ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

ผู้กองยอดรัก

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

อัลบั้ม: 'เต๋อ' หยอดมุขฮาจีบ 'มาร์กี้' จับตา 'ผู้กองยอดรัก' ม้ามืดกวาดเรตติ้ง




ที่ถนนหลวงใกล้สุพรรณบุรี รถกลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่ง กำลังบ่ายหน้ามายังเมืองสุพรรณ

ภายในรถ ผู้กองฉวีผ่อง ร้อยเอกแพทย์หญิงที่ขาว สวย น่ารัก นั่งมา โดยมีสิบตรีบุรินทร์เป็นคนขับ ผู้กองฉวีผ่องคุยโทรศัพท์อย่างอารมณ์ดี

“คุณพ่อไม่ต้องห่วงนะคะ หนูมีหมู่บุรินทร์ไปเป็นเพื่อน... เสร็จงานแล้วหนูจะรีบกลับเลยค่ะ... สุพรรณแค่นี้คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ไปไม่ทันหายคิดถึง หนูก็กลับแล้วค่ะ”

ผู้กองฉวีผ่องคุยกับผู้พันผวนผู้เป็นพ่อที่รักและหวงลูกสาวราวกับจงอางหวงไข่ คุยเสร็จก็นั่งยิ้ม คุยกับบุรินทร์ขำๆ

“ออกจากบ้านยังไม่ทันถึงสุพรรณ คุณพ่อโทร.มาสามรอบแล้ว”

“ผู้พันคงเป็นห่วงผู้กองน่ะครับ” บุรินทร์พูดอย่างรู้ซึ้งถึงความหวงและห่วงของผู้พันที่มีต่อผู้กอง

ขณะผู้กองฉวีผ่องลดกระจกรถลงชมผืนนาเขียวขจีสองข้างทางและสูดอากาศที่มีกลิ่นหอมของใบข้าวอย่างชื่นใจนั่นเอง รถเกิดกระตุก จนบุรินทร์ต้องจอดข้างทางลงไปดู

ooooooo

ริมคันนาที่ทุ่งนาเขียวขจีสุดสายตา เสียงเพลง “หนุ่มสุพรรณ” ดังแว่วมาตามสายลม...

“ตัวฉันเกิดมาเป็นหนุ่มสุพรรณ ทำนาตากแดดทั้งวัน จนตัวฉันนั้น มันดำปิ๊ดปี๋ สำเนียงภาษา ฟังดูก็เชยสิ้นดี เพื่อนฝูงล้อกันป่นปี้ว่า พี่ก็หมา...น้องก็หมา...”

เป็นเสียงจากพัน หนุ่มสุพรรณหน้าตาก็พอจะหล่อแต่ที่เป็นต่อคือคารมผสมเสน่ห์เลยทั้งเท่ทั้งกวน มีพ่อเป็นกำนันชื่อพูน แม่ชื่อจันทร์ ฐานะมั่งคั่ง แต่พันก็อยู่อย่างพอเพียง ขี่จักรยานบ้านๆ จอดรถสูดอากาศอย่างชื่นอกชื่นใจ แล้วจึงขี่จักรยานร้องเพลงต่ออย่างอารมณ์ดี...

“ช่างหัวปะไร จะล้อยังไงไม่เห็นสำคัญ สำเนียงมันเหน่ออย่างนั้น แต่หัวใจฉัน มันเหน่อเมื่อไหร่...”

ขณะที่บุรินทร์เปิดกระโปรงหน้ารถก้มดูเครื่องบ่นงึมงำ

“ว่าเช็กดีแล้วเชียว เป็นอะไรของมันนะ” พลางจับโน่นจับนี่ไปเรื่อย แต่พอเงยหน้าขึ้นก็ตกใจแทบลมจับเมื่อเจอหน้าพัน ที่เข้ามาชะโงกดูจนหน้าเกือบชนกัน บุรินทร์ร้องราวกับถูกผีหลอก จนพันต้องโอ๋เรียกขวัญ...

“โถ...ขวัญเอ๊ย...ขวัญมา...รถเป็นอะไรจ๊ะน้า”

“เฮ้อ...ตกใจหมด นึกว่าผีหลอกกลางวัน เออ...รถมันวิ่งอยู่ดีๆ แล้วมันกระตุกๆ ไม่รู้เป็นอะไร แถวนี้มีช่างบ้างไหม”

“มีจ้ะ” พันตอบอย่างกระตือรือร้น บุรินทร์ยิ้มดีใจ แต่พอฟังประโยคต่อไปก็หน้าบูด “แต่เป็นช่างไม้นะจ๊ะ อยู่โค้งหน้านี่แหละ เดี๋ยวฉันตามให้”

“โธ่...ไอ้บ้า...เดี๊ยะ!” บุรินทร์อยากจะล่อสักป้าบ แต่พันรีบยกมือไหว้ยิ้มแป้นเลยป้าบไม่ลง

“แหม...ฉันล้อเล่นน่ะจ้ะ เดี๋ยวขอฉันดูหน่อยนะจ๊ะ ฉันพอมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อยู่บ้าง”

“แต่...” บุรินทร์ชักไม่ไว้ใจ พันรับรองว่าคราวนี้ไม่ได้ล้อเล่น บุรินทร์มองอย่างชั่งใจ แต่พอดีปวดฉี่กะทันหันเลยขอไปยิงกระต่ายก่อน พอบุรินทร์วิ่งกุมเป้าไป พันก็ก้มลงดูเครื่อง โดยไม่ทันสังเกตว่าในรถมีฉวีผ่องผู้กองแสนสวยนั่งอยู่

ooooooo

ครู่หนึ่ง ผู้กองฉวีผ่องเดินลงมาถามโดยไม่ทันมอง “บุรินทร์ เสร็จรึยัง”

“เสร็จแล้วจ้ะ แต่ฉันไม่ใช่...” พันตอบเสียงเหน่อๆ พลางเงยมอง พลันก็อึ้งกับความสวยของผู้กองจนทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ผู้กองฉวีผ่องก็ชะงัก กำลังจะถาม ก็พอดีบุรินทร์วิ่งกลับมา พูดออกตัวว่า

“เออ...ขอโทษครับ บังเอิญเมื่อกี๊ผมปวดปัสสาวะเลย...”

ผู้กองฉวีผ่องบอกว่าไม่เป็นไร แล้วจะถามว่าพันเป็นใคร ในขณะที่พันก็กะพริบตาปริ๊บๆ มองบุรินทร์เพื่อจะบอกอะไรบางอย่าง ส่งสายตาจนตาแทบเหล่ก็แล้ว บุ้ยใบ้ก็แล้ว จนบุรินทร์รำคาญเอ็ดว่า “อะไรของเอ็งวะ ก็พูดออกมาสิ”

“น้าไม่ได้รูดซิปจ้า” พันตะโกนใส่หน้า บุรินทร์สะดุ้งเฮือกเอามือกุมเป้าด่าว่าทำไมต้องตะโกนด้วย

ผู้กองฉวีผ่องกลั้นขำแทบไม่อยู่ ครู่หนึ่งผู้กองรู้สึกว่าถูกพันแอบมองเลยปั้นหน้าปึ่งถามว่าตกลงเขาเป็นใคร พันยืดตัวตรงพูดเสียงเหน่อราวกับรายงานผู้บังคับบัญชาเสียงดังฟังชัดว่า

“ฉันชื่อพัน น้ำสุพรรณ เป็นคนสุพรรณโดยกำเนิด พ่อแม่ฉันก็คนสุพรรณ โคตรเหง้าสักหลาดฉันเป็นทหารสมัยราชวงศ์อู่ทอง นี่ๆๆ บ้านฉันยังมีพระผงสุพรรณ”

พันพูดน้ำไหลไฟดับจนผู้กองฉวีผ่องต้องกลั้นขำ บุรินทร์เห็นท่าพันจะไม่หยุดง่าย เลยยกมือห้ามบอกว่าพอได้แล้ว ไม่มีใครถาม ไม่มีใครอยากรู้ พันบ่นอุบอิบว่า “แหม...นึกว่าอยากรู้ประดับสมอง”

“รถเป็นไงบ้าง” บุรินทร์ตัดบท

“อ๋อ...สายแบตมันรั่ว โชคดีนะจ๊ะที่ฉันมีสก๊อตเทปติดมาด้วย เลยพันพออยู่ไว้ก่อน แต่รับรองขับไปถึงสวรรค์ชั้นเจ็ดก็ไม่มีดับ” พันโอ่ ผู้กองฉวีผ่องก้มหน้าก้มตาเปิดกระเป๋าหยิบเงินถามว่าเท่าไรจ๊ะ พันรีบยกมือห้าม บอกว่าคนสุพรรณทำด้วยใจไม่ได้หวังเงินจริงๆ ผู้กองเลยขอบใจ

“ไม่เป็นไรจ้ะ” พันยิ้มแป้นแล้วหันไปทางบุรินทร์ “ว่าแต่เมียน้านี่สวยจังเลยนะจ๊ะ” ทำเอาทั้งผู้กองและบุรินทร์สะดุ้งเฮือก บุรินทร์รีบบอกว่านี่ไม่ใช่เมียตน พันไม่เชื่อ “แหม...อย่าอายเลยน้า มีเมียสวยขนาดนี้ น่าดีใจจะตาย ใช่ไหมจ๊ะน้าสาว”

ผู้กองฉวีผ่องสะดุ้งอีกเฮือกทวน “น้าสาว!” พันก็ยังยิ้มแป้นยืนยัน “จ้ะ...น้าสาว”

“บุรินทร์ ออกรถ!” ผู้กองสั่งหงุดหงิด บุรินทร์รับคำรีบปิดกระโปรงรถ พันก็ยังแกล้งไม่เลิก ทำเป็นไม่เข้าใจถามบุรินทร์ว่า “เมียน้างอนเหรอจ๊ะ”

“นั่นเจ้านายโว้ย ไม่ใช่เมีย เดี๋ยวปั๊ดเตะขาดสองท่อน ลามแล้วไอ้นี่ หลีกไป” ว่าแล้วรีบขึ้นรถขับพรืดออกไปอย่างเร็วจนพันกระโดดหลบแทบไม่ทัน แต่ยังไม่วายทะเล้น

“อ้าว...เดี๋ยว ฉันไม่ได้...แหมใจร้อนกันจริง จะรีบไปไหนเนี่ย” พันมองตามรู้สึกประทับใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ooooooo

บ้านกำนันพูนที่ใหญ่โตรโหฐานบ่งบอกถึงฐานะที่มั่งคั่ง กำนันเดินออกมาเห็นแม่จันทร์นั่งเศร้าถอนใจเฮือกๆ เพราะกังวลกลัวพันลูกชายหัวแก้ว หัวแหวนไปเกณฑ์ทหารแล้วติด

แม่จันทร์ถามว่าเราจะไม่ทำอะไรเลยหรือ ตนสงสารไอ้หมามัน กำนันถามว่าจะดีหรือ

“ดีสิ หรือพี่กำนันอยากให้ลูกไปเป็นทหาร” กำนันจุ๊ปากบอกว่าอย่าเอ็ดไปเดี๋ยวใครรู้ว่าเรายัดเงิน ตนไม่อยากทำ มันไม่ดี “ใครว่าฉันจะให้ยัดเงินล่ะ เสียชื่อแย่ ฉันหมายถึง...”

แม่จันทร์ทำหน้ามีลับลมคมใน แล้วแม่จันทร์ก็พากำนันไปที่ตำหนักเจ้าแม่ปลาบู่ทอง หวังพึ่งเจ้าแม่ให้ช่วยไอ้ลูกหมาสุดรักให้เกณฑ์ทหารไม่ติด

เจ้าแม่กำลังเข้าทรงจนตัวสั่นไปหมด แม่จันทร์พนมมือรำพึงว่าศักดิ์สิทธิ์จริงๆ กำนันมองงงๆ ถามแม่จันทร์ว่า

“นั่นของขึ้นเหรอแม่จันทร์ ฉันนึกว่าเป็นสันนิบาตลูกนก” เลยถูกแม่จันทร์แหวใส่ว่าปากพล่อย เดี๋ยวได้ถูกเจ้าแม่หักคอเอาหรอก กำนันหุบปากเงียบทันที

ครู่หนึ่งลูกน้องเจ้าแม่ประกาศว่า “เจ้าแม่ประทับทรงแล้วจ้า”

คนทรงเปลี่ยนเป็นนอนราบกับพื้นดิ้นกระแด่วๆ ทำปากพะงาบๆ ลูกน้องอีกคนรีบบอก “เจ้าแม่ขา...ได้โปรดเมตตาช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยากด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

พอเจ้าแม่บอกว่าใครมีปัญหาก็เข้ามาได้เลย แม่จันทร์แซงคิวขึ้นไปทันทีว่า “ฉันจ้ะ ฉันมีปัญหาจ้าเจ้าแม่”

“ว่าไปเลยลูก แต่อย่าลืมของบูชาของแม่ล่ะ”

กำนันพูนรีบบอกว่าตนเตรียมมาพร้อมหมดแล้ว พลางเอื้อมไปหยิบพานใส่พวงมาลัยดอกไม้ธูปเทียน

“นี่จ้ะ พวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน แล้วก็เงินค่าบูชาครูเก้าสิบเก้าบาท” พอนึกได้ก็รีบบอก “อ้อ...เกือบลืม ยังมีเครื่องเซ่นอีกอย่าง” กำนันหันหยิบอาหารปลาชนิดเม็ดถุงใหญ่มาวางตรงหน้า “นี่จ้ะ สำหรับเจ้าแม่โดยเฉพาะ”

ลูกน้องเจ้าแม่ดัดเสียงดุว่านั่นมันอาหารปลาไม่ใช่เรอะ กำนันถามหน้าซื่อตาใสว่าก็เจ้าแม่ปลาบู่ทองก็ต้องกินอาหารปลาสิจ๊ะ พลางชูอาหารปลาให้ดูอวดสรรพคุณว่าเร่งวุ้นเร่งสีดีมาก บอกให้กินเลยไม่ต้องเกรงใจ แล้วกำนันก็เอาอาหารปลายัดใส่ปากเจ้าแม่ อาหารปลาติดคอเจ้าแม่จนตาเหลือกแต่ลูกน้องก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร

“โถ...ท่าทางจะถูกปากเจ้าแม่ ดูสิ ดีใจใหญ่เชียว เจ้าประคู๊ณ...ถ้าเจ้าแม่โปรดละก็ ขอให้ช่วยไอ้พันลูกชายของลูกช้างด้วยเถิด มันกำลังจะไปเกณฑ์ทหาร ลูกช้างไม่อยากให้มันเป็นทหารเล้ย”

ooooooo

ที่โรงเรียนประจำอำเภออันเป็นสถานที่เกณฑ์ทหาร ผู้กองฉวีผ่อง นายแพทย์ทหาร และพยาบาล 5 คนช่วยกันตรวจสุขภาพของผู้มาเกณฑ์ทหาร

บรรดาชายหนุ่มที่มาเกณฑ์ บางคนสักเต็มตัว ล่ำบึ้ก หนวดเฟิ้ม แต่พอพูดออกมากลายเป็นกะเทยจนทุกคนมองอึ้ง บ้างก็ถึงกับขำพรืด ผู้กองฉวีผ่องเองก็อดขำไม่ได้

ผู้กองตรวจมาจนถึงอ่ำซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพันที่สุพรรณ อ่ำเป็นคนครึกครื้นเฮฮา เจ้าชู้แต่จีบสาวไม่เคยติด พออ่ำมายืนตรงหน้าผู้กองก็ทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมถามว่าไม่ตรวจไม่ได้หรือ ผู้กองฉวีผ่องถามว่าทำไม อ่ำที่เอาเสื้อปิดตรงหน้าอกไว้บิดไปมา ผู้กองถามว่ากลัวอะไร เป็นทหารเกณฑ์ไม่เห็นน่ากลัวตรงไหน อีกอย่างยังไม่รู้เลยว่าตัวเองจะจับได้ใบดำหรือใบแดง

อ่ำบอกว่าตนถูกโฉลกกับสีแดง นอกจากเกิดวันอาทิตย์แล้ว หมาที่บ้านก็ชื่อไอ้แดง ชอบกินน้ำแดง ตอนมาที่นี่ก็ยังติดไฟแดงตั้งสองแดง แถมวันนี้ตนยังใส่กางเกงลิงสีแดงมาอีก ไม่เชื่อจะถอดให้ดู พลางทำท่าจะถอดกางเกง

วงแตกทันที พยาบาลร้องว้าย บ้างเบือนหน้าหนีบ้างปิดตา ผู้กองฉวีผ่องบอกว่าไม่ต้องถอด ตนเชื่อแล้ว บอกอ่ำว่า

“ฉันว่าเรามาตรวจร่างกายกันดีกว่า คนอื่นรออยู่ข้างหลังอีกตั้งเยอะ แล้วเสื้อจะปิดไว้ทำไมจ๊ะ”

อ่ำทำจริตบอกว่าตนอายเพราะไม่เคยต้องมือสาว หมู่ทองดุว่ายังจะลีลาอีกนานไหม อ่ำจึงค่อยๆลดเสื้อลง เผยให้เห็นมีกอเอี๊ยะปิดหัวนมเป็นรูปกากบาท ผู้กองถามว่าเอามาปิดไว้ทำไม หมู่ทองถามว่าหัวนมเป็นฝีเหรอ

“เปล่าจ้ะ ฉันกลัวโป๊” อ่ำทำกระมิดกระเมี้ยน เลยถูกหมู่ทองกระชากกอเอี๊ยะออกดังแควก แควก อ่ำร้องลั่นด้วยความเจ็บ แต่ใครๆยิ่งพากันขำกลิ้ง แล้วหมู่ทองก็บอกผู้กองฉวีผ่องว่าตรวจได้แล้ว

ooooooo

ที่ตำหนักเจ้าแม่ปลาบู่ทอง การทรงยังดำเนินต่อไป แต่จู่ๆคนทรงที่กำลังรำอยู่ก็เป็นลมล้มลง บอกลูกน้องที่มาประคองว่า

“แม่อุตส่าห์รำถวายแล้ว ท่านก็ไม่ยอม จะเอาลูกชายของพ่อกำนันไปรับใช้ชาติให้ได้” แม่จันทร์อ้อนวอนให้ช่วยด้วย เจ้าแม่บอกว่าจะพยายาม แล้วมองค่ายกครูที่พานบอกว่าค่ายกครูแค่นี้สงสัยจะยกไม่ขึ้นเสียแล้ว กำนันรีบถามว่าจะเอาเท่าไหร่?

“ห้าหมื่น ต้องห้าหมื่นถึงจะพอไหวจ้ะ” เจ้าแม่ทำปากพะงาบๆ เหมือนปลาที่ขาดน้ำ แม่จันทร์บ่นอุบว่าตั้งห้าหมื่นทำไมครูตัวหนักนัก สักห้าพันยังพอว่า

“จะทำอะไรก็รีบๆตัดสินใจเถอะจ้ะ จะได้เวลาจับใบดำใบแดงแล้วนะ เดี๋ยวเจ้าแม่ท่านก็เปลี่ยนใจไม่ทันหรอก”

กำนันตัดสินใจทำเพื่อไอ้หมา ถอดสร้อยทองเส้นใหญ่ออกมาวาง บอกเจ้าแม่ว่าตนไม่ได้พกเงินมามากขนาดนั้น เอาสร้อยไปแทนก็แล้วกัน เส้นนี้คงได้มากกว่าห้าหมื่นแน่ คนทรงเห็นทองเส้นโตก็ตาวาว สั่งลูกเอื้อยกับลูกอ้ายรีบเอาไปเก็บเพราะแม่จับทองไม่ได้

ลูกน้องทั้งสองรีบคว้าทองจะเอาไปเก็บ พลันก็มีมือยื่นมาจับมือลูกน้องเจ้าแม่คนนั้นไว้แล้วควักบัตรตำรวจให้ดู

“นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ผมขอจับพวกคุณข้อหาหลอกลวงประชาชน”

ลูกน้องเจ้าแม่ที่ปกติจะดัดเสียงเป็นหญิง ตกใจดัดเสียงไม่ทันโพล่งเสียงห้าวลั่น “บรรลัยแล้วมึง!” แล้วทั้งคนทรงและลูกน้องก็เผ่นตัวใครตัวมัน ตำรวจที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้านก็กรูกันไล่จับ คนทรงกระโดดหน้าต่างพุ่งลงไป กำนันกับแม่จันทร์วิ่งไปชะโงกดู เห็นคนทรงหัวทิ่มอยู่ในโอ่งสองขาชี้ฟ้าดิ้นกระแด่วๆ

“เจ้าแม่ปลาบู่ทองกู ดำน้ำไปเฝ้าเสด็จพ่อพญานาคซะแล้ว” กำนันบ่นทั้งสมเพชทั้งเซ็งๆ

ooooooo

พันเจอกับผู้กองฉวีผ่องอีกครั้งเมื่อมาเกณฑ์ทหาร พอเจอหน้าพันก็ทักหน้าเป็น“เจอกันอีกแล้วนะจ๊ะน้าสาวคนสวย” ผู้กองหน้าตึงถามว่าตนแก่ขนาดนั้นเลยหรือและตนก็ไม่ใช่ภรรยาของใคร “แหม...ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิดไม่ใช่เหรอจ๊ะ น่า...อย่าโกรธเลยนะ แต่...ช้า...แต่...” พันทำมือหยอก ผู้กองมองอย่างหมั่นไส้ สั่งให้นั่งลงแล้วยื่นแขนมาเพื่อวัดความดัน พันถามว่า “ฉันความดันสูงรึเปล่าจ๊ะ”

ผู้กองบอกว่าความดันปกติ พันก็แหย่จนได้ว่า “ดันปกติไม่ว่า แต่ดันมารักเธอนี่สิ แหม...ว้าวุ่นใจจริงๆ” พอผู้กองตรวจหัวใจก็ถามอีกว่า “หัวใจฉันเป็นไงบ้างจ๊ะ” ผู้กองไม่ตอบ พันยังพูดไปเรื่อยว่า “ฉันว่าหัวใจฉันหายไปตั้งแต่ตอนซ่อมรถเมื่อกี๊แล้วล่ะจ้ะ”

ผู้กองฉวีผ่องสะกดกลั้นอารมณ์ปั้นหน้านิ่งบอก “ฉันขออวยพรให้นายจับได้ใบแดง”

“แหม...อยากให้ฉันเป็นทหาร จะได้เจอหน้าฉันทุกวันใช่ไหมจ๊ะ”

“เปล่า...ได้เข้าไปดัดนิสัยเสียบ้าง ทะลึ่งแบบนี้ ครูฝึกจอมโหดล่ะชอบนัก” ผู้กองมองหน้าพันอย่างหมั่นไส้แกมสะใจกับคำอวยพรของตน ในขณะที่พันยังหน้าเป็นไม่ได้ฉุกคิดอะไรเลยสักนิดเดียว

เมื่อถึงตอนจับใบดำใบแดง มุมญาติพี่น้องที่มาดูการเกณฑ์ทหาร ก็พากันส่งเสียงลุ้นกันอย่างสนุกสนาน ในนั้นมีศรีวันเพื่อนของพันที่สุพรรณ เธอขาว สวย ทำงานเป็นพริตตี้พร้อมกับเรียนมหาวิทยาลัยทางไปรษณีย์ เธอมาดูและเชียร์พันที่ตัวเองแอบชอบอยู่เหยงๆ ศรีวันเชียร์พันออกหน้าออกตา จนอ่ำหมั่นไส้ เลยตะโกนเรียก “ไอ้พูนโว้ย!” พันหันขวับถามใครเรียกชื่อพ่อ พอเห็นอ่ำก็รู้ทันทีชี้หน้าปราม

“เรียกชื่อพ่ออีกแล้วเดี๋ยวนรกกินกบาลหรอกเอ็ง”

“เรียกชื่อเอ็งกลัวไม่ได้ยินโว้ย เลยเรียกชื่อพ่อขลังดี เห็นไหม แค่พูนสองพูนหันขวับเป็นลิงเห็นกล้วยเลย ฮ่าๆๆ”

ศรีวันบอกพันว่าอ่ำหัวเราะเยาะแน่ พันบอกว่ารู้แล้ว ปราม “ไอ้อ่ำ ระวังตัวให้ดีเถอะเอ็ง” อ่ำท้าเหยงๆว่าจะทำอะไรตน พันบุ้ยใบ้ว่า “ข้าน่ะไม่ทำหรอก แต่ข้างหลังเอ็งนั่นแหละ” อ่ำถามว่าข้างหลังตนใครที่ไหนจะกล้า

“ก็ข้านี่ไง” หมู่ทองครูฝึกจอมโหดพูดขึ้น อ่ำหันขวับ

“ไหน... ตาเถร!” อ่ำตกใจอุทานลั่น หมู่ทองถามว่าเรียกชื่อพ่อตนทำไม อ่ำรีบแก้ตัวว่าเปล่าตนแค่อุทาน

“ก็ได้ยินเมื่อกี๊ เอ็งเรียกตาเถร พ่อข้าชื่อเถร” อ่ำชี้แจงว่าตนอุทานว่าตาเถร “นั่นไง จะจะยังบอกว่าไม่ได้พูด หน็อย ล้อเลียนชื่อพ่อ มานี่!”

อ่ำโวยวายยืนยันว่าตนแค่อุทานตาเถรไม่ได้ล้อชื่อพ่อหมู่ทอง แต่ก็ถูกหมู่ทองจิกผมลากออกไปท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆและชาวบ้าน แต่อึดใจเดียวก็ได้ยินเสียงอ่ำร้องออกมาอย่างเจ็บปวด คนที่หัวเราะก็กลายเป็นทำหน้าสยองแทน

ครู่หนึ่งอ่ำก็ถูกหมู่ทองลากไปที่จับใบดำใบแดง พออ่ำล้วงมือไปจับ พันก็เชียร์ “ไอ้อ่ำ ใบแดงเลยไอ้หมา” ศรีวันประสานเสียงทันที “ใบแดงเลยพี่อ่ำ ใบแดงๆๆๆ”

อ่ำมองเคืองๆแล้วยกมือท่วมหัวภาวนา “สาธุ หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ ถ้าถูกได้ใบดำลูกจะวิ่งรอบโบสถ์สามวันสามคืน เพี้ยง...”

อ่ำควานอยู่นานพอหยิบขึ้นมาไม่ทันเอาออกจากกล่อง กระดาษแง้มๆเห็นว่าเป็น “ใบดำ” อ่ำกำลังจะเอามือออกจากกล่อง ก็ได้ยินเสียงพันตะโกน “พลทหารอ่ำ!” อ่ำสะดุ้งเลยปล่อย “ใบดำ” บ่นพันว่าพูดเป็นลาง แล้วควานหาหยิบใบใหม่กระดาษแง้มๆ เห็นว่าเป็นใบแดง

อ่ำชักมือออกอย่างไม่แน่ใจ ถามหมู่ทอง “ใบนี้ไม่ชัวร์ ขออีกทีได้ไหมจ๊ะ”

“ไม่ได้ เอามานี่!” หมู่ทองเสียงเข้ม กระชากกระดาษจากอ่ำไปคลี่ดู แล้วยิ้มกว้างประกาศอย่างชอบอกชอบใจ “ฮ่าๆๆ เสร็จข้าล่ะโว้ย ยินดีต้อนรับน้องใหม่นะไอ้น้อง” พลางชูกระดาษให้ทุกคนดูประกาศเสียงดัง “ใบแดง ผลัดหนึ่ง!”

เสียงพัน ศรีวัน และเพื่อนๆเฮลั่น แต่อ่ำอึ้งไปอึดใจเดียวก็เป็นลมไปเลย

“อ้าว...เฮ้ย...ไอ้อ่ำดีใจจนเป็นลมเลยเหรอ”

พันพูดอย่างไม่คิดอะไร

ooooooo

กำนันพูนกับแม่จันทร์รอลุ้นอยู่ที่บ้าน พอพันกลับมาอย่างยิ้มแย้มอารมณ์ดีก็เชื่อว่าลูกไม่ติดทหารแน่ พอถามพันบอกว่าตนขำที่อ่ำได้ใบแดงถึงกับเป็นลมตนเพิ่งพาไปส่งบ้านมาเดี๋ยวนี้เอง

แม่จันทร์คาดว่าเมื่ออ่ำได้ใบแดงไปพันก็ต้องได้ใบดำสิ พันบอกว่าตนไม่ได้ใบดำ แม่จันทร์หน้าเสียกำนันโวยว่าอย่าบอกนะว่าได้ใบแดง

“เปล่าจ้ะพ่อ ทั้งใบดำใบแดงไม่ได้ทั้งนั้นแหละจ้ะ ฉันก็เลยสมัคร”

“สมัคร!!!” กำนันพูนกับแม่จันทร์อุทานพร้อมกัน แม่จันทร์ทำท่าจะเป็นลม กำนันรีบเข้าไปประคอง

“อ้าว...แม่จ๋า...ดีใจจนเป็นลมเหมือนไอ้อ่ำเลยเหรอจ๊ะ” พันถามหน้าตาเฉย

พอแม่จันทร์ฟื้นจากเป็นลมยังนอนตาโรยอยู่บนเตียงโดยมีพันคอยบีบนวดให้ แม่จันทร์ยังโวยเสียงระโหย

“ไม่ยอม แม่ไม่ยอม เอ็งไปเป็นทหารแล้วข้าจะอยู่ยังไง ไหนจะที่นา หุ้นโรงกระแช่ โรงงานขนมสาลี่ของแม่อีก ไม่มีเอ็งสักคน แม่จะเหนื่อยไปเพื่อใคร” พันกล่อมแม่ว่าขอให้ตนไปรับใช้ชาติก่อนจะได้ทำหน้าที่ชายไทยให้สมบูรณ์ “ไม่รู้ล่ะ แม่มีลูกคนเดียว แม่ไม่อยากให้เอ็งไปลำบาก”

“ทะลึ่งนักนะไอ้หมา อยู่ดีไม่ว่าดีไปสมัครเข้าซะดื้อๆ เดี๋ยวปั๊ดยันขาคู่” กำนันตั้งท่าจะยันแต่พันรับไว้ทันแล้วอธิบายให้พ่อกับแม่ฟังว่า

“ใจเย็นจ้ะพ่อจ๋า ฟังฉันก่อน ฉันรู้นะว่าพ่อกับแม่ห่วงฉัน แต่พ่อจ๋า แม่จ๋า ตั้งแต่ฉันโตมา ฉันสบายสยายสะดือมาตลอด ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่เลี้ยงฉันอย่างทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ไม่เคยตีไม่เคยลงไม้ลงมือกับฉันสักแอะ”

ooooooo

สมัยที่พันเพิ่งอายุ 1 ขวบนั้น อยู่บ้านยกพื้น ใต้ถุนสูง พ่อนอนอ่านหนังสือพระ ใช้เท้าแกว่งเปลที่พันนอนอยู่ใต้ถุนบ้าน พันพูดอย่างมีความสุขว่า

“ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่จ๋าก็เลี้ยงฉันอย่างทะนุถนอม ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม ไม่เคยตี ไม่เคยลงไม้ลงมือกับฉันสักแปะ อาหารการกิน พ่อกับแม่จ๋าก็ให้ฉันกินอย่างดี อย่างกะราชา” เวลานั้นพันมองข้าวกับน้ำข้าว ถามแม่ว่า “ปลาซิวทอดกรอบกับน้ำข้าวอีกแล้วเหรอจ๊ะแม่จ๋า”

“แหม...แต่มันมีประโยชน์นะลูก กินง่ายๆ โตเร็วๆ ที่สำคัญแม่รู้ว่าเอ็งชอบ” แม่พูดยิ้มแย้มจนพันพูดไม่ออก

ทีแรกกำนันก็ฟังพันเพลินดีแต่พอนึกได้ก็เขกหัวพันเบาๆอย่างหมั่นไส้ พูดอย่างรู้ทัน

“ไอ้หมา หลอกด่านี่หว่า”

“อูย...พ่อ... ฉันไม่ได้หลอกด่า แต่ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ถึงพ่อจะชอบใช้บาทาไกวเปล ถึงแม่จ๋าจะชอบให้ฉันกินปลาซิวทอดกรอบกับน้ำข้าว แต่ฉันก็มีความสุข ฉันรักพ่อกับแม่นะจ๊ะให้ดิ้นตายสิ”

พันโผกอดพ่อกับแม่อ้อนๆ แม่จันทร์บอกว่าตอนนั้นเรายังจนแม่ก็เลี้ยงได้ดีที่สุดเท่านั้น แต่ตอนนี้มีพร้อมทุกอย่างแล้ว พูดเอาใจว่า “เอ็งอยากได้อะไรแม่ก็ให้ทุกอย่างไม่เห็นหรือ”

แต่พอพันขอเป็นทหารเกณฑ์ แม่จันทร์ก็สวนทันควันว่า “ไม่ได้!” พันถามว่าไหนแม่บอกว่าให้ตนได้ทุกอย่างไง? แม่จันทร์ยืนยันเด็ดขาดว่าไม่ได้! ทั้งยังบอกกำนันว่า ให้เพื่อนที่เป็นทหารช่วยลูกเราไม่ต้องเข้าเป็นทหารหน่อยไม่ได้หรือ กำนันทำหน้าหนักใจ ในขณะที่พันนั่งภาวนาขอให้พ่อกับแม่หาทางไม่ให้ตนเป็นทหารไม่สำเร็จเทิ้ดดด...

ooooooo

ที่บ้านผู้พันผวน ผู้พันใส่เสื้อยืดคอกลมสีทหารนอนพักอยู่ในห้องนั่งเล่น ผู้พันหวงลูกสาวจนนอนก็ยังฝันว่าเตะก้านคอพลทหารที่มาจีบผู้กองฉวีผ่อง

แต่คนที่ถูกแข้งพาดคอจริงๆ คือคุณนายไฉววงศ์ ภรรยาจอมเฮี้ยบเฉียบขาดประจำบ้านที่นั่งอยู่ใกล้ๆนั่นเอง

คุณนายไฉววงศ์คว้าแข้งผู้พันผวนที่พาดบ่าตนพลางปลุกผู้พันให้ตื่นเดี๋ยวนี้ ผู้พันสะดุ้งกับเสียงคุ้นหู พอลืมตาก็ผวาเฮือกหน้าเจื่อน เมื่อเห็นคุณนายมือจับแข้งตนแววตาพิฆาตจ้องหน้าตนเขม็ง ผู้พันรีบชักเท้ากลับแทบไม่ทัน ผู้พันผวนอ้อนว่าตนไม่ได้เจตนาจริงๆ คุณนายตาขวางเสียงเขียวใส่ว่า

“นี่ขนาดไม่ได้เจตนา แต่ถ้าฉันจับไม่ทัน คอฉันคงขาดคาแข้งคุณไปแล้ว ถามจริงๆ แกล้งหลับเนียนเตะฉันรึเปล่าคะผู้พัน”

“ใครจะทำกับภรรยาที่เคารพอย่างนั้นล่ะจ๊ะ เมื่อกี๊ผมฝันร้ายจริงๆ ว่ามีไอ้พลทหารที่ไหนไม่รู้มาเกาะแกะหนูแดงของเรา” เลยโดนคุณนายไฉววงศ์ลงโทษด้วยการให้กินข้าวต้มกุ้งที่เหลือแต่ข้าวต้มกับวิญญาณกุ้ง ตักกุ้งสามตัวจากชามผู้พันใส่หม้อตามเดิม ผู้พันถามเสียงอ่อยว่า “อีกแล้วเหรอ” แล้วถามว่าหนูแดงกลับมาหรือยัง พอรู้ว่ายังก็ลุกพรวดคว้ากล้องส่องทางไกลออกจากห้องไปส่องดูอย่างร้อนใจ

คุณนายไฉววงศ์ดูอาการหวงลูกสาวจนขึ้นสมองของผู้พันผวนขำๆ

ผู้พันผวนส่องกล้องกวาดไปทั่ว ไม่เห็นหนูแดงก็บ่นอุบอิบว่ามือถือก็ปิด แต่อึดใจเดียวมือถือของผู้พันก็ดังขึ้น พอเห็นโชว์เบอร์ลูกสาว ผู้พันก็รีบรับถามว่าอยู่ไหนแล้ว

“หนูอยู่นี่ค่ะคุณพ่อ” ผู้กองเสียงใส พอผู้พันหันมองก็เห็นผู้กองฉวีผ่องในชุดทหารแสนสง่ายืนยิ้มรายงานตัว “ผู้กองฉวีผ่อง มารายงานตัวแล้วค่ะ”

ผู้กองฉวีผ่องหรือหนูแดงของพ่อแม่ ขอโทษที่กลับมาช้าเพราะปีนี้บังเอิญมีคนมาเกณฑ์ทหารเยอะมาก คุณนายบอกให้ไปอาบน้ำให้สดชื่นก่อนวันนี้แม่ทำข้าวต้มกุ้งให้เดี๋ยวจะเพิ่มกุ้งให้เป็นพิเศษ หนูแดงขอบคุณชมว่าแม่น่ารักจัง

“หักโควตากุ้งมาจากคุณพ่อน่ะลูก” คุณนายปรายตาไปทางผู้พัน หนูแดงยิ้มอย่างรู้เหตุการณที่เกิดขึ้นประจำในบ้าน

ooooooo

ฝ่ายแม่จันทร์รบเร้าให้กำนันไปคุยกับเพื่อนทหารให้ช่วยพันไม่ให้ติดทหาร กำนันบอกว่าตนไม่ได้ติดต่อไอ้ห่อยมาหลายปีแล้ว บอกว่าขืนเจอหน้ามันแทนที่จะขอร้องตนอาจถีบหน้ามันล่ะไม่ว่า ขอร้องว่า

“ทางที่ดี อย่าให้ฉันข้องแวะกับเพื่อนสารเลวนั่นดีกว่า อีกอย่าง แม่ก็รู้ว่าไอ้หมาลูกเรา ลองมันตั้งใจทำอะไรมันต้องทำให้ได้ ต่อให้ช้างมาฉุดก็เอามันไม่อยู่ แล้วนี่มันตั้งใจจะเป็นทหารซะขนาดนี้ แม่ว่าเราจะรั้งมันอยู่เหรอ”

แม่จันทร์ถามหน้าเศร้าว่าตนต้องเสียลูกชายไปจริงๆเหรอ? กำนันปลอบว่าอย่าคิดมาก ยังไงก็ยังมีพ่อของลูกชายอีกคนนะ แล้วกอดแม่จันทร์ไว้อย่างอบอุ่น

ooooooo

ฉวีผ่องอาบน้ำเข้าห้องนอนแล้ว เธอสวยน่ารักอ่อนโยนอย่างหญิงสาว ไม่มีวี่แววของทหารผู้เข้มแข็งเลย

ก่อนนอนมือถือดังขึ้น เธอเหลือบมองเห็นเป็น MISSED CALL จากสุทธิสาร พันตรีนายแพทย์ที่เป็น หัวหน้าและชอบผู้กองฉวีผ่อง แต่ผู้กองไม่ชอบด้วย ฉวีผ่องไม่สนใจที่จะโทร.กลับ เดินไปทาครีม พลางใจ ก็นึกถึงเหตุการณ์การเกณฑ์ทหารเมื่อกลางวัน

นึกถึงพันตั้งแต่พบกันระหว่างทางจนถึงตอนตรวจสุขภาพ วัดความดัน ตรวจหัวใจ คิดแล้วก็พึมพำ

“กวนชะมัด!!”

“กวนอะไรเหรอ?” ไฉววงศ์ถือถ้วยน้ำเต้าหู้เข้ามาได้ยินถามงงๆแล้วอำว่า ลูกสาวแม่คิดถึงหนุ่มที่ไหน

หนูแดงอ้างว่าคิดถึงเรื่องงาน แต่พอแม่ออกไป ใจก็วกกลับไปคิดเรื่องพันอีกจนได้ พอรู้ตัวก็บ่น

“บ้าชะมัด! ทำไมต้องคิดถึงอีตาพลทหารนั่นด้วยเนี่ย”

ooooooo

เช้านี้ พันกราบลาพ่อพูนกับแม่จันทร์ไปเป็นทหาร อ้อนแม่จันทร์ที่ทำหน้าเบะๆว่า

“แหม...อย่าเสียใจไปเลยจ้ะแม่ ฉันไปดี ไปเป็นทหาร วันไหนเขาปล่อยกลับบ้าน ฉันจะรีบกลับมาหนุนตักแม่เลยนะจ๊ะ” แล้วหันไปลาพ่อ กราบแทบเท้าแล้วยกเท้ากำนันขึ้นเหนือหัว กำนันตื้นตันแทบน้ำตาคลอ พลันก็สะดุ้งเฮือกเมื่อถูกพันเอานิ้วเขี่ยฝ่าเท้าจั๊กจี้จนหัวเราะก๊ากๆ หยุดไม่ได้

“ฮ่าๆๆ ไอ้พัน ไอ้ลูกเวร ปล่อย...ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะโว้ย ฮ่าๆๆ”

แม่จันทร์ตกใจ เห็นกำนันหัวเราะก๊ากๆ กลัวขากรรไกรค้างหรือไม่ก็อาจหัวใจวาย ดุพันให้หยุด พันไม่หยุดเลยโดนกำนันยันโครม แต่พันรู้ทันรู้ทางพ่อดีหลบแว้บเดียวก็พ้นเท้ามหากาฬของพ่อ พูดอย่างพอใจว่า

“แหม...เห็นพ่อหัวเราะฉันก็ชื่นใจ”

“ไอ้เวร หัวเราะแบบนี้จะตายเอา มานี่เลยไอ้พัน มาให้ข้าถีบสั่งลาซะดีๆ” พันบอกพ่อว่าไล่ทันให้ยี่สิบทีเลย กำนันลุกขึ้นตั้งท่าจะไล่เตะพัน แม่จันทร์รีบห้ามบอกให้เลิกเล่นเสียที ให้พันรีบไปเดี๋ยวจะตกรถ นึกได้บอกว่าอย่าลืมเอาเสบียงที่เตรียมไว้ให้ไปด้วย

พันไปหิ้วชะลอมและปิ่นโตเดินยิ้มกริ่มออกไปอย่างอารมณ์ดี แม่จันทร์จะไปส่ง พันบอกไม่ต้อง ตนไปเองได้ กำนันเห็นด้วยเพราะพันไปเป็นทหาร แม่จันทร์ทำอย่างกับลูกเป็นเด็กอนุบาล

“จริงจ้ะ ส่งกันพันลี้ ถึงยังไงก็ต้องจากกันอยู่ดี ขอแต่แม่ทำตามที่ฉันขอก็พอ” พันอ้อน แม่จันทร์รับปากว่าจะโอนให้เดือนละหมื่น ถ้าไม่พอบอกมาแม่มีงบฉุกเฉินโอนให้อีก กำนันที่กำลังยิ้ม หุบทันที ถามเครียดว่าโอนเงินค่าอะไร ใครอนุมัติ

“ฉันนี่แหละอนุมัติ มีอะไรรึเปล่า”

“เออะ... ก็...” กำนันยังนึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร ก็พอดีศรีวันขี่มอเตอร์ไซค์โวยวายมาลั่น บอกพันว่าเกิดเรื่องใหญ่แล้ว...พี่อ่ำ...พี่อ่ำ... พันตกใจถามว่าอ่ำมีอะไร

“พี่อ่ำมันหนีทหาร!”

ooooooo

พันปั่นจักรยานตามไปเจออ่ำกำลังขี่จักรยานคันเก่าๆมาตามถนนริมคลองชลประทาน มีเป้ผ้าสะพายหลังมาด้วย

“งานนี้ไอ้อ่ำขอตายเอาดาบหน้า เรื่องอะไรจู่ๆ ต้องไปเป็นทหารหัวเหม่งให้เขาสับโขกด้วยวะ” อ่ำขี่จักรยานไปบ่นไป พันตามมาทันถามว่าแล้วจะหนีไปไหน “เดี๋ยวข้าจะไปหลบบ้านญาติ พอให้ทหารเขาลืมชื่อข้าค่อยกลับมาไง ฉลาดไหมวะ” พันบอกว่าเขาจดประวัติอ่ำไว้หมดแล้ว ทำอย่างกับจะลืมกันง่ายๆงั้นแหละ

“คนตั้งเยอะ จะจำอะไรไหว เขาไม่สนใจคนอย่างข้าหรอกโว้ย เอ็งมันโง่ จู่ๆไปสมัครให้เขาจิกเขาโขกเป็นปีๆ ไอ้ฟาย” อ่ำโต้ตอบเพลิน พอนึกได้หันมองเห็นพันขี่จักรยานอีกคันตีคู่มาก็ผวาเฮือก “บรรลัยเกิด! ไอ้พัน นี่เอ็งมาได้ไงเนี่ย”

พันพยายามหว่านล้อมอ่ำให้กลับไปเป็นทหารเสีย ถ้าเขาจับได้มีหวังติดคุกหัวโตแน่ เป็นตายอย่างไรอ่ำก็ไม่ยอมกลับไป ทันใดนั้นพันตะโกนให้อ่ำจอด!

อ่ำยิ่งปั่นหนี พลันก็ตกใจผงะ เมื่อเห็นควายตัวเขื่องเดินมาขวางทาง อ่ำหักหลบเลยตกคูข้างถนนไปหมดท่า

พอขึ้นจากคู อ่ำก็ยังรั้นไม่ยอมกลับ พันวิ่งไล่กวด ถูกอ่ำหักกิ่งไม้ที่มีรังมดแดงสลัดมดแดงใส่จนพันต้องหยุดปัดมดแดงวุ่นวาย ด่า “ไอ้อ่ำ...ไอ้เวร เล่นรังมดแดงเลยเหรอ” แต่แค่รังมดแดงหยุดพันไม่ได้ ปัดมดแดงแล้วพันไล่ตามไปอีก

ทั้งสองวิ่งไล่กวดกันไปจนถึงถนนใกล้ที่ว่าการอำเภอ อ่ำเห็นรถบัสคันหนึ่งมาจอดพอดี ก็ตะโกนอย่างสะใจว่า

“ฮ่าๆ ไม่ได้กินข้าละเว้ยไอ้พัน เข้ากรมให้เพลินนะเอ็ง งานหลวงพ่อโตค่อยเจอกันโว้ย” แล้วอ่ำก็กระโดดขึ้นรถทางประตูหลังทันที ตะโกนถามคนขับว่า “ผ่านด่านช้างเปล่าเพ่ ออกเลยๆๆ”

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ มองอ่ำอย่างสงสัย แต่ที่หน้ารถ หมู่ทองกับทหารร่างใหญ่หน้าตาขึงขังในชุดฝึกลุกมองอ่ำดุๆ

“บรรลัยเกิด นี่มัน!” อ่ำแทบอยากจะหายตัวไปจากตรงนั้นเมื่อเห็นตราของกองทัพบกติดตามตัวรถ

“มาแล้วเหรอเอ็ง แหม...วนหาซะรอบ” หมู่ทอง ยิ้มเหี้ยม

อ่ำลุกพรวดจะโดดลงรถ ก็พอดีพันวิ่งตามมาทัน กระโดดขึ้นนั่งประกบอ่ำทันที

“ไอ้...ไอ้พัน...” อ่ำงงเป็นไก่ตาแตก พันหัวเราะร่าด่าอ่ำไอ้ฟาย บอกว่านี่รถทหาร นึกว่ารถด่านช้างหรือ

“ฮ่าๆๆ ดีเลย ไม่ต้องไล่กวดให้เหนื่อย” พันหัวเราะชอบใจ

“ไอ้พัน...ข้าหนีทหาร แต่...ทำไมถึง...” อ่ำหน้าเหลือสองนิ้ว

“น่า...ไอ้อ่ำ อย่าคิดมาก ไปด้วยกันมาด้วยกันเลือดสุพรรณเอ๋ย” แล้วร้องบอกคนขับรถ “กรมไหนได้เลย ออกเลยครับพี่” พันยิ้มอารมณ์ดี

อ่ำนั่งเซ็งสุดๆ จะหนีแท้ๆ แต่ดั๊น...กลายเป็นหมูวิ่งมาชนปังตอเข้าอย่างจัง! ได้แต่นั่งปลง

“โธ่เอ๋ย...กรรมของกูแท้ๆ”

ooooooo

วันนี้ผู้กองฉวีผ่องหิ้วปิ่นโตที่แม่จันทร์ทำอาหารมาหาผู้พันผวนที่ห้อง

ผู้พันผวนกำลังชื่นชมโล่รางวัลหลายอันที่ตั้งโชว์อยู่ วางมือจากโล่ ผู้กองฉวีผ่องบอกว่าแม่ฝากอาหารกลางวันมาให้ บอกว่า “วันนี้ทหารใหม่จะเข้าประจำการแล้วนะคะคุณพ่อ”

“อืม...หวังว่าปีนี้ กรมของเราจะได้รางวัลฝึกวินัยพลทหารยอดเยี่ยมอีกปี”

“แชมป์สามปีซ้อน ปีที่สี่ต้องไม่พลาดค่ะ คุณพ่อหนูเก่งอยู่แล้ว”

“แต่เด็กเดี๋ยวนี้ฝึกยากขึ้นทุกวัน ไม่รู้ไปกินนมวัวนมควายที่ไหนมา” ผู้พันบ่นอย่างกังวลเล็กน้อย ผู้กองให้กำลังใจว่า

“ไม่มีใครกล้าลองดีหรอกค่ะ เกเรมาจากไหนหนูก็เห็นคุณพ่อปราบได้ทุกที”

ผู้พันบอกว่าก็ต้องชมหมู่ทองเขาด้วย ฉุกคิดอะไรขึ้นมา ถามผู้กองว่า หมู่นี้นอกจากผู้พันสุทธิสาร แล้วมีใครมาจีบอีกหรือเปล่า

“คุณพ่อดุขนาดนี้ ใครจะกล้าจีบหนูคะ” ฉวีผ่องตอบอารมณ์ดี “อีกอย่างหนูก็ไม่ได้คิดอะไรกับผู้พันสุทธิสารด้วย เราเป็นแค่เพื่อนสนิทกันนะคะคุณพ่อ”

“ยังไงก็ระวังไอ้พวกพลทหารด้วยนะลูก” ผู้พันเตือนเมื่อเห็นนายทหารหนุ่มๆหลายคนมาเมียงๆมองๆ ผู้กองฉวีผ่องอยู่ พอผู้พันมองขวับ บรรดานายทหารหนุ่มๆ ก็หลบสายตาวูบไปเป็นแถว ฉวีผ่องพูดกับพ่อขำๆว่า

“ขนาดรุ่นผู้พันสุทธิสารยังกลัวคุณพ่อเลย นับประสาอะไรกับพลทหาร”

“ใครจะไปรู้ คนเดี๋ยวนี้มันไม่สนชั้นยศกันหรอก ไม่รู้ล่ะ พ่อไม่ไว้ใจ” ผู้พันกอดลูกสาวไว้อย่างหวงแหน ฉวีผ่องมองพ่อขำๆ

ระหว่างสองพ่อลูกเดินคุยกันมา ฉวีผ่องบอกว่าเสร็จงานที่โรงพยาบาลตนจะรีบกลับไปช่วยแม่ทำอาหารเย็นไว้รอคุณพ่อ ผู้พันบอกว่าตนจะอยู่แถวนี้รอรับพวกทหารใหม่หน่อย ป่านนี้คงใกล้ถึงแล้ว พอดีนึกได้ถามว่าเมื่อวานผ่าตัดพลทหารที่โดนระเบิดมาจากชายแดนหรือ

“ต้องตัดขาทิ้งทั้งสองข้างเลยค่ะคุณพ่อ หวังว่าเราคงไม่ต้องส่งพลทหารผลัดนี้ลงไปอีกนะคะ”

“ไม่มีใครอยากส่งเขาไปหรอกลูก แต่ถ้ามันจำเป็น พวกเขาก็ต้องลงไปปฏิบัติหน้าที่รั้วของชาติ เฮ้อ...แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดถึงขั้นนั้นเลย เอาแค่วันนี้พวกไอ้เณรหน้าใหม่ไม่สร้างเรื่องปวดหัวให้พ่อก็ดีใจแย่แล้ว”

ผู้กองฉวีผ่องมองหน้าพ่ออย่างเข้าใจความรู้สึก นึกอะไรได้ถามว่า แล้วคุณพ่อเตรียมอะไรไว้ต้อนรับพวกนั้นบ้าง? ผู้พันมองหน้าลูกสาวไม่ตอบ แต่อมยิ้มอย่างมีเลศนัย

ooooooo

ระหว่างนั่งรถบัสทหารมาด้วยกัน พันปลอบใจให้กำลังใจอ่ำที่นั่งหน้าจ๋อยว่า คิดเสียว่ามาทัศนศึกษาก็แล้วกัน เดี๋ยวก็ได้กลับแล้ว เขามีเบี้ยเลี้ยงให้ด้วยนะ

“พูดอย่างกะเยอะนักหนา ถามจริงไอ้พัน เอ็งโง่หรือบ้ากันแน่ ที่เสนอหน้าสมัครเป็นทหารเกณฑ์เนี่ย”

“ไม่โง่ไม่บ้า มากับใจเต็มๆ เอ็งรู้ไหม ขนาดยังไม่ถึงกรม ข้าก็คุ้มแล้ว... แหมขอให้ไอ้พันได้เจออีกครั้งเถอะ”

“ไอ้นี่ท่าจะเพ้อ” อ่ำมองหน้าพันงงๆ ว่าพันพูดอะไร เอามือแตะหน้าผากว่าไข้ขึ้นหรือเปล่า แต่พันไม่สนใจเพราะใจคิดไปไกลแล้ว เอนตัวพิงพนักหลับตายิ้มหวานอย่างมีความสุข

แต่พอรถเข้ากรมทหาร อ่ำร้องราวกับถูกผีหลอก “บรรลัยเกิดแล้ว” เพราะเห็นหมู่ทองขึ้นรถมาร้องเร่งเสียงดัง

“เอ้า...นั่งมึนกันทำไม ถึงกรมแล้วก็ลงสิวะ”

พันมองไปรอบๆ ถามว่าไม่เลี้ยวเข้าไปส่งในกรมหรือ หมู่ทองตะโกนบอกว่า “งบหมดโว้ย” พวกทหารเกณฑ์ทวนคำงงๆว่า “งบหมด?!”

“เออ! ส่งได้แค่นี้แหละ ไม่ต้องลีลา ลงมา!!” หมู่ทองสั่งเข้มเฉียบขาด แล้วเดินไปทันที พวกทหารเกณฑ์ต่างพากันลงจากรถเดินตามหมู่ทองไปงงๆ

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

สนุก–อร่อยหน้าจอ

สนุก–อร่อยหน้าจอ
14 พ.ค. 2564

22:01 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 22:47 น.