในวันนี้เอง เธอเลี้ยวรถไปในซอยที่ไม่ค่อยมีบ้านคน

โจคิดว่าตามไปแบบนี้คงถูกจับได้แน่เลยลงจากรถเดินตามไป จนถึงบ้านในบริเวณกว้างหลังหนึ่ง โจแอบดูจากนอกรั้ว สงสัยว่าเป็นบ้านใครทำอะไรเพราะไม่มียาม เลยแอบปีนรั้วเข้าไป

ที่แท้เป็นบ้านของยายวรางค์ คุณยายของวนิษานั่นเอง โจแอบดูเห็นคุณยายวรางค์กำลังทำกับข้าวอย่างตั้งใจ ส่วนวนิษานั่งเด็ดผักอยู่ใกล้ๆ

“เศรษฐีรวยปลิ้นอย่างนี้เนี่ยนะ มานั่งเด็ดผัก” โจพึมพำ กลิ่นหอมของอาหารที่คุณยายทำ ทำให้โจหิวขึ้นกะทันหัน

โจได้ยินคุณยายถามวนิษาว่ามีเรื่องอะไรหรือดูเครียดๆ เธอบอกว่า “เรื่องเดิมๆน่ะค่ะ”

“เรื่องเดิมๆ น่ะเรื่องอะไร” คุณยายถาม แล้วปลอบให้ทำใจนิ่ง ๆ อย่าหวั่นไหวกับลมปากคน วนิษาบอกว่าตนพยายามแล้ว คุณยายถามอีกว่า “ทำไมใจถึงไม่นิ่ง ซ่อนอะไรไว้ในใจหรือไง” เห็นวนิษาเงียบ คุณยายเลยบอกให้ไปอาบน้ำเสีย เดี๋ยวจะให้หนุงหนิงชงชาสมุนไพรให้จะได้หลับสบาย

โจเอาหูแนบผนังฟังนึกสงสัย...

“ซ่อนอะไรไว้ในใจ???”

ooooooo

โจวนเวียนอยู่ในบริเวณบ้านยายวรางค์ จนตีสองรู้สึกหิวจึงเข้าไปในห้องครัว เปิดตู้เย็นดูมีอะไรกินได้ก็หยิบใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มตุ่ย

“จับได้แล้วไอ้หัวขโมย ฉันจะเรียกตำรวจ!” เสียงหนุงหนิงสาวใช้โวยวายจากข้างหลัง โจรีบยกมือยอมแพ้หันมองแต่พูดไม่ได้เพราะอาหารเต็มปาก หนุงหนิงชี้หน้าด่า “แกกล้าดียังไงมาขโมยกางเกงในคุณยาย”

โจตกใจตาเหลือก พอหนุงหนิงสั่งให้เขาถอดหน้ากากค้างคาวออก โจจึงโล่งใจ แอบด่าเบาๆ

“ยัยบ้า ละเมอก็ไม่บอก” แล้วฉวยโอกาสขณะที่ หนุงหนิงยังละเมอพล่ามไปเรื่อย หยิบขวดน้ำแล้วย่องออกไป

ตีห้าแล้วโจออกจากบ้านยายวรางค์เดินไปตามถนนเข้าบ้าน หยิบมือถือโทร.ปลุกป๋องให้เอารถมารับ

พลันก็ร้องตกใจบอกว่าโดนงูกัด รีบเอามือถือมากดส่องดูเห็นเขี้ยวงูสองรูก็ยิ่งตกใจว่าต้องเป็นงูพิษแน่ บอกป๋องว่าเริ่มรู้สึกหน้ามืดแล้ว ให้รีบมารับ กำลังบอกว่าตนอยู่ที่ไหน แต่พูดไม่ทันจบประโยคเสียงก็ขาดหายไป...

โจล้มหัวพาดถนน ไม่นานรถหรูคันหนึ่งขับมา ล้อรถผ่านหัวโจไปอย่างน่าหวาดเสียว แต่พอเลยไปนิดเดียวรถก็จอด คนขับลงมาดู วนิษานั่นเอง...

โจนอนลืมตาดูดาวบนท้องฟ้า วนิษามาถึงได้ยินเขาพร่ำพรรณนาความสวยงามของดวงดาว เพ้อว่าสวรรค์ส่งนางฟ้ามารับตน ครู่ต่อมาโจก็หลับตาหมดสติ วนิษาตบหน้าเรียก แต่โจก็ไม่รู้ตัว

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง โจเห็นภาพตรงหน้าพร่าๆ มัวๆ วนิษาถามหมอว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง หมอบอกว่าปลอดภัยแล้ว แต่ดูแปลกๆ เพราะไม่พบบัตรประชาชนหรือเอกสารอื่นใดในตัวเลย เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร วนิษาบอกว่าตนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นใคร

พอหมอกับวนิษาหันมองโจก็รีบหลับตา พลันสมองก็ทำงานอย่างฉับไว โจทำหน้างงๆถามว่าตนอยู่ที่ไหน? ตนมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? หมอบอกช้าๆเพื่อให้เขาคิดตามว่า

“คุณโดนงูกัดหมดสติ คุณผู้หญิงคนนี้เป็นคนพาคุณมาส่งโรงพยาบาล เขาเป็นคนช่วยชีวิตคุณ”

โจยังแกล้งทำเป็นความจำเสื่อมจำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่ชื่อตัวเอง วนิษาจะพาไปส่งบ้าน โจบอกว่าจำไม่ได้ว่าบ้านตัวเองอยู่ที่ไหน วนิษาถามหมอว่างูกัดทำให้เขาความจำเสื่อมหรือ

“ไม่น่าเกี่ยวกันนะครับ ผมไม่เคยได้ยินเลยว่า

มีคนโดนงูกัดแล้วความจำเสื่อม แต่มันก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน เพราะเขาสลบไปตั้งสามวัน”

“หา! ผมสลบไปตั้งสามวัน” โจตกใจ พอหมอยืนยันก็อึ้ง หมอจึงให้คนไข้พักผ่อนก่อน เพิ่งฟื้นขึ้นมาอย่าเพิ่งรบกวนดีกว่า ให้เขาพักสักครู่ความจำอาจจะกลับมาก็ได้

ทั้งวนิษาและยายวรางค์จึงออกไป

ooooooo

ออกจากโรงพยาบาล วนิษาพาโจไปกินอาหารก่อนจะพาไปส่งบ้าน โจบอกจำบ้านตัวเองไม่ได้ เธอจึงพาไปที่บ่อนฝากปฐมให้ช่วยดูว่ามีอะไรจะให้โจทำได้บ้าง

พอปฐมถามโจว่าทำอะไรเป็นบ้าง โจบอกว่าต้องลองดูถึงจะรู้ ปฐมถามว่าจะให้ตนเรียกเขาว่าอะไร แล้วหันมองวนิษาที่มองโจอยู่ เธอนึกภาพที่พบโจครั้งแรกเขานอนดูดาวแล้วเพ้อก่อนหมดสติ เธอเลยตั้งชื่อให้ว่า “นายดาว”

จากนั้นปฐมจึงให้โจทดสอบความสามารถนับจากง่ายไปสู่ยาก งานแรก ให้ซอยไพ่ โจซอยไพ่ดูเหมือนจะชำนาญแต่สุดท้ายทำไพ่ทั้งสำรับหลุดผัวะใส่หน้าปฐมเต็มๆ ต่อมาให้ลองเสิร์ฟน้ำ โจก็ท่าดีทีเหลวอีกตามเคย เพราะเดินสะดุดทำน้ำหกใส่ปฐมเปียกหมด ปฐมเปลี่ยนเป็นให้โชว์ลีลาการต่อสู้ โจถูกลูกน้องปฐมที่ส่งมาประลองฝีมือล่อเสียน่วม โจยืนโงนเงนแล้วถลาไปชนปฐมล้มไปด้วยกัน ปฐมอ่อนใจกับท่าดีทีเหลวของโจ สุดท้ายให้เข้าครัวลองผัดผักบุ้ง โจโชว์ลีลาผักบุ้งลอยฟ้า ปรากฏว่าผักบุ้งร้อนๆจากกระทะลอยไปใส่หัว ปฐมเข้าเต็มๆ!

“ผลการทดสอบไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง” ปฐมสรุป บอกวนิษาว่า “ผมไม่รู้จะให้นายดาวมันทำอะไรดี เพราะมันไม่มีอะไรดีสักอย่าง”

แต่ในที่สุด ปฐมกับวนิษาก็ค้นพบสิ่งดีๆในตัวโจ เมื่อโจแอบไปเช็ดรถของวนิษาจนสะอาดวาววับ พอวนิษารู้ว่านายดาวเป็นคนล้างรถให้ ก็พอใจ ถามว่าขับรถเป็นไหม โจบอกว่าต้องลองดู ปฐมชักเสียว เลยขอนั่งรถไปด้วย

โจโชว์ฝีมือการขับรถได้ดีจนปฐมชมว่าใช้ได้ โจเลยโชว์ตีเข้าโค้งแบบดริฟต์ มาถึงลานกว้างยังโชว์ดริฟต์วงกลมจนยางไหม้ควันโขมง พอจอดรถตรงหน้าวนิษา ปฐมก็ลงไปอ้วกแทบตาย

“ฉันรู้แล้วว่านายทำอะไรน่าจะรุ่ง” วนิษาบอกอย่างพอใจ

“ด้วยความยินดีครับ” โจแอบยิ้มเจ้าเล่ห์...ที่แผนทุกอย่างผ่านฉลุย

แต่พอโจกลับบ้าน พบว่าประตูหน้าต่างทุกบานมีผ้ายันต์แปะไว้หมด เพราะป๋องคิดว่าโจตายแล้วจึงแปะผ้ายันต์กันผีไว้ แต่พอรู้ว่าโจยังไม่ตายก็กอดขาโจพร่ำบอก

“พี่โจ พี่ยังไม่ตายจริงๆด้วย เป็นห่วงพี่ที่สุดเลยครับ จนแทบไม่ได้กินไม่ได้นอน ในที่สุดพี่ก็กลับมาแล้ว ขอบคุณสวรรค์”

 “เป็นห่วงมากเลยนะแก เอายันต์ปิดซะรอบบ้านเลย ทุ้ยยยย!”

ooooooo

รุ่งขึ้น ระหว่างนั่งรถไปด้วยกัน เมื่อป๋องรู้ว่าโจไปเป็นคนขับรถให้วนิษา ก็ถามว่าทำเพื่อตอบแทนที่วนิษาช่วยชีวิตเขาใช่ไหม? แล้วจะเลิกงานนี้แล้วใช่ไหม? หรือเพื่อสืบเรื่องวนิษาได้ง่ายขึ้น??

พอโจยอมรับข้อสุดท้าย ป๋องติงว่าแบบนี้ก็เหมือนทรยศวนิษาที่ช่วยชีวิตเขาไว้แต่ยังจะหาหลักฐานเล่นงานเธออีก แบบนี้เขาเรียกว่า เนรคุณ โจแก้ต่างว่าหญิงจุ๋มจ้างตนก่อนที่วนิษาช่วยชีวิตตน ถ้าปล่อยวนิษาก็เท่ากับตนทรยศต่อลูกค้า

“ขนาดจะเนรคุณยังอุตส่าห์มีหลักการอีก” ป๋องบ่นเซ็งๆ

“ถ้าสมมติแกเจอหลักฐานว่าคุณวนิษาฆ่าผัวเขาจริงๆแล้วแกจะปล่อยเขาไปเพราะเขาเคยช่วยชีวิตแกงั้นเหรอ ถ้าแกปล่อยฆาตกรลอยนวลก็เท่ากับแกไม่มีคุณธรรม”

ป๋องพยายามจะชี้แจงหลายครั้งแต่โจพูดจนไม่มีช่องแทรก สุดท้ายป๋องบอกว่า “ผมก็บอกไม่ถูก อย่าง งู้นก็ไม่ได้อย่างงี้ก็ไม่ดี” พอโจบอกว่าป๋องด่าว่าตนเนรคุณอย่างมีหลักการ ตนก็จะบอกว่าเพราะตนยึดหลักการถึงได้เนรคุณ ป๋องทำหน้างงบ่น “ผมปวดหัวแล้วครับเลิกพูดเถอะครับ”

“ไอ้ป๋อง แกอย่าหนีปัญหา ถ้าแกอยากอยู่แบบเคารพตัวเอง ก่อนอื่นแกต้องรู้ก่อนว่า ชีวิตคนเรามันไม่ง่ายนักหรอก แถมบางครั้งมันก็โคตรยากเลย คิดให้เยอะก่อนตัดสินใจ จะได้ไม่เสียใจทีหลัง” โจสรุปแล้วต่างนั่งเงียบๆกันไป

เมื่อไปเจอหญิงจุ๋มกับพจน์สามีที่เป็นห่วงเมียออกมาดึกๆจึงตามมาด้วย หญิงจุ๋มรวบรัดว่ามีอะไรให้ว่ามาเลย

“เรื่องแรก ตั้งแต่วันนี้ ผมจะไม่สะดวกที่จะเจอคุณตลอดเวลา เพราะผมจะแทรกซึมเบ้าวงในของคุณวนิษา เรื่องที่สอง คุณอาจจะเจอผมอยู่กับคุณวนิษา ตั้งสติดีๆอย่าเผลอทักผมต่อหน้าเขา ถ้าจะให้ดี ไม่ว่าเจอกันเมื่อไหร่ก็อย่าทัก เรื่องที่สาม สำคัญมากๆ ขอเบิกเงินอีกงวดคร้าบบบบ” ประโยคท้ายโจย้ำชัดๆอย่างอ่อนน้อมแต่แกมบังคับ

พจน์มีข้อแม้ว่าจะเบิกเงินได้ก็ต้องมีผลงานอะไรหน่อย โจเสนอผลงานว่าตอนนี้กำลังสืบไปถึงคุณยายของวนิษาอยู่

โจเล่าว่า เพราะเธอโตมากับคุณยายและให้ความไว้วางใจคุณยายมากกว่าพ่อแม่ตัวเองด้วยซ้ำ ฟังแล้วพจน์ถามว่าขนาดนั้นเชียวหรือ พอโจถามว่าเขาคิดอะไรอยู่ พจน์บอกว่าไม่มีอะไรและยอมจ่ายให้ไม่มีปัญหา ยื่นเช็คให้ สัมผัสมือกันโจพูดยิ้มๆว่า

“ขอบคุณนะ ท่าทางคุณจะช่วยผมได้เยอะนี่”

ooooooo

โจทำหน้าที่คนขับรถให้วนิษาอย่างมืออาชีพ วันนี้ก็พาเธอไปที่วังวาสุวงศ์ เธอบอกให้โจไปจอดรถห่างออกไป

โจใช้กล้องจิ๋วส่องดู เห็นเธอเทยาใส่ในถ้วยชาให้หม่อมจันอย่างที่เคยเห็นคราวที่แล้ว โจจ้องกระเป๋าถือวนิษาคิดอะไรบางอย่าง เมื่อเธอกลับมาสั่งให้ขับรถไปบ้านพักคนชราจะไปทำบุญ โจชมว่าดี จิตใจจะได้ผ่องแผ้ว

“ฉันเป็นคนมีกรรม ต้องทำบุญเยอะๆ หวังว่า

สักวันกรรมเก่าที่ติดตัวมาจะหายไป” แล้ววนิษาก็พูดความเชื่อของตนให้ฟังว่า “เราทุกคนมีกรรม มันติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด มันทำให้บางคนดวงดี บางคนดวงไม่ดี นายเชื่อเรื่องดวงไหม?”

“ไม่เชื่อครับ ผมเชื่อว่าเรากำหนดชีวิตเราเอง” โจตอบทันทีอย่างมั่นใจ วนิษาติงว่าเขาไม่ใช่คนดวงไม่ดีอย่างตนไม่เข้าใจหรอก “ใครจะรู้...อย่าลืมสิครับว่าผมยังจำตัวเองไม่ได้เลย”

วนิษาบอกว่าโชคดีแล้วคนความจำดีเป็นโชคร้ายรู้ไหม

“เรื่องบางเรื่องที่อยากลืมก็ลืมไม่ได้ ถึงเราลืมได้ บางทีคนรอบข้างก็หวังดีช่วยให้เราจำได้ซะงั้น” พอโจพูดจบ วนิษามองหน้าโจยอมรับว่าใช่ เขาพูดเหมือนเข้าใจตน “ไม่หรอกครับ เพราะยังไงผมก็จะไม่เชื่อเรื่องดวง เรื่องทำบุญแก้กรรมผมยิ่งไม่เชื่อ”

เมื่อความเห็นต่างกัน เลยนั่งกันเงียบๆ ไปจนถึงบ้านพักคนชรา ทำบุญเลี้ยงข้าวเลี้ยงขนมคนชรา

พอจะกลับ โจชี้ให้วนิษาดูคุณยายคนหนึ่งที่แยกตัวไปนั่งเศร้าอยู่คนเดียว วนิษาปรารภว่าไม่รู้ว่าได้ข้าวกับขนมหรือยัง โจจึงเสียสละของตนให้เธอเอาไปให้ ระหว่างที่วนิษาเดินลงจากรถเอาข้าวและขนมไปให้คุณยายคนนั้น โจรีบเปิดกระเป๋าหยิบห่อยาออกมาแบ่งห่อใส่กระเป๋ากางเกงตัวเอง ทำทุกอย่างอย่างรวดเร็วและแนบเนียน

เมื่อส่งเธอที่คอนโดแล้ว วนิษาบอกว่าพรุ่งนี้ให้มารับเวลาเดิม แต่พอหยิบกระเป๋าก็ทำยาซองนั้นร่วงหกที่พื้น โจได้ทีถามทีเล่นทีจริงว่ายาเบื่อหนูหรือ

วนิษาบอกว่าเป็นยารักษาโรคของหม่อมจัน แต่หม่อมไม่ยอมกินยาเพราะเฝื่อนกินยาก ตนเลยต้องแอบใส่ในน้ำชาให้ดื่ม พอวนิษาเดินไป โจมองตามพึมพำกับตัวเอง “ใครเชื่อก็บ้าแล้ว หึๆ”

โจรีบไปหาป๋องที่บ้าน เจอป๋องแต่งตัวเท่จะไปดูคอนเสิร์ตเพราะมีบัตรที่ปลายฟ้าให้ไว้ แต่พอโจถามว่าจะไปไหน ป๋องก็อึกอัก แล้วบอกว่าจะไปเที่ยวเรื่อยเปื่อย โจจึงเอาห่อยาให้สั่งก่อนออกรถไปว่า

“มีงานให้ทำ ฉันอยากรู้ว่าของในห่อนี้คืออะไร งานด่วนรีบไปเลย” ป๋องมองห่อยาในมือ ถอนใจเซ็งๆ

เมื่อกลับไปถึงบ่อน โจขึ้นห้องพักที่อยู่บนดาดฟ้า ปฐมขึ้นมาถามว่าไปส่งตั่วเจ๊แล้วใช่ไหม คุยหยอกล้อพอให้บรรยากาศสบายๆแล้ว ปฐมตั้งข้อสังเกตว่าดูเขาไม่เดือดร้อนเรื่องความจำเสื่อมเลย  โจขอเหตุผลว่าทำไมตนต้องทำแบบนั้น

“สมมติเช่น...แกเป็นคนที่เสี่ยเพ้งส่งมา จะเพื่ออะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่ต้องเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ”

“เสี่ยเพ้งเป็นใคร  ผมไม่รู้จัก” ปฐมบอกว่าเป็นศัตรูของเรา “ผมไม่ใช่คนของเสี่ยเพ้ง มีเหตุผลอื่นอีกไหมครับ

ที่ทำให้ผมต้องโกหกว่าความจำเสื่อม” ปฐมบอกแกมขู่ในทีว่า เหตุผลอะไรก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญอย่าคิดร้ายกับตั่วเจ๊ก็แล้วกัน  ไม่อย่างนั้นขอสาบานว่าจะเล่นงานเขาให้ถึงที่สุด “ผมดูออกว่าพี่เป็นคนยังไง ถ้าพี่คิดจะเล่นงานผมละก็ ผมคงต้องทำใจล่วงหน้า”

“แต่ถ้าแกอยู่กับพี่น้องกับเรา เราก็จะเป็นพี่น้องกับแก แกมีปัญหาฉันก็จะช่วยแกจนถึงที่สุดเหมือนกัน”

โจรับคำ ปฐมตบบ่าเขาแล้วเดินออกไป โจมองตามอย่างคิดไม่ถึงว่าปฐมจะซื่อสัตย์ต่อวนิษาถึงขนาดนี้

ooooooo

ผลการตรวจยาที่โจแอบเอามาจากวนิษา ปรากฏว่าเป็นยารักษาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ ทำให้โจโล่งใจจนยิ้มออกมาคนเดียว

เมื่อไปรับวนิษา โจใช้ความสามารถพิเศษของตัวเอง เสกดอกทิวลิปสีขาวมอบให้วนิษา บอกว่าแทนคำขอโทษจากใครคนหนึ่ง แม้ไม่รู้ว่าเป็นใครแต่วนิษาก็รู้สึกดีที่ได้รับดอกไม้ ไม่เพียงเท่านั้น โจยังทำเป็นเสกเศษสตางค์หล่นเกลื่อนหลอกให้ชายคนหนึ่งที่ตามจีบวนิษาขณะเดินออกจากโรงแรมให้ชายคนนั้นตามเก็บเหรียญจนเขาพาวนิษาหลบมาได้

ระหว่างเดินออกจากโรงแรม โจถามว่าเธอโดนตามจีบแบบนี้บ่อยหรือ เธอบอกว่าบ่อยและขอบใจที่เขาช่วยแก้ปัญหาให้ โจเลียบเคียงว่าทีแรกก็ไม่แน่ใจว่าจะช่วยดีหรือไม่ เผื่อเป็นคนที่เธอเกิดปิ๊งขึ้นมา

“ครั้งต่อไปไม่ต้องลังเล เห็นใครเข้ามาจีบฉันก็ขัดขวางได้เลย” โจถามว่าทำไม “ฉันไม่ดีพอสำหรับใครน่ะสิ” ตอบแล้ววนิษาถามว่าเมื่อกี้เขาทำได้อย่างไรเห็นเสกเหรียญได้ ตอนกลางวันก็เสกดอกทิวลิปได้ โจบอกว่าตนก็ไม่รู้เหมือนกัน  รู้แต่ว่าทำได้ และแค่นี้ก็ไม่ถึงขั้นเป็นนักมายากลหรอก  นอกเสียจากว่าตนจะทำให้เธอหายตัวได้

วนิษาบอกให้ลองดู โจบอกให้เธอหลับตาแล้วมองหน้าเธออึ้งจนไม่อาจละสายตาได้ เมื่อวนิษาถามว่าลืมตาได้หรือยัง โจบอกให้ลืมตาได้แล้ว เขาทำเป็นมองไม่เห็นแกล้งเหลียวซ้ายแลขวา วนิษาแกล้งตบหัวป้าบ จนโจเซถลาบ่นว่าเล่นแรงจัง เธอถามขำๆว่าเห็นแล้วหรือ โจบ่นเสียงอ่อยว่าก็ตบซะแรงขนาดนั้นไม่เห็นได้ยังไง วนิษาเลยจะเลี้ยงข้าวปลอบใจ โจกลืนน้ำลายเอื๊อกเพราะกำลังหิวพอดี๊...พอดี

เธอพาโจไปกินข้าวร้านริมถนน แต่อวดว่าอร่อย บอกโจว่าที่จริงตนชอบกินแบบนี้  สงสัยว่าเพราะกินมาตั้งแต่เด็ก จะกินคนเดียวก็เหงา จะชวนคนอื่นก็ไม่ได้เพราะเป็นสะใภ้เจ้า ที่บ่อนก็เป็นตั่วเจ๊ มีแต่เขานี่แหละที่ตนกล้าชวน โจติงว่าเธอแคร์สายตาคนอื่นมากไปหรือเปล่า

“ฉันไม่ได้แคร์คนอื่นหรอก แต่ฉันต้องเล่นไปตามบทน่ะ”

“แถมบทคุณแต่ละบทก็เล่นยากๆทั้งนั้น จะว่าไปคนเราทุกคนมีบทให้เล่นทั้งนั้นแต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ดีเหมือนคุณ” วนิษาถามว่าแกล้งพูดเอาใจหรือเปล่า “เปล่าครับ ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ”

“ขอบคุณนะ อย่างน้อยโลกนี้ก็มีคุณคนนึงละที่เข้าใจฉัน”

ทั้งสองยิ้มอย่างเริ่มรู้สึกดีต่อกันมากขึ้นทุกที และเมื่อวนิษาขึ้นไปที่คอนโด เธอเอาดอกทิวลิปให้ปลายฝนดูถามว่าสวยไหม ปลายฝนถามว่าใครให้ วนิษาบอกว่า “เทพบุตร” แล้วก็นั่งมองดอกทิวลิปอย่างมีความสุขน้อยๆ

“ต้องปิดบังอะไรแน่ๆหน้าตาลั้นลาซะขนาดนั้น” ปลายฝนพึมพำเมื่อเห็นท่าทีแปลกๆของวนิษา

ooooooo

วันต่อมา ขณะขับรถให้วนิษาที่นั่งอยู่เบาะหลัง จู่ๆโจก็ถามว่าถ้าตนหายความจำเสื่อม  เธอจะคุยกับตนแบบนี้อีกไหม

“คุยสิ นอกเสียจากว่านายเป็นลูกท่านหลานเธอที่สูงส่งจนไม่เห็นฉันอยู่ในสายตา แบบนั้นฉันคงไม่บังอาจไปคุยกับนาย” ตอบแล้วถามว่าทำไมอยู่ดีๆถามแบบนี้ขึ้นมา เริ่มจะจำอะไรได้บ้างแล้วใช่ไหม โจบอกว่าเปล่าแค่ถามเผื่อไว้เท่านั้น แล้วต่างมองตากันผ่านกระจกมองหลังและ...ยิ้มให้กัน

วนิษาให้โจขับรถไปวังปลา ซื้ออาหารเลี้ยงปลาเป็นกระสอบข้าว ต้องช่วยกันให้อาหารปลาทั้งสนุกและมีความสุข

ออกจากวังปลาก็ไปให้อาหารนกต่อ ระหว่างที่วนิษาไปซื้ออาหารนกนั่นเอง โจก็ได้รับโทรศัพท์จากหญิงจุ๋ม คืนนี้เขาจึงไปพบหญิงจุ๋มที่ร้านกาแฟ เล่ากึ่งรายงานว่า

“บางทีคุณวนิษาอาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับการตายของคุณชายแจ้และเสี่ยป๊อก” แล้ว

แจงเหตุผลว่า ยาที่ตนเห็นวนิษาใส่ในน้ำชาให้หม่อมจันดื่ม เอาไปตรวจแล้วเป็นยาบำรุงกล้ามเนื้อ ยารสเฝื่อนหม่อมจันไม่ยอมกิน วนิษาจึงต้องแอบเอาใส่น้ำชาให้ดื่ม

หญิงจุ๋มหัวเราะบอกว่าผลการชันสูตรอย่างละเอียดของอาจารย์หมอระบุว่า การตายของชายแจ้กับเสี่ยป๊อกเกิดจากสาเหตุเดียวกันคือหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงทั้งๆที่ประวัติของทั้งสองไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แบบนี้จะให้คิดอย่างไร มองหน้าโจดักคอว่า

“อย่าบอกนะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญน่ะ”

“ไม่หรอกครับ...ยังไงก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” โจตอบไปอย่างนั้น แต่พอกลับถึงบ้านก็ถามตัวเองว่า “หรือที่คุณทำบุญมากมายเพราะคุณต้องการลบล้างความผิดบาปของคุณ...วนิษา?”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"

คู่จิ้นในตำนาน "ปูเป้-แซม" หวนคืนจอในรอบ 20 ปี พร้อมฟาดฟันฝีมือ "พลอย-เฌอมาลย์"
23 ม.ค. 2563
15:11 น.