ข่าว

วิดีโอ



ผู้กองยอดรัก

อ่านเรื่องย่อ

แนว: โรแมนติก-คอมเมดี

บทประพันธ์โดย:

บทโทรทัศน์โดย: สถาพร สุชาติ / เจียระไน / นิตินันท์ / วรรณพร / กู๊ดฟีลลิ่งทีม

กำกับการแสดงโดย: กังฟู-นิติวัฒน์ ชลวณิชสิริ

ผลิตโดย: บริษัท กู๊ด ฟีลลิ่ง จำกัด

ช่องออกอากาศ: สถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

นักแสดงนำ: ฉันทวิชช์ ธนะเสวี,ราศรี บาเล็นซิเอก้า

อัลบั้ม: 'เต๋อ' หยอดมุขฮาจีบ 'มาร์กี้' จับตา 'ผู้กองยอดรัก' ม้ามืดกวาดเรตติ้ง




เสี่ยโบ้พาพันไปยังจุดนัดพบกับแก๊งมาเฟียต่างชาติ แล้วจอดรถให้พันลงไปพบกับพวกมาเฟียคนเดียว

พันในชุดสมุนโจรเดินไปหามาเฟียต่างชาติ เจรจากันครู่เดียว มาเฟียก็เดินกลับไปที่รถหยิบกระเป๋าเงินมาเปิดให้พันดู เสี่ยโบ้มองเงินตาลุกวาว พันเดินกลับมารายงานเสี่ยว่า “เขาก็ต้องการดูของก่อนถึงจะจ่ายเงินให้ครับ”

“ไม่มีปัญหา ฉันก็ต้องการเช็กเงินของมันเหมือนกันว่าของปลอมรึเปล่า”

หลังจากเสี่ยโบ้เช็กเงินว่าเป็นของจริงแล้ว ก็กระดิกนิ้วให้ลูกน้องเอายาเกล็ดสีขาวถุงเล็กๆ มาให้ เสี่ยรับและส่งต่อให้พัน ทันทีที่พันเอาถุงยาให้มาเฟีย กองกำลังที่หมู่ทองนำมาก็เข้าล้อมพวกมันไว้ทันที

“วางอาวุธ เจ้าหน้าที่ทหารล้อมไว้หมดแล้ว”

ทั้งพวกมาเฟียและเสี่ยโบ้ตกใจต่างชักอาวุธออกเตรียมพร้อมทันที พันซ่อนอยู่หลังรถพึมพำ “เป็นไปตามแผน”

ooooooo

ผู้กองฉวีผ่องอยู่ที่ห้องขังแอบดูข้างนอกจากรอยฝาแตก พูดกับขวัญว่าข้างนอกแทบไม่มีคนเลย ชวนหนีกันตอนนี้เลยไหม ขวัญเปลี่ยนโฉมหน้าทันทีบอกว่าไม่ได้ พลันสมุนโจรสองคนก็เดินดุ่มเข้ามา

ผู้กองมองขวัญสังหรณ์ใจถามว่า “ขวัญ...นี่เธอ...” ขวัญบอกว่าเธอก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร

ความจริงคือเมื่อวานขวัญเล่าแผนการของพันให้เสี่ยโบ้ฟัง เสี่ยบอกให้รอพรุ่งนี้เสร็จงานแล้วค่อยกลับมาจัดการผู้กอง ขวัญถามว่า

“ไหนๆจะต้องเก็บมันอยู่แล้ว ทำไมเสี่ยไม่ซ้อนแผนมันเสียเลยล่ะคะ” เสี่ยถามหมายความว่าไง “เสี่ยก็ให้ฉันไปบอกข่าวพวกทหาร ตามที่ไอ้พลทหารนั่นมันวางแผนไว้ จากนั้นเสี่ยก็เอาคนของเสี่ยตลบหลังพวกทหารอีกที งานก็ไม่เสีย แถมยังเล่นงานพวกทหารได้อีก”

เสี่ยหัวเราะชอบใจกับแผนของขวัญ

ที่ห้องขัง โจรสองคนเข้ามายิ้มหื่นเข้าหาผู้กอง แต่ขณะมันกำลังหน้ามืดจะลงมือ ก็ถูกขวัญแทงจากข้างหลังผงะตายคาที่ ผู้กองลุกขึ้นเตะผ่าหมากอีกคนจุก อีกคนที่อยู่ข้างนอกรีบเข้ามาก็ถูกต่อยเต็มหน้าจนมันทรุดร่วงไป

ขวัญพุ่งเข้ามาในห้อง ฉุดผู้กองวิ่งออกไป ผู้กองถามขวัญว่าตกลงเธอเป็นพวกใครกันแน่ ทำไมต้องหลอกกัน

“แผนของแฟนหมอมันก็เข้าท่าดีอยู่หรอกนะ แต่คนอย่างไอ้เสี่ยมันไม่โง่หลงกลง่ายๆหรอก แถมลูกน้องมันในค่ายก็ยังมีอีกตั้งเยอะ ฉันก็เลยต้องแกล้งไปบอกความจริงกับมัน แล้วให้มันพาคนไปตลบหลังพวกทหารจนเกือบหมดค่าย เราจะได้หนีง่ายๆไงล่ะ”

“เธอทำแบบนี้ก็เท่ากับให้พันกับพวกทหารไปเสี่ยงตายแทนเราน่ะสิ”

“ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันเตรียมทางแก้ไว้ให้แล้ว” ขวัญยิ้มเจ้าเล่ห์ ทางแก้ของขวัญคือแอบเอายาบ้าใส่ในหม้อแกงให้พวกลูกน้องเสี่ยกิน พึมพำอย่างเจ็บใจว่า“ให้คนอื่นกินยาบ้ามามากแล้ว พวกแกลองกินเองดูบ้างก็แล้วกัน” แล้วเทยาบ้าใส่หม้อแกงไปจนหมดถุง

เมื่อทหารประกาศให้วางอาวุธ เสี่ยโบ้ทำตามแผน ทหารจึงถูกพวกมันตลบหลัง แต่พอยาบ้าออกฤทธิ์ ลูกน้องเสี่ยก็ประสาทหลอนหันปืนยิงกราดใส่พวกกันเองอย่างบ้าคลั่ง ซ้ำถูกหมู่ทองยิงลูกระเบิดถล่มซ้ำอีก

พันเป็นห่วงผู้กอง ขึ้นรถของมาเฟียจะขับออกไปตะโกนบอกอ่ำขอปืนกระบอกหนึ่ง อ่ำส่งปืนเอ็ม 16ของพวกมาเฟียที่ตกอยู่ให้ พันตะโกนบอกว่าจะรีบไปช่วยผู้กอง

เสี่ยโบ้หัวหมุนเห็นพันขับรถออกไปก็ยิ่งแค้น “กูไม่มีวันปล่อยให้มึงรอดไปได้หรอก” แล้วขึ้นรถขับตามพันไปทันที

งานนี้อ่ำแสดงความกล้าหาญ นำพรรคพวกล่อพวกโจรไปอีกทาง นอกจากใช้ปืนแล้วทุกคนยังใช้ความสามารถเฉพาะตัวเมื่อตะลุมบอนก็ใช้ทั้งหมัดเท้าเข่าศอกกระทั่งจิกกัด เอาชนะพวกลูกน้องเสี่ยโบ้ที่เมายาบ้าได้ในที่สุด

ooooooo

ขวัญพาผู้กองหนีไปในป่า ผู้กองวิ่งจนเหนื่อยขอพักก่อน ขวัญบอกพักไม่ได้ป่านนี้พวกมันคงรู้ตัวแล้วว่าเราหนี ฉะนั้นเราต้องหนีไปให้ไกลที่สุด

ผู้กองจำได้ว่ามีหมู่บ้านไม่ห่างจากค่ายของเสี่ยโบ้นัก ทำไมไม่ไปขอความช่วยเหลือจากพวกชาวบ้าน

“ไม่มีชาวบ้านที่ไหนกล้าเป็นศัตรูกับพวกมันหรอก ทางเดียวที่ดีที่สุดคือต้องหนีกลับไปหาพวกของหมอเท่านั้น”

ผู้กองจึงต้องกัดฟันหนีต่อไป แต่ก็ถูกพวกโจรพบรอยเท้า มันชี้ให้ดูกันและเร่งวิ่งไล่ตามไป

ในที่สุดผู้กองกับขวัญก็หนีมาถึงทางลูกรัง ขวัญดีใจมากบอกว่า “ไปตามทางนี้เราก็รอดแล้วหมอ” สิ้นเสียงขวัญเสียงปืนก็ดังขึ้น กระสุนเฉี่ยวผู้กองกับขวัญไปเส้นยาแดงเดียว ขวัญตกใจจนสะดุดหกล้ม ทำให้พวกโจรตามมาทันพอดี! แต่ขณะที่พวกมันกำลังจะบุกเข้ามาถึงตัวนั้น พันขับรถมาถึง เขาหยิบปืนเอ็ม 16 ที่ติดตัวมายิงใส่พวกสมุนโจรคว่ำไปแล้วถือปืนวิ่งมาหาผู้กอง ต่างกอดกันด้วยความดีใจ

พันเห็นขวัญก็ตกใจรีบเอาตัวบังผู้กองไว้ ผู้กองบอกว่าขวัญเป็นพวกเรา แต่เรื่องมันยาวแล้วค่อยเล่าให้ฟัง ตอนนี้รีบหนีไปก่อน แต่พอพากันไปขึ้นรถ ผู้กองถูกยิงทรุดลง พันหันมองก็ถูกยิงทรุดไปอีกคน

ขวัญตกใจหันไปเห็นเสี่ยโบ้ใช้ปืนสั้นยิงทั้งสอง เสี่ยโบ้เดินยิ้มเหี้ยมมาดูผู้กองที่นอนหายใจรวยรินอยู่ ขวัญรีบบอกว่า

“เสี่ยจ๊ะ ฉันหลอกพวกมัน...”

“มึงไม่ต้องมาสตรอเบอรี่ กูรู้ว่าคราวนี้มึงมีเอี่ยวด้วยแน่ๆ ไว้กูจัดการไอ้สองคนนี่เสร็จก่อน กูกับมึงค่อยมาเคลียร์บัญชีกัน” แล้วเสี่ยโบ้ก็เดินเข้าหาพันและผู้กอง ทั้งสองบาดเจ็บสาหัส ได้แต่จ้องเสี่ยโบ้ตาไม่กะพริบ

ขณะเสี่ยโบ้จะยิงทิ้งทั้งสอง ก็ถูกขวัญแทงจากข้างหลังปืนร่วงจากมือ พันกัดฟันคลานไปหยิบปืน เสี่ยโบ้เห็นดังนั้น ก็กัดฟันหยิบปืนเอ็ม 16 ของพันที่ร่วงอยู่ขึ้นมา ต่างเล็งปืนใส่กัน เสี่ยโบ้โอกาสดีกว่ายิงใส่พันทันที แต่ปรากฏว่ากระสุนหมด! เสี่ยโบ้เลยถูกพันยิงใส่หลายนัดตายคาที่

พันเอะใจว่าทำไมปืนตนจึงกระสุนหมด พอนึกได้ว่าอ่ำเอาปืนที่กระสุนใกล้หมดให้ก็หมดสติไป

“พัน!!” ผู้กองร้องสุดเสียง

ooooooo

เมื่อนำตัวทั้งสองไปถึงเต็นท์แพทย์ที่หมู่บ้าน ผู้พันสุทธิสารกับอัจฉราเร่งช่วยชีวิตทั้งสองทันทีโดยมีผู้พันผวน เสธ.อู๊ดและพวกเพื่อนๆ ของพันยืนรอฟังข่าวอยู่หน้าเต็นท์อย่างกระวนกระวายใจ

เมื่อผู้พันสุทธิสารออกมา ผู้พันผวนรีบเข้าไปถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผู้พันสุทธิสารตอบหน้าเครียดว่า

“ผมปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้แล้วครับ กระสุนโดนที่สำคัญทำให้เสียเลือดมาก ยิ่งปล่อยไว้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งอันตรายครับ” นุ้ยเสนอให้เรียก ฮ.มารับ เสธ.อู๊ดติงว่าฝนตกลมแรงขนาดนี้ ฮ.ขึ้นไม่ได้หรอก หันถามผู้พันสุทธิสารกับอัจฉราว่าเราขับรถพาไปที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่าจะพอได้ไหม

“คงไม่ไหวหรอกค่ะเสธ. เส้นทางกันดารมีแต่โคลนแถมฝนตกขนาดนี้ เกิดรถตกหล่มหรือลื่นตกเขามันจะได้ไม่คุ้มเสียนะคะ” อัจฉราไม่เห็นด้วย

“งั้นก็ไม่มีทางเลือก คืนนี้เราต้องห้ามเลือดแล้ว ก็คอยเช็กอาการกันทั้งคืน ฝนหยุดเมื่อไหร่ค่อยเรียก ฮ.มารับไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลอีกที” ผู้พันสุทธิสารตัดสินใจ อัจฉราเห็นด้วยและตนจะช่วยเต็มที่

ในภาวะนี้ พวกเพื่อนๆของพันต่างอาสาที่จะช่วยพันกับผู้กองทุกคน คนโน้นก็ผมด้วย คนนี้ก็ผมด้วย ผู้พันผวนซึ้งใจจนน้ำตาคลอ เอ่ยกับทุกคนว่า

“ขอบใจทุกคนมากนะ ฉันไม่รู้จะพูดยังไง แต่...ขอบใจจริงๆ” แล้วหันไปทางผู้พันสุทธิสารกับอัจฉรา “ฝากหนูแดงกับพันด้วยนะผู้พัน หนูอัจ”

“ไม่ต้องห่วงครับคุณอา เราสองคนจะทำอย่างสุดความสามารถครับ” ทุกคนยิ้มให้ผู้พันผวน พร้อมที่จะช่วยกันเต็มที่ในเวลาวิกฤตินี้

ooooooo

ผู้พันสุทธิสารและอัจฉราช่วยกันเฝ้าดูแลพันกับผู้กองฉวีผ่องทั้งคืน จนตีสองกว่า ฝนหยุดตกแล้ว ผู้พันจึงออกมานั่งข้างนอก ครู่หนึ่งอัจฉราตามออกมา ผู้พันถามว่าออกมาทำไม ไม่เฝ้าพันกับผู้กองฉวีผ่องหรือ

“ฉันเห็นว่าอาการทรงตัวแล้ว เลยให้พยาบาลดูแลต่อแป๊บนึง แล้วก็จะมาบอกคุณว่า เสธ.เขาติดต่อ ฮ.ได้แล้ว อีกไม่นานคงมาถึง” อัจฉรานิ่งไปพักหนึ่ง จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “คุณทำได้ดีมากเลยนะ”

“ไม่หรอก จนกว่าผู้กองกับพันจะปลอดภัยจริงๆ ไม่งั้นผมไม่ถือว่าผมทำได้ดีหรอก”

“คุณนี่มันจริงๆเลย...แต่แบบเนี้ย มันดูน่ารักดีนะ” ผู้พันสุทธิสารหูผึ่งถามว่า ว่าไงนะ? อัจฉราเขินถามว่าหูตึงหรือ ผู้พันบอกว่าก็ตนฟังไม่ถนัดขอให้พูดอีกทีซิ

“เรื่องอะไร ของดีมีครั้งเดียว” อัจฉราทำเชิดใส่ ลุกเดินไปจิบกาแฟแก้เกี้ยว

ผู้พันสุทธิสารยิ้มอย่างมีความหวัง มองตามอัจฉราไปด้วยความรู้สึกดีๆอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ooooooo

เมื่อนำพันและผู้กองเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯแล้ว ทั้งคุณนายไฉววงศ์ กำนันพูนและแม่จันทร์ก็พากันมาที่โรงพยาบาล คุณนายไฉววงศ์และแม่จันทร์เอาแต่ร้องไห้ด้วยความเป็นห่วงหนูแดงและพัน

พอเห็นหมอออกจากห้องไอซียู ทุกคนก็ตรงเข้าไปถามอาการ

“ยังดีที่ผ่ากระสุนออกได้เร็ว แต่กระสุนก็ถูกที่สำคัญทั้งคู่ ยังบอกไม่ได้จริงๆครับว่าจะฟื้นเมื่อไหร่” หมอบอก ส่วนคนเจ็บจะฟื้นเมื่อไหร่นั้นหมอบอกว่า “ตอนนี้หมอยังไม่กล้ารับปากอะไรทั้งนั้นครับ”

แม่จันทร์ฟังหมอแล้วร้องไห้ต่อ จนกำนันบอกว่าอย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลย ตอนนี้เรามาทำอะไรเพื่อลูกๆ ของเราดีกว่า

“ยัยหนูแดงยังไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ แล้วเราจะไปทำอะไรให้เขาได้” คุณนายถามไปสะอื้นไป

“ได้สิ...ก่อนหน้านี้พวกเราทะเลาะกันตลอด ลูกๆคงอยากให้พวกเราคืนดีกัน ตอนนี้เราต้องเลิกทะเลาะกันเพื่อลูกๆของเรา”

คุณนายไฉววงศ์กับแม่จันทร์หันมองหน้ากัน เห็นพ้องกันว่านั่นเป็นสิ่งเดียวที่จะทำเพื่อลูกได้ในเวลานี้จริงๆ

ooooooo

อ่ำกลับมาถึงบ้านแล้วกระรอกดีใจมาก แต่ขณะกำลังเกาคางจี๋จ๋ากับอ่ำนั่นเอง ขวัญก็มาโผกอดอ่ำ กระรอกผงะถามว่ามันเป็นใคร พออยู่หน้าสิ่วหน้าขวาน อ่ำใช้ความกะล่อนเอาตัวรอด ทำเป็นร้องทักพัน พอทุกคนหันมองก็จะเผ่น แต่ถูกหมู่ทองล็อกตัวไว้ กระรอกบอกให้พ่อจับแน่นๆ แล้วพุ่งเข้าต่อยท้องอ่ำระบายแค้นจนอ่ำตัวงอ ร้องโหยหวนน่าเวทนา

วันนี้อัจฉราบอกขวัญว่าทาง เสธ.อยากขอความร่วมมือเธอเรื่องยาเสพติด ช่วงนี้คงต้องเรียกไปให้ข้อมูลบ่อยหน่อย ขวัญบอกว่าตนเต็มใจ ถือว่าไถ่โทษในสิ่งที่ตนเคยทำมาก็แล้วกัน

“ขอบใจนะ เอ่อ...ฉันหาที่พักในกรมให้เธอได้แล้วนะ อีกสองสามวันเธอก็ไปฝึกอาชีพที่ศูนย์ศิลปาชีพได้เลย ระหว่างที่ฝึกก็มีเบี้ยเลี้ยงให้ด้วยนะ” ขวัญไหว้ขอบคุณด้วยความดีใจ “ไม่เป็นไรหรอก สำหรับคนกลับตัวกลับใจอย่างเธอ ฉันยินดีช่วยเสมอ”

“ก็ต้องขอบคุณพันกับคุณหมอคนสวยล่ะจ้ะ ถ้าไม่ได้พวกเขา ฉันก็คงไม่กล้าหนีออกมาจากไอ้เสี่ยหรอก เอ่อ...แล้วนี่พวกเขายังไม่ฟื้นอีกเหรอจ๊ะ”

อัจฉราไม่ตอบ แต่ใบหน้าที่เครียดลงของเธอทำให้ขวัญเข้าใจความหมายได้ พลอยหงอยไปด้วย

ooooooo

การบาดเจ็บสาหัสของผู้กองฉวีผ่องและพัน ทำให้คุณนายไฉววงศ์กับแม่จันทร์ที่อยู่ในหัวอกเดียวกันญาติดีกันได้

คุณนายมาเห็นแม่จันทร์นั่งสัปหงกอยู่หน้าห้องไอซียู ก็เข้ามาปลุกบอกให้กลับไปนอนก่อนจะมาทนอยู่ทำไม คุณนายขอโทษแม่จันทร์ที่เมื่อก่อนพูดจาไม่ดีด้วย แม่จันทร์ก็ขอโทษที่ตนกวนประสาทคุณนายไว้มากเหมือนกัน

“เฮ้อ...นี่ถ้าลูกๆเราไม่เจ็บตัวหนักขนาดนี้ เราก็คงไม่ได้พูดกันดีแบบนี้หรอกนะ” คุณนายปรารภ

พลันแม่จันทร์เหลือบเห็นพันชักเกร็งตัวกระตุกอยู่ในห้อง แม่จันทร์รีบเรียกหมอกับพยาบาล พยาบาลวิ่งเข้าไปดูอีกคนก็รีบโทร.ตามหมอ

คุณนายกับแม่จันทร์ยืนกอดกันด้วยความเป็นห่วงพัน ต่างใจไม่ดี มีแต่ยืนกอดเป็นกำลังใจให้กันเองเท่านั้น

ทั้งคุณนายและแม่จันทร์เฝ้าจนถึงเช้าต่างซบหลับกันอยู่หน้าห้องไอซียู จนผู้พันผวนมาปลุก คุณนายถามทันทีว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง

“ผมคุยกับหมอแล้ว ลูกเราทั้งสองคนปลอดภัยดี” ผู้พันผวนบอก

“คุณนายกับแม่จันทร์กลับไปนอนที่บ้านเถอะ เดี๋ยววันนี้ฉันกับไอ้ห่อยจะอยู่เฝ้าลูกๆเอง” กำนันเสนอ แม่จันทร์บอกว่าตนเป็นห่วงลูก “ไอ้ห่วงน่ะฉันเข้าใจ แต่ถ้าแม่จันทร์ไม่ดูแลตัวเอง แล้วเป็นอะไรไปอีกคนจะทำยังไง”

คุณนายเห็นด้วยกับกำนัน ชวนแม่จันทร์กลับกันไปก่อนพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ แม่จันทร์พยักหน้าจ๋อยๆ ขณะนั้นเองพยาบาลออกมาบอกผู้พันผวนกับกำนันว่า

“จัดการเรียบร้อยแล้วนะคะ”

“ขอบใจมากจ้ะคุณพยาบาล” กำนันเอ่ย พอพยาบาลเดินไป แม่จันทร์ถามว่าจัดการอะไร ทำอะไรกันหรือกำนันกับผู้พันมองหน้ากันเศร้าๆ จนเมื่อได้เข้าไปเยี่ยมในห้องไอซียู จึงเห็นว่าเตียงของผู้กองฉวีผ่องกับพันถูกเลื่อนให้มาติดกัน ผู้พันพูดด้วยความสงสารลูกจับใจว่า

“ความจริงเราควรจะทำอย่างนี้มาตั้งนานแล้วนะ ไม่ใช่เพิ่งมาคิดได้ตอนที่ลูกของเราเป็นแบบนี้ไปแล้ว”

“เพราะความเห็นแก่ตัวของฉันเอง ฉันเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ความสุขของยายหนูแดง” คุณนายน้ำตาคลอ

“ไม่ใช่ความผิดของคุณนายคนเดียวหรอก ฉันเองก็อยากแต่จะเอาชนะคะคานจนไม่เคยคิดเลยว่าลูกมันจะทุกข์ใจยังไง” แม่จันทร์น้ำตาคลอเช่นกัน กำนันบอกว่าเลิกโทษตัวเองเถอะ ยังไงเราก็คิดได้แล้ว พลางเอื้อมมือไปกุมมือพันกับผู้กองไว้ถามว่า

“จริงไหม ไอ้หมา คุณหมอ”

“พวกเราออกไปกันเถอะ อย่ารบกวนลูกเลย ให้ลูกเขาพักมากๆ จะได้หายเร็วๆ” ผู้พันเสนอ ทุกคนจึงทยอยกันออกจากห้อง

ทิ้งภาพพันกับผู้กองที่นอนเตียงติดกันและมือกุมกันอยู่ทั้งที่ต่างก็ยังไม่รู้สึกตัว....

ooooooo

เมื่อคุณนายกับแม่จันทร์กลับมาถึงหน้าบ้าน ต่างแปลกใจที่เห็นหมู่ทอง แก๊งพวกอ่ำ ศรีวัน และกระรอกมายืนออกันอยู่หน้าบ้าน ทีแรกคุณนายก็หงุดหงิดไปตามประสา แต่พอรู้เจตนาของพวกเขา คุณนายก็ซึ้งใจแทบน้ำตาคลอ

กระรอกเป็นตัวแทนยื่นโถใส่นกกระเรียนกระดาษสองโถให้คุณนาย บอกว่า

“กระรอกไปอ่านเจอในเน็ตมาค่ะ ว่าคนญี่ปุ่นเขามีความเชื่อว่า ถ้าพับนกกระเรียนได้พันตัว จะสามารถอธิษฐานได้หนึ่งข้อ พวกเราก็เลยช่วยกันพับจนครบ เพื่ออธิษฐานให้พี่พันกับผู้กองหายป่วยไวๆค่ะ”

ศรีวันบอกว่าพวกตนอยากจะช่วยมากกว่านี้แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร คุณนายบอกว่าแค่นี้ตนก็ขอบใจมากแล้ว

อ่ำถอดสร้อยพระที่หลวงพ่อแดงให้ด้วยมือท่านเอง ฝากไปให้พัน บอกแม่จันทร์ว่า

“ป้าจันทร์จ๋า ฉันฝากสร้อยพระไปให้ไอ้พันด้วยนะ ขอให้ไอ้พันหายเป็นปกติเร็วๆนะ”

ในยามนี้ บรรดาเพื่อนๆ ใครมีอะไรดีก็มอบให้เพื่อช่วยให้พันกับผู้กองหายไวๆ คุณนายซึ้งใจจนน้ำตาคลอ เรียกทุกคนเข้าบ้านไปกินน้ำกัน ทำเอาทุกคนตะลึง อึ้ง ทึ่ง คิดไม่ถึงว่าคุณนายที่ได้ชื่อว่าเค็มจนขมจะมีน้ำใจเลี้ยงน้ำ แล้วก็ยิ่งทึ่งเมื่อคุณนายบอกว่าไม่ได้เลี้ยงน้ำเปล่าแต่เลี้ยงน้ำอัดลม! เลยรีบกรูกันเข้าบ้านก่อนที่คุณนายจะเปลี่ยนใจ

ooooooo

ผู้พันสุทธิสารติดภารกิจจึงกลับกรุงเทพฯช้ากว่าคนอื่นหนึ่งวัน เขาใช้ไม้ค้ำยันเดินเข้าไปในอาคารสำนักงาน เจอเสธ.อู๊ดอยู่กับอัจฉรา ผู้พันทักว่าหมวดออกเวรแล้วหรือ

“ถ้าฉันไม่ออกเวรแล้วจะมายืนอยู่ที่นี่ได้ยังไง พูดแปลกๆ”

ผู้พันหน้าตึง แต่เพราะอยู่ต่อหน้าเสธ.อู๊ดเลยต้องระงับอารมณ์ เมื่อเสธ.อู๊ดออกไป ผู้พันถามอัจฉราว่ามีความลับอะไรกันหรือ อัจฉรายักไหล่กวนๆ บอกว่าไม่ใช่เรื่องของผู้พันสักหน่อย พอผู้พันงอน หมวดรีบบอกว่า

“เสธ.เขาบอกชอบฉัน”

ผู้พันสุทธิสารหันขวับ ต่างมองหน้ากันนิ่งเหมือนจะอ่านใจของกันและกัน

เมื่อได้นั่งคุยกัน อัจฉราเล่าให้ฟังว่า เสธ.อู๊ดเอานาฬิการาคาแพงมาให้เป็นของขวัญและบอกว่าชอบตน

“แล้วคุณตอบเสธ.เขาไปว่ายังไง” ผู้พันถามทันที อัจฉราให้ดูนาฬิกาที่ข้อมือ ถามว่าเห็นตนใส่นาฬิกาใหม่หรือเปล่าล่ะ “งั้นก็แปลว่าหมวดปฏิเสธไปแล้วใช่ไหม” ผู้พันดีใจจนออกนอกหน้า หมวดแกล้งบอกว่า

“ยังหรอกนะ ฉันก็ตอบเสธ.เขาไปว่ายัยหนูแดงเป็นอย่างนี้ฉันยังไม่มีกะจิตกะใจคิดอะไรทั้งนั้น เอาไว้ยัยหนูแดงพ้นขีดอันตรายเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน”

ผู้พันเหน็บว่าฟอร์มจัด เดี๋ยวได้น้ำตาตกในหรอก มีหนุ่มใหญ่ใจดี หน้าที่การงานเลิศมาบอกชอบทั้งที ยังจะเล่นตัวอีก อัจฉราเลยยั่วว่า “จริงของผู้พัน งั้นฉันไปตอบตกลง เสธ.เขาเลยดีกว่า” ว่าพลางรีบลุกขึ้น ผู้พันคว้าแขนไว้ทันที

“เฮ้ยๆๆ เดี๋ยวสิหมวด” พออัจฉราหยุดหันมองอย่างจับผิด ผู้พันก็เฉไฉว่า “เอ่อ...เป็นผู้หญิง เที่ยวไปบอกชอบผู้ชายก่อนได้ไง มันไม่งามรู้ไหม” พูดแล้วรีบเดินเข้าอาคารสำนักงานไป

“ด่าแล้วก็หนี ตัวเองน่ะแหละ จะเอายังไง” อัจฉรามองตามพึมพำอย่างหมั่นไส้

ooooooo

ผู้พันสุทธิสารไปเยี่ยมพันกับผู้กองคืนนั้นเลย เจอผู้พันผวนกับกำนันกำลังนั่งคุยฟุ้งเรื่องฟุตบอลกันอยู่ พอเข้าไปสวัสดี ผู้พันผวนเอ่ยยิ้มแย้มว่า ขอบใจมาก เพิ่งมาถึงก็มาเยี่ยมหนูแดงเลย แล้วพาผู้พันหนุ่มเข้าไปเยี่ยม

ผู้พันหน้าเสียเมื่อเข้าไปเห็นเตียงของพันกับผู้กองอยู่ติดกัน ซ้ำร้ายมือยังกุมกันอยู่ทั้งที่ต่างก็ไม่รู้สึกตัว ผู้พันผวนดูออกขอโทษผู้พันสุทธิสารบอกว่าตนก็แค่อยากจะทำอะไรให้หนูแดงบ้างเท่านั้นเอง ผู้พันสุทธิสารบอกว่าตนเข้าใจ แล้วพูดกับผู้กองฉวีผ่องและพันว่าขอให้หายเร็วๆ ตนมีเรื่องจะคุยด้วยมากมาย

ทันใดนั้นผู้กองฉวีผ่องค่อยๆรู้สึกตัวทีละน้อย

แต่พันกลับทรุดลงจนมือที่จับมือผู้กองอยู่คลายออก ผู้พันสุทธิสารดูสัญญาณชีพของพันแล้วตกใจบอกผู้พันผวนให้ตามหมอมาด่วน ตัวเองก็ช่วยปั๊มหัวใจช่วยชีวิตพันเต็มที่

ผู้กองฉวีผ่องที่เริ่มรู้สึกตัวนอนกระสับกระส่ายเหมือนฝันร้าย จิตใต้สำนึกทำให้เธอละเมอออกมาว่า

“พัน...พัน...อย่าไป...พัน...พัน...”

คุณนายกลับไปถึงบ้านไม่ทันไรใจคอไม่ดีจึงชวน

แม่จันทร์มาที่โรงพยาบาลอีก มาถึงเจอกำนันหน้าตาร้อนใจมากบอกว่ากำลังจะโทร.หาแม่จันทร์พอดี กำนันตระหนกจนเหมือนคุมสติไม่อยู่ อัจฉราต้องบอกให้ใจเย็นๆ ค่อยๆพูด

“ไอ้หมา...แม่จันทร์ ไอ้หมาลูกเราหัวใจหยุดเต้นแล้ว ตอนนี้หมอกำลังช่วยกันปั๊มหัวใจอยู่” พอกำนันพูดจบทุกคนตกใจรีบไปที่หน้าห้องไอซียู หมอออกมาพอดีบอกว่า หมอพยายามช่วยเต็มที่แล้ว แต่...

แม่จันทร์เข่าอ่อนทรุดลงทันที กำนันตกใจประคองแม่จันทร์ ร้องไห้คร่ำครวญ

“แม่จันทร์ ทำไมไม่ตอบฉัน ฉันเสียไอ้หมาไปคนนึงแล้ว ถ้าแม่จันทร์เป็นอะไรอีกคน แล้วฉันจะอยู่ยังไง”

แม่จันทร์ได้ยินชื่อพันก็ร้องไห้โฮออกมา กำนันกับแม่จันทร์กอดกันร้องไห้เสียใจอย่างที่สุด ผู้พันผวนกับคุณนายก็กอดกันร้องไห้เสียใจกับการจากไปของพัน ผู้พันสุทธิสารและอัจฉราต่างน้ำตาคลอ อัจฉราเปิดประตูห้องไอซียูเดินเข้าไป เห็นผู้กองรู้สึกตัวมากขึ้น ทุกคนคิดไม่ถึงว่าผู้กองจะรู้สึกตัวในเวลาที่พันจากไป หมอจะเข้าไปดูอาการ

“เดี๋ยวครับหมอ รอแป๊บนึงครับ” ผู้พันสุทธิสารมองผู้กองฉวีผ่องด้วยความหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น

ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อผู้กองลุกขึ้นหันมองพันเห็นไม่มีสัญญาณชีพแล้ว เธอร้องไห้เอามือลูบใบหน้าพันน้ำตาไหลพราก น้ำตาหยดลงมือพันที่ผู้กองกุมอยู่ เธอเอ่ยขอ...

“พัน...ฉันกลับมาแล้วนะพัน เธอก็ลืมตามาได้แล้วเหมือนกัน จะมัวมานอนอยู่อย่างนี้ไม่ได้นะ” พันยังนอนนิ่ง ผู้กองร้องไห้ พร่ำถาม...“ไหนเธอเคยสัญญากับฉันไงพัน ว่าเธอจะปกป้องดูแลฉัน แล้วเธอจะมาผิดสัญญา ทิ้งฉันไปอย่างนี้เหรอ เธอคิดบ้างไหม ว่าชีวิตที่เหลืออยู่ของฉันจะเป็นยังไงถ้าไม่มีเธอ...”

ผู้กองฉวีผ่องซบหน้าลงกับอกพัน บอกปนสะอื้น “พัน...ฉันรักเธอ...”

ทุกคนลำคอตีบตันด้วยความสะเทือนใจ พันที่นอนไม่ไหวติง แต่ที่หางตาเขามีน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง...สัญญาณชีพเริ่มขยับ อัจฉราสังเกตเห็นก่อนใคร เธอร้องอย่างตื่นเต้น “สัญญาณชีพ พัน...พันฟื้นแล้ว”

ทุกคนตื่นเต้นดีใจยิ้มทั้งน้ำตา พากันลุ้นหมอที่เข้าไปดูแลพัน เอาใจช่วยสุดๆ

ooooooo

เมื่อพันฟื้นแล้ว ผู้กองถามอาการของพันจากอัจฉรา ถูกเพื่อนรักแซวว่าคิดถึงก็เดินไปหาเพราะอยู่ห้องติดกันนี่เอง

ผู้กองอิดออดว่าตนเป็นผู้หญิง และพันเจ็บหนักอยากให้เขาพักผ่อนมากๆ อัจฉราหมั่นไส้พูดประชดอย่างรู้ทันว่า

“จ้า...กุลสตรีศรีสะใภ้สุพรรณ” ผู้กองเขินบอกว่ายังอีกนาน “นานอะไรจ๊ะ ก็พ่อแม่เธอกับพ่อแม่เขาเคลียร์กันได้แล้วไม่ใช่หรือ”

“ก็แค่สงบศึกชั่วคราว เพราะเห็นแก่ฉันกับพันเท่านั้นแหละ แต่เรื่องอื่นยังไม่ได้พูดอะไรกันเลย”

อัจฉราบอกว่าไม่ทะเลาะกันก็ดีแล้ว เดี๋ยวเรื่องอื่นก็ดีเองแหละ อัจฉราเชื่ออย่างนั้น แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่

เพราะผู้พันผวนกับคุณนายไฉววงศ์เปลี่ยนท่าทีทันทีที่ผู้กองฟื้น กำนันกับแม่จันทร์ไม่ยอม ถามว่าจะเบี้ยวกันหรือ คุณนายตะแบงว่าตนไม่เคยตกลงอะไรด้วยเลยและลูกตนก็ยังไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องแต่งงานตอนนี้ด้วย

ผู้พันผวนกับคุณนายและกำนันกับแม่จันทร์ ทะเลาะโต้เถียงกันอย่างไม่มีใครยอมใคร จนพันต้องกินยาแล้วนอนคลุมโปงอย่างไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว อยากจะเถียงกันก็เถียงกันเสียให้พอ

ooooooo

ศรีวันถูกเสี่ยที่เคยติดพันหลอกว่ามีงานอีเวนต์แล้วให้ลูกน้องมาดักฉุด หมู่ทองเสี่ยงชีวิตช่วยศรีวันไว้ได้ ทำให้ศรีวันสะเทือนใจจนยอมรับรักหมู่ทอง บอกตัวเองอย่างทำใจได้แล้วว่า

“เอาวะ ค่าโบท็อกซ์มันจะสักเท่าไหร่กันเชียว ฉันจะพาหมู่ไปฉีดโบท็อกซ์เอง”

ทั้งสองโผกอดกันด้วยความรักที่พิสูจน์รักกันด้วยชีวิต...

ฝ่ายพันกับผู้กองฉวีผ่อง ในขณะที่พ่อแม่ยังทะเลาะกันไม่เลิก ทั้งสองก็สานสัมพันธ์กันเงียบๆ

คืนนี้ พันขออนุญาตหมอพาผู้กองลงไปที่สวนหย่อมของโรงพยาบาล เอานมกล่องแบบที่พันเคยซื้อไปหักหน้าผู้พันสุทธิสารไปดื่มเป็นสัญญาใจกัน จนผู้กองยิ้มออก พันบอกว่าไม่ได้เห็นผู้กองยิ้มอย่างนี้มาหลายวันแล้ว ชีวิตเหมือนขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง

“ถ้าเธออยากเห็นฉันยิ้มทุกวัน เธอก็ต้องไม่ทำให้ฉันเสียใจอีก เธอห้ามเป็นอะไรไปอีกนะพัน ฉันไม่อยากมีชีวิตอยู่โดยไม่มีเธอ”

พันจับมือผู้กองมองหน้าบอกด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความรัก “ไอ้พันก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีผู้กองเหมือนกันจ้ะ ผู้กองยอดรักของไอ้พัน” พันจูบมือผู้กองฉวีผ่องด้วยความรักหมดหัวใจ ผู้กองถามว่าแล้วเรื่องพ่อแม่เราล่ะ ตกลงท่านดีกันแล้วใช่ไหม

“ก็ดีกันน่ะจ้ะ แต่สำหรับเรื่องของเราสองคน ผู้พันกับคุณนายก็คงแค่ไม่ขัดขวาง แต่ก็คงไม่ถึงกับเปิดโอกาสให้หรอกจ้ะ” ผู้กองบอกว่านั่นเป็นหน้าที่ของพันที่จะต้องพิสูจน์ให้คุณพ่อคุณแม่เห็นว่าเขาสามารถดูแลตนแทนพวกท่านได้ พันยิ้มมั่นใจบอกผู้กองยอดรักของตนว่า “ฉันสู้ตายเพื่อความรักของเราอยู่แล้วจ้ะ”

ความรักที่มั่นคงต่อกันของพันกับผู้กองฉวีผ่อง ทำให้ทั้งคุณนายไฉววงศ์และผู้พันผวน ได้คิดว่า ไม่มีอะไรในโลกนี้สำคัญไปกว่าลูกอีกแล้ว เราควรต้องทำเพื่อความสุขของลูกมากกว่าที่ดินที่สาทรของผู้พันสุทธิสาร แต่ก็ยังมีเงื่อนไขเมื่อไปคุยกับกำนันและแม่จันทร์ว่า จะยอมให้ทั้งสองเป็นแฟนกันเท่านั้น เรื่องสู่ขออยู่ที่ว่าพันจะทำตัวให้คู่ควรกับหนูแดงได้แค่ไหน

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ ถ้าไอ้หมาลูกฉันมันสอบผู้พิพากษาไม่ได้ ฉันก็ไม่มีหน้ามาสู่ขอเหมือนกัน” แม่จันทร์บอก สองแม่เลยจับมือเป็นมิตรกันได้

จบเรื่องลูกแล้วกำนันพูดเรื่องที่ตนบนเจ้าแม่ไว้ตอนที่พันบาดเจ็บว่าจะแก้ผ้าวิ่งรอบค่ายทหาร ปรากฏว่าทั้งแม่จันทร์และคุณนายไฉววงศ์ขอแก้กับเจ้าแม่ไว้แล้วว่าจะให้พวกอ่ำมาวิ่งแทน พวกอ่ำแพ้เงินที่สองแม่จ้าง ต่างรับวิ่งแทนทันที กำนันเลยแก้ด้วยการจ้างทหารสี่คนถือผ้ากางกั้นสายตาบรรดาผู้ชม แล้วแก้ผ้าวิ่ง ตามที่บนกับเจ้าแม่ไว้ พวกผู้ชมเลยอดดูของดี

ผู้พันสุทธิสารยอมรับความจริงว่า ผู้กองฉวีผ่อง ไม่ได้รักตนและเพิ่งรู้ตัวว่ามีใจให้หมวดอัจฉราแต่ติดที่หมวดมีเสธ.อู๊ดแล้ว แต่ด้วยการช่วยแนะและลุ้นของคุณแม่เขาทำให้เขากล้าที่จะยอมรับกับหมวดอัจฉรา ซึ่งก็เป็นเวลาที่หมวดบอกกับเสธ.อู๊ดว่า ตนเคารพเขาเยี่ยงพี่ชาย ทำให้ผู้พันสุทธิสารฮึกเหิมขึ้นมา ท่องคำที่คุณแม่บอกว่า “ไม่กล้าก็ไม่มีวันเดินหน้า” เดินหน้าเข้าหาหมวดอัจฉราอย่างกล้าหาญ

ooooooo

1 ปีผ่านไป บรรดาทหารเกณฑ์เข้าแถวฟังโอวาทจากผู้พันผวนก่อนแยกย้ายกันไป ผู้พันฝากความหวังกับทุกคนว่า

“ขอให้ทุกคนจงจดจำเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ว่าเราได้ทำหน้าที่ของลูกผู้ชายไทยได้อย่างสมบูรณ์และให้เอาประสบการณ์ที่ได้รับ ไปใช้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองและประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเราทุกๆคน ขอให้ทุกคนโชคดี”

พันที่สมัครมาเป็นทหารครั้งนี้ถึงกับน้ำตาร่วง สูดลมหายใจเต็มปอด ร้องเพลงมาร์ชกองทัพบกด้วยความเข้มแข็งนำขึ้นก่อน จากนั้นทุกคนก็ร้องพร้อมกันกระหึ่มก้องด้วยใจฮึกห้าวเหิมหาญ แม้ต่อไปจะไม่ได้ใส่เครื่องแบบทหารแล้ว แต่หัวใจรักชาติยิ่งชีพจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงตลอดไป ยามใดที่ชาติต้องการ ทุกคนพร้อมพลีชีพเพื่อชาติ

ooooooo

เมื่อพันสอบผู้พิพากษาได้แล้วก็ยกขบวนขันหมากมาสู่ขอผู้กองฉวีผ่อง งานนี้ผู้พันสุทธิสารบอกหมวดอัจฉราว่าให้จำไว้เผื่อถึงงานเราจะได้รู้ว่าพิธีการต้องทำยังไงบ้าง

คุณนายไฉววงศ์ยังเค็มไม่เลิก ตั้งแง่ไม่ยอมให้ขบวนขันหมากผ่านจนแม่จันทร์ต้องถอดทองหยองให้หมดตัวจึงยอมให้ผ่าน แต่พอผ่านไปแล้วผู้พันผวนและคุณนายก็มอบคืนให้เป็นเงินก้นถุงแก่พันและผู้กอง งานสนุกสนานครึกครื้นทุกคนมีความสุขและยินดีกับพันและผู้กอง แต่ผู้ที่มีความสุขสมหวังที่สุดคือพันกับผู้กองที่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกันจนสามารถสมรักสมปรารถนา

พันเล่าถึงชีวิตทุกคนที่เคยอยู่กองทหารร่วมกันมาว่า...

ทุกคนมีความเจริญก้าวหน้าทั้งชีวิตการงานและครอบครัว อ่ำได้เป็นผู้หมู่ อาชีพหลักคือทหาร อาชีพรองคือช่วยกระรอกขายอาหารตามสั่ง หมู่ทองถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งชีวิตพลิกกลายเป็นเศรษฐีขี่เบนซ์ลาออกจากราชการมีศรีวันเป็นคุณนาย เปลี่ยนจากพริตตี้ภูธรเป็นพริตตี้วูแมน

นุ้ยกลายเป็นผู้นำชุมชนแถวตะเข็บชายแดน เป็นกำลังสำคัญในการต่อต้านยาเสพติด และการตัดไม้ทำลายป่าพรหมมา กลับไปใช้ชีวิตพอเพียงที่บ้านเกิด ปลูกผักไร้สารพิษและปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด

ส่วนเด็จพี่สืบผันตัวเองจากพระเอกลิเกมีแฟนคลับมากมายมาขายครีมหน้าเด้งดึ๋งถูกอกถูกใจแม่ยกจนกลายเป็นเศรษฐีน้อยๆในพริบตา

ผู้พันสุทธิสารมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นกับผู้หมวดอัจฉราที่กลายเป็นแม่ลูกสี่ เป็นแฝดคู่หนึ่งทุกคนอยู่ในวัยซนมาก

“ส่วนผมกับผู้กองยอดรักน่ะเหรอ” พันเล่าถึงตัวเองอย่างมีความสุขผู้พิพากษาพัน ทำงานที่บ้านอย่างขยันขันแข็งและมีความสุข งานมากไม่ต่างกับสมัยเป็นทหารรับใช้อยู่ที่บ้านผู้พันผวนเลย

วันนี้พันซักผ้ากองโตอยู่หลังบ้าน ผู้กองฉวีผ่องเร่งให้รีบหน่อยเดี๋ยวจะกลับสุพรรณไม่ทัน

“กำลังปฏิบัติการอยู่จ้า” พันร้องบอกจากหลังบ้านแล้วแอบบ่น “เครื่องซักผ้าก็ไม่ให้ซื้อ แล้วยังจะเร่งอีก ตกลงผู้พิพากษากับทหารรับใช้มันต่างกันตรงไหนเนี่ย” ผู้กองหูดีได้ยินเต็มๆ ตีแขนเพียะถามว่าเดี๋ยวนี้บ่นหรือผู้พิพากษา

“ไม่บ่นก็ได้จ้ะ แต่ผู้กองต้องให้อะไรฉันอย่างนึง” ผู้กองถามว่าอะไร “ขอหอมแก้มผู้กองสักฟอดให้ชื่นใจน่ะจ้ะ”

ผู้กองวิ่งหนี ถูกพันไล่จับได้พูดอย่างมันเขี้ยวว่า “ให้ไอ้พันหอมซะดีๆ”

“เดี๋ยวก่อน!” ผู้กองยั้งไว้ แล้วเป็นฝ่ายหอมผู้พิพากษาพันฟอดใหญ่แทนความรักและภักดีที่พันมีให้ตนอย่างเสมอต้นเสมอปลายตราบจนวันนี้...

ooooooo

-อวสาน-


ละครผู้กองยอดรัก ตอนที่ 12(ตอนจบ) อ่านผู้กองยอดรัก ติดตามผู้กองยอดรัก ดูรูปภาพนักแสดงในเรื่อง นำแสดงโดย ฉันทวิชช์ ธนะเสวี,ราศรี บาเล็นซิเอก้า 19 ก.ค. 2558 08:41 2015-07-22T01:30:34+00:00 ไทยรัฐ

นิยายอื่นๆที่น่าสนใจ

บันเทิงไทยรัฐ