ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

รักออกฤทธิ์

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ที่ศาลาทำบุญในวัดแห่งหนึ่ง ผู้คนคลาคล่ำมาทำบุญ ท่ามกลางเสียงประกาศออกไมค์ เชิญชวนผู้คนมาทำบุญกัน...

“เอ้า...เชิญเลยนะคะ ญาติโยมทุกท่านทำบุญทำทานนะคะ หยอดตู้บริจาคตามจิตศรัทธาได้เลยค่ะ ส่วนท่านที่อยากจะซื้อโลงศพบริจาค เชิญด้านนี้เลยนะคะ เขียนชื่อท่านหรือญาติสนิทมิตรคนรักที่ล่วงลับ ที่กระดาษ แล้วเอาไปเผานะคะ มิตรจะได้รับส่วนบุญส่วนกุศล”

วนิษา หญิงสาวสวยเดินมาหาเจ้าหน้าที่ที่ประกาศ เธอทักออกไมค์ว่า

“ซื้อโลงศพเหรอจ๊ะหนู โลงนึงก็สี่พันบาท เอาครึ่งโลงหรือเสี้ยวโลงก็ได้นะ สองพันบาทกับหนึ่งพันบาท”

“ฉันซื้อสองโลงค่ะ” วนิษาบอก หญิงคนนั้นตาโตทักว่าทำบุญหนักนะ แล้วอาสาจะเขียนชื่อให้ วนิษาจึงบอก

“คนแรก...หม่อมราชวงศ์จันทร์กระจ่าง วาสุวงศ์ค่ะ” หญิงคนนั้นถามว่าคุณพ่อหรือ เธอบอกว่า “สามีค่ะ”

“อ๋อ...น่าสงสารเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาวยังแส้” หญิงคนนั้นสมเพชออกไมค์ได้ยินกันทั้งศาลา หลายคนหันมองโดยเฉพาะหนุ่มๆ มองแล้วมองอีก พอเขียนชื่อคนแรกเสร็จ หญิงคนนั้นถามออกไมค์อีก “อีกใบล่ะจ๊ะ”

“สมชาย อภิเลิศรัตนกาลสถานค่ะ”

“นามสกุลดีนะ คุณพ่อเหรอคะ”

“เปล่าค่ะ สามีค่ะ”

“อ๋อ...มีผัวใหม่แล้ว” หญิงคนนั้นพูดไปเรื่อยตามประสา พอนึกได้ก็อุทาน “ฮ้า! นี่ผัวใหม่ก็ตายแล้วเหรอเนี่ย” เมื่อวนิษารับว่าใช่ เธอพึมพำ “งั้นก็ผู้หญิงกินผัวน่ะสิหนู”

พอถูกวนิษามองเคืองๆ ก็รู้ตัวรีบขอโทษว่าหลุดปากไปหน่อย วนิษาฝืนยิ้มบอกว่า

“ไม่เป็นไรค่ะ ใครๆก็คิดกันแบบนั้น” รับใบอนุโมทนาแล้วเดินออกมา พวกหนุ่มๆ ที่ชะเง้อมองแล้วมองอีกเมื่อครู่พากันหันหน้าหนีถอยกรูด

ooooooo

วนิษาเดินไปที่หน้าเตาเผา ส่งใบอนุโมทนาที่ชื่อ ม.ร.ว.จันทร์กระจ่าง เข้าไป อธิษฐานเบาๆ

 “ขอให้ไปสู่สุคตินะคะ คุณชายแจ้ ยกโทษให้คนดีด้วยนะคะ”

 คุณชายแจ้ หรือ ม.ร.ว.จันทร์กระจ่าง เป็นสามีคนแรกของวนิษา ในวันงานมงคลสมรส ขณะควงกันขึ้นไปตัดเค้กแต่งงานนั้น คุณชายเอ่ยกับเจ้าสาวแสนสวยว่า

 “วันนี้ผมมีความสุขมาก ขอบคุณคนดีของผมมากเลยนะครับ”

 “ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ เราเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว เราทำทุกอย่างให้กันและกันค่ะ”

 “จ้ะ...คนดีของผม”

 แต่ขณะมือของทั้งสองประคองมีดตัดเค้กด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความสุขนั้น คุณชายก็ยืนนิ่งรอยยิ้มค้างบนใบหน้า วนิษาหันมองด้วยความแปลกใจ พอเรียกคุณชายแจ้ คุณชายก็ล้มตึงนอนแน่นิ่ง แขกในงานตกใจงุนงง วนิษาปล่อยมีดตัดเค้กคุกเข่าร้องเรียกเสียงสะท้าน “คุณชายคะ...คุณชาย...”

ooooooo

วนิษาหยิบใบอนุโมทนาอีกใบ ที่มีชื่อสมชาย ส่งเข้าเตาเผา อธิษฐานเบาๆ...

“หลับให้สบายนะคะเฮีย หว่าหวาจะคิดถึงเฮียตลอดไปค่ะ”

วนิษาคิดถึงวันนั้น...วันที่เธอแต่งงานกับเฮียป๊อกหรือสมชาย...

ในห้องนอนเรือนหอ วนิษาในชุดเจ้าสาวสีแดงนั่งอยู่บนเตียงในพิธีแบบจีน สมชายในชุดเจ้าบ่าวจีนเข้ามานั่งข้างๆ เอ่ยอย่างนุ่มนวล อบอุ่น...

“หว่าหวา ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป หว่าหวาจะเป็นคนในครอบครัวของเฮีย เฮียจะดูแลหว่าหวาอย่างดีที่สุด เฮียจะเป็นสามีที่ดีของหว่าหวานะ ขอเฮียจูบหว่าหวาให้ชื่นใจหน่อยเถอะนะ”

วนิษาพยักหน้าเบาๆ เฮียป๊อกถอดผ้าคลุมหน้าเธอเอ่ยอย่างตื่นเต้น...

“หว่าหวาของเฮียสวยเหลือเกิน” เฮียป๊อกยื่นหน้าเข้าใกล้จนจะสัมผัสแก้มวนิษาอยู่แล้ว พลันก็ชะงักหน้าเหยเก เอามือกุมหน้าอก วนิษารอจุมพิตอยู่ มองอึ้งร้องเรียก เฮียๆๆ แต่เฮียป๊อกก็ทรุดลงกับพื้นแล้ว...

วนิษายังไม่ลืมคืนนั้น...และวันนี้ เธอก็มาสอดกระดาษทำบุญเข้าไปในอุโมงค์ เงยหน้ามองกลุ่มควันที่ออกจากปล่องลอยเป็นสายไปในท้องฟ้า...

นี่คือวนิษา หญิงสาวสวยที่สูญเสียสามีสองคนไปในคืนวันแต่งงานทั้งสองครั้ง...

ooooooo

ที่ป้ายรถเมล์แห่งหนึ่ง...มีผู้รอรถอยู่ 5–6 คน ในนี้ มีคุณตาแก่หง่อมใส่แว่นคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย เขาคือ ตาโจ หรือโจ นักสืบหนุ่มมืออาชีพที่มาในคราบคนแก่นั่นเอง

ตาโจมานั่งรอป๋องลูกมือผู้ซื่อสัตย์วัยยี่สิบ ระหว่างนั้นเขาได้พบเหตุการณ์ตบทรัพย์ต่อหน้าต่อตา แต่ไม่พ้นสายตาคมกริบและสมองอันฉับไวของนักสืบมืออาชีพคนนี้ไปได้

เหตุเกิดขึ้นซึ่งหน้าตาโจ...มีหนุ่มใหญ่คนหนึ่งนั่งเล่นมือถือสไลด์ไปมาอย่างเมามันแต่สายตาคอยชำเลืองซ้ายขวาหลุกหลิก พอเห็นหญิงชาวบ้านคนหนึ่งเดินมา หนุ่มใหญ่คนนั้นก็เอียงตัวออกไปชนจนมือถือร่วงลงพื้น เขาหยิบมือถือขึ้นดูโวยใส่หญิงชาวบ้านคนนั้น หาว่าชนมือถือเครื่องละหลายหมื่นของตนร่วงจอดับสนิท

หญิงชาวบ้านโต้ว่าเขาเดินมาชนตนเอง เจ๊คนหนึ่งแถวนั้นเข้ามาเป็นพยานว่าหญิงชาวบ้านเป็นคนชนชายคนนั้น

ป๋องที่มารอตาโจอยู่เข้าไปเป็นพยานว่า “ผมเห็นพี่ขยับตัวไปชนพี่ผู้หญิงเขานะครับ” ถูกชายคนนั้นผลักอกด่าว่าอย่ามาเอือก แล้วหันไปข่มขู่หญิงคนนั้นให้จ่ายมาห้าพันไม่อย่างนั้นไปโรงพัก พอหญิงคนนั้นไม่ยอม มันก็บอกว่ามีเท่าไหร่เอามาเท่านั้นไม่งั้นไปหาตำรวจกัน

“เดี๋ยว” ตาโจเข้ามาแทรก หนุ่มใหญ่หันมองอย่างระแวง ตาโจเอามือถือเครื่องนั้นไปดู “ฉันเห็นแกเล่นมือถืออยู่ตั้งนาน ทำไมเครื่องไม่ร้อนเลยวะ ของปลอมใช่ไหมเนี่ย แถมแกกับยัยเจ๊นี่ก็เตี๊ยมกันมาแต่แรก”

เจ๊ตัวแสบปรามว่าพูดดีๆนะ ตาโจไม่สนใจ ชี้ให้ดูรองเท้าของทั้งสองคนว่าเปื้อนโคลนสีเดียวกันเด๊ะ แถวนี้ไม่มีดินโคลนเลย พูดอย่างรู้ทันว่า

“อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น ถ้าไม่ได้อยู่บ้านเดียว กันน่ะ”

พอถูกจับได้ไล่ทัน ทั้งหนุ่มใหญ่และเจ๊มองหน้ากันแล้วชวนกันหลบไป ตาโจเอามือถือถ่ายรูปไว้ ปรามตามหลังว่า

“ถ้าแกทำเรื่องแบบนี้อีก ฉันจะส่งรูปแกไปให้ตำรวจ” มองจนทั้งสองคนเดินหนีหายไปแล้ว ตาโจหันบอกหญิงชาวบ้านคนนั้นว่าไปเถอะไม่มีอะไรแล้ว พอหันมาก็เจอป๋องยืนทึ่งอยู่ข้างๆแล้ว

ooooooo

ตาโจบ่นแกมตำหนิป๋องว่าควรจำตนได้ตั้งแต่มาถึงป้ายรถเมล์แล้ว ป๋องติงว่าก็เล่นไม่บอกก่อนว่าจะปลอมตัวแบบนี้ เลยถูกอบรมว่า

“แกต้องพัฒนาเรื่องความช่างสังเกต มันเป็นของคู่กับนักสืบเลย ดูฉันเป็นตัวอย่างสิ”

ตาโจถูกลองเชิงทันที ป๋องเอามือปิดตาตาโจถามว่า วันนี้ตนคาดเข็มขัดสีอะไร ตาโจตอบทันทีว่า “เข็มขัดหนังสีน้ำตาลขอบดำหัวเข็มขัดทองเหลือง” ป๋องถามใหม่ว่ารองเท้าล่ะ “รองเท้าผ้าใบสีขาวเก่าๆ เน่า ๆ แล้ววันนี้แกก็พับขากางเกงด้วย” ตอบแล้วถามเยาะว่า คิดจะลองของมืออาชีพอย่างตนหรือ ป๋องเลยถามใหม่ว่า “วันนี้พี่โจใส่แว่นสีอะไร”

คราวนี้นักสืบมืออาชีพอึ้งไปครู่หนึ่ง ปล่อยลูกเล่นว่า เสียเวลาเปล่าๆ เพราะนัดลูกค้าไว้ ป๋องบอกว่ามีเวลาอีกตั้งครึ่งชั่วโมง ตาโจเลยจนแต้มแต่ก็ยังไว้เชิงขู่ว่าถ้าตอบถูกป๋องโดนเตะ! ป๋องยอม ตาโจเลยยืนนิ่งกำหนดลมหายใจ...

แต่พอตอบออกมาว่าสีดำ ป๋องปล่อยมือ ตาโจถอดแว่นมาดเท่ ปรากฏว่ากรอบแว่นถูกแต่สีเป็นขอบกระ

“ขอบกระครับพี่ ขนาดแว่นอยู่กับตาตัวเองยังไม่รู้เลย อะโธ่...” ป๋องเยาะ ตาโจเสียฟอร์มอย่าแรง ป๋องเลยย้อนเกล็ดว่า “พี่ต้องพัฒนาเรื่องความช่างสังเกต มันเป็นของคู่กับนักสืบเลยนะครับ”

ป๋องเดินลั้นลาไปที่รถของโจ โจมองตามทำปากด่าขมุบขมิบแล้วจึงเดินตามไปขึ้นรถ

ooooooo

ตาโจพาป๋องไปที่ร้านอาหารหรู ที่นั่น หญิงจุ๋มหรือหม่อมราชวงศ์จันทร์ธิดา พี่สาวของชายแจ้สามีคนแรกของวนิษานั่งรออยู่

พอตาโจเข้าไปหา หญิงจุ๋มมองแต่หัวจดเท้าติงว่าคนที่ตนติดต่อไม่ใช่คนแก่แบบนี้ ตาโจจึงชี้แจงด้วยน้ำเสียงปกติและบุคลิกธรรมดาว่า

“เมื่อเช้าผมเข้าไปสืบคดีที่บ้านพักคนชรามาครับ ไม่แปลกที่คุณจะแยกแยะไม่ออกเพราะคนในวงการเขาให้ฉายาผมว่า โจ แอ๊บพันหน้า” หญิงจุ๋มถามว่าแล้วฉายาเก่าล่ะ ป๋องตอบแทนว่า “โจตัวซว...” แต่พูดไม่ทันจบก็ถูกโจกระทืบเท้าที่ใต้โต๊ะ ป๋องสะดุ้งจนตัว ย. ติดคอพูดไม่ออก โจตัดบทว่า “เรื่องที่ผ่านมาอย่าพูดถึงมันเลย เข้าเรื่องงานกันเลยดีกว่า”

“ปีที่แล้ว หม่อมราชวงศ์จันทร์กระจ่าง น้องชายคนเดียวของฉันตาย ฉันสงสัยว่าเขาจะถูกฆาตกรรมโดยภรรยาของเขา ยัยวนิษา ฉันต้องการให้คุณสืบว่า ยัยนี่ฆ่าน้องชายฉันยังไง” หญิงจุ๋มบอก

ooooooo

รับงานมาแล้ว คืนนี้โจที่ถอดคราบคนแก่แล้วกลายเป็นชายหนุ่มปราดเปรียวดูดี เขานั่งดูรูปวนิษาที่ถูกแอบถ่ายในอิริยาบถต่างๆ ใจเต้นไม่ปกติโดยไม่รู้สาเหตุ และไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

วันรุ่งขึ้น โจเข้าออฟฟิศ เป็นประธานสั่งงานชุดใหญ่เหมือนมีคนรอฟังคำสั่งอยู่เต็มห้อง เขาสั่งงานมาดขรึมเข้มว่า

“ไปสืบประวัติของผู้หญิงคนนี้ ตั้งแต่เกิด เกิดที่ไหน ย้ายไปที่ไหน เรียนโรงเรียนอะไร เรียนพิเศษที่ไหน เข้าคณะอะไร ไปทุกที่ที่เขาเคยอยู่ สัมภาษณ์เพื่อนบ้าน คนแถวนั้น คุณครู เพื่อนนักเรียน กิ๊กแฟนเก่า แฟนใหม่ สืบช่วงที่เขาเป็นแฟนกับหม่อมราชวงศ์จันทร์กระจ่างว่าเกิดอะไรขึ้น แฮ็กเข้าไปตรวจอีเมล เฟซบุ๊ก ไลน์ วอทแอพ ฉันต้องการรู้จักผู้หญิงคนนี้ว่าเขาเป็นใคร และกำลังคิดอะไรอยู่ ไปได้แล้ว”

โจตบโต๊ะเปรี้ยงปิดประชุม กวาดตามองไปทั่วห้อง แล้วมาหยุดที่ป๋องที่นั่งฟังอยู่คนเดียว ป๋องขออีกรอบได้ไหมเพราะจดไม่ทัน

“ไม่ได้โว้ย...ลืมไปแล้ว” โจตอบจนป๋องไปต่อไม่เป็นเลย

ooooooo

ป๋องไปสืบค้นหาจากเอกสารของทางราชการ จากชาวบ้านที่วนิษาอยู่ในวัยเด็ก จากครูที่เคยสอน จากสมุดรายชื่อนักเรียนร่วมรุ่น จนกระทั่งพนักงานในโรงแรมที่จัดงานแต่งงานของเธอในวันนั้น

เสร็จแล้วป๋องถือแฟ้มงานเดินเข่าเข้าไปให้โจ โจมองป๋องนึกในใจว่าจะมาไม้ไหน แต่พอเห็นรอยยิ้มของป๋องก็เดาออกว่าต้องการเงินไปจ่ายค่ารายวิชาและค่าหน่วยกิต

โจเปิดกระเป๋าสตางค์ดูแล้วบอกว่าเงินสดไม่พอพรุ่งนี้ค่อยกดให้ ป๋องขอบคุณที่ช่วยสนับสนุนการศึกษา โจบอกว่าไม่ต้องขอบคุณเพราะป๋องก็ทำงานให้ตน ย้ำให้จำว่า

“คนที่แกควรจะรำลึกบุญคุณอยู่เสมอคือหลวงพ่อสีสุก” ป๋องบอกว่านั่นไม่ต้องย้ำเพราะท่านให้ตนมากกว่าพ่อแท้ๆเสียอีก ส่วนโจนั้น ยังไงตนก็นับเป็นผู้มีพระคุณ ถ้าไม่มีเขาตนคงลำบากกว่านี้ “ตามใจแกแล้วกัน เอ้า แกกลับไปได้แล้ว ฉันจะตรวจดูว่าแกทำงานใช้ได้ไหม”

ป๋องเดินออกไป โจหยิบแฟ้มไปพลิกดู แล้วเอากลับไปดูรายละเอียดที่บ้าน นั่งอ่านที่โซฟา พอพลิกถึงหน้าสุดท้าย เห็นใบหน้าสวยแววตาเศร้าของวนิษาก็รำพึง

“วนิษา เธอเป็นฆาตกรหรือคนโชคร้ายกันแน่นะ”

ส่วนวนิษาที่ยังไม่รู้ตัวว่าหญิงจุ๋มจ้างนักสืบเอกชนสืบสาเหตุการเสียชีวิตของชายแจ้ แม้จะอยู่ในคอนโดหรู แต่ไม่มีความสุข เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง พึมพำ

“ดาวดวงไหนนะ ที่ทำให้ชีวิตฉันเป็นแบบนี้”

ซ้ำร้าย เมื่อหลับยังฝันร้าย จนเพ้อออกมาว่า...

“คุณชายแจ้...คนดีขอโทษนะคะ...อาเฮีย หว่าหวาขอโทษ ฉันแค่ทำไปเพราะอยากมีความสุขเหมือนคนอื่น”

โจดูข้อมูลที่ป๋องไปสืบมาจนหลับ แฟ้มตกที่พื้น เปิดตรงหน้าที่มีรูปวนิษาในวัยเด็กพอดี...

เรื่องราวในวัยเด็กของวนิษา ถูกบันทึกอย่างละเอียดอยู่ในแฟ้มนี้...

ooooooo

วันหนึ่ง วลัยแม่ของวนิษา อุ้มเธอเดินอ้าวไปในตลาดเพื่อมาดู “พี่ออฟ” มาถ่ายละคร

วลัยเดินผ่านแผง “เม้ง หมอดูแม่นมาก” แต่ไม่มีคนมาดูเลยแม้จะประกาศโปรโมชั่นดูหนึ่งแถมหนึ่งก็ยังเงียบเหงา

เม้งถามวลัยว่าจะไปไหน วลัยบอกว่าจะไปดู “พี่ออฟ” เม้งไม่รู้จัก จนเมื่อเห็นพี่ออฟผ่านมาก็ทำนายประสาหมอดูว่าเป็นคนมีพลัง ภายในไม่กี่ปีจะแต่งงานเมียสวยมากแต่จะกลัวเมีย วลัยสนใจถามว่าเป็นหมอดูหรือ เม้งตะครุบเหยื่อทันที ชวนดู อวดว่าตนดูแม่นราคาถูก พอดีวนิษาที่วลัยอุ้มอยู่ร้องไห้ เม้งมองแว้บเดียวก็ทำหน้าตกใจ วลัยถามว่ามีอะไร

“แม่หนูคนนี้อะไรก็ดีไปหมด วาสนาดี สติปัญญาดี จิตใจดี แต่เสียอย่างเดียว นรลักษณ์แบบนี้เป็นดวงนารี บริโภคภัสดา แปลง่ายๆว่า ผู้หญิงกินผัว” วลัยตกใจ หมอดูเม้งยืนยัน ว่า “พูดจริงๆ ไม่เชื่อคอยดูนะ พอมีแฟน แฟนจะเจออุบัติเหตุ แต่ถ้าถึงขั้นได้เสียเป็นผัวเมียกัน จะต้องมีอันเป็นไป ไม่มีทางแก้ด้วย ดวงแรงมาก ทางที่ดีที่สุดอย่าให้มีผัว”

วิษณุพ่อของวนิษาเดินผ่านมาพอดี วลัยบอกอย่างทุกข์ใจในคำทำนายของเม้ง เม้งรับรองตัวเองกับวิษณุว่าดูแม่นมาก ถ้าไม่แม่นไม่คิดเงิน แต่ตอนนี้ขอ 100 บาท แล้วลดให้เหลือ 50 บาทก็ได้

วิษณุต่อยเปรี้ยงจนเม้งกระเด็น พวกที่จะมาดู “พี่ออฟ” แตกฮือ วิษณุด่าลั่น “ไอ้หมอมั่ว!” แล้วพาวลัยกับลูกกลับ

เม้งยันกายลุกขึ้น เลือดกำเดาไหล มองตามวิษณุไปเคืองๆ ตะโกนไล่หลัง

“ไม่ได้มั่ว จำไว้เลย ยัยเด็กคนนี้ โตขึ้นต้องเป็นผู้หญิงกินผัวแน่ๆ”

เม้งยักแย่ยักยันลุกไปที่แผงเซ็งๆ ที่งานนี้นอกจากไม่ได้ค่าดูหมอแล้วยังโดนต่อยจนเลือดกำเดาไหลด้วย

ooooooo

ป๋องพลิกภาพประวัติของวนิษาในแต่ละช่วงชีวิต บรรยายให้โจฟัง...

ภาพวนิษาในชุดนักศึกษา ถ่ายกับเพื่อนๆ มีเพื่อนชายคนสนิทคือพี่กบซึ่งเรียนอยู่ปี 3 แต่คบกันได้แค่ 3 เดือน พี่กบก็ประสบอุบัติเหตุแขนขาหัก อาการสาหัสและติดเชื้อร้ายแรง

เลิกกับพี่กบ วนิษาก็คบกับแน็ตผู้จัดการฝ่ายบุคคลสุดฮอต แต่ไม่นานแน็ตก็ประสบอุบัติเหตุเดินเหยียบแมวของเจ้านายตกบันไดกระดูกเคลื่อน ซ้ำร้ายถูกเจ้านายไล่ออก

จนมาถึงคุณชายแจ้ หม่อมราชวงศ์จันทร์กระจ่าง คบหาดูใจกันเกือบปีก็แต่งงานกัน แต่คุณชายแจ้ก็ตายปุบปับในงานแต่งงานนั่นเอง หลังจากชันสูตรศพไม่พบสาเหตุการตาย เหมือนกับว่าเวลาชีวิตของคุณชายหมดลงกะทันหัน

ดูรูปและประวัติแล้ว โจเริ่มติดตามการเคลื่อนไหวของวนิษา เขาไปจอดรถซุ่มรออยู่หน้าคอนโด ดูรูปพลางคิด...

“คุณคิดอะไรของคุณอยู่ คุณวนิษา ในชีวิตคุณ... คุณต้องการอะไร?”

โจคอยจนหลับไป วนิษาขับรถจะออกไป ถูกรถของโจขวางอยู่เลยบีบแตรเรียก โจสะดุ้งตื่นปาดน้ำลายที่ไหลยืดรีบตามรถวนิษาไป

ooooooo

วนิษาไปพบกับวลัยผู้เป็นแม่ที่ร้านอาหาร วลัยทักว่าพักนี้ดูซูบไป ถามว่ายังทำใจไม่ได้หรือ

“ที่หนูตกเป็นจำเลยสังคมว่าหนูเป็นผู้หญิงกินผัวนี่ มันทำใจได้ง่ายนักเหรอคะแม่” วนิษาถามเศร้าๆ วลัยปลอบว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา วนิษาเลยตัดบทว่า “มันผ่านไปแล้วเลิกพูดเถอะค่ะ”

วลัยยังบ่นว่า ผัวคนแรกตนทั้งยุทั้งเชียร์ อ้อนวอนกระทั่งบอกว่าไม่มีใครช่วยแม่ได้แล้วนอกจากลูก วนิษาจึงรับปาก วลัยบ่นว่า โชคร้ายไปหน่อยยังไม่ทันไรก็รีบด่วนตาย ดีที่ยังทิ้งมรดกไว้ให้ วนิษารู้ใจแม่ส่งซองใส่ธนบัตรอัดเต็มให้ วลัยรับไปดูยิ้มกว้างชม...

“น่ารักจริงๆ รักลูกนะจ๊ะ ไปก่อนนะ เออ...เอากาแฟหน่อยไหม เดี๋ยวแม่เลี้ยง”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยววนิไปกินที่อื่นค่ะ” วนิษายิ้มเศร้าๆ

ไม่เพียงวลัยผู้เป็นแม่ วนิษายังต้องไปพบวิษณุผู้เป็นพ่อ วิษณุถามว่ายังมีใครว่าเธอเป็นคนกินผัวอีกไหม เดี๋ยวจะส่งคนไปจัดการให้ แล้วบ่นวลัยว่าเลือกผู้ชายขี้โรคอ่อนแอให้ ไม่เหมือนคนที่ตนเลือกให้ ถามว่ามันเป็นอุบัติเหตุใช่ไหม วนิษาตอบเศร้าๆว่าใช่

“เสียดายแทนแกจริงๆ ถ้าเสี่ยป๊อกยังไม่ตาย ป่านนี้เขาคงดูแลแกอย่างกับไทเฮา อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น พ่อเองก็คงเดินยืดในบ่อนได้น่าดู”

“แค่พ่อเลิกเล่นพนัน ไม่เป็นหนี้บ่อน พ่อก็เดินยืดได้แหละค่ะ ไม่ว่าจะที่ไหนก็ตาม”

“อย่ามาทำสอนเหมือนแม่แกนะ เบื่อมากกก” พ่อบ่นเบาๆแล้วเมินหน้าไปทางอื่นอย่างขัดใจ

วนิษาต้องตัดสินใจ “ยอม” วิษณุเมื่อเขาถูกเสี่ยป๊อกให้ลูกน้องจับมัดไว้ในบ่อน วิษณุอ้อนวอนเสียงเครือให้วนิษาช่วยพ่อด้วยเพราะติดหนี้บ่อนอยู่ยี่สิบล้าน เสี่ยป๊อกมาหว่านล้อมว่าถ้าเธอ “ยอม” แต่งงานกับเขาก็จะยกหนี้ให้ทั้งหมด วนิษาขอเวลาสักหกเดือนได้ไหม

“อีกหกเดือนก็ไม่ใช่ราคานี้แล้วนะ เพราะฉันต้องบวกดอกเบี้ยกับค่าเสียเวลาไปด้วย น่าจะซักประมาณเจ็ดสิบล้าน”

เพื่อช่วยพ่อให้พ้นจากเงื้อมมือนักเลงคุมบ่อน วนิษาตัดสินใจ “ยอม” รับเงื่อนไขของเสี่ยป๊อกทั้งน้ำตา

ที่แท้เสี่ยป๊อกกับวิษณุวางแผนกันมาบีบให้วนิษายอมแต่งงานกับเสี่ยป๊อกเพราะเขาหลงรักเธอมานาน

ooooooo

โจสะกดรอยตามวนิษาเห็นพฤติกรรมของเธอที่ต้องเอาเงินให้ทั้งพ่อและแม่บ่อยๆ ครั้งละมากๆ ก็นึกสงสัยว่า เธอเอาเงินมาจากไหน หรือยักยอกเอาของผัวเก่ามา?

โจขับรถตามวนิษาไปถึงหน้าวังวาสุวงศ์ กำแพงวังค่อนข้างสูง โจจึงโทร.เรียกป๋องมาเป็นกำลังเสริม

วนิษาเข้าไปสวัสดีหม่อมจันมารดาของคุณชายแจ้ที่ศาลาในสวน พบว่ากำลังกรีดนิ้วจิ้มแท็บเล็ตอยู่ บ่นว่าจะร้อยมาลัยถวายพระแต่เจ็บนิ้ว เลยขอให้วนิษาร้อยให้

วนิษาร้อยมาลัยได้อย่างสวยงามฝีมือระดับชาววัง เสร็จแล้วไปชงชามาให้หม่อมจัน

ป๋องมาถึงโจจึงขี่คอดูข้างใน เห็นวนิษาเทบางอย่างในห่อกระดาษใส่ในถ้วยชาให้หม่อมจันพอดี โจฟันธงว่าวนิษาวางยาแม่ผัวแน่ๆ หม่อมจันยกชาดื่ม ครู่หนึ่ง โจบอกป๋องว่า

“ยัยป้ากินเข้าไปแล้ว แต่ยังไม่ชักดิ้นชักงอ อาจจะเป็นยาพิษที่ต้องสะสมสักพักค่อยออกฤทธิ์ การวางยาแบบนี้จะจับคนลงมือยาก เพราะจะตรวจสอบเรื่องเวลาลงมือไม่ได้”

ครู่หนึ่งหญิงจุ๋มพี่สาวของชายแจ้เข้ามา วนิษายกมือไหว้ หญิงจุ๋มไม่รับไหว้ หญิงจุ๋มพูดกระแนะกระแหน ไม่ไว้ใจวนิษาจนหม่อมจันถามว่าเมื่อไรจะเลิกอคติกับวนิษาเสียที

“อคติเหรอคะ อีกไม่นานหรอกค่ะ หนูจะเอาหลักฐาน มาแฉให้คุณแม่ดูว่ายัยนี่อันตรายแค่ไหน” หญิงจุ๋มพูดไม่เกรงใจ ทั้งยังมั่นใจว่าวนิษาเป็นฆาตกรฆ่าคุณชายแจ้ วนิษาจึงขอตัวกลับ หญิงจุ๋มมองตามอย่างชิงชัง

ooooooo

วนิษาขับรถออกมา เธอรู้ตัวว่าถูกติดตาม เธอโทร.บอกบางคนว่า

“กำลังจะไปถึงนะ แต่เหมือนจะมีคนสะกดรอยตาม อาจจะเป็นคนของพวกเสี่ยเพ้ง มีข่าวว่ามันจะส่งคนมาอุ้มฉัน...ได้...แล้วเจอกัน”

วนิษาขับรถหลอกล่อเปลี่ยนเลนบ้าง เลี้ยวเข้าซอยบ้าง จนโจรู้ว่าเธอรู้ตัวแล้ว สุดท้ายเมื่อเธอเลี้ยวเข้าซอยเขาจึงให้ป๋องขับเลยไป แล้วตัวเองก็ขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างไล่ตามไปห่างๆ พอเข้าซอยเปลี่ยว โจลงจ่ายค่ามอเตอร์ไซค์แล้วแอบไปปลอมตัวใส่วิกผมสีส้ม ใส่ฟันปลอมยื่นเหยอ ทาหน้าด้วยครีมรองพื้นสีคล้ำ ติดรอยย่นที่หางตา แล้วรีบตามเข้าไปในซอยลึก

โจซุ่มดู เห็นวนิษาจอดรถลงไป มีชายฉกรรจ์ท่าทางดุร้ายห้อมล้อมเข้ามา ทีแรกก็คิดว่าเป็นโจรดักปล้นคิดจะไปช่วยเธอ แต่ค้นในกระเป๋าเป้มีสนับมืออันเดียว แต่แล้วก็โล่งใจเมื่อได้ยินชายคนหนึ่งค้อมตัวทัก

“สวัสดีครับตั่วเจ๊”

“ลูกน้องหรอกเหรอเนี่ย เกือบโชว์โง่แล้วไหมล่ะ” โจบ่นตัวเอง

ชายคนนั้นคือปฐมลูกน้องคนสนิทของวนิษา เขาถามว่าใครตามมาจะให้ตนไปจัดการไหม วนิษาบอกว่าไม่ต้องตนเสียเวลามามากแล้ว ครู่เดียววนิษาก็เปลี่ยนรถแล้วรถคันนั้นก็ขับย้อนกลับไปทางเดิม รถผ่านตรงที่โจซุ่มอยู่แต่ไม่เห็นโจแล้ว พอรถผ่านไปโจก็โผล่มามองตามพึมพำ “ตั่วเจ๊เนี่ยนะ...” แล้วโจก็รีบตามไป

ooooooo

โจนั่งแท็กซี่ตามไปจนถึงเขตไชน่าทาวน์ เห็นวนิษาเข้าประตูด้านข้างของตึกแถวห้องหัวมุม โจลงจากรถแท็กซี่มองประตูที่วนิษาเข้าไป มันเหมือนประตูบ้านธรรมดาๆ แต่ล็อกแน่นหนา

โจเห็นชายท่าทางป๋าๆ เดินไปพูดอะไรกับคนเฝ้าประตูสองสามคำแล้วเข้าไป โจส่งไลน์ถึงป๋องว่า

“ไปหาลูกค้า ขอเบิกเงินเพิ่มเพราะเริ่มเสี่ยงมากขึ้น ถ้าลูกค้ายึกยักไม่จ่ายก็คืนงานได้เลย ปล.แกต้องให้เขาจ่ายให้ได้ เพราะเราไม่มีงานอื่น แล้วถ้าคืนนี้ไม่เจอฉัน ให้พาตำรวจมาตามที่อยู่นี้”

ป๋องดูที่อยู่แล้วตกใจเพราะตัวเองลืมรายงานไปว่าบ้านหลังนั้นอันตรายมาก บ่นว่าให้ถอนด่วนจะทันไหม แต่โจเอาทุกอย่างใส่กระเป๋าเป้โยนขึ้นไปบนกันสาดที่ลับตาคนไปแล้วจึงไม่ได้ยินเสียงมือถือเรียก

ป๋องตัดสินใจกลับไปทวงเงินลูกค้า บ่นอย่างหนักใจว่าไม่รู้ลูกค้าจะยอมจ่ายหรือเปล่า ยิ่งขี้เหนียวอยู่ด้วย

ooooooo

โจอยู่ในคราบปลอมตัว เห็นหญิงคนหนึ่งเดินไปพูดกับคนเฝ้าประตู โจจ้องพยายามอ่านปากหญิงคนนั้น ทั้งสองพูดกันไม่กี่คำ คนเฝ้าประตูก็เปิดให้หญิงคนนั้นเข้าไป

โจวางมาดเดินเข้าไปบ้าง คนเฝ้าประตูถามว่า “วันนี้หมาสีอะไร” โจตอบทันที “สีขาว” คนเฝ้าประตูชักสีหน้ามองโจเสียววาบ รีบขอเวลา เห็นมันคลำที่ปืนก็ใจไม่ดี พยายามขอเวลา คิดทบทวนอ่านปากหญิงคนนั้น รู้สึกว่าเป็นเสียง อาวๆ อะไรทำนองนั้น เมื่อขาวไม่ใช่แล้วจะเป็นอะไร เดาไปต่างๆ นานา ตาว...มาว...กาว...ราว...ฯลฯ

เห็นคนเฝ้าประตูทำท่าจะชักปืน โจก็นึกออกโพล่งออกไป “บราวน์...สีบราวน์...”

สำเร็จ! คนเฝ้าเปิดประตูให้ โจแอบถอนใจโล่งอก

เมื่อเข้าไปได้แล้ว โจจึงรู้ว่า แม้ทางประตูเข้าจะเป็นห้องแถวห้องเดียวแต่ข้างบนทะลุไปหลายห้องกว้างขวางมาก จากชั้นหนึ่งถึงชั้นสาม คลาคล่ำไปด้วยนักพนันมากมาย

เดินถึงชั้นสาม เห็นวนิษาลงจากชั้นสี่มาหานักพนันวัยป๋าคนหนึ่งที่เอะอะโวยวายว่าถูกโกงและจะขอเงินคืน วนิษาถามว่าในตัวป๋ามีเหรียญไหม ให้หยิบออกมา

ป๋าหยิบเหรียญออกมา วนิษายื่นมือออกไปจับมือป๋าวางบนหลังมืออีกข้างของป๋าบอกว่า

“ทายมา ถ้าทายถูก คุณเอาเงินที่เล่นเสียคืนไป พร้อมมือของฉันสองข้าง แต่ถ้าทายผิดฉันขอมือคุณข้างนึงจบ”

ลูกน้องเอาปังตอและเขียงไม้อันใหญ่มาวาง วนิษาบอกว่า “นี่เหรียญคุณเองนะมือก็มือคุณ ไม่มีการโกงแน่ๆ ทายมา”

ป๋าคนนั้นอึกอักหน้าถอดสี พอวนิษาเร่งให้ทาย ป๋าคนนั้นไม่ทาย บอกว่าตนเปลี่ยนใจแล้วไม่เอาเงินคืนแล้ว ทั้งยังขอโทษตั่วเจ๊ ด่าว่าตนปากเสียเอง

วนิษาสั่งให้จับแก้ผ้าแล้วเชิญออกไป ป๋าโวยวาย เธอบอกว่าถ้าไม่ลงโทษเขา คนอื่นจะเห็นที่นี่เป็นยังไง นึกอยากจะโวยก็โวยส่งเดชหรือ นักพนันคนหนึ่งที่อยู่แถวนั้นชมกับโจว่า ตั่วเจ๊ใจถึงจริงๆ กล้าเอามือตัวเองเป็นเดิมพัน โจแย้งเบาๆว่า

“ไม่ใช่ใจถึงหรอก แต่ตาถึงมากกว่า ดูออกว่าเสี่ยคนเมื่อกี๊มันขี้ขลาด ยังไงก็ไม่กล้าเล่นแน่”

จัดการป๋าแล้ววนิษาจะกลับเดินผ่านโจเธอหยุดมอง โจยิ้ม เธอยิ้มหวานให้โจเลยยิ้มแฉ่งเต็มหน้า

ooooooo

วนิษาจำผมสีส้มของโจได้ว่าเห็นที่ทางเข้าบ่อนเมื่อครู่นี้ เธอสั่งให้จับตัวไปยังห้องสอบสวนและจะสอบสวนเองเพราะสงสัยว่าจะเป็นคนที่เสี่ยเพ้งส่งมา

ทันทีที่เผชิญหน้ากัน วนิษาถามว่าเขาเป็นใครโจ ตอบกวนประสาทยั่วจนวนิษาโมโห เอาอุปกรณ์ประกอบการสอบสวนหลายอย่างมา ถูกโจหัวเราะเยาะเห็นเป็นเรื่องขำ จนเมื่อเธอเอาปากเป็ดใช้ตรวจภายในสตรีที่ยัง มีคราบให้เห็นว่าใช้แล้วยังไม่ได้ล้าง คราวนี้โจทำหน้า สยองแขยง

เมื่อวนิษาทำท่าจะใช้ปากเป็ดมาถ่างปากโจ เขาโวยวายบอกว่ายอมแล้ว พอวนิษาเข้าใกล้เห็นตาโจทอประกายวูบ พริบตานั้นโจจับเธอเหวี่ยงไปกระแทกผนังร่วงลงไปกอง แล้วเขาก็ลากเก้าอี้ขึ้นไปยืนดันแผ่นฝ้าเพดานขึ้นไป อึดใจต่อมาโจในสภาพปกติก็เดินออกจากห้องน้ำปะปนกับนักพนันเดินออกไป

ปฐมเห็นวนิษาเข้าไปนานผิดปกติจึงเข้าไปดู พบเธอนั่งมึนอยู่ที่พื้น วนิษายอมรับว่าตนพลาดถูกจับเหวี่ยงและมันก็ปีนหนีไปแล้ว แต่ก็เบาใจเพราะมันไม่ใช่คนของเสี่ยเพ้ง ถ้าเป็นคนของเสี่ยเพ้งมันต้องฆ่าตนไปแล้วเพราะมันมีโอกาส

เมื่อจะออกไป ปฐมบอกว่าอย่าเพิ่งไปในสภาพนี้ เพื่อรักษาฟอร์มของวนิษา ปฐมดัดเสียงทำเป็นว่าถูกเธอซ้อมหนักร้องเสียงดังออกไปข้างนอก ที่ลูกน้องหลายคนเงี่ยหูฟังอยู่ แล้วพูดเสียงปกติว่า

“พอเถอะครับ มันสลบไปแล้ว อาจจะตายไปแล้วก็ได้” แล้วเปิดประตูให้วนิษาเดินหัวยุ่งออกไป ปฐมมองพวกลูกน้องที่อยู่หน้าห้องสั่งว่า “พวกแกจับตาดูไว้ ห้ามใครเข้าไปยุ่งกับมัน ใครฝ่าฝืนถือว่าเป็นไส้ศึก ต้องโดนหนักกว่ามันอีกเข้าใจไหม” พอลูกน้องรับคำ ปฐมบอกว่าตั่วเจ๊เล่นมันเสียขนาดนี้คงตายไปแล้ว ห้ามใครเข้าไปยุ่งเดี๋ยวตนจะให้คนมาเก็บศพเอง พวกลูกน้องรับคำมองตามตั่วเจ๊ไปอย่างหวาดกลัว

ส่วนโจ พอหนีออกมาได้ก็ไปเอากระเป๋าเป้ที่โยนไว้บนกันสาดมาสะพายมองไปที่บ่อนบ่นอย่างขยะแขยง

“ฝากไว้ก่อนเถอะยัยตั่วเจ๊ ครั้งหน้าฉันจะเอาที่ดูดส้วมไปปั๊มปากเธอ ฮึ่ม!”

ooooooo

เมื่อวนิษากลับมาที่ห้องทำงานในบ่อน ยอมรับว่าตัวเองยังอ่อนประสบการณ์ไม่อย่างนั้นคงไม่พลาดท่าเสียทีขนาดนี้

“วงการนี้ต่อให้เก๋าเกมขนาดไหนก็มีสิทธิ์พลาดพลั้งกันได้ ที่สำคัญคือ พลาดแล้วก็พลาดไปไม่ต้องคิดมาก ขอเพียงยังไม่ตายก็มีโอกาสแก้มือ” ปฐมให้กำลังใจ

“ฉันจะจำไว้ค่ะ ขอบคุณคุณปฐมมากนะคะที่ช่วยสั่งสอนฉัน”

“ตั่วเฮียมีพระคุณกับผมอย่างล้นเหลือ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วที่ต้องดูแลตั่วเจ๊และในสายตาผม ตั่วเจ๊ก็ดูแลเรื่องราวของตั่วเฮียได้ดีมาก ผมนับถือตั่วเจ๊จากใจจริงๆ”

“ฉันขอทำหน้าที่เมียที่ดีแค่นั่นเอง แม้อาเฮียจะไม่ อยู่แล้ว แต่เขาก็เป็นสามีฉัน เป็นครอบครัวของฉัน” วนิษามองรูปบนโต๊ะที่เสี่ยป๊อกถ่ายกับปลายฝนกอดคอกันดูเป็นพ่อลูกที่รักและสนิทกันมาก

วนิษานึกถึงวันที่เสี่ยป๊อกอยู่โรงพยาบาลเสี่ยให้ถอดหน้ากากออกซิเจนออก ฝากวนิษาว่า

“หว่าหวา ถ้าเฮียไม่รอด ดูแลปลายฝนให้ด้วยนะ แม่เขาตายตั้งแต่ยังเด็ก รับปากเฮียสิ” พอวนิษาพยักหน้าเสี่ยป๊อกก็ยิ้มแล้วคอตกมือตกแน่นิ่งไป

แต่นั้นมา วนิษาก็พยายามดูแลและใกล้ชิดกับปลายฝน แม้ยังไม่อาจได้ใจจากปลายฝนแต่ก็ไม่ต่อต้านเพราะปลายฝนไม่อยากทำให้พ่อเสียใจ หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิด พอใจที่จะปลีกตัวอยู่ตามลำพังมากกว่า

ในยามที่อยู่ลำพังในห้องคอนโด วนิษาอดที่จะทอดถอนใจ บอกกับตัวเองไม่ได้ว่า

“เลี้ยงลูกนี่ยากกว่าคุมบ่อนอีกแฮะ”

ooooooo

โจรอดกลับมาได้อย่างใจหายใจคว่ำ ป๋องเพิ่งมาบอกว่าที่นั่นไม่ใช่แค่เป็นบ่อนแต่เป็นรังของเสี่ยสมชายเลยทีเดียว

ป๋องบอกว่าเสี่ยสมชายเป็นแก๊งไม่ใหญ่แต่คุมพื้นที่สำคัญๆ แย่งผลประโยชน์กัน แต่ละแก๊งแถวนั้นใครไม่โหดอยู่ไม่ได้ โจขอบใจแต่บอกช้าไปหน่อย เขาพูดถึงวนิษาว่า

“ยัยนี่เป็นผู้หญิงที่พิลึกอยู่เหมือนกัน กลางวันเป็นผู้หญิงชาววังกลางคืนมาเป็นเจ้าแม่คุมแก๊งกักขฬะ สุดโหดแถมอุบาทว์ซกมก”

ทั้งสองคุยกันแล้วเห็นว่าวนิษาทะเยอทะยาน ได้ทรัพย์สมบัติของผัวทั้งสองคนไปมหาศาลยังไม่พอ ยังมาคุมแก๊งด้วย โจจึงเชื่อว่าแบบนี้เองคนจึงสงสัยว่าเธอเป็นฆาตกร แต่ก็น่าแปลกที่คนสงสัยกันขนาดนี้ แต่กลับไม่มีใครจับพิรุธเธอได้แม้แต่ตำรวจก็สรุปสาเหตุการตายของทั้งคุณชายและเสี่ยป๊อกอย่างคลุมเครือ

ป๋องบอกว่าคนเขาว่ากันว่าเธอเกิดในฤกษ์อัปรีย์เป็นผู้หญิงกินผัว โจตัดบทว่าเป็นเรื่องไร้สาระ พูดขึ้นมาเพื่อทำให้คนไขว้เขวเรื่องเธอเป็นฆาตกร พูดแล้วโจมองรูปวนิษาที่แปะไว้ที่บอร์ด พูดเองเออเองว่า

“เธอเป็นฆาตกรใช่ไหม อย่าเอาเรื่องดวงมาบังหน้า เรื่องดวงไม่มีจริงหรอก”

แล้วโจก็คิดเจ็บอยู่ในใจที่หลายคนเรียกเขาว่า “โจตัวซวย...โจตัวซวย...โจตัวซวย...”

โจคิดจนหลับไป ละเมอออกมาเบาๆ “ไม่จริง... ไม่...ผมไม่ใช่ตัวซวย...ไม่ใช่...”

 ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”

“น้ำผึ้ง” ปลุกหลอนคืนชีพ “ปอบผีเจ้า”
29 ก.พ. 2563
06:45 น.