ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ผู้กองยอดรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: 'เต๋อ' หยอดมุขฮาจีบ 'มาร์กี้' จับตา 'ผู้กองยอดรัก' ม้ามืดกวาดเรตติ้ง




ผู้พันผวนชักดาบหนี้อ้างดื้อๆว่าเพราะเมียกำนันมาด่าเมียที่เคารพของตน กำนันเสียงดังว่าถ้าตอนนั้นตนไม่ให้ยืมเงินผู้พันจะมีปัญญาขอเมียหรือ ไม่งั้นป่านนี้โดนไอ้เสี่ยชิ้งมันตัดหน้าไปแล้ว

ผู้พันยอมให้กำนันกับแม่จันทร์อยู่ที่นี่แลกกับการ ไม่พูดเรื่องหนี้ที่ยืมมาขอคุณนายแต่งงาน เลยตกลงกันได้

งานนี้ผู้พันรอดตัวแต่กำนันถูกแม่จันทร์บิดจนหูยานจับได้ที่โกหกว่าเอาเงินมาลงนาที่แท้เอามาให้ไอ้ห่อยยืมแต่งเมีย

ความเคยชินกับชีวิตในชนบทที่นุ่งผ้าขาวม้า ผืนเดียวก็เดินเที่ยวได้ทั้งหมู่บ้าน แต่เมื่อมาอยู่บ้านคุณนายที่เจ้ายศเจ้าอย่างก็มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันเกือบทุกเรื่อง แต่ไม่ว่าจะมีเรื่องอย่างไร กำนันก็ยืนหยัดที่จะอยู่ที่นี่ คุณนายขัดใจที่มากินอยู่สิ้นเปลืองก็จะหักเงินจากผู้พัน ถ้ามีปัญหาก็ให้ผู้พันไปรีดเอาจากกำนันเอง

ผู้กองฉวีผ่องโกรธพันมากที่โกหกตนมายาวนาน แม้จะรู้ภายหลังว่าพันเป็นนักเรียนนอกและกำลังจะเป็นผู้พิพากษาก็หักล้างความผิดนี้ไม่ได้ พันเอาช่อกุหลาบขาวมาง้อก็รับไปทิ้งถังขยะแล้วจะเดินหนีไม่ยอมคุยด้วย พันตามไปคว้ามือไว้ ผู้พันสุทธิสารมาเห็นพอดีตวาดให้ปล่อย มือผู้กองเดี๋ยวนี้

พันเฉยก็ถูกผู้พันสุทธิสารกระชากมือออกผลักอกพันออกไป ตวาดว่ากล้าล่วงเกินผู้บังคับบัญชาเชียวหรือวอนเสียแล้ว หมวดอัจฉราที่รู้เรื่องวุฒิการศึกษาของพันจากผู้กองมาแล้วมองผู้พันสุทธิสารรำพึงอย่างสมเพช

“ไม่ได้รู้เรื่องเล้ย...อีตาสะพานควายเอ๊ย...”

เมื่อผู้พันรู้จากอัจฉราว่าพันเป็นทนายความและกำลังเตรียมสอบเป็นผู้พิพากษา ก็ไม่ยอมแพ้อวดอ้างว่าตนก็มีดีกรีเป็นหมอแถมยังเป็นพันตรีด้วยไม่เห็นต้องแคร์

“ค่ะ...ผู้พันเองก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกันล่ะค่ะ เสียแต่ว่า...หนูแดงเขาไม่ชอบคุณ” ย้ำว่า ผู้พันตามจีบหนูแดงตั้งหลายปียังจีบไม่ติด ชี้ว่า “ถ้าไม่หลงตัวเองจนเกินไปก็น่าจะยอมรับความจริงกันได้แล้ว”

ผู้พันคิดๆแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์บอกอัจฉราว่ายอมรับก็ได้ แต่เท่าที่ดูตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กองกับพันกำลังมีปัญหาไม่ใช่หรือ แบบนี้ตนยังมีสิทธิ์ลุ้น อัจฉราถามว่าผู้พันจะเป็นมือที่สามหรือ

“ทำไม ผมจะทำอะไรมันก็เรื่องของผม ทำไมหมวดต้องเดือดร้อนด้วยเนี่ย จงเกลียดจงชังอะไรผมนักหนาถึงไม่อยากให้ผมกับผู้กองฉวีผ่องเป็นแฟนกัน เมื่อก่อนก็คอยกันท่า เดี๋ยวนี้ยิ่งออกนอกหน้าเข้าไปใหญ่”

ถูกถามแทงใจดำ อัจฉราก็อึกๆ อักๆ เพราะที่จริงตนแอบชอบผู้พันอยู่แต่ไม่กล้าบอกจึงแสดงออกพาลๆ ขวางๆตลอดมา เลยแอบด่าเบาๆ “ไอ้ซื่อบื้อเอ๊ย...” แล้วสะบัดหน้าเดินหนีไปเลย

ooooooo

แม้จะรู้สึกว่าระยะหลังคุณนายโน้มเอียงไปทางผู้พันสุทธิสาร แต่พันก็ยังทำดีเสมอต้นเสมอปลาย วันนี้ก็เอาเงินมาให้คุณนายเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในบ้าน คุณนายไม่รับบอกว่าตนหักจากผู้พันผวนแล้วไม่อยากรับอีกเดี๋ยวจะหาว่าตนเค็ม

พันขอบคุณที่คุณนายเมตตาตนเหลือเกิน

“แต่ถึงจะเมตตายังไง ฉันก็ยังอยากได้ผู้พันสุทธิสารเป็นลูกเขยมากกว่าเธออยู่ดี เธอเป็นคนดีนะแต่ยังรวยไม่พอสําหรับลูกฉัน ฉันรู้ว่าบ้านเธอมีฐานะดี ความรู้เธอก็ไม่น้อย ถ้าได้เป็นผู้พิพากษาเธอก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน แต่ก็ยังสู้ที่ดิน
แถวสาทรของผู้พันสุทธิสารเขาไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้น เธอควรจะอยู่ห่างๆยัยหนูแดงได้แล้ว เข้าใจ๋”

พันถอนใจเฮือกใหญ่เคยหวังที่จะได้คุณนายช่วยเรื่องผู้กอง แต่วันนี้คุณนายกลับกลายเป็นกระดูกก้อนใหญ่ไปแล้ว

ฝ่ายผู้พันสุทธิสารก็รุกผู้กองหนักขึ้นใกล้ชิดรับส่งผู้กองประจำ เมื่อสบโอกาสก็ถามว่าตกลงผู้กองจะรับหมั้นพันไหมบอกผู้กองว่า ตนรู้เรื่องของพันจากหมวดอัจฉราหมดแล้ว พันเป็นคนมีอนาคตไกล ถ้าผู้กองจะรับหมั้นก็คงไม่แปลก

ผู้กองตอบเลี่ยงไปว่าตนยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ ผู้พันเป่าหูว่า ผู้กองจะตัดสินใจอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของตนเพียงแต่...

“ผมเป็นห่วงผู้กองเท่านั้นเอง คนเราจะคบกันไม่ทันไรก็มีเรื่องปิดบังหลอกลวงกันเสียแล้ว ต่อไปจะไว้ใจกันได้หรือครับ” พอผู้กองเห็นด้วย ก็จับมือ “ผมรู้นะครับผู้กอง ว่าผมอาจจะเป็นคนน่าเบื่อไม่โรแมนติก แถมยังน่ารำคาญอีกต่างหาก แต่คนอย่างผมไม่มีวันหลอกลวงคนที่ผมรักหรอกครับ” แล้วทำเนียนจะก้มลงจูบมือ ผู้กองดึงมือออกแล้วขอตัว

พอผู้กองลงจากรถ ผู้พันสุทธิสารก็ตบพวงมาลัยสบถ

“โธ่เอ๊ย...อีกนิดเดียว...เอาวะน้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน หัวใจอ่อนๆจะไม่รู้สึกอะไรก็ให้มันรู้ไป”

หมวดอัจฉราแอบดูอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หนักใจกับนิสัยของผู้พันหนุ่มจริงๆ

ooooooo

แม้พันจะรู้ตัวว่าตนถูกทั้งผู้พันผวนและคุณนายกันท่าเรื่องผู้กองแต่พันก็ไม่ยอมแพ้ บอกพวกเพื่อนๆ ที่ให้กำลังใจว่า

“ข้าไม่ยอมแพ้หรอก ข้าเชื่อว่าผู้กองไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน ถ้าผู้กองเขาเลือกข้า ใครจะขวางยังไงก็ไม่ไหวหรอก”

ระหว่างเดินคุยกันในสวนสุขภาพ พันสงสัยว่าอ่ำเก็บหินที่ปูให้คนถอดรองเท้าเดินไปทำไม อ่ำยิ้มๆ ไม่ยอมบอก

ที่แท้อ่ำเก็บหินไปให้คุณนายดองเกลือไว้กินกับข้าวต้มเพื่อความประหยัดนั่นเอง

ทีแรกผู้พันก็ติดใจถามว่าอ่ำไปเก็บหินนี่จากไหนรสชาติอร่อยกว่าทุกครั้ง พอรู้ว่าเก็บจากสวนสุขภาพที่ให้คนเดินย่ำไปย่ำมาผู้พันก็จะอ้วก คุณนายรีบบอกให้กลืนลงไปเสียดายข้าว ผู้พันผวนเลยต้องขย้อนกลืนอ้วกเข้าไปใหม่

คืนนี้ขณะผู้กองฉวีผ่องเดินออกจากหอพักแพทย์ ผู้พันสุทธิสารโทร.มาถามว่าจะทานอะไรไหม ผู้กองบอกว่าไม่หิวและอีกประเดี๋ยวก็จะเข้านอนแล้ว

เพราะพันไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ดังนั้น คืนนี้จึงเอา

นมกล่องไปให้ผู้กองที่หอพักแพทย์ เพื่อชี้แจงเรื่องที่ถูกผู้กองหาว่าโกหกและโกรธมากจนไม่ยอมพูดด้วย พันวันนี้ไม่มีความทะเล้นเหลืออยู่เลย มีแต่ความจริงจังและจริงใจ

“ฉันไม่ได้ตั้งใจหลอกผู้กองนะจ๊ะ ผู้กองจำวันแรกที่เราพบกันได้หรือเปล่า รถของผู้กองเสีย ฉันผ่านไปก็เลยช่วยซ่อมให้ แล้วจากนั้นผู้กองก็เข้าใจผิดมาตลอด”

“เธอ...เอ่อ...คุณจงใจทำให้ฉันเข้าใจผิดต่างหาก คุณแกล้งพูดเหน่อ แล้วยังมาสมัครเป็นพลทหารอีก ทั้งๆ ที่วุฒิการศึกษาของคุณเป็นทหารสัญญาบัตรได้สบายๆ”

“เรียกฉันว่า ‘เธอ’ เหมือนเดิมเถอะจ้ะ ฉันชอบที่ผู้กองเรียกฉันแบบนี้ มันอบอุ่นดี แล้วฉันก็ไม่ได้แกล้งพูดเหน่อนะจ๊ะ แต่เวลาอยู่บ้าน ฉันก็พูดอย่างนี้เป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่สมัครมาเป็นทหาร เพราะฉันผัดผ่อนหมายเกณฑ์มาตลอด พอเรียนจบก็เลยสมัครเสียเลย ฉันอยากเห็น อยากรู้ชีวิตอีกมุมมองหนึ่งน่ะจ้ะ”

พันชี้แจงทุกอย่างที่อยากพูดแล้วถามผู้กองว่ายังสงสัยอะไรอีกไหม ผู้กองถามว่าแล้วเรื่องที่โกหกว่ามีเมียแล้วล่ะ?!

“ไม่มีคำอธิบายจ้ะ เรื่องนี้ฉันผิดจริง แต่ที่ฉันทำลงไป ก็เพราะ...”

“ไอ้พัน!!” เสียงผู้พันสุทธิสารแผดเข้ามาจนทั้งคู่ตกใจ เขาเดินหน้าตึงเข้ามา ผู้กองถามว่าผู้พันมาได้ไง ไม่ได้เข้าเวรหรือ “จริงๆผมออกเวรแล้วครับ แล้วผมก็คุยโทรศัพท์กับผู้กองอยู่ใกล้ๆนี่แหละ กะว่าผู้กองขึ้นห้องไปเมื่อไหร่ผมก็จะกลับบ้าน แต่ดันมาเจอไอ้คนลวงโลกนี่เสียก่อน”

พันบอกว่าตนไม่ได้ลวงโลก ตนกำลังอธิบายให้ผู้กองฟัง ก็ถูกผู้พันตัดบทว่าคนเราเริ่มต้นด้วยการโกหกแล้วต่อไปมันจะไว้ใจกันได้หรือ ทั้งสองโต้เถียงกันจนผู้กองเดินหนีไปอย่างเบื่อหน่ายไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว

ooooooo

อัจฉราสงสารผู้กองที่เจอแต่เรื่องเครียดๆจนปวดหัว ผู้กองบอกว่าตนไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว อ้างคำพูดของผู้พันสุทธิสารที่ว่า ถ้าเริ่มต้นด้วยการโกหกแล้วต่อไปจะไว้ใจกันได้อย่างไร

“ตอนเขาเป็นแค่พลทหาร เธอก็หนักใจเรื่องฐานะทางสังคม พอเขาเป็นอนาคตผู้พิพากษา เธอก็หาว่าโกหกไว้ใจไม่ได้เสียอีก มันไม่มีใครได้อะไรไปทุกอย่างหรอกนะหนูแดง”

ผู้กองเดินไปที่เตียง บอกอัจฉราว่าตนอยากหนีออกไปจากตรงนี้สักพัก อยากไปออกหน่วย เธอจะหาคนแลกเวรให้ได้ไหม อัจฉรามองเพื่อนรักอย่างเข้าใจและเห็นใจ

เมื่อผู้พันผวนรู้ก็คิดเอาเองว่าผู้กองจะหนีพันเพราะทนรำคาญไม่ได้ คุณนายดี๊ด๊าว่าลูกสาวมีใจให้ผู้พันสุทธิสารบอก

ผู้พันผวนให้รีบไปดูราคาประเมินที่ดินที่สาทรว่าจะได้สักกี่ร้อยล้าน ผู้พันผวนบอกว่ายังมีสมบัติเจ้าคุณปู่อีกเพียบ ให้คุณนายเตรียมตัวเป็นแม่ยายเศรษฐีผู้ดีเก่าได้เลย

เมื่อผู้พันสุทธิสารรู้ว่าผู้กองฉวีผ่องจะออกหน่วยก็โวยวายกับอัจฉราว่าทำไมไม่บอก ยังไงตนก็จะตามไปด้วย อัจฉราบอกว่าช้าไปแล้ว เพราะหนูแดงนั่งเครื่องบินซีร้อยสามสิบไปแต่เช้าแล้ว ป่านนี้คงต่อรถเข้าพื้นที่แล้ว ผู้พันเลยหุนหันออกไป อัจฉราถามว่าจะไปไหน เขากระชากเสียงตอบว่า

“ผมก็จะไปหาเวรแลกเพื่อตามผู้กองไปน่ะสิแค่นี้ขวางผมไม่ได้หรอก”

ooooooo

ผู้กองฉวีผ่องและคณะมาถึงชายป่าแล้ว ทหารบอกว่าต้องเดินเท้าเข้าไปอีกเพราะรถเข้าไม่ได้ ขณะผู้กองลงจากรถพร้อมสัมภาระนั่นเอง ก็มีมือหนึ่งยื่นมาช่วยรับ เธอเอ่ยขอบคุณแต่พอมองหน้าก็อึ้ง

“พัน...เธอมาได้ไงเนี่ย” พันบอกว่ามาวิธีเดียวกับผู้กองแต่ตนมาถึงก่อนเท่านั้น “นี่...เธอตามฉันมาเหรอ?”

พันตอบกวนๆ ว่าตนมาราชการต่างหาก คนอย่างตนมีศักดิ์ศรีไม่ตามคนที่เขาไม่อยากเห็นหน้าหรอก ผู้กองรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือใคร ถามเคืองๆ “ยัยอัจ ยัยอัจเป็นคนจัดให้เธอมาที่นี่ใช่ไหม”

ผู้กองเจ้าแง่แสนงอนตามเคย ไม่ยอมให้พันช่วยถือของ และเมื่อเดินป่าในที่ทุรกันดาร เธอก็กัดฟันเดินจนเหงื่อท่วมระหว่างจะข้ามลำธารเจอพวกลักลอบตัดไม้

ยิงปืนขู่ ทุกคนหมอบลง พันรวบตัวผู้กองหลบหมอบกับพื้น กระเป๋ายาที่ผู้กองสะพายมาหลุดลอยไปกับน้ำ

ผู้กองพยายามตามไปคว้ากลับมาจนได้ พลันเสียงปืนก็ดังขึ้นอีก ผู้กองตกใจตกลงไปในน้ำถูกน้ำพัดพาไป พันกระโดดลงไปช่วยขึ้นมาได้ ต่างถามกันอย่างเป็นห่วงว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรไหม

เดินมาจนถึงหมู่บ้านที่ห่างไกล พวกชาวบ้านดีใจมากที่มีหน่วยแพทย์มา วิ่งมาต้อนรับ ขณะผู้กองกำลังตรวจรักษาชาวบ้านก็มีเหตุการณ์สะเทือนใจ เมื่อมีหญิงที่ถูกหาว่าเป็นปอบวิ่งเตลิดมา มีหมอถือหวายอาคมไล่ตามมาติดๆ หญิงคนนั้นถูกหมอผีเอาหวายอาคมฟาดไล่ผีปอบ ผู้กองกับพันทนดูไม่ได้เข้าไปขอร้องให้หยุด จับมือหมอผีไว้ไม่ให้ตี แต่หญิงคนนั้นก็ถูกหมอผีฟาดจนหมดสติไปแล้ว

พันรีบเข้าไปดูอาการของหญิงคนนั้น ผู้กองรีบตามไปจับชีพจร

เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดแบบชาวบ้านแล้ว ผู้กองขอให้พันเป็นเพื่อนไปเยี่ยมหญิงคนนั้นเพื่อจะไปดูสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่บ้านด้วย พันเห็นผู้กองแต่งชุดแบบชาวบ้านก็หัวเราะบอกว่าน่ารักดี ผู้กองถามว่าตกลงจะช่วยตนไหม

“ไอ้พันเคยปฏิเสธผู้กองหรือจ๊ะ ขอแต่ผู้กองสั่งมาไอ้พันพร้อมจะบุกน้ำลุยไฟเพื่อผู้กองไปทุกที่เลยจ้ะ”

“อย่ามาน้ำเน่า ฉันไม่เชื่อคำพูดของเธออีกแล้ว เอาไว้ทำให้ฉันเห็นก่อนแล้วค่อยมาว่ากันดีกว่า” พูดแล้วเดินไปเลย

ooooooo

เพราะบ้านที่ชาวบ้านจัดให้พักมีอยู่หลังเดียว พันจึงต้องนอนด้วยกันกับผู้กอง ถูกผู้กองแกล้งกั้นเขตให้พันนอนแคบแทบจะขยับไม่ได้ แต่ที่ของผู้กองกว้างขวางมาก พันโอดครวญแต่ก็มีความสุขที่ได้นอนใกล้ๆผู้กองยอกรัก

ทั้งพันและผู้กองต่างนอนหันหลังให้กัน พันนึกได้บอกผู้กองว่า

“ชาวบ้านเขาบอกว่าหมู่บ้านที่เราจะไป อยู่ห่างจากนี่ไกล พรุ่งนี้เขาจะให้คนไปบอกที่ฐานแล้วให้ทหารมารับเราจ้ะ”

“งั้นระหว่างรอ เราก็ตรวจอาการให้ชาวบ้านที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน”

“มีหมอสวยๆอย่างผู้กองมาตรวจชาวบ้าน ฉันก็ดีใจจ้า”

“เก็บคำพูดไว้หลอกผู้หญิงอื่นเถอะ”

พันถอนใจเฮือก บอกว่าตนไม่มีผู้หญิงที่ไหนทั้งนั้น เมื่อก่อนผู้กองเข้าใจผิด เดี๋ยวนี้เข้าใจถูกแล้วก็ยังยัดเยียดให้ตนมีให้ได้ เดี๋ยวมีจริงๆแล้วจะเสียใจ ผู้กองพูดทั้งที่นอนหันหลังว่า “ดีใจล่ะไม่ว่า คนโกหกอย่างเธอ ฉันไม่อยากสนใจแล้ว”

พันทำเป็นตื่นเต้นดีใจร้องเรียกรัว “ผู้กองๆๆ” พอผู้กองหันถามว่ามีอะไร พันก็ทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยู ให้ดู ผู้กองด่ายิ้ม “ต๊อง” แล้วหันหลังให้ พันยิ้มขำๆ ก่อนที่หน้าจะขรึมลง พูดเสียงน่าสงสาร...

“ฉันชอบผู้กองนะจ๊ะ ชอบมาตั้งแต่เห็นครั้งแรก ตอนซ่อมรถให้ผู้กองแล้ว”

พูดแล้วแอบสังเกตปฏิกิริยาผู้กองเห็นเงียบ เลยพูดต่อเคลิ้มๆ

“พอมาเจอกันอีกที ฉันก็ดีใจ ถ้าเราเจอกันที่อื่น ในฐานะอื่น ฉันก็คงตรงไปตรงมากับผู้กอง แต่เรามาเจอกันในฐานะที่ฉันเป็นพลทหาร ส่วนผู้กองเป็น

ผู้บังคับบัญชาของฉัน แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะจ๊ะ จะให้เลิกชอบ ฉันก็ทำใจไม่ได้ อยากอยู่ใกล้ อยากเห็นหน้าทุกวัน ฉันก็เลยต้องโกหกว่ามีเมียแล้ว ผู้พันผวนพ่อ

ผู้กองจะได้ไม่ระแวงฉัน แล้วฉันจะได้มีโอกาสอยู่ใกล้ผู้กองทุกวันยังไงล่ะจ๊ะ เท่านั้นล่ะจ้ะที่ฉันอยากพูด”

พูดแล้วพันหันหลังนอนคุดคู้เหมือนเดิม

ฝ่ายผู้กองฟังแล้วสับสน แม้ยังเคืองๆพันอยู่ แต่ที่พันพูดก็มีเหตุผล ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสนทั้งความคิดและความรู้สึกของตัวเอง

ooooooo

ที่ร้านอาหารตามสั่งของหมู่ทอง กลายเป็นที่ฝากปากฝากท้องของพวกอ่ำ พรรคพวกของอ่ำมาสั่งอาหารกันแล้ว แต่อ่ำเพิ่งมาถึง

“ทำไมเพิ่งมาวะไอ้อ่ำ โดนคุณนายแกจิกหัวใช้เหรอ” นุ้ยถาม

“ไม่ใช่จิกอย่างเดียวโว้ย จิกแล้วกระทืบๆๆๆอีกต่างหาก ดีอย่างเดียวที่ไม่เอาน้ำเกลือราดซ้ำ” พรหมมาบอกว่าดีที่แกยังมีเมตตา “เปล๊า... แกกลัวเปลืองน้ำเกลือต่างหาก”

เพื่อนๆพากันหัวเราะครืน สืบถามกระรอกว่ากระเพราไก่ไข่ดาวของตนได้หรือยัง ถูกกระรอกแว้ดใส่ว่าจะทำให้เดี๋ยวนี้แหละ อย่าเร่งได้ไหม นุ้ยทำคอย่นบ่นกับเพื่อนๆว่า ดุจัง หันถามอ่ำว่าจะเอาอะไร อ่ำเอากระเพราไก่ไข่ดาวเหมือนกันจะจ้ะได้ไม่ต้องทำหลายรอบ

เพื่อนๆอ่ำพากันถามว่ากระรอกเป็นอะไร เหวี่ยงแต่เช้า สืบสงสัยว่าเพราะพันไม่อยู่กระมังเลยอารมณ์ไม่ดี

กระรอกผัดกระเพราครู่เดียวก็คลื่นไส้จะอาเจียน เลยวางตะหลิววิ่งไปอาเจียน พวกอ่ำมองตามงงๆ สืบครวญว่า

“อ้าว...แม่ค้าอ้วกเสียแล้ว แล้วหม่อมฉันจะได้เหวยกระเพราไก่ไข่ดาวไหมเนี่ย...”

ทุกคนมองตามกระรอกไป ทั้งเป็นห่วงกระรอกและเป็นห่วงท้องของตัวเอง

ooooooo

ที่หมู่บ้านกลางป่า... ผู้กองตรวจชาวบ้านอย่างใส่ใจ ตรวจแล้วบอกว่า

“ร่างกายแข็งแรงดีนะคะ แต่ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นๆ ยังไงก็ระวังไข้หวัดด้วย ต้องล้างมือก่อนกินข้าว ใส่เสื้อหนาให้ร่างกายอบอุ่น จำได้ไหมคะ”

“จำไม่ได้หรอกค่ะคุณหมอ...ย้าว...ยาว”

“งั้นมิวสิก” ผู้กองส่งสัญญาณ พลันเสียงเพลงก็ดังขึ้น พันออกมาเต้นอย่างสนุกสนาน ทั้งเนื้อเพลงและท่าเต้นบอกให้ชาวบ้านรู้จักการป้องกันตัวเองจากโรคหวัด

ชาวบ้านฟังเพลงและดูพันเต้นทั้งขำทั้งสนุก แม้แต่ผู้กองฉวีผ่องเองก็ยังอดหัวเราะไม่ได้

ระหว่างนั้นพันเหลือบเห็นหมอผีกับลูกน้องกำลังปรึกษากันท่าทางลับๆล่อๆ แล้วแยกย้ายกันไป พันมองอย่างสงสัยว่าพวกนี้จะทำอะไรกัน

หมอผีกับลูกน้องสองสามคนเดินเข้าไปในป่า ผิวปากส่งสัญญาณ ครู่เดียวพวกโจรที่ซุ่มทำร้ายพันกับผู้กองเมื่อวานก็ปรากฏตัว หมอผีถูกพวกโจรบ่นว่าทำไมช้านัก

“ข้าก็มีงานต้องทำหลายอย่างนะโว้ย ดีนะมีไอ้เณรกับหมอทหารอีกคนหลงทางมา พวกชาวบ้านเลยให้มันตรวจโรคกันอยู่ ข้าก็เลยหลบออกมาได้ง่ายหน่อย” หมอผีชี้แจง

“ทหารอีกแล้วเหรอ ใช่พวกเดียวกับที่ข้าซุ่มยิงมันเมื่อวานรึเปล่า”

“ก็ใช่สิวะ แล้วเอ็งไปยิงพวกทหารมันทำไม”

“ก็กำลังขนยากันอยู่ พวกมันดันโผล่มาทำไม อย่าถามมากจะให้ข้าเอายาไปเก็บไว้ที่ไหน”

หมอผียิ้มเจ้าเล่ห์บอกว่า “ก็บ้านอีปอบนั่นไง รับรองไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง”

“แล้วเมื่อไหร่จะไล่ไอ้พวกชาวบ้านให้มันออกไปเสียทีวะ จะได้ขนของง่ายๆหน่อย”

“ไม่นานหรอก แค่นี้พวกมันก็กลัวปอบจะแย่อยู่แล้ว ขู่หนักๆอีกหน่อย รับรองหนีกระเจิงทั้งหมู่บ้านแน่”

พันหมอบอยู่หลังพุ่มไม้ได้เห็นได้ยินทั้งหมด พันเครียดกับเรื่องที่กำลังจะเกิดกับชาวบ้านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่

ooooooo

บ้านหญิงสาวที่ถูกหาว่าเป็นปอบ....หมอผีกำลังบริกรรมคาถา โดยมีหญิงสาวที่ถูกหาว่าเป็นปอบนอนตัวเกร็งอยู่กับพื้น ลูกน้องหมอผีจับแม่ของหญิงสาวไว้ไม่ให้เข้ามาช่วยลูกสาว

“นังปอบ มึงเสร็จกู” หมอผีลืมตาคำรามแล้ว

คว้าหวายเฆี่ยนหญิงสาวคนนั้นไม่ยั้ง หญิงสาวร้องทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด เป็นที่น่าสยดสยอง แม่ของหญิงสาวร้องไห้พยายามจะเขาไปช่วยลูกสาว ถูกลูกน้องหมอผีตะคอก

“ลูกเอ็งโดนปอบกินไปแล้ว ถ้าไม่กำจัดมันก็ต้องมีคนตายอีก เอ็งไม่ช่วยก็อยู่เฉยๆเถอะ”

ชาวบ้านไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วย หญิงสาวร้องอย่างเจ็บปวด คว้าหวายของหมอผีได้ก็จ้องหน้าหมอผีดวงตาไร้แววน่ากลัว

“คิดจะสู้ข้ารึ อย่างงี้เอ็งต้องโดนมีดอาคมของข้า” หมอผีชักมีดอาคมออกมาจะแทง ทันใดนั้นหญิงสาว

ร้องโหยหวนแล้วหมดสติไป หมอผีบอกว่า “ผีปอบมันหนีไปได้อีกแล้ว อีกไม่นานนังนี่ต้องตายแน่ แล้วก็จะมีคนต้องตายไปเรื่อยๆ”

พวกชาวบ้านหวาดกลัวมองกันเลิ่กลั่ก คนหนึ่งกลัวมากยกมือไหว้หมอผีถามว่าพวกตนต้องทำอย่างไรดี

“ไปจากที่นี่ซะ ไปให้หมดทุกคน ถ้าพวกเอ็งไปอยู่ที่อื่นก็ไม่ต้องมีใครตายอีก ข้าจะอยู่ปราบอีปอบที่นี่เอง”

พวกชาวบ้านหันปรึกษากันทั้งกลัวปอบและไม่อยากย้ายถิ่นฐาน

ทันใดนั้น พันก็เต้นเร่าๆดิ้นพั่บๆร้องโหยหวน เหมือนเจ้าเข้าประทับทรง พวกชาวบ้านพากันหันมองว่าพันเป็นอะไร ทันใดนั้นพันหยุดดิ้นนั่งขัดสมาธิ ทำเสียงทุ้มห้าวน่ากลัว

“ข้าคือเจ้าพ่อ พวกเอ็งต้องฟังข้า”

“เจ้าพ่อประทับทรงแล้ว เร็วๆเข้า เขามีองค์จริงๆ นะ เคยช่วยราชการหลายครั้งแล้วด้วย” ผู้กองบอกชาวบ้านแล้วคุกเข่าพนมมือไหว้ ชาวบ้านพากันทำตาม ลูกน้องหมอผีมองกันเลิ่กลั่กเพราะเคยเห็นแต่หมอผี ไม่เคยเห็นเจ้าพ่อเข้าทรง ฝ่ายพันก็ยังคงทำเสียงทุ้มห้าวน่ากลัว ประกาศต่อไปว่า

“พวกเอ็งไม่ต้องย้ายไปไหนทั้งนั้น ที่ปอบมันรังควาน เพราะบ้านมันมีของอัปมงคลฝังอยู่หลังบ้าน พวกเอ็งไปขุดมันขึ้นมา แล้วก็ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น”

เจ้าพ่อพูดในสิ่งที่สอดคล้องกับความคิดของชาวบ้านที่ไม่อยากย้ายไปไหน หมอผีหน้าเสียรีบประกาศ

“เฮ้ย! เจ้าพ่งเจ้าพ่อที่ไหนกันวะ อย่ามามั่วดีกว่าโว้ย”

“บังอาจ!” เจ้าพ่อพันตวาดหมอผีชี้หน้าปราม “เอ็งกล้าลบหลู่เจ้าพ่อ ต้องติดคุกติดตะรางในสามวันเจ็ดวัน” แล้วเจ้าพ่อพันก็หันสั่งชาวบ้าน “เอ้า...ชักช้าอะไรกันอยู่ ยังไม่รีบไปขุดอีก อยากมีอันเป็นไปรึไงวะ”

พวกชาวบ้านตกใจรีบวิ่งไปที่หลังบ้านลงมือขุดกันทันที หมอผีกับลูกน้องตกใจชักปืนยิงขึ้นฟ้าประกาศ

“อย่านะโว้ย ใครเข้าไปข้ายิงไม่เลี้ยง”

พวกชาวบ้านตกใจหยุดกึก ทันใดนั้นทหารกลุ่มหนึ่งอาวุธครบมือก็ลอบเข้ามาจากด้านหลัง เล็งปืนไปที่หมอผีทันที

“หยุดนะ!” ทหารสั่ง หมอผีกับลูกน้องตกใจรีบยกมือขึ้นทันที เจ้าพ่อพันหัวเราะร่าถามชาวบ้านว่า

“ฮ่าๆๆ เห็นไหมล่ะจ๊ะ ว่าเจ้าพ่อพันศักดิ์สิทธิ์จริง ฮ่าๆๆ”

ลูกน้องหมอผีคนหนึ่งที่ปะปนอยู่กับชาวบ้านเห็นท่าไม่ดีก็ค่อยๆเร้นตัวหายไปเนียนๆ ส่วนหมอผีถูกทหารคุมตัวไว้ ทหารคนหนึ่งเข้ามาถามผู้กองฉวีผ่องว่าเป็นอย่างไรบ้าง

“ไม่เป็นไรค่ะ รีบไปขุดเอายาบ้าที่ฝังไว้หลังบ้านออกมาเถอะค่ะ แล้วจะได้ขยายผลจับกุมพวกที่เหลือด้วย”

พอทหารไปแล้ว ผู้กองหันมองเจ้าพ่อพัน เขายักคิ้วแผล็บแบบว่า เห็นฝีมือไหม ผู้กองอดขำไม่ได้กับความคิดแผลงๆของพัน

ooooooo

เมื่อหมอผีถูกจับไปแล้ว ผู้กองขอไปดูสภาพบ้านของหญิงสาวที่ถูกหาว่าเป็นปอบ ดูสภาพบ้านแล้วขอดูอาหาร ผู้กองมองดูอาหารที่วางอยู่อย่างพินิจ พิจารณา พันถามว่าตกลงหญิงสาวคนนั้นเป็นอะไร

“ฉันสันนิษฐานว่าเป็นพยาธิขึ้นสมองน่ะ เพราะมีอาการเกร็ง ชัก คอแข็ง แล้วก็คุมสติไม่อยู่ สาเหตุก็น่าจะมาจากการกินอาหารสุกๆดิบๆนี่แหละ”

แม่ของหญิงสาวถามว่าแล้วจะรักษาอย่างไร ผู้กองให้ส่งไปที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด แม่หญิงสาวตกใจบอกว่าตนไม่มีเงิน ผู้กองบอกเรื่องนั้นไม่ต้อง แม่ของหญิงสาวไหว้ขอบคุณ พันมองผู้กองยิ้มอย่างประทับใจในคุณธรรมของเธอ

ผู้กองยังสงสัยว่าพันรู้และจัดการแก้เผ็ดหมอผีได้อย่างไร พันเล่าว่า

“ฉันเจอพวกทหารที่เขาจะมารับผู้กองกับฉันพอดี ฉันก็เลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง ก็เลยวางแผนให้ฉันแกล้งเป็นเจ้าเข้า แล้วให้ชาวบ้านไปขุดตรงที่ฝังยาบ้าไว้ ไอ้พวกนั้นจะได้เผยหางออกมาจ้า”

“แล้วก็ไม่บอกกันก่อน ดีนะฉันคิดทันแก้สถานการณ์ไปได้”

“อย่างนี้เขาเรียกว่า ใจตรงกันต่างหากล่ะจ๊ะผู้กอง” พันยิ้มกรุ้มกริ่ม ผู้กองทั้งหมั่นไส้และเขินเดินไปอีกทาง พันถามว่าจะไปไหน บ้านพักอยู่ทางนี้ ผู้กองหันบอกว่า

“จ่าที่มารับเราเขาบอกว่าหมู่บ้านที่มาออกหน่วย มีคนไข้รออยู่หลายคน ฉันก็เลยจะให้เขาไปส่งคืนนี้เลย เธอกลับไปเก็บข้าวของแล้วตามไปแล้วกัน”

ผู้กองเดินต่อไป พันจึงเดินไปอีกทางเพื่อกลับไปเก็บของ

ooooooo

วันรุ่งขึ้น พอผู้กองกับพันไปถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างดีใจกันมากที่มีหมอมาตรวจรักษาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านจัดพิธีบายศรีสู่ขวัญให้ผู้กองกับพันทั้งสองถูกเรียกให้เข้าไปผูกข้อมือด้วยสายสิญจน์เพื่อความเป็นสิริมงคลคู่กัน

“ขอให้อายุมั่นขวัญยืน มีแต่ความสุขความเจริญนะลูกนะ” ผู้เฒ่าผู้แก่ผูกข้อมือแล้วอวยพร

พันมองผู้กองกรุ้มกริ่ม “ผูกข้อไม้ข้อมือพร้อมกัน เหมือนกับได้...”

“พูดมากน่า...” ผู้กองดุขัด แล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ กราบขอบคุณชาวบ้านพร้อมกัน

วันต่อมา ผู้กองฉวีผ่องก็ได้รับข่าวดีจากทหารที่มารายงานว่า

“ผู้กองครับ ผู้หญิงที่ผู้กองส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล ผ่าตัดเรียบร้อยแล้วครับ อาการปลอดภัยดีครับ”

“ขอบใจมากนะ” ผู้กองยิ้มดีใจ พันเข้ามาปั้นจิ้ม ปั้นเจ๋อบอกว่า กลับกรุงเทพฯอย่างสบายใจได้แล้วนะจ๊ะผู้กอง เลยถูกผู้กองชักสีหน้าปรามว่า “สบายใจเฉพาะเรื่องนี้ แต่ถึงกรุงเทพฯเมื่อไหร่เรามีเรื่องต้องคุยกันอีกยาว”

“ผู้กองยอมคุยกับฉันแล้ว จะยาวแค่ไหนฉันก็ยอมคุยจ้า” พันหน้าเป็น

ขณะนั้นเองมีรถทหารอีกคันหนึ่งขับเข้ามา บนรถมีผู้พันสุทธิสาร เภสัชกร พยาบาล และทหารอีกชุดที่เตรียมมาคุ้มกันทีมแพทย์ของผู้พัน พอรถจอด ผู้พันสุทธิสารเห็นผู้กองฉวีผ่องก็รีบลงจากรถมาหาทันที

“ผู้กอง...ดีใจจังเลยครับที่เจอผู้กองที่นี่ นี่ผู้กองมารอรับผมใช่ไหมครับ” ผู้กองถามว่าผู้พันมาได้ยังไง เนี่ย “ผมก็แลกเวรเพื่อมาหาผู้กองโดยเฉพาะน่ะสิครับ” ผู้พันตอบแล้วเหล่ไปทางพัน ถาม “มารับฉันด้วยเหมือนกันเหรอ”

พันบอกว่าตนกำลังจะกลับกรุงเทพฯ ผู้พันพูดอย่างกระหยิ่มว่าไปเลย รีบไปเร็วๆ เพราะผู้กองคงเบื่อหน้าเต็มทนแล้วถึงได้รีบไล่ให้กลับ

ปรากฏว่าผู้กองฉวีผ่องกลับพร้อมกับพัน เพราะมาออกหน่วยแค่สามวันเท่านั้น ผู้พันสุทธิสารเหวอ บ่นกับตัวเองเบาๆ “แล้วตกลงมาทำไมวะเนี่ย??”

ooooooo

เมื่อกลับถึงกรม พันตามชี้แจงออดอ้อนผู้กองว่าตนเล่าให้ฟังจนหมดแล้ว ผู้กองยกโทษให้ตนได้หรือยัง

“ยัง ถึงตอนแรกจะไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนหลังเธอมีโอกาสที่จะบอกก็ไม่ยอมบอก แสดงว่าเจตนาปกปิดชัดเจน” พันครวญว่าเล่นดูถึงเจตนาเลยหรือ “ฉันยังจะเชื่อเธอได้อีกหรือเปล่าพัน เธอหลอกฉันว่ามีเมียแล้ว จากนั้นก็หลอกฉันว่าเป็นพลทหารความรู้น้อย นี่ยังไม่รู้ว่าเธอจะมีอะไรปกปิดฉันอยู่อีก”

“มีอยู่เรื่องเดียวเท่านั้นล่ะจ้ะ” พันสารภาพแล้วจับมือผู้กองมาโอบที่หลังตน พาเต้นรำจังหวะที่เต้นในงานเลี้ยงสวมหน้ากากบอกเป็นนัย ผู้กองนึกออกอุทาน...

“หมอนั่น...นี่เธอ...” ผู้กองยิ่งฉุนผละออก พันรีบคว้ามือไว้ดึงเข้าไปกอด

“นี่เป็นเรื่องสุดท้ายแล้วจ้า ที่ฉันโกหกผู้กอง ต่อจากนี้ฉันจะพูดความจริงกับผู้กองทุกเรื่อง ฉันสัญญาจ้า”

ผู้กองอยู่ในอ้อมกอดพันยังงอนอยู่แต่ก็รู้สึกดี แล้วบรรยากาศก็ถูกทำลายราวกับระเบิดลง เมื่อเสียงหมู่ทองตวาดขึ้น

“ไอ้พัน!!”

ทั้งสองผละจากกันทันที หมู่ทองเดินเข้ามาอย่างโมโหมาก แต่เพราะความมืดเลยยังมองไม่เห็นผู้กองพอเข้าใกล้เห็นผู้กองก็ลดความดุดันลง

“อ้าว...ผู้กองอยู่ด้วยเหรอครับ ดีเลยครับ งั้นผู้กองเป็นพยานให้ผมด้วยนะครับ” ผู้กองถามว่ามีอะไรหรือ หมู่ทองกระชากคอเสื้อพันไปตะคอก “ก็ไอ้พันน่ะสิครับ มันทำนังกระรอกท้อง ผู้กองต้องให้ความเป็นธรรมกับผมนะครับ”

“นี่ก็อีกเรื่องใช่ไหมที่ฉันยังไม่รู้” ผู้กองหันขวับถามพันเสียงสั่นด้วยความโกรธ พันจะชี้แจงแต่แล้วก็พูดไม่ออกเมื่อเห็นผู้กองน้ำตาคลอด้วยความผิดหวังเสียใจสุดๆ

“ผู้กอง...” พันเรียกได้เท่านั้นก็ถูกผู้กองตบหน้าแล้ว สะบัดเดินหนีไป พันยืนอึ้ง ถูกหมู่ทองกระชากแขนตวาด

“เฮ้ย ยืนอยู่ทำไม มาคุยกันให้รู้เรื่องสิวะไอ้พัน”

แต่พันหูอื้อเสียแล้ว ไม่ได้ยินเสียงตวาดของหมู่ทอง สมองอึงอลสับสนไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไร

เมื่อผู้พันสุทธิสารรู้เรื่องพันกับกระรอกก็สะใจนักที่จะได้หมดเสี้ยนหนามหัวใจ ถูกอัจฉราเตือนสติว่า ไม่ต้องดีใจไปหรอก เพราะถึงอย่างไรหนูแดงก็ไม่เลือกผู้พันอยู่แล้ว ผู้พันถูกดักคอก็โมโหหาว่าอัจฉราไม่มีใครจีบเลยอยากให้คนอื่นโสดเหมือนตัวด้วย

อัจฉราฉุนขาดที่ถูกพูดแทงใจดำ เลยไล่ตะเพิดผู้พันให้ออกจากห้องทำงานตนไปเดี๋ยวนี้เลย พูดอย่างเจ็บใจว่า

“ถ้าไม่เห็นว่าเป็นผู้บังคับบัญชา ฉันเล่นงานผู้พันแล้ว เชิญค่ะ”

ผู้พันไม่กล้าตอแยเพราะไม่เคยเห็นอัจฉราโกรธขนาดนี้มาก่อน ฝ่ายอัจฉรา เมื่อไล่ผู้พันออกไปแล้วก็น้ำตาคลอเจ็บใจที่ผู้พันสุทธิสารช่างไม่รู้อะไรเสียเลย

ooooooo

พันถูกนำตัวไปชำระความกันที่บ้านผู้พันผวน พันยืนยันว่าตนไม่ได้ทำกระรอกท้อง ตนไม่เคยข้องแวะอะไรกับกระรอกเลย

กระรอกเอาแต่ร้องไห้ พร่ำบอกว่าตนขออย่างเดียวให้พันรับผิดชอบลูกในท้องเท่านั้น พันถามว่าก็ตนไม่ได้ทำแล้วจะให้รับผิดชอบยังไง ฝ่ายหมู่ทองก็ร่ำๆ จะเข้าเล่นงานพันหาว่าทำอย่างนี้ดูถูกกันมาก ดีแต่ผู้พันผวนคอยห้ามไว้ แล้วถามคุณนายว่าจะเอายังไงดี

“พัน เธอพูดความจริงกับฉันนะ เธอล่วงเกินกระรอกเขารึเปล่า” คุณนายถาม พันพนมมือสาบานว่า

“ฉันขอสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลยจ้ะ ฉันไม่เคยทำอะไรกระรอกแม้แต่นิดเดียว”

หมู่ทองถามว่าพูดแบบนี้ก็เท่ากับหาว่ากระรอกโกหกหรือ จนแม่จันทร์บอกว่าถ้าเด็กนั่นเป็นหลานตนจริง ตนก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่พันยืนยันว่าไม่ใช่ มันก็ต้องพิสูจน์กันก่อนไม่ใช่หรือ

“งั้นเอาอย่างนี้จ้ะ สมัยนี้เขาตรวจดีเอ็นเอเด็กในท้องได้แล้ว ให้น้องกระรอกไปตรวจดีเอ็นเอสิจ๊ะ เราจะได้รู้ความจริงกัน” พันเสนอ

กระรอกหน้าเสียบีบน้ำตาสุดฤทธิ์แล้วชวนหมู่ทองกลับ ตนทนให้เขาดูถูกต่อไปไม่ไหวแล้ว หมู่ทองชี้หน้าพันอาฆาต

“ไอ้พัน ข้าไม่ยอมให้เอ็งกินฟรีหรอกโว้ย งานนี้ ถ้าเอ็งไม่รับผิดชอบก็ต้องตายกันไปข้าง!” แล้วลากกระรอกออกไปเลย

คุณนายถามว่าแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ผู้พันผวนบอกว่าตนก็ไม่รู้ แล้วหันไปทางกำนัน พูดอย่างเป็นต่อว่า

“รู้แต่ว่า งานเข้าลูกเอ็งแล้วว่ะไอ้พูน ไม่ใช่ข้าไม่ยกลูกสาวให้เพราะหวงเหิงอะไรหรอกนะ แต่กว่าลูกเอ็งจะเคลียร์ได้ก็คงอีกนานล่ะวะ” ผู้พันผวนแค่นหัวเราะสะใจที่เห็นหนทางจะเบี้ยวหนี้โดยไม่ถูกกำนันแฉโพยให้เสียรังวัด

“เอ็งไม่ได้ทำแน่นะไอ้หมา” กำนันหันถามพัน

“ไม่ได้ทำจริงๆจ้ะพ่อไอ้หมา” พันหน้าจ๋อยเสียงอ่อยไม่เหลือความทะเล้นอยู่เลย

ooooooo

ผู้กองฉวีผ่องคิดหนัก อัจฉราปลอบใจว่า

“ถ้าเธอยังทำใจเรื่องพันไม่ได้ ก็ฟังพันเขาอธิบายเสียหน่อยสิ บางทีมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่เธอคิดก็ได้นะ จำเรื่องที่บ้านพ่อพันได้รึเปล่า ยัยกระรอกก็อ้างคล้ายๆ อย่างนี้แหละ สุดท้ายก็โกหกทั้งเพ”

“แต่คราวนี้มีเด็กในท้องยืนยันนะอัจ ถ้ากระรอกไม่มั่นใจขนาดนั้นเขาจะกล้าพูดออกมาได้ยังไง ฉันไม่อยากคิดเรื่องนี้แล้ว เขาก็ไม่มีความหมายอะไรกับฉันแล้ว จบๆไปเลยดีกว่า”

ผู้กองฉวีผ่องปากแข็งแต่น้ำตาไหลอาบแก้ม อัจฉราเลยพูดไม่ออก

พันพยายามโทร.หาผู้กองแต่เธอไม่รับสาย พันได้แต่นั่งเศร้าจนวันนี้พ่อกำนันกับแม่จันทร์มาบอกว่าจะกลับสุพรรณ เพราะมาคราวนี้ตั้งใจจะมาขอเมียให้พันแต่เมื่อเรื่องเป็นแบบนี้และคงอีกนานกว่าจะคุยกันรู้เรื่อง พ่อกับแม่เลยจะกลับไปก่อน

“ฉันเข้าใจจ้ะ เอาไว้ฉันจัดการเรื่องทางนี้ได้เมื่อไร ฉันจะโทร.ไปบอกพ่อกับแม่นะจ๊ะ”

“แม่เชื่อเอ็งนะ รีบหาทางพิสูจน์แล้วสักวันผู้กองของเอ็งเขาจะเข้าใจ” แม่จันทร์กอดพันให้กำลังใจ พันกอดตอบบอกแม่ว่า “ฉันรักแม่นะ” แม่จันทร์พูดเสียงเครือว่า “แม่ก็รักเอ็งที่สุด ไอ้หมาของแม่...”

รุ่งขึ้น พันขออนุญาตคุณนายไปส่งพ่อกับแม่ที่ท่ารถแล้วจะรีบกลับ ไม่ทันที่พันกับกำนันและแม่จันทร์จะออกจากบ้าน พรหมมาก็วิ่งหน้าตั้งมาบอกพันว่า

“ไอ้พัน เกิดเรื่องแล้วโว้ย” พันถามว่าเรื่องอะไร สืบที่วิ่งมาด้วยบอกว่า “ก็น้องกระรอกน่ะสิ จะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย หมู่ทองกำลังห้ามอยู่แต่ไม่รู้สำเร็จหรือไม่ จึงให้ไอ้นุ้ยมาตามหมอ เผื่อเกิดกระไรขึ้นจะได้ช่วยทัน”

พันตกใจถามว่าที่ไหน พรหมมาบอกให้รีบตามตนไปเลย

ooooooo

ที่ริมสระน้ำในกรม กระรอกร้องไห้ทำท่าจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย หมู่ทองทั้งรั้งทั้งปลอบ กระรอกดิ้นโวยวายให้ปล่อย ตนอยากต๊าย...อยากตาย

“อย่าคิดสั้นอย่างนั้นสิวะนังกระรอก เอ็งตายแล้วพ่อจะอยู่กับใคร ไม่สงสารพ่อบ้างรึไง”

นุ้ยพาผู้กองฉวีผ่องวิ่งมาถึงชี้ให้ดูบอกว่ากระรอกกำลังจะกระโดดน้ำอยู่เลย

“กระรอก อย่าทำอะไรบ้าๆนะ ไม่ห่วงตัวเองก็ห่วงลูกในท้องบ้าง”

กระรอกก็ยังจะกระโดดน้ำตายให้ได้ บอกว่าขนาดพ่อมันยังไม่ห่วงเลยแล้วตนจะห่วงทำไม ตัดพ้อต่อว่าว่าผู้กองไม่เข้าใจหรอก เพราะคนที่พันอยากแต่งงานด้วยคือผู้กอง เขาไม่ต้องการตนกับลูก

พอดีพันมาถึง ตะโกนบอกกระรอกว่า “กระรอกอย่าทำอะไรบ้าๆนะ ไม่ห่วงตัวเองก็ห่วงลูกในท้องบ้าง”

“เห็นไหม ขนาดพูดยังพูดตรงกันเลย กระรอกไม่อยู่แล้วจะอยู่ให้อับอายขายขี้หน้าไปทำไม กระรอกอยากตาย!” แล้วดิ้นจะกระโดดลงสระให้ได้ หมู่ทองก็ดึงไว้จนตัวโก่ง ผู้กองฉวีผ่องฉุนขาดเลยหันไปเล่นงานพันว่าเป็นตัวการทำให้เรื่องเป็นแบบนี้แล้วยังไม่รับผิดชอบอีก

พันยืนกระต่ายขาเดียวว่าตนไม่ได้ทำ ผู้พันผวนเอ็ดว่าถ้าพันไม่ได้ทำแล้วกระรอกจะคิดฆ่าตัวตายทำไม กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ อย่างนี้อย่าว่าแต่เป็นทหารเลย เป็นลูกผู้ชายก็ยังเป็นไม่ได้

กำนันถามแม่จันทร์ว่าเอาไงดีขืนเข้าข้างพันตอนนี้ก็ชั่วแล้วล่ะ แม่จันทร์อัดอั้นจนร้องไห้ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน

ขณะบรรยากาศกำลังกดดันอย่างหนักนั่นเอง ศรีวันก็เดินจ้ำอ้าวเข้ามา ตะโกนถามกระรอกว่า

“อยากตายนักใช่ไหม มา! งั้นไปตายด้วยกัน” ศรีวันดึงมือกระรอกกระโดดลงสระพร้อมกันท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างตกใจของทุกคน แต่พอศรีวันกับกระรอกยืนขึ้นมา ปรากฏว่าน้ำในสระลึกแค่หัวเข่าเท่านั้น ศรีวันถามประชดว่า

“ไง นังกระซู่ ได้ตายสมใจไหม หรือต้องยืนแช่ให้น้ำกัดเท้าตายล่ะ!” กระรอกจ๋อยเมื่อแผนแตก ศรีวันปรามว่า “แล้วเลิกโทษพี่พันได้แล้ว คนอย่างพี่พันไม่มีทางทำอะไรแกหรอก”

กระรอกตวาดแว้ดว่าศรีวันรู้ได้ไง ตนไม่เคยมีใครนอกจากพัน อย่ามาใส่ร้ายกัน ศรีวันยิ้มร้ายบอกกระรอกว่า “แกต้องการเองนะนังกระซู่” แล้วหันไปร้องเรียกอ่ำที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ บอกอ่ำว่า “บอกทุกคนไปสิพี่อ่ำ ว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้องกันแน่”

“อย่าพูดนะพี่อ่ำ” กระรอกแผดเสียงห้าม

“พี่ก็ไม่อยากพูดหรอกจ้ะ แต่...แต่พี่ก็ไม่อยากเห็นลูกพี่เรียกคนอื่นว่าพ่อเหมือนกัน”

ทุกคนอึ้งกันไปหมด คิดไม่ถึงว่าจะเป็นอ่ำ พออ่ำสารภาพ กระรอกก็ร้องไห้โฮทันที ส่วนหมู่ทองเจ็บใจจะเข้าไปเล่นงานอ่ำ กระรอกรีบกระโดดขวางกลัวลูกในท้องกำพร้าพ่อ หมู่ทองเจ็บใจอ่ำสองเด้ง หนึ่งคือทำกระรอกท้อง สองคือเจ็บใจที่อ่ำจีบศรีวันกันท่าตนอยู่แล้วเกมมันพลิกได้ยังไง!

กระรอกร้องไห้บอกว่าตนก็ไม่อยากให้เป็นอย่างนี้เหมือนกัน แล้วหันไปตบหน้าอ่ำ โทษว่าเพราะอ่ำแท้ๆ ที่ทำให้เรื่องกลายเป็นแบบนี้ อ่ำได้แต่จ๋อยพูดไม่ออกเพราะคาดไม่ถึงเหมือนกัน

เหตุเกิดเพราะคืนหนึ่งอ่ำแอบไปนั่งดวดเหล้าจากไหอยู่คนเดียว กระรอกผ่านมาถามว่าทำอะไรอ่ำอวด ว่ากินเหล้าสูตรประจำตระกูลอยู่ กระรอกอยากรู้ว่าเป็นอย่างไรแย่งไหเหล้าไปขอลองบ้าง พอเหล้าสูตรพิเศษเข้าปากเลยเป็นเรื่อง!

ที่โถงบ้านผู้พันผวนเลยต้องมาเปิดประชุมว่าความกันใหม่ กำนันพูนขอบใจศรีวันที่ช่วยคลี่คลายเรื่องนี้ให้พันได้ แต่ผู้พันผวนประกาศว่า ถึงยังไงตนก็ไม่ยอมยกลูกสาวให้ อ้างว่าเรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆหน่อย คุณนายสงสัยว่าศรีวันรู้ได้อย่างไรว่าอ่ำเป็นพ่อของเด็ก

ที่แท้ศรีวันกลับจากทำงานเห็นอ่ำปีนหน้าต่างจะเข้าห้องกระรอก เลยอำว่ารู้แล้วว่าเด็กในท้องกระรอกเป็นลูกใครทำไมอ่ำถึงปล่อยให้พันมารับเคราะห์แทนแบบนี้ อ่ำร้องไห้อ้างว่าเพราะกระรอกบอกว่าจะหาพ่อให้ลูกเองตนเลยต้องเงียบ

“ฉันพูดจริงๆนะพี่อ่ำ ถ้ากระรอกมันทำสำเร็จ วันนึงลูกพี่ก็จะเรียกพี่พันว่าพ่อ พี่ก็จะเสียทั้งลูกทั้งเมียทั้งเพื่อนแล้วพี่ทนไหวหรือ”

นี่เอง อ่ำเลยฮึดขึ้นมายืดอกเหี่ยวๆรับว่าตนเป็นพ่อของเด็กในท้องกระรอกเอง เป็นปัญหาให้ปวดหัวอีก เมื่อกำนันกับแม่จันทร์เห็นว่าพันพ้นข้อกล่าวหาแล้วก็เปลี่ยนใจจะอยู่บ้าน

ผู้พันผวนจนกว่าจะหาเมียให้ไอ้หมาของตนสำเร็จ ทั้งผู้พันและคุณหญิงปวดหัวหนักทั้งต้องสิ้นเปลืองและไม่อยากได้พันเป็นลูกเขย

แต่หารู้ไม่ว่า พอพันพ้นมลทินก็ไปหาผู้กอง ปรับความเข้าใจกัน ผู้กองยอมรับว่าตนผิดที่เชื่อกระรอกให้พันยกโทษให้ด้วย พันเล่นตัวว่าขอคิดดูก่อน พอผู้กองงอนจะกลับ พันกระโดดไปขวางบอกว่า ยิ่งกว่านี้ตนก็ยกโทษให้ได้ ผู้กองถามว่าแล้วถ้าต่อไปตนทำผิดอีกล่ะ พันกุมมือผู้กองมองตาฉ่ำบอกว่า

“ฉันก็จะเป็นฝ่ายง้อผู้กองเองจ้า ถึงผู้กองผิดฉันก็จะง้อจ้ะ”

พันดึงผู้กองเข้าไปกอด ทั้งสองกอดกันด้วยความสุข ที่ปรับความเข้าใจกันได้

แต่ที่บ้านผู้พันผวนยังฮึ่มฮั่มกันอยู่ กำนันจะหาเมียให้ไอ้หมาของตนให้ได้ ผู้พันผวนก็กันท่าสุดฤทธิ์เช่นกัน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”
19 มิ.ย 2564

10:25 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 18:27 น.