ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ผู้กองยอดรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: 'เต๋อ' หยอดมุขฮาจีบ 'มาร์กี้' จับตา 'ผู้กองยอดรัก' ม้ามืดกวาดเรตติ้ง



ที่ลานหน้ากรมทหาร หมู่ทองสั่งให้เข้าแถวตาม ลำดับไหล่ ปรากฏว่าทหารเกณฑ์มาใหม่ต่างตื่นเต้นกับเรื่องใหม่ๆ และเสียงเข้มของหมู่ทอง ต่างขยับกันวุ่นสูงต่ำไม่เป็นระเบียบ

“โอ้โห...เละ! สงสัยต้องอัดกันอีกเยอะ” หมู่ทองบ่นอย่างเหนื่อยล่วงหน้า

ขณะนั้นเองมีแถวทหารหญิงวิ่งผ่านหลังหมู่ทองไป พวกทหารพากันมองทหารหญิงหันหน้ามองตามเป็นระเบียบโดยไม่ต้องสั่ง อ่ำถึงกับรำพึงว่า

“โห...รู้งี้เกณฑ์ทหารตั้งนานแล้วไอ้พัน”

“ก็ข้าบอกเอ็งแล้วเป็นทหารน่ะคุ้ม” พันบอกอ่ำไปอย่างนั้น แต่ใจคิดไปไกลแล้ว

“ทั้งหมดแถวตร๊ง!” เสียงหมู่ทองสั่งเข้มแข็ง พวกพันสะดุ้งหันมายืนแถวตรงแต่ยังอดเหล่ไปที่ทหารหญิงไม่ได้ หมู่ทองบ่นอย่างขัดใจ “ไอ้พวกนี้นี่ เข้ากรมวันแรกก็เอาซะแล้ว”

“แล้วนี่พวกฉันจะเดินเข้าไปได้รึยังจ๊ะ ร้อนจะแย่แล้ว” พันถามขึ้น

“พวกแกจะร้อนเมื่อฉันสั่งให้ร้อน หนาวเมื่อฉันสั่งให้หนาว หิวเมื่อฉันสั่งให้หิว อิ่มเมื่อฉันสั่งให้อิ่ม ตด

เมื่อฉันสั่งให้ตด” เสียงอ่ำตดปู้ดทันที หมู่ทองมองขวับ “ใครตด ก้าวเท้าออกมาซะดีๆ” ทุกคนมองกันไปมาแต่ไม่มีใครตอบ “ข้าถามว่าใครตด!”

พันกระซิบอ่ำว่าถ้าไม่รับจะพาเพื่อนๆเดือดร้อนไปหมด อ่ำถามหน้าเครียดว่ารู้ได้ไงว่าตนตด พันอ้างว่าจำกลิ่นตดของอ่ำได้ อ่ำด่าหน้าตายว่า “ไอ้บ้า ตดใครมันก็เหม็นเหมือนๆกันแหละ อย่ามามั่ว”

“ลูกผู้ชายชาติทหาร ทำผิดแต่ไม่ยอมรับผิด ดีล่ะ!” หมู่ทองตะโกนบอก “ถ้าไม่มีใครรับอย่าหาว่าข้าใจร้ายนะโว้ย” หมู่ทองโมโหจนลมตีลงตดปู้ดออกมาลั่น ทหารเกณฑ์ทุกคนถามพร้อมกันว่าใครตด แล้วเอามืออุดจมูกหันมองหมู่ทองเป็นตาเดียว หมู่ทองเขิน ชี้ไปที่พัน “เอ็งนั่นแหละตด”

“อะไรกันหมู่ ชายชาติทหารทำผิดก็ต้องยอมรับผิดสิจ๊ะ” พันเอาคำของหมู่ทองย้อนเอาบ้าง

“ไอ้พวกนี้นี่ กล้าย้อนผู้บังคับบัญชาเหรอ ดี...อย่างนี้ต้อง...”

ผลคือ...บรรดาทหารเกณฑ์ใหม่ต่างต้องคลานเข่าบนถนนตามกันกระดื๊บ...กระดื๊บ อย่างทุลักทุเล พันหันบ่นอ่ำที่คลานอยู่ข้างๆว่า

“ไอ้อ่ำนะไอ้อ่ำ ตดตอนไหนไม่ตด ดันมาตดตอนนี้”

“ตดมันจะมาใครจะยั้งอยู่วะ อย่ามาโบ้ยข้าไอ้พัน ยังไงๆ ไอ้หมู่โหดนั่นก็ตั้งใจแกล้งพวกเราอยู่แล้ว ฮือๆเกิดเป็นคนแต่ต้องมาคลานเหมือนหมา ทุเรศจริงๆเลย”

“เฮ้ย! นินทาใครวะ” หมู่ทองหูดีมาก อ่ำรีบบอกว่าเปล่านินทา แค่พูดลับหลังเฉยๆ ว่าแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาคลานเข่าไปหน้าตาเหยเก

ooooooo

อ่ำเผลอยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งมัดตัว หันไปเห็นหมู่ทองนั่งตรงบันไดรถบัสที่หมู่ทองบอกว่างบหมดแล่นผ่านไปช้าๆ อ่ำอุทาน “ตาเถร!” เป็นเรื่องทันที หมู่ทองชี้หน้าปรามว่าเรียกชื่อพ่ออีกแล้ว อ่ำบอกว่าไม่ได้เรียกแค่อุทานเฉยๆ แล้วถอนใจยาว

พันถามว่าไหนว่างบหมดไง หมู่ทองไปน้ำขุ่นๆ ว่า “งบขนพวกแกน่ะหมด แต่บังเอิญต้องเอารถไปเก็บข้างในโว้ย ฮ่าๆๆ” อ่ำสบถว่าหลอกกันชัดๆ “ไม่ต้องบ่น ก้มหน้าก้มตาคลานไป อีกสิบนาทีเจอกันหน้ากองบัญชาการ ใครช้าอดข้าวเย็นโว้ย ฮ่าๆๆ”

อ่ำโวยว่าแล้วกองบัญชาการอยู่ไหนล่ะ พันบอกว่าอย่าบ่นเลย รีบคลานตามรถที่หมู่นั่งไป ทุกคนคงโดนเหมือนกันนั่นแหละ แต่ครู่เดียวก็มีรถบัสขนทหารอีกสองคันแล่นมามีทหารใหม่นั่งมาเต็ม ซ้ำพวกที่นั่งมาในรถยังชะโงกมองพัน อ่ำและพวกทหารเกณฑ์ที่กำลังคลานกระดื๊บ...กระดื๊บ มาตามถนนแล้วพากันหัวเราะขำ

“โอ้ว...มายก็อด สงสัยเป็นคนไม่ชอบ ชอบเป็นหมาโว้ยฮ่าๆๆ” พรหมมาหนุ่มอีสานหัวเราะชอบใจ

อ่ำฉุนขาดลุกขึ้นท้าเหยงๆ ว่าแน่จริงให้โดดลงมาพูดใกล้ๆบาทานี่ พวกทหารใหม่บนรถยิ่งโบกมือหัวเราะกันจุก อ่ำยุพันว่านี่มันดูถูกคนสุพรรณชัดๆ อย่างนี้ยอมไม่ได้ แต่หันไปไม่เห็นพันแล้ว มองไปเห็นพันกับพวกคลานกันอยู่ไกลๆ อ่ำตะโกนเรียก พันหันบอกว่าตนกลัวอดข้าวเย็นมากกว่า แต่ถ้าอ่ำจะยืนเห่าอยู่นั่นก็ตามใจ ตนไม่เอาด้วย แล้วคลานต่อไป

อ่ำขยับจะวิ่งตาม นึกได้ว่าต้องคลาน เลยรีบลงคลานตามไปอย่างทุลักทุเลแต่พอไปถึงลานหน้ากองบัญชาการ หมู่ทองยิ้มเยาะบอกว่า

“ในที่สุด พวกแกก็มาไม่ทันกำหนด อดมื้อเย็นไปแล้วกันนะไอ้น้อง” พันขอให้ผ่อนผันหน่อยไม่ได้หรือ คนไทยให้กันได้ “ให้ได้ แต่ไม่ให้โว้ย ฮ่าๆๆ”

พันบอกอ่ำว่าไม่ต้องตกใจ ตนมีเสบียงแม่ให้มา เพียบ อ่ำค่อยใจชื้นขึ้นมา แต่พอมองไปที่รถ เห็นหมู่ทองกับครูฝึกกำลังกินของที่แม่จันทร์ให้พันมากันอย่างเอร็ดอร่อย ซ้ำยังขอบใจพันที่อุตส่าห์เอามาฝาก บอกพวกพันที่ยืนมองกลืนน้ำลายเอื๊อกๆว่า “พวกแกยืนรอแป๊บ เดี๋ยวพวกฉันกินเสร็จแล้วค่อยลอกคราบ”

พวกพันหันมองหน้ากันงงๆ “ลอกคราบ” ที่หมู่ทองว่า คือเปลี่ยนเสื้อผ้าและตัดผม ทหารใหม่ถอดเสื้อใส่กางเกงตัวเดียวนั่งเรียงกันเป็นตับ มีทหารสามสี่คนถือปัตตาเลี่ยนไถหัวทีละคน...

ทีละคน กล้อนจนเตียน พันขอให้ช่างตัดผมตนให้หล่อๆหน่อย

“ไม่ต้องห่วง พวกแกได้หล่อเลี่ยนเตียนโล่งเท่าๆกันแน่”

ลูกน้องหมู่ทองไถปัตตาเลี่ยนหัวแล้วหัวเล่า พอใกล้ถึงอ่ำ ก็ทำท่าจะลุกหนี หมู่ทองรู้ทันโดดนั่งทับทันที

“ฉันจะกลับบ้าน อ๊าย!...มาทับทำไมตาเถร!”

อ่ำโวย หมู่ทองฉุนเลยสั่งลูกน้องให้ไถหัวไอ้หมานี่หนักๆเลย ช่างไม่ทันไถอ่ำก็โวยลั่นไปก่อนแล้ว

ooooooo

ขณะนั้นเอง ผู้กองฉวีผ่องนั่งรถผ่านมาเห็นทหารเกณฑ์มากมาย บอกบุรินทร์ให้ชะลอรถหน่อย แล้วเลื่อนกระจกหน้าต่างรถลงดู

ผู้กองรำพึงอย่างเข้าใจบรรดาทหารเกณฑ์ว่าวันแรกในกรมพวกทหารใหม่คงกลัวน่าดู เห็นจากบ้านมาอย่างนี้บางทีก็อดสงสารไม่ได้เหมือนกัน

ขณะรถผู้กองแล่นผ่านไปช้าๆ พันกำลังนั่งให้ตัดผมอยู่ เงยหน้าเห็นพอดี “เฮ้ย...นั่นมัน!” พันเผลอจะลุกขึ้น ถูกช่างกดลงจนหัวทิ่ม แต่ยังมองผู้กองฉวีผ่อง เป็นจังหวะที่ผู้กองมองมาพอดี ตาต่อตาประสานกันปิ๊ง! ต่างนิ่งไปไม่รู้ตัว


พันยิ้มให้ผู้กองไม่พอยังส่งจูบให้ด้วย ผู้กองตกใจชักสีหน้าใส่แล้วขยับนั่งคอแข็งอย่างสงวนท่าทีพร้อมกับปิดกระจกรถ พันมองตามรำพึงอย่างมีความหวัง

“แหม...ไอ้พันเชื่อแล้วว่าบุพเพสันนิวาสมีจริงๆ”

ooooooo

ฝ่ายกำนันพูนกับแม่จันทร์ พันไปไม่ทันข้ามวันก็ทนไม่ไหวแล้ว ไปกราบหลวงตาเขม รำพึงรำพันความคิดถึงไอ้หมาของตน จนหลวงตาต้องเทศนาว่า

“ลูกนกโตแล้ว จะให้มันขดตัวนอนในรังพ่อแม่มันตลอดไปได้ยังไง ปล่อยให้มันบินไปเห็นโลกกว้างนั่นน่ะถูกแล้ว”

“แหม...หลวงพ่อ ที่ผ่านมาฉันก็ตามใจมันจน...โอ๊ย! หลวงพ่อตีหัวฉันทำไม” กำนันโดนหลวงพ่อเอาไม้ตะพดเคาะหัวโป๊ก จนคลำหัวป้อยๆ

“ก็ตีเรียกสติเอ็งไงวะไอ้กำนัน ถามจริง ชีวิต ไอ้พันเนี่ย เป็นของมันหรือเป็นของมึงวะ ทุกวันนี้เอ็งสองคนหายใจให้มันรึเปล่า” ทั้งสองตอบพร้อมกันว่าเปล่าจ้ะ “อ้าว...ก็รู้นี่ ไอ้พันมันไปฝึก ไปเรียนมหาวิทยาลัยชีวิตเอ็งสองคนควรจะดีใจกับมัน ที่มันจะได้เป็นลูกผู้ชายที่สมบูรณ์แบบมากขึ้นไม่ใช่เหรอ”

กำนันกับแม่จันทร์มองหน้ากันพูดไม่ออก

“ที่สำคัญ การที่ไอ้พันไปเป็นทหารเกณฑ์ รึไม่ว่าจะโลกแตกอีกร้อยรอบพันรอบ สิ่งหนึ่งที่จะไม่มีวัน เปลี่ยนแปลงคืออะไรรู้ไหม...ไอ้พันมันก็ยังเป็นลูกของเอ็งสองคนไม่เปลี่ยนแปลง”

ทั้งสองฟังหลวงพ่อพูดแล้วพยักหน้าอย่างสบายใจขึ้น

ooooooo

“ลอกคราบ” กันเสร็จแล้ว บรรดาทหารเกณฑ์มาเข้าแถวที่หน้าลานโรงนอน ผู้พันผวนมาพบปะแนะนำตัวเอง พอแนะนำว่าตนชื่อ พันเอกผวน อุตตมโยธิน ก็มีเสียงซุบซิบกันอึง

อ่ำปากเปาะกว่าเพื่อนบอกว่าชื่อผวนเชยยิ่งกว่าควายบ้านตนเสียอีก นอกนั้นก็กระเซ้าเย้าแหย่กันไปตามประสา พันทันสมัยกว่าใคร บอกว่าเด็กๆ ผู้พันอาจชื่อ เดชนะ อ่ำถามว่ารู้ได้ไง คนอะไรชื่อพิเรนทร์

“อ้าว...เดชนะ ก็ณเดชไงวะ ไอ้ฟาย แหม...” พันเฉลยด่าอ่ำติดปาก อ่ำแรงกว่าสวนทันควันว่า

“แหม...ไอ้หมา เล่นมุกฟายๆ นะมึงนะ ฮ่า...”

“ชื่อได้ แต่หน้าผู้พันไม่ได้ว่ะ สงสัยต้องไปเกิดใหม่หลายๆชาติ ฮ่าๆๆ” พรหมมาผสมโรงผู้พันผวนชะงักมองขวับถามเสียงเข้ม “ใครใช้ให้หัวเราะ!” ทุกคนเงียบกริบต่างทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ทันที

ผู้กองฉวีผ่องกลับไปช่วยแม่ทำอาหารที่บ้าน ระหว่างนั้นแม่ลูกคุยกันว่าป่านนี้คุณพ่อคงกำลังอบรมพวกทหารใหม่เป็นชุด ฉวีผ่องนึกถึงพัน พูดอย่างสะใจว่าดีหัดเจียมตัวเสียบ้างนิสัยลามปาม ไฉววงศ์ก็ยังไม่เอะใจจนเมื่อคุยต่อว่าพวกทหารเกณฑ์รักคุณพ่อเรานะ บุรินทร์เห็นด้วย เล่าว่าวันปลดประจำการร้องไห้กันกระจองอแง วิ่งไปกอดผู้พันกันเป็นแถว

“ฮึ่ย...ใครจะไปรักลง รักไม่ลงหรอกค่ะ” ฉวีผ่องโพล่งออกไป คราวนี้ไฉววงศ์มองหน้าถามว่าทำไมหนูแดงพูดอย่างนี้ โกรธอะไรคุณพ่อ ทำไมถึงรักคุณพ่อไม่ลง ฉวีผ่องรู้สึกตัว ปฏิเสธอึกอักว่า “เออ...ปละ...เปล่าค่ะคุณแม่” เมื่อคุณแม่ยืนยันว่าเมื่อกี๊ลูกพูด เธอก็เฉไฉว่า “เอ่อ...ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่คุณพ่อ”

“อ้าว...ไม่ใช่คุณพ่อแล้วใครลูก ที่หนูรักไม่ลงน่ะ” ไฉววงศ์มองหน้าอย่างอยากรู้ ทำเอาฉวีผ่องอึดอัดมาก

ooooooo

พวกทหารใหม่ถูกหมู่ทองฝึกอย่างหนัก ยกแรกก็ให้วิดพื้นกันจนหมดแรงแล้วสั่งลุก แต่ละคนยักแย่ยักยันลุกก็เร่งไวๆ เดี๋ยวมีรอบสอง จนผู้พันผวนเข้ามายกมือห้าม

“วันนี้วันแรก ฉันไม่อยากให้พวกแกขวัญกระเจิงเสียก่อน แต่พรุ่งนี้คือวันที่พวกแกต้องฝึกเรื่องวินัย ฝึกจนเข้าไปอยู่ในสายเลือด เพราะทหารต้องมีวินัยและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาเข้าใจไหม”

“เข้าใจจ้า” เสียงพันโด่มาคนเดียว ผู้พันถามว่าเสียงใคร ชัดเจนแจ่มแจ๋วเข้าท่าดีถึงกับเดินไปมองหน้า แต่พอเห็นหน้าพันก็ผงะเครียดทันที ร้องราวกับเห็นผี

“เอ็ง...ไอ้...ไอ้! ไอ้ทะลึ่ง!!” หมู่ทองรีบเข้ามาถามว่าไอ้นี่มันทำอะไรผู้พัน “ก็...มัน...มันเข้าฝัน!”

ทุกคนมึน งง จนเมื่อผู้พันรู้สึกตัวเลยรีบบอกว่าไม่มีอะไร ถามว่ามากันครบหมดแล้วใช่ไหม

“ตามรายชื่อแล้วยังขาดอีกสามครับ...” หมู่ทองรายงานไม่ทันจบ รถบัสทหารคันหนึ่งก็เข้ามาจอด ทุกคนมองอย่างสงสัย เห็นหมู่ชาญยุทธก้าวลงจากรถแล้วหันไปเรียกทหารใหม่ด้วยเสียงเฉียบขาด

“เอ้า...ลงมาได้แล้ว”

นุ้ย หนุ่มใต้ แต่งตัวแบบนักร้องเพื่อชีวิต ตามด้วยสืบ ในชุดลิเกรำป้อลงมาพร้อมกับร้องลิเกเจื้อยแจ้ว แต่พอมาถึงบันไดก็สะดุดกลิ้งลงมาไม่เป็นท่า พวกทหารเกณฑ์พากันขำแต่ไม่กล้าหัวเราะกลั้นขำกันเสียงกึ้กๆๆตัวกระเพื่อม

ผู้พันถามว่าทำไมพวกนั้นเพิ่งมา หมู่ชาญยุทธรายงานว่า “พวกมันขึ้นรถผิดครับ กว่าจะตามมาได้แทบแย่ คนหนึ่งจากราชบุรี อีกคนมาจากใต้โน่นครับ”

“เอามันไปลอกคราบ อ้อ...เอาเสด็จพี่นั่นก่อนเลยนะ ท่าทางเครื่องทรงจะถอดยาก เฮ้อ...ท่าทางรุ่นนี้ยอดมนุษย์ทั้งนั้น” ผู้พันบ่น รู้สึกเหนื่อยตั้งแต่วันแรกที่เห็นทหารเกณฑ์พวกนี้แล้ว

ooooooo

ไฉววงศ์เอ่ยที่โต๊ะอาหารกับผู้พันผวนและฉวีผ่องว่า แต่ละปีทหารพวกนี้ก็มีแปลกๆ ไม่ซ้ำแบบกันดี

“เออ วันนี้มีทหารใหม่อยู่คน ผมไม่ค่อยถูกชะตากับมันเลย” ผู้พันบ่น ไฉววงศ์ถามว่าเกเรหรือว่าประวัติไม่ดี ฉวีผ่องถามว่าหรือเส้นใหญ่มาจากไหน

“มันมาเข้าฝันพ่อ ก็วันนั้นที่ผมเกือบเตะก้านคอคุณเข้าไง ในฝัน ผมกำลังไล่เตะมันอยู่ ไม่นึกว่ามันจะมีตัวตนจริงๆ”

ฉวีผ่องติงว่าคุณพ่อคิดมากไปหรือเปล่า ส่วนไฉววงศ์บอกว่าก็แค่พลทหารจะมาทำอะไรคุณได้

“ก็ในฝันมันมาจีบหนูแดงลูกสาวเราน่ะสิคุณ!” ผู้พันโพล่งออกมา แล้วเล่าฝันที่เห็นพันมาจีบผู้กองฉวีผ่องอย่างมีอารมณ์

ฉวีผ่องเห็นอารมณ์ของพ่อก็บอกว่าอย่าไปทำอะไรเขาเพราะคุณพ่อเป็นผู้บังคับบัญชาเกิดใจร้อนทำอะไรขึ้นมาจะไม่ดี

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงลูก พ่อไม่ทำอะไรให้เสื่อมเสียชื่อเสียงพ่อแน่ แต่ถ้าไอ้หมอนั่นมาวอแวเกาะแกะกับลูกสาวพ่อเมื่อไหร่ มันตาย!!”

ไฉววงศ์กับฉวีผ่องมองหน้ากันขำๆ กับอาการหวงลูกสาวของผู้พันที่เห็นเป็นประจำ

ooooooo

ฝ่ายพวกทหารเกณฑ์ ผ่านการอาบน้ำหมู่อย่างทุลักทุเลไม่พอ ยังถูกหมู่ทองแกล้งและขู่ว่าใครทำน้ำหกใช้น้ำเปลือง คืนนี้ไม่ต้องนอนจะให้วิ่งรอบกรมจนเช้า

อ่ำคิดอาบน้ำทางลัดแทนที่จะใช้ขันเหมือนใครๆ ก็ใช้กะละมังแทน พอถูกหมู่ทองแกล้งสั่งให้ตักน้ำและยกชูขึ้น อ่ำก็ชูก็ยกน้ำทั้งกะละมังชูขึ้นจนแขนสั่นขาสั่น สุดท้ายทนไม่ไหวเทราดตัวยอมวิ่งรอบกรมแทน

เมื่อถึงเวลานอน หมู่ทองยืนประกาศในเรือนนอนว่าห้ามทุกคนออกไปเพ่นพ่านจนกว่าจะได้ยินเสียงแตรปลุกตอนเช้า ย้ำก่อนออกไปว่า

“ทั้งหมดนอนได้แล้ว จำไว้ อย่าเดินเพ่นพ่าน เห็นอะไรได้ยินอะไรอย่าทัก อย่าตกใจ เข้าใจไหม” พันกับสืบทำท่าขนหัวลุกถามว่ามีอะไรหรือเปล่า หมู่ทองเล่าเป็นฉากๆว่า “กรมนี้สร้างมาร่วมร้อยกว่าปีแล้ว เรือนนอนหลังนี้ก็มีอายุเท่าๆกับกรม...สมัยสงครามโลก เรือนนอนหลังนี้เคยโดนระเบิดลง ทหารเรือนนอนตายเรียบ แต่ละศพเละไม่มีชิ้นดี”

พรหมมาถามเสียงสั่นๆ ว่าแล้วมันยังไงเหรอหมู่

“พวกเขายังอยู่ที่นี่ ที่สำคัญครบทุกคน ฉันถึงบอกพวกแกไม่ให้เดินเพ่นพ่าน ได้ยินหรือเห็นอะไรอย่าทักเป็นอันขาด” สืบถามว่าที่หมู่พูดมาจริงหรือเปล่า “พวกแกจะไม่เชื่อก็ได้ แต่อย่าลืม กลางวันน่ะเป็นของเรา แต่กลางคืน...เป็นของพวกเขา”

หมู่ทองพูดจบหมาก็หอนขึ้นมาทันที หมู่ทองมองไปรอบๆอย่างระแวง พันกับพวกหน้าเจื่อนไปตามกัน

เพราะมาถึงหน้ากรมช้า ทุกคนเลยถูกลงโทษให้อดข้าวเย็น นอนไปครู่เดียวท้องก็ร้องจ๊อกๆ พันกับอ่ำนอนติดกัน เสียงท้องก็ร้องแข่งกันจนพันทนไม่ไหวชวนอ่ำออกไปหาอะไรกินกัน บอกว่ากรมทหารทั้งกรมไม่มีของกินก็ให้มันรู้ไป

ระหว่างแอบออกมาผ่านสืบกับพรหมมา ทั้งสองเลยขอตามไปด้วย

ooooooo

ทโมนทั้งห้าพากันไปที่โรงครัว พยายามเปิดเข้าไปแต่โรงครัวล็อก นุ้ยจะถีบประตูเข้าไปแต่พันจับเท้าห้ามไว้เพราะยังมีกุญแจใส่เพิ่มอีกต่างหากทั้งห้ายื้อยุดกันจนทหารเวรได้ยินเสียงเดินมาถามว่าใครอยู่แถวนี้ ทั้งห้าตกใจ พันปล่อยเท้านุ้ยที่จะถีบประตู นุ้ยไม่ทันตั้งตัวหงายผลึ่ง ทหารเวรเดินมาหยุดแถวนั้นคุยกันว่าเมื่อกี๊ได้ยินเสียงคนคุยกันอยู่แถวนี้ อีกคนติงว่าหูฝาดมากกว่า แล้วสาดไฟฉายส่องเดินหาไปจนถึงใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าโรงครัว

หารู้ไม่ทะโมนทั้งห้าห้อยโหนกันอยู่บนต้นไม้แต่อารามรีบและทหารเวรเดินมาเลยเกาะกันเป็นพวงเกร็งเงียบกริบ

ครู่หนึ่งอ่ำบอกตนไม่ไหวแล้ว พรหมมาก็มือไม้อ่อนเลยคว้าหมับเข้าที่เป้ากางเกงอ่ำ อ่ำทะลึ่งพรวดหน้าไปอัดกับก้นนุ้ย นุ้ยตกใจผายลมปู้ดใส่หน้าอ่ำเต็มๆ! นุ้ยกินสะตอมากลิ่นเลยรุนแรงจนทุกคนเบือนหน้าหนี แม้แต่ทหารเวรพอได้กลิ่นก็ทนไม่ไหวนึกว่ากลิ่นหมาเน่าพากันเดินหนีไปจากตรงนั้น

พอทหารเวรเดินไป พวกที่เกาะกันเป็นพวงอยู่บนต้นไม้ก็ร่วงลงมากองอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ แต่ความหิว ไม่ปรานี พันตัดสินใจเป็นไงเป็นกัน เสนอว่าเมื่อเปิดโรงครัวไม่ได้ก็ไปหาอะไรกินที่ร้านแถวนี้แล้วกัน ทั้งหมดบ่ายหน้าไปที่ร้านอาหารริมบึงในกรม หมายฟาดกันให้เต็มคราบ

เจ้ากรรม! ไปเจอกระรอกสาววัยรุ่นกำลังปิดร้าน แต่ด้วยความหล่อและฝีปากดีของพัน กระรอกจึงทำอาหารให้กิน ขณะทุกคนนั่งกินกันอย่างหิวโหยนั้น กระรอกมานั่งกระแซะพัน ถามว่าอาหารฝีมือตนอร่อยไหมจ๊ะ

“แหม...อย่างนี้ต้องเรียกเชลล์ชวนมาชิม แม่ช้อยชวนมารำเลยล่ะจ้ะ” พันปากหวานราวสาลิกาลิ้นทอง

“ฮิๆ หน้าหล่อๆ นี่พูดเหน่อยิ่งน่ารักมากเลยนะจ๊ะพี่พัน”

ทั้งนุ้ย พรหมมา และสืบต่างแนะนำตัวเองกันกะลิ้มกะเหลี่ย แต่พออ่ำบอกว่าตนชื่ออ่ำ กระรอกชักสีหน้าว่าใครถาม อ่ำเลยหน้าเจื่อน กระรอกแอบเขียนเบอร์โทรศัพท์ของตนยัดใส่มือพัน

“พี่พันจ๋า วันหลังมีอะไรก็โทร.บอกนะจ๊ะ กระรอกจะเดลิเวอรี่ไปให้ถึงที่เลย นี่ดีนะที่พ่อไม่อยู่ ไม่งั้นพวกพี่ซวยแน่”

“พ่อ!” ทั้งห้าร้องพร้อมกัน พอเงยหน้ามองเห็นป้าย “ร้านหมู่ทอง ลองมาชิม” ทุกคนยิ่งตกใจ

“เป็นทั้งร้าน เป็นทั้งบ้าน หมู่ทองเนี่ย พ่อกระรอกเอง” พูดไม่ทันขาดคำ กระรอกก็ร้อง “ว้าย...พ่อมา!!”

ทั้งห้าระส่ำระสายทันที พันสุขุมกว่าเพื่อนนิ่งคิดหาทางออกอย่างเร็ว

ooooooo

หมู่ทองเดินเข้ามาในร้านเห็นกระรอกกำลังเก็บ จานที่พวกพันกินกันเละเทะ หมู่ทองถามว่ายังไม่ปิดร้านหรือ กระรอกบอกว่าเพื่อนแวะมากินข้าวเลยดึกไปหน่อย

กระรอกพยายามคุยและขอให้พ่อช่วยเก็บของเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ พอหมู่ทองจะไปที่โต๊ะอาหารกระรอกก็เรียกให้มาช่วยอีกทาง เพราะที่ใต้โต๊ะนั้น พวก พันอัดกันอยู่โดยมีผ้าปูโต๊ะปิดไว้ แม้หมู่ทองจะรู้สึกแปลกๆ ยิ่งเมื่อกระรอกพยายามกันไม่ให้เข้าใกล้โต๊ะ ก็ยิ่งแน่ใจว่าไม่ปกติ พอหมู่ทองเผลอ พวกพันที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะก็พากันยกโต๊ะวิ่งอ้าวออกไป

รุ่งเช้าพวกพันเลยถูกหมู่ทองแก้เผ็ด ระหว่างทหารใหม่วิ่งออกกำลังตอนเช้า หมู่ทองเรียกกลุ่มพันออกมาให้ไปมุดใต้โต๊ะแบกโต๊ะวิ่งเหมือนเมื่อคืน ซ้ำยังเร่งให้วิ่งเร็วขึ้น...เร็วขึ้น จนพวกพันหอบแฮ่ก บ่นกันอุบ

“บ่นอะไรกันวะ เร็วๆ ทีเมื่อคืนวิ่งเป็นจรวดเลยนะพวกเอ็ง” สั่งให้พวกพันวิ่งแล้วตัวเองก็ขี่จักรยานตามไปสบายใจเฉิบ

ooooooo

ก่อนผู้กองฉวีผ่องจะไปทำงานเช้านี้ ผู้พันผวนกำชับเป็นพิเศษว่าอย่าเผลอส่งสายตาหรือส่งน้ำใจให้ไอ้พวกทหารใหม่เด็ดขาด ตนไม่ไว้ใจทหารเกณฑ์ชุดนี้จริงๆ ไฉววงศ์เลยบอกผู้กองว่า

“เอาใจพ่อเขาหน่อยก็แล้วกัน นั่งรถผ่านทหารเกณฑ์พวกนั้นก็ปิดหูปิดตาให้มิด ถึงโรงพยาบาลแล้วค่อยเปิดตา”

“รับทราบค่ะผู้พัน ดิฉันจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ค่ะ” ผู้กองรับคำทีเล่นทีจริงอย่างน่ารัก

ระหว่างนั่งรถไป ฉวีผ่องเห็นหมู่ทองขี่จักรยานตีคู่มากับทหารที่แบกโต๊ะวิ่ง ผู้กองคุยกับบุรินทร์ว่าเดี๋ยวนี้หมู่ทองมีวิธีฝึกแปลกๆ บุรินทร์บอกว่า ได้ยินว่าทหารใหม่ชุดนี้ฤทธิ์เยอะ

“จะฤทธิ์เยอะสักแค่ไหน แค่หมู่ทองก็คงจะรับมือไหว ไม่ต้องถึงมือคุณพ่อหรอก” ผู้กองพูดอย่างเชื่อมือหมู่ทอง แล้วหันมองพวกทหารแบกโต๊ะวิ่งกันขำๆ

พอหมู่ทองเห็นรถของผู้กองฉวีผ่องขับมาก็สั่งทหารให้หยุดออกจากใต้โต๊ะสั่ง

“ทั้งหมด ขวาหัน!” พอพวกพันขวาหัน หมู่ทองสั่งต่อ “ทั้งหมดทำความเคารพผู้กองฉวีผ่อง แถวตร๊ง!”

พวกทหารแถวตรงนิ่งทำความเคารพรถของผู้กองฉวีผ่องที่ขับผ่านไปช้าๆ อ่ำจำได้บอกพันว่านั่นมันหมอคนสวยที่ตรวจร่างกายเรานี่ นุ้ยถามอย่างตื่นเต้นว่าหมอทหารอยู่โรงพยาบาลไหน สืบก็ใช่ย่อยบอกว่าหมอสวยอย่างนี้อยากป่วยขึ้นมาทันทีเลยพ่ะย่ะค่ะ

“เงีบบ!” หมู่ทองแค่พูดดุๆ พวกทหารเกณฑ์ก็หัวหดเงียบกริบ พริบตาเดียวก็มีเสียงเอะอะกันเพราะพันเป็นลมล้มพับไปกลางแถว พรรคพวกคาดกันว่าคงเป็นลมแดด ผู้กองฉวีผ่องมองกระจกส่องหลังเห็นความวุ่นวายจึงสั่งบุรินทร์ให้จอดรถ

พันถูกนำตัวไปที่ห้องตรวจโรค พยาบาลตรวจแล้วก็ยังไม่ฟื้นแต่หัวใจกับความดันเป็นปกติ ผู้กองเลยลงมือตรวจเอง

“ถ้าไม่เห็นแก่มนุษยธรรมฉันไม่มีวันให้นายขึ้นรถมากับฉันเด็ดขาด” ผู้กองหยิบหูฟังหัวใจพลางบ่นมองหน้าพันอย่างหมั่นไส้ แล้วลงมือตรวจ ไม่ทันสังเกตว่าพันลืมตาแป๋ว มองผู้กองยิ้มอย่างมีความสุข

“แหม...ท่าทางคุณหมอผู้กองชอบฟังเสียงหัวใจฉันนะจ๊ะ”

ผู้กองฉวีผ่องสะดุ้งเมื่อเห็นพันกำลังมองตนตาแป๋ว ...แถมด้วยยิ้มหวานที่สุดเท่าที่จะหวานได้!

ooooooo

ผู้กองตกใจผงะถอยถามว่านี่เขาไม่ได้เป็นอะไรนี่! พันทำหน้าเป็นบอกว่าเมื่อกี๊เป็น แต่พอผู้กองมาฟังหัวใจปุ๊บก็หายปั๊บเลย ได้มาพักร้อนนิดหนึ่ง พอเห็นหน้าคุณหมอผู้กองแล้วก็ชื่นนนน...ใจ

ผู้กองฉวีผ่องไล่ให้กลับกองร้อยไปเลย พอดีพยาบาลเอายาบำรุงมาจะฉีดให้บอกว่าไม่เป็นอะไรก็ไม่ต้องฉีดแล้ว ผู้กองบอกให้ฉีดจะได้หายซ่า คว้าเข็มจะปัก!

พันร้องจ๊ากลุกวิ่งหนีไปรอบห้องท้าว่าจับได้ให้ห้าบาท ผู้กองฉุนไล่จะฉีดยาให้ได้ วิ่งสะดุดอะไรบางอย่างเซจะล้ม พันโผเข้ารับไว้อย่างมืออาชีพ ผู้กองอยู่ในอ้อมแขน หน้ากับหน้าเกือบสัมผัสกัน ต่างนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ พอดีพยาบาลชายร่างกำยำสองคนเข้ามาผู้กองสั่ง

“คุณสองคนช่วยจับพลทหารคนนี้ฉีดยาทีเอาแบบจัดหนักเลยนะ”

ooooooo

พันเดินย่องแย่งกลับมาหาเพื่อนๆที่นั่งรออยู่มาถึงก็ค่อยๆ หย่อนก้นลงนั่งบอกให้เพื่อนๆช่วยประคองหน่อย ถูกอ่ำ นุ้ยกับสืบพูดอย่างรู้ทันว่า แผนสูงแต่ที่ไหนได้โดนจับฉีดยาซะระบมมาเลย สืบถามลีลาลิเกว่าเป็นไงบ้างพ่ะย่ะค่ะ

“ถามได้ คนอะไรมือหนักอย่างกับช้างถีบ” พันทำหน้าเบ้แต่ไม่เข็ด บอกว่า “เจ็บแค่ไหนได้เจอผู้กองคนสวยข้าก็ยอม...อูยยยย...”

ทันใดนั้นพันส่งสัญญาณให้เงียบๆ ทุกคนสุมหัวเข้ามาอย่างสงสัย สืบถามว่าเงียบทำไมพ่ะย่ะค่ะ

“ได้ยินไหม ใครมาคุยอะไรกันแถวนี้วะ” พันมองไปรอบๆ แล้วไปแอบดูที่พุ่มไม้เห็นผู้พันผวนกำลังซุบซิบสั่งงานหมู่ทองกับหมู่ชาญยุทธอย่างมีลับลมคมใน พันเงี่ยหูฟังแล้วยิ้มมีแผน

คืนนี้ผู้พันผวนกลับบ้านอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ไฉววงศ์บอกหนูแดงว่าคุณพ่อรอฟังผลการแกล้งทหารใหม่จากหมู่ทองอยู่ บุรินทร์เสริมว่า “ผู้พันบอกว่า รุ่นนี้ต้องตัดไม้ข่มนามกำราบให้อยู่แต่ต้นมือครับผู้กอง”

“พูดอย่างกับโมโหหรือรู้จักพวกทหารใหม่งั้นแหละ จริงจังอย่างกับออกรบ” ไฉววงศ์เปรยขำๆ แต่ฉวีผ่องติดใจสงสัยว่าที่คุณแม่พูดหมายความว่าอะไร

ooooooo

คืนนี้หมู่ทองกับหมู่ชาญยุทธและทหารเวรลงมือตามแผนที่ผู้พันผวนสั่ง ก่อนอื่นคือตัดไฟที่เรือนนอน หมู่ทองย้ำว่า

“ผู้พันสั่งว่าเอาให้ขนหัวลุกเลยทีเดียว โดยเฉพาะพลทหารพัน เอาให้เช้าพรุ่งนี้เข้าแถวไม่เป็นเลยล่ะโทษฐานมายุ่งกับ ผู้กอง พวกเอ็งเข้าใจไหม” แล้วหมู่ทองก็พึมพำอย่างหมายมาด “พวกเอ็งเสร็จข้าแน่ ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร ฮ่าๆๆ”

หมู่ทองกระหยิ่มยิ้มย่อง หันไปหยิบหน้ากากผีมาใส่ทันที

แต่พอพวกหมู่ทองลงมือตามแผน ปรากฏว่ามีผีอื่นปรากฏขึ้นตรงโน้น...ตรงนี้ ล้วนน่าขนหัวลุก ทีแรกหมู่ทองนึกว่าเป็นพวกเดียวกัน แต่พอรู้ว่าไม่ใช่ก็ร้องจ๊าก วิ่งสติแตกเตลิดไป หมู่ชาญยุทธวิ่งหนีไปกับทหารเวร เสนอให้ไปเอาปืนมายิงผีให้ไส้แตกไปเลย ทหารเวรบอกว่าเอาปืนมายิงคนที่ตายไปแล้วเปลืองกระสุนเปล่าๆ

หมู่ทองวิ่งหนีไปที่โรงอาบน้ำ ถูกผีอ่ำตามไปหลอกหลอนจนวิ่งเตลิดออกไปอีก อ่ำจะตามไปหลอกอีกพันบอกให้เอาแค่พอหอมปากหอมคอพอเดี๋ยวหมู่ทองหัวใจวายตายจะบาป

ฝ่ายผู้พันผวนที่นอนฮัมเพลงกระดิกเท้ารอฟังผลงานจากหมู่ทองอย่างสบายอารมณ์อยู่ที่บ้าน พอเสียงโทรศัพท์ดังก็ผวาไปรับด้วยความดีใจ ถามทันที “ว่าไงหมู่ กระเจิงเลยใช่ไหม”

“กระเจิงเลยครับผู้พัน แต่เรานะครับกระเจิง”

ผู้พันถามว่าทำไม “ก็ผีปลอมเจอผีจริงไม่ให้กระเจิงได้ยังไงครับ” ผู้พันพึมพำว่าเป็นไปได้ไงวะ “จริงไม่จริงก็ไม่รู้ครับผู้พัน เออ...ผะ...ผมขอไม่อธิบายอะไรมากกว่านี้นะครับ ผมกลัว พรุ่งนี้ลางานหนึ่งวันนะครับผู้พัน” พูดแล้ววางสายเลย

ขณะผู้พันกำลังมึนงงหงุดหงิด ฉวีผ่องออกมาถามว่าเมื่อกี๊ตนได้ยินผีอะไรหรือ?

“ก็พวกหมู่ทองน่ะสิ ให้ไปหลอกผีพวกทหารเกณฑ์ ดั๊นนน...เจอผีจริงๆหลอกกลับเข้าให้ อยู่มาตั้งนานไม่เคยได้ยินเรื่องผีเผอจริงๆที่นี่เลยนะ”

ผู้กองฉวีผ่องฟังแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินกลับเข้าห้องไป

ooooooo

รุ่งขึ้น พวกพันมาจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องเมื่อคืน พรหมมาพูดอย่างสะใจว่านี่ขนาดหมู่ทองกับหมู่ประยุทธลุกขึ้นมาฝึกพวกเราไม่ไหวเลยนะเนี่ย นุ้ยบอกว่าอยากมาเล่นงานพวกเราก่อนนี่หว่า

ครู่หนึ่งพันบอกพรรคพวกว่าให้เดินไปกันก่อนตนขอไปทำธุระส่วนตัวแป๊บเดียว เดี๋ยวมาพันเดินไปตามทางร่มรื่นในกรมทหาร นึกในใจว่าวันนี้จะได้เจอไหมเนี่ย แล้วก็สะดุ้งเมื่อเห็นผู้กองฉวีผ่อง ในชุดทหารยืนมองหน้าตาเอาเรื่อง ปรามทันทีว่า

“นี่ ฉันขอเตือนนายด้วยความหวังดีนะพัน เป็นทหารต้องมีวินัยแล้วก็ต้องเคารพผู้บังคับบัญชา

เข้าใจไหม” พันตัดพ้อว่าพูดราวกับตนทำผิดมหันต์ “ที่เธอกับเพื่อนแกล้งปลอมเป็นผีไปหลอกหมู่ทอง เขาเรียก ว่าความผิดเล็กๆรึเปล่าล่ะ”

พันตกใจที่ผู้กองแสนสวยรู้เรื่องนี้ แต่ผู้กองไม่ใช่รู้แค่ที่พันกับพวกทำผีหลอกหมู่ทองกับพวก หากยังแอบได้ยินพันสมคบกับเพื่อนที่จะเอาคืนผู้พันผวน รู้กระทั่งพันตั้งชื่อแผนนี้ว่า “ตลบหลัง...ผู้พันผวน”

ผู้กองฉวีผ่องปรามพันว่า “ถ้าไม่อยากให้เรื่องถึงหูผู้บังคับบัญชาก็หยุดพฤติกรรมบ้าๆของนายกับเพื่อนๆซะ”

พันอึ้ง พอจะถามอะไรต่อก็พอดีเห็นป้ายชื่อ ผู้กองฉวีผ่อง อุตตมโยธิน ก็ตกใจว่าตนจุดไต้ตำตอเข้าแล้ว

พันเด็ดดอกไม้ริมรั้ววิ่งตามไปขอโทษผู้กอง แต่ถูกผู้พันสุทธิสารกระชากดอกไม้จากมือพันทิ้งแล้วเหยียบขยี้จนบี้แบนตะคอกถามว่าแกจะทำอะไร ผู้กองฉวีผ่องรีบบอกว่าไม่มีอะไร ผู้พันสุทธิสารตำหนิพัน ปรามว่าทหารใหม่อย่าทะลึ่งให้มากนักไม่งั้นจะเดือดร้อน แล้วชวนผู้กองรีบไปประชุม

“แหม...ทำข่มโชว์สาวนะผู้พัน” พันพึมพำอย่างเจ็บใจ

ooooooo

พอประชุมเสร็จ ผู้พันสุทธิสารชวนผู้กองไปทานข้าวกัน ผู้กองฉวีผ่องรู้ทันเลยนัดอัจฉราเพื่อนรักกินไปด้วย ทำเอาผู้พันเซ็ง ซ้ำขากลับยังให้ส่งตน ที่หน้าบ้านแล้วให้ผู้พันสุทธิสารไปส่งอัจฉราต่อ ผู้พัน สุทธิสารเลยเซ็งแล้วเซ็งอีก

พันกับอ่ำมาแอบดูที่หน้าบ้านผู้กองฉวีผ่องอยู่ก่อนแล้ว พอผู้กองจะเดินเข้าบ้าน เห็นช่อดอกกล้วยไม้ที่ประตูจึงหยิบไปดู มีกระดาษแผ่นเล็กๆเขียนไว้ว่า “แทนดอกไม้ที่ถูกเหยียบเมื่อเช้า หวังว่าผู้กองคงหายโกรธฉันกับเพื่อนๆนะจ๊ะ”

“นายนี่มันบ้าจริงๆ” ผู้กองอดยิ้มไม่ได้พันปลื้มมากที่ผู้กองถือดอกไม้ที่ตนให้เข้าบ้าน

“ถุย! เอาเข้าบ้าน ก็นั่นมันดอกไม้บ้านเขา นี่ถ้าเขารู้ว่าเอ็งขโมย...” อ่ำพูดไม่ทันจบก็หุบปากเมื่อได้ยินเสียงไฉววงศ์โวยวายว่าใครขโมยตัดดอกกล้วยไม้บ้านตน เรียกบุรินทร์ให้รีบมาดูเพราะมีขโมยเข้าบ้าน

พันกับอ่ำหลบไปแล้วไฉววงศ์ก็ยังบ่นไม่เลิก “ตายๆ ว่าจะเก็บไปขายพรุ่งนี้อยู่แล้วเชียว งานนี้ขาดทุนป่นปี้ โอ๊ย...”

ooooooo

พันจับทางไฉววงศ์ถูก วันนี้เลยซื้อกล้วยไม้พันธุ์ดีราคาแพงมาฝาก คุณนายไฉววงศ์พอใจมากเพราะนอกจากได้ฟรีแล้วยังราคาแพงด้วย คิดไกลไปว่าอนาคตคงทำเงินได้งามไฉววงศ์ตระหนี่จนเข้าขั้นเค็ม วันไหนผู้พันทนกินอาหารเก่าๆเดิมๆ ของถูกของฟรีไม่ได้ก็ไปกินข้าวกับผู้พันสุทธิสาร วันนี้ไปกินข้าวด้วยกันเลยได้ระบายความไม่พอใจทหารใหม่ที่ชื่อพันสู่กันฟัง โดยเฉพาะเรื่องที่พันมาเกาะแกะผู้กองฉวีผ่องนั้น ถูกใจผู้พันมาก เสนอว่าให้หาทางกำจัดออกจากกรมเลยดีไหม

“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก อาไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่มาจัดการเรื่องส่วนตัว มันไม่ดี”

“แล้วถ้าเกิดมันมาเกาะแกะผู้กองฉวีผ่องล่ะครับ” ผู้พันสุทธิสารถามแทงใจดำ ทำเอาผู้พันผวนนิ่งอึ้งไปพันเข้าทางไฉววงศ์จนได้รับความไว้วางใจขนาดยอมให้เอาอาหารไปส่งผู้กองฉวีผ่องที่โรงพยาบาล

พอดีวันนี้ผู้กองมีคนไข้เยอะ พักกลางวันจึงถามอัจฉราว่าจะออกไปทานอาหารร้านไหนดี แต่พอเปิดประตูห้องเข้าไป ปรากฏว่าโต๊ะทำงานของอัจฉราถูกดัดแปลงเป็นโต๊ะอาหารสวยงาม มีอาหารดีๆมากมาย และที่สำคัญ มีพันยืนยิ้มแป้นรออยู่

ผู้กองชะงักกึก ถามว่าใครใช้ให้มาที่นี่ พันยิ้มระรื่นบอกว่าไม่มี ตนอาสาคุณนายเอาอาหารกลางวันมาให้ผู้กองเอง คุยโวว่า “เนี่ย...อร่อยขั้นเทพทั้งนั้นเลยนะจ๊ะ”

“แกงเผ็ดเป็ดย่าง แกงจืดผักกาดขาว ปลาซาบะย่างซีอิ๊ว ซี่โครงแกะอบ โห...วันนี้มีงบพิเศษเหรอหนูแดง คุณแม่ถึงทำอาหารแพงๆแบบนี้” อัจฉราถามอย่างรู้ซึ้งถึงความตระหนี่ของไฉววงศ์

“แกงจืดน่ะพอเชื่อ แต่อย่างอื่นไม่ใช่แน่”

ผู้กองฉวีผ่องมองพันขวับอย่างจับผิด พันทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ยิ้มใสซื่อ คนที่เดือดร้อนและเป็นทุกข์เป็นร้อนคือกำนันพูนและแม่จันทร์ เพราะร้านอาหารไปเก็บเงินค่าอาหารที่พันสั่งที่บ้าน ทั้งสองสงสารว่าลูกคงกินอยู่ลำบากมากถึงต้องสั่งอาหารมากมายอย่างนี้ ไปปรารภกับหลวงพ่อ หลวงพ่อแนะนำว่าเป็นห่วงก็ไปเยี่ยมเสีย จะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลอย่างนี้เดี๋ยวจะพานไม่สบายเอา

ooooooo

ผู้กองฉวีผ่องไม่อยากให้พันมายุ่งกับตน พันบอกว่าไม่ยุ่งตนเต็มใจและอยากให้ผู้กองได้กินอาหารครบห้าหมู่ ไม่ใช่กินแต่ผักดองกับจับฉ่ายพันปี ผู้กองปิดปากพันหมับไม่อยากให้อัจฉราได้ยิน

ผู้พันสุทธิสารเข้ามาเห็นพอดีตรงเข้าไปจะเล่นงานพัน ผู้กองฉวีผ่องแก้ต่างให้พันว่านิ้วถูกน้ำร้อนลวกเขาเลยให้ตนช่วยดูให้ พันได้ใจเร่งให้ผู้กองทานข้าวเลยพูดกันท่าว่าเสียดายจัดมาสองที่เท่านั้น

ผู้พันคงอด ทำให้ผู้พันฉุนจะเอาเรื่องพันอีก ถูกอัจฉราเอาซี่โครงแกะอบยัดปากแล้วลากออกไปนอกห้อง

ผู้พันถามว่าทำอะไรของเธอ อัจฉราดุว่าคนกำลังกินข้าวอร่อยก็มาทำให้เสียบรรยากาศ ผู้พันโมโหสั่งให้หลีกตนจะออกไปสั่งสอนพัน อัจฉราไม่ยอมหลีก ถูกผู้พันเอาวินัยมาอ้างว่า

“คุณนี่เป็นทหารยังไง รู้จักให้ความเคารพผู้บังคับบัญชาบ้างสิ”

“ก็ลองวางยศ วางตำแหน่งลงบ้างสิคะ จะได้มองเหตุผลชัดเจนขึ้น”

ทั้งสองโต้เถียงและผลักดันกัน คนหนึ่งจะออกไปอีกคนไม่ยอมให้ออกไป จนเสียหลักล้มทับกัน หน้ากับหน้าเกือบชนกัน ผู้พันเอามือยันหน้าอัจฉราผลักออกไปอย่างแรงจนอัจฉราหน้าหงายไปกับพื้น พยาบาลเข้ามาพอดีรีบเข้าไปดูถามว่าคุณหมอเป็นอะไรหรือเปล่า

พอกลับไปที่ห้องทำงานผู้กองฉวีผ่องถามอัจฉราว่าเจ็บมากไหม อัจฉราพูดอย่างเจ็บใจว่าเจ็บตัวไม่เท่าไหร่แต่เจ็บใจนี่สิ! “ผู้ชายบ้า เอามือมายันหน้าฉันแถมผลักฉันอย่างกับหมูกับหมา คอยดูงานนี้มีเอาคืน”

ผู้กองฉวีผ่องบ่นเพื่อนว่า “ก็เป็นซะอย่างนี้ ผู้พันสุทธิสารถึงไม่ค่อยชอบหน้าเธอ”

ooooooo









นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“มาวิน” ขึ้นแท่นพระเอก เป็นการทำงานที่มีความสุขได้หม่ำแต่เมนูอร่อยใน “รักล้นพุง”

“มาวิน” ขึ้นแท่นพระเอก เป็นการทำงานที่มีความสุขได้หม่ำแต่เมนูอร่อยใน “รักล้นพุง”
11 พ.ค. 2564

00:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2564 เวลา 00:51 น.