ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ผู้กองยอดรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: 'เต๋อ' หยอดมุขฮาจีบ 'มาร์กี้' จับตา 'ผู้กองยอดรัก' ม้ามืดกวาดเรตติ้ง




ที่หน้างานแฟนซีปาร์ตี้ ผู้มาร่วมงานแต่งตัวเป็น “WORRIOR THEME” กันหมด ทั่วทั้งงานขวักไขว่ไป ด้วยนักรบผู้กล้าทั้งหลาย ผู้พันสุทธิสารเข้ามาในชุดคาวบอยมีหน้ากากดำคาด เขาเดินเข้างานมาอย่างเท่ มั่นใจมาก

งานนี้ผู้พันเพิ่งค้นพบว่าอัจฉราในชุดจอมยุทธ์หญิงแบบในหนังวิทยายุทธ์สวยมาก สวยจนผู้พันมองตะลึง อัจฉราเดินมาทักเรียกอยู่หลายครั้งจึงรู้สึกตัว พอเธอถามว่าตนสวยไหม เขาก็ทำเป็นตอบอย่างเย็นชาว่า

“ก็โอเคนะ สวย...เหมือนทีวีจอแบน”

อัจฉรางอนจะเดินหนีผู้พันจับมือไว้แต่เฉไฉถามว่าทำไมหนูแดงยังไม่ลงมาอีก อัจฉราบอกว่าเธอลืมหน้ากาก คงกำลังลงมา พอผู้กองฉวีผ่องลงมา ผู้พันมองตาค้างยิ่งกว่าเห็นอัจฉรา เอ่ยเหมือนละเมอ “หมวด...ผมอยากเต้นรำกับผู้กอง” อัจฉราฉุนบอกอยากเต้นรำกับผู้กองแล้วมาบอกตนทำไม พลางบุ้ยใบ้ให้ผู้พันดูบรรดาหนุ่มๆที่กลุ้มรุมกันไปขอผู้กองเต้นรำ

“คิวยาวถึงสุไหงโก-ลกแล้วมั้ง” เห็นผู้พันมองอย่างผิดหวัง เธอมองเขาพึมพำขำๆ “ฮึ...สมน้ำหน้า”

ไม่นานพอเพลงจบ นายทหารหนุ่มคู่เต้นของผู้กองก็พาเธอมาส่งที่อัจฉรากับผู้พันสุทธิสาร อัจฉราถามว่าเหนื่อยไหม เธอบอกว่าเมื่อยเท้า เต้นตั้งแต่งานเริ่มยังไม่ได้พักเลย

“งั้นพักก่อนนะ ใครขอเต้นรำตอนนี้ก็อย่าเพิ่งเต้นเลย” อัจฉราตีกันซึ่งหน้า ผู้พันฟังแล้วกัดฟันกรอด

งานดำเนินไปพักใหญ่ พิธีกรขึ้นเวทีประกาศ “ระหว่างนี้ผมขอคั่นรายการด้วยการแสดงชุดพิเศษจากร้านผลไม้ฟรุตปิ๊งครับ”

พัน ศรีวัน และกลุ่มเพื่อนของศรีวันในชุดราตรีและทักชิโด้สวมหน้ากาก ต่างวาดลวดลาย เต้นกันอย่างมืออาชีพจนอัจฉราสะกิดให้ผู้กองฉวีผ่องดูพันว่าเต้นเก่งอย่างกับนายแบบ ผู้กองเห็นด้วย

ผู้พันสุทธิสารวางแผนกันอัจฉราออกไปเพื่อจะได้เต้นรำกับผู้กอง ชวนอัจฉราไปหาน้ำมาให้ผู้กองดื่ม อัจฉราบอกให้ผู้กองรอตรงนี้เดี๋ยวเอาน้ำมาให้ดื่ม

พันที่เต้นอยู่กับพวกศรีวันชำเลืองดูผู้กองฉวีผ่องเห็นยิ้มอย่างชื่นชมกับการเต้นที่สวยงามของตนก็เผลอยิ้มให้พึมพำอย่างหมายมาดว่า

“ผู้กองยังไม่ได้เห็นชุดเก่งจริงๆของไอ้พันคืนนี้จ้ะ”

ooooooo

ผู้พันสุทธิสารรีบหยิบเครื่องดื่มแล้วขอตัวเอาไปให้ผู้กองก่อน บอกอัจฉราว่าจัดของเสร็จให้ตามไป ที่แท้ผู้พันรีบกลับมาขอเต้นรำกับผู้กอง ฉวีผ่องลังเลถ่วงเวลา ครู่เดียวอัจฉราก็กลับมา ผู้พันหงุดหงิดเลยแกล้งทำเครื่องดื่มหกรดชุดของอัจฉรา เมื่ออัจฉราไปล้างเช็ดในห้องน้ำ ผู้พันก็อ้อนขอเต้นรำกับผู้กองจนได้

พันเห็นผู้พันเต้นรำกับผู้กองก็คิดแผนแก้เผ็ด พาศรีวันออกไปเต้นรำ พอเข้าใกล้คู่ของผู้พันสุทธิสาร พันก็ขอสลับคู่เต้น ผู้พันไม่ยอม ศรีวันเข้าแทรกกลางจับผู้พันไว้ชนิดไม่ให้หลุดมือ จนผู้พันจำต้องเต้นกับศรีวันแต่ตาจ้องที่พันกับผู้กองฉวีผ่องอย่างเจ็บใจ เลยแกล้งเต้นไปเหยียบเท้าศรีวันไปตลอดเพลง

ผู้กองฉวีผ่องเริ่มรู้สึกคุ้นๆกับใบหน้าของพันถามว่าเราเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่า ถามว่าชื่ออะไร พันบอกว่าให้เรียกตนอย่างที่ใครๆชอบเรียกก็แล้วกันว่า “หมอนั่น” ก็แล้วกัน

ผู้กองไม่เชื่อเธอหัวเราะขำๆ และขอบคุณที่เต้นรำกับตน

“ผมต่างหากล่ะครับที่ต้องขอบคุณคุณหมอที่ให้เกียรติเต้นรำกับผม หลังจากนี้เราอาจจะได้เจอหรือไม่ได้เจอกันอีก แต่ผมจะจำไปจนวันตายว่า คืนนี้ผมได้เต้นรำกับผู้หญิงที่สวยที่สุด...ผู้หญิงสวยเหมือนนางฟ้าที่ชื่อว่า ผู้กองฉวีผ่อง”

ผู้กองฉวีผ่องเขินอาย พันยิ้มปลื้ม พาผู้กองแสนสวยเต้นพลิ้วลอยละล่องไปกับเสียงดนตรี...

ooooooo

ผู้พันสุทธิสารเจ็บใจที่ถูกพันกับศรีวันมาแยกคู่ จึงตามแกล้งพัน ทุกครั้งพันก็หลบอย่างรู้ทัน จนครั้งนี้พันแกล้งขัดขาผู้พันบ้าง ทำให้ผู้พันล้มลงไปทับศรีวัน ผู้คนตกใจ พิธีกรบอกว่าไม่มีอะไรแค่อุบัติเหตุนิดหน่อย

แต่ผู้พันสุทธิสารกางเกงก้นขาดแควกจนเห็นกางเกงในสีแดงแจ๋ พอผู้พันรู้ตัวก็เอามือปิดก้นเดินแทบเป็นวิ่งออกไปทิ้งศรีวันที่ยังลุกไม่ขึ้นอยู่ที่พื้น จนพันต้องมาส่งมือรับศรีวันขึ้นมา ศรีวันบอกผู้กองฉวีผ่องในชุดเทพีอาเธน่าว่า

“เชิญเทพีอาเธน่าเต้นรำกับสุภาพบุรุษชุดเกราะนี้ไปก่อนนะคะ ส่วนฉันจะขอไปชำระแค้นกับไอ้คาวบอยนั่นซะหน่อย หน็อย ทิ้งให้เรากองอยู่กับพื้น บุญคุณต้องทดแทน แค้นนี้ต้องชำระ เดี๋ยวแม่จะใช้โซ่แส้กุญแจมือจัดการซะให้เข็ด”

“ถ้าไม่รังเกียจผมอยากเต้นรำกับคุณต่อให้จบได้ไหมครับ” พันหันไปทางผู้กองเอ่ยอย่างแสนสุภาพ

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะคะ” ผู้กองยิ้มอ่อนหวาน แล้วทั้งคู่ก็เต้นรำกันต่ออย่างมีความสุข

ผู้พันสุทธิสารหลบออกไปมองซ้ายมองขวาเห็นทางสะดวกก็จะรีบขึ้นห้อง เจออัจฉราพอดีเธอถามว่าจะรีบไปไหน

ผู้พันรีบเอามือปิดก้นไว้ อัจฉราถามว่าผู้พันเอาอะไรซ่อนไว้ข้างหลังพยายามจะมอง ผู้พันก็ยิ่งเบี่ยงตัวหลบ อัจฉราวิ่งอ้อมไปดูจนได้จึงเห็นว่าผู้พันนุ่งกางเกงตูดขาด

ผู้พันทั้งอายทั้งเคืองอัจฉราที่หัวเราะขำไม่หยุด จะรีบหนีขึ้นห้อง อัจฉราพูดไปหัวเราะไปว่า

“ให้อัจเย็บกางเกงให้นะคะ”

อัจฉราตามขึ้นไปที่ห้อง ถูกผู้พันปฏิเสธหาว่าจะตามมาเยาะเย้ย แต่พออัจฉราจะไปก็เรียกไว้ ยอมให้เธอเอากางเกงไปปะให้เพราะพรุ่งนี้ต้องใส่อีกวัน ทั้งยังขอบคุณล่วงหน้าขอให้เย็บเนี้ยบ จะได้ไม่มีใครสงสัยว่าเป็นตน

“ยังจะฟอร์มจัดอีก โห...รูใหญ่ไม่ใช่เล่น เอาเป็นว่าจะเย็บให้เนี้ยบที่สุดละกันค่ะ แต่ขอใช้ด้ายสีแดงนะคะ” อัจฉราหัวเราะคิกคัก ผู้พันรู้ว่าเธอแกล้ง ปิดประตูแล้วพึมพำอย่างหมั่นไส้

“ยัยบ้าเอ๊ย”

ooooooo

อ่ำถูกกำนันแก้เผ็ดอย่างเจ็บแสบ ไม่มีเงินจ่ายร้านอาหารเลยต้องล้างจานชดใช้ อ่ำบ่นว่าถ้าไม่เห็นว่าเป็นพ่อของพันจะกลับไปเตะให้กลิ้งเลย

หารู้ไม่กำนันมายืนฟังอยู่ เพื่อนๆเห็นแต่ไม่กล้าบอก อ่ำยังพูดระบายความอัดอั้นว่าอยากจะเตะเสร็จแล้วเข่าลอยใส่ไม่ก็ศอก เล่นท่าหนุมานถวายแหวน แล้วพูดเองว่าท่านี้ไม่ดีจะเอาท่าไหนดี

“เอาท่านี้!” กำนันพูดแล้วตบกะโหลกอ่ำจนหัวทิ่ม “หน็อย หลอกเอาเงินไปไม่พอ ยังมีหน้ามาเตะมาเข่ามาศอกอีก พ่อขอจัดชุดใหญ่ชุดนึงก่อนเถอะวะ!!” ว่าแล้วก็จะอัดอ่ำ เล่นเอาเพื่อนๆต้องช่วยกันห้ามวุ่นวายไปหมด

กำนันฮึดฮัดไม่ยอม พอดีมีพนักงานสาวคนหนึ่งถือถาดใส่จานชามมา กำนันชะงักทันที รี่ไปทักกรุ้มกริ่ม

“อ้าว...น้องอ้อยยยยย...”

อ้อยตัดพ้อต่อว่ากำนันว่าไหนบอกจะพามาร้องเพลงมาถึงก็หายไปเลย กำนันอ้างว่างานราชการเยอะเลย ไม่ว่าง อ้อยถามว่างานเยอะหรือติดสาวคาราโอเกะร้านอื่น

“แหม...คนอย่างกำนันพูน รักเดียวใจเดียว เวลาเที่ยวก็เที่ยวร้านเดียว”

“รักเดียวใจเดียว แล้วแม่จันทร์ล่ะจ๊ะอากำนัน” อ่ำขัดคอ

“นั่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านโว้ย ข้าเอาขึ้นหิ้งไว้เคารพบูชา ไหนๆวันนี้ก็มาแล้ว เดี๋ยวฉันอยู่ร้องเพลงสักเพลงน้องอ้อยเอาเพลงอะไรดีจ๊ะ” อ้อยบอกว่า เอาเพลง ขอชิมอ้อยใจ กำนันทำท่ายื่นไมค์ให้ อ้อยทำท่ารับไปร้องเพลงเขิน

กำนันอี๋อ๋อกับอ้อยอย่างเพลินอารมณ์ พวกอ่ำเห็นแม่จันทร์เดินตีหน้ายักษ์เข้ามาแต่ไม่กล้าบอกกำนัน

กำนันร้องเพลงตอบโต้กับอ้อยตามเนื้อเพลงอย่างหวานแหวว พอถึงตอนที่กำนันร้องว่า “หวังว่าน้องคงจุนเจือ” แล้วจะส่งไมค์ให้อ้อย ถูกแม่จันทร์แย่งไมค์ไปร้องต่อ “ในหทัยน้องยังคลุมเครือ”

“เฮ้ย! แม่ไอ้หมามาตั้งแต่เมื่อไหร่” กำนันพูดแทบไม่เป็นภาษา แม่จันทร์บอกว่ามาตั้งแต่กำนันขอชิมอ้อยใจแล้ว “แล้วทำไมพวกเอ็งไม่บอกวะไอ้อ่ำ”

“ก็อยากจะบอก แต่ไม่อยากกวนใจคนจะร้องเพลง” อ่ำตอบหน้าตาเฉย

“แกตาย!” แม่จันทร์โกยลมขึ้นจากช่องท้องตะเบ็งสุดเสียง กำนันร้องว้ายแล้ววิ่งเตลิด แม่จันทร์ไล่ตามตีชุลมุนไปหมด

ooooooo

ฝ่ายผู้กองฉวีผ่องกับพันยังเต้นรำกันอย่างเพลิดเพลินมีความสุข พันรู้ว่าตัวเองเต้นอยู่กับใคร แต่ผู้กองรู้แค่ว่าตนเต้นอยู่กับนักรบชุดเกราะผู้สง่างาม เธอถามว่าจะเป็นไรไหมถ้าตนอยากเห็นหน้าเขา

พันอึกอักเพราะคิดว่าถ้าผู้กองรู้ว่าเป็นตนจะต้องโกรธแน่ แต่เมื่อถูกรบเร้า พันตัดสินใจเผชิญปัญหา จะถอดหน้ากากจากชุดเกราะ จังหวะที่พันกำลังถอดหน้ากากนั่นเอง ศรีวันก็ดึงคัตเอาต์ปิดไฟ พันเอาหน้ากากใส่มือผู้กองแล้ววิ่งออกไป เมื่อไฟเปิดอีกครั้ง ผู้กองเห็นแต่หน้ากากในมือแต่ตัวพันหายไปแล้ว เธอทั้งสับสนและเซ็งกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ผู้กองฉวีผ่องถือหน้ากากที่พันให้ไว้ไปเดินที่ ริมหาดอย่างครุ่นคิด พลันในสายตาก็เห็นพันยืนหันหลังให้อยู่ไกลๆ เธอเดินเข้าไปทัก “คุณหมอนั่นใช่ไหมคะ”

“เรียกไอ้พันหรือจ๊ะผู้กอง” พันหันมา ผู้กองอุทานว่าเธอเองหรือ “คิดว่าเป็นเทพบุตรที่ไหนหรือจ๊ะผู้กอง”

ท่าทีของผู้กองเปลี่ยนไปทันที ปรามว่าอย่ามาสำนวน ถามว่าทำไมยังไม่นอนพรุ่งนี้ต้องออกแต่เช้า

พันถามว่าผู้กองก็ยังไม่นอนเหมือนกัน สงสัยจะคิดถึงเจ้าของหน้ากากในมืออยู่กระมัง แล้วพันก็เปรยว่าที่จริงเราก็ไม่ควรใส่หน้ากากเข้าหากันนะ

“ใช่ คนเราไม่ควรใส่หน้ากากไม่ควรหลอกลวงกัน ฉันน่ะเกลียดที่สุดเลยคนชอบโกหกเนี่ย พวกหน้าไหว้ หลังหลอกอย่าให้เจอเชียว”

“แต่ฉันไม่เคยโกหกผู้กองนะจ๊ะ ซื่อๆ ตัวเป็นๆ ยังไงยังงั้น” พอถูกถามว่าร้อนตัวอะไรหรือเปล่า พันตอบซื่อๆ เหน่อๆ ว่า “เปล่าจ้า”

ทั้งสองเดินไปตามริมหาด ชมพระจันทร์ที่กลมโตสว่างนวล ต่างพูดถึงความรู้สึกต่อพระจันทร์ของตัวเอง พันบอกให้ผู้กองอยู่ตรงนี้เดี๋ยว ตนขอไปทำอะไรตรงโน้นหน่อย แล้วพันก็เดินไปตะโกนบอกพระจันทร์ว่า

“พระจันทร์จ๊ะ คืนนี้ไอ้พันมีความสุขมากเลยจ้า” แล้วกลับมาบอกผู้กองว่า “ผู้กองลองตะโกนดูสิจ๊ะ รับรองว่าจะทำให้ผู้กองรู้สึกดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมา”

ทีแรกผู้กองก็ไม่เอาบอกว่าอายเขา เดี๋ยวใครจะคิดว่าเราบ้า

“อย่ามัวสนใจคนอื่นมากไปสิ คิดถึงและฟังเสียงหัวใจตัวเองก่อนบ้าง เชื่อไอ้พันจ้ะ” ผู้กองจึงตะโกน...

“พระจันทร์คะ เจ้าของหน้ากากอยู่ที่ไหนคะ”

“ยังไงก็ขอให้ผู้กองได้เจอคนที่ผู้กองรักนะจ๊ะคุณพี่พระจันทร์ ส่วนไอ้พันน่ะเจอแล้ว” พันตะโกนต่อ

“ขอให้พันสมหวังเช่นกันนะคะคุณพระจันทร์”

“ขอบคุณจ้ะ”

ผู้กองบอกว่าเลิกตะโกนเถอะตนเจ็บคอแล้ว พันบอกว่าได้ แต่ก็ตะโกนบอกพระจันทร์อีกว่า “ฉันจะไปส่งผู้กองที่ห้องนอนนะจ๊ะคุณพี่พระจันทร์”

“เธอนี่กวนจริงๆเลย” ผู้กองรู้ทันแต่อดขำความกวนที่น่ารักของพันไม่ได้

ooooooo

รุ่งขึ้นขณะเตรียมตัวกลับ เมื่อมาพบกันก่อนเข้าไปทานอาหาร ทั้งผู้กองและพันต่างก็เสียงแหบแห้งเจ็บคอ ผู้พันแสดงความเป็นสุภาพบุรุษไปหาน้ำผึ้งผสมมะนาวมาให้ พันฉุกคิดอะไรได้ตามไปทันที

ที่แท้พันตามไปแอบดูเห็นผู้พันเทยาใส่น้ำแก้วหนึ่งถึงสองซอง พันรู้ทันทีว่าผู้พันวางยา เมื่อกลับมาผู้พันจะแจกน้ำ พันทำทีร้องเรียกใครบางคนว่าเป็นผู้พันผวน พอทุกคนหันมองพันก็รีบสลับแก้วน้ำผึ้งผสมมะนาว

ผู้พันเลยเจอแก้วที่วางยาพอดี!

ทานอาหารเสร็จจะเดินทางกลับ พันแกล้งปวดท้องขอไปเข้าห้องน้ำก่อน ผู้พันยิ้มสะใจชวนผู้กองไปกับตนเพราะเกรงจะกลับไปตรวจคนไข้ไม่ทัน อัจฉราจึงรอกลับกับพัน

เมื่อพันกลับมา อัจฉราเร่งให้รีบตามรถผู้พันสุทธิสารไป พันบอกไม่ต้องรีบยังไงก็ทันอยู่แล้ว

ปรากฏว่าผู้พันสุทธิสารปวดท้องจนต้องจอดรถข้างป่าหญ้าคาเข้าไปทำธุระ ไม่นานพันก็ตามมาทัน พอลงไปหาผู้กองที่รถจึงรู้ว่าผู้พันสุทธิสารท้องเสีย ผู้กองบอกให้พันไปดูหน่อยเผื่อมีอะไรจะช่วยเหลือได้

ผู้พันท้องร่วงอย่างแรง พอคิดว่าสุดแล้วลุกขึ้นก็ปวดขึ้นมาอีก สุดท้ายจำต้องบอกผู้กองให้กลับไปกับพันก่อน ส่วนพันก็เอาทิชชูกับขวดน้ำเกลือแร่ให้ผู้พันเผื่อจำเป็นต้องใช้ ผู้พันถามอย่างระแวงว่าเอาอะไรใส่ไปด้วยหรือเปล่า

“ตามใจผู้พัน แต่คนอย่างไอ้พันพ่อแม่สอนมาดีพอ ใครล้มอย่าข้าม ใครขี้อย่าซ้ำ ขอตัวไปส่งผู้กองก่อนนะจ๊ะ ไอ้พันลาล่ะ” ว่าแล้วเอามือปิดจมูกเดินไป ผู้พันมองตามด้วยความแค้นแต่ทำอะไรไม่ได้ พึมพำแต่ว่าฝากไว้ก่อนเถอะไอ้พัน!

ทันใดก็ปวดท้องขึ้นมาอีกเลยต้องรีบวิ่งเข้าป่า หญ้าคา ไปเจอควายยืนจ้องแล้ววิ่งไล่เข้าอีก ผู้พันนุ่งกางเกงแทบไม่ทัน

“อะไรวะเนี่ย เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริง เลอะเทอะเละเทะไปหมดแล้ว ช่างมันก่อน ไม่ไหวแล้วโว้ย” ผู้พันจับขอบกางเกงได้ก็วิ่งอ้าว กระดาษทิชชูหลุดจากม้วนปลิวเป็นสายยาวเหยียด

ooooooo

พอพันกับผู้กองกลับมาถึง ผู้พันผวนดีใจมากที่ไม่ต้องทำงานแทนพันอีก พ่อแม่ลูกกอดแสดงความยินดีกันแล้ว อัจฉราหอบของมามากมาย คุณนายบ่นว่าไม่น่าลำบากซื้อของเยอะแยะมาฝากแม่เลย

อัจฉราบอกว่าไม่ใช่ตนแต่เป็นพัน คุณนายชมเปาะว่าพันอีกแล้วเหรอ ช่างมีน้ำใจจริงๆ ผู้พันผวนหมั่นไส้ถามว่าไปขโมยเงินใครล่ะถึงซื้อของได้เยอะขนาดนี้

พันบอกว่าร้านรู้จักกัน พ่อแม่เคยมีบุญคุณต่อกัน ผู้พันผวนแขวะว่าพ่อแม่กว้างขวางว่างั้นเถอะ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะ คนบ้านนอกเขาไม่คิดร้ายต่อกัน มีอะไรก็ช่วยเหลือกันจ้ะ”

ผู้พันได้ทีบอกให้ไปช่วยขัดส้วมต่อให้หน่อย คุณนายขัดทันทีว่าให้พันจัดการเรื่องขนมนี่ก่อน ให้พันแบ่งขนมเพื่อเอาไปฝากร้านสวัสดิการขาย ส่วนที่บ้านเก็บขนมหม้อแกงไว้กินถาดเดียว ความตระหนี่ถึงขั้นเค็มของคุณนาย ทำเอาทุกคนพูดไม่ออกโดยเฉพาะผู้พันผวนที่อยากกินขนมก็ได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อกๆ

ทั้งผู้กองฉวีผ่องและพัน เมื่อเข้าห้องนอนอยู่สงบๆ คนเดียว ต่างก็คิดถึงบรรยากาศที่ชายทะเล ที่ต่างก็ได้คุยกันอย่างมีความสุข พันเปิดเผยความรู้สึกเป็นนัยๆ แต่ผู้กองก็ยังเหมือนอ่านใจไม่ออกสักที

ฝ่ายผู้กองพอหยิบหน้ากากอันนั้นออกมาจากกระเป๋าก็คิดถึงเจ้าของพอผู้กองรู้สึกตัวก็บ่นตัวเองว่า “เฮ้อ...เราเป็นอะไรไปนี่ ทำไมเราต้องเก็บเอาคุณหมอนั่นมาคิดด้วย หน้าก็ยังไม่เคยเห็น แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนเคยรู้จักกันมาก่อน” พันเองคิดถึงพระจันทร์เมื่อคืน รำพึงฝันๆว่า

“ผู้กองรู้ไหมว่าไอ้พันมันอยากเป็นคนที่อยู่บนพระจันทร์ดวงนั้น ดวงที่ผู้กองเฝ้ามองทุกคืนจ้ะ”

ooooooo

ความขยัน รู้ใจ และเอาใจเก่งของพัน ทำให้คุณนายรักและเอ็นดูมาก จะใช้สอยอะไรก็เรียกแต่พัน จนผู้พันผวนหมั่นไส้กระทั่งอิจฉาแอบหึง เห็นพันคุยกับคุณนายนานหน่อยก็เข้าแทรก

“ไอ้พัน รีบๆหน่อยโว้ย เสร็จจากขายขวดแล้วข้ามีธุระให้เอ็งไปทำ เร็วๆ อย่าอู้ อย่ามัวเจ๊าะแจ๊ะเมียข้าอยู่”

“นี่คุณ ปากเสียตั้งแต่เช้าเลยนะ”

“แค่พูดกระเซ้าเล่นน่ะ ผมอยากให้คุณอารมณ์ดีไง”

พันเอาขวดทั้งเก่าทั้งบิ่นไปขายพวกซื้อของเก่า คนซื้อบอกว่าแบบนี้ตนซื้อเอาไปทิ้งเขาก็ยังด่าเลย พันเลยจ้างให้เอาไปทิ้งให้ที ย้ำให้ทิ้งไกลๆอ้อนวอนพลางยื่นเงินให้

“รวยนักรึไงเรา” ผู้กองถามประชด “ฉันชักสงสัยว่าเธอเอาเงินจากไหนเดี๋ยวซื้อขนมให้คุณแม่แล้วนี่ยังว่าจ้างให้ซื้อขวดไปทิ้งอีก หรือเธอมีเจตนาอะไรกันแน่”

“อย่าเพิ่งมองพันในแง่ร้ายสิจ๊ะผู้กอง ฉันแค่อยากให้คุณนายท่านมีความสุข ทุกคนในบ้านก็จะพลอยมีความสุขไปด้วย ไม่ต้องอดมื้อกินมื้อ ได้กินอาหารดีๆ” ผู้กองบอกว่าบ้านตนไม่ได้อดอยาก ถามว่าเขามีสิทธิ์อะไรมาทำอย่างนี้ “ผู้กองจ๊ะ ไอ้พันมันไม่มีสิทธิ์ แต่มันก็ทำด้วยความหวังดี คนบ้านนอกเขาอยากให้คนที่เขารักมีความสุข มันก็เท่านั้น พ่อกับแม่สอนฉันมาแบบนี้นี่จ๊ะ”

แต่ผู้กองยังไม่เชื่อ บอกว่าจะจับตาดูเขาต่อไป พอดีผู้พันสุทธิสารมาถึง ผู้กองถามว่าหายดีแล้วหรือน่าจะพักอีกสักหน่อย ผู้พันปากหวานว่าแค่ผู้กองเป็นห่วงตนก็หายแล้ว ชวนผู้กองไปทานมื้อเช้ากันตนเลี้ยงเอง

พันเอาเงินค่าขายขวดเก่าๆ ปากบิ่นๆมาให้คุณนาย คุณนายชมเปาะว่านี่ขนาดขวดแตกๆ พันยังขายได้ราคาดีกว่าที่คิด ชมว่าเก่งจริงๆ พันบอกว่าเล็กน้อย แล้วขอไปทำธุระให้ผู้พันก่อน

ooooooo

วันนี้ผู้กองไปซื้อของที่ห้าง พันตามไปช่วยหิ้วให้ ผู้กองซื้อมากมาย พันทั้งหอบทั้งหิ้วกระทั่งเกือบต้องคาบก็ยังซื้อไม่เสร็จ พันถามว่าผู้กองจะซื้อหมดทั้งห้างเลยหรือ

บังเอิญไปเจอศรีวันที่ห้าง ศรีวันโผเข้าหาพันเจ๊าะแจ๊ะจนผู้กองหมั่นไส้เลยกลับไปก่อน ประชดว่าพันจะได้มีเวลาส่วนตัวกับแฟน ย้ำว่าอย่าลืมเอาของกลับไปให้ด้วยก็แล้วกัน

พันอยู่คุยกับศรีวันครู่เดียวก็รีบเอาของกลับไปให้ผู้กอง เดินบ่นมาตามทางว่าผู้กองไม่ฟังกันเลย ฉุกคิดว่าหรือผู้กองจะหึงตน ตัดสินใจต้องไปเคลียร์กันให้รู้เรื่อง แต่พอเดินเลี้ยวมุมตึกก็ชนเข้ากับพวกอ่ำอย่างจัง เห็นพวกอ่ำหน้าตายับเยินก็ถามว่าไปทำอะไรมา อ่ำบอกว่าโดนลูกหลงมา พันถามว่าลูกหลงจากใคร สืบบอกว่า “ฝีมือเสด็จแม่เอ็งน่ะแหละ”

พันแปลกใจว่าปกติแม่จันทร์เป็นคนใจดี พรหมมาบอกว่าแม่เขาไม่ได้โกรธพวกตนแต่โกรธพ่อเขา พันเลยยิ่งงง

“ไม่ต้องงง เรื่องทั้งหมดเริ่มมาจากยายอ้อย” อ่ำโพล่งออกไปอย่างไม่หายเคือง

“อ้อย??” พันยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก

ooooooo

กำนันพูนถูกแม่จันทร์เล่นงานหน้าเละยิ่งกว่าพวกอ่ำ พออัดจนกำนันหน้าเละ แม่จันทร์ก็ใส่ยาให้อย่างกระแทกกระทั้น ใส่ยาเสร็จก็บ่น

“ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนไม่กลับบ้านก็เซ็งพอแล้ว ผัวตัวดียังไปหลีสาว มันต้องเจอแบบนี้” ว่าแล้วก็จิ้มแผลที่หน้ากำนันอีกที

พันฟังจากอ่ำก็นึกห่วงพ่อ แต่ก็บอกว่าตัวเองโชคดีที่ไม่อยู่ ไม่งั้นมีหวังโดนลูกหลงด้วยแน่ๆ พอนึกได้ว่าต้องเอาของไปให้ผู้กองก็รีบขอตัวกับเพื่อนๆ บอกว่ามีอะไรไว้ค่อยคุยกัน

ผู้กองฉวีผ่องกลับไปถึงห้องพักแพทย์ หมวดอัจฉราถามว่าไหนว่าไปซื้อของทำไมกลับมาเร็ว ผู้กองบอกว่าซื้อเสร็จแล้ว หมวดอัจฉราถามว่าแล้วพันล่ะ ผู้กองก็ระบายความหงุดหงิดทันทีว่า

“อย่าพูดถึงคนเจ้าชู้อย่างนายพันอีกนะอัจ มีเมียแล้วยังนอกใจเมียอีก แย่จริงๆ” พออัจฉราถามว่านี่หึงแทนเมียเขาหรือว่าหึงเอง ก็ถูกผู้กองเสียงเข้มใส่ “ยัยอัจ ถ้ายังอยากคบกันเป็นเพื่อนอย่าพูดอย่างนี้ ฉันไม่ชอบคบคนเจ้าชู้ไม่มีความรับผิดชอบ”

ขณะผู้กองกับผู้หมวดกำลังหยอกเย้ากันนั้น พันก็ถือของพะรุงพะรังเข้ามาบอกผู้กองว่าตนอยากอธิบาย หมวดอัจฉราเห็นคู่กรณีมาเลยนิ่ง ปล่อยให้เคลียร์กันเอง

พันชี้แจงว่าซูซี่เป็นแค่เพื่อนบ้านที่สุพรรณ ถูกย้อนถามว่าคนสุพรรณเขาทักทายกันแบบนี้หรือ ประชดว่า “เมียเธอที่สุพรรณคงปลื้มน้ำตาไหลเลยนะ” พอพันถามว่าเมียที่ไหนจ๊ะ ก็โดนอีกจนได้ว่าขนาดมีเมียแล้วยังลืมเลย พันจึงนึกได้ว่าเคยปดเรื่องนี้ไว้ เลยผสมโรงว่า

“อ๋อๆ เมีย...ใช่จ้ะเมียมี เมียฉันเขาก็รู้จักซูซี่ เขาเข้าใจดี มีแต่คนที่ไม่ใช่เมียที่ยังไม่เข้าใจ” พอถูกผู้กองดุว่าชักจะลามปามใหญ่แล้ว พันแก้ตัวว่า “หามิได้จ้ะผู้กอง ไอ้พันแค่อยากอธิบายให้ผู้กองสบายใจ”

“ทำไมฉันต้องสบายใจ มันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย เธอจะมีเมียหรือไม่มีหรือชอบใคร ไปมีกุ๊กมีกิ๊กกับใครก็เรื่องของเธอ” อัจฉรากับพันถามพร้อมกันว่าแล้วทำไมต้องไม่พอใจด้วย ผู้กองเลยตัดบทว่าไปดีกว่าอยู่แล้วเปลืองตัว พอผู้กองไป หมวดอัจฉราก็ถามพันว่า ตกลงเขามีเมียแล้วจริงหรือเปล่า แต่พันวิ่งตามผู้กองไปแล้ว อัจฉราเลยหันมองของที่พันหิ้วมา

“อุ๊ย...ของเยอะแยะเลย มีของกินที่ฝากให้ซื้อหรือเปล่านะ...” แล้วลงมือค้นอย่างเร็วเท่าที่ปากอยากกิน

ooooooo

จนกลางคืนแล้วผู้กองฉวีผ่องเข้าห้องนอน มองตัวเองในกระจกแล้วอดถามเงาในกระจกไม่ได้ว่า

“ทำไมเราต้องโกรธพันขนาดนี้นะ ไม่เห็นต้องแคร์เลย เขาจะมีเมียกี่คนก็ช่าง โอ๊ย...ไม่เอา ไม่คิดแล้วเสียเวลา เดี๋ยวหน้าแก่กันพอดี” แล้วหันไปจะหยิบแตงกวาที่ฝานไว้ในจานเล็ก ปรากฏว่าจานหายไปแล้ว

พันแอบมาหยิบจานแตงกวาไป พอผู้กองเห็นหน้าพันก็ตกใจเพราะพันพอกหน้าขาวเหมือนตน อ้างว่าทาเป็นเพื่อนผู้กอง ฉวีผ่องไล่พันให้ไปไกลๆเลยเดี๋ยวคุณพ่อได้ยินเสียง พันรั้นไม่ยอมไปจนกว่าผู้กองจะหายโกรธเรื่องตนมีเมียน้อย ผู้กองถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับตน

“เกี่ยวตรงที่ผู้กองเข้าใจผิด และจะทำให้ผู้กองเกลียดหน้าไอ้พันน่ะสิจ๊ะ”

พันเริ่มเสียงดังขึ้นทุกที จนผู้กองบอกให้เบาๆ เดี๋ยวคุณพ่อได้ยิน พันก็ยิ่งเสียงดังว่า

“ถ้าผู้กองไม่เชื่อไอ้พัน ไอ้พันจะตะโกนให้สุดเสียงเลยจ้า”

“เสียงใครวะ” เสียงผู้พันผวนถามมาจากนอกห้อง ผู้กองตกใจรีบบอกพันว่าตนเชื่อแล้วเพื่อให้พันเงียบเสียง พันยังแกล้งย้ำเสียงดังว่าจริงๆนะ ผู้พันผวนตะโกนถามว่า

“ขโมยที่ไหนบังอาจมาลูบคมผู้พันผวน สงสัยมันต้องกินลูกปืนซะแล้ว”

ผู้กองได้ยินเสียงฝีเท้าผู้พันหันเร่งให้พันรีบไป ปรากฏว่าพันหายไปแล้ว ก็พอดีผู้พันเดินมาถามที่หน้าห้องว่ามีอะไรหรือเปล่า ผู้กองบอกว่าไม่มีอะไร เสียงที่คุณพ่อได้ยินนั้นเป็นเสียงวิทยุ ผู้พันบอกให้เปิดประตูหน่อยพ่อจะได้สบายใจ พอผู้กองเปิดประตูก็ผงะ เมื่อหน้าผู้พันขาววอกโผล่มา ผู้พันหัวเราะแหะๆ บอกว่าใครๆก็อยากหน้าอ่อนกว่าวัยเหมือนกันหมด

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรแล้วผู้พันจึงกลับไป แต่พอผู้พันออกไป พันก็เกาะหน้าต่างโผล่หน้ามาเอาครีมหน้าเด้งให้บอกว่าตนตั้งใจซื้อมาฝากผู้กอง พลันทั้งสองก็ผวาเฮือกเมื่อเสียงผู้พันมาร้องบอกให้เปิดประตูเดี๋ยวนี้อยู่หน้าห้อง! พันจะกระโดดลงไป พอมองลงไปเห็นคุณนายเดินตรวจกล้วยไม้อยู่

หน้าห้องก็ผู้พันผวน ข้างล่างก็คุณนาย พันห้อยต่องแต่งอยู่ที่หน้าต่าง เสียงผู้พันเร่งอยู่หน้าห้อง ผู้กองจึงตัดสินใจเปิดประตู ปรากฏว่าผู้พันย้อนกลับมาขอแตงกวาที่ฝานแล้วจะเอาไปปิดตาสองข้างเพราะมันจะทำให้ไม่แก่ พอผู้พันกลับไป ผู้กองหันหลังพิงประตู เห็นครีมหน้าเด้งวางอยู่ที่ขอบหน้าต่าง เดินไปหยิบพลางบ่นอุบอิบ

“เธอนี่มันเหลือเกินจริงๆนะนายพัน แต่อย่าทำอย่างนี้อีกนะ หัวใจฉันจะวายตาย” แล้วหันมาหยิบครีมหน้าเด้งที่พันเอาให้ มีกระดาษเขียนข้อความไว้ว่า “ขอให้หน้าผู้กองเด้งเช้าเด้งเย็นนะจ๊ะ พัน” ผู้กองอ่านแล้วก็อดยิ้มไม่ได้

ooooooo

เพราะคุณนายทั้งดุทั้งเค็ม ผู้พันผวนจึงเม้มเงินจนได้เป็นหมื่น ไม่รู้จะซ่อนไว้ที่ไหนเลยไปซุกไว้ในศาลพระภูมิให้ช่วยรักษา พอผู้พันไป พันก็หิ้วถังน้ำมาทำความสะอาดศาลพระภูมิ

พันเจอห่อเงินก็นึกว่าลาภลอย ยกมือไหว้ขอบคุณศาลพระภูมิแล้วแอบๆนับ พันตาโตที่นับได้เป็นหมื่น คิดว่าจะเอาไปทำอะไรดี

ผู้พันแต่งตัวเสร็จจะออกไปทำงาน พอจะใส่รองเท้าปรากฏว่าไม่มีถุงเท้า ก็หาเรื่องพันว่าไม่ทำหน้าที่จะขังเสียให้เข็ด คุณนายไฉววงศ์ติงว่าหาเรื่องเด็กแต่เช้า พันออกจะเป็นคนดีมีน้ำใจ ทั้งสองเลยได้โต้แย้งขัดใจกันเรื่องพันอีกจนได้

“โอ้โห ได้ยินเสียงจีบกันแต่เช้าเลยนะจ๊ะ” พันกลับมาหน้าตาเบิกบานมือถือทั้งถุงอาหารและอื่นๆมาเพียบ

พันซื้อถุงเท้ามาฝากผู้พัน ซื้อเสื้อมาฝากคุณนายและผู้กอง คุณนายดีอกดีใจที่ได้ของ ถามพันว่าถูกหวยมาหรือ

“ได้มาเต็มๆจ้ะไม่ต้องไปทำขายตรง พระท่านเมตตาไอ้พัน”

ผู้พันมองหน้าพันอย่างสงสัย พันเอาถุงเท้าซื้อใหม่ให้ผู้พันบอกว่าต่อไปใส่ของใหม่ได้แล้วเพราะของเก่าขาดเป็นรูแล้ว ผู้พันมองหน้าคุณนายเชิงต่อว่า คุณนายบอกว่าเวลาใส่รองเท้ารอยขาดมันอยู่ข้างในใครจะไปเห็น

ผู้พันหมั่นไส้พันเลยชวนทั้งคุณนายและผู้กองเอาอาหารที่พันซื้อมากินกันบอกว่าช่วยกันถล่มให้พุงปลิ้นเลย แล้วสั่งพันให้เสิร์ฟ ทุกคนฉลองกันอย่างเอร็ดอร่อย ผู้พันหยิบน่องไก่จะใส่ปาก ได้ยินคุณนายถามพันว่าได้เงินจากไหนกันแน่

“เมื่อเช้าฉันไปทำความสะอาดศาลพระภูมิมา” พันเริ่มเล่า ผู้พันที่กำลังจะกินน่องไก่ชะงักกึก “อยู่ๆก็เจอเงินห่ออย่างดีหมื่นบาทเป๊ะ พระท่านให้ลาภมาแต่เช้าเลยจ้า”

น่องไก่ในมือผู้พันพุ่งไปตกกลางวงทันที ผู้กองตกใจถามว่าคุณพ่อเป็นอะไร ผู้พันไม่สนใจตวาดถามพันเสียงขุ่นคลั่ก

“ไอ้พัน เอ็งว่าไงนะ เอาเงินมาจากไหน”

“ศาลพระภูมิจ้า”

ผู้พันทำท่าจะเป็นลมจนทุกคนตกใจ แต่พอจะเข้าช่วยผู้พันก็ผละออกบอกว่าตนไม่เป็นอะไร แต่พอเดินออกมานอกบ้าน ผู้พันก็คร่ำครวญ...

“ไอ้พันนะไอพัน ข้าอุตส่าห์เก็บมาตั้งหลายปีกว่าจะเม้มมาได้เท่านี้ ดูสิวันเดียวหมดเลย โธ่เอ๊ย ว่าจะเอาไปคืนเจ้าหนี้ซะหน่อย ฮือๆ กูอยากตาย”

ooooooo

ผู้พันแก้แค้นพันที่เอาเงินหมื่นบาทที่ตนเอาไปฝากไว้ที่ศาลพระภูมิไปถลุงเช้าเดียวหมด คิดแก้เผ็ดพันหมายเอาให้เข็ด

วันนี้ เมื่อพันผ่านร้านหมู่ทอง กระรอกที่คลั่งไคล้พันอยู่ก็ดี๊ด๊าให้ท่า ทั้งหมดถูกมือมืดถ่ายรูปไว้ แม้พันจะไม่ได้เคลิ้มไปกับกระรอกแต่ลีลาที่กระรอกอ่อย ชวนให้คิดว่ามีอะไรกัน

ที่แท้คือผู้พันแอบมาถ่ายรูปแล้วเอาไปให้หมู่ทองดู หมายยืมมือหมู่ทองเล่นงานพันแทนตน พอหมู่ทองเห็นรูปก็เดือดพล่าน บอกผู้พันว่าจะไปเล่นงานพันเดี๋ยวนี้เลย ผู้พันบอกให้ใจเย็นๆ ขืนทำอะไรตรงๆ เราจะเสียเปรียบ หมู่ทองถามว่าแล้วผู้พันจะให้ตนทำอย่างไร

“เข้ามานี่สิ ข้ามีแผนการ” ผู้พันกระซิบแผนให้ฟัง หมู่ทองพยักหน้ายิ้มร้ายหมายมาดว่าคราวนี้พันเสร็จแน่

คืนนี้เอง หมู่ทองก็ใจดีพาพันกับอ่ำและเพื่อนไปเลี้ยงจนเมา ตีสนิทเสมือนเพื่อน พอพวกอ่ำเริ่มเมาและหมู่ทองเล่นหัวด้วยบอกว่าให้ถือว่าเราเป็นเพื่อนกัน พวกอ่ำเลยตบหัวหมู่ทองเล่น แม้หมู่ทองจะเจ็บใจแต่ก็กล้ำกลืนเพื่อแผนการแก้เผ็ดพัน

หมู่ทองกับพวกอ่ำเดินตบหัวกันมาอย่างสนุกสนาน จนมาเจอพวกจิ๊กโก๋กลุ่มหนึ่ง หมู่ทองทำตามแผนเดินไปตบหัวพวกจิ๊กโก๋ เลยโดนพวกจิ๊กโก๋รุมเล่นงาน พอพวกจิ๊กโก๋เล่นงานพวกพัน หมู่ทองก็วิ่งหนีไปทันที สารวัตรทหารเข้ามาเป่านกหวีดสั่งให้หยุด พันตกใจร้องบอกอ่ำกับพวกให้รีบหนี

พวกพันวิ่งหนีไปทางหนึ่ง พวกจิ๊กโก๋วิ่งไปทางเดียวกับหมู่ทอง สารวัตรทหารแบ่งกันไล่ตามไปทั้งสองทาง

พวกจิ๊กโก๋วิ่งไปเจอหมู่ทองหัวเราะสะใจอยู่หลังพุ่มไม้ หมู่ทองชมว่าพวกเขาทำตามแผนดีมาก จิ๊กโก๋ถามว่าแผนอะไร

“อ้าว ก็ที่ผู้พันเขาจ้างพวกเอ็งให้มาหาเรื่องพวกไอ้พันไงแล้วข้าก็จะให้สารวัตรมาจับพวกไอ้พันไปขังฐานก่อการวิวาท” พวกจิ๊กโก๋จึงรู้ว่าเป็นแผนของหมู่ทองที่เกือบทำให้พวกตนซวยไปด้วย “พวกเอ็งไม่ซวยหรอก ข้าสั่งให้จับแต่พวกไอ้พัน” พวกจิ๊กโก๋บอกว่าแต่พวกตนก็โดนตบหัวฟรี ที่สำคัญพวกตนไม่ใช่คนที่ผู้พันจ้างมา แล้วพวกเขาก็เอาคืน รุมกันกินโต๊ะหมู่ทอง ครู่หนึ่งได้ยินเสียงหมู่ทองโวยวายมาจากหลังพุ่มไม้ “โอ๊ย...ๆ พอแล้วจ้า เพื่อนทองกลัวแล้วจ้า...”

หมู่ทองถูกรุมจนคางเหลืองต้องพาเข้าโรงพยาบาล กระรอกพาพวกอ่ำไปเยี่ยม กระรอกอยากให้พ่อไปผ่อนคลายนอกห้องบ้าง จึงบอกให้พวกอ่ำช่วยกันยกหมู่ทองขึ้นนั่งรถเข็น พวกอ่ำกรูกันเข้าไปจับแขนจับขาหมู่ทองแล้วร้องพร้อมกัน
“ฮุยเลฮุย” แล้วยกพร้อมกันพรึ่บวางพรวดลงบนรถเข็น

“อูยยยย...กูจะตายไหมวะเนี่ย” หมู่ทองคราง

ซ้ำร้ายพอเข็นหมู่ทองไปถึงทางลาด พวกกระรอกเห็นพันเดินถือโจ๊กจะมาเยี่ยมหมู่ทอง กระรอกดีใจจนลืมตัวปล่อยมือจากรถเข็น โบกมือเรียกพัน พวกอ่ำก็โบกมือเรียกกันโหวกเหวก รถเข็นของหมู่ทองลื่นไหลลงไปทางลาดอย่างเร็ว หมู่ทองร้องเสียงหลง แต่ทั้งกระรอกและพวกอ่ำวิ่งตามไปไม่ทัน รถไถลไปชนกองขยะอย่างแรง ตัวหมู่ทองทิ่มเข้าไปจมอยู่ในกองขยะ จนพวกกระรอกต้องช่วยกันไปยกออกมา

พันเห็นสภาพของหมู่ทองแล้วเสนอให้พาไปห้องไอซียู หมู่ทองโมโหพันมาก เอามือกุมหัวโวยวาย

“ว่าแล้วไอ้พันทาง มึงมาทีไรมันต้องมีเหตุให้เกิดเรื่องทุกทีสิน่า กูอยากเตะคนโว้ย!”

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”

"อาเล็ก" บุกทวงคืนร่าง “กระทิง” ไม่ยอมเปิดศึกวางมวย ใน “แค้นรักสลับชะตา”
19 มิ.ย 2564

10:25 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 18:28 น.