ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ผู้กองยอดรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: 'เต๋อ' หยอดมุขฮาจีบ 'มาร์กี้' จับตา 'ผู้กองยอดรัก' ม้ามืดกวาดเรตติ้ง




เช้าวันนี้ขณะคุณนายไฉววงศ์กำลังรวบรวมหนังสือพิมพ์เก่ามามัดเตรียมชั่งกิโลขาย ก็ต้องสะดุ้งกับเสียงฉุนเฉียวของผู้พันผวน

“อะไรนะ ไอ้พันพาหนูแดงไปกินข้าว!”

“ก็ใช่น่ะสิคะ คุณจะทำอะไรก็รีบๆทำเข้าเถอะ เดี๋ยวมันจะไม่ทันการณ์นะคะ” พูดพลางจัดหนังสือพิมพ์ใจเย็น

“คุณก็รู้แล้วทำไมคุณไม่ไปจัดการล่ะ” ผู้พันขึ้นเสียง พอคุณนายโวยว่าไม่เห็นหรือว่าตนรวบรวมหนังสือพิมพ์ไปขายจะเอาเวลาที่ไหน ไล่ผู้พันให้ไปจัดการ ทางที่ดีก็ให้พาลูกกลับมาอยู่บ้านด้วยจะได้ดูแลกันง่ายๆหน่อย สั่งแล้วคุณนายก็เดินเลี่ยงไป ผู้พันเกาหัวยิกๆ แล้วพาลไปลงที่พันว่า “ไอ้พันนะไอ้พัน กล้ามาล้วงคองูเห่าอย่างข้ารึ!”

ผู้พันผวนไปดักรอที่หอพักแพทย์ เจอพันขับรถพาผู้กองกับหมวดอัจฉรากลับมาพอดี พันเปิดประตูรถให้ผู้กองแต่ผู้กองเปิดออกมาพอดีเลยจ๊ะเอ๋หน้าเกือบชนกัน ผู้พันเดือดปุดตวาดลั่น

“ไอ้พัน!”

พันสะดุ้งเฮือกถอยออกมาโดยอัตโนมัติ บ่นอุบอิบ “เมื่อกี๊ยังหวานอยู่แหม็บๆ แป๊บเดียวขมปี๋เลย” หันมองผู้พันเห็นเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเหมือนจะฆ่าตนให้ได้ พันยิ้ม ทำใจดีสู้เสือ

เมื่อเข้าไปที่โถงรับแขกหอพักแพทย์ ผู้พันผวนนั่งหน้าเครียดอยู่กับผู้กอง ผู้พันสุทธิสารกับหมวดอัจฉรายืนอยู่ใกล้ๆ ส่วนพันยืนตัวลีบอยู่ห่างออกไป ทุกคน เงียบกริบฟังสองพ่อลูกพูดกัน

ผู้พันผวนบอกผู้กองว่าจะมารับกลับบ้าน บอกให้ขึ้นไปเก็บของพ่อจะรออยู่ที่นี่

ผู้กองไม่กลับเพราะอยู่ที่นี่สะดวกไม่ต้องตื่นเช้าและยังได้ดูแลคนไข้ใกล้ชิดด้วย

“ผมว่าจะไม่ได้ใกล้ชิดแค่คนไข้น่ะซี่ เพราะมีบางคนมันเสนอหน้ามาใกล้ชิดทุกวัน ทั้งๆที่มันก็ไม่ได้ป่วยไข้อะไรสักนิด” ผู้พันสุทธิสารแทรกขึ้นหน้าตึงเหล่ไปทางพัน อัจฉราไม่ชอบใจเตือนว่าให้พ่อลูกเขาคุยกันเองดีกว่า “ไม่ได้ครับ ผมเป็นห่วงชื่อเสียงของผู้กอง ออกไปตะลอนๆกับพลทหารทุกวัน ชาวบ้านเขาจะนินทาเอานะครับว่าผู้กอง...”

“ขอบคุณค่ะผู้พันที่เป็นห่วง แต่ฉันมั่นใจว่าไม่ได้ทำตัวเสื่อมเสียอะไร เพราะฉะนั้นผู้พันเลิกกังวลแทนฉันได้ค่ะ” ผู้กองขัดขึ้นเหน็บในที ผู้พันสุทธิสารอึ้งแต่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ อัจฉราเป็นพยานว่า ผู้กองไม่มีเรื่องเสื่อมเสียใดๆเกิดขึ้น แล้วเหน็บผู้พันสุทธิสารว่ามีแต่พวกมองคนในแง่ร้ายเท่านั้นที่เสื่อม

เมื่อพูดไม่ได้ผล ผู้พันผวนสั่ง “หนูแดง พ่อสั่งให้กลับบ้าน นี่เป็นคำสั่ง!” ผู้กองไม่ตอบโต้แต่บอกให้คุณพ่อกลับไปก่อน พันรีบบอกว่ารถจอดอยู่ทางโน้น

“เอ็งไม่ต้องมายุ่ง” ผู้พันผวนตวาด พันสะดุ้ง คอย่น “โว้ย! นี่มันเวรกรรมอะไรวะ ทั้งลูกทั้งเมียสั่งอะไรไม่ได้ดั่งใจสักคน!”

ผู้พันสุทธิสารยิ้มเจ้าเล่ห์บอกผู้พันผวนว่า “ผู้พัน ก็สั่งคนที่สั่งได้สิครับ” ผู้พันผวนเลยหันสั่งพันให้พาผู้กองกลับบ้าน

“แต่ว่า ผู้กองบอกว่าไม่กลับนี่ครับผู้พัน หรือว่า ผู้พันจะให้ผมอุ้มผู้กองกลับ” พันถามหน้าซื่อๆ

“เอ็งจะทำยังไงก็ได้ให้ผู้กองกลับบ้าน ถ้าผู้กอง ไม่กลับ เอ็งก็ไปนอนในคุกสองอาทิตย์ คราวนี้ข้าจะสั่งห้ามเยี่ยม ห้ามใครเข้าไปอยู่เป็นเพื่อนเอ็งเหมือนอย่างคราวที่แล้ว เอาให้ลืมไปเลยว่ามีไอ้พันอยู่ในโลกใบนี้!” ผู้กองถามว่าทำไมต้องเผด็จการอย่างนี้ด้วย “เออ

...เผด็จการก็เผด็จการ ถ้าคำสั่งของพ่อไม่มีความหมาย สั่งลูกยังไม่ได้แล้วจะสั่งใครได้ ว่าไง! จะกลับไหม หรือจะให้ไอ้พันนอนคุก!”

“กลับก็ได้ค่ะ” ผู้กองจำต้องยอม ผู้พันผวนดีใจที่เอาชนะผู้กองได้ ผู้พันสุทธิสารสะใจหันไปยิ้มเยาะพัน

ooooooo

พอกลับมาถึง ยังไม่ทันเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงคุณนายไฉววงศ์กรี๊ดลั่นออกมา พัน ผู้กองและ

ผู้พันผวน วิ่งเข้าไปในบ้านแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นคุณนายเต้นเร่าๆ ดูกำนันกับแม่จันทร์นอนดูดีวีดีผ่านทีวีจอแบนใหม่เอี่ยมสบายใจเฉิบอยู่

ผู้พันถามว่าเกิดอะไรขึ้น คุณนายชี้ให้ดูกำนันบอกว่าจู่ๆก็ขนทีวีมาเปิดดูเล่นกันอย่างนี้ ค่าไฟบ้านเราไม่พุ่งกระฉูดรึ!

“มันก็คงพุ่งน้อยกว่าความดันของคุณนายละมั้ง ทีวีก็ของฉัน ดีวีดีก็ของฉัน ขออาศัยดูแค่นี้ร้องอย่างกับผัวตาย”

“อ้าวไอ้พูน! พูดอย่างนี้ก็สวยสิวะ ไป! ออกจากบ้านข้าไปเลยไป๊!”

ผู้กองบอกให้พ่อใจเย็นๆก่อน แม่จันทร์บอกว่าไม่ต้องไปห้ามหรอก อยากไล่ก็ไล่ไปเราไม่ไปซะอย่าง คุณนายบอกไม่ไปก็จ่ายค่าไฟมา จะมานั่งๆนอนๆ แล้วไม่รับผิดชอบใช้ไฟคนอื่นฟรีๆได้ยังไง ตนไม่ยอมแน่

“อยากได้ก็ไปคิดเอาที่ผัวคุณนายสิ มันติดหนี้ฉันมาตั้งหลายปี คิดว่าเป็นค่าดอกเบี้ยก็แล้วกัน” กำนันโยนกลอง

พันขอร้องพ่อว่าอย่าแกล้งผู้พันกับคุณนายเลย นี่เรามาอยู่บ้านผู้พันเขาทั้งครอบครัวช่วยออกค่าไฟหน่อยจะเป็นไรไป แม่จันทร์เออออว่าไม่เป็นไรหรอกไอ้หมา มากกว่านี้แม่ก็ออกได้ แล้วแม่จันทร์ก็แกล้งยกชายเสื้อกระพือให้หายร้อน ทั้งเข็มขัดทองและแหวนเพชร ส่องประกายเข้าตาคุณนายถึงกับผงะ แล้วแม่จันทร์ก็พูดต่อว่า
“แต่แม่ต้องให้บทเรียนคนบางคน เพราะฉะนั้น บาทเดียวก็ไม่จ่าย”

เจอไม้นี้ของแม่จันทร์กับกำนันเข้า ผู้พันกับคุณนายถึงกับไปไม่เป็น ผู้พันเลยพาลด่ากำนันว่าสอนเมียยังไงไม่มีมารยาทเลย กำนันสวนทันควันว่า “แล้วทีเมียเอ็งไม่มีน้ำใจทำไมไม่สอนบ้างล่ะวะ”

ทั้งผู้พันและกำนันเลยทะเลาะกันที่อีกฝ่ายพาดพิงถึงเมียอันเป็นที่เคารพของตน เลยกลายเป็นมวยสองคู่ คู่ผู้พันกับกำนันชกต่อยกันลีลาเด็ดดวงต่อยกันเฉียดไปเฉียดมาเหมือนเล่นลิเก ส่วนคู่แม่จันทร์กับคุณนาย ถลกผ้าถุงตบกันกระเจิง

พันกับผู้กองพยายามจะห้าม แต่พูดไม่ทันเข้าไม่ถึง เลยได้แต่ยืนมองกันอย่างอ่อนใจ

ooooooo

ผู้กองฉวีผ่องหนักใจที่พ่อกับแม่สองฝ่ายทะเลาะกันเป็นประจำ พันเลยเสนอว่าถ้ายังหาทางออกเรื่องพ่อกับแม่ไม่ได้ก็หันมาคิดเรื่องอื่นบ้างจะได้ไม่ปวดหัว ผู้กองถามว่าจะให้คิดเรื่องอะไร

“คิดเรื่องหัวใจของเราสองคนน่ะสิจ๊ะ” พันยิ้มกรุ้มกริ่มแต่ผู้กองไม่เล่นด้วย พันเลยเปลี่ยนมุกบอกว่าวันนี้ผู้กองเพิ่งทานมื้อเช้ามื้อเดียว นี่ก็ค่ำแล้วผู้กองหิวไหม ผู้กองรู้สึกหิวพอดี พันเลยพาไปที่ร้านหมู่ทอง

ที่ร้านหมู่ทอง กระรอกแพ้ท้องอ่ำเลยต้องมาทำอาหารแทน ปรากฏว่าทำออกมาแล้ว พวกเพื่อนๆ ที่มากินต่างกินกันไม่ลง แค่ดูก็จะอ้วกกับหน้าตาอาหารในจานที่เละราวกับอ้วกแมว

ซ้ำร้ายหมู่ทองยังรับออเดอร์ข้าวกล่องอีก 20 กล่อง เขาจ่ายเงินมาแล้วด้วย เป็นปัญหาใหญ่ทันที เพราะอ่ำ ก็ทำไม่ได้ หมู่ทองก็ทำไม่เป็น เพราะตั้งแต่เปิดร้านมาตนมีหน้าที่เก็บจานล้างจานเช็ดโต๊ะเท่านั้น

พันกับผู้กองมาถึงพอดี พันจึงอาสาเป็นพ่อครัวให้ ส่วนคนอื่นๆก็ช่วยกันล้างผักหั่นผัก ตักพริกน้ำปลาใส่ถุง เป็นลูกมือกันอย่างขันแข็งว่องไว กลายเป็นทีมทำอาหารที่ครึกครื้น สนุกสนาน สามัคคีกันไม่รู้ตัว

ผู้กองสนุกจนหัวเราะออก พันดีใจที่เห็นผู้กองหัวเราะ พรหมมาถามว่าแล้วใครหรือที่ทำให้ผู้กองอารมณ์เสียเดี๋ยวตนจะจัดการให้ พอผู้กองบอกว่าพ่อแม่ตน

พรหมมาก็คอย่นหัวหด ผู้กองบอกว่าพ่อแม่พันกับพ่อแม่ตนทะเลาะกันตนเลยเครียด

“พ่อแม่ทะเลาะกัน ก็หาทางทำให้คืนดีกันสิครับ ไม่ยากนิ เอามาปรับทัศนคติด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน กินข้าวพร้อมกัน ได้ผลนะครับ ผมเห็นพวกนักเรียนตีกัน หันจับมือกันไปเยอะแล้ว” นุ้ยเสนอ

ทีแรกพันก็ติงนุ้ยว่าพูดง่ายนะ แต่แล้วก็ฉุกคิดได้ ผู้กองเห็นพันทำหน้าตื่นเต้น ถามว่าคิดอะไรได้หรือ

วันต่อมา ผู้กองกับพันจึงชวนคุณนายกับแม่จันทร์ ไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วยกัน คุณนายตื่นเต้นกับความใหญ่โตของห้างบอกว่าใหญ่กว่าตลาดสามชุกสามตลาดรวมกัน ผู้กองบอกว่าแต่บ้านป้ามันตลาดร้อยปีแค่ความเก่า ก็กินขาดแล้ว

“แหม...พูดอย่างนี้ถูกใจคนสุพรรณ” แม่จันทร์หัวเราะร่า คุณนายหมั่นไส้ขัดคอว่า ถ้าดีแล้วจะอยู่กรุงเทพฯทำไมล่ะ กลับบ้านตัวเองไปซิ “กลับก็ได้ แต่ลูกสาวคุณนายต้องกลับไปกับฉันด้วย ไม่งั้นไม่กลับ”

เลยเป็นเรื่อง สองแม่ทะเลาะจะลงมือกันจนผู้กอง ต้องจูงมือแม่เดินหนี แม่จันทร์มองตามพูดไปหัวเราะชอบใจไปว่า

“คนกรุงเทพฯนี่มันยั่วโมโหง่ายจริงโว้ย”

เรื่องไม่หมดแค่นั้น เพราะพอเข้าร้านอาหารฝรั่ง ไฉววงศ์วางท่าคุณนายหั่นสเต๊กละเลียดเข้าปาก คุณนายรำคาญหั่นไม่ออกเลยมือหนึ่งจับเนื้ออีกมือจับมีดหั่นแล้วหยิบเข้าปาก คุณนายทำหน้ารังเกียจว่าไม่มีมารยาท

แม่จันทร์เลยใช้ส้อมกับมีดกินสเต๊กด้วยมารยาทบนโต๊ะอาหารมาตรฐานสากลไม่มีที่ติ ทำเอาคุณนายงง

คุณนายหมั่นไส้มากหั่นสเต๊กกินแต่ชิ้นใหญ่ไปหน่อยเลยติดคอทำท่าจะแย่ แม่จันทร์เลยเอาเท้ายันโครมเข้ากลางหลังเนื้อกระเด็นออกจากปาก คุณนายเจ็บใจที่ถูกถีบ พอรอดตายก็หันไปด่าแม่จันทร์ ท้าเหยงๆว่าทำกันแบบนี้มาสู้กันให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลยดีกว่า การกิน อาหารมื้อนี้เลยกลายเป็นมาวางมวยกันแทนการปรองดอง ผู้กองได้แต่เซ็งแล้วเซ็งอีก

ผิดกับผู้พันผวนกับกำนัน ชวนกันไปวิ่งออกกำลัง วิ่งมาถึงบ้านผู้พันชวนคุณนายกับแม่จันทร์ที่กลับมานวดแข้งนวดขากันอยู่ ทั้งสองไม่ไป ผู้พันกับกำนันจึงชวนไปวิ่งกันสองคน กำนันย้ำเตือนผู้พันอย่างเกลอเก่าว่า

“เฮ้ย...อย่าลืมที่ตกลงกันไว้นะไอ้ห่อย ใครแพ้เลี้ยงข้าวนะโว้ย”

“พูดกับใคร ไม่มีแพ้อยู่แล้วเว้ยเฮ้ย ถึงเวลาอย่าเบี้ยวก็แล้วกัน” ผู้พันสวนไป สองเกลอร้องท้ากันเหมือนเด็ก แต่คุณนายไม่เล่นด้วยตะโกนบอกผู้พันว่า อย่าให้แพ้นะ เปลืองข้าว

ผู้กองฉวีผ่องเหล่มองพันที่ยิ้มอย่างมีแผนถามว่า คิดจะทำอะไร

“ฉันให้ไอ้อ่ำจองร้านอาหารบรรยากาศดีๆไว้แล้ว กินไปรำลึกความหลังไป เดี๋ยวก็ดีกันเองล่ะจ้ะ” พันยิ้มเจ้าเล่ห์

ooooooo

แล้วบรรดาผู้ชายทั้งหนุ่มและไม่หนุ่มก็นัดแนะมารวมตัวกันด้วยวิธีการของตัวเอง พวกเพื่อนๆของพัน ไม่มีปัญหาเพราะไม่มีคนคุม แต่ผู้พันผวนกับกำนันต้องทำเป็นออกมาจ๊อกกิ้งแต่แอบใส่ชุดเที่ยวไว้ข้างใน

พอมาเจอกันหมู่ทองนำผู้พันผวนกับกำนันไปทันที อ่ำประกาศกับทุกคนว่า

“เต็มที่โว้ย งานนี้ไอ้พันเลี้ยง ใครไม่ไป ก็ควายยยย ล่ะวะ...ทั้งหมด...ตามข้าพเจ้ามา!”

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถูกทหารคนหนึ่งจับตาดูและถ่ายรูปไว้หมด พอแก๊งนักเที่ยวดี๊ด๊าไปกันแล้วก็โทรศัพท์รายงานบางคนทันที

ที่ค็อกเทลเล้านจ์ เสียงเพลงเทคโนแด๊นซ์ดังกระหึ่ม พวกโคโยตี้สาวสวยเต้นกันกระจาย

ที่โต๊ะพันกับเพื่อนและหมู่ทองซึ่งบัดนี้กลายมาเป็นพวกพันไปแล้วโดยปริยาย พันโมโหอ่ำถามว่า

“ข้าบอกให้เอ็งหาร้านบรรยากาศดีๆเพื่อรำลึกความหลัง แล้วนี่บ้านพี่ชายอาเอ็ง เขาเรียกว่าร้านอาหารเหรอไอ้อ่ำ” อ่ำโต้ว่าแล้วบรรยากาศไม่ดีตรงไหน เห็นไหมมีแต่สาวๆ ของสวยๆงามๆทั้งนั้น หมู่ทองบอกว่าข้างในก็ขายอาหารด้วย “นี่หมู่ทองก็เป็นไปด้วยเหรอ แล้วไอ้ที่แบบนี้มันรำลึกความหลังตรงไหน” พันฉุนขาด

พันบ่นว่าจะให้พ่อตนกับผู้พันมาเที่ยวสถานที่แบบนี้เหรอ เพราะพ่อตนกับผู้พันรักเมีย ไม่มีทาง...

พันพูดได้แค่นั้นก็จุกพูดไม่ออก เมื่อมองไปบนเวที เห็นกำนันกับผู้พันกำลังแด๊นซ์กับเหล่าแดนเซอร์อย่างเมามันท่ามกลางเสียงเฮลั่นเล้านจ์

พันมองตาค้างจุกจนพูดไม่ออก คิดไม่ถึงว่าทั้งพ่อและผู้พันจะเลือดหนุ่มพุ่งกระฉูดถึงขนาดนี้

ooooooo

อัจฉรารับคนป่วยเป็นหญิงวัยกลางคนที่เป็นลมหมดสติอยู่ในห้าง อัจฉราถามคุณป้าเมื่อรู้สึกตัวว่ามีโรคประจำตัวอะไรไหม คุณป้าบอกว่าเป็นโรคหัวใจกับความดัน

“หมออยากให้คุณป้านอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการก่อน คุณป้ามีเบอร์ติดต่อญาติไหมคะ” คุณป้าบอกมี ลูกชายตนก็เป็นหมอ “ลูกชายคุณป้าเป็นหมอที่ไหน ชื่ออะไรคะ” อัจฉราถามเพื่อจะติดต่อให้

ที่แท้คุณป้าคือคุณรำเพย คุณแม่ของผู้พันสุทธิสารนั่นเอง!

ooooooo

แก๊งที่มาเที่ยวทุกคนดี๊ด๊ากอดสาวเคล้าคลอกันเคลิ้ม มีแต่พันคนเดียวที่นั่งเซ็ง ผู้พันที่กอดสาวมาถึงสองคนจะแบ่งให้คนหนึ่ง พันไม่เอา ถามกำนันว่าตกลงพ่อจะไม่กลับบ้านจริงๆหรือ

อ่ำเห็นพันไม่สนุกเลยบอกให้ไปรอข้างนอกก็แล้วกัน ถึงเวลาจ่ายเมื่อไหร่ค่อยเข้ามา ตอนนี้ตนขอปรึกษาปัญหาหัวใจกับน้องมุกกี้ก่อน แล้วโอบสาวมุกกี้ไป

พักใหญ่ผู้หญิงสี่คนในชุดคอสเพลย์สวมหน้ากากปิดบังใบหน้าก็เดินเปรี้ยวเข้ามา

พรหมมามองตะลึง หนึ่งในสี่สาวบอกว่านี่เป็นบริการพิเศษจากทางร้าน ผู้พันผวนตบเข่าฉาดเรียกให้ไปหาตนทันที

ที่แท้สี่สาวคือคุณนายไฉววงศ์ แม่จันทร์ กระรอกและผู้กองฉวีผ่องนั่นเอง เมื่อมาเห็นคนของตนกำลังนัวเนียกับสาวอย่างมัวเมา ก็แยกย้ายกันไปหาคนของตัว ผู้กองมองหาพันแต่ไม่เจอ

พันอยู่ข้างนอก เห็นผู้พันสุทธิสารมาเขารีบหลบนึกในใจ “บรรลัยเกิด!!”

คุณนายที่ประกบผู้พันอยู่ ถูกผู้พันมือไม้อยู่ไม่สุข คุณนายขอให้ใจเย็น ฉะอ้อนถามว่า

“พี่ปากหวานจังเลย อย่างนี้เมียที่บ้านคงรักพี่แย่เลย”

“อย่าไปพูดถึงอีแก่นั่นให้เสียอารมณ์เลยจ้ะ พอพูดขึ้นมาเห็นภาพทั้งเหี่ยว ทั้งยานลอยมาเลย สู้มือนิ่มๆ ของน้องไม่ได้หรอกจ้ะ”

อ่ำถูกกระรอกประกบ อ่ำกะล่อนว่าตนเป็นสุภาพ บุรุษขอหอมให้ชื่นใจที กระรอกแค้นใจแต่เก็บกลั้นไว้ จนเมื่อความแตก กระรอกตบหน้าอ่ำฉาดใหญ่ อ่ำกุมแก้มครวญ

“บรรลัยเกิด...สังหรณ์แล้วเชียว ว่าจะมีเคราะห์”

หมู่ทองเห็นผู้กองฉวีผ่องยืนอยู่ก็เข้าไปหลี แต่พอผู้กองแสดงตัวหมู่ทองก็หน้าซีดเผือด ผู้กองถามว่าพันอยู่ไหน หมู่ทองบอกว่าอยู่ข้างนอกแล้วขออนุญาตกลับบ้าน พอผู้กองอนุญาตก็เผ่นแน่บหนีไปจากโซนอันตรายทันที

แม่จันทร์นั่งเบียดกำนัน พอเนื้อแนบเนื้อพูดคุยกันไม่กี่คำ กำนันก็รู้สึกคุ้นมือคุ้นหู ตกใจสุดขีด แต่ช้าไปแล้ว ถูกแม่จันทร์โน้มคอตีเข่าไม่ยั้ง

ผู้พันผวนถูกคุณนายอ่อยล่อพักเดียวก็รู้ตัว คุณนายถอดหน้ากากออก ผู้พันอยากตายไปตอนนั้นเลย แต่ตายไม่ได้เพราะถูกคุณนายทั้งต่อยทั้งด่า เจ็บใจที่ว่าตนทั้งเหี่ยวทั้งยาน

นุ้ย พรหมมา กับสืบ เห็นผู้พัน กำนัน และอ่ำที่ตกอยู่ในลานสังหาร คาดว่าไม่รอดแน่ ก็ชวนกันหนีเอาตัวรอดทั้งสามพร้อมใจกันวิ่งตามน้องๆโคโยตี้ที่หนีตายกันกระเจิงไป

ooooooo

ที่หน้าค็อกเทลเลานจ์ ผู้พันสุทธิสารกำลังไปติดตามผลงานอยู่อย่างสะใจ หมวดอัจฉราโทร.เข้ามือถือ ผู้พันเห็นแล้วบ่นหงุดหงิดว่าจะโทร.มาทำไมตอนนี้ แล้วกดตัดสายทิ้งไปเลย

ขณะนั้นเอง ผู้กองฉวีผ่องเดินออกมา ผู้พันสุทธิสารรีบเข้าไปทัก

“เป็นยังไงบ้างครับผู้กอง เห็นธาตุแท้ไอ้พันมันแล้วใช่ไหมครับ จะว่าไปผมก็ไม่อยากจะทำอย่างนี้หรอกครับ แต่มันจำเป็นจริงๆที่ต้องให้ผู้กองเห็นด้วยตาตัวเอง”

“พันไม่ได้อยู่ข้างในหรอกค่ะผู้พัน หมู่ทองบอกว่าพันไม่ชอบเที่ยวแบบนี้ก็เลยออกมาก่อน”

ผู้พันไม่เชื่อ จะเข้าไปลากตัวพันออกมาให้ผู้กองเห็นกับตา ผู้กองรำคาญเลยขอตัวกลับบ้านก่อน

“ทำไมล่ะครับ ไม่อยู่ดูน้ำหน้าไอ้พันก่อนเหรอ”

“ฉันเคยสัญญากับพันไว้ตั้งแต่เรื่องกระรอกแล้วว่าจะเชื่อใจกัน มีอะไรจะพูดกันตรงๆ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ฉันจะคุยกับพันเองค่ะ จริงๆฉันไม่ควรจะมาตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ”

ผู้กองเดินเลี่ยงไป ผู้พันสุทธิสารยังจะตามตื๊อ แต่มือถือดังขึ้นก่อนเลยหยิบดูแล้วก็หัวเสียอีกเมื่อเห็นเป็นสายจากอัจฉรา บ่นหงุดหงิดว่าจะจองล้างจองผลาญกันไปถึงไหนเนี่ย แล้วกดตัดสายทิ้งรีบตามผู้กองไป

พันแอบดูอยู่แต่ต้นแล้ว มองตามผู้กอง พึมพำอย่างปลื้มสุดๆ “ผู้กองของไอ้พัน”

ooooooo

ที่ห้องพักผู้ป่วยในโรงพยาบาล อัจฉราบอกคุณรำเพยว่าลูกชายคุณป้ายังไม่รับสายเลย อาสาคืนนี้จะนอนเป็นเพื่อนคุณป้าเองก็แล้วกัน

คุณรำเพยเกรงใจบอกว่าอยู่คนเดียวได้

“ยังไงคืนนี้หนูก็ต้องเข้าเวรอยู่แล้วค่ะ คุณป้านอนพักเถอะค่ะ มีอะไรเรียกหนูได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ”

อัจฉราไปนั่งที่โซฟาเปิดหนังสืออ่านเงียบๆ คุณรำเพยมองเธออย่างถูกชะตา

เมื่อโทร.อย่างไรผู้พันก็ไม่รับสาย รุ่งขึ้นอัจฉราไปหาผู้พันสุทธิสารถึงห้องในหอพักแพทย์ พอดีผู้พันไม่ได้ล็อกห้อง พอเข้าไปเห็นผู้พันนอนหลับสบายอยู่ หมั่นไส้เลยคว้าหนังสือปาโครมใส่ตัวจนผู้พันสะดุ้งตื่นถามว่าเข้ามาในห้องตนได้ไง

อัจฉราบอกว่าเขาไม่ได้ล็อกห้อง ไล่ให้ไปนุ่งกางเกงก่อน พลางก็บ่น

“คนอะไร แม่ตัวเองป่วย ยังมานอนหลับสบายอยู่ได้” ผู้พันงงๆ เธอสั่ง “รีบแต่งตัวแล้วตามฉันมา”

อัจฉราเดินนำลิ่วไปที่ห้องพักคนป่วยที่คุณรำเพยพักอยู่พลางเล่าอาการป่วยให้ฟังว่าแม่เขาโรคหัวใจกำเริบถูกส่งตัวมาตั้งแต่เมื่อคืน แต่อาการทรงตัวไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว

“แล้วทำไมไม่มีใครโทร.มาบอกผม” ผู้พันถามแล้วนึกได้ว่าอัจฉราโทร.หาหลายครั้งแต่ตนตัดสายทิ้ง

“ฉันโทร.หาคุณแล้ว โทร.เท่าไหร่ก็ไม่มีใครรับสาย มัวแต่ไปไล่ตามผู้หญิงที่ไม่ได้รักคุณอยู่ ก็เลยลืมดูแลผู้หญิงที่รักคุณมากที่สุดในโลก ฉันพูดผิดรึเปล่า”

พูดแล้วอัจฉราเดินแยกไป ผู้พันมองเซ็งๆแล้วเดินเข้าไปในห้องคนป่วย

คุณรำเพยดีใจมากที่เห็นหน้าลูกชาย ผู้พันถามว่าคุณแม่เป็นยังไงบ้าง?

“ดีขึ้นมากแล้ว หมออัจฉราเขาไปไหนแล้วล่ะ”

“ยัยนั่นน่ะเหรอ ไปซะก็ดีแล้วล่ะครับ ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น ปากก็ไม่ดี กิริยามารยาทก็ไม่เรียบร้อย”

“แต่เขามีน้ำใจนะลูก เมื่อคืนเขาอุตส่าห์อยู่เป็นเพื่อนแม่ทั้งคืนเลย”

“ยัยตัวแสบนั่นน่ะเหรอ...”

ผู้พันหน้าเจื่อนอย่างคิดไม่ถึง

ooooooo

เช้าวันเดียวกัน ที่บ้านผู้พันผวน สภาพผู้พันกับกำนันยังบอบช้ำอิดโรยจากฝีมือคุณนายและแม่จันทร์

คุณนายกับแม่จันทร์ญาติดีกันได้รวดเร็วและแน่นแฟ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แม่จันทร์ชวนคุณนายว่าคราวหน้าเรามาร่วมมือกันอีกนะ ทำเอาทั้งผู้พันและกำนันสะดุ้งเฮือกถามว่ายังจะมีคราวหน้าอีกเหรอ?

ก่อนไปเลานจ์ ทั้งกำนันและผู้พันเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยดี๊ด๊าดึ๋งดั๋งวางแผนอย่างดี แต่พอมีเรื่องต่างก็โทษว่าอีกฝ่ายเป็นคนชวน เลยพาลทวงหนี้กันขึ้นมาอีก คราวนี้กำนันหมายกินคำโต บอกว่าทั้งหนี้ทั้งดอกเอามาเลยหนึ่งล้านเจ็ดแสนบาท!

“คุณยืมเงินไปทำอะไร ทำไมถึงเยอะอย่างนี้” คุณนายถามผู้พันเสียงเขียว ผู้พันปฏิเสธว่าเปล่า ไม่มีอะไร

“ก็บอกคุณนายไปสิจ๊ะผู้พัน ว่ายืมเงินพ่อฉันเพื่อสู่ขอคุณนาย ไม่เห็นต้องอายเลย” พันลุ้น

“ตอนไหน ฉันไม่เห็นได้สินสอดสักบาท แถมฝ่ายฉันยังต้องช่วยออกเงินค่าจัดงานอีกต่างหาก” คุณนายโวย

คราวนี้ความลับสุดยอดเลยแตกดังโพละ! ผู้พันสารภาพเสียงอ่อยว่า ตนยืมเงินกำนันมาสองหมื่นหมายไปสู่ขออนงค์สาวที่หมายปองแต่อนงค์ถูกเสี่ยสอยไปเสียก่อน ตนเสียใจมากเลยไปกินเหล้าจนเมา คล้องพวงมาลัยแบงก์ให้นักร้องกับพวกผู้หญิงที่กรูกันมาหอมแก้ม

“เอ้าๆ ใจเย็นๆ เดี๋ยวแก้มป๋าช้ำหมด ฮ่ะๆมามะ ถูกใจอย่างนี้เข้าแถวมารับพวงมาลัยเลย” เท่านั้นไม่สะใจ ยังตะโกนว่า “ทุกคนกินให้เต็มที่เลยนะ วันนี้พี่ผวนเลี้ยงเอง”

พอรุ่งเช้า ไฉววงศ์ในวัยสาวก็ออกมาเจอหนุ่มผวนนอนเขละอยู่หน้าบ้าน สาวเจ้าเวทนาเลยพาเข้าบ้านไปป้อนน้ำ ข้าวกับหินดองน้ำเกลือจนอาการดีขึ้น หลังจากนั้นหนุ่มผวนก็ไปมาหาสู่จนได้แต่งงานกับสาวน้อยไฉววงศ์คนงาม

ฟังคำสารภาพของผู้พันจบ คุณนายก็ตรงเข้าดึงหูผู้พันทั้งสองข้าง ผู้พันหัวทิ่มตามแรงดึงร้องโอดโอยว่าเจ็บแล้ว กลัวแล้ว หูจะขาดแล้ว กำนันทำหน้าสะใจยิ้มให้แม่จันทร์

“เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว คุณนายอย่าไปถือสาเรื่องแฟนเก่าของผู้พันอีกเลยนะ อุตส่าห์ครองรักกันมาตั้งยี่สิบกว่าปี”

“ฉันไม่ได้สนใจเรื่องแม่อนงค์อเนิงแฟนเก่าอะไรนั่นหรอก แต่ฉันเจ็บใจเรื่องสินสอดที่ฉันไม่เคยได้สักบาท แถมยังต้องช่วยออกเงินค่าแต่งให้อีก มันน่าไหมล่ะ”

คุณนายกระชากหูผู้พันจนร้องลั่น แม่จันทร์บอกกำนันว่าตนนึกได้แล้ว กำนันตื่นเต้นถามว่านึกอะไรได้หรือแม่

“ก็นึกได้ว่า ผัวฉันมันทรยศฉันยังไงล่ะ คิดอีกทีก็แค้น” แม่จันทร์ดึงหูกำนันบิดอย่างแรง

“โอยยยย...อีกแล้วเหรอ ทำไมพูดเรื่องนี้ทีไร ต้องมาลงที่ฉันทุกที”

ทั้งกำนันและผู้พันร้องโอดโอยที่ถูกบิดหู จนเสียงร้องดังออกไปนอกบ้าน พันพูดกับผู้กองขำๆ ว่า สามัคคีกันดีเหลือเกิน ไม่เสียแรงที่ตนพยายามทำให้คืนดีกัน

ผู้กองดุว่ายังจะเล่นอยู่อีก รีบไปช่วยพ่อตนกับพ่อเขาเร็วเข้า

พันรีบดักหน้าห้าม บอกให้พักเรื่องการลงโทษไว้ก่อน ตนมีเรื่องจะบอก พอผู้กองหยุดถามว่ามีอะไร พันยิ้มแป้นบอกว่า

“ไหนๆ คุณนายกับแม่ ผู้พันกับพ่อกำนันก็สนิทสนมกันมากขึ้นแล้ว ฉันอยากจะขอ...เอ่อ ขอพูดเรื่องสู่ขอผู้กองจ้ะ”

“ไม่ได้!!” เสียงสังหารของผู้พันกับคุณนายแผดขึ้น กำนันกับแม่จันทร์ถามว่า ทำไม!! คุณนายกับผู้พันช่วยกันพูดว่า ยังไงพันก็ยังสู้ผู้พันสุทธิสารไม่ได้ และที่ดินแถวสาทรก็แพงกว่าที่ดินแถวสุพรรณเป็นไหนๆ แม่จันทร์ของขึ้นถามว่าตกลงจะมองกันแต่เงินทองอย่างเดียวใช่ไหม งั้นก็ติดป้ายขายลูกสาวกินเสียเลยสิ

“จริงจ้ะแม่” กำนันทำหน้าที่กองหนุนตลอดกาล “ไอ้หมาลูกเราก็จบถึงเมืองนอกเมืองนา อ็อกเฟิร์ดๆ รู้จักรึเปล่า หน็อย! ยังบอกว่าสู้ไม่ได้ เอ็งมีปัญญาทำได้อย่างลูกข้าก่อนเถอะ ไอ้ห่อย”

สองฝ่ายทะเลาะกันทันที ต่างเถียงกันคอเป็นเอ็นไม่มีใครยอมใคร พันกับผู้กองมองพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายแล้วถอนใจปลงๆ ไม่รู้ชาตินี้จะลงเอยกันได้หรือเปล่า...เฮ้อ!

พันปลอบใจว่าอย่ากลุ้มไปเลย ยังไงเราก็ต้องมีวิธีทำให้พวกเขาสามัคคีกันได้อยู่แล้ว พอผู้กองถามว่าวิธีไหน พันก็หัวเราะแหะๆ บอกว่ายังคิดไม่ออก แต่ตนมั่นใจว่าเราต้องแก้ปัญหานี้ได้แน่นอน

“ฉันเชื่อเธอนะพัน แต่มันก็ไม่ง่ายเลย โดยเฉพาะเรื่องผู้พันสุทธิสาร”

“ถ้าเรามองว่ามันยาก เราก็ท้อสิจ๊ะ แต่ถ้าคิดว่ายิ่งยากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นบทพิสูจน์ของความรัก เราก็มีกำลังใจสู้ต่อไป” ผู้กองเขิน ดุแก้เกี้ยวว่าพูดอะไร ไปทำงานได้แล้ว พันตะเบ๊ะเปิดประตูรถให้ผู้กองแล้วตัวเองรีบวิ่งไปขับรถพาผู้กองออกไป

ooooooo

ด้วยความรู้สึกดีและอยากขอบคุณอัจฉรา พักกลางวันวันนี้ผู้พันสุทธิสารซื้อขนมไปวางไว้ที่โต๊ะอัจฉรา เธอถามว่าวางผิดโต๊ะหรือเปล่าโต๊ะผู้กองอยู่โน่น

ผู้พันบอกว่ารู้ แต่นี่ซื้อมาให้เธอ อัจฉราทำหน้างงถามว่าไม่สบายหรือเปล่า

“ว่าเข้านั่น สำหรับผม ในสายตาหมวด ผมคงไม่มีอะไรดีเลยสินะ...ช่างเถอะ ผมก็แค่จะมาขอบคุณ เรื่องที่คุณช่วยดูแลคุณแม่ผมที่โรงพยาบาลวันก่อนน่ะ”

อัจฉราบอกว่าตนก็แค่ทำตามหน้าที่ไม่ต้องขอบคุณก็ได้ ผู้พันบอกว่าถึงทำตามหน้าที่ ตนก็อยากขอบคุณอยู่ดี เอ่ยอย่างจริงใจว่า “ขอบคุณมากนะหมวด ผมซึ้งน้ำใจคุณจริงๆ”

ความจริงใจของผู้พันวันนี้ ทำเอาอัจฉราอึ้ง ต่างมองกันด้วยความรู้สึกดีๆ ไม่มีมารยาและอคติใดๆ ผู้กองฉวีผ่องเข้ามาเห็นพอดี เธอชะงักถามว่าตนมาขัดจังหวะหรือเปล่า ทั้งสองสะดุ้งต่างปฏิเสธว่าเปล่า ไม่มีอะไร แต่มีพิรุธให้ผู้กองจับได้

ขณะนั้นเองมีทหารนำจดหมายเรียกประชุมด่วนเข้ามามอบให้ผู้พันสุทธิสาร ทั้งสามมองหน้ากันงงๆว่าประชุมด่วนเรื่องอะไร

เมื่อเข้าประชุม ได้รับแจ้งถึงภาระหน้าที่ที่ต้องไปปฏิบัติการในหมู่บ้านทุรกันดารที่มีปัญหาเรื่องยาเสพติด และประชาชนลำบากยากแค้นขาดแคลนเครื่องอุปโภค บริโภค

ออกจากที่ประชุม ผู้พันปรารภกับผู้กองว่าปฏิบัติการครั้งนี้ดูไม่ง่ายเลย ผู้กองพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า

“จะหนัก จะเหนื่อยแค่ไหน เราก็คงต้องทำให้ดีที่สุดล่ะค่ะผู้พัน”

“ครับ แล้วเราจะสู้ไปด้วยกันนะครับ” ผู้พันส่งสายตาหวานให้ ผู้กองรู้ตัวรีบเปลี่ยนเรื่องถามว่าแล้วอัจฉราหายไปไหน ผู้พันบอกว่ารายนั้นจะไปไหน คงไปหาอะไรกินอยู่มั้ง

แต่พอมองหาก็เห็นอัจฉราคุยอยู่กับ เสธ.อู๊ดอย่างสนิทสนม เพราะเสธ.อู๊ดจำอัจฉราที่ช่วยผ่าตัดไส้ติ่งให้ลูกสาวตนได้ พูดอย่างขอบคุณว่าถ้าไม่ได้เธอช่วย ป่านนี้ลูกสาวตนคงไส้ติ่งแตกไปแล้ว

ผู้พันเห็นความสนิทสนมกันของอัจฉรากับเสธ.อู๊ดก็หน้าตึงหึงไม่รู้ตัว และแน่นอน...อาการนี้ไม่พ้นสายตาผู้กอง

ooooooo

ที่บ้านผู้พันผวน ทั้งแม่จันทร์และคุณนายต่างไม่ยอมให้ลูกตนไปลำบากและเสี่ยงอันตรายที่ชายแดน

“แต่หนูเป็นทหารนะคะคุณแม่ งานแบบนี้ ถ้าทหารไม่ทำแล้วใครจะทำล่ะคะ”

“ดีมากลูก” ผู้พันผวนจับบ่าผู้กองชื่นชม “มันต้องอย่างนี้สิ ถึงจะเป็นลูกพ่อ” แล้วพูดกับคุณนายว่า “อย่าห่วงไปเลยคุณ ถึงจะเป็นพื้นที่เสี่ยงอันตราย แต่ก็ไม่มีใครเขาให้หมอไปออกรบหรอก มีทหารคุ้มกันตั้งเยอะแยะ จะกลัวอะไร”

แม่จันทร์ทำใจไม่ได้บอกพันให้เลิกเป็นทหารเสียเถอะ พันบอกว่าเลิกตอนนี้ก็ติดคุกฐานหนีทหารน่ะสิ ปลอบแม่ว่า

“ก็อย่างที่ผู้กองบอกล่ะจ้ะ งานแบบนี้ ถ้าทหารไม่ทำแล้วใครจะทำล่ะจ๊ะ” กำนันเห็นด้วยกับพัน พันหันยิ้มพูดกับผู้กอง “แล้วที่สำคัญ ฉันไม่อยากปล่อยให้ผู้กองคลาดสายตาฉันแม้แต่นิดเดียว” พันเอื้อมมือไปจับมือผู้กอง “ฉันอยากดูแลผู้กองอย่างดีที่สุด”

พริบตานั้น ผู้พันผวนดึงมือพันออก และคุณนายก็ดึงมือผู้กองออก บรรยากาศคุกรุ่นทันที กำนันเข้าข้างพันต่อว่าผู้พันที่กีดกันพัน ทั้งสองฝ่ายเลยทะเลาะกันอีก จนลืมเรื่องที่พันกับผู้กองจะออกปฏิบัติหน้าที่ในถิ่นทุรกันดารไปเลย

วันนี้ผู้พันสุทธิสารกับคุณรำเพยไปทานอาหารกัน บังเอิญเป็นร้านเดียวกับที่เสธ.อู๊ดพาน้องออมลูกสาววัย 5 ขวบ ที่อัจฉราผ่าตัดไส้ติ่งให้ไปทานด้วย อัจฉราดูแลน้องออมอย่างเอ็นดู ดูภายนอกเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกที่อบอุ่น

ผู้พันสุทธิสารมองภาพนั้นอย่างบาดตาบาดใจ หึงไม่รู้ตัว จนคุณรำเพยสังเกตออก มองตามสายตาลูกชายไปจึงเห็นอัจฉรานั่งทานข้าวอยู่กับเสธ.อู๊ดและน้องออม คุณรำเพยเอ่ยว่า

“กะหนุงกะหนิงน่ารักเชียว อย่างกับเป็นพ่อกับแม่ลูกกันเลย” พูดแล้วสังเกตลูกชาย รู้สึกว่าลูกชายท่าทางแปลกๆ ในขณะที่ผู้พันหึงลมออกหู กินข้าวไปมองอัจฉราไปอย่างหงุดหงิด

ooooooo

7–8 วันต่อมา... ผู้พันผวนยืนที่โพเดียมปลุกระดมทหารที่จะออกปฏิบัติการครั้งนี้ ขอให้ทุกคนภาคภูมิใจในเกียรติของการเป็นทหารและจงปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ให้ดีที่สุด...ขอให้ทุกคนโชคดี

ขณะบรรยากาศกำลังฮึกเหิมนั่นเอง กระรอกกับศรีวันก็วิ่งร้องไห้เข้ามา กระรอกพร่ำเรียก “พี่อ่ำ...พี่อ่ำ...” ในขณะที่ศรีวันก็เรียก “พี่พัน...พี่พัน...” ต่างดราม่ากันสุดฤทธิ์ อวยพรให้คนของตัวปลอดภัยกลับมา

แต่ทั้งพัน อ่ำ สืบ นุ้ย และพรหมมา ต่างมีสีหน้าแววตามุ่งมั่นจริงจัง ที่จะปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้สุดใจขาดดิ้นพันสบตาและยิ้มกับผู้กองฉวีผ่องอย่างให้กำลังใจกันและกัน

เมื่อไปถึงสถานที่ปฏิบัติการ พวกทหารและแพทย์ พักที่ค่ายชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในโรงเรียนชื่อ “ค่ายสร้างสุข”

พันทำหน้าที่แจกของให้เด็กๆ ความสนุกสนานร่าเริงของพันทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของเด็กๆ ส่วนผู้กองฉวีผ่องทำหน้าที่ตรวจสุขภาพชาวบ้าน ให้คำแนะนำในการรักษาสุขภาพแก่ชาวบ้านอย่างใส่ใจ อ่อนโยน และมีเมตตา

ผู้พันสุทธิสารวอแวผู้กองไม่ยอมห่าง เที่ยงก็มาบอกให้ไปกินข้าว ผู้กองไม่ไปก็ตื๊ออยู่ช่วยงาน อัจฉรามองอยู่อย่างหมั่นไส้ เลยออกอุบายให้ผู้กองไปหา พอผู้พันตามไป อัจฉราก็บอกให้ผู้พันไปเอาน้ำมาให้ผู้กอง ผู้พันเสียรู้ไปเอาน้ำกลับมาผู้กองก็หายไปแล้ว ซ้ำอัจฉรายังทานอาหารจนหมด ทำเป็นตกใจว่า นึกว่าผู้พันไม่ทานเสียอีก

ผู้กองหลบจากผู้พันไปกินข้าวกับพันอย่างเอร็ด อร่อย ผู้กองแสดงความเป็นห่วงพันว่า การลาดตระเวนนั้นอันตราย ถึงหลักๆจะเป็นการหาข่าวแต่ถ้าเจอข้าศึกก็อาจจะต้องมีการปะทะกัน

“ฉันรู้จ้ะ แต่มันเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องทำ และฉันก็เต็มใจจะทำมันด้วยจ้ะ”

“ฉันภูมิใจในตัวเธอนะพัน ยังไงเธอก็ต้องระวังตัวให้มาก นี่ไม่ใช่พวกค้ายารายย่อยแต่เป็นแก๊งใหญ่ที่มีอิทธิพล มีใครอยู่เบื้องหลังเราก็ไม่รู้”

พันจับมือผู้กองมองตานิ่ง บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ตนจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด ยังไงก็ไม่ยอมให้ผู้กองต้องเป็นม่ายขันหมากแน่ ผู้กองดุว่ายังจะมีอารมณ์มาพูดเล่นอีก

“พูดเล่นที่ไหนกันจ๊ะ ฉันพูดจริงต่างหากล่ะ” แล้วทำมือไอเลิฟยูให้ผู้กองยิ้มขำๆ แต่ในใจก็ยังเป็นห่วงพัน

ที่หลังต้นไม้ มีชายคนหนึ่งแอบดูแอบฟังอยู่อย่างใจจดจ่อ

ooooooo

มันคือเซ้ง ลูกน้องเสี่ยโบ้ นักค้ายาตัวยง เมื่อเซ้งกลับไปรายงาน เสี่ยโบ้คำรามอย่างเจ็บใจว่า

“ข้านึกแล้ว ว่าพวกทหารมันคงไม่แค่มาหาชาวบ้านเฉยๆแน่” แล้วสั่งเซ้ง “เอ็งไปจัดการต้อนรับพวกมันจัดให้หนักให้มันรู้ว่าพื้นที่ใคร”

วันต่อมาขณะทีมแพทย์กำลังทำงานกันอยู่นั้น เสียงปืนดังกึกก้องขึ้นแล้วรัวระห่ำ ชาวบ้านร้องกันอย่างหวาดกลัววิ่งหนีกันชุลมุน พวกนุ้ยได้ยินเสียงปืนและเสียงร้องของชาวบ้านก็คว้าปืนวิ่งตามเสียงไปทันที

ที่แท้คนร้ายต้องการมาก่อกวนเท่านั้น เพราะพอมันยิงปืนแล้วก็พากันหนีไป บ้านเรือนได้รับความเสียหายบ้าง ชาวบ้านที่วิ่งหนีมีบาดแผลถลอกจากการหกล้มบ้าง แต่ที่หนักมากคือชาวบ้านพากันกลัวและเครียดมาก

พวกพันไล่ตามคนร้ายไปแต่จับมันไม่ได้เพราะมันชำนาญพื้นที่กว่า พันคิดหนักบอกผู้กองว่า

“คงต้องจัดการอะไรสักอย่างแล้วล่ะจ้ะ ก่อนที่พวกมันจะไม่ได้แค่ยิงขู่อย่างนี้อีก”

พันเหลือบเห็นผู้ใหญ่บ้านยืนมองเหตุการณ์อยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แต่พอผู้กองไปถามว่ารู้ไหมว่าเป็นฝีมือใคร ถ้ารู้ให้บอกพวกเราจะช่วยจัดการให้

“พวกคุณไม่เข้าใจหรอก กลับไปเถอะ ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น”

“ถ้าฉันเดาไม่ผิด เป็นฝีมือของพวกแก๊งค้ายา พวกมันคงสร้างสถานการณ์ให้ชาวบ้านกลัว เพื่อกดดันไม่ให้ทหารไปยุ่งกับพวกมัน อย่างนั้นใช่ไหมผู้ใหญ่” พันถามนำ

“พวกคุณมาแล้วก็ไป แต่พวกเรายังต้องอยู่ที่นี่ อย่าให้ผมพูดอะไรมากเลย”

“แล้วผู้ใหญ่จะอยู่โดยยอมให้พวกมันข่มเหงไปอย่างนี้เรื่อยๆเหรอคะ ที่สำคัญผู้ใหญ่ทนได้หรือคะที่เห็นเด็กๆ หรือคนในหมู่บ้านติดยาเสพติดน่ะ”

ผู้ใหญ่บ้านหน้านิ่งไปอย่างตัดสินใจ

ooooooo

เมื่อทหารจัดคอนเสิร์ต “นำรอยยิ้มกลับมา” เพื่อสร้างความบันเทิงให้ชาวบ้าน เสี่ยโบ้สั่งเซ้งส่งคนไปดูลาดเลาก่อน เพราะกำลังจะมีการส่งของลอตใหญ่ ตนไม่อยากให้พลาด

เสี่ยโบ้คิดเครียดเพราะไม่ไว้ใจพวกทหาร

งานคอนเสิร์ตจัดอย่างครึกครื้น พันกลายเป็นนักร้องเสียงทองขวัญใจชาวบ้าน พวกชาวบ้านทั้งร้องทั้งรำกันอย่างสนุกสนาน

คนที่ไม่มีความสุขเลยคือผู้พันสุทธิสาร เพราะพันกลายเป็นขวัญใจชาวบ้านไปแล้ว ผู้กองก็มองดูการแสดงของพันอย่างชื่นชม ผู้พันได้แต่มองอย่างหงุดหงิดจน อัจฉรานึกสงสาร แต่พอเข้าไปชวนให้ร้องเพลงก็บอกว่าตนไม่ชอบร้องเพลง แล้วเดินหนีอย่างรำคาญ

“ทำคะแนนไม่ทันแล้วก็วางมือเสียเถอะค่ะ สู้ต่อไปก็มีแต่แพ้กับแพ้” อัจฉราบอก

“ยุ่ง!!!” ผู้พันเหวี่ยงใส่ อัจฉราร้องอ้าว...คนอุตส่าห์หวังดี “หมวดเนี่ยนะหวังดีกับผม เชียร์ไอ้พันเสียออกหน้าขนาดนั้น” อัจฉราย้อนถามว่าแล้วจะให้ตนเชียร์คนที่คอยตามตื๊อหนูแดงจนน่ารำคาญงั้นหรือ

“หมวด!!”

“หรือไม่จริง ไม่อย่างนั้นผู้พันจะเข้าทางคุณพ่อ

คุณแม่ของยัยหนูแดงเหรอ ยอมรับความจริงเถอะค่ะ ว่าพันกับหนูแดงเขารักกัน แล้วสิ่งที่ผู้พันทำอยู่มันก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น นอกจากจะเป็นการทำร้ายทั้งพัน หนูแดงแล้วก็ตัวผู้พันเอง”

ถูกอัจฉราพูดแทงใจดำ ผู้พันสุทธิสารก็ยิ่งโมโห ตวาดใส่

“ทำเป็นมาสอนผม คิดว่าตัวเองมีคนมาจีบเข้าหน่อย แล้วฟินมากจนเที่ยวชี้นิ้วสอนคนอื่นยังงั้นเหรอเฮอะ! เอาเข้าจริง เสธฯอู๊ดเขาจะจริงจังกับคุณแค่ไหนยังไม่รู้เลย อย่าหลงตัวเองดีกว่า”

“ฉันเตือนผู้พันดีๆนะทำไมต้องไปพาดพิงถึงคนอื่นด้วย” อัจฉราชักฉุน

“ผมก็เตือนหมวดดีๆเหมือนกัน หมวดคิดเหรอว่า คนปากเสีย กินจุ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน นิสัยแย่ๆ อย่างหมวด จะมีผู้ชายที่ไหนเขามาชอบจริงๆ”

อัจฉราตบหน้าผู้พันเต็มเหนี่ยว น้ำตาคลอ ขบกรามแน่นกลั้นน้ำตาไว้ เธอสะบัดไปไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ผู้พันสุทธิสารเจอของจริงเข้าก็ถึงกับอึ้ง หน้าเสีย รู้ตัวว่ารุนแรงกับเธอเกินไป คิดแล้วรู้สึกผิดสุดๆ

ooooooo

เซ้งส่งขวัญหญิงสาวนางนกต่อไปอ่อยอ่ำจนรู้ว่า วันนี้ทหารหยุดทุกภารกิจเพื่อมอบความสุขความบันเทิงให้ประชาชน ขวัญถามว่าแล้วทหารทุกคนในค่ายมารวมอยู่ในงานนี้หมดเลยหรือ

“จุ๊บทีนึงก่อนได้ไหมแล้วจะบอก”

ลูกน้องโทรศัพท์รายงานข่าวนี้แก่เสี่ยโบ้ เสี่ยสั่งให้จับตาดูการเคลื่อนไหวของพวกทหารต่อไป มีอะไรให้รีบโทร.รายงานทันที พอวางสายก็สั่งเซ้ง

“ทางสะดวก ส่งของตามกำหนดการเดิมได้เลย”

ที่มุมหนึ่งในค่าย หมู่ทองเรียกรวมพล พอสั่งนับพบว่าขาดไปหนึ่งคน พอดีอ่ำร้องรายงานตัวมาแต่ไกล

“ฉันมาแล้วจ้า”

เมื่อมาครบแล้ว หมู่ทองให้พันอธิบายแผนให้ฟัง

“จากข่าวที่ได้รับมา จะมีการส่งยาบ้าลอตใหญ่คืนนี้ ทางเราจึงจัดให้มีคอนเสิร์ตขึ้น นอกจากจะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจชาวบ้านจากที่โดนยิงข่มขู่แล้ว ยังเป็นการหลอกให้พวกมันตายใจ เพื่อจะได้จับพวกมันได้คาหนังคาเขา”

หมู่ทองชี้ไปที่แผนที่บนกระดาน “และนี่ก็คือพื้นที่สำรวจที่เราได้เบาะแสมา หน้าที่ของเราคือการลาดตระเวนทำการรบ ค้นหาแล้วก็ทำลายยาบ้าทั้งหมด เข้าใจไหม”

“รับทราบ!” เสียงตอบรับเข้มแข็ง

“ปฏิบัติ!!” หมู่ทองเฉียบขาด เสียงตบเท้าดังพรึบ ทุกคนยืนตรง พร้อมปฏิบัติการทันที

ระหว่างทหารออกปฏิบัติการนั้น ผู้กองฉวีผ่องปรารภกับอัจฉราด้วยความเป็นห่วงพวกทหาร ภาวนาขออย่าให้มีใครต้องบาดเจ็บหรือเป็นอะไรไปเลย

อัจฉราหน้าจ๋อย บอกว่าพันคงจะดีใจถ้ารู้ว่าผู้กองเป็นห่วงเขามากขนาดนั้น รำพึงเศร้าๆว่า

“คิดๆไป ฉันก็อดอิจฉาความรักของเธอกับพันไม่ได้จริงๆ ชาตินี้ไม่รู้จะมีโอกาสได้มีความรักดีๆแบบนี้กับเขาบ้างหรือเปล่า”

“ทำไมพูดอย่างนั่นล่ะอัจ คนดีอย่างเธอวันหนึ่งก็ต้องมีคนดีๆเดินเข้ามาหา ความดีมันมีแรงดึงดูดรู้ไหม”

“ใครมันจะมาชอบฉันจริงๆล่ะ ฉันมันคนปากเสีย กินจุ ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน นิสัยแย่ๆ” พูดแล้วร้องไห้หนัก ผู้กองตกใจไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนรัก

ผู้พันสุทธิสารรู้สึกตัวเองผิดมากที่ทำให้อัจฉราร้องไห้เพราะคำพูดที่ขาดความยั้งคิดของตน

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป

สองเสน่หา EP.15 เดือนหยาด ต้องหาทางออกอีกครั้ง จากข่าวฉาวที่หลุดออกไป
23 มิ.ย 2564

14:30 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 15:01 น.