ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ผู้กองยอดรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: 'เต๋อ' หยอดมุขฮาจีบ 'มาร์กี้' จับตา 'ผู้กองยอดรัก' ม้ามืดกวาดเรตติ้ง




ผู้พันสุทธิสารพยายามจะมารับผู้กองฉวีผ่องไปด้วยกัน แต่ผู้กองบอกให้ไปรับอัจฉราเพราะเพื่อนไม่มีรถ ผู้พันบอกให้ถามเจ้าตัวก่อนว่าจะยอมไปกับตนหรือเปล่า

พอผู้กองโทร.ไปถาม อัจฉราไม่ยอมไปด้วยกลัวถูกฆ่าทิ้งกลางทาง อ้อนให้ผู้กองไปรับ ฉวีผ่องบอกว่าไม่ทันแล้ว ขากลับค่อยกลับด้วยกัน บอกอัจฉราว่าระหว่างทางก็อย่าชวนผู้พันทะเลาะก็แล้วกัน พูดแล้วตัดบทก่อนตัดสายว่า

“แล้วเจอกันที่หัวหินนะจ๊ะเพื่อนรัก”

ผู้กองหิ้วกระเป๋าลงมาเตรียมเดินทาง แต่พันออกไปตลาดนานมากแล้วยังไม่กลับ พอผู้พันบอกว่าเดี๋ยวกลับมาจะ...พันก็มาถึงพอดี ผู้พันถามว่าตลาดอยู่แค่นี้ทำไมไปนานนัก

พันบอกว่ามัวแต่จีบแม่ค้าอยู่ ผู้พันได้ทีปรามว่าพันจะนำความเดือดร้อนมาให้ เกิดไปทำแม่ค้าท้องขึ้นมาจะทำอย่างไร บอกว่าเดี๋ยวจะส่งกลับกองร้อยไปเลย

“เดี๋ยวจ้ะ เข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ที่ฉันบอกว่าจีบน่ะหมายถึง นั่งต่อรองราคาของให้คุณนายอยู่น่ะจ้ะ นี่ไงจ๊ะคุณนายได้ของแถมมาเพียบเลย” คุณนายนึกว่าพันซื้อของหมดทั้งพันบาทที่ให้ไป พันบอกว่าไม่ได้ซื้อหมดแล้วเอาเงินทอนให้ ซื้อของไปจริงๆแค่สามร้อยบาท

“เธอนี่เก่งจริงๆเลยพัน ช่วยฉันประหยัดไปได้เยอะเลยรู้ไหม” คุณนายดีใจที่จ่ายน้อยแต่ได้ของมาก

พันทำคะแนนอีกว่า ตนต้องไปหลายวันเลยซื้อของมาเผื่อไว้คุณนายจะได้ไม่ต้องออกไปตลาด

“โถ...พ่อคุณ...ยังอุตส่าห์เป็นห่วงฉัน ขอบใจมากนะจ๊ะ” คุณนายลูบหลังลูบไหล่พันอย่างเอ็นดู ในขณะที่ผู้พันมองอย่างขวางหูขวางตามาก

พอส่งผู้กองฉวีผ่องขึ้นรถไปแล้ว ผู้พันหันบ่นกับคุณนายไฉววงศ์ว่า “บอกตรงๆนะคุณ ว่าผม...”

“คุณน่ะระแวงเกินไป” คุณนายตัดบท “พันมันออกจะดี ให้ไปซื้อของก็ได้ของกลับมาตั้งเยอะ เงินก็ทอนครบทุกบาททุกสตางค์ คนดีๆแบบนี้ไว้ใจไม่ได้แล้วจะไว้ใจใครได้อีก”

“แต่เงินกับลูกมันคนละเรื่องนะคุณ” ผู้พันติงเบาๆอย่างเกรงใจ

ooooooo

หมวดอัจฉรารอผู้พันสุทธิสารมารับอยู่ที่ห้อง รอแล้วรอเล่าจนคิดว่าคงไม่มาแล้ว โทร.ไปถามผู้กองฉวีผ่อง เธอบอกว่าเดี๋ยวก็มาเพราะผู้พันสุทธิสารไม่ใช่คนเหลวไหล

“ไม่เหลวไหล แต่เป็นผู้ชายที่ไม่น่าคบที่สุด ไม่ให้เกียรติผู้หญิง เจ้ายศเจ้าอย่าง ทำตัวอย่างกับเป็นคุณชายหลงวัง เวลาอยู่กับเธอน่ะทำอ่อนหวานเทกแคร์ ทีกับฉันทำอย่างกะอยู่กับลูกหมาตกถังส้วม โธ่เอ๊ย...คิดว่ารู้ไม่ทันเหรอ อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่แล้ว”

“เหรอ” เสียงสดๆของผู้พันถาม อัจฉรากำลังติดลมตอบทันที

“ก็เออดิ คอยดูนะ ยศเท่ากันเมื่อไหร่จะเขกหัวเล่นให้ดู”

“ก็ลองดู!”

อัจฉราฉุกคิดได้หันมองแล้วก็แทบเป็นลมเมื่อเห็นผู้พันสุทธิสารยืนจังก้าอยู่ตรงหน้า! เธอรีบขอวางสายกับผู้กองฉวีผ่อง ยิ้มเจื่อนๆกับผู้พันแต่ผู้พันไม่ยิ้มด้วยสั่ง “ขึ้นรถ!”

“โอย...ไม่น่าปากเสียเลย กว่าจะถึงหัวหิน มีหวังเละเป็นโจ๊กแน่เรา” อัจฉราบ่นตัวเองเซ็งๆ

พันขับรถผ่านป้อมรักษาการณ์หน้ากรมทหาร ที่อ่ำ นุ้ย พรหมมากับสืบมารักษาการณ์อยู่ พันกะพริบไฟทักทาย เปิดกระจกรถบอกว่าเดี๋ยวซื้อขนมหม้อแกงเมืองเพชรมาฝาก นึกได้ถามว่าออกเวรแล้วกลับบ้านเลยใช่ไหม แล้วฝากอ่ำว่า

“ไอ้อ่ำ ถึงบ้านแล้วฝากหอมแก้มพ่อกับแม่ข้าด้วยนะโว้ย” อ่ำบอกว่าหอมกำนันพอไหวแต่ให้หอมแม่จันทร์คงโดนกำนันถีบเอาแน่ ผู้กองฉวีผ่องถามอย่างอดรนทนไม่ได้ว่าจะออกรถได้หรือยัง พอพันจะออกรถ พรรคพวกก็ร้องพร้อมกัน “เดี๋ยว!” พันถามอย่างหงุดหงิดว่า “อะไรของเอ็งอีกวะ เดี๋ยวก็เป็นเรื่อง”

“เอาล่ะหมดเวลาเล่นแล้ว พันออกรถ” เสียงผู้กองเอาเรื่องจริงๆพรรคพวก พันเลยลุกขึ้นไปยืนเรียงแถวอวยพร

“เดินทางโดยสวัสดิภาพครับผม!” แล้วพากันโบกมืออย่างพร้อมเพรียงกัน

ผู้กองเห็นความน่ารักของเพื่อนพันก็อดยิ้มอย่างเอ็นดูไม่ได้ พอออกรถ พันขอโทษแทนเพื่อนๆที่ทะลึ่งไปหน่อย ผู้กองบอกว่าเท่าที่เห็นคงน้อยกว่าเขาหลายเท่า พันทำหน้าจ๋อยบ่นตัวเองว่าไม่น่าพูดเลย แต่พอออกรถไปครู่เดียวก็ได้ยินเสียงผิดปกติที่ท้ายรถ เลยขออนุญาตผู้กองลงไปดู

ปรากฏว่าท้ายรถถูกพวกอ่ำเอากระป๋องมาผูกเชือกห้อยระพื้น 5-6 ใบ พันบ่นเพื่อนๆว่ามิน่าถึงได้ชวนคุยถ่วงเวลา ผู้กองสั่งให้ถอดออกเดี๋ยวนี้ ทันใดนั้นมีรถพวกวัยรุ่นขับมาจอดเทียบ แซวว่า “โรแมนติกชะมัดเลยเพ่” “แต่งงานกันเหรอค้า” อีกคนเห็นผู้กองฉวีผ่องแต่งชุดทหารก็แซว “คอนเซปต์รั้วของชาติด้วย สุดยอด...สุดยอด!”

ผู้กองพยายามอธิบายว่าไม่ใช่ แต่พวกวัยรุ่นหัวเราะกันคิกคักบอกว่าอย่าเป็นก้างขวางคอเลย แล้วพากันชิ่งรถออกไป

ผู้กองเร่งพันให้รีบขึ้นรถไป พันรีบจนเหยียบอะไรข้างรถเละๆ พอก้มดูก็หน้าเบ้ อยากอ้วก แต่ถูกผู้กองเร่งเลยรีบขึ้นรถ พันไม่กล้าบอกผู้กองว่าเหยียบอะไรมา เลยเปิดหน้าต่างรถให้ลมโกรกไล่กลิ่น ผู้กองสั่งให้ปิดเพราะลมพัดแสบตา พอปิดรถครู่เดียวกลิ่นอึหมาก็โชยขึ้นมา เลยต้องแวะปั๊มล้างรถและล้างเท้า

อัจฉรานั่งเครียดมาในรถผู้พันสุทธิสารแต่เพราะยังไม่ได้กินอะไรแต่เช้า หิวจนท้องร้องจ๊อกๆ เธอถามผู้พันสุทธิสารว่าผู้พันไม่แวะซื้ออะไรกินหน่อยเหรอ

“ผมกินมาแล้ว” ผู้พันตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน อัจฉราทนไม่ไหวเลยโทร.ถึงผู้กองฉวีผ่อง ถามว่าอีกฝ่ายถึงไหนแล้ว

“ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าปั๊มนี้อยู่ตรงไหนของสมุทรสาคร ไม่ต้องรีบหรอก เดี๋ยวฉันก็ออกแล้ว เจอกันที่หัวหินเลยดีกว่าค่ะ”

พอดีพันกลับมาพร้อมแซนด์วิชยื่นให้ ผู้กองถามว่า “เอามาให้ฉันทำไม”

“ให้ผู้กองไว้กินในรถจ้ะ เมื่อเช้ารีบออกผู้กองยังไม่ได้กินข้าวเลย”

“พันเอาไว้กินเถอะ ฉันยังไม่หิวหรอก”

“ก็เผื่อหิวไงจ๊ะ มันเป็นหน้าที่ของฉันที่ต้องดูแลผู้กอง ผู้กองรับไปเถอะนะจ๊ะ อย่าให้ฉันเสียน้ำใจเลย”

“ก็ได้...ขอบใจนะ” ผู้กองฉวีผ่องรับไปอย่างตัดรำคาญ แต่ในอีกใจหนึ่งก็รู้สึกดี ที่พันมีน้ำใจคอยดูแลเอาใจใส่ตน เร่งพัน “รีบไปเถอะ ฉันไม่อยากไปประชุมสาย”

พันยิ้มปลื้มที่ผู้กองยอมรับอาหารจากตน

ooooooo

เพราะรู้ว่าวันนี้เป็นวันที่ทหารเกณฑ์ทั้งหลายจะได้กลับมาเยี่ยมบ้าน กำนันพูนกับแม่จันทร์ถึงกับจัดโต๊ะจีนรับขวัญลูกชายและเพื่อนๆที่กลับมาพร้อมกัน แค่อาหารการกินยังไม่พอ แม่จันทร์ยังจัดแตรวง กลองยาวมาบรรเลงรับด้วย แม่จันทร์กำกับดูแลทุกอย่างให้พร้อมเมื่อพันมาถึงก็จะได้เซอร์ไพรส์ลูก

แม่จันทร์กะเวลาได้พอดี มีรถสองแถวควบปุเลง...ปุเลงเข้ามา แม่จันทร์ร้องอย่างดีใจว่ามาแล้ว ไอ้หมาของฉันมาแล้ว

พอรถจอด อ่ำก็เรียกพรรคพวกลงจากรถให้มาคารวะเจ้าถิ่นก่อน แม่จันทร์กับกำนันรับคารวะจากพวกอ่ำแล้วไม่เห็นพัน กำนันถามว่า “เฮ้ย...ไอ้อ่ำ ลูกข้าอยู่ไหนวะ” แม่จันทร์ก็โวยว่า “ทำไมไอ้พันไม่กลับมาด้วย”

“พันมันพาเจ้านายไปหัวหินจ้ะอาจันทร์ แต่อากำนันกับอาจันทร์ไม่ต้องเซ็ง เดี๋ยวพวกฉันมาเป็นลูกชั่วคราวให้เอง รับรองเนียน” พรหมมาก็ว่าไม่ต้องห่วงไอ้พันมันหรอกจ้ะ มันได้ไปเห็นทะเล ฉันยังอิจฉามันเลย

สืบบอกว่าตนขี้เกียจกลับบ้านเลยขอเกาะอ่ำมาเที่ยวสุพรรณด้วย อ่ำบอกว่าจะมาขอนอนบ้านอากำนันสักคืนสองคืนแล้วนึกได้ “เออ...ลืมไป ไอ้พันมันฝากฉันมาหอมพ่อกับแม่มันด้วยจ้ะ” แล้วอ่ำก็จู่โจมเข้าหอมกำนันพูนสองฟอด บอกว่าอีกฟอดฝากหอมแม่จันทร์แทนตนด้วย

แต่แม่จันทร์เอาแต่นั่งซึมผิดหวังที่ลูกชายไม่ได้กลับบ้าน กำนันเข้าใจความรู้สึกของแม่จันทร์ เลยพลอยซึมไปด้วย

ooooooo

พันขับรถไปติดไฟแดงที่สี่แยกก่อนเข้าเพชรบุรี ปากว่างเลยร้องเพลงอย่างเพลินอารมณ์...

“หอมเอย...หอมดอกกระถิน รวยระรินเคล้ากลิ่นกองฟาง...” พันร้องไปจนเกือบจบเพลง ผู้กองเรียกเขาหน้านิ่งๆ บอกว่าอยากนั่งเงียบๆ รีบขับรถไปให้ถึงหัวหินเร็วหน่อยก็พอ

พอผู้กองคุยด้วยพันก็เริ่มจ้อ อึดใจเดียวมีรถชนกันที่กลางสี่แยกเป็นมอเตอร์ไซค์เด็กแว้นพุ่งชนมอเตอร์ไซค์สองแม่ลูก พันเปิดประตูรถจะลงไป ผู้กองบอกให้เปิดท้ายรถก่อนตนจะไปเอากล่องยา พันเปิดท้ายรถแล้ววิ่งไปดูสองแม่ลูก เห็นเด็กแว้นที่ขี่รถชนสองแม่ลูกกำลังขี่รถหนี พันวิ่งไปขอยืมรถของสองแม่ลูกแล้วบึ้มออกไปทันที

ผู้กองทำแผลให้สองแม่ลูก โชคดีที่ทั้งสองแค่ถลอกเล็กน้อย ครู่หนึ่งพันขี่รถกลับมามีเด็กแว้นถูกมัดติดกับพันซ้อนมาด้วย ร้องบอกมาแต่ไกล “กลับมาแล้วจ้า!!” ปรากฏว่าทั้งเด็กแว้นและพันต่างมีรอยฟกช้ำดำเขียวแสดงว่าต้องมีการออกกำลังกันก่อนจับตัวมาได้ทั้งเด็กแว้นและแม่ลูกไปที่โรงพัก ผู้กองกับพันก็ไปด้วยในฐานะพยาน พันซื้อน้ำหวานมาให้ผู้กอง

“น้ำหวานจ้ะ ไล่ตามไอ้เด็กแว้นนั่นซะเหนื่อยเลยหิวน้ำ ฉันเลยซื้อมาฝากผู้กองด้วยจ้ะ” เห็นผู้กองยกจิบพันถาม “หวานไหมจ๊ะ แต่น้ำน่ะยังไงก็หวานสู้น้ำใจไอ้พันไม่ได้หรอกจ้ะ”

พันพูดจนผู้กองหมั่นไส้เลยเอานิ้วจิ้มแผลที่หน้าจนพันร้องโอ๊ย ครู่หนึ่งผู้กองถามว่า

“นายพัน...ฉันถามเธอจริงๆ ตอนที่เธอตามเด็กแว้นคนนั้นไป เธอคิดอะไรอยู่”

“ไม่ได้คิด มันทำไปโดยอัตโนมัติจ้ะ คนทำผิดแล้วหนีมันไม่ถูก เราต้องไม่ยอมปล่อยให้เขาหนีไปได้สิจ๊ะ”

ผู้กองถามว่าเขาเลยต้องหน้าตาถลอกปอกเปิกแบบนี้? พันยิ้มแต้บอกว่าแผลกับผู้ชายมันเรื่องธรรมดา ไม่ต้องต่อยกับใครตนก็มีแผลประจำอยู่แล้ว

“แล้วถ้าเด็กแว้นคนนั้นมีปืน ชักปืนออกมายิงเขาไม่กลัวหรือ พันตอบหน้าซื่อๆว่า

“กลัวจ้ะ แต่ตอนนั้นความกล้ามันมีมากกว่าความกลัว แล้วอีกอย่างฉันเชื่อว่าคนเราทำดีแล้วย่อมได้ดี พระคุ้มครองจ้ะ” ผู้กองติงว่าคนเดี๋ยวนี้เชื่อแบบนั้นกันที่ไหน เขาเชื่อกันว่าทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำไม่ดีแต่ได้ดีมีถมไป “แล้วผู้กองเชื่อแบบไหนล่ะจ๊ะ”

“ฉันเชื่อเหมือนเธอ” ผู้กองตอบจริงใจ แล้วนิ่งไปครู่หนึ่งจึงบอก “พัน...ร้องเพลงที่เธอร้องเมื่อกี๊นี้ให้ฉันฟังอีกทีซิ”พันยิ้มแป้นอำว่าผู้กองชอบเสียงเพลงตนแน่ๆเลย “เปล่า...เสียงเธอมันน่ารำคาญ ฟังแล้วมันทำให้ฉันไม่ง่วงนอนดี”

“อ้าว...” พันทำเป็นงง แล้วก็ตั้งอกตั้งใจแผดเสียงร้องเพลงอย่างมีความสุข...

“หอมเอย...หอมดอกกระถิน รวยระรินเคล้ากลิ่นกองฟาง เห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเถาหญ้านาง มองเห็นบัวสล้าง ลอยปริ่มริมบึง อยากจะเด็ดมาดอมหอมหน่อย ลองเอื้อมมือค่อยๆ ก็เอื้อมไม่ถึง อยากจะแปลงร่างเป็นแมลงภู่ผึ้ง แปลงได้จะบินไปคลึง เคล้าเจ้าบัวตูมบัวบาน...”

ooooooo

เพราะเสียเวลาที่สี่แยกเพชรบุรี พันกับผู้กองจึงไปถึงโรงแรมที่จัดงานช้ากว่าผู้พันสุทธิสารและหมวดอัจฉรา ผู้พันกระวนกระวายเป็นห่วงผู้กอง อัจฉรามองพึมพำอย่างหมั่นไส้ว่า

“แหม...ทีเราหิวแทบตายไม่เห็นห่วงบ้างเลย” ผู้พันหันถามว่าอะไรนะ อัจฉราสะดุ้งบอกว่าเปล่า ผู้พันถามว่าเธอยังไม่ไปหาอะไรกินอีกหรือ อัจฉราถามงอนๆว่า “สนใจด้วยเหรอ”

ไม่ทันได้โต้เถียงอะไรกันให้อารมณ์เสีย ผู้กองฉวีผ่องก็มาถึง เธอขอโทษทั้งสองที่มาช้า ผู้พันถามอย่างมีเลศนัยว่ามีอะไรระหว่างทางหรือเปล่า ผู้กองไม่ทันตอบ พันก็หิ้วของกินพะรุงพะรังเข้ามาร้องทัก

“สวัสดีจ้ะทุกคน” อัจฉราถามว่าหอบอะไรมาน่ะ “ขอโทษจ้ะ ฉันแวะซื้อของฝากนิดหน่อย”

ผู้พันได้ทีตำหนิว่าพันแวะซื้อของทำให้ผู้กองเสียเวลา บ่นผู้กองว่าตามใจอย่างนี้ไม่ได้นะ ผู้กองชี้แจงว่าระหว่างทางมีเรื่องหลายเรื่อง พอดีอัจฉราเห็นรอยแผลที่หน้าพันถามว่าไปโดนอะไรมา พันบอกว่าไม่มีอะไร แค่หกล้มตอนเดินซื้อขนมนี่แหละ ถูกผู้พันตำหนิอีกว่าให้มาทำงานไม่ใช่ให้มาเที่ยว เห็นเจ้านายใจดีหน่อยก็ทำตัวตามใจซื้อของฝากเพื่อน

“ฝากเพื่อนที่ไหนล่ะจ๊ะ” พันพูดยิ้มๆ “ฉันเห็นทุกคนออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้า อาจยังไม่ได้กินอะไรกัน เลยซื้อขนมมาให้รองท้องกันหิวน่ะจ้ะ นี่จ้ะ ของอร่อยเมืองหัวหินทั้งนั้น” แล้วพันก็เอาทั้งปาท่องโก๋ กล้วยแขก ข้าวเหนียวมะม่วงแจก ผู้พันไม่ยอมรับขนมจากพัน รู้สึกเสียหน้ามากที่ตำหนิผิด

“อุ๊ย...ให้พลทหารเลี้ยงขนม จะดีเหรอพัน” อัจฉราพูดกับพันแต่แอบเหน็บผู้พันสุทธิสาร

“ดีสิจ๊ะ คนไทยให้กันได้ เรื่องของน้ำใจไม่เกี่ยวกับยศจ้ะ นะจ๊ะ”

แจกขนมแล้ว ผู้กองฉวีผ่องเรียกพันแยกออกไป เอาเงินให้ พันถามว่าค่าขนมหรือ ไม่ต้องตนให้เป็นน้ำใจจริงๆ

“ไม่ใช่ค่าขนม แต่นี่เป็นค่าที่พักให้เธอไปเปิดโรงแรมแถวนี้นอน ส่วนที่เหลือเป็นค่าอาหาร” พันไม่รับ “ฉันเบิกได้ รับไปไม่ต้องเรื่องมาก ฉันต้องรีบเข้าประชุมแล้ว” พอพันรับเงินไปก็สั่งให้เปิดมือถือไว้ด้วย พันหยอกว่าจะได้โทร.หาเวลาคิดถึงตนหรือ “ทะลึ่ง ฉันจะโทร.ตามมาใช้งานต่างหากล่ะยะ”

ผู้กองถามว่าเมื่อกี๊ทำไมไม่เล่าให้ผู้พันสุทธิสารฟังว่าเขาไปทำอะไรมาถึงได้มีแผล ปล่อยให้ผู้พันเข้าใจเขาผิดทำไม

พันบอกว่าตนทำตามคำสอนของพ่อที่ว่าให้ปิดทองหลังพระ เพื่อพระจะได้งามอร่ามทั้งองค์ ผู้กองฟังทึ่งยิ้มอย่างรู้สึกดีกับความคิดของพัน

ooooooo

วันนี้อ่ำพาเพื่อนๆไปตกปลาได้มามากมาย บอกแม่จันทร์ว่าเย็นนี้ขอแสดงฝีมือทำอาหารเอง แม่จันทร์ที่ยังเซ็งที่พันไม่กลับบ้าน บอกอ่ำว่าตามสบาย กำนันมองอ่ำที่ใส่เสื้อสีแดงแช้ด ถามว่าไปตกปลาทำไมแต่งเสียอย่างกับไปงานวัด

“ก็กะแวะไปหาน้องศรีวันซะหน่อยน่ะจ้ะ แหม...แต่ดันไม่อยู่เสียฤกษ์หมด อุตส่าห์ท่องคาถามหาระรวยกะว่าพูดคำเดียวแล้วศรีวันรับรักเลยนะเนี่ย”

“จะไปอยู่ยังไง ก็ช่วงนี้มันไปเป็นพริตต้งพริตตี้ที่กรุงเทพฯ เห็นว่าช่วงนี้มีงานไปแถวทะเลอะไรเนี่ย แหมเดินสายอย่างกับนักร้องลูกทุ่ง” แม่จันทร์ทำเสียงทึ่งปนงง

ศรีวันไปอยู่ที่ร้านกาแฟริมทะเลจริงๆ ขณะเธออยู่กับเพื่อนๆ อีกสองสามคนนั้น เพื่อนๆก็พากันกรี๊ดชี้ชวนให้ดูหนุ่มหล่อสยิวใจสาว พอศรีวันมาดูก็อุทานด้วยความดีใจสุดๆ

“พี่พัน...พี่พันจริงๆด้วย” พันร้องเรียก “ศรีวัน” แล้วรีบหยุด ศรีวันวิ่งมากระซิบ “ซูซี่...ซูซี่”

เพื่อนๆศรีวันพากันคลั่งไคล้ความหล่อของพัน ศรีวันอ้างสิทธิ์ว่าเขาคือ “พันของฉัน” แต่เพื่อนๆก็ยังกรี๊ดกร๊าด พันก็ปากหวานกับสาวๆไปตามประสา เขาบอกศรีวันว่า บังเอิญตนตามผู้กองมางานเดียวกับศรีวันและเพื่อนๆ พันฉุกคิดได้ถามว่าแล้วพวกศรีวันไม่เข้าไปในงานกันหรือ เพื่อนศรีวันบอกว่ายัง กลางวันเขาสัมมนากลางคืนถึงจะมีงานสังสรรค์ ศรีวันอธิบายว่า

“งานราตรีสวมหน้ากากน่ะพี่พัน พวกฉันน่ะอยู่ประจำบูธน้ำผลไม้”

“เอ๊ะ...ไม่เห็นผู้กองบอกเลยนี่ว่ามีงานกลางคืนด้วย” พันบ่นงึมงำ

ผู้กองฉวีผ่องเองก็ไม่รู้ อัจฉราสารภาพว่าตนลืมบอกไปว่า เขาเพิ่มโปรแกรมปาร์ตี้แฟนซีกันจะได้หายเครียดจากงาน บอกผู้กองว่า “Theme มันส์ด้วย เป็น Worrior Theme เป็นนักรบเพราะเราเป็นทหาร”

“ฉันไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ไม่แต่งได้ไหม”

“แต่งหน่อยเถอะหนูแดง มาทั้งทีต้องเอาให้สนุกถึงที่สุด แล้วถ้าเธอไม่แต่งเป็นเพื่อนฉัน ฉันอายตายเลย” ผู้กองเลยต้องรีบกดโทรศัพท์ตามตัวพัน

“ฮัลโหล สุดหล่อรับสาย ปลายสายสวยไหมจ๊ะ” พันทำเสียงหล่อสุดฤทธิ์ แต่พอฟังปลายสายก็สะดุ้งเฮือก “อุ๊ย...ผู้กองเองเหรอจ๊ะ แหม...นึกว่าสาวบ้านนาเมืองสุพรรณบ้านฉัน ผู้กองมีอะไรให้พันรับใช้เหรอจ๊ะ”

พันเปลี่ยนจากทะเล้นเป็นตึงเครียดขึ้นมาจนศรีวันกับเพื่อนพากันมองงงๆ

ooooooo

เรียกพันแล้ว ผู้กองโทร.คุยกับผู้พันผวนและคุณนาย ทั้งสองเป็นห่วงว่าแล้วหนูแดงจะหาเสื้อผ้าที่ไหน ผู้กองบอกไม่ต้องห่วงเดี๋ยวตนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอง

“เห็นพันบอกว่าร้านที่นี่ก็พอมีอยู่เหมือนกัน ตอนนี้หนูกำลังรอพันมารับอยู่ค่ะ”

“แล้วมันมุดหัวอยู่ไหน ทำไมมันไม่อยู่ดูแลลูก” ผู้พันผวนโมโหขึ้นมาแล้วบ่น “ออกงานแรกก็เหลิงแล้ว คอยดู กลับมาพ่อจะสั่งขังซะให้เข็ด”

พอดีพันมาถึง ผู้กองบอกพ่อว่าเดี๋ยวโทร.กลับ แล้วไปหาพัน แต่ผู้พันสุทธิสารเดินอ้าวแซงไปถึงก่อนแล้ว ตำหนิพันอย่างรุนแรงว่าให้มาปฏิบัติหน้าที่ไม่มีสิทธิ์เอารถส่วนตัวของผู้บังคับบัญชาไปขับเล่นอย่างนี้

“ฉันอนุญาตให้พันขับออกไปหาที่พักของเขาเองน่ะค่ะ” ผู้กองมาถึงชี้แจงอย่างใจเย็น แล้วสั่งพันให้ขึ้นรถ ผู้พันทำท่าจะทักท้วง ผู้กองตัดบทว่า “ผู้พันกับอัจ เตรียมตัวอยู่ทางนี้ดีกว่านะคะ ขืนตามไปฉันจะทำทุกคนช้าไปด้วย”

พอขับรถออกไป พันก็ร้องเพลง “หนุ่มสุพรรณ” อย่างอารมณ์ดี จนผู้กองขอให้หยุดเพราะตนกำลังเครียดเรื่องชุดแฟนซี พันบอกให้ใจเย็นๆ ใจร้อนไม่ดี พระท่านว่าทำให้ขาดสติ ขาดสติยิ่งหายิ่งไม่เจอ

“พัน...แล้วเธอรู้เหรอว่ามีร้านอยู่แถวไหน”

พันโยกโย้ถ่วงเวลา สุดท้ายก็บอกให้ลงเดินหาดีกว่าไม่เปลืองน้ำมันและไม่ทำให้โลกร้อนด้วย ผู้กองฉุนจะเอากุญแจไปขับเอง พันถามว่าผู้กองจะขับไปไหน

“ฉันก็ไปหาร้านเสื้อที่มีชุดแฟนซีที่จะใส่ไปงานคืนนี้น่ะสิ เอามา!”

“ใจเย็นๆสิจ๊ะผู้กอง ร้านอยู่ใกล้ๆนี่เอง ตามไอ้พันมาเลยจ้ะ”

พันจัดแจงล็อกรถแล้วเดินนำไป ตามทางยังแนะนำของกินร้านโน้นดีร้านนี้ อร่อย ผู้กองถามว่าแล้วร้านเสื้อผ้าล่ะอยู่ ไหน ต้องเป็นชุดที่ดูดีหน่อยเพราะมีแต่นายทหารทั้งนั้น

เดินอีกครู่เดียวก็ถึง พันถามว่าร้านนี้ดูดีไหมจ๊ะ ผู้กองมองเข้าไปในร้านและชุดที่หุ่นใส่โชว์ มีนิตยสารใส่กรอบใสวางอยู่ในตู้โชว์

“ร้านนี้คงดังสินะ ถ่ายแบบลงนิตยสารก็ตั้งหลายครั้ง โห...แล้วชุดนึงไม่ปาไปหลายสตางค์เหรอเนี่ย แล้วเขาจะมีชุดแฟนซีเหรอ พามาถูกร้านรึเปล่าเนี่ย หรือว่าคิดแกล้งฉัน”

“แหม...ถามรัวเป็นปืนกลที่กองร้อยเลยนะจ๊ะ เอาเถอะจ้ะ ไม่ลองไม่รู้ ไม่ดูไม่ได้ มีหรือไม่มี แพงหรือไม่แพง ผู้กองลองเข้าไปดูก่อนเถอะจ้ะ”

ooooooo

เจ๊อ้อยเจ้าของร้านออกมาต้อนรับทักผู้กองว่า ผู้กองฉวีผ่องใช่ไหม ทำเอาเจ้าตัวงง ถามว่าทราบได้อย่างไร

“คุณพัน เอ๊ย...พันน่ะสิคะ เขาโทร.มาบอกเจ๊ จริงๆวันนี้เจ๊ปิดร้านนะคะ แต่พันเขาสั่งให้เปิด เจ๊ก็เลยต้องเปิด”

“สั่งให้เปิด?”

“เจ๊อ้อยเขาแกล้งแซวน่ะจ้ะ ฉันน่ะขอร้องให้เขาเปิดร้านให้ผู้กอง แล้วฉันจะมาถูร้านรับใช้เขาทีหลัง”

เจ๊อ้อยหัวเราะบอกพันว่าพูดแล้วต้องมาทำนะไม่งั้นเจ๊ไม่ยอมด้วย ผู้กองฉวีผ่องเลียบเคียงว่าท่าทางเจ๊อ้อยกับพันรู้จักกันดี?

“ใช่ค่ะ... เรารู้จักกันตั้งแต่สมัยเจ๊เรียนออกแบบเสื้ออยู่เมืองนอก” เจ๊อ้อยชะงักกึกเมื่อเห็นพันขยิบตา “เอ่อ...เมืองนอก นอกเมือง...แหม...สับสน เอาเป็นว่าตอนเจ๊อยู่บ้านนอกน่ะค่ะ” พันพูดนำผสมโรงว่าเมื่อก่อนเจ๊เปิดร้านอยู่แถวบ้านตน “เอ่อ...ใช่ค่ะ แล้วคุณพัน เอ๊ย... พันเขาพาลูกค้าดังๆมาอุดหนุนหลายคน เจ๊ก็เลยพอจะมีชื่อเสียงกับเขาบ้างน่ะค่ะ”

“ก็พวกเทพีสงกรานต์ นางนพมาศประจำอำเภอทำนองนี้ล่ะจ้ะ งานบ้านน้อกบ้านนอก” พันผสมโรงเป็นปี่เป็นขลุ่ย

“แล้วที่นี่มีชุดแฟนซีให้เช่าด้วยเหรอคะ” ผู้กองถาม เจ๊บอกว่าไม่มี พอผู้กองร้องอ้าว เจ๊เห็นพันขยิบตา ก็รีบแก้ว่า

“ตอนแรกน่ะไม่มี เพิ่งเอามาลงดู เพราะหัวหินเดี๋ยวนี้ฝรั่งเยอะ คนกรุงเทพฯก็เพียบ ปาร์ตี้ทุกอาทิตย์ เลยมีค่ะ เชิญผู้กองทางห้องลองด้านในร้านเลยค่ะ ต่าย...พาผู้กองไปเลือกชุดสิจ๊ะ เดี๋ยวเจ๊ตามไป”

พอผู้กองฉวีผ่องไปพ้นสายตา เจ๊อ้อยก็ตีแขนพันเพียะ “พันนะพัน ทำให้เจ๊ต้องโกหกไปด้วยเลย”

“บอกว่าร้านอยู่นอกเมืองก็ถูกแล้วนี่ครับ บ้านเจ๊อยู่นอกลอนดอนก็ถือว่านอกเมือง ลูกค้าที่ส่งไปก็เทพีสงกรานต์ประกวดที่วัดไทยในลอนดอน ไม่เห็นจะโกหกตรงไหน”

“ค่า...กะล่อนไปเรื่อย จับไม่ได้ไล่ไม่ทันจริงๆ เชียวพ่อคนนี้ แล้วเนี่ยให้เจ๊ไปหอบชุดแฟนซีมา ดีนะที่นังตุ่นมันมีติดรถจากกองโฆษณามาพอดี”

“ผมเชื่อว่าเจ๊ไม่ทำให้ผมผิดหวัง อย่าบอกราคาชุดให้มันแพงนักนะครับ ผู้กองเขาเป็นข้าราชการ ชุดนึงสักสามพันสี่พันก็พอ”

“ว้าย...สามสี่พัน ค่าน้ำมันยังไม่ได้เลยนะจ๊ะ”

“เอาน่า ที่เหลือผมจ่ายเอง”

“โอเค ตามนั้น” เจ๊อ้อยตกลงยิ้มขำๆความเจ้าเล่ห์เพทุบายของพัน

ooooooo

พันชี้ชวนผู้กองฉวีผ่องให้เลือกชุดโน้นชุดนี้ จนผู้กองบอกให้พันไปนั่งเสียอย่าเพิ่งมายุ่งกับตน พันทำท่าจะตื๊อ แต่พอผู้กองขู่ว่าถ้าไม่เชื่อจะโทร.บอกให้คุณพ่อสั่งขัง พันก็เดินคอตกไปนั่งที่โซฟาใกล้ๆนั้น

ด้วยฝีมือของพัน ผู้กองเช่าชุดราคาแพงได้ในราคาพันเดียว ถามเด็กในร้านว่าทำไมถึงถูกนัก

“เอ้อ...คือ จริงๆชุดแฟนซีก็ให้เช่าสามพัน มีมัดจำอีกสองพัน แต่เจ๊อ้อยบอกว่าคิดให้คุณพิเศษแค่พันเดียวและไม่ต้องมัดจำ พิเศษสำหรับเพื่อนคุณพันเท่านั้นค่ะ”

ผู้กองฉวีผ่องอึ้งๆที่เด็กในร้านเรียกพันว่า “คุณพัน” แต่ก็หยิบชุดออกมา เด็กจึงพาเข้าไปลองในห้องลองชุด ขณะลองชุด ผู้กองนึกสงสัยว่า “ท่าทางนายพันคนนี้จะไม่ใช่แค่พลทหารธรรมดาละมั้ง” พลันก็ได้ยินเสียงเจ๊อ้อยคุยกับพันข้างนอก เจ๊อ้อยบ่นว่า

คนอะไรทำให้ท้องแล้วไม่รับ ทิ้งให้เจ๊เลี้ยงลูก คนเดียว ส่วนตัวเองก็หนีไปเป็นทหารซะงั้น ติดต่อก็ติดต่อไม่ได้ ผู้กองฟังแล้วของขึ้นทันที พอออกไปก็ตบหน้าพันไม่ยั้งจนเจ๊อ้อยตกใจ ขอร้องผู้กองให้ใจเย็นมีอะไรก็ค่อยๆคุยกัน พันเองก็ถามงงๆ ว่าตกลงมันเรื่องอะไร ตนงงไปหมดแล้ว

“นี่แน่ะงง” ผู้กองตบอีกฉาด แล้วตำหนิด่าว่าตามที่ได้ยินทั้งสองคุยและเชื่อตามที่ตัวเองคิด กว่าจะรู้ว่าทั้งสองคุยกันเรื่องหมา ก็ทำเอาปล่อยไก่ไปทั้งเล้า รีบกลับไปยังห้องลองเสื้อหนีอาย

พอเอาชุดเทพีอาเธน่าเทพเจ้าแห่งสงครามกลับไปที่ห้องพัก อัจฉราตื่นเต้นมากชมว่าสวยมากถ้ารู้ว่าได้ชุดหรูและค่าเช่าพันเดียวแบบนี้ตนไปด้วยก็ดีหรอก ผู้กองบอกว่าตนก็เกรงใจเจ้าของร้านเหมือนกัน ถ้าไม่ได้พันก็คงไม่ได้ราคานี้

อัจฉราสงสัยว่าพันดูโดดเด้งจากพลทหารทั่วไปมากเลย ผู้กองบอกว่าก็ดีแค่รูปร่างหน้าตาเท่านั้น

แต่คำพูดคำจาล้นเสียไม่มี จนบางทีตนอยากทุบให้สักอั้กสองอั้ก อัจฉราบอกว่าแบบนี้เขาเรียกว่ามีอารมณ์ขันผู้ชายมีอารมณ์ขันมีเสน่ห์ดีออก เย้าว่า

“นี่ลองถ้าพันไม่ใช่พลทหาร แต่มีดาวบนบ่าสักดวงสองดวง หนูแดงจะว่ายังไงจ๊ะ”

“ก็ไม่ว่ายังไง ฉันไม่ได้คบคนแค่รูปร่างหน้าตาหรือยศถาบรรดาศักดิ์ภายนอกนี่นา” อัจฉราถามดักคอว่าแปลว่าเธออาจจะยอมรับพันไว้พิจารณางั้นหรือ “พันเขามีเมียแล้วที่ต่างจังหวัด ฉันไม่สนใจคนที่มีพันธะหรอก เพราะฉะนั้นหยุดพูดเรื่องนี้ได้แล้ว”

อัจฉราถามว่าแล้วผู้พันสุทธิสารล่ะเห็นเทียวไล้เทียวขื่ออยู่นาน

“ฉันยังไม่สนใจใครทั้งนั้นล่ะ ตอนนี้ขอทำงานรับใช้ชาติให้คุ้มกับที่เรียนมาก่อน”

“ค่า...คุณหมอนักอุดมการณ์” อัจฉราทำเสียงประชด แล้วสองสาวก็หัวเราะกัน พอดีผู้พันสุทธิสารมาเคาะประตูชวนไปเดินเล่นที่ชายหาดกันไหม บรรยากาศกำลังโรแมนติกเลย ผู้กองนิ่งไปนิดหนึ่งแล้วยิ้มหวานบอกก็ได้ค่ะ ผู้พันยิ้มปลื้มทันที

แต่พอลงไปเดินที่ชายหาดจริงๆ ผู้พันก็แทบหมดอารมณ์ เมื่อระหว่างผู้พันกับผู้กองฉวีผ่อง มีพันกับหมวดอัจฉราคั่นอยู่ ดีที่พันนึกอยากลงเล่นน้ำทะเลเลยวิ่งไปเล่นน้ำ ผู้พันจึงเริ่มอารมณ์ดีขึ้น แต่เห็นพันซู่ซ่าในหมู่นักท่องเที่ยวสาวๆ ก็หมั่นไส้เรียกพันให้ไปซื้อมะพร้าวอ่อนมาสามลูกให้พวกตน พันต่อรองว่าเอาน้ำตาลสดแทนได้ไหม อัจฉราบอกว่าน้ำตาลสดก็ได้

“ไม่ได้! สั่งมะพร้าวก็ต้องได้มะพร้าว เป็นทหารผู้บังคับบัญชาสั่งคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น ถ้าหาไม่ได้จะต้องโดนลงโทษฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา เข้าใจ๋!” ผู้พันสุทธิสารเสียงเข้ม

“ครับผม หามะพร้าวสามลูก ปฏิบัติ!” รับคำสั่งเข้มแข็งแล้ววิ่งออกไปทันที ผู้พันมองตามยิ้มสะใจที่ได้แกล้งพัน

อัจฉรามองตามอย่างเป็นห่วง ผู้กองฉวีผ่องสมน้ำหน้าที่พันอยากเจ้าชู้ดีนัก พออัจฉราหยอกว่าไม่ได้เป็นอะไรกับพันสักหน่อยพูดอย่างกับหึงงั้นแหละ ผู้กองฉวีผ่องก็ทำเสียงงอนว่า

“บ้า...หึงอะไร ฉันแค่ไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้ มีเมียอยู่แล้วยังทำดี๊ด๊ากับผู้หญิงอื่นอีก”

พูดแล้วต่างคนต่างเงียบหันไปทำกิจกรรมของตัวเอง แต่ผู้พันยังติดลมนั่งยิ้มเยาะพันอย่างสะใจ

ooooooo

อ่ำหลอกกำนันกับแม่จันทร์ว่า พันอยู่กับผู้พันกินแต่ข้าวต้มกับผักดองเค็มปี๋จนผอมกะหร่อง ซ้ำเงินก็ไม่มีใช้ พูดจนกำนันกับแม่จันทร์สงสารลูกเอาเงินฝากอ่ำไปให้พันและเตรียมจะขนของกินไปฝากพันเป็นคันรถ

อ่ำหน้าใหญ่ใจโต พอได้เงินจากกำนันก็พาเพื่อนๆ ไปร้านอาหารคาราโอเกะกัน บอกทุกคนว่า

“วันนี้ไอ้อ่ำจัดเต็ม ไม่เมาไม่เลิก อยากกินอะไรก็สั่ง หรืออยากเรียกเด็กมานั่งคุยด้วยสักสี่ห้าคน พี่อ่ำก็พร้อมจะจ่าย เพราะวันนี้พี่อ่ำรวยยยยย” เพื่อนๆถามว่าไปเอาเงินมาจากไหน “คนเราน่ะถ้ารู้จักหาเงินมันก็ไม่มีวันหมดหรอก ถึงหมดก็หาใหม่ ได้มาก็ต้องรีบใช้ ไม่มีก็รีดไถ กราบไหว้ขอได้ก็ต้องทำ”

อ่ำกับพวกทั้งกินทั้งดื่มพอได้ที่ก็โก่งคอร้องเพลงอย่างเมามัน เพลงเกาหลีไม่มีก็แผดเสียงร้องเพลง จังซี่ต้องถอนกันอย่างเมามัน หูตาลายจนไม่รู้ว่ากำนันมาดูอยู่ กำนันโกรธจนหนวดกระดิก คำรามก่อนออกไปว่า

“เอ็งได้ถอนแน่ ไอ้อ่ำ!”

กำนันแก้เผ็ดอ่ำด้วยการไปป่าวประกาศกับชาวบ้านว่าวันนี้กินฟรีที่ร้านคาราโอเกะ แล้วบอกทางร้านว่าค่าใช้จ่ายวันนี้ให้ไปเก็บที่อ่ำทั้งหมด พอถึงเวลาเช็กบิล อ่ำถึงกับหน้าซีดเหงื่อตก เพราะถูกกำนันแก้เผ็ดอย่างเจ็บแสบ

ooooooo

พันไปหามะพร้าวน้ำหอมสดจากต้น หายไปนานจนผู้พันสุทธิสารประชดว่าคงว่ายน้ำไปหาที่เกาะสมุยกระมังสมน้ำหน้าอยากซ่านัก ผู้กองฉวีผ่องบอกว่าใกล้เวลาแล้วเรารีบไปแต่งตัวกันดีกว่า

บ่นกันไม่ทันขาดคำ พันก็โผล่มาพร้อมมะพร้าวเป็นทะลายมาเต็มรถเข็น มีสาวๆหน้าตาดีในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นเสมอหูนั่งมาด้วยสามสี่คน พันร้องมาอย่างร่าเริงตามประสาว่า

“มะพร้าวน้ำหอม คนเข็นก็หอม คนกินก็ยิ่งหอมจ้า” ผู้พันถามเสียงเขียวว่าไปถึงไหน ทำไมเพิ่งมา “น้องๆ แถวนี้เขาพาไปเอามะพร้าวที่สวนของเขาจ้า สดๆจากต้นตามที่ผู้พันสั่งเป๊ะๆเลยจ้า”

พันหยิบมะพร้าวส่งให้ผู้กองฉวีผ่องกับหมวดอัจฉรา ทั้งสองขอบใจแต่ต้องรีบแล้ว พันเลยหันไปบอกผู้พันให้รับมะพร้าวน้ำหอมไว้สักลูกไว้ล้างหน้าล้างตาไหม แล้วทำเป็นตกใจ รีบแก้ว่า

“เอ๊ย...ไม่ใช่สิ ผู้พันยังไม่ตาย ฉันหมายถึงผู้พันจะรับน้ำมะพร้าวไว้กินให้ชื่นใจสักลูกไหมจ๊ะ”

“เก็บไว้ล้างหน้าแกคนเดียวเถอะ” ผู้พันโมโหที่ทำอะไรพันไม่ได้ ลุกขึ้นรีบเดินตามสองสาวไป พันบ่นว่าให้หาแทบตายไม่มีใครกินสักคน หันไปขอบใจสาวๆ ที่ช่วยหามะพร้าวให้แต่ขอคืนทั้งหมดหวังว่าคงไม่ว่าอะไรนะจ๊ะ ความหล่อบวกกับปากหวานขี้เล่น ทำให้พวกสาวๆอภัยให้ด้วยความเต็มใจ

พันไม่ทันตั้งหลัก ศรีวันหรือซูซี่ก็วิ่งหน้าตั้งมาขอให้พันช่วยด้วย พันตามซูซี่ไปถึงห้องแต่งตัว พบว่าพวกพริตตี้กับนายแบบสองสามคนนอนซีดเซียวอยู่บนโซฟา ถามซูซี่ได้ความว่า พวกตนกินตำกระท้อนที่หาบขายชายหาดเข้าไปเลยท้องร่วงกันหมดแรง

พันถามว่าแล้วจะให้ตนช่วยอะไร ซูซี่ขอให้ช่วยเต้นแทนด้วยเพราะรับค่าตัวเขามาแล้วครึ่งหนึ่ง ถ้าทำไม่ดีเขาอาจยึดเงินคืนและปรับพวกตนด้วย

“ให้พี่เต้นเนี่ยนะ” พันถามอย่างไม่อยากเชื่อ ซูซี่พยักหน้าตาปรอยอย่างออดอ้อน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”

“ณเดชน์-โบว์” ขึ้นสังเวียนคู่ปรับครั้งแรก ใน “มนต์รักหนองผักกะแยง”
11 พ.ค. 2564

06:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 16:38 น.