สมาชิก

ภพรัก

ตอนที่ 3

พอยอดชัดดื่มน้ำที่ญาติส่งมาให้ ก็เกิดอาการชักน้ำลายฟูมปาก น้ำรินตกใจรีบสะกิดบอกเหยี่ยว เหยี่ยวกับจ่านกน้อยเข้าจับชีพจร แต่น้ำรินเห็นพื้นห้องแยกออก ควันดำพวยพุ่งพร้อมแสงสีส้มราวกับลาวาเดือดผุดขึ้นมา มีมือหลายมือดึงทึ้งร่างเขาให้ลงไป ท่าทางเขาเจ็บปวดทรมาน

เหยี่ยวสั่งเรียกรถพยาบาล น้ำรินยังตกตะลึงบอกเหยี่ยว ไม่ทันแล้ว ตนเห็นวิญญาณยอดชัดโดนฉีกลากลงนรกไปแล้ว ประจวบกับจ่านกน้อยรายงานเหยี่ยวว่า ยอดชัดตายแล้ว...

บนทางเดินในโรงพยาบาล คงคาปลอมตัวเป็น บุรุษพยาบาล โทรศัพท์รายงานว่าจัดการยอดชัดเรียบร้อย กำลังจะจัดการรายต่อไป บังเอิญมีพยาบาลเรียกให้คงคาไปรับคนไข้ คงคามีหน้ากากปิดปาก ก้มหน้าบอกว่าตนกำลังไปรับคนไข้อยู่ ว่าแล้วก็เดินหลบหน้าออกไป...คงคาเดินมาหน้าห้องพักธารา หันซ้ายหันขวาไม่มีใครก็เปิดประตูเข้าไป เขาล้วงกระเป๋าเสื้อเอาซีรินจ์ออกมามียาพิษ เต็มหลอด จะฉีดเข้าสายน้ำเกลือ แต่แล้วต้องชะงักรีบหลบ เมื่อมีพยาบาลเข้ามาตรวจเช็กความดันและการเต้นของหัวใจธารา ทุกอย่างปกติจึงกลับออกไป

คงคาออกจากที่ซ่อน จะลงมือใหม่ พลันได้ยินเสียงพยาบาลสวัสดีท่านผู้การหน้าห้อง ก็ตกใจรีบร้อนดึงเข็มออก เข็มฉีดยาตกลงไปใต้เตียง เขาจำเป็นต้องรีบหลบซ่อนตัว ...สงครามเปิดประตูเข้ามามองธาราที่ยังหลับสนิทอยู่ เขาล้วงหยิบบางอย่างจากกระเป๋าเสื้อ โดนปากกาหล่นลงใต้เตียง จะก้มเก็บ ทันใดเกิดเสียงของหล่นในห้องน้ำ สงครามชะงักหันมองแล้วเดินไปหน้าห้องน้ำ ผลักประตูเข้าไปสำรวจ คงคาใช้จังหวะนั้นวิ่งเข้ามาจากระเบียงรีบเก็บเข็มฉีดยาใต้เตียงแล้วออกไป คงคากดโทรศัพท์รายงาน

“ขอโทษครับนาย คราวหน้าผมไม่พลาดแน่ครับ”

สงครามเดินออกจากห้องน้ำเก็บปากกาที่หล่นใส่กระเป๋า หยิบดอกแก้วออกมาตั้งใจจะวางที่มือธารา แต่แล้วรู้สึกปวดใจจึงเปลี่ยนเอาไปวางโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะกลับออกไป ทันใดมือถือดังขึ้น ปลายสายรายงานเรื่องให้เขาต้องตกใจ

เมื่อสงครามกลับมาถึงห้องทำงาน เหยี่ยวรายงานเรื่องยอดชัดถูกวางยาพิษ จ่านกน้อยขอโทษคิดว่าอาหารได้รับการตรวจจากจ่าพนาแล้ว สงครามโวย เหยี่ยวออกรับแทน “เป็นความผิดของผมเอง ถ้าผมตรวจสอบละเอียดกว่านี้คงไม่เกิดเรื่อง ท่านลงโทษตามวินัยได้เลยครับ”

จ่านกน้อยมองเหยี่ยวอย่างปรามๆ น้ำรินตำหนิเหยี่ยวท้าทายหัวหน้าทำไม สงครามเอ็ด ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาแสดงตัวเป็นพระเอก ต้องมีการตั้งกรรมการสอบสวน เพราะความมักง่ายไม่กี่วินาที ทำให้พวกค้ายา ลอยนวลอยู่ได้ ไม่เกิดขึ้นกับญาติตัวเองไม่มีวันรู้สึก จ่านกน้อยสะอึก เหยี่ยวหันมองด้วยความห่วงใย เพราะรู้ว่าจ่านกน้อยมีปมในใจ จึงต่อว่าสงคราม

“ท่านไม่พูดเกินไปหน่อยเหรอครับ...ท่านคงลืมไปแล้วว่า พวกผมเสี่ยงลูกปืนไปจับไอ้ยอดชัดมา พวกผมคงไม่บ้าอยากให้มันตายไปต่อหน้าต่อตาหรอก คิดว่าท่านทุกข์ร้อนกับเรื่องที่เกิดขึ้นคนเดียวเหรอ ยังมีคนอื่นที่เป็นทุกข์ยิ่งกว่าท่าน ท่านแค่เสียผลงานแต่คนอื่นเขาเสีย...”

“ผมบอกให้พอไงครับหมวด!” จ่านกน้อยปรามหลายครั้งทนไม่ไหว ตะเบ็งเสียงขึ้น เหยี่ยวชะงัก น้ำรินมองจ่านกน้อยอย่างตกใจ ไม่เคยเห็นคนขี้เล่นอย่างเขาโกรธ นกน้อยเดินออกจากห้อง เหยี่ยวตามออกมา เขาหันมาขอโทษที่เสียงดังใส่ เพราะไม่อยากให้มีเรื่องกับผู้การ เหยี่ยวรู้ว่าไม่แค่นั้น นกน้อยอ้างว่าตนไม่เป็นอะไรโดนด่ามาเกือบ 20 ปีของการทำงานเหยี่ยวจะแย้ง นกน้อยตัดบท “ไปก่อนนะหมวด ต้องรีบไปจัดงานวันเกิดกับครอบครัว”

เหยี่ยวจะตาม น้ำรินขวางจะต่อความยาวสาวความยืดทำไม จ่านกน้อยจะไปจัดงานวันเกิดกับครอบครัว เหยี่ยวโวยเธอไม่เข้าใจ น้ำรินผงะ...เหยี่ยวเดินหงุดหงิดหนีน้ำริน แนนเข้ามาหาท่าทางร้อนรน ว่าตนเพิ่งรู้เรื่อง ถามถึงจ่านกน้อยอย่างห่วงใย เหยี่ยวตอบว่ากลับบ้านไปจัดงานวันเกิดแล้ว แนนท้วงปล่อยไปคนเดียวได้อย่างไร น้ำรินยิ่งงง ประชดให้ชวนกันไปให้หมดสำนักงานเลย ประชาชนจะได้ดูแลตัวเอง เหยี่ยวเอ็ด “ถ้าไม่รู้อะไรอย่าพูดดีกว่า”

แนนงงถามตนพูดอะไรผิด เหยี่ยวนึกได้ว่าลืมตัวพยายามตั้งสติบอกแนนว่าตนพูดกับตัวเอง แนนชวนไปหาจ่านกน้อย เหยี่ยวให้เธอไปรอที่รถก่อน

จากนั้นเขาก็หันมาขอร้องน้ำริน

“ขอร้องล่ะ เรื่องบางเรื่องซับซ้อนกว่าที่คุณเห็น”

“ไม่เห็นจะซับซ้อน ก็แค่ข้ออ้างของผู้ชายที่จะไปพลอดรักกับผู้หญิง” น้ำรินหมั่นไส้

เหยี่ยวเอื้อมมือทำท่าอยากบีบคอน้ำริน แต่ทำไม่ได้จึงวกมาบีบคอตัวเองระบายความเครียด ร้องโฮ้ย...ก่อนจะเดินไป น้ำรินเดินตามมาถึงรถจักรยาน รู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมา

“แล้วคุณจะไปกันยังไงสองคน อย่าบอกนะว่าคุณจะปั่นจักรยานให้สุดที่รักซ้อนไป”

เหยี่ยวย้อนถามเกี่ยวอะไรกับเธอ น้ำรินแถ ไม่เกี่ยวแค่จะบอกว่าไม่เริ่ด แนนแทรกขึ้นว่าไปแวะซื้อของขวัญก่อนพร้อมจูงจักรยานเข้ามาอีกคัน เหยี่ยวพยักหน้ารับ น้ำรินแขวะ

“แหม...รสนิยมเดียวกัน” แต่แล้วน้ำรินก็รู้สึกวูบวาบในใจเมื่อเห็นสองคนปั่นรถออกไป

ooooooo

มาถึงห้างสรรพสินค้า เหยี่ยวกับแนนเดินเลือกของ น้ำรินเดินตามหลังอย่างหมั่นไส้ เห็นเหยี่ยวจูงมือแนนดึงมาดูของ แนนยิ้มมีความสุข เหยี่ยวเดินเร็วจนน้ำรินเดินตามหอบ บ่นทำไมต้องรีบเดิน ตนเหนื่อย เหยี่ยวกระซิบถาม...ผีเหนื่อยเป็นด้วยหรือ น้ำรินโวยว่าตนไม่ใช่ผี

เหยี่ยวหาว่าน้ำรินเป็นผีเยอะเรื่องมาก น้ำรินจะเถียง พอดีแนนเรียกเหยี่ยว ต่อว่าเดินตามไม่ทัน น้ำรินยิ้มเยาะเพราะแนนพูดเหมือนตนบอกให้บ่นเธอบ้าง...

แนนออกตัวว่าโดนรองเท้าส้นสูงกัดเมื่อตอนปลอมเป็นหงส์ขาว เลยเดินไม่ถนัด เหยี่ยวกระซิบย้อนน้ำริน

“คนเจ็บขาไม่เรียกว่าเยอะ แต่เรียกว่ามีเหตุผล”...

น้ำรินค้อนขวับหาว่าเหยี่ยวเข้าข้างแนน

แนนเรียกให้เหยี่ยวมาดูตุ๊กตาหมีสีชมพู น้ำรินเบ้ปาก “ผู้หญิงของคุณท่าทางจะรสนิยมบกพร่อง จ่านกน้อยเป็นผู้ชายไม่เล่นตุ๊กตาหรอก ไปซื้อนาฬิกาดีกว่าเหมาะกว่าเยอะ”

เหยี่ยวมองตามที่น้ำรินชี้ ติงว่าคงแพงน่าดู แนนได้ยินคิดว่าพูดกับตัวเองจึงมองป้ายราคาแล้วบอกเหยี่ยวว่าไม่แพงแค่ 450 เหยี่ยวหันมาแก้ตัวว่าไม่แพงเห็นว่าน่ารักหรือ แนนรับว่าใช่ น้ำรินหมั่นไส้ อยากเกทับถ้าชอบของเล่น จึงชี้ไปที่โมเดลรถราคาไม่แพง พยายามจับแต่จับไม่ได้ แนนบอกเหยี่ยวว่าตุ๊กตาที่เลือกสามารถถอดซักได้ น้ำรินจึงบอกว่าโมเดลรถถอดเช็ดได้เหมือนกัน แนนยังบอกอีกว่าตุ๊กตานี้กดอัดเสียงได้แถมมีชุดให้เปลี่ยนอีกหนึ่งชุด น้ำรินไม่ยอมแพ้บอกว่ารถนี่เป็นลิมิเต็ดผลิตเพียงพันคัน แถมล้อสี่ล้อ เหยี่ยวขำแล้วเลือกตุ๊กตาของแนน น้ำรินโกรธ

“ถ้าคุณอยากได้ตุ๊กตา ฉันแนะนำตัวสีฟ้านั่น” น้ำรินหงุดหงิดที่ไม่สามารถหยิบขึ้นมาได้

เหยี่ยวรู้ว่าน้ำรินไม่พอใจจึงแกล้งบอกตนชอบสีชมพู น้ำรินว่าใครๆก็ชอบสีฟ้ามากกว่า เหยี่ยวเถียงไม่จริง น้ำรินยืนยันว่าจริงตนยังชอบสีฟ้า เขาถามจริงหรือ น้ำรินยิ้มคิดว่าจะเปลี่ยนใจ แต่เขากลับบอกว่าเอาตัวสีชมพู แนนจึงถือเดินผ่านตัวน้ำรินไปส่งให้พนักงานห่อ น้ำรินพาลที่แพ้แถมโกรธที่แนนเดินผ่านตัวเหมือนเย้ยหยาม จึงบอกจะกลับบ้าน เหยี่ยวล้อไหนว่าจะตามไปทุกที่ น้ำรินโวยให้สั่งให้ตนกลับบ้านเดี๋ยวนี้ เหยี่ยวมองความเจ้าอารมณ์ของเธออย่างเซ็งจิต

และแล้วน้ำรินก็เดินกลับเข้าบ้านมานั่งในสวนอย่างอารมณ์เสีย “ไอ้เก๊กสับปลับ บอกว่าจะช่วยแต่เอาเวลาไปตามหญิง ฉันจะแช่งให้นายความจำเสื่อม

จะได้รู้สึกบ้างว่าคนที่จำอะไรไม่ได้เป็นยังไง อยากไปไหนก็ไปไม่ถูก ไม่รู้ว่าบ้านตัวเองอยู่ไหน ตอนนี้เป็นผีหรือคนยังไม่รู้เลย ต้องเร่ร่อนเหมือนสัมภเวสี ตามขอส่วนบุญจากผู้ชายใจดำ” น้ำรินยกมือทุบโต๊ะแต่มือผ่านโต๊ะไป ยิ่งหงุดหงิดบ่นอีก “จะหยิบอะไรก็ไม่ได้ ทำไมฉันต้องเป็นอย่างนี้ด้วย”

“ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุผล”

น้ำรินสะดุ้งหันมองเห็นป้าปริกยืนแยกเขี้ยวอยู่ ถามคิดถึงตนบ้างไหม น้ำรินร้องกรี๊ดถอยกรูดยกมือไหว้อย่าทำอะไรตนเลย ตนไม่ตั้งใจจะเข้าไปในเขตป้า ปริกทำหน้าเซ็ง

“เรื่องวันนั้นฉันไม่โกรธหรอก แต่จะโกรธก็ตอนหล่อนเรียกว่าป้านี่แหละ ป้าที่ไหนจะหน้าเด้งเป็นก้นเด็กแบบนี้”

น้ำรินจะวิ่งหนีเข้าบ้าน ปริกตามมานั่งขวางหน้ามีพัดขนนกพัดวีดั่งคุณนาย น้ำรินจะหนีอีกทาง ปริกบอกให้เลิกหนีได้แล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นล้วนมีเหตุผล น้ำรินปฏิเสธไม่มีเหตุผลต้องเจอป้า ปริกโวยไม่ให้เรียกป้า น้ำรินย้อนถามจะให้เรียกน้องหรือ ปริกค้อนขวับ

“เอาวะ ป้าก็ป้า...หล่อนไม่อยากเจอฉันก็ไม่เป็นไร แค่ฉันอยากเจอหล่อนก็พอ” น้ำรินถามอยากเจอทำไม ปริกพูดจริงจัง “แม้กายจะดับสูญแต่ความรักในหัวใจไม่เคยสลาย” น้ำรินมองทำนองพูดอะไร “เออ...นั่นสิ พูดอะไรวะฉันไปดีกว่า” ปริกพัดขนนกไปมา ตัวถอยห่างน้ำรินไปอย่างช้าๆ น้ำรินมองอย่างงงๆ

“ไล่ตั้งนานไม่ไป นึกจะไปก็ไปซะง่ายๆ อะไรกันเนี่ย”

ปริกเคลื่อนตัวกลับมาอีกครั้ง น้ำรินผวามองหวาดๆ ปริกเอ่ย “ที่มาก็เพื่อจะให้รู้ว่าฉันไม่ได้คิดจะทำร้ายหล่อน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเอง หล่อนกับฉันผูกพันกัน หล่อนหนีฉันไม่พ้นหรอก เพราะฉะนั้นเลิกกลัวฉันได้แล้ว” ปริกเอื้อมไปเด็ดดอกไม้ข้างๆส่งให้ น้ำรินรับแต่จับดอกไม้ไม่ได้ ปริกหัวเราะ “ฮึๆ คราวนี้ไปจริงล่ะ บ๊ายบาย”

ก่อนไปปริกวางดอกไม้ลงในมือน้ำริน เธอรับได้ แต่พอร่างปริกลอยจากไป ดอกไม้ก็ร่วงผ่านมือน้ำริน

ลงพื้น เธองงกับภาพที่เห็น

ooooooo

เย็นวันนั้น พอยายนวลรู้ว่าเหยี่ยวไปงานวันเกิดจ่านกน้อยก็แปลกใจทำไมไม่บอกกันบ้าง น้ำรินพึมพำคงกลัวต้องดูแลยายจนไม่มีเวลาจู๋จี๋ แล้วนึกอะไรได้ชวนยายนวลไปร่วมงาน ยายเกรงจะเป็นภาระหลาน น้ำรินรีบบอกว่า เหยี่ยวพูดเสมอว่าการดูแลยายคือความสุข ยายยิ้มปลื้ม

น้ำรินรบเร้าจะเป็นคนพาไปเอง แต่รบกวนให้ยายโทร.บอกเหยี่ยวให้เรียกตน เพราะตนไปไหนไม่ได้ถ้าเขาไม่เรียก ยายรับปาก พลันปลาทูกับปูอัดเดินเข้ามาขอข้าวยายนวลกิน ยายแกล้งบอกว่าเทให้สุนัขหมดแล้ว ทั้งสองจะไปแย่งสุนัข ยายนวลร้องเฮ้ย น้ำรินจึงบอกยายนวลให้ชวนสองคนนี้ไปด้วยกัน ยายเห็นด้วย ทั้งสองจึงเป็นคนจูงยายนวลเดินไป น้ำรินยิ้มย่อง

“หมวดเก๊ก...อย่าหวังจะหาความสุขได้เลย ชิ...”

ขณะที่จ่านกน้อยกำลังแต่งบ้านติดสายรุ้ง สีหน้ามีความสุข พูดให้กำลังใจตัวเองว่าแก่ไปอีกปี แต่การแก่ก็ไม่ผิด เหมือนอย่างขิง ยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดร้อน ทันใดเสียงปลาทู ปูอัดดังร่ายเป็นกลอน

“สุขสันต์วันเกิด วันเตลิดเพลิดจิตแสนสุขี สุขเกษม เปรมจิตแสนโสภี กินอยู่ดีสุดชีวิต นิจนิรันดร์” เสียงทุกคนอวยพรให้จ่านกน้อยมีความสุขในวันเกิด

จ่านกน้อยมองทุกคนงงๆ ยายนวลต่อว่าวันเกิดทั้งทีจะไม่มาอวยพรได้อย่างไร เขาถามรู้จากใคร ยายนวลชี้ไปทางน้ำริน “ก็รู้จากยัยหนูนี่ไง”

นกน้อยยิ่งงงเพราะไม่เห็นใคร ปลาทูกับปูอัดเดินขึ้นบ้านไปแล้ว ไม่ทันไรเหยี่ยวกับแนนถือกล่องของขวัญเดินเข้ามา ทั้งสองตกใจเมื่อเห็นยายนวล เหยี่ยวเห็น

น้ำรินยืนข้างยายจึงถามมาได้อย่างไร ยายนวลตอบว่าโทร.หาเหยี่ยวแล้ว เขาโอเค เหยี่ยวงงบอกตอนไหน น้ำรินเล่าเยาะเย้ย ตอนที่ยายนวลโทร.หาเขา แล้วเขาบอกยายว่า

“จะพาเยอะไปงานวันเกิดใครนะครับ ฮัลโหล...ยาย ผมไม่ค่อยได้ยินฮัลโหล...เอาอย่างนี้ ตามใจยายแล้วกัน ผมยอมให้เยอะไปกับยายด้วย”

เหยี่ยวนึกออกโวยลั่น “เฮ้ย! ก็ตอนนั้นมือถือมันไม่มีสัญญาณ ลักไก่นี่หว่า”

ยายนวลโวยว่าเหยี่ยวกล้าว่าตน เขารีบปฏิเสธไม่ได้ว่า ถ้ารู้ว่ายายมางานนี้ตนไม่ให้มาเด็ดขาด น้ำรินต่อว่า “อกตัญญู กลัวยายจะมาเป็นก้างขวางคอ ไอ้หลานเห็นแก่ตัว”

เหยี่ยวบอกไม่ใช่อย่างนั้น น้ำรินหาว่าเขาแก้ตัว ทันใดมือถือนกน้อยดังขึ้น เขาหยิบมาดูต้องตกใจเมื่อเห็นชื่อหน้าจอ นกยูงโทร.เข้ามา ทั้งเหยี่ยวและแนนมองหน้ากันตกใจ น้ำรินสงสัย

ในห้องนอนนกยูง มีรูปถ่ายตั้งวางอยู่หลายรูป เป็นรูปตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมเป็นเชียร์ลีดเดอร์ นกยูงเกาะแขนจ่านกน้อย ถัดมาเป็นรูปตอนมหาวิทยาลัย ยืนถ่ายคู่กันแต่ท่าทางห่างเหินกัน อีกรูปนกยูงดูผ่ายผอมไม่มีชีวิตชีวายืนถ่ายรูปคนเดียว วางคู่กับโกศใส่กระดูกตัวเธอเอง

จ่านกน้อยนำทุกคนเข้ามาในห้อง เห็นปลาทูยืนถือโทรศัพท์นกยูงอยู่ ปลาทูร้องเซอร์ไพรส์! แนนต่อว่าปลาทูทำบ้าอะไร

“ก็ให้ของขวัญวันเกิดจ่านกน้อยไงพี่แนน ฉันว่าจ่าคงคิดถึงนกยูง ก็เลยใช้เบอร์นกยูงโทร.ไปอวยพรจ่า ความคิดฉันเจ๋งไหม”

เหยี่ยวกับแนนเห็นสีหน้าปลาทูซื่อๆก็ด่าไม่ออก นกน้อยเข้าไปดึงมือถือกลับมาแล้วกดปิดเครื่องกำไว้แน่น บอกทุกคนงานเลี้ยงเลิกแล้ว ขอให้ทุกคนกลับไป ตนอยากอยู่คนเดียว ปลาทูกับปูอัดไม่ยอมจะกินเลี้ยงก่อน นกน้อยจึงบอกว่า วันนี้ไม่ใช่วันเกิดตนเป็นวันเกิดนกยูง

“ตอนนกยูงอยู่ ฉันไม่มีเวลาเป่าเค้กวันเกิดกับลูก แต่ตอนนี้ฉันอยากอยู่กับลูก ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ให้ลูกฟัง ขอฉันอยู่กับลูกตามลำพังเถอะ”

ทุกคนอึ้ง น้ำรินสะเทือนใจมองเหยี่ยวอย่างรู้สึกผิดที่สร้างปัญหา...เหยี่ยวพายายนวลกลับบ้าน น้ำรินเดินตามจ๋อยๆ ยายนวลหันมากล่าวกับน้ำริน

“ยายไปนอนก่อนนะ แล้วไม่ต้องโทษตัวเองล่ะที่หนูชวนยายไปเพราะหนูไม่รู้ ยายก็หลงๆลืมๆว่าวันเกิดไอ้จ่ามันวันไหนกันแน่ อย่าคิดมากเลยนะ”

น้ำรินรับคำ เหยี่ยวเก็บรถเดินเข้ามาไม่พูดจาสักคำ น้ำรินอึดอัดใจทนไม่ไหวเอ่ยขอโทษที่เข้าใจผิด เหยี่ยวมองหน้าเธอแล้วสงสารกล่าว “บอกแล้วใช่ไหม ว่าเรื่องมันซับซ้อนกว่าที่เห็น”

น้ำรินเผลอพูด นึกว่าเขาไม่ชวนใครเพราะจะแอบไปสวีตกับเพื่อนเลิฟ เหยี่ยวขำ

“อย่าบอกนะว่าพายายไปเพื่อไปขวาง ไม่ให้ผมกับแนนพลอดรักกัน คุณหึงผมเหรอ”

“จะบ้าเหรอ ใครจะไปหึงคุณ ที่ฉันทำก็เพราะจะแก้แค้นที่คุณไม่ยอมสืบประวัติฉันต่างหาก” เหยี่ยวกระเซ้าแน่ใจว่าไม่หึง “ฉันไม่มีวันหึงคนอย่างคุณหรอก...ชิ”

เหยี่ยวทำหน้าล้อจริงหรือ น้ำรินรู้สึกวูบวาบในใจ รีบเปลี่ยนเรื่องถามนกยูงตายอย่างไร เหยี่ยวถอนใจก่อนจะเล่าว่า ตายเพราะยาเสพติด...แม่ของนกยูงเสียไปเพราะอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อน จ่านกน้อยเลี้ยงลูกมาด้วยความรัก ไปไหนไปด้วยกัน ฉลองวันเกิดด้วยกันทุกปี แต่พอเธอโตเรียนสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายมากขึ้น นกน้อยจึงต้องทำงานหนักไม่มีเวลาให้ลูกเหมือนก่อน นกยูงเริ่มติดเพื่อน ติดยา เสพยาเกินขนาดจนตาย หลังจากนั้นนกน้อยก็โทษตัวเองเป็นต้นเหตุให้ลูกต้องตาย จึงชดเชยด้วยการจัดงานวันเกิดลูกทุกปี เรื่องนี้มีคนรู้แค่ตนกับแนน เพราะเหตุนี้แนนถึงเลือกตุ๊กตาหมีสีชมพู ไม่ใช่โมเดลรถ น้ำรินหน้าเจื่อน

“ก็ถ้าฉันรู้ว่าคุณซื้อของขวัญให้ลูกสาวจ่า ฉันก็เลือกตุ๊กตาสีชมพูเหมือนกัน”

เหยี่ยวแย้งไหนว่าชอบสีฟ้า น้ำรินบอกว่าก็ผู้หญิงชอบสีชมพูเหมือนกัน เหยี่ยวถามตกลงเธอชอบสีชมพูหรือ ว่าแล้วก็หยิบตุ๊กตาสีฟ้าที่น้ำรินเลือกตอนนั้นออกมา บอกว่าถ้าเธอไม่ชอบคงต้องให้คนอื่น น้ำรินตาโพลงดีใจที่เขาซื้อมันมาให้

“เปล่า ผมไม่ได้ซื้อให้คุณ แต่ผมซื้อให้คนที่ชอบสีฟ้า”

“ก็ฉันนี่ไง เอ๊ะ! ฉันจำได้อีกอย่างแล้วว่าฉันชอบสีฟ้า” น้ำรินนึกได้

เหยี่ยวดีใจด้วย น้ำรินถามจะมีประโยชน์อะไร “มีสิ อย่างน้อยเราก็ใช้หลักจิตวิทยามาช่วยวิเคราะห์ได้ว่าทำไมถึงชอบสีฟ้า เพราะเกิดวันศุกร์หรือชอบทะเล หรือเพราะผูกพันกับน้ำ”

“งั้นคุณก็รีบไปวิเคราะห์สิ ฉันจะได้กลับร่างซะที”

“รู้แล้วขอรับเจ้านาย” เหยี่ยวก้มหัวล้อๆ

น้ำรินขอบคุณสำหรับตุ๊กตา แต่เธอไม่สามารถจับได้ ออกอาการหงุดหงิด เหยี่ยวปลอบให้ใจเย็น ตนจะเก็บตุ๊กตาไว้ให้จนกว่าเธอกลับเข้าร่างแล้วค่อยมาเอาไป น้ำรินมองเหยี่ยวถือตุ๊กตาเดินเข้าบ้านอย่างซาบซึ้งใจ เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“ความรักคือสิ่งที่ไม่มีวันดับสูญ แม้รูปกายภายนอกจะเปลี่ยน แต่หัวใจสำคัญไม่เคยสลาย” คำกล่าวของวินเซนต์ แวนโก๊ะห์ จิตรกรเอกของโลก

ooooooo

ระหว่างที่เหยี่ยวจะเข้าห้องไปเก็บตุ๊กตา จ่านกน้อยโทร.เข้ามาบอกว่ามีเรื่องด่วน ให้เขารีบออกมาพบ เหยี่ยวจึงวางตุ๊กตาไว้บนโต๊ะ บอกน้ำรินว่าให้เธอคุยกับตุ๊กตาอยู่ที่นี่ไม่ต้องตามไป น้ำรินมองตามอย่างสงสัยว่าเขารีบออกไปไหน

จ่านกน้อยให้เหยี่ยวมาพบที่สำนักงานตำรวจ เพื่อเอามือถือลูกสาวเปิดให้ดูภาพในนั้น

“ตอนที่ลูกตายผมยังทำใจไม่ได้เลยเก็บของนกยูงทุกอย่าง ปิดห้องไม่อยากเห็น ไม่อยากเจออะไรเกี่ยวกับนกยูง รวมทั้งมือถือเครื่องนี้ด้วย แต่วันนี้ผมตัดสินใจเปิดเครื่องดูรูปลูกสาวในมือถือ แล้วผมก็เจอรูปนี้” นกน้อยยื่นรูปให้ดู ภาพนกยูงถ่ายคู่กับเพื่อนเด็กเสิร์ฟเบียร์ด้วยกัน

เหยี่ยวเพ่งมองอย่างละเอียด เห็นผู้ชายที่นั่งโต๊ะทำงานมุมห้องด้านหลังเป็นยอดชัด นกน้อยคิดว่ายอดชัดเข้าไปอยู่ในร้านที่นกยูงทำงานได้อย่างไร หรือจะเกี่ยวข้องกับการตายของเธอ

ด้านน้ำรินนั่งเท้าคางมองตุ๊กตาสีฟ้า พึมพำ “ทำไมฉันถึงชอบสีฟ้านะ หรือว่าฉันเกิดวันศุกร์ โอ๊ย...หรือว่าตอนเด็กเราอยู่สีฟ้า...เฮ้อ ขนแกดูนุ่ม ถ้าได้กอดคงอุ่นนะ”

น้ำรินเอื้อมมือแตะตุ๊กตา แต่มือผ่านทะลุไปจนท้อใจ เสียงปริกดังขึ้น “ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุผลในตัวเอง...หล่อนจะกลัวฉันทำไม บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันไม่ทำร้ายหล่อนหรอก”

ปริกเห็นท่าทางหวาดกลัวของน้ำริน จึงนั่งลง ตรงข้าม แนะนำตัวว่าชื่อ ปริก บีเวอร์...น้ำรินทำหน้างง ปริกหัวเราะบอกว่าตนเป็นกิ๊กกับจัสติน บีเวอร์ ปริกดึงใบไม้มาฉีกอย่างอายๆ...น้ำรินมองปริกที่สามารถจับสิ่งของได้ ปริกจึงทำมือทะลุผ่านสิ่งของโชว์ น้ำรินทึ่งทำได้อย่างไร

“ตุ๊กตานี่น่ารักเนอะ” ปริกจับตุ๊กตามากอด เห็นสายตาน้ำรินที่มองก็รู้ว่าอยากทำบ้าง จึงหัวเราะ “ฉันเป็นเทวดาไง ฮ่าๆๆ...พูดจริงๆก็ได้ ที่ฉันจับได้เพราะวันนี้เป็นวันพระ จำไว้นะ วันโกนและวันพระคือวันที่ประตูผีเปิด ผีทุกตนจะมีพลังเพิ่มขึ้น สังเกตสิคนมักเห็นผีวันพระ เพราะวิญญาณจะมีพลังมากพอที่จะทำให้คนเห็น”

ท่าทางน้ำรินเชื่อเป็นตุเป็นตะ ปริกหัวเราะก่อนจะเฉลยว่าไม่จริง แล้วว่าเธอช่างหลอกง่าย น้ำรินเคืองเดินหนีเข้าห้อง ปริกชะโงกหน้าทะลุไปหาทำให้เธอตกใจ ปริกบ่น

“กาลเวลาเปลี่ยนแปลงผู้คนก็เปลี่ยนไป คนสมัยนี้ใจร้อนเหลือเกิน หล่อนฟังฉันก่อนสิ ที่หล่อนถามแต่ฉันไม่ตอบเพราะพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ของแบบนี้มันต้องทำเลย”

น้ำรินดีใจคิดว่าปริกจะสอนให้จับสิ่งของได้...

ทั้งสองกลับมานั่งที่โต๊ะ ปริกให้น้ำรินตั้งสมาธิให้เป็นผีมีคุณภาพ เพื่อจับสิ่งของต่างๆได้ น้ำรินอิดออดเพราะนั่งสมาธิมักหลับ ปริกเอ็ด

“แล้วฉันบอกให้นั่งสมาธิเมื่อไหร่ การทำสมาธิไม่จำเป็นต้องนั่ง แต่เป็นการกำหนดจิตใจให้อยู่กับสิ่งที่จะทำ” ปริกสาธิตจ้องที่ตุ๊กตา ทันใด ลูกตาเธอก็ถลนออกมานอกเบ้า น้ำรินตกใจ “ขอโทษๆฉันอินไปหน่อย เอาเป็นว่า หล่อนแค่กำหนดจิตให้แน่วแน่”

ไม่ทันไร น้ำรินก็บ่นถ้าทำไม่ได้ล่ะ ปริกปรี๊ดตวาดเสียงกึกก้อง ยังไม่ได้ทำก็บอกทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำ...

น้ำรินหน้าเสีย ยกมือไหว้ขอโทษ ปริกสงบลง ก่อนจะบอกว่าไม่ได้โกรธ เป็นแค่สมาธิ แล้วให้น้ำรินตั้งจิตฝึกทำ น้ำรินพยายามกำหนดจิต เพ่งไปที่ตุ๊กตาอยู่หลายรอบ ก็วืด...จับไม่ได้เสียที ปริกย้ำ “ใจหล่อนต้องอยู่ที่ใจ ไม่ใช่ที่ตุ๊กตา”

“อ้าว เมื่อกี้ปริกบอกให้กำหนดจิตใจอยู่กับสิ่ง

ที่จะทำ”

“หล่อนต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น โลกนี้ไม่มีอะไรยั่งยืน แม้แต่ตัวหล่อนเอง ทุกสิ่งคือการปรุงแต่ง อะฮ้า...ไม่เข้าใจล่ะสิ ฉันพูดเองยังไม่เข้าใจเลย ฮ่าๆๆ” น้ำรินหน้างอ ปริกพูดต่อ “คิดง่ายๆ ทุกสิ่งเป็นสมมติ ตุ๊กตานี่ก็ไม่มี ใจหล่อนก็ไม่มี ไม่มีอะไรเป็นตัวตน รู้สึกทุกอย่างด้วยจิตใจ...ฮะๆช้อบชอบ เวลาแย่งซีนคนสวยได้แบบนี้ เอ้าลองทำ ทำไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็รู้ มอง ตั้งใจแล้วจับ”

น้ำรินพยายามทำ สักพักเห็นขนตุ๊กตาขยับเล็กน้อยก็ดีใจกันใหญ่ น้ำรินรู้สึกเหมือนมีสายตาใครจับจ้องตนอยู่ แต่หันมองก็ไม่มีใคร

ooooooo

จนเช้าวันใหม่ เหยี่ยวฟุบหลับที่ห้องทำงาน เขาฝันว่าน้ำรินจับตุ๊กตาสีฟ้าตัวที่เขาให้ได้ แล้วจู่ๆก็มีใครเข้ามาจิกผมเธอจับหัวกระแทกม้าหิน เธอร้องเจ็บปวด เหยี่ยวสะดุ้งตื่น พบตัวเองฝันไป พลันจ่านกน้อยเข้ามาบอก รู้แล้วว่าคนที่ถ่ายรูปคู่กับนกยูงเป็นใคร ทั้งสองรีบร้อนออกไป

น้ำรินยังคงฝึกจิตจะจับตุ๊กตาให้ได้ รู้สึกมีใครเข้ามาด้านหลังจึงหันไปมอง เห็นยายนวลยกถาดของใส่บาตรออกมา น้ำรินมองหาปริกไปไหนแล้ว ยายนวลได้ยินถามปริกไหน หญิงสาวชะงักเปลี่ยนเรื่องชมว่ายายตื่นเช้า ยายนวลบอกวันนี้วันพระต้องใส่บาตร ทำไมเหยี่ยวยังไม่ตื่นมา เธอจึงบอกว่าเหยี่ยวไปทำงานเมื่อคืนยังไม่กลับบ้านเลย ว่าแล้วก็เดินตามยายไปใส่บาตรด้วย

ระหว่างใส่บาตรจะรับศีล ยายนวลบอกน้ำรินให้นั่งลง หลวงตาเคี้ยงเข้าใจว่าพูดกับตนก็บอกขอบใจที่ชวนให้นั่ง แต่ควรยืนให้พรมากกว่า พอหลวงตาสวดให้ศีลให้พรจบ ยายนวลก็บอกน้ำรินอีกว่า คราวหลังติดกิ๊บผมให้เรียบร้อยเวลาใส่บาตร...เด็กวัดลูบผมอันเกรียนของตัวเองงงๆ หลวงตาจึงถามยาย “โยมจะให้อาตมาติดกิ๊บหรือ”

ยายนวลสะดุ้งโหยงชี้ไปข้างๆ “ฉันไม่ได้หมายถึงหลวงตา ฉันหมายถึงแม่หนูนี่”

หลวงตาเคี้ยงสบตาเด็กวัดเพราะไม่เห็นใคร ก่อนจะจ้ำอ้าวออกไป เด็กวัดวิ่งตามแทบไม่ทัน น้ำรินลืมตัวจะพยุงยายนวลลุกขึ้น แต่มือผ่านร่างยายวืด ยายนวลทำท่าเซจะล้ม ทันใดก็มีมือมาช่วยพยุงไว้ น้ำรินหันมองเป็นแนนที่เข้ามาช่วย ยายบอกว่านั่งนานเป็นเหน็บ แนนจึงชวน

“ใส่บาตรเสร็จแล้ว งั้นเข้าบ้านไปทานโจ๊กกัน แนนซื้อมาฝากค่ะ ของยายใส่ไข่ใส่ทุกอย่างยกเว้นตับ ของเหยี่ยวไข่สองใส่ตับไม่ใส่ไส้กับผัก”

น้ำรินค้อนอย่างหมั่นไส้ ยายนวลบอกแนนว่าเหยี่ยวไปทำงานเมื่อคืนยังไม่กลับ แนนงงงานอะไร แนนประคองยายเข้าบ้าน...น้ำรินรู้สึกหงุดหงิดใจบอกไม่ถูก

ในขณะที่เหยี่ยวกับจ่านกน้อยมาที่อพาร์ตเมนต์ของเจ๊แดง ถามหาแก้วตาคนที่ถ่ายรูปคู่กับนกยูง เจ๊แดงตอบเศร้าๆว่าแก้วตาตายแล้ว ทั้งเหยี่ยวและนกน้อยตกใจไม่รู้จะสืบต่ออย่างไรดี ทั้งสองกลับออกมา เหยี่ยวแปลกใจถ้าแก้วตาตายแล้วทำไมไม่มีการแจ้ง นกน้อยรำพึง

“นกยูงเอ๊ย พ่อมืดแปดด้านไปหมด ดลจิตดลใจช่วยพ่อกับหมวดหาความจริงให้ได้หน่อยเถอะลูก” นกน้อยตบกระเป๋าเสื้อไม่พบมือถือ ลองตบกระเป๋ากางเกงก็ไม่มี จึงรู้ว่าลืมวางไว้

ในอพาร์ตเมนต์ เจ๊แดงกำลังรับเงินจากแก้วตาที่ช่วยโกหกว่าตายแล้ว เหยี่ยวกับนกน้อยกลับเข้ามาเห็นมือถือนกยูงวางอยู่บนโต๊ะม้าหินจึงเข้าไปเก็บ พลันเห็นเจ๊แดงคุยกับแก้วตาก็ตกตะลึง แก้วตาตกใจวิ่งหนี ทั้งสองวิ่งตามอุตลุด จนกระทั่งรวบตัวแก้วตาไว้ได้ ทุกอย่างอยู่ในสายตาคงคา...แก้วตาท่าทางหวาดกลัว

ขณะเดียวกัน น้ำรินยังพยายามส่งกระแสจิตไปที่ตุ๊กตา แต่กลับนึกถึงเหยี่ยว เผลอบ่น “นายเก๊ก คุณหายไปนานแล้วนะ ได้ยินฉันไหม คุณซื้อตุ๊กตานี่ให้ฉัน มันน่าจะสื่อถึงคุณได้ นายเก๊ก...เรียกฉันไปหาคุณเดี๋ยวนี้ ฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เกี่ยวกับยอดชัดรึเปล่า” น้ำรินครุ่นคิด “ยอดชัดค้ายา นกยูงเสพยาเกินขนาดตาย ยอดชัดค้ายา โดนวางยาตาย...” ทันใด ภาพอดีตผุดขึ้น

ในร้านขายของตกแต่งบ้านระดับหรู น้ำรินกำลังวีนใส่นกยูงอย่างกราดเกรี้ยว ที่เธอทำอะไรผิดสักอย่าง... น้ำรินแปลกใจที่ตัวเองรู้จักนกยูง พยายามนึกจนเห็นภาพ นกยูงนั่งก้มหน้ากับกองเศษแจกันแตก มีแก้วตายืนข้างๆ น้ำรินโวยเพราะราคาแจกันแพงมาก จึงไล่นกยูงออก

ขณะนั้น แก้วตาถูกพามาสอบปากคำที่ห้องทำงานเหยี่ยว นกน้อยถามทำไมต้องโกหกว่าตัวเองตาย หญิงสาวท่าทางหวาดกลัว เหยี่ยวปลอบ ไม่ต้องกลัว ตนรับรองความปลอดภัย แค่ตอบคำถามตรงๆ เขาถามรู้จักนกยูงไหม เธอส่ายหน้า นกน้อยเปิดรูปให้ดู ไม่รู้จักทำไมถ่ายคู่กัน

“ไม่ใช่รูปเดียว ยังมีอีกเป็นสิบรูป บอกลุงสิ เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวลุงกันแน่”

แก้วตาตาโพลง เมื่อรู้ว่าอยู่ต่อหน้าพ่อนกยูงจึงยอมเปิดปาก “หนูรู้จักกับนกยูงตอนทำงานที่ร้านขายของตกแต่งบ้านของไฮโซคนหนึ่ง...หลังจากโดนยัยใจดำนั่นไล่ออกนกยูงก็หางานใหม่ แต่เด็กที่มีข้อจำกัด กลางวันเรียน ทำงานได้แค่ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มกับวันหยุดมันไม่ได้หางานง่าย”

นกน้อยย้อนถามทำไมนกยูงต้องทำงานด้วย

ในเมื่อตนให้เงินใช้ตลอด แก้วตาเล่าว่า นกยูงอยากสอบเรียนหมอ แต่รู้ว่าค่าใช้จ่ายสูง อยากช่วยพ่อหาเงิน ตนจึงเสนองานให้ทำ...เป็นร้านอาหารกึ่งลานเบียร์ นกยูงมาทำงานเสิร์ฟ มีโต๊ะหนึ่งที่เจ๊หวานเจ้าของร้านไม่ให้ใครเสิร์ฟนอกจากตน ตนได้ยินเจ๊หวานโดนยอดชัดตวาด ว่าเด็กโดนซิวทำให้เขาเสียเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ เจ๊ขอโทษและจะหาเด็กมาทำงานแทน ว่าแล้วก็มองไปยังนกยูง

จากนั้นแก้วตาเป็นคนมอบห่อกระดาษให้นกยูงเอาไปส่งให้ผู้ชายคนหนึ่งแล้วกลับมารับเงินสามพัน นกยูงแปลกใจในห่อมีอะไร...คืนนั้นนกยูงกลับมาบอกแก้วตาว่า เธอรู้แล้วว่าในห่อนั้นเป็นยาเสพติด เธอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นหลักฐาน และได้แอบถ่ายรูปยอดชัดคุยกับบอสที่สั่งการไว้ด้วย แก้วตาตกใจเพราะรู้แก่ใจดี จึงถามนกยูงทำอย่างนี้ทำไม

“ลูกตำรวจไม่มีวันทรยศศักดิ์ศรีของพ่อด้วยการทำผิดกฎหมายซะเอง ฉันจะเอาหลักฐานไปให้ตำรวจ” นกยูงโชว์กล้อง แก้วตาดึงมาบอกว่าตนจะเป็นคนไปให้เอง

แต่แล้วคืนนั้น แก้วตาก็เอาเรื่องนี้ไปบอกเจ๊หวานเพราะอยากเอาหน้า ไม่คิดว่าจะทำให้นกยูงถูกฆ่าตาย... จ่านกน้อยมองแก้วตาด้วยแววตาเจ็บปวด เหยี่ยวกล่าว แสดงว่านกยูงไม่ได้ตายเพราะเสพยา แก้วตารับรองว่านกยูงไม่เคยแตะต้องยาเลย นกน้อยร้องไห้โฮที่ลูกตายเพราะยอดชัด เหยี่ยวขอกล้องมาเป็นหลักฐาน แก้วตาบอกว่าได้เก็บมันไว้ที่ห้องไม่มีใครรู้...

พอคิดได้ว่าตัวเองไล่นกยูงออกทำให้เธอต้องตาย น้ำรินรู้สึกเสียใจเดินครุ่นคิดอยู่ในสวนว่านกยูงตายเพราะตน ทันใด มีเสียงโพล่งขึ้นว่า “กูต่างหากที่ต้องตายเพราะมึง!”

น้ำรินสะดุ้งหันมอง เห็นชลชาติคู่กรณีที่แข่งรถกันจนเกิดอุบัติเหตุ วิญญาณชลชาติโผล่มาบีบคอน้ำริน ฉุดลากร่างเธอไปทางสวนหลังบ้าน น้ำรินร้องให้คนช่วย ชลชาติพยายามจะดูดกลืนกินวิญญาณน้ำริน เธอร้องกรี๊ดดิ้นทุรนทุราย ทันใด เสียงปริกดังลั่น

“บังอาจมายุ่งกับเพื่อนฉันเหรอ” ปริกลอยมาถีบชลชาติกระเด็นไป

“กูจะสลายวิญญาณมัน มันเป็นคนฆ่ากู” ชลชาติกราดเกรี้ยวเมื่อลุกขึ้นได้

ปริกโวยกลับจะมาสลายวิญญาณเพื่อนตน ตนจะสลายวิญญาณเขาก่อน ทั้งสองตั้งท่าต่อสู้กัน แรกๆปริกสู้แรงชลชาติไม่ไหว แต่แล้วปริกร่ายมนต์ให้สายสิญจน์พันร่างชลชาติ เขาสั่นสะท้านหายวับไป สายสิญจน์ร่วงหล่นลงพื้น ปริกหายตัวตามชลชาติไป น้ำรินมองงงๆ...

ด้านจ่านกน้อยและเหยี่ยว พาแก้วตากลับมาที่อพาร์ตเมนต์ แก้วตาให้ทั้งสองรอข้างล่าง ตนจะขึ้นไปเอากล้องบนห้อง แต่แล้วพอแก้วตาหยิบกล้องที่ซ่อนไว้ใต้เตียงมาเปิดดูว่าภาพถ่ายยังอยู่ รู้สึกผิดกล่าวขอโทษนกยูง สัญญาจะเอาคนบงการรับโทษให้ได้ ทันใด มีเสียงเคาะประตู เธอนึกว่านกน้อยขึ้นมาตาม เปิดประตูผางต้องตกตะลึง คงคาตบแก้วตาล้มกองกับพื้นกล้องกระเด็นไปข้างเตียง...

สักพักเหยี่ยวกับนกน้อยได้ยินเสียงเจ๊แดงร้องกรี๊ด จึงรีบวิ่งขึ้นไป เห็นเจ๊แดงสีหน้าตกใจอยู่หน้าห้องแก้วตา ร่างแก้วตานอนตายตาเหลือก ในมือมีเข็มฉีดยา ทั้งสองรีบถามเจ๊แดงเห็นคนแปลกหน้าบ้างไหม เจ๊แดงบอกว่าเห็นผู้ชายผมสั้น ใส่ชุดดำ แว่นตาดำ เดินลงบันไดหนีไฟไป

เหยี่ยวกับจ่านกน้อยรีบวิ่งลงทางบันไดหนีไฟ เห็นชายชุดดำไวๆจึงรีบตามไปจนตะครุบตัวได้ ปรากฏว่าผิดตัว คงคาได้ขับรถผ่านไปด้วยสีหน้าเยาะเย้ย เหยี่ยวเรียกเจ้าหน้าที่มาชันสูตรศพแก้วตา และเก็บกล้องได้ เปิดดูไม่มีเมมการ์ดในนั้นแล้ว...คงคาโทรศัพท์รายงานผู้บงการ

“ไม่มีใครเห็นบอสแน่นอนครับ”

ในห้องทำงาน ภพธรสีหน้าสะใจในมือกำโทรศัพท์มือถือ...

ooooooo

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า “มีเพียงชีวิตผู้อื่นเท่านั้น ที่มีคุณค่าแก่การมีชีวิต”

จ่านกน้อยยืนเศร้าอยู่หน้าที่เก็บกระดูกภรรยาและลูกสาว สักครู่ก็ยิ้มกล่าวลอยๆ “อยู่กันสองคนแม่ลูก ครึกครื้นกันเลยล่ะสิ พ่อเผาเงินเผารถไปให้ ก็อย่าเอาไปช็อปปิ้งเพลินล่ะ คราวหน้าพ่อจะเผาไอโฟนห้าเอสไปให้ แต่ถึงพ่อไม่เผาให้ สตีฟจ๊อบ ก็เปิดขายที่โน่นอยู่แล้วเนอะ”

นกน้อยพยายามหัวเราะ ก่อนจะสลดลง “นกยูง... พ่อรู้แล้วว่าลูกไม่ได้ตายเพราะหลงผิดคิดเสพยา หนูตายเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีของลูกตำรวจ พ่อภูมิใจในตัวลูกนะ” นกน้อยร้องไห้อยู่หน้าโกศด้วยความโหยหาลูกเมีย

เช้านี้ เหยี่ยวถือถังสังฆทานมากับน้ำริน เธอเร่งให้เขารีบไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของเธอ และย้ำอย่าลืมกรวดน้ำแทนเธอด้วย เหยี่ยวถามจะให้เอ่ยชื่ออะไร ชื่อน้ำมีเป็นล้านๆคน บุญแค่นี้จะเผื่อแผ่ถึงเธอหรือ น้ำรินจึงวีน

“เป็นเพราะคุณ คุณไม่ยอมสืบประวัติฉัน ฉันถึงไม่รู้สักทีว่าฉันเป็นใคร”

“แหม...คุณก็เห็นว่าผมไม่ได้หยุดเลย”

“นั่นแหละ ยังไงวันนี้คุณต้องไปสืบประวัติฉันให้ได้ ฉันอยากรู้ว่าตัวฉันเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงได้พัวพันทั้งกับยอดชัด ทั้งนกยูง”

เหยี่ยวรีบถามว่าเธอรู้จักนกยูงด้วยหรือ มีอะไรไม่ได้บอกตนหรือเปล่า น้ำรินอึกอักๆไม่รู้จะบอกอย่างไรจึงปัดว่าไม่มีอะไรให้เขารีบไปถวายของพระ เธอจะรอศาลาริมน้ำ...น้ำรินนั่งครุ่นคิดเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น ทำไมชลชาติถึงจะมาเอาชีวิตตน ตนไปทำอะไรเขา เสียงปริกดังขึ้น

“หล่อนมีส่วนทำให้มันตาย”

น้ำรินสะดุ้งถามล้อเล่นใช่ไหม ปริกหัวเราะก่อนจะตอบว่าจริง...น้ำรินขอให้เล่าเรื่อง ปริกย้อน “หล่อนยังจำเรื่องตัวเองไม่ได้ แล้วฉันจะไปรู้เรื่องหล่อนเรอะ” น้ำรินแย้งเมื่อกี้พูดเหมือนรู้ “ฉันพูดไปตามสัจธรรม กรรมเป็นผลของการกระทำ ผลทุกอย่างย่อมมาจากเหตุทั้งสิ้น มันเป็นเหมือนบ่วงที่ต้องแก้ไข...อ๊ะๆๆ งงล่ะสิ”

“ป้าปริกหมายความว่า ทุกสิ่งที่ฉันเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มันเป็นเรื่องของกรรมงั้นเหรอ”

“มั้ง...เอาน่า วันหนึ่งหล่อนจะรู้ด้วยตัวเอง อีกไม่นาน”

น้ำรินยังคงงงกับคำพูดของปริก...ตกกลางคืน น้ำรินยืนครุ่นคิดอยู่ริมหน้าต่างห้อง เหยี่ยวนอนหลับสนิทอยู่บนเตียง น้ำรินคิดว่าตนทำกรรมไว้กับนกยูง จึงต้องมาชดใช้ให้กับจ่านกน้อย จู่ๆเธอก็นึกถึงสร้อยตัวอักษร PN ขึ้นมาได้ ไม่รู้มันอยู่ที่ไหน เป็นชื่อใคร

ขณะเดียวกัน มือถือสลักชื่อ PN ด้านหลังเคสของภพธร วางคว่ำอยู่บนโต๊ะทำงาน ภพธรซึ่งนั่งอ่านแฟ้มงานอยู่ มองไปเห็นทำให้คิดถึงน้ำรินขึ้นมา หยิบรูปเธอในลิ้นชักออกมาดูเศร้าๆภาพอดีตที่ธาราเรียกเขาเข้าไปพบ เพื่อบอกเขาว่า เธอเลี้ยงเขามาสิบกว่าปี

“ไม่น่าเชื่อว่าเด็กชายเมื่อสิบกว่าปีก่อน จะก้าวมาทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือโรงแรมอันดับหนึ่งของเมืองไทยได้”

“ถ้าไม่ได้คุณอา ผมคงไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้”

“คนฉลาดอย่างธรน่าจะรู้ว่าควรทำตัวยังไง ชีวิตของอาห่วงแต่น้ำรินคนเดียว อยากให้มีคนที่อาไว้ใจ ดูแลลูกสาวไปตลอดชีวิต...ธรควรจะเป็นมากกว่าพี่ชายของน้ำริน...”

ภพธรมีสีหน้าอึดอัดใจ ยิ่งพอธาราบอกว่าต้องการให้เขาแต่งงานกับน้ำริน พอดีน้ำรินถือถุงช็อปปิ้งมากมายเดินเข้ามา ถามคุยอะไรกันอยู่ดูซีเรียส ไม่ทันจะตอบน้ำรินก็บอกว่า วันนี้ขอควงภพธรไปงานปาร์ตี้ ท่าทางเธอไม่สนใจอะไรนอกจากเที่ยวสนุกไปวันๆ

ภพธรมองรูปน้ำริน รู้สึกสับสนกับการกระทำของตัวเอง พลันนับดาวเปิดประตูเข้ามา เขารีบเก็บรูป นับดาวเห็นถามซ่อนอะไรตน ว่าแล้วก็มาเปิดลิ้นชักดู พอเห็นรูปน้ำรินก็โวย

“เอารูปน้ำรินขึ้นมาดูทำไมคะ คิดถึงมันมากเหรอ”

“เปล่า...ผมแค่คิดว่าจะทำยังไงกับแม่เขาต่างหาก”

นับดาวนั่งตักภพธรท่าทางยั่วยวน บอกเขาไม่เห็นต้องคิดมาก เพราะสภาพธาราก็เหมือนตายทั้งเป็นอยู่แล้ว ปล่อยให้ตายช้าๆอย่างทรมานดีกว่า

จากที่เหยี่ยวนั่งฟังน้ำรินเล่าถึงสร้อยตัวอักษร PN ก็คาดคะเนว่าอาจเป็นตัวย่อชื่อกับนามสกุลของเธอ น้ำรินจึงให้เขาเสิร์ชหาจากคอมพิวเตอร์ เขาแย้งว่าคงมีเป็นพันๆ น้ำรินให้ลองกลับตัวอักษรดูด้วย เหยี่ยวลุกไปค้นกองเอกสารที่ได้รับจากแฟกซ์โต๊ะข้างๆ น้ำรินหงุดหงิด

“หาจากคอมพิวเตอร์ง่ายกว่าไหม” น้ำรินชี้ที่เครื่องคอม

เหยี่ยวไม่สนใจยังคงค้นเอกสารต่อไป น้ำรินโมโหพยายามจะกดแป้นคอมเอง แต่ไม่สำเร็จ จึงกระแทกมือทั้งสองข้างลงอย่างแรง โดนคีย์บอร์ดอย่างจัง เครื่องดับวูบลง ทั้งสองตกใจ น้ำรินยกมือตัวเองมองที่สัมผัสสิ่งของได้ เหยี่ยวก็ประหลาดใจ กลับมากดเปิดคอมเท่าไหร่ก็ไม่ติด

“คุณทำได้แล้ว แต่ดูสิ่งที่คุณทำสิ เปิดไม่ติดเลย แล้วสำนวนคดีเก่าๆของผมจะทำยังไงเนี่ย” น้ำรินจ๋อยที่ตัวเองสร้างเรื่องอีกแล้ว พลันเครื่องก็ติดขึ้นมา เธอดีใจชี้นิ้ว

“ติดแล้ว...ฉันไม่ได้ทำพังแล้ว ไชโย...”

เหยี่ยวมองแบบไม่สบอารมณ์ กลับไปค้นเอกสารตามเดิม น้ำรินถามไม่ใช้เครื่องคอมค้นจริงๆหรือ เขาไม่สนใจจะตอบ ก้มหน้าค้นเอกสารต่อไปแล้วจดลงสมุดบันทึก น้ำรินชักรำคาญถามไม่คิดจะบอกกันบ้างหรือว่าเจออะไรบ้าง เหยี่ยวอธิบายว่า นี่เป็นรายชื่อผู้ป่วยอุบัติเหตุของโรงพยาบาลในต่างจังหวัด บางแห่งที่ส่งออนไลน์มา แต่ข้อมูลอาจไม่ครบต้องเทียบกับคอมก่อน

ooooooo

ภพรัก

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด