ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ผู้กองยอดรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: 'เต๋อ' หยอดมุขฮาจีบ 'มาร์กี้' จับตา 'ผู้กองยอดรัก' ม้ามืดกวาดเรตติ้ง



ผู้กองฉวีผ่องเอาเงินให้พันประมาณสามพันบาทบอกว่านี่คงพอสำหรับค่ากล้วยไม้กับค่าอาหารที่ซื้อมา พันไม่รับเงิน ผู้กองฉวีผ่องถามอย่างรำคาญใจว่าอะไรของเธออีกล่ะ!

“เงินน่ะอาจซื้ออะไรได้หลายๆอย่างในโลกใบนี้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกอย่างนะจ๊ะ และที่ฉันทำ ฉันไม่ได้ทำเพราะเงิน แต่ฉันทำเพราะฉัน...ฉัน...” ผู้กองคาดคั้นว่า เพราะอะไร! พันอึกอักยึกยักอีกนิดแล้วพูดหน้าตาเฉย “ฉัน...ไม่บอกจ้ะ” แล้ววิ่งไปเลย ผู้กองฉุนขาดรู้สึกถูกแกล้งจนเหลืออด บ่นปนด่า

“คนบ้าอะไรเนี่ย!!!”

แต่พวกพันก็ใช่ว่าจะอยู่ได้สบายๆ เพราะยังถูกหมู่ทองกับพวกแกล้งไม่เลิก วันนี้ก็เอาแป้งเย็นตรา “เพนกวินลั้นลาใส่บ่าแบกหาม” มาให้ทากัน ทาแล้วทุกคนหนาวสั่นสะท้าน พอถูกเรียกแถว ปรากฏว่าแต่ละคนยืนไม่เป็นแถวสั่นกันพั่บๆ

สืบถามว่าแป้งอะไรของหมู่ทำไมมันทั้งเย็นทั้งแสบอย่างนี้ พันบอกว่าเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งเห็นนี่แหละ หมู่ไปซื้อมาจากไหน หมู่ทองกับหมู่ชาญยุทธไม่ตอบ นั่งหัวเราะกันเอิ้กอ้ากชอบอกชอบใจ

แป้งชื่อพิลึกพิลั่นนี้ไม่เพียงทาแล้วหนาวสั่นหากแต่ยังล้างไม่ออกด้วย! พวกพันเลยนั่งสั่นกันเป็นแถวอยู่อย่างนั้น

ooooooo
แล้ววันแห่งความพลัดพรากจากกันระหว่างบุรินทร์กับครอบครัวผู้พันผวนก็มาถึง เมื่อท่านนายพลขอตัวไปทำงาน ทุกคนเสียดายบุรินทร์มาก บุรินทร์เองก็ถึงกับร้องไห้บอกว่า ถ้านายพลไม่ขอตัวตนก็จะอยู่รับใช้ผู้พันไปตลอดชีวิตเลย

แต่พอบุรินทร์เดินออกมาจากบ้านผู้พันก็กระโดดตัวลอยร้อง “เยส! ในที่สุดก็ออกมาได้ ต่อไปนี้ก็ได้กินอิ่มนอนหลับเหมือนคนอื่นเขาแล้วโว้ย ฮ่าๆๆ บ๊ายบาย...ลาแล้วลาเลยนะครับบ้านเกลือแสนงกแสนเค็ม ฮ่าๆๆ”

เมื่อบุรินทร์ไม่อยู่ ผู้พันจึงต้องหาทหารเกณฑ์มาทำงานแทน แต่ละคนที่มาก็ทำเอาคุณนายไฉววงศ์ปวดหัว เปลี่ยนคนใหม่มายิ่งทำให้คุณนายเจ็บปวด เมื่อสั่งให้ไปตัดกล้วยไม้ แทนที่จะตัดดอกกลับตัดทั้งต้น คุณนายแทบเป็นลม สั่งผู้พันต้องหักเบี้ยเลี้ยงทหารผู้นั้น หากไม่หักผู้พันจะต้องถูกหักแทน เพราะกล้วยไม้ที่ถูกตัดแพงมาก

“อ้าว...ซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง” ผู้พันบ่นอุบอิบกลัวคุณนายได้ยิน

เมื่อคุณนายไฉววงศ์ทำงานบ้านเองก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด บอกผู้พันว่าให้หามาอีกสักคนสองคนลองดู ผู้พันเห็นด้วย แต่มีเงื่อนไขบังคับว่า “ต้องไม่กะล่อน เจ้าชู้ เรื่องเจ้าชู้เนี่ยผมยอมไม่ได้เด็ดขาด”

พันยังเพียรไปแอบดูผู้กองฉวีผ่องที่หน้าบ้าน อ่ำตามไปด้วยอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่ทนถูกยุงกัดได้ไม่นานก็รบเร้าให้กลับ ถามพันว่า ทำไมยุงต้องกินเลือดตนด้วย พันบอกว่า “ก็เลือดเอ็งชั่ว”

เสียงของทั้งสองดังไปถึงห้องนอนฉวีผ่อง เธอเปิดหน้าต่างโผล่มาดู ก็ไม่เห็นใคร เลยบ่นตัวเองขำๆ

“ยัยฉวีผ่องเอ๊ย ถึงขนาดหูแว่วเป็นอีตานั่น บ้าไปกันใหญ่แล้ว ไม่เอา...ไม่เอา!!” ว่าแล้วปิดไฟนอนเลย

ooooooo

กำนันพูนกับแม่จันทร์ตัดสินใจมาหาพันที่กรุงเทพฯ เมื่อไปกราบลาหลวงพ่อ ท่านฝากพระเครื่องให้พันบอกว่า

“ฝากให้ไอ้พันมันด้วย บอกมันว่า ให้ติดตัวไว้เตือนสติ ไม่ได้ให้ไว้ขออภินิหาร เข้าใจไหม”

กำนันพูนบอกว่าเข้าใจจะบอกไม่ให้ตกหล่นแม้แต่คำเดียว ส่วนแม่จันทร์บอกว่าจะไปสองสามวันอยู่ให้หายคิดถึงแล้วจะรีบกลับมา หลวงพ่อถามว่าแล้วนังคนนำทางทำไมยังไม่มา?

“มาแล้วจ้ะหลวงพ่อ” เสียงศรีวันเข้ามาก่อนตัวที่แต่งเปรี้ยวลากกระเป๋าใบใหญ่เข้ามา กำนันถามว่าขนไปเยอะแยะอย่างนี้ จะย้ายไปอยู่เลยหรือ ศรีวันบอกว่าถ้ายังติดลมก็อาจจะย้าย เพราะโมเดลลิ่งที่ตนสมัครไว้เพิ่งโทร.มาตามเมื่อคืน ไหนๆจะไปหาพันแล้วจะได้ไม่เสียเที่ยว

ศรีวันถูกหลวงพ่อบ่นว่าแต่งตัวอย่างนี้ไม่กลัวถูกฉุดหรือ สังคมหนอสังคม นี่มันเจริญขึ้นหรือเสื่อมลง กันแน่ ศรีวันเลยเร่งกำนันให้ไปกันเถอะเดี๋ยวถูกหลวงพ่อเทศน์อีก

“เดี๋ยว!” กำนันเบรก ศรีวันถามว่าอะไรอีก “ข้าไม่ได้เอารถที่บ้านไปโว้ย”

“อ้าว...ไม่เอารถที่บ้านไปแล้วจะไปรถอะไรกันล่ะจ๊ะ” ศรีวันงง

ooooooo

ที่แท้กำนันกับแม่จันทร์จ้างรถบรรทุกขนของไปฝากพันเพียบ กองจนพูนหลังคารถ

พอมาถึงกรุงเทพฯ ศรีวันบอกกำนันพูนและแม่จันทร์ว่าให้เรียกตนว่า “ซูซี่” เพราะตนมาเป็นพริตตี้จะให้เรียกชื่อบ้านๆอีกได้ยังไง เดี๋ยวเรตติ้งตกรถบรรทุกที่ขนของมาเพียบขับผ่านหน้าบ้านผู้พันผวน ผู้พันยืนมองงงๆ ผู้กองฉวีผ่องถามพ่อว่าที่กรมสั่งของมาหรือ

“ก็ไม่ได้สั่งนะลูก เอ...แล้วมันมาส่งอะไรของมัน” ผู้พันพึมพำงงๆ มองตามรถไปอย่างสงสัย

รถยังขับไปเรื่อยๆ อย่างขับไปดูเส้นทางไป กำนันพูนรับรองว่าตนถามมาเรียบร้อยแล้ว เขาบอกว่าพวกทหารเพิ่งพักกินข้าวกันอยู่ที่โรงอาหาร

ความจริงคือ พวกพันกำลังล้างจานกันมือเป็นระวิงอยู่หลังโรงอาหาร ล้างไปถามกันไปบ่นกันไปว่า หมู่ทองมั่วเอาจานที่ร้านมาให้ล้างด้วยหรือเปล่า มันเยอะแยะจนล้างยังไงก็ไม่หมดสักที

แต่พอพันบอกว่าถ้าเป็นจานที่ร้านจริงก็ต้องเป็นของกระรอกลูกสาวหมู่ทองสิ พวกหนุ่มทโมนทั้งหลายก็ดี๊ด๊าขึ้นมาทันที สืบบอกว่าอย่างนี้ล้างขาดใจเลย อ่ำบอกว่าตนจะตามไปล้างถึงร้านยังไหว

“เอางั้นเลยเหรอไอ้อ่ำ” เสียงหมู่ทองถาม อ่ำไม่ทันได้คิดบอกว่าอาบน้ำประแป้งให้อีกรอบยังได้ แต่พอหันเห็นหมู่ทองยืนตีหน้ายักษ์มองอยู่ก็ตกใจแทบหงายหลังอุทาน “ตาเถร!” เลยถูกหมู่ปรามว่าเรียกชื่อพ่ออีกแล้ว ถามว่าแล้วเมื่อกี๊บอกว่าจะไปล้างจานบ้านใคร? อาบน้ำประแป้งให้ใคร!

อ่ำผวาเฮือกหันมองพันกับสืบอย่างขอความช่วยเหลือ แต่ต่อหน้าหมู่ทองจอมเฮี้ยบ ทั้งสองก็ได้แต่ยิ้มให้อ่ำเจื่อนๆ ไม่มีมีใครกล้าเอาคอไปรอกงจักร ที่ทางเดินหน้าโรงอาหาร กำนันพูน แม่จันทร์กับศรีวัน มายืนเมียงๆมองๆ เข้าไป เห็นแต่โรงอาหารว่างเปล่า ศรีวันร้องถาม “พี่พัน...พี่พันอยู่ไหน” ก็พอดีพรหมมากับนุ้ย เข็นรถบรรทุกถุงดำใส่ขยะมาเต็มเลี้ยวออกมาขวางหน้าทั้งสามพอดี

“อุ๊ย...ขอโทษครับ ผิดพลาดทางเทคนิคนิดหน่อย” พรหมมาเอ่ย นุ้ยได้ยินศรีวันตะโกนเรียกพันเมื่อครู่ถามว่า

“ตามหาไอ้พันเหรอครับ”

แม่จันทร์ดีใจรีบบอกว่าใช่จ้ะ พรหมมาบอกว่ามันล้างจานอยู่ข้างหลังโน่นแน่ะ ศรีวันชักสีหน้าบ่นว่าใครใจร้ายจังใช้พี่พันล้างจานด้วย

กำนันเร่งให้รีบไปหาไอ้หมากันเถอะ แม่จันทร์เกิดปวดท้องอยากไปเด็ดดอกไม้ขึ้นมา เลยต้องถามหาทางไปส้วมกันอีกพักใหญ่ พรหมมาบอกว่าส้วมอยู่ใกล้ๆ นี่เองไม่หลงหรอก

ooooooo

แม่จันทร์เข้าห้องน้ำเสร็จออกมา ปรากฏว่าหลงทาง เดินไปจนถึงหน้าบ้านผู้พันผวน เห็นกล้วยไม้ออกดอกสวยอดใจไม่ได้โน้มลงมาดม

“ยี่สิบ!” เสียงคุณนายไฉววงศ์ดังจนแม่จันทร์สะดุ้ง มือที่โน้มดอกกล้วยไม้มาดมเลยกระตุกดอกหลุดติดมือมา

“สองร้อย!!” เสียงคุณนายดังกว่าเดิม แม่จันทร์ถามงงๆ ว่าค่าอะไร คุณนายบอกว่า “ค่าดมยี่สิบ ถ้าขโมยปรับสองร้อย”

แม่จันทร์โวยว่าแค่ดมก็คิดเงินหรือ คุณนายสาธยายความแพงของกล้วยไม้และความยากลำบากที่กว่าจะประคบประหงมมาจนออกดอก ขู่ว่าหลักฐานเห็นๆอยู่ในมือถ้าไม่จ่ายจะเรียกตำรวจ แม่จันทร์หมั่นไส้ ตัดรำคาญเลยถลกชายเสื้อเผยให้เห็นเข็มขัดทองเส้นเบ้อเริ่ม เอาแบงก์พันที่เหน็บอยู่ออกมานับให้สองใบบอกว่าไม่ต้องทอน

คุณนายเห็นเงินก็ตาโต มองอึ้ง อึ้งทั้งเงินสองพันและเข็มขัดทองเส้นเขื่อง พูดไม่ออกไปเลย

“โอ้โห...แบงก์พันนี่มันใหญ่จริงว้อย ปิดปากคุณนายนาเกลือได้มิดเลย ฮ่าๆไปนะคุณนายไปหาที่ใช้เงินต่อ ฮ่าๆๆ”

“นี่...เดี๋ยว เอาเงินคืน...” คุณนายพูดแค่นั้นก็หยุดกึกด้วยความเสียดายเงิน เลยพับเหน็บใต้เข็มขัดทองหน้าตาเฉย

ooooooo

หลังจากล้างจานกองพะเนินเทินทึกแล้ว พวกพันถูกหมู่ทองสั่งให้วิดพื้นอีก ทุกคนวิดพื้นไปนับไป นับจนถึงยี่สิบ อ่ำก็ร้องขัดจังหวะขึ้น พอทุกคนหยุด อ่ำถามหมู่ชาญยุทธว่า ยี่สิบแล้วอะไรต่อ

หมู่ชาญยุทธหาว่าอ่ำอู้ พวกพันเลยช่วยกันชี้แจงว่าอ่ำตกเลข โต้เถียงกันไปมาจนหมู่ทองตวาดให้ทุกคนลุกขึ้น พวกพันตกใจลุกพรวดเหยียบน้ำยาล้างจานลื่นจะล้มเลยคว้าขอบกางเกงหมู่ทองกับหมู่ชาญยุทธไว้ สองหมู่โวยวายให้ปล่อยเดี๋ยวกางเกงหลุด หมู่ชาญยุทธตะโกน ให้ปล่อยนี่คือคำสั่ง แต่นาทีนี้คำสั่งไม่ศักดิ์สิทธิ์เพราะขืนปล่อยก็ล้มกันทั้งแถบ แต่พอหมู่ทองบอกว่าไม่ปล่อยข้าเตะเท่านั้น ทุกคนปล่อยทันที เลยล้มกันระเนระนาดพวกพันวิ่งหน้าตั้งไป หมู่ทองกับหมู่ชาญยุทธลุกขึ้นไล่เตะไปติดๆ

“ช่วยด้วยจ้า!” พันร้องลั่น กำนันพูนกับศรีวันชะงักมองไปเห็นพันกับพวกวิ่งอ้าวมา สองหมู่วิ่งไล่ตามมาติดๆ พอกำนันพูนกับศรีวันเห็นพันก็ดีใจโผเข้าไปหา พันหยุดวิ่งทันที สองหมู่ที่วิ่งไล่ตามมาหยุดไม่ทันถลำพุ่งลงไปในถุงขยะที่เพื่อนๆพันกำลังเข็นมา ทั้งคนทั้งขยะหกเกลื่อนพื้น

หมู่ทองลุกขึ้นได้ก็สั่งพวกพันให้เก็บกวาดขยะให้เรียบร้อย หมู่ชาญยุทธสั่งว่าเสร็จแล้วให้ตามไปที่กองร้อย

“ส่วนไอ้พัน ไอ้อ่ำ ถ้าญาติเอ็งกลับไปแล้วรีบตามไปด้วย งานนี้โดนซ่อมหนักแน่” แล้วหมู่ก็เหม็นขยะจนจะอ้วก

อ่ำกับพรหมมาบอกหมู่ชาญยุทธว่าต้องรอนานหน่อยเพราะขยะเยอะมาก หมู่ทองบอกว่าคนตั้งเยอะใช้เวลาสิบนาทีก็เสร็จ ตนไปอาบน้ำเสร็จถ้ายังกวาดขยะไม่เสร็จโดนสำเร็จโทษแน่

“แหม...ใจเย็นจ้ะหมู่ พวกฉันยังไม่รู้จะเริ่มเก็บตรงไหนเลยเนี่ย ขอตั้งตัวนี้ดดด...นึง” พันทำเสียงน่าเห็นใจ

หมู่ชาญยุทธรำคาญเลยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วตั้งหน้าตั้งตากวาดขยะอย่างเร็ว พวกพันยืนมองแล้วแอบขำ

ปรากฏว่าหมู่ชาญยุทธแสดงให้ดูจนเก็บกวาดขยะถุงสุดท้าย พูดอย่างภูมิใจว่า “ก็แค่เนี้ย” พันเลยยอเสียยกใหญ่ว่า

“แหม...หมู่นี่บึกบึนสมชายชาตรีจริงๆนะจ๊ะ”

“อ๊ะ ไม่ได้สิ ข้าเนี่ยชายชาติทหารตัวจริงเสียงจริงโว้ย...ไปหมู่” หมู่ชาญยุทธเดินไปกับหมู่ทองอย่างผึ่งผายภูมิใจมาก

พันกับพวกหัวเราะกันคิกคัก อ่ำพูดไปขำไปว่า “หมู่ชาญยุทธนี่ยุขึ้นจริงๆ”

ooooooo

ที่โรงอาหาร ศรีวันพากำนันพูนเข้าไปนั่งรอแม่จันทร์ ศรีวันไปซื้อโอเลี้ยงมากินกัน กำนันบ่นว่าแม่จันทร์ทำไมไปนานจัง บนไม่ทันขาดคำศรีวันก็ชี้ให้ดูแม่จันทร์กำลังเดินคุยมากับทหารคนหนึ่งที่พามาส่งผู้พันผวนเข้าไปในโรงอาหรร นั่งดื่มน้ำรอผู้กองฉวีผ่องที่ไปซื้ออาหารเอากลับบ้าน ผู้พันนั่งดื่มน้ำรอโดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครนั่งอยู่ในนั้นบ้าง จนได้ยินเสียงกำนันกับศรีวันคุยกันโขมงโฉงเฉงจึงหันมอง

แม่จันทร์เข้ามาเล่าให้กำนันกับศรีวันฟังว่าที่มาช้าเพราะหลงทาง ศรีวันถามว่าหลงไปถึงไหนหรือ

“หลงไปถึง...โอ๊ย... พูดแล้วของขึ้น เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น คนอะไรท่าทางก็ผู้ดี๊...ผู้ดี แต่ใจเค็มคับแคบที่สุด” กำนันถามว่าใครเดี๋ยวจะไปเตะก้านคอสั่งสอนมันเอง “ก็คงเป็นเมียทหารในกรมมั้งพ่อ แหม...เชิดหน้าชูคอเป็นคุณนาย แค่กล้วยไม้ช่อเดียวทำอย่างกับเป็นทอง...เค็ม!!” แม่จันทร์กระแทกเสียงคำสุดท้ายจนผู้พันผวนที่กำลังดื่มน้ำสำลักพรวด

กำนันกับแม่จันทร์คุยกันอย่างไม่พอใจคุณนายเมียทหารจอมเค็ม กำนันบอกว่าพูดแล้วชักอยากเห็นหน้าเสียแล้ว

“เสียงดังชะมัดเลยโว้ย” ผู้พันบ่นเบาๆอย่างหงุดหงิด

“เออ...พ่อ...แล้วไอ้หมาลูกเราล่ะ เจอมันรึยัง” แม่จันทร์เพิ่งนึกได้

ooooooo

หารู้ไม่ ไอ้หมาของแม่จันทร์กำลังไปทำคะแนนกับผู้กองฉวีผ่องอยู่ที่ร้านขายอาหาร เข้าไปช่วยถือถุงอาหารและจะหิ้วไปส่งที่รถ แต่ขณะพันกำลังทำคะแนนกับผู้กองอยู่นั้น ทุกอย่างก็พังทลายเมื่อผู้พันตามมาเจอผู้พันแย่งทุกอย่างที่พันถืออยู่ไปถือเองแล้วเอาตัวบังพาผู้กองเดินออกไป

“ไอ้พัน...สงสัยผู้พันเขาไม่ค่อยชอบหน้าเอ็งว่ะ” อ่ำบอก

“ไม่ต้องสงสัยเลยไอ้อ่ำ ผู้พันท่านไม่ชอบหน้าข้าเอามากๆด้วย เฮ้อ...”

เมื่อกลับมาที่โรงอาหาร พ่อแม่ลูกและศรีวัน ชื่นอกชื่นใจกันแล้วของฝากกองมหึมาจึงถูกยกลงจากรถ พันมองอึ้งถามว่าเอามามากมายอย่างนี้จะกินใช้ยังไงหมด กำนันบอกให้เอาไปแบ่งให้เพื่อนๆ พันยิ้มกริ่มบอกพ่อว่าไม่ต้องห่วงเดี๋ยวตนจัดการเอง พอดีกระรอกขี่จักรยานผ่านมา พอเห็นพันก็โผเข้ากอดแขนนัวเนีย ศรีวันมองตาเขียวปั้ด

ความหึงไม่เข้าใครออกใคร ศรีวันกับกระรอกต่างกระแนะกระแหนกันไม่กี่คำก็ตบตีกัน แม่จันทร์ตกใจถามพันว่าทำไมไม่ห้าม กำนันพูนพูดอย่างผู้สันทัดกรณีว่า

“ห้ามทำไม หมดแรงก็เลิกเองแหละ ตอนหนุ่มๆ ฉันเจอมาเยอะแล้ว แหม ไอ้หมานี่มันเชื้อแรงเหมือนพ่อจริงจริ๊ง...”

แล้วโชคก็เข้าข้างพัน เมื่อแม่จันทร์กับกำนันกลับไปแล้ว พันเอาของที่แม่เอามาฝากแบ่งไปให้บ้านผู้พัน เจอผู้พันกำลังหาหนังสือธรรมะที่ยืมจากเพื่อนไม่เจอบ่นว่าหนังสือยืมจากเพื่อนหายากมากด้วย แต่พันมาเห็นวางซุกอยู่ข้างกระถาง

“แหม...หนังสือพระของใครจ๊ะ พระผงสุพรรณบ้านฉันขึ้นปกหราเลย” พันทักอย่างตื่นเต้น

คุณนายไฉววงศ์กำลังปลื้มพันที่เอาของฝากจากสุพรรณมาให้อยู่แล้วเลยยิ่งพอใจ ชมว่าถ้าไม่ได้พันคงต้องค้นหากันทั้งบ้าน พลันนึกขึ้นได้ เสนอผู้พันผวนให้เอาพันมาช่วยงานบ้านแทนบุรินทร์ ผู้พันขอให้เอาคนอื่นได้ไหมเพราะตนไม่ชอบหน้าหมอนี่ เพราะนอกจากเป็นพลทหารหนุ่มโสดแล้วยังทะลึ่งตึงตังให้มาอยู่ชายคาบ้านเดียวกับหนูแดงมันจะไม่ปลอดภัย

“ฉันเช็กดูแล้ว พันน่ะไม่ได้โสดตัวเปล่าเล่าเปลือย นะ เขามีเมียแล้ว เพราะฉะนั้นพันเหมาะที่สุดที่จะมาเป็นทหารรับใช้บ้านเรา นี่พันเล่าให้ฉันฟังเองว่าเมียดุมากไปเห็นกุ๊กกิ๊กกับใครที่ไหนเอาถึงตาย”

เมื่อคุณนายไฉววงศ์ตัดสินใจจะเอาพันแล้วใครก็เปลี่ยนใจไม่ได้ ผู้พันถ่วงเวลาบอกว่าไว้คุยกันพรุ่งนี้ตนง่วงแล้ว

“แล้วอยากนอนในห้องหรือนอกห้องล่ะคะผู้พัน?!” เป็นคำถามที่ทำให้ผู้พันพูดไม่ออกหลบสายตาก้มหน้างุด

ooooooo

พอผู้กองฉวีผ่องเข้าห้องนอนก็พึมพำว่าคุณพ่อแพ้อีกตามเคย ไปนั่งที่โต๊ะจะทำงานแต่ใจไพล่คิดถึงเรื่องพันขึ้นมาอีก

“มีเมียแล้วเนี่ยนะ เมียก็ดุ แล้วยังมีหน้ามาทะลึ่งทะเล้นอีก หาเรื่องตายชัดๆ ไอ้หนุ่มสุพรรณเอ๊ย!” พอรู้สึกตัวก็บ่นตัวเอง “แล้วเราจะเป็นห่วงเรื่องของนายพันกับเมียทำไมเนี่ย...ประสาท”

ผู้กองฉวีผ่องรวบรวมสมาธิทำงานต่อ ก็พอดีได้ยินเสียงแตรนอนแว่วมาพันนอนไม่หลับ นอนคิดถึงเรื่องที่จะเข้าไปเป็นทหารรับใช้บ้านผู้กองฉวีผ่องแล้วยิ้มหวาน บอกตัวเองว่า

“แค่ได้อยู่ใกล้ๆ แค่ได้เห็นหน้าทุกวัน ไอ้พันก็มีความสุขแล้วล่ะจ้ะ ฝันดีนะจ๊ะ...ผู้กอง”

รุ่งขึ้น เมื่อผู้พันสุทธิสารรู้เรื่องนี้ก็หงุดหงิดคิดไม่ตกว่า คิดยังไงถึงเอาไอ้บ้านั่นไปเป็นทหารรับใช้ บอกผู้กองว่าตนไม่ไว้ใจพลทหารพันนั่นเลย เสนอผู้กองทั้งที่ตัวเองกำลังตรวจคนไข้ว่า

“ผมว่าผู้กองท้วงคุณแม่เรื่องจะเอาพันมาเป็นทหารรับใช้ในบ้านให้ดูอีกทีไม่ดีเหรอครับ” เหตุผลคือ “สายตาที่มันมองผู้กองมันไม่ธรรมดาเลยนะครับ”

เพราะไม่มีสมาธิในการตรวจคนไข้ ผู้พันสุทธิสารเอาหูฟังที่กำลังตรวจหัวใจเลื่อนไปมาจนกระทั่งเลื่อนขึ้นไปถึงเบ้าตา ทำเอาคนไข้ตกใจถามว่า เดี๋ยวนี้เขาฟังหัวใจกันที่เบ้าตาเหรอจ๊ะคุณหมอ ผู้พันยิ้มเจื่อนรีบเอาหูฟัง ออกจากเบ้าตาคนไข้ตกเย็น หลังจากไปทานอาหารกันแล้ว ผู้พันสุทธิสารมาส่งผู้กองที่บ้าน ก่อนผู้กองลงจากรถยังย้ำอีกครั้งว่า

“อย่าลืมปรึกษาคุณแม่ผู้กองอีกทีนะครับ” อัจฉราหมั่นไส้ยื่นหน้าไปติงว่าย้ำคิดย้ำทำจังนะ ถูกผู้พันหันขวับปากชนแก้มอัจฉราพอดี! ผู้พันสะอึกอึ้ง ส่วนอัจฉราเอามือลูบแก้มทำตาปริบๆ แต่พอกลับถึงห้องพักก็คลำแก้มทำหน้างอนๆ บ่น

“อี๋...หนวดสากอย่างกับกระดาษทราย ขอโทษสักคำก็ไม่มี แถมยังเก๊กหน้าดุใส่อีก ใช่สิ! ไม่ใช่แก้มหนูแดงใช่ไหมล่ะ” บ่นแล้วนึกได้ “ว้าย...อัจฉราพูดอะไรเนี่ย เธอไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้พันสุทธิสารซะหน่อย...อี๋...”

ooooooo

เย็นนี้ขณะคุณนายไฉววงศ์นั่งแบ่งขนมปังกรอบที่ซื้อเป็นปี๊บมาแบ่งใส่ถุงจะเอาไปฝากร้านสวัสดิการขายได้กำไรครึ่งต่อครึ่ง หนูแดงเดินมาถามแม่ว่าคุณพ่อยังไม่กลับหรือ คุณนายบอกว่ากลับแล้วแต่งอนแม่ไปเดินอยู่ในสวนหย่อมโน่น

คุณนายบอกว่าสงสัยทำใจไม่ได้ที่แม่จะรับพันมาอยู่ร่วมชายคา หนูแดงถามว่าแล้วจะมาเมื่อไรหรือ

“มาเย็นนี้” คุณนายตอบไม่ทันสิ้นเสียง ก็ได้ยินเสียงโห่...ฮิ้ว...แว่วมา ต่างสงสัยว่าเสียงอะไร ใครแห่ขบวนอะไรมา ทั้งแม่และลูกรวมทั้งผู้พันผวนพากันออกไปดูที่ประตูรั้ว

เป็นขบวนแห่ส่งพันมาที่บ้านผู้พันนั่นเอง! พันรำเฉิบๆ หน้าบานมาในขณะที่พวกเพื่อนๆ ก็ตีกะละมัง เคาะหม้อแทนกลองยาวและฉิ่งฉาบกันครึกครื้น ผู้พันโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง ผู้กองไม่อยากให้มีเรื่องบอกคุณพ่อ คุณแม่พาพันเข้าบ้านดีกว่า

พรรคพวกพันโมเมจะตามเข้าไปทั้งโขยง ผู้พันเสียงเขียวใส่ไม่อนุญาต พันจึงตามเข้าไปคนเดียว พวกที่แห่มาก็พากันแห่กลับไป

พอเข้าบ้าน ผู้พันหันมองพันที่เดินตามหลังมาอย่างหงุดหงิด ถามว่าจะตามมาทำไม ไล่ไปให้พ้นหูพ้นตาเลย พันเลยสะพายสัมภาระจะขึ้นข้างบน

“เฮ้ยๆๆ นั่นเอ็งจะไปไหน”

“อ้าว...ก็ผู้พันให้ฉันไปให้พ้นหูพ้นตา ฉันเลยจะเอาของขึ้นไปเก็บในห้องน่ะจ้ะ”

“แล้วใครใช้ให้เอ็งทะลึ่งขึ้นไปชั้นบน” พันถามว่าไม่ให้ขึ้นชั้นบนแล้วจะให้ลงใต้ถุนหรือ ผู้พันขยับแข้งขยับขาอย่างหมั่นไส้เต็มทน คุณนายบอกว่าพันเขาไม่รู้ หนูแดงบอกพันว่าห้องเขาไม่ได้อยู่ข้างบน พันยิ้มเต็มหน้าถามเสียงหวานว่า

“แล้วอยู่ไหนเหรอจ๊ะ”

คุณนายพาพันไปที่ห้องเก่าของบุรินทร์ ถามว่านอนได้ใช่ไหม พอพันบอกว่าคุณนายให้ตนมารับใช้ที่บ้านก็บุญหัวแล้ว เรื่องกินเรื่องนอนไม่เป็นปัญหาเสื่อผืนหมอนใบสบายมาก คุณนายก็ยิ้มพอใจย้ำว่า

“จำไว้นะพัน อยู่ง่าย กินง่าย ใช้ประหยัดอย่างนี้ฉันชอบ”

ขณะนั้นเอง หนูแดงเอาปลอกหมอนกับผ้าปูที่นอนสีหวานมาให้ คุณนายบอกพันว่าเป็นของหนูแดงแต่ไม่ได้ใช้แล้ว ถามว่าจะเอาไหม

พันรีบขอบใจรับไว้แทบจะเอาไปกอด คุณนายบอกหนูแดงว่าเดี๋ยวแม่จะบอกหน้าที่ของพันก่อน หนูแดงไว้ให้พรุ่งนี้ก็ได้เพราะวันนี้พันฝึกมาทั้งวันแล้ว ให้เขาพักผ่อนก่อนดีกว่า พันฟังแล้วปลื้มหัวใจพองโตแทบทะลักออกมานอกอก มองผู้กองฉวีผ่องแล้วมองชุดเครื่องนอนเก่าของผู้กองอย่างดีอกดีใจ

คืนนี้ พันนอนกอดหมอนที่ใช้ปลอกของผู้กอง ฉวีผ่องรำพึงอย่างชื่นอกชื่นใจ...มีความสุข

“เฮ้อ...กลิ่นหอมผู้กองแหงๆ...ชื่นนนน...ใจ ไอ้พันจริง”

ooooooo

รุ่งเช้า พันทำงานได้ตามที่คุณนายบอกทุกอย่าง กระนั้นคุณนายก็ยังตามคุมอย่างใกล้ชิด

ที่โต๊ะอาหาร พันตักข้าวต้มหมูเสิร์ฟผู้พันผวน พันพยายามยิ้มแย้มอย่างเอาใจในขณะที่ผู้พันหน้าบูดแต่เช้า เมื่อตักข้าวต้มให้คุณนายก็ได้รับคำชมว่า

“ฉันคิดไม่ผิดเลยที่เลือกเธอ มาแค่วันเดียวช่วยงานฉันได้ตั้งหลายอย่าง แถมไม่ต้องสอนงานมากด้วย เก่งจริงๆพัน”

“ทำด้วยใจ รับใช้ด้วยแรงกายจ้ะ” พันสำบัดสำนวนตามเคย แต่พอตักให้ผู้กอง เธอตกใจถามว่าทำไมตักให้เยอะแยะ ตนกินไม่หมดให้ตักออกไปหน่อย “ผู้กองทำงานหนัก ใช้พลังงานเยอะ ต้องกินเยอะน่ะจ้ะ” บอกผู้กองว่า “ถ้าผู้กองกินไม่หมด เดี๋ยวฉันกินต่อเองจ้ะ”

คุณนายชมว่าข้าวที่พันเอามาหุงแล้วอร่อยจริงๆ พันบอกว่าข้าวหอมสุพรรณ แล้วร้องเพลงให้ฟัง “หอมทน หอมอร่อย นะกลอยใจพี่” พันลอยหน้าลอยตาร้องเพลงจนผู้กองกับคุณนายอดยิ้มไม่ได้

“ถุย!” ผู้พันทำเสียงถ่ม ฉวีผ่องตกใจถามว่าคุณพ่อเป็นอะไร พันถามว่ากระดูกหมูติดคอหรือ แล้วเข้าไปบอกให้อ้าปาก ผู้พันไม่ทันตั้งหลัก ถูกพันจับอ้าปากจะเอานิ้วล้วงเข้าไปเอากระดูกหมูออก “เฮ้ย...ปล่อย! เอ็งจะทำอะไรของเอ็งวะไอ้พัน ปล่อย!”

เลยวุ่นวายกันไปหมด เมื่อผู้พันดิ้นตะโกนให้ปล่อย ในขณะที่คุณนายบอกให้อยู่เฉยๆ ให้พันดูหน่อย ฉวีผ่องเห็นวุ่นวายเลยอาสา “ให้หนูแดงดูดีกว่าค่ะคุณพ่อ” แล้วสั่งพันให้ปล่อย

“แค่กระดูกติดคอ ไม่ต้องถึงมือผู้กองหรอกจ้ะ แค่มือไอ้พันก็อยู่แล้ว อยู่สุพรรณฉันก็เอาออกให้แพนด้าบ่อยๆ” ทั้งคุณนายและฉวีผ่องถามว่าที่สุพรรณมีแพนด้าด้วยหรือ “เปล่าจ้ะ นังแพนด้า หมาแถวบ้านฉันเอง”

“หมา!!” ผู้พันตาเขียวปั้ด

“จ้ะ...สี่ขา ร้องบ่าฮู้...”

ผู้พันผวนถลึงตาใส่พันตาแทบถลน พันรีบปล่อยมือจากผู้พัน ถอยไปตั้งหลัก ยิ้มเจื่อนทำใจดีสู้เสือ

ooooooo

คุณนายไฉววงศ์กับผู้กองฉวีผ่อง ช่วยกันห้าม ผู้พัน คุณนายบอกให้ใจเย็นๆ คนช่วยงานที่บ้านยิ่งหายากอยู่ ผู้พันโต้ว่าคนทั้งกองทัพมีทหารเยอะแยะ

“แต่ฉันถูกใจคนนี้ หาเด็กฉลาดๆ ทำงานไม่ต้องสอนมากอย่างนี้ไม่ได้แล้วนะคะคุณ!”

เมื่อคนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านเสียงเข้มเช่นนี้ ผู้พันก็ชะงัก ผู้กองไม่อยากให้เรื่องบานปลายเลยชวนผู้พันไปทำงานกันดีกว่า คุณนายเลยนึกได้สั่งงานพันเพิ่มอีกอย่างคือ “ทุกเช้า เธอต้องเช็ดรถผู้กองให้สะอาดรู้ไหม”

“ได้จ้ะ ตรวจน้ำกลั่น เช็กเครื่อง วัดน้ำมันเครื่องด้วยก็ยังไหว ขับไปส่งผู้กองทั่วราชอาณาจักรก็ยังได้จ้ะ”

ผู้พันค้านทันที แต่คุณนายกลับยิ้มถามอย่างสนใจว่า “ไหนว่าอะไรนะ เธอขับรถได้ด้วยเหรอพัน”

ผู้พันทำท่าไม่อยากขึ้นรถที่พันขับบอกว่าตนขี่จักรยานไปเองได้ คุณนายบอกให้นั่งไปกับลูกดีแล้วจะได้ดูด้วยว่าพันขับรถใช้ได้หรือเปล่า หนูแดงก็จะได้ไม่ต้องติดรถคนโน้นคนนี้ไปทำงานด้วย

“ไปเถอะค่ะคุณพ่อ เดี๋ยวจะสาย” ผู้กองเร่งแล้วสั่ง “ไป...ออกรถได้แล้วพัน”

พันขับรถออกจากบ้าน ผู้กองชมว่าขับรถใช้ได้ถามว่าเคยขับรถที่ไหนมาก่อนรึเปล่า พันคุยโวว่าตนเคยขับรถอีแต๋น รถสิบล้อ เคยมาหมดแล้วคันเล็กๆแค่นี้หมูๆ ผู้พันฟังแล้วสยองเสนอให้เปลี่ยนคนขับดีกว่าขืนให้ขับออกถนนใหญ่เดี๋ยวได้บรรลัยวายวอดทั้งถนนแน่ แล้วสั่งพันให้จอด

“แหม...อย่าเพิ่งตกใจจ้ะ ฉันลืมบอกไปอย่างว่าฉันเคยขับรถเก๋งให้เจ้านายที่เป็นเจ้าของโรงสี เพราะงั้นไม่ต้องห่วง รับรองถึงที่หมายโดยปลอดภัยแน่นอนจ้า” พันคุยอารมณ์ดีแล้วขับรถไปอย่างมืออาชีพ

เมื่อพันขับรถผ่านไปที่สนามหญ้าในกรม พวกอ่ำกำลังฝึกคลานสูงคลานต่ำกันอยู่ อ่ำเห็นรถผู้กองขับมาก็บอกพรรคพวกให้หยุดดู พันเปิดกระจกรถลงโบกมือให้เพื่อนๆ อ่ำตะโกนอย่างตื่นเต้น “เฮ้ย...ไอ้หมา” นุ้ยอุทานทึ่ง “โอ้โห...เท่ชะมัดเลย” ส่วนสืบร้องบอกใครๆ ว่า “พัน...พันพ่ะย่ะค่ะ” หมู่ทองกับหมู่ชาญยุทธเห็นผู้พันกับผู้กองนั่งในรถก็ยืนตรงตะเบ๊ะพึ่บ

พันเห็นเพื่อนๆ พากันโบกมือหย็อยๆ ก็ชะลอรถ ผู้กองถามพันว่าทำอะไร พันบอกว่าทักทายเพื่อนฝูง นิดหน่อย พอรถคล้อยไปเล็กน้อย หมู่ชาญยุทธก็หันมาเอ็ดพวกอ่ำว่าจะโบกมืออีกนานไหม กำลังฝึกอยู่ ใครใช้ให้เต้นแร้งเต้นกา ไม่มีวินัยเสียเลย หมู่ทองก็ปรามว่า

“แถมผู้พันกับผู้กองนั่งมาด้วยยังไม่ยอมทำความเคารพอีก ไม่มีมารยาท ยี่สิบ!” อ่ำบ่นอุบพลางควักแบงก์ยี่สิบให้ หมู่ทองจะรับพลันก็นึกได้ “ไม่ใช่โว้ย ข้าไม่ได้เอาเงินยี่สิบ ข้าให้พวกเอ็งวิดพื้นยี่สิบ”

พรหมมาต่อรองขอเหลือแค่สิบไม่ได้หรือ “ต่อรองเหรอ...ห้าสิบ!” หมู่ทองสั่งเข้ม พวกนั้นเลยไม่มีใครกล้าแอะ ต่างก้มหน้าก้มตาวิดพื้นกันเงียบกริบ

ส่งผู้พันที่หน้ากองบัญชาการแล้ว ผู้กองบอกพ่อว่าไม่ต้องห่วง ผู้พันสั่งว่าถ้ามันทะลึ่งลามปามให้บอก พ่อจะสั่งลงโทษมันเอง แล้วปรามพันว่า “ข้ามีลูกสาวคนเดียวถ้าลูกสาวข้าเป็นอะไป ข้าเอาเอ็งตาย!”

“จ้ะๆ รับรองไม่มีตุกติกจ้ะ” พันรับรองแข็งขัน พอผู้พันผวนลงจากรถ พันก็ทำมือ “I LOVE YOU” ให้แล้วรีบออกรถทันที ผู้พันคำรามตามไปอย่างเจ็บใจ

“ไอ้พัน...ฮึ่ย...นี่ถ้าเมียข้าไม่ถือหางเอ็งไว้ เอ็งป่นไปนานแล้วฮึ่ม!”

ooooooo

เมื่อพันไปส่งผู้กองฉวีผ่องที่หน้าอาคารในโรง- พยาบาล อัจฉราถามว่าพันขับรถใช้ได้ไหม ผู้กองบอกว่าใช้ได้ แต่ถ้าลดความทะลึ่งทะเล้นลงบ้างก็จะดีกว่านี้

แต่ถึงคราวซวยของพัน เพราะพอออกรถมา เจอผู้พันสุทธิสารขับรถสวนเข้าไปพอดี พอเจอผู้กองก็ถามทันทีว่า

“นี่คุณอาไว้ใจมันขนาดให้มาเป็นพลขับผู้กองด้วยเลยเหรอครับ”

“พันเขาขับรถดีนะคะ ส่วนเรื่องทะลึ่งตึงตังคงต้องค่อยๆสอนกันไป”

“แต่ผมไม่ไว้ใจมันเลย หัวนอนปลายเท้าก็ไม่รู้จัก แล้วนี่ถ้าผู้กองต้องกลับบ้านดึกๆ หรือไปต่างจังหวัด...”

ผู้พันพูดไม่ทันจบ อัจฉราก็ส่งเสียงร่าเริงพร้อมชูซองจดหมายราชการเข้ามา พอเห็นหน้าผู้พันสุทธิสาร เธอก็ทำหน้านิ่ง พูดกับผู้กองฉวีผ่องว่า “ทริปท่องเที่ยวมาแล้วจ้ะ”

เป็นเอกสารสัมมนาแพทย์ทหารบกภูมิภาคอาเซียนที่หัวหิน ผู้กองถามตื่นเต้นว่าแล้วมีใครได้ไปบ้าง?

“หนูแดง ฉัน แล้วก็นี่...” อัจฉราชี้ส่งเดชไปที่ผู้พันสุทธิสาร ผู้พันหัวเสียที่อัจฉราทำราวกับตนเป็นหัวหลักหัวตอ

ooooooo

พันยังทำคะแนนให้ตัวเองอย่างต่อเนื่อง จับเส้นคุณนายได้ก็ยึดคุณนายเป็นหลักเพราะคุณนายคือ

ผู้ชี้ขาดทุกปัญหาในบ้าน วันนี้ก็ไปสั่งต้มยำกุ้งที่ร้านหมู่ทองบอกให้กระรอกทำให้สุดฝีมือ เอากุ้งตัวใหญ่ๆ แล้วตัวเองก็ไปเบิกเบี้ยเลี้ยงเดี๋ยวมา

คืนนี้ขณะที่ครอบครัวผู้พันกำลังนั่งกินอาหารกันอยู่โดยมีต้มยำกุ้งเป็นเมนูหลักของโต๊ะ พันก็มานั่งยองๆ ที่พื้นยื่นซองขาวให้คุณนาย ผู้พันเห็นเป็นซองขาวก็หัวเราะชอบใจนึกว่าพันถอดใจขอลาออก พันบอกเปล่าไม่ใช่ แล้วชี้แจงว่า

“ซองเบี้ยเลี้ยงทหารเกณฑ์จ้ะ ตั้งแต่อยู่กรมทหารมาเป็นเดือน ฉันสะสมมาได้ก็ร่วมสี่พัน ฉันให้คุณนายจ้ะ”

“ตายแล้ว มาให้ฉันทำไม ทำไมไม่เก็บไว้ใช้จ๊ะ” คุณนายทำเป็นแปลกใจแต่ใบหน้ายิ้มแย้มดีใจ

“ฉันอยู่นี่ก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ แถมบ้านนี้ก็ยังให้ที่หลับที่นอนแสนสบาย ได้บารมีของผู้พันกับคุณนายคุ้มกะลาหัว ฉันต้องตอบแทนพระคุณจ้ะ” ผู้กองถามว่าแล้วทำไมไม่เอาไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัด “พ่อแม่ปลูกข้าวกินเอง อยากกินผักผลไม้ก็มีในบ้าน อยากกินปลาก็จับในบ่อ เขาไม่ต้องจ่ายอะไรหรอกจ้ะ พ่อแม่ฉันสอนให้ฉันรู้คุณข้าวแดงแกงร้อน ฉันกินที่นี่นอนที่นี่ฉันต้องทดแทนคุณจ้ะ”

“โถ...พ่อคุณ เห็นไหมคะคุณ เราเลือกคนไม่ผิดจริงๆ นอกจากขยันรู้งานแล้ว น้ำใจยังงาม วันนี้นอกจากซื้อต้มยำกุ้งตัวโต๊โตมาฝากเราแล้วยังอุตส่าห์รู้จักบุญคุณ เอาเงินเอาทองมาฝาก” หนูแดงจะทักท้วงคุณนายก็รีบตัดบท “แม่บอกว่าฝากไงลูก ฝากไว้ ขัดสนยังไงก็บอกนะจ๊ะพัน” พูดพลางคุณนายพับซองเงินใส่กระเป๋าเนียนๆ

ผู้พันถอนใจเซ็งๆ เปลี่ยนเรื่องบอกผู้กองว่า “เออ...หนูแดง วันนี้พ่อเจอท่านเจ้ากรม ท่านบอกว่าหนูได้รับคัดเลือกไปสัมมนาแพทย์ที่หัวหินเหรอลูก” ผู้กองบอกว่าไปเสาร์อาทิตย์ต้นเดือนหน้านี้ คุณนายถามว่าเอารถของเราไปหรือเปล่า “ไปนอนค้างอ้างแรมอย่างนั้น จะให้หนูแดงไปกับไอ้พันได้ยังไง ไม่ได้...ยังไงก็ไม่ได้ ผมไม่ยอม”

“แล้วมันยังไงคะ เมื่อก่อนบุรินทร์ก็ขับไป” คุณนายย้อนถามไม่พอใจนัก ผู้พันอ้างว่านั่นมันบุรินทร์แต่นี่มันไอ้พัน คุณนายตัดบทว่า “คุณก็เห็นว่าพันมันซื่อขนาดไหน ฉันเชื่อว่าฉันมองคนไม่ผิดเอาเป็นว่าฉันตัดสินใจแล้วว่าจะให้พันไป”

ผู้พันจะไปด้วย คุณนายบอกว่าเขาไม่ได้เชิญคุณ ถามว่าก่อนแต่งงานเคยสัญญากับตนว่าอย่างไร ผู้พันเลยเปลี่ยนเป็นจะให้ผู้กองติดรถผู้พันสุทธิสารไป ผู้กองบอกว่าตนไม่อยากรบกวนผู้พันสุทธิสาร ย้ำกับพ่อว่า

ไม่ต้องห่วง พวกตนไปกันตั้งหลายคน ตอนนี้ที่ตนห่วงมากกว่าก็คือ “วันที่ไปสัมมนามันตรงกับวันที่ปล่อยทหารเกณฑ์กลับบ้านน่ะสิคะ

“เออ...จริง...” ผู้พันยิ้มกว้าง “ฮ่าๆ เสียน้ำลายเถียงกับคุณคอแทบแตก ลืมไปไอ้พันต้องกลับบ้าน ฮ่ะๆๆไอ้พันต้องกลับบ้าน ไอ้พันขับรถให้หนูแดงไม่ได้โว้ยฮ่าๆๆ”

“ได้จ้ะ” พันเอ่ยขึ้น แล้วพูดอย่างเข้มแข็ง “หน้าที่ย่อมต้องมาก่อนเรื่องส่วนตัว วันนั้นฉันจะขับรถให้ผู้กองเองจ้ะ”

“อุ๊ย...ดีมากจ้ะพัน ขอบใจนะพัน” คุณนายยิ้มร่าดีใจที่ชนะผู้พันและสมใจที่ได้พันขับรถให้หนูแดง

ooooooo





นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"เข้ม-อ๊อฟ" ขอบคุณแฟนละคร “เผาขน” ฟาดเรตติ้งเปิดตัวสูงสุดของปี

"เข้ม-อ๊อฟ" ขอบคุณแฟนละคร “เผาขน” ฟาดเรตติ้งเปิดตัวสูงสุดของปี
17 พ.ค. 2564

12:00 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 เวลา 22:37 น.