สมาชิก

ภพรัก

ตอนที่ 5

วันนี้เหยี่ยวสวมเสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมดูแปลกตา น้ำรินชมว่าสวยถามใครซื้อให้ เขาไม่ตอบกลับเปลี่ยนเรื่อง ว่าวันนี้มีงานสัมมนาสำนักงานสืบสวนที่โรงแรม และเมื่อเธอตัวติดกับเขาก็คงต้องไปด้วยกัน น้ำรินอยากให้เขาช่วยตามหาคนชื่อธร เขาติงหน้ายังจำไม่ได้ไม่ใช่หรือ

“ถึงจำไม่ได้ แต่ถ้าเจอตัวจริง ด้วยความผูกพันทางจิตใจ ฉันต้องรู้แน่ๆว่าเขาเป็นพี่ธร”

“อย่าเพิ่งฟุ้งไปถึงเจอตัวเลย ขอชื่อก่อนได้ไหม”

น้ำรินพยายามนึกว่าแฟนตนจะชื่ออะไร กำธรหรือธราธร เหยี่ยวโพล่งชื่อภูธร น้ำรินค้อนขวับหาว่าเชย เหยี่ยวว่าตัว P กับ N ก็ภูธรกับน้ำเน่า สร้อยแห่งความรักผูกพันทั้งสองไว้ด้วยกัน น้ำรินเห็นจริงแต่ไม่คิดว่าพี่ธรของตนจะชื่อเชยว่าภูธร เหยี่ยวเออออ

“เอาเถอะ...เสร็จงานสัมมนาวันนี้แล้วค่อยว่ากันอีกที ผมจะตามตัวคุณชายธราธรของคุณให้เจอเอง” เหยี่ยวออกอาการหึงเล็กๆ น้ำรินไม่ทันสังเกต ได้แต่คิดถึงชื่อพี่ธรของตน...

ทันทีที่มาถึงโรงแรม น้ำรินรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นี้มากจนแทบจะหลับตาเดินได้ เหยี่ยวว่าเธออาจเคยมาที่นี่ก่อนเกิดอุบัติเหตุ แต่น้ำรินคิดว่าตนอาจจะมาที่นี่กับพี่ธรบ่อยๆและวันนี้ตนอาจเจอเขา เหยี่ยวหมั่นไส้ถามจำได้แล้วจะทำอย่างไรต่อ เธอบอกถ้าจำได้ก็จะได้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ร่างอยู่ที่ไหน

เหยี่ยวทำหน้านิ่งๆ หาว่าเธอคิดเยอะเกินไปแล้วเดินหนี...

ในห้องบอลรูมจัดงาน จ่านกน้อยเดินดูบอร์ดความรู้ เห็นข้อความยาเสพติดทำลายคนที่เรารักแล้วสะ– เทือนใจน้ำตาคลอ ทันใดได้ยินเสียงร้องไห้สะอื้นเบาๆ

ข้างหลังบอร์ด จึงอ้อมมาดู เห็นนับดาวร้องไห้อยู่ก็เข้าไปยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ซับน้ำตา นับดาวทำทีเช็ดน้ำตาก่อนจะทักทายและแนะนำตัวว่าตนเป็นหัวหน้าทีมจัดงานวันนี้

“ทราบว่าคุณจ่าจะขึ้นไปเล่าประสบการณ์ที่สูญเสียลูกสาวจากภัยยาเสพติด ดาวเห็นใจจ่ามากเลยนะคะ”

“ผมเสียใจ ที่เอาแต่ทำงานจนลูกต้องตกเป็นเหยื่อ เลยตั้งใจจะเล่าประสบการณ์ให้ทุกคนรู้ จะได้ไม่ต้องเกิดเรื่องเหมือนผม”

นับดาวสร้างเรื่องว่าครอบครัวตัวเองก็ประสบเหตุคล้ายเขา พ่อแม่เสียต้องเลี้ยงน้องสาว น้องขาดความอบอุ่นจนต้องตายเพราะเสพยาเกินขนาด นกน้อยเห็นใจ นับดาวแอบยิ้มมุมปาก...จากนั้นนับดาวก็มารายงานภพธรว่าแผนตีสนิทของตนสำเร็จ

“ฉลาดมาก วางแผนตีสนิทกับมัน เพื่อจะรู้ความเป็นไปของคดีไอ้ยอดชัด”

“พี่ธรชอบผู้หญิงเก่ง ดาวต้องเก่งให้สมกับเป็นผู้หญิงของพี่สิคะ” นับดาวยิ้มปลื้ม

เหยี่ยวเดินเข้างานพร้อมน้ำริน นกน้อยปรี่เข้าแซว “แหมๆวันนี้เสื้อเชิ้ตหล่อกว่าปกติเลยนะ แบรนด์เนมซะด้วย ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม”

“หล่ออะไร เสื้อตัวเก่านานแล้ว”

“อ๊ะๆจำได้แล้ว เสื้อตัวนี้ไม่ธรรมดา หมวดแนนซื้อให้ตอนวันเกิดปีก่อนนี่หว่า อ๊ะๆไม่เท่าไหร่กลับมาหวานกันอีกแล้วเหรอ”

น้ำรินหูผึ่งสีหน้าแสดงอารมณ์หึงโดยไม่รู้ตัว พอดีแนนเดินเข้ามา สวมเสื้อลายเดียวกับเหยี่ยว นกน้อยทักทันที “ใจตรงกัน ใส่เหมือนกัน เป็นเรื่องแล้วเว้ย...”

แนนถามเม้าท์อะไรกันอยู่ นกน้อยจึงแซวจะเปิดแกรนด์โอเพนนิ่งที่สวีตกันอีกแล้วใช่ไหม แนนหันมองเหยี่ยวพอเห็นใส่เสื้อเหมือนกันก็ยิ้มปลื้มแก้ตัวว่ามันบังเอิญ แต่ถามเหยี่ยวไม่คิดว่ายังเก็บเสื้อตัวนี้ไว้ น้ำริน ยืนกลาง ชักไม่สบอารมณ์ที่มาหวานข้ามหน้ากันแบบนี้

ooooooo

รถตู้ธาราแล่นมาจอดหน้าโรงแรม สงครามเข้ามาต้อนรับ ไม่คิดว่าเธอจะมา ธาราบอกว่าตนเป็นประธานอย่างไรก็ต้องมาเปิดงาน สงครามอาสาเข็นรถพาเธอเข้างาน

เหยี่ยวกับแนนทำหน้าที่แจกเอกสารและพาประชาชนที่มาร่วมงานเข้าประจำที่นั่ง น้ำรินเดินประกบเหยี่ยวกระซิบให้เธอถอยห่าง น้ำรินแปลกใจถามทำไมเขาต้องทำหน้าที่นี้ด้วย

“งานชุมชนและสัมพันธ์เป็นงานของตำรวจ ต้องให้ความรู้และสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชน”

แนนได้ยินคิดว่าเหยี่ยวตอบคำถามประชาชนจึงเสริม “โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด ถ้าประชาชนรู้และเข้าใจภัยของมัน แล้วร่วมมือกันต่อต้าน สังคมก็จะสงบสุข”

“ใครถามเธอ” น้ำรินเบ้ปากใส่แนนแล้วหันมาบอกเหยี่ยว “งานแค่นี้ปล่อยให้ยายหมวดแนนทำไปเถอะ คุณไปตามหาพี่ธรให้ฉันดีกว่า”

“ถ้าคนเราเลิกเห็นแก่ตัวแล้วหัดสนใจสังคมบ้าง ประเทศชาติก็จะเจริญ” เหยี่ยวพูดแทงใจ

น้ำรินปรี๊ดโวยไม่ต้องมาหลอกด่า พลันมีครอบครัวพ่อแม่ลูกเล็กๆเดินมา เด็กชายถามเหยี่ยวทันทีว่าลูกเขาอยู่ไหน เหยี่ยวกับแนนทำหน้างงๆ แม่เด็กอธิบายว่า “น้องปอนด์เห็นคุณสองคนใส่เสื้อเหมือนกัน ก็เลยเข้าใจว่าเป็นครอบครัวมีลูกเหมือนเรา”

เหยี่ยวกับแนนปฏิเสธพร้อมกัน ยิ้มเขินเมื่อเห็นสามคนพ่อแม่ลูกใส่เสื้อเหมือนกัน น้ำรินยิ่งหมั่นไส้ แนนพาทั้งสามเข้าไปนั่ง เหยี่ยวถอนใจเปรย ทำไมแค่เสื้อเหมือนกันเกี่ยวอะไรกับครอบครัว น้ำรินโพล่งขึ้น “มา... นางฟ้าจะอธิบายให้หายงง เดี๋ยวนี้เขาฮิตเสื้อคู่รัก หมวดแนนจงใจซื้อเสื้อเหมือนคุณเพราะอยากเป็นแฟนคุณ หายงงยัง”

“ยัง...ผมกับจ่านกน้อยเคยมีเสื้อเหมือนกัน งี้ผมไม่ต้องเป็นแฟนกับจ่าเหรอ”

น้ำรินถอนใจ “สงสารหมวดแนน รักใครไม่รักดันไปรักผู้ชายบกพร่องทางโรแมนติก”

“แน่สิ...ใครจะไปโรแมนติกเหมือนพี่ภูธรกับน้องน้ำเน่าล่ะ” เหยี่ยวทำหน้ากวนๆ

แนนเดินกลับมาพร้อมจานขนมให้เหยี่ยว เขาแกล้งบอกให้เธอป้อนอ้างมือตนสกปรก น้ำรินหมั่นไส้ปัดขนมในมือแนน ร่วงใส่เสื้อเหยี่ยว แล้วตะลึงที่ทำได้ แนนตกใจรีบเอาทิชชูเช็ดเสื้อให้เหยี่ยว แต่เขากลับขำรู้ว่าน้ำรินหึง จึงทำทีบอกว่าจะไปล้างในห้องน้ำเอง

ระหว่างที่เช็ดเสื้อในห้องน้ำ น้ำรินยื่นหน้ามาบอกว่าเสร็จแล้วไปตามหาพี่ธรกัน ตนมีความรู้สึกว่าเขาอยู่แถวนี้ เหยี่ยวอืออาตัดความรำคาญ น้ำรินถอยมายืนรอหน้าห้องน้ำ ทันใดเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง น้ำรินเห็นนาฬิกาที่ข้อมือธารา ขณะที่สงครามเข็นรถเข็นเธอผ่านหน้า ธาราเองก็รับรู้สายสัมพันธ์ บอกให้สงครามหยุด เขาเอื้อมมือจับข้อมือเธอบนนาฬิกาพอดี ทำให้น้ำรินไม่เห็นนาฬิกาอีก สงครามถามธาราเป็นอะไรหรือเปล่า ธาราอึ้งสักพักก่อนจะบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้วให้เขาไปต่อ น้ำรินยังตะลึง “ผู้หญิงคนนี้ ...นาฬิกาเรือนนั้น...”

ขณะที่เหยี่ยวล้างมือ ได้ยินเสียงมือถือดังในห้อง ส้วม เสียงผู้ชายเอ่ยขึ้นว่า “พี่ธรพูดครับ” เหยี่ยวรีบออกมาเรียกน้ำรินให้เข้าไปฟัง เธอตามเข้ามาได้ยิน “พี่ธรมางานที่โรงแรมครับ...”

น้ำรินตื่นเต้นดีใจ แต่พอชายคนนั้นออกมาจากห้องส้วม เป็นเสี่ยอ้วนไม่สมกับเสียง ใส่ทองเต็มคอกล่าว “เสร็จธุระแล้วพี่กำธรจะรีบไปหาน้องหนูเลยนะจ๊ะ...เลิฟยู” ว่าแล้วก็มายืนส่องกระจก ใช้ลิ้นดุนฟันอย่างน่าเกลียด

น้ำรินขยะแขยง เหยี่ยวกระซิบ “พี่ธรนอกจากจะมีน้องน้ำเน่าแล้วยังมีน้องหนูอีก เจ้าชู้ว่ะ” น้ำรินปฏิเสธไม่ใช่พี่ธรของตน ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องน้ำไป

เหยี่ยวตามแหย่ทำไมจะไม่ใช่ น้ำรินบอกว่าตนไม่มีความรู้สึกสัมพันธ์อะไรกับชายคนนั้นเลย อีกอย่างผู้หญิงสวยเพอร์เฟกต์อย่างตน ไม่มีทางเลือกเสี่ยพุงพลุ้ยแบบนี้มาเป็นแฟนแน่ ทันใดน้ำรินเกิดอาการปวดแปลบที่ใจอีก เหยี่ยวตกใจรีบถามเธอเป็นอะไร...ธาราเองก็มีอาการเดียวกัน เหงื่อเธอออกเต็มหน้า ธาราพยายามสูดลมหายใจลึกๆ ภพธรเห็นบอกให้เธอกลับไปพัก

“ให้พี่ธรเป็นตัวแทนคุณอาเป็นประธานเปิดงานก็ได้นะคะ” นับดาวเสนอ

“ไม่ต้อง อายังไม่ตาย ไม่จำเป็นต้องให้ใครแทน” ธาราสวนทำตัวเข้มแข็ง

น้ำรินปรี่เข้ามากลางงาน พยายามมองไปรอบๆ เหยี่ยว ตามมาถาม ผีปวดหัวใจได้ด้วยหรือ น้ำรินบอกว่าแค่เจ็บจี๊ด อาจเป็นเพราะพี่ธรอยู่แถวนี้ สายใยแห่งความผูกพันถึงได้ขมวดเกลียวรัดเราเข้าหากันจึงทำให้ตนเจ็บจี๊ดที่ใจ เหยี่ยวหัวเราะเยาะหาว่าน้ำเน่า น้ำรินโกรธเดินหา เหยี่ยวชี้ไปที่เสี่ยกำธร พอดีนับดาวขึ้นเป็นพิธีกรกล่าวสวัสดีแขกผู้มีเกียรติ และเชิญธารา ประธานกรรมการเครือโรงแรมรินธารา ขึ้นกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดการสัมมนา

ธาราเข็นรถเข็นออกมากล่าวเปิดงานได้ชั่วครู่ ก็เกิดอาการจุก แน่นหน้าอก หายใจติดขัด หัวใจเต้นแรงผิดปกติ แขกในงานฮือฮา ธาราค่อยๆหมดสติบนรถเข็น นับดาวทำทีตกใจเรียกภพธร น้ำรินได้ยินเสียงนับดาวเรียกพี่ธรก็หันขวับมอง แต่ผู้คนบัง สงครามวิ่งเข้าอุ้มธารา...

ธาราฟื้นขึ้นมาที่โรงพยาบาล เห็นสงคราม ภพธรและนับดาวเฝ้าอยู่ จึงบอกให้ภพธรกับนับดาวกลับไปขอโทษผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน ทั้งสองรับคำเดินออกไป ไม่ทันไรได้ยินเสียงธาราบอกสงครามว่า ตนคงนอนน้อย ไม่ได้ทานอะไรนอกจากชามะลิถ้วยเดียว สงครามเอะใจ

คืนนั้น สงครามโทร.หาดารณี ถามผลตรวจอาการธารา เพราะเหมือนคนโดนวางยา ดารณีบอกว่าหมอไม่พบสารพิษในร่างกายเธอ อาจเป็นเพราะเธอเครียด สงครามจึงบอกว่า

“วันนั้นผมดื่มชาดอกมะลิของเขา แล้วมีอาการเหมือนกัน”

ดารณีสงสัยว่าบังเอิญ แต่สงครามเห็นว่าความบังเอิญไม่น่าเกิดขึ้นถึงสองครั้ง...ด้านภพธรเครียด

นับดาวปลอบ หมอไม่มีทางตรวจเจอสารพิษ ไม่นานเขาจะล้างแค้นให้พ่อสำเร็จ

สงครามไม่อยู่เฉยกลับไปตรวจสอบกับแม่บ้าน ได้ความรีบโทร.บอกดารณี “แม่บ้านบอกว่ามีคนเอากล่องชาที่ธาราดื่มประจำไปทิ้ง เพราะมันขึ้นรา”

“จะเอาไงคะ ขืนรอให้โดนวางยาอีกครั้ง คุณธาราอาจจะไม่รอด” ดารณีกังวล สงครามคิด

ooooooo

วันนี้ ยายนวลกับพรรคพวกตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล พบว่าของยายนวลถูกรางวัลที่ห้า ทุกคนดีใจไปกับยายด้วย ปลาทูกับปูอัดบ่นที่ตัวเองไม่ถูกเสียที ได้แต่เฉียดไปเฉียดมา

“ดวงคนจะไม่ถูกหวย เอ็งถึงหยิบไม่ถูกใบ ถ้าดวงเอ็งจะถูก ใบที่ถูกรางวัลมันต้องวิ่งเข้ามาอยู่ในมือเอ็งเอง...เหมือนผัวเมีย ถ้าไม่ใช่คู่กัน หายังไงก็ไม่เจอ แต่ถ้าเป็นคู่กัน พรหมลิขิตก็ต้องพามาให้เจอ” น้ำรินนั่งฟังคิดตาม ยายหันมาถาม “หนูน้ำ เย็นนี้กินอะไรดี ยายถูกลอตเตอรี่”

ปลาทูกับปูอัดมองหน้ากันแล้วถามยายถามใคร ยายนวลชี้ไปที่น้ำริน ทั้งสองขนหัวลุกไม่เห็นใคร พากันลากลับแทบไม่ทันด้วยความกลัว...เหยี่ยวกำลังค้นอินเตอร์เน็ต หาว่าสร้อยของน้ำรินมาจากร้านไหน เสียงน้ำรินดังขึ้น “ดวงจะหาไม่เจอ มันก็ไม่เจอ”

เหยี่ยวสะดุ้ง เอ็ดอย่ามาแบบนี้ น้ำรินว่าทนอีกไม่นานตนก็จะเจอพี่ธรแล้ว เสียดายได้ยินเรียกชื่อแต่คลาดกัน เหยี่ยวถามเจอเสี่ยกำธรฟันทองแล้วจะทำอย่างไร น้ำรินแว้ดไม่ใช่คนนั้น

“เขาไม่ใช่คู่แท้ของคุณมั้ง” เหยี่ยวแหย่

“ทำไมจะไม่ใช่ ตอนอยู่ที่โรงแรม ฉันรู้สึกถึงความผูกพันที่แน่นแฟ้นอย่างบอกไม่ถูก มันต้องเป็นความรักของฉันกับพี่ธรแน่ๆ”

เหยี่ยวเบ้หน้าถาม “คุณผูกพันกับพี่ธรเพราะเป็นคู่แท้ แล้วคุณผูกพันกับผมเพราะอะไร”

น้ำรินคิดว่าเพราะสร้อย เหยี่ยวประชด ถ้าไม่มีสร้อย ก็ไม่ต้องกระเตงเธอไปไหนใช่ไหม พลันนกน้อยโทร.เข้ามาให้เหยี่ยวออกไปหา น้ำรินลุกตาม อ้างเขาสัญญาเสร็จงานสัมมนาแล้วจะพาตนไปตามหาพี่ธร เหยี่ยวบอกตนต้องทำงาน น้ำรินไม่ยอม จะก่อกวนจนเขาทำงานไม่ได้

“อ๋อเหรอ...คุณติดผมเพราะสร้อยนี่ใช่ไหม” เหยี่ยวชูสร้อย “งั้นก็อยู่ที่นี่ ไม่ต้องตามไปแล้วกัน” เหยี่ยวโยนสร้อยเข้าไปในลิ้นชักแล้วเดินออกไป น้ำรินร้องลั่นอย่าทิ้งกันแบบนี้...

เหยี่ยวมาถึงสำนักงาน จ่านกน้อยรายงานว่าได้ส่ง ภาพสเกตช์คนร้ายจากพยานแถวอพาร์ตเมนต์เจ๊แดง ให้ทุกสถานีตรวจเช็ก ผลออกมาว่าคนร้ายฆ่าแก้วตาคือนายคงคา เหยี่ยวสั่งด่านสกัดจับคงคาและให้นกน้อยเอารถสำนักงานออก เผอิญนับดาวทำทีแวะมาคุยกับนกน้อยเรื่องงานสัมมนาครั้งต่อไป จึงรู้ว่าเขากำลังออกจับคงคา

นับดาวรีบโทร.เตือนคงคา เขากำลังขับรถถึงด่าน พอตำรวจขอตรวจใบอนุญาตก็ไหวตัวทันเปิดประตูรถวิ่งหนี...เหยี่ยวได้รับรายงานรีบตามไปที่จุดเกิดเหตุ เหยี่ยวกับนกน้อยลุยลงข้างทางค้นหาตัวคงคา...ระหว่างนั้นน้ำรินเดินพล่านอยู่ในห้อง เข่นเขี้ยว

“ตาเบื๊อกเอ๊ย กลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะเรียกผีปริกมาแหวะอกโชว์ตับไตไส้พุงให้หัวโกร๋นเลย คอยดู...” ทันใดก็นึกขึ้นได้ร้องเรียกปริกให้มาช่วย

ปริกเปิดผ้าห่มลุกขึ้นจากเตียง น้ำรินตกใจมาเมื่อไหร่ ปริกว่านอนรอนานแล้ว รอให้เรียก น้ำรินขอให้พาตนออกจากที่นี่ แล้วชี้ไปที่สร้อยในลิ้นชัก ปริกเปิดลิ้นชักหยิบสร้อยขึ้นมา

“สร้อยอาถรรพณ์...โอ๊ย! ปวดแสบปวดร้อนไปหมดแล้ว!” ปริกกรีดร้องบิดตัวไปมา

น้ำรินตกใจร้องบอกให้โยนสร้อยทิ้ง ปริกจึงปาออกไปนอกหน้าต่าง น้ำรินอึ้งก่อนจะเอ่ย สร้อยอยู่ข้างนอก ตนก็ออกไปได้ ว่าแล้วก็เดินทะลุประตูออกไปแล้วกลับเข้ามาใหม่ด้วยความดีใจ แต่แล้วปริกกลับชูสร้อยในมือให้ดูว่าไม่ได้โยนไปไหน น้ำรินงงแล้วทำไมเจ็บปวด ปริกหัวเราะก่อนจะเฉลยว่าแกล้ง น้ำรินจะโกรธแต่งง ทำไมตนออกไปข้างนอกได้ ปริกบอก

“คิดไปเอง จิตปรุงแต่งขึ้นทั้งนั้น ทุกอย่างมันมีเหตุผลเสมอ” ปริกหาวหวอดว่าเมื่อคืนปาร์ตี้ดึกไปหน่อย ขอตัวกลับไปนอนต่อ น้ำรินยืนงง ตกลงตนไม่ได้ผูกพันกับสร้อยเส้นนั้นหรือ

ด้านเหยี่ยวกับนกน้อยยังคงไล่ล่าคงคา ยิงใส่กันกระสุนเฉี่ยวเหยี่ยวไปหวุดหวิด ท้ายสุดเหยี่ยวจับคงคาได้แต่เกิดการต่อสู้ เขาทุ่มคงคาลง คงคาเสียหลักพลัดตกสะพานหายไปในสายน้ำ

ไม่นานคงคาโทร.บอกภพธรว่ากำลังหนีตำรวจอยู่ ภพธรผลุนผลันออกจากคอนโด นับดาวถามจะไปไหน เขาตอบว่าไปสร้างความมั่นใจ ความลับจะได้เป็นความลับตลอดไป...ภพธรมาที่ท่าน้ำแห่งหนึ่ง เปลี่ยวไร้ผู้คน คงคาโผล่มาในสภาพเปียกปอน ภพธรถือกระเป๋าลงจากรถมายื่นให้ กล่าว “สิบล้านตามที่ขอ ขอบใจมาก ไม่มีใครเก็บความลับได้ดีเท่าแกอีกแล้ว”

คงคารับกระเป๋ามาเปิดออก ปรากฏเป็นกระดาษเปล่าไม่ใช่ธนบัตร พอเงยหน้ามาก็เจอภพธรยิงใส่กลางลำตัวหงายตกน้ำไป ภพธรยิ้มร้าย “คนที่เก็บความลับดีที่สุด ก็คือคนตาย”...

คืนนั้นเหยี่ยวกลับมา น้ำรินบ่นเรื่องเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ จึงแขวะเป็นผียังเรื่องมาก น้ำรินโวย “ฉันเป็นผู้หญิงนะต้องรักสวยรักงามเป็นธรรมดา จะให้ซักแห้งใส่เสื้อซ้ำซากเหมือนคุณได้ยังไง ไม่ต้องมายั่วโทสะเลย วันนี้ทิ้งฉันอยู่บ้านทั้งวันกลับมาก็ดึก เคยคิดเห็นใจคนรอที่บ้านบ้างไหม”

จากที่เหยี่ยวทำหน้าล้อ เปลี่ยนมาถามเธอรอเขาหรือ น้ำรินอึกอักก่อนจะปฏิเสธ ก็แค่ไม่มีคนคุยด้วย ให้เขาไถ่โทษด้วยการหาชุดสวยๆมาให้ตนเปลี่ยน เหยี่ยวงงจะทำอย่างไร
เช้าวันใหม่ เหยี่ยวออกไปหาซื้อชุดสวยๆสองสามชุด นำไปถวายหลวงตาเคี้ยง หลวงตามองอย่างหวาดๆ เกรงเหยี่ยวไม่ได้มาลำพัง เหยี่ยวกับน้ำรินยังเถียงกันไปมา หลวงตาถาม

“มีใครตามโยมมาด้วยใช่ไหม”

“คนที่ผมจะทำบุญไปให้ครับ แต่ตอนนี้ชักไม่อยากให้แล้ว”...น้ำรินแว้ด สองคนเถียงกัน

หลวงตาตัดบทให้รับพร “ให้ไวไวควิกเลยจะได้รีบไปกันสักที เอ๊ย! อาตมาจะได้รีบไปนั่งกรรมฐานสักที” พอเห็นเสื้อผ้าเป็นแบบผู้หญิง ก็เปรย “เพลียกับศรัทธายุคดิจิตอล”

เสร็จจากทำสังฆทาน เหยี่ยวเดินลงจากกุฏิ มองหาน้ำรินที่หายไป ก็บ่นคิดจะไปไหนก็ไป น้ำรินโผล่มาพร้อมชุดใหม่ยิ้มหวาน เหยี่ยวมองตะลึง เธอสะกิดให้เขารู้สึกตัวเพื่อกลับบ้าน

ooooooo

เช้าวันใหม่ มีข่าวคงคาเสียชีวิต เหยี่ยวคลายเครียดด้วยการซ้อมยิงปืน ระหว่างที่รัวยิงเข้าเป้า น้ำรินเดินผ่านแผ่นเป้าออกมา เธอร้องลั่นยกมือกั้นกระสุนที่พุ่งมา กระสุนผ่านตัวเธอไปเข้าเป้า เธอโวยเหยี่ยวหาว่าจะฆ่าเธอ เหยี่ยวย้อนลืมไปหรือเปล่าว่าตัวเองเป็นอะไร

“เออ...ฉันลืมไป ฉันตายไม่ได้นี่เนอะ” แต่แล้วเธอแบมือออกมามีกระสุนในมือหนึ่งนัด เธอตื่นเต้นยื่นมืออวดเหยี่ยว “คุณ...ฉันรับกระสุนได้”

“อย่าเพิ่งมากวนได้ไหม ผมต้องทดสอบการยิง”

“วันนึงฉันอาจจะช่วยรับกระสุนแทนคุณก็ได้”

เหยี่ยวไม่สนใจกลับย้ำให้เธอหลีก หรือจะให้ตนไล่กลับบ้าน น้ำรินหน้างอ วางกระสุนตรงหน้าเขาแล้วเดินออกมานั่งจ๋องมุมห้อง ครุ่นคิดที่ตัวเองรับกระสุนได้ ปริกบอกให้จดจำความรู้สึกนั้นไว้ จึงลองมองแก้วที่วางอยู่ มันขยับจะร่วงจากโต๊ะ เธอรับมันได้ เธอดีใจมาก

เหยี่ยวดึงเป้าเข้ามาดู พบว่าเข้าเป้าทุกนัด เสียงปรบมือดังจากด้านหลัง เขาบ่นโดยไม่หันมอง “บอกให้ออกไป ยังจะดื้อ...”

แต่พอหันมองกลายเป็นสงครามยิ้มชม “ยิงปืนแม่นเหมือนพ่อไม่มีผิด” เหยี่ยวไม่พอใจจะพูดถึงพ่อทำไม สงครามเน้น “ถึงจะใจร้อนมุทะลุไปหน่อย แต่อนาคตไกลแน่นอน ถ้าวิหคยังอยู่คงภูมิใจในตัวลูกชาย ที่มีความมุ่งมั่นในอุดมการณ์ที่ดีของตำรวจ”

“พูดดีกับผม...ผู้การจะให้ทำอะไร” เหยี่ยวดักคออย่างรู้ทัน

สงครามถามจะพูดดีบ้างไม่ได้หรือ เหยี่ยวว่าเสียเวลาเปล่า สงครามถอนใจ ยอมรับว่ามีเรื่องให้ช่วย เหยี่ยวยิ้มประมาณ ว่าแล้ว...สงครามถามเหยี่ยวจำธาราได้ไหม เขารับว่าจำได้

“ผู้หญิงคนนี้เจออุบัติเหตุหลายครั้ง จนไม่น่าเชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุจริงๆ”

“ท่านจะให้ผมสืบหรือ”

“เปล่า ผมตั้งใจจะพาเขาไปอยู่ที่ปลอดภัย อยากให้หมวดช่วยไปดูแล”...เหยี่ยวครุ่นคิด...

รุ่งเช้าเหยี่ยวเก็บเสื้อผ้า เช็กความเรียบร้อยจักรยานคู่ชีพ น้ำรินชะโงกถามจะไปต่างจังหวัดด้วยจักรยานเนี่ยนะ เหยี่ยวไม่ตอบทำทีไม่สนใจ ยายนวลเดินออกมาอวยพรให้เดินทางปลอดภัย ไม่ต้องห่วงตน วัยรุ่นอย่างตนช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว เหยี่ยวยิ้มขำๆ

“งั้นผมไปนะครับวัยรุ่น อย่าหนีเที่ยวผับล่ะ” เหยี่ยวกอดยายก่อนจะจูงจักรยานเดินไป

น้ำรินเท้าเอว “ฉันไม่ไปนะ ไม่อยากตากแดดเดี๋ยวหน้าดำเป็นฝ้า ทำเลเซอร์หน้าก็ไม่ได้”

เหยี่ยวจึงว่าเรื่องมากก็อยู่บ้านไป น้ำรินเชิดแน่นอน จ้างก็ไม่ไป เหยี่ยวมองน้ำรินยิ้มๆปั่นจักรยานออกไป...มาถึงสถานีรถไฟ เหยี่ยวยกจักรยานเก็บที่ตู้ขนของ มัดอย่างดีแล้วมองซ้ายมองขวาหาน้ำริน พอเขาเดินลงจากตู้เก็บของไปขึ้นโบกี้โดยสาร ยกเป้เก็บบนชั้นวางของทิ้งตัวนั่งรู้สึกเหงาๆ รถไฟแล่นออกจากสถานี จึงชะโงกมองว่าน้ำรินไม่มาจริงหรือ แต่พอนั่งพิงก็ต้องสะดุ้งเพราะน้ำรินนั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ เขาแกล้งถาม ไหนบอกว่าไม่มา

“ชีวิตฉันมีทางเลือกมากนักเหรอ จะไปไหนมาไหนก็ไม่ได้ ต้องมาติดอยู่กับคุณเนี่ย...ไม่ต้องมาหัวเราะเลย เออ...แล้วทำไมแฟนไม่มาส่ง”

เหยี่ยวทำหน้าเหลอถามใครแฟน น้ำรินหมั่นไส้บอกว่าแนน เขาสวนแนนไม่ใช่แฟน น้ำรินเผลอยิ้ม พอรู้ตัวก็หุบยิ้ม ถามแนนไม่รู้หรือว่าเขาไปไหน เหยี่ยวยืดแขนเหมือนโอบไหล่น้ำริน

“ผมจะไปฮันนีมูน ไม่อยากให้ใครกวน”

“ฮันนีมูน ฮันนีมูนกับใคร!”

“คุณไง ตัวติดกันขนาดนี้ ยิ่งกว่าคู่ใหม่ปลามันอีกนะ ขาดก็แต่เรายังไม่ได้...” เหยี่ยวยื่นหน้ามาจ้องตา น้ำรินเขินหน้าแดง ว่าเขาบ้าแล้วลุกหนี เหยี่ยวมองตามขำๆ

ooooooo

นับดาวยังคงชงชามะลิให้ธารา แต่เธอเลี่ยงไม่ดื่ม อ้างหมอสั่งงดชากาแฟ...วันต่อมา สงครามพาธาราออกจากบ้านโดยสั่งแม่บ้านอย่าบอกใครว่าเธอไปไหน ถ้าใครถามให้บอกว่าไปพักผ่อน ไม่ต้องการให้ใครรบกวน แม่บ้านรับคำ

สงครามขับรถพาธาราออกต่างจังหวัด ธาราเปรย “ความจริงฉันไม่ค่อยเชื่อสมมติฐานของคุณที่บอกว่ามีคนจะลอบทำร้ายสักเท่าไหร่หรอกนะคะ”

“ป้องกันไว้ก่อนจะเป็นอะไรไป อย่างน้อยคุณจะได้มีโอกาสมาพักผ่อนด้วย”

ธาราได้กลิ่นหอมของดอกไม้ในรถ สงครามให้เธอเปิดเก๊ะดู เธออึ้งไปพักเพราะเห็นดอกแก้วช่อหนึ่งวางอยู่ สงครามบอกว่าเป็นดอกแก้วช่อที่ดีที่สุด สูงที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุด อย่างที่เธอชอบ หญิงสาวอึ้งที่เขาจำได้ ชายหนุ่มกล่าวจริงใจว่า อะไรที่เกี่ยวกับเธอ เขาไม่มีวันลืม

“ผมปลูกเองกับมือเมื่อ 23 ปีที่แล้ว”

“ต้นแก้วอายุ 23 ปี คงต้นใหญ่น่าดู” ธาราดมดอกแก้ว ในมือแล้วต้องชะงักเมื่อได้ยิน

“ผมปลูกวันที่คุณแต่งงาน...ผมดูแลอย่างดีมาตลอด เพื่อให้เป็นดอกแก้วที่ดีที่สุดสำหรับคุณ” สงครามสบตาธาราอย่างมีความหมาย เธออึ้งเพราะรู้ว่าเขายังรักเธอมาตลอด

“เมื่อก่อนฉันชอบดอกแก้ว แต่พอเวลาผ่านไปชีวิตเจอเรื่องต่างๆมากมาย ฉันไม่ได้ชอบดอกแก้วที่สุดแล้วค่ะ”

สงครามสลดลงแต่ยังย้ำ ถึงเธอไม่ชอบมันแล้ว ตนก็จะดูแลต้นแก้วให้ดีที่สุดไปตลอดชีวิต สงครามสบตาธาราด้วยความรักและความเศร้า หญิงสาวรู้สึกสงสารแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

บนรถไฟ น้ำรินเห็นเหยี่ยวหน้าเครียดดูมีกังวล จึงพยายามทำให้เขาครึกครื้นขึ้น เหยี่ยวได้ยินเสียง ยู้ฮู...จึงชะโงกหน้าไปมองเห็นน้ำรินยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่างโบกมือส่งเสียงสนุกสนาน เหยี่ยวเอ็ดให้กลับเข้ามา น้ำรินกลับบอกให้เขาลองทำอย่างตน สะใจดี ชายหนุ่มถามไม่เคยขึ้นรถไฟมาก่อนหรือ หญิงสาวไม่แน่ใจ แล้วย้อนถามเขาไม่คิดจะนั่งรถเลยหรือ

“ถ้าไม่จำเป็น” เหยี่ยวตอบ ถ้าใกล้ๆก็ขี่จักรยานถ้าไกลก็เดินไป เธอถามแล้วถ้าต้องขึ้นเขาลงห้วย ข้ามแม่น้ำล่ะ เหยี่ยวตอบขี่ช้างไป...

“ตลก...คุณกลัวรถ คุณก็ต้องนั่งให้หายกลัวไปข้างหนึ่ง”

“แล้วทำไมคุณต้องมากะเกณฑ์ให้ผมนั่งรถ ในเมื่อตัวผมเองยังไม่เดือดร้อนเลย คุณไม่ต้องยุ่งหรอกน่า”

“ไม่ยุ่งได้ไง พรหมลิขิตให้เราเจอกัน คุณช่วยแก้ปัญหาให้ฉัน ฉันก็ต้องแก้ปัญหาให้คุณ เราจะได้ฝ่าฟันมันไปด้วยกันไง...ฉันพูดจริงๆนะ คุณบอกว่าคุณจะไม่ทิ้งฉัน ฉันก็ไม่ทิ้งคุณ”

เหยี่ยวรู้สึกอบอุ่นใจแต่ยังอยากแกล้งน้ำริน จึงบอกว่า ตนจะไม่ทิ้งเธอแต่จะเอาไปถ่วงน้ำ น้ำรินถลึงตาสบถ นิสัยไม่ดี เหยี่ยวหลับตาสูดลมหายใจ น้ำรินมองเขาแล้วคิดอะไรได้...พอรถไฟจอดสถานี น้ำรินชวนเหยี่ยวไปเช่ารถขับต่อไป เพื่อชมวิวทิวทัศน์และทำให้เขาเลิกกลัวรถ เขารับคำแต่เดินกลับขึ้นรถไฟดื้อๆ น้ำรินร้องอ้าว...วิ่งตามขึ้นมาโวย เหยี่ยวทำทีนั่งหลับกรนเบาๆ น้ำรินบ่นตนอาจจะให้เขาเร่งรีบไปหน่อย ควรให้เขานั่งหลังพวงมาลัยรถวันละห้านาที สิบนาที ไปเรื่อยๆ

จนเป็นชั่วโมงให้เคยชิน เห็นเหยี่ยวหลับจึงแกล้งเป่าลมใส่หน้า เธอตั้งจิตเป่าหลายรอบจนเห็นผมเขาปลิว เหยี่ยวรู้สึกแต่แกล้งหลับตานิ่ง น้ำรินไม่ยอมแพ้ ตั้งจิตมุ่งมั่นเป่าลมใส่หูเขาอย่างแรง เหยี่ยวสะดุ้งหันมอง ใบหน้าเขาประชิดหน้าน้ำริน ทั้งสองตะลึงงัน สรรพเสียงทุกอย่างเงียบงัน มีเพียงใจสองดวงเต้นโครมคราม

ทันใดมีแม่กับลูกสาววัย 6 ขวบ เข้ามาขอนั่งด้วย ทั้งสองจึงผละออกห่างกันอย่างเขินๆ เหยี่ยวไม่กล้าพูดกับน้ำรินเกรงแม่ลูกจะตกใจกลัว น้ำรินมองความรักของแม่ลูกแล้วร้องไห้ออกมา เหยี่ยวงงกระซิบบอกให้ไปท้ายขบวน น้ำรินเหมือนโดนดูดตามเหยี่ยวไป...

น้ำรินบอกว่าคิดถึงอยากเจอแม่ ตนคงไม่มีโอกาสในชาตินี้แล้ว เหยี่ยวปลอบ

“คุณดูนะ รางรถไฟเป็นเส้นขนานไปเรื่อยๆ แต่รู้ไหมว่ามันมีจุดที่รางรถไฟมาบรรจบกันเขาเรียกว่าประแจ เป็นจุดสับรางให้รถไฟเบี่ยงไปซ้ายขวา มันก็เลยมีรางสองคู่มาตัดกันเหมือนทางแยกของถนนไง...ชีวิตคนสองคนก็เหมือนเส้นขนานเหมือนรางรถไฟนี่แหละมันไม่มีโอกาสเจอกันจนกว่าจะถึงจุดที่เรียกว่าพรหมลิขิต ตอนนี้เราสองคนเจอกันแล้วก็เหมือนอยู่บนรถขบวนเดียวกัน ส่วนแม่คุณก็อาจจะรอเราอยู่ที่สถานีหน้า ถ้าคุณมัวแต่กลัวเราก็ไปข้างหน้าไม่ได้”

น้ำรินคิดตาม “ก็ได้ งั้นคุณก็ต้องสัญญาว่าคุณจะยอมหัดขับรถกับฉัน”

เหยี่ยวว่าเธอได้ทีเชียว น้ำรินอ้างคำพูดของเขาว่าเราเป็นรถไฟขบวนเดียวกัน เหยี่ยวยอมจำนน น้ำรินร้องไห้ขึ้นมาอีกเพราะตื้นตันใจ เหยี่ยวขำแกมเอ็นดู ทำมือเหมือนลูบหลังปลอบเธอ

ooooooo

พอลงจากรถไฟ เหยี่ยวก็ปั่นจักรยานไปต่อ น้ำรินจำต้องเกาะหลังเขาไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอชี้ชวนให้เขาดูวิวข้างทาง แล้วรู้สึกเหมือนเคยมาแถวนี้ น้ำรินคุยจ้อไม่เห็นว่าสีหน้าเหยี่ยวซีด แววตาดูปวดร้าวสุดบรรยาย เขาเอ็ดให้เธอเงียบ เธอกลับแกล้งเอามือปิดตาเขา ทำให้พร่ามัว


เหยี่ยวจอดรถทันทีหันมาโวยมันอันตราย น้ำรินเพิ่งเห็นหน้าเขาซีดจึงถามเขาเป็นอะไร เขาปัดไม่เป็นอะไร...เหยี่ยวปั่นรถต่อมาถึงบ้านพักริมทะเล สงครามกำลังดูแลธาราอยากให้เธอนอนพัก แต่เธอบ่ายเบี่ยงอยากดูแลตัวเอง สงครามเศร้าเดินออกมาหน้าบ้าน เจอเหยี่ยวหน้าซีดเซียวก็แปลกใจ ถามเป็นอะไร เขาปฏิเสธ สงครามนึกได้

“หรือเป็นเพราะถนนทางเข้ามาที่นี่รึเปล่า” เหยี่ยวรีบเปลี่ยนเรื่องถามถึงธารา “เข้าไปนอนพักแล้ว ช่วงค่ำๆ ผู้กองดารณีคงจะมาถึง จะช่วยดูแลคุณธาราเรื่องพยาบาลทั่วไป แต่หมวดคงต้องช่วยเรื่องอาหารกับที่พักบ้างเพราะผมไม่อยากให้ใครเข้ามาที่นี่เกินความจำเป็น”

เหยี่ยวรับคำ น้ำรินยังติดใจเรื่องถนนทางเข้า ถามเหยี่ยวก็เหวี่ยงสายตาดุดัน...ตกเย็น ธาราชวนเหยี่ยวนั่งทานข้าวด้วยกัน เขาขอตัว น้ำรินจ้องมองธารารู้สึกผูกพันอย่างประหลาด พอเหยี่ยวออกมาเดินริมหาด

น้ำรินจึงถามว่าธาราเป็นใคร ตนรู้สึกคุ้น

“ไม่แปลกหรอก คุณธาราเป็นเจ้าของโรงแรมที่เราไปเมื่อวันก่อน”

น้ำรินนึกได้ วันที่เจอในงานก็รู้สึกคุ้นหน้า เหยี่ยวตัดบทขอตัวอยู่คนเดียว น้ำรินจึงต้องเดินกลับบ้านพัก ได้ยินสงครามคุยกับธาราเรื่องในอดีตของเหยี่ยว ว่าตอนเด็กเขาเกิดอุบัติเหตุรถชนกับรถบรรทุกที่ถนนทางเข้ามานี่ “สารวัตรวิหคกับภรรยาเสียชีวิตทันที หมวดเหยี่ยวรอดมาได้คนเดียว โตมากับยาย การมาที่นี่คงเหมือนต้องกลับมารับรู้เรื่องทุกข์ใจที่สุดในชีวิต”

น้ำรินเพิ่งรู้ถึงความทุกข์ของเหยี่ยวรู้สึกเห็นใจ จึงตามไปหาเขาอีกครั้ง เหยี่ยวหันมามองเห็นเธอน้ำตาซึมจึงถามว่า คิดถึงแม่อีกหรือ เธอส่ายหน้า บอกว่าสงสารเขาต่างหาก เหยี่ยวจึงระบายความอัดอั้น “พอรู้ว่าจะต้องมาที่นี่ ผมทำใจมาตลอดทาง ผมกะสู้กับมันสักตั้งอย่างคุณบอก แต่พอมาถึงจริงๆ มันเหมือนมีอะไรมาทิ่มแทงเข้าไปในอก บีบจนผมหายใจไม่ออก”

น้ำรินเห็นใจบอกถ้าเป็นตนคงแย่กว่าเขา เหยี่ยวเล่าว่า วันนั้นครอบครัวตนมาเที่ยว มันจึงเป็นความทรงจำที่เจ็บปวด น้ำรินปลอบ เขายังดีกว่าเธอ เพราะเขายังมีความทรงจำ แต่เธอไม่มีเลย เหยี่ยวหันมาเห็นใจปลอบกลับ “ทำไมจะไม่มี อยู่กับนายตำรวจสุดหล่อมาตั้งหลายวัน มันน่าจะเป็นความทรงจำอันแสนหวานของคุณนะ”

“แหวะ เดี๋ยวน้ำทะเลแถวนี้ก็เน่าหรอก” น้ำรินค้อนยิ้มๆ ทั้งสองทำท่าจูงมือกันเดินเล่น

เช้าวันใหม่ สงครามต้องกลับไปเคลียร์งานที่กรุงเทพฯ...น้ำรินนั่งเล่นริมหาด พยายามจับกิ่งไม้วาดภาพแม่ลูกจูงมือกันบนทราย เหยี่ยวตามมาหาถามไม่โวยวายให้ตนไปตามหาร่างแล้วหรือ น้ำรินตอบว่าตนสงสารธารา

“ฉันไม่อยากให้เขาโดนฆ่าตาย คุณอยู่ดูแลเขาที่นี่ไปก่อน แล้วเราค่อยกลับไปหาร่างกัน”

เหยี่ยวมองรูปที่น้ำรินวาด แล้วนึกถึงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งวาดรูปแบบนี้ ตอนที่เขามาเที่ยวทะเลกับครอบครัว เขาเห็นเด็กผู้หญิงนั่งร้องไห้ที่น้ำทะเลซัดภาพที่ตัวเองวาดลบเลือนไป เขาจึงบอกให้เธอวาดใหม่ เธอบอกวาดแล้วน้ำทะเลก็ซัดมาอีก เหยี่ยวขำจูงมือเด็กน้อยคนนั้นขึ้นมาบนฝั่งแล้วให้วาดรูปตรงนี้ ให้ห่างจากน้ำทะเล คลื่นก็ซัดมาไม่ถึง แล้วเขาก็ช่วยเธอวาดรูป

น้ำรินถามเหยี่ยวว่าพ่อแม่เด็กคนนั้นไปไหน เหยี่ยวตอบว่า พ่อหนูน้อยตายไปแล้ว แม่มาทำงานเลยมานั่งเล่นแถวนี้ น้ำรินรู้สึกเหมือนชีวิตตัวเอง

“โถ เหมือนฉันเลย พอพ่อตาย แม่ไปทำงานที่ไหนก็เอาฉันไปปล่อยให้เล่นอยู่แถวนั้นแหละ เหงาจะตาย” เหยี่ยวท้วงเธอจำเรื่องตัวเองได้เพิ่มขึ้น “เออ! จริงด้วย คุณเล่าเรื่องตัวเองตอนเด็กๆให้ฉันฟังอีกสิ เผื่อฉันจะจำเรื่องตัวเองได้อีก”

เหยี่ยวเล่าถึงเด็กหญิงคนนั้นว่า ตนช่วยวาดรูปและตกแต่งด้วยเปลือกหอย เธอดีใจหอมแก้มขอบคุณ พอดีพ่อเรียกให้เขาไปถ่ายรูปกับแม่ เห็นเด็กหญิงคนนั้นนั่งตาแป๋วอยู่เบื้องหลัง

หลังจากนั้นเหยี่ยวชวนน้ำรินไปตลาด เธออิดออดแต่ก็เหมือนโดนดูดให้ต้องตามติดเหยี่ยวไป น้ำรินชี้เลือกให้เขาหยิบกุ้งหอยปูปลาที่สด เหยี่ยวยิ้มแย้มจนคนที่มองแปลกใจ...น้ำรินกับเหยี่ยวมีความสุขวิ่งไล่กันมาตามชายหาด...จากนั้นน้ำรินควบคุมให้เหยี่ยวทำอาหารจนเสร็จ

พอธาราได้ชิมข้าวต้มปลากะพงก็ทึ่ง เพราะรสชาติเหมือนที่ลูกสาวทำให้ทานบ่อยๆ ธาราชมเหยี่ยวว่าเก่ง น้ำรินกระซิบ เพราะตนเป็นคนสอนหรอกถึงได้อร่อย เหยี่ยวถามธาราว่าลูกสาวเธอไปไหน เธอเศร้าลงเพราะไม่รู้เหมือนกัน

ooooooo

ภพธรกับนับดาวแปลกใจที่ธาราไม่กลับบ้าน จึงซักไซ้กับแม่บ้านและคนขับรถ ได้ความแค่ว่าธาราออกไปกับสงคราม ภพธรจึงสั่งลูกน้องสะกดรอยตามสงคราม ด้วยความปราดเปรื่องทำให้สงครามหลุดรอดจากการติดตามไปได้

ด้านยายนวล จ่านกน้อยดูแลส่งข้าว เธอกลับบอกว่ามีคนซื้อให้แล้วคือแนน แนนไม่รู้ว่าเหยี่ยวไปไหน นกน้อยบอกว่าลาพักร้อนไปต่างจังหวัด เธอน้อยใจที่ไม่บอกกันบ้าง ยายนวลปลอบ ถามไถ่ถึงคุณพ่อคุณแม่

แนนบอกว่าพ่อเรียกไปถามอยากให้ตนแต่งงานมีครอบครัว ยายนวลเห็นด้วยและอยากให้แต่งงานกับเหยี่ยว แนนเขินอายบอกว่าเหยี่ยวไม่เคยพูดถึง

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวยายจัดให้ ไอ้เหยี่ยวมันดื้อเงียบ ลองไปบอกให้มันทำมันก็ไม่ทำ เราต้องมีเทคกะนิค”

ระหว่างที่น้ำรินกำกับให้เหยี่ยวเป็นนายช้อยคอยทำความสะอาดบ้านและตัวเธอเป็นคุณนาย อ้างว่าบ้านต้องสะอาด ธาราจะได้ไม่เจ็บป่วย ยายนวลโทร.เข้ามา เปิดฉากว่าเมื่อคืนฝันถึงแม่เหยี่ยว เขากระเซ้าแม่ให้เลขอะไร ยายนวลเผลอถามอายุลูกสาวแล้วร้อง “เฮ้ย! เอ็งนี่ ชวนข้าออกทะเลซะเรื่อย ยายฝันว่าแม่เอ็งอยากให้เอ็งเป็นฝั่งเป็นฝา แต่งงานเสียที เขาจะได้หายห่วง”

เหยี่ยวตอบขำๆจะแต่งกับใคร ยายนวลเสนอแนน น้ำรินได้ยินเจ็บแปลบในใจ เหยี่ยวปัดคุยเรื่องนี้ไม่จบเสียที ยายจึงทิ้งท้ายว่า อยากจบก็รีบคุยเรื่องอนาคตกับแนนเสีย ชักช้าเดี๋ยวคนอื่นคว้าไปจะเสียใจ เหยี่ยวถอนใจหันมองน้ำริน แต่เธอหายไปแล้ว...

น้ำรินเดินมานั่งข้างรถเข็นธารา เธอนั่งมองพระอาทิตย์ตกอยู่กับสงคราม น้ำตาเธอไหลริน สงครามถามคิดถึงลูกหรือ เธอยอมรับว่าที่ผ่านมาเอาแต่ทำงานจนไม่มีเวลาให้ลูก ตอนนี้อยากได้โอกาสนั้นแต่ก็สายไป น้ำรินได้ยินสะเทือนใจ แยกมานั่งวาดรูปบนพื้นทรายเล่น เหยี่ยวตามมาเห็นเธอร้องไห้ก็ถามเป็นอะไร เธอตอบว่าสงสารตัวเองที่ต้องอยู่คนเดียว เหยี่ยวแย้งตนก็อยู่ตรงนี้กับเธอ น้ำรินมองเขาเศร้าๆ ถ้าเขาแต่งงานไปแล้ว เธอก็ไม่เหลือใคร

“จะคิดทำไม ยังไม่ถึงเวลาซักหน่อย ผมยังไม่คิดเลย” เหยี่ยวกล่าวจากใจจริง

ooooooo

ภพรัก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด