ตอนที่ 5
บัวสายดีใจมากที่เพลงลำตัดสินใจเล่นลำตัดในงานประจำปีของบางลำ ฝาจุกแอบมาสอดแนมแล้วนำความไปบอกกำนันฝอยเพื่อให้หาทางชิงถ้วยรางวัล ที่สำคัญปีนี้ทางจังหวัดจัดให้เป็นปีท่องเที่ยงเชิงวัฒนธรรม มีถ่ายทอดโทรทัศน์ทั่วประเทศ
กำนันฝอยแปลกใจร้อยวันพันปีบัวสายไม่เคยเอาลูกไปเล่นลำตัดที่ไหน แต่ยังไงก็ไม่ยอมให้บัวสายได้หน้าได้ชื่อเสียงทั้งที่บางลำเป็นเขตอิทธิพลของเขา จึงยินยอมให้ฝาจีบลงแข่งประชันลำตัดกับคณะบัวสาย ทั้งที่แน่ใจว่าสู้ไม่ได้ แต่ต้องใช้เล่ห์กลเพื่อให้ได้ชัยชนะ
การซ้อมลำตัดและเพลงเรือเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง แต่เพลงลำยังไม่ค่อยมีกะจิตกะใจเพราะคิดถึงปกรณ์พล เธอซ้อมกับชาวคณะและทำได้ดีแต่บัวสายบอกว่ายังไม่ดีที่สุด แต่ยังมีเวลาฝึกฝนกว่าจะถึงวันงาน ส่วนบัวเผื่อนเป็นนักมวยแต่ก็ต้องลงเล่นลำตัดในครั้งนี้ด้วย บัวผ่องเลยถ่ายทอดวิชาอย่างหนักเพื่อไม่ให้เสียชื่อลำตัดตัวแม่อย่างตน แล้วลูกชายก็จะได้เป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น เชื้อไม่ทิ้งแถว
ด้านปกรณ์พลแม้มีกำหนดการหมั้นกับงามไฉไลแต่หัวใจเขาอยู่ที่เพลงลำ เขาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากกุชงค์ให้พาหนีออกจากบ้านแล้วเดินทางไปหาเพลงลำ สองคนเจอกันบนสะพานข้ามคลองพูดคุยกันเรื่องการ์ดงานหมั้นที่เธอได้รับ ปกรณ์พลปฏิเสธไม่ได้เป็นคนส่งก่อนจะชวนเพลงลำหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน
เพลงลำคิดหนัก แม้จะรักเขาหมดหัวใจแต่ไม่อาจทำให้แม่และยายเสียใจ ย้ำกับเขาทั้งน้ำตาว่า
“ถึงฉันจะรักคุณแค่ไหน ฉันก็ทิ้งแม่ทิ้งคณะลำตัดไปไม่ได้ แม่ให้ชีวิตฉัน เลี้ยงฉันมาจนโต ถึงจะเหนื่อยจะหนัก แม่ก็ไม่เคยไม่รักลูก คุณกลับไปเสียเถอะ กลับไปทำหน้าที่ของลูก ฉันก็จะกลับไปทำหน้าที่ของฉันต่อแม่... คิดเสียว่าเราไม่เคยพบกัน คุณไม่เคยมาที่นี่ ไม่เคยมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิตของคุณที่บางลำ ฉันจะเล่นลำตัด สานต่องานของแม่ ต่อไปนี้เราจะไม่จดจำกันอีก ถ้าความทรงจำมันจะทำให้เราเจ็บปวด”
ปกรณ์พลหน้าเสีย ทำท่าจะคัดค้านและขอร้องแต่เพลงลำไม่เปิดโอกาส สะบัดตัววิ่งหนีไป ทิ้งชายหนุ่มยืนนิ่งงัน ไม่นานเสียงปืนดังหนึ่งนัด ร่างปกรณ์พลสะดุ้งเฮือกก่อนตกสะพานลงไปในลำคลอง
ที่กรุงเทพฯ ดาหวันกับโฉมตรูเพิ่งทราบว่าปกรณ์พล หายไปจากบ้าน ทั้งคู่ร้อนใจพยายามโทร.หากุชงค์แต่ติดต่อไม่ได้ ขณะเดียวกันงามไฉไลยังไม่ทราบเรื่อง เธอสาละวนอยู่กับการเลือกเครื่องประดับที่จะใส่วันหมั้น วาดฝันเป็นคุ้งเป็นแควอย่างมีความสุข โดยมีโพยมยงผสมโรงหน้าระรื่น
ที่แท้มือปืนยิงปกรณ์พลคือฝาจีบนั่นเอง แต่ไม่แม่นกระสุนเจาะหัวไหล่แต่ไม่ได้ฝังใน เขาโชคดีหล่นลงไปหมดสติที่กอสวะ พวกกำนันฝอยนั่งเรือจะไปสู่ขอทองน้ำงามให้ฝาจีบผ่านมาเจอ ฝาจุกอยู่ในเรือมองเห็นหนุ่มกรุงก็รีบโดดลงไปพาขึ้นเรือแล้วบอกพ่อว่าแผลเขาไม่ลึก ไม่รู้โดนอะไรมา ตนจะพาเขากลับเรือน
“เอ็งจะเอาเขากลับไปที่เรือนทำไม หาเรื่องเดือดร้อนอีกแล้วนังฝาจุก เอาเขาไปส่งโรงหมอ แค่นี้ก็เสียเวลาพอแล้ว”
“ไม่เอา ฉันจะพาเขากลับเรือน ปรนนิบัติเขาให้ฟื้น จากนั้นฉันก็จะเอาเขาทำผัว”
“เฮ้ย! นังฝาจุก”
“หรือพ่อไม่อยากให้ฉันมีผัวซะที ผู้ชายคนนี้แหละฉันเลือกสรรแล้ว เขามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผัวฉันได้”
“นังฝาจุก...นังลูกเวร”
“ฟ้าส่งเขามาให้ฉัน เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ยอมเสียเขาไปเป็นอันขาด เป็นไงเป็นกัน!”
ooooooo
ทองน้ำงามหลบออกจากบ้านเพราะรู้ว่ากำนันฝอยจะมาสู่ขอเธอจากแม่ เธอมาอยู่ที่บ้านลำตัดของบัวสาย ช่วยดูเรื่องอาหารการกินที่จะเลี้ยงชาวคณะ ที่สำคัญเธออยากอยู่ใกล้เจิดผู้ชายที่เธอหลงรัก
แต่แล้วเจิดกลับทำให้ครูสาวน้อยใจขอตัวกลับไป เพียงเพราะเขาพูดเหมือนเห็นด้วยถ้าเธอได้แต่งงานกับฝาจีบลูกกำนันฝอย...
ผ่านไปหนึ่งวันอรรถก็รู้เรื่องปกรณ์พลหนีไปจากบ้าน เขาทะเลาะกับโฉมตรูอยู่ชั้นบน ขณะที่ชั้นล่างงามไฉไลกำลังเหยียบย่างเข้ามาด้วยรอยยิ้ม แล้วชะงักไปอย่างไม่เข้าใจเมื่อดาหวันบอกว่าข้างบนเกิดสงคราม
อรรถส่งเสียงเกรี้ยวกราดใส่โฉมตรูอย่างหัวเสีย
“ไปบางลำ...แล้วคุณก็ปล่อยลูกไปที่นั่นโดย
ไม่ห้ามเขาเลย นี่คุณกำลังจะทำอะไร คุณก็รู้ว่าเขาต้องหมั้นกับหนูงามไฉไลอีกไม่กี่วันนี่แล้ว ผมไม่เข้าใจเลยว่าคุณคิดอะไรอยู่ ทำไมคุณถึงได้ปล่อยลูกไปที่นั่นอีก นี่คุณคิดว่าผมเป็นจอมเผด็จการงั้นหรือ”
“ฉันไม่มีอะไรจะพูด คุณคิดว่าคุณทำอะไรได้หรือต้องการทำก็ทำไปเถอะค่ะ คุณเป็นพ่อของปกรณ์พล ก็ทำอย่างที่คุณต้องการทำก็แล้วกัน”
โฉมตรูเดินออกไปจากห้องด้วยความโกรธ ดาหวันได้ยินรีบก้าวตามไปถามเธอว่าทำไมพูดกับคุณอรรถอย่างนั้น
“ถ้าฉันไม่มีสิทธิ์ค้านอะไรได้ก็ไม่ต้องพูดกัน คุณอรรถอยากจับตากรณ์หันซ้ายหันขวาก็เชิญ”
ฟังแล้วดาหวันยิ่งหนักใจ เพราะสองสามีภรรยาไม่เคยทะเลาะกันรุนแรงขนาดนี้ ฝ่ายงามไฉไลก็คาดคั้นสาวใช้อยู่ข้างล่างว่าเกิดอะไรขึ้น
ooooooo
ฝาจุกพาปกรณ์พลมาเยียวยารักษาแผลจนเขารู้สึกตัว เธอดีใจระริกระรี้จนโดนกำนันฝอยตำหนิด้วยความหมั่นไส้และไม่พอใจ
“ให้มันน้อยๆหน่อยนังฝาจุก...เขายังไม่ตาย แผลโดนกระสุนถากไปนิดเดียว นี่ถ้ามือปืนมันตั้งใจจะยิงล่ะก็... คงรอดหรอก”
“ใครนะเจ็บแค้นคุณปกรณ์พลถึงขั้นจะฆ่าเขาหรือจะเป็นน้าบัวสาย...ต้องเป็นน้าบัวสายแน่ๆ ฉันได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าน้าบัวสายไล่ยิงพ่อของคุณปกรณ์พล ถ้าคุณปกรณ์พลจะย้อนมาอีกก็มีเหตุผลที่ต้องยิงหัวเขา”
“นังบัวสายนี่มันร้ายจริงๆ ลูกของมันจะเหมือนใครถ้าไม่ใช่แม่ ผู้หญิงแบบนี้ไม่มีใครอยากได้เป็นลูกเป็นเมียหรอก สู้ครูทองน้ำงามก็ไม่ได้ พูดถึงครูทองน้ำงามเลยไม่ได้ขอครูให้พี่ชายของเอ็งเลย พับผ่า! มันน่าโมโหนัก”
ปกรณ์พลลุกนั่งอย่างงงๆ มองรอบตัวแล้วถามว่าที่นี่ที่ไหน ฝาจุกขยับเข้าใกล้จีบปากตอบว่า
“บ้านกำนันฝอยพ่อของฝาจุกเองค่ะ ฝาจุกเจอคุณปกรณ์พลค้างอยู่บนกอสวะเลยพาคุณมาที่นี่ แผลแค่เฉียดๆ หัวใจเลยใส่ยาแดงแล้วพันผ้าให้ คุณรอดตายเพราะฝาจุก”
ปกรณ์พลไม่ได้สนใจ ลุกยืนบอกว่าจะไปบ้านเพลงลำ ฝาจุกผวาเข้ากอดขาเขาไว้แน่น
“ขืนไปตอนนี้มันก็ยิงคุณทะลุไส้น่ะสิคะ อย่าไปเลยค่ะ อยู่ที่นี่แหละ บ้านพ่อกำนันก็เหมือนบ้านของฝาจุก พ่อกำนันฝอยอายุมากแล้ว อยู่ได้ไม่เท่าไหร่เดี๋ยวก็ตาย บ้านช่องเรือนชานทรัพย์สินมรดกต้องตกเป็นของฝาจุก อยู่ด้วยกันนะคะ”
“อ้าวเฮ้ย! นังฝาจุก! ปล่อยคุณคนนี้เขาเถอะ ไปกอดขาเขาไว้ยังงั้นทำไม เขาไม่ได้เจ็บสักเท่าไหร่ ไม่ตายหรอก”
“ปล่อยไม่ได้ อ้อยเข้าปากช้างแล้วอย่าหวังเลย”
“ปล่อยผมก่อนเถอะครับ งั้นผมสัญญาว่าจะอยู่อีก...อีกสักพักก็แล้วกันครับ” ปกรณ์พลยิ้มเจื่อนๆด้วยความหวั่นกลัวลูกสาวตัวแสบของกำนัน
ooooooo
อรรถมาตามปกรณ์พลที่บางลำแล้วมีปากเสียงกับบัวสายครู่ใหญ่ ก่อนที่เพลงลำจะยอมบอกความจริงว่าปกรณ์พลมาบางลำจริงแต่ตอนนี้เขาคงกลับไปแล้วเธอบอกให้เขากลับไปทำหน้าที่ของเขาต่อพ่อแม่
“ได้ยินแล้วใช่มั้ย ถ้าเข้าใจดีแล้วก็ไม่ต้องกลับมาอีก ฉันกับลูกไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกับพวกคุณ ไปเสียเถอะ ถ้าคุณกลับมาอีกฉันไม่รับรองความปลอดภัย”
“ที่นี่บ้านคนลำตัด ใครที่มีเกียรติล้นฟ้าก็อย่าแบกเกียรติยศมาให้หนักแผ่นดินแถวๆนี้เลย ไปเอาปืนมาให้ยาย นังไข่กา”
เพลงลำตกใจร้องห้ามแต่บัวผ่องกลับแผดเสียงกึกก้องสั่งเพลงลำไปเอาปืนมาเร็วๆ อรรถมองหน้าบัวสาย แล้วค่อยๆถอยออกไปด้วยแววตาเจ็บปวด บัวสายก็คล้ายกัน น้ำตาเธอร่วงพราวพรู ค่อยๆลดปืนลง และไม่ยอมตอบคำถามของใครต่อใครที่สงสัยว่าเธอร้องไห้ทำไม
อรรถกลับถึงบ้านอย่างเหนื่อยใจ ถามดาหวันว่าโฉมตรูไปไหนก็ได้คำตอบว่าเข้าห้องปิดประตูสวดมนต์ตั้งแต่เขาออกไป จนป่านนี้ยังไม่ออกมาเลย...
ด้านเพลงลำยังสงสัยไม่หายว่าแม่ร้องไห้ทำไม
เจิดกับไข่กาตามมาคุยแต่ไม่มีใครรู้เหตุผลแท้จริง ส่วนเรื่องปกรณ์พลทุกคนสงสัยว่าเขาหายไปไหน เพลงลำระบุว่าเจอเขาที่สะพานข้ามคลองและเชื่อว่าเขาไม่มีวันหลงทาง พอเจิดถามว่าเขากลับทำไม เพลงลำอึกอักตอบไม่ได้
เวลานั้นปกรณ์พลยังอยู่บ้านกำนันฝอยโดยมีฝาจุกดูแลอย่างใกล้ชิด หาข้าวหาปลามาให้กินและโน้มน้าวให้เขาอยู่ต่อ อ้างว่าแผลยังเลือดไหลไม่หยุด ต้องใส่ทิงเจอร์แล้วพันแผลอีกสามรอบ นอนพักสามเดือน พอแผลตกสะเก็ดค่อยไป
กำนันฝอยฟังแปร่งหู สีหน้าไม่พอใจ ท้วงฝาจุกว่าถ้าหมอนี่อยู่นานขนาดนั้นมีหวังเอ็งมีลูกเป็นครอก
“พ่อ...ฉันไม่ใช่หมานะจะได้มีลูกเป็นครอก มานั่งลงก่อนเถอะค่ะคุณปกรณ์พลขา เดี๋ยวฝาจุกหาสำรับคับค้อนมารับรองคุณใหม่ นั่งก่อนค่ะ นอนเลยดีไหมคะ คุณเพิ่งจะถูกน้าบัวสายยิงมา”
“แม่บัวสาย...” ปกรณ์พลครางอย่างไม่เชื่อ
“จะใครเสียอีกล่ะ ตั้งแต่ไปเล่นลำตัดฉลองพระนครคราวนั้นแล้วท้องไม่มีพ่อกลับมา นังบัวสายมันเกลียดผู้ชาย ใครยื่นหน้าเข้าไปในบ้านมัน มันยิงเละ”
“น้าบัวสายน่ะหรือครับ เกลียดผู้ชาย”
“แต่ฉันชอบผู้ชายค่ะ รับรองไม่มีการยิงทิ้ง”
“นังฝาจุก!”
“ก็จริงๆนี่พ่อ น้าบัวสายเกลียดผู้ชาย เพราะผู้ชายทำให้ไอ้เพลงลำไม่มีพ่อ อย่าไปยุ่งกับไอ้เพลงลำเลยนะคะคุณปกรณ์พล เพราะว่าคุณจะตายเหมือนสุนัขข้างถนน”
ปกรณ์พลฟังแล้วอึ้งไปกับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับเพลงลำ
ooooooo
เมื่อรู้ว่าปกรณ์พลไปบางลำ งามไฉไลโมโหแทบเต้น กลับไปเล่าให้แม่ฟังแล้วคอยโทร.ถามดาหวันเป็นระยะว่าเขากลับมาหรือยัง
รอแล้วรอเล่าไม่มีข่าวคืบหน้า สองแม่ลูกใจร้อนมุ่งหน้าไปบางลำเพื่อตามปกรณ์พลด้วยตัวเอง ไปถึงเจอเพลงลำกับทองน้ำงามตรงหน้าบ้าน งามไฉไลไม่พูดพร่ำทำเพลงกล่าวหาเพลงลำหน้าด้านแย่งคู่หมั้นของตนไป
“ใครบอกว่าคุณปกรณ์พลเป็นคู่หมั้นของคุณเท่าที่ฉันรู้ เขายังไม่ได้หมั้นกับคุณนะ”
“ฉันเป็นญาติผู้ใหญ่ร่วมจัดการเรื่องหมั้นของเขา เขาจะหมั้นอาทิตย์หน้านี่แล้ว พอหมั้นเสร็จเห็นจะต้องรีบหาฤกษ์แต่ง ไม่ไหว...แมลงสาบแถวนี้มันชุม”
เพลงลำสีหน้าสลดลง ทองน้ำงามถลันเข้ามากั้นไว้เมื่อเห็นงามไฉไลเงื้อง่าจะเอาเรื่องเพลงลำ
“คุณกลับไปก่อนดีกว่า ฉันเป็นพยานได้ว่าไม่เห็นคู่หมั้นคู่หมายของคุณในบ้านนี้”
“แกเป็นใคร มายุ่งอะไรด้วย”
“ฉันเป็นครูค่ะ เคยสอนหนังสือเพลงลำตอนมัธยมต้น”
“เป็นครู...ไม่สั่งสอนในเรื่องศีลธรรมเลยหรือยังไง ผู้หญิงบางลำถึงได้ชอบแย่งผู้ชายของคนอื่นนักหรือว่าไม่มีปัญญาหาผู้ชายดีไว้ครอบครอง ก็เลยชอบฉกชิงวิ่งราวผู้ชายของชาวบ้าน”
เพลงลำหน้าชา อับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี...
เวลาเดียวกันที่บ้านกำนันฝอย ฝาจีบกำลังวางแผนเอาชนะการประชันลำตัดกับบัวสายในงานประจำปี
“น้าบัวสายจะเอาไอ้เพลงลำลงเล่นประชัน ฉันก็จะเอาลำตัดตัวดีๆที่รับงานเฉพาะกิจมาตั้งเป็นคณะ แล้วจ้างครูเพลงมาเขียนคำกลอนให้เจาะเฉาะเฉพาะกะโหลกของนังเพลงลำ จี้ตัวต่อตัว หัวต่อหัว วางแผนรุมอัดมันให้ยับกลางเวที แต่ฉันจะตั้งเงื่อนไข”
“ยังไง?” สิ้นเสียงของกำนัน ทุกคนแตกตื่นกับเสียงร้องไห้ของฝาจุกที่ดังลั่นบ้าน กำนันตะโกนถามลูกสาวว่าเป็นอะไร ขณะที่ฝาจีบพูดโพล่งอย่างเบื่อหน่ายน้องสาวว่าร้องทำไม ทำท่าเหมือนพ่อกำลังจะตาย
“พ่อตายน่ะสิดี ฉันจะได้แบ่งสมบัติพ่อกับสมบัติแม่ แต่นี่มันไม่ใช่ พ่อจ๋า คุณปกรณ์พลเขาไปแล้วจ้ะพ่อ เขาไปไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้ฉันดูต่างหน้าเลยจ้ะ พอบ่ายแก่ฉันย่องๆเข้าไปในเรือนนอน คิดมิดีมิร้ายกับเขา แต่เข้าไปเห็นแต่ที่นอนเปล่าๆ ตัวเขาไม่มีแล้ว”
กำนันฝอยถอนหายใจอย่างโล่งอกว่าไปเสียได้ก็ดี แต่ฝาจีบฟังอย่างงงงัน
“ทำไมพ่อพูดยังงี้ล่ะ ฟ้าประทานเขาให้มาเป็นผัวของฉัน แล้วพ่อจะเสือกไสเขาไปไหน ไม่รู้ล่ะ พ่อต้องให้คนช่วยตามเขากลับมาหาฉันโดยด่วน เพราะยังไงเขาก็ติดหนี้บุญคุณของฉัน นี่ถ้าไม่ได้ฉันเขาจมน้ำตายไปแล้ว”
“นังฝาจุก...นี่เอ็งช่วยไอ้หนุ่มกรุงเทพฯนั่นไว้ใช่มั้ย”
“พี่รู้...งั้นพี่ฝาจีบก็เป็นคนยิงเขาใช่ไหม”
“ใช่ ข้าหมั่นไส้มัน มันเข้ามาทำตัวเป็นผู้ดีมีความรู้สูงฉลาดกว่าคนอื่น ข้อสำคัญมันทำหยามเจ้าถิ่นด้วยการเกะกะกับไอ้เพลงลำ ถึงจะไม่ชอบหน้ามันแต่ไอ้เพลงลำมันก็เป็นทรัพยากรของท้องถิ่นโว้ย”
“หยุด...หยุดโว้ย...หยุดทั้งสองคน เลิกเห่ากันที ข้าปวดหัว” กำนันโวย แต่ฝาจุกยังไม่หยุดเกรี้ยวกราด
“พ่อต้องจัดการพี่ฝาจีบนะ จะสมัครเป็นผู้นำชุมชนแล้วยังทำตัวเป็นนักเลงหมาๆอยู่อีก ดีนะที่ฝีมือห่วยแตกยิงไม่เข้าเป้า ไม่ยังงั้นล่ะก็คุณปกรณ์พลของฉันคงตายไปแล้ว ไอ้ฉันก็คิดว่าเป็นฝีมือน้าบัวสาย ที่แท้ก็พี่ฝาจีบนี่เอง ฉันจะไปตามคุณปกรณ์พลที่บ้านนังเพลงลำ”
ฝาจุกกระทืบเท้าเร่าๆ ก่อนวิ่งอ้าวออกไป
ooooooo
โพยมยงกับงามไฉไลดึงดันจะเข้าไปค้นหาปกรณ์พลในบ้านบัวสายโดยไม่สนใจฟังเพลงลำและทองน้ำงามที่ช่วยกันยืนยันว่าหนุ่มกรุงคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่
สองแม่ลูกเกรี้ยวกราดมาก ทองน้ำงามเห็นท่าไม่ดีให้เพลงลำหลบเข้าบ้านไปก่อน ตัวเองอยู่เผชิญหน้า
แต่เพลงลำเดินไม่ทันลับตาปกรณ์พลก็โผล่มา งามไฉไลดีใจโผกอดเขาแน่น ส่วนเพลงลำกลับเข้าบ้านตามที่ทองน้ำงามบอก
พอเธอลับกาย รถอีแต๋นของกำนันฝอยแล่นเข้ามาจอด ฝาจุกกระโดดลงมาพุ่งเข้าหาปกรณ์พลบอกว่าตนเป็นห่วงแทบแย่ ตนมารับกลับไปนอนรักษาตัว ชายหนุ่มหน้าซีดเผือด หันซ้ายหันขวามองผู้หญิงสองคนยื้อยุดตัวเองอยู่
“ผู้หญิงคนนี้ใครอีกล่ะ” โพยมยงตวัดเสียงอย่างเบื่อๆ
“โอ๊ย! งามงงไปหมดแล้ว เดี๋ยวคนนั้นเดี๋ยวคนนี้ แล้วก็เดี๋ยวคนโน้น”
“ไม่ต้องงง คุณปกรณ์พลกำลังเจ็บ เขาต้องไปนอนให้ฉันดูแล มันเป็นความรับผิดชอบของเราใช่ไหมพ่อ”
“รับผิดชอบยังไงวะนังฝาจุก”
“ก็พี่ฝาจีบเป็นคนยิงคุณปกรณ์พล ดีนะที่มือไม่แม่นไม่ยังงั้นเขาเท่งทึงแล้ว ไม่ลอยอยู่บนกอสวะให้ฉันเก็บหรอก”
สองแม่ลูกรวมทั้งทองน้ำงามตะลึงงันกับถ้อยคำของฝาจุก งามไฉไลแผดเสียงด้วยความโกรธถามหามือปืนชั้นสวะอยู่ไหนตนจะลากคอมันเข้าคุก กำนันฝอยถึงสะดุ้งพูดเอ้ออ้า นึกด่าในใจนังลูกสาวตัวดีไม่น่าปากไวเลย
“ไม่ต้องมาเอ้อกับอ้า” โพยมยงตวาดแว้ด “นี่ครูคนนี้น่ะ เป็นพยานนะว่าแม่นี่ระบุตัวมือปืน ฉันรับตัวปกรณ์พลกลับกรุงเทพฯแล้วจะเลยไปแจ้งตำรวจมาจับไอ้มือปืนชั้นสวะ”
“ไม่ได้! ทำยังงั้นไม่ได้นะ ขืนคุณนายทำยังงั้นล่ะก็ ไม่ได้ออกไปจากบางลำแน่”
“นี่แกขู่ฉันเหรอ ใหญ่โตร่ำรวยสักแค่ไหนก็เป็นได้แค่เศรษฐีบ้านนอก จะมาใช้เส้นสายเบ่งทับคนอย่างฉันได้ยังไง แกรู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร”
กำนันฝอยตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ ปกรณ์พลยืนโงนเงนแล้วก็ทรุดฮวบลงกับพื้นสร้างความแตกตื่นให้กับทุกคน เจิดออกมาช่วยทองน้ำงามพาปกรณ์พลเข้าบ้านเพื่อเยียวยาบาดแผลที่อักเสบ แต่งามไฉไลกับโพยมยงไม่ยอม วิ่งตามมาออกคำสั่งเสียงแหลม
“เอาพี่กรณ์กลับไปใส่รถของฉันเดี๋ยวนี้นะ ฉันจะพาพี่กรณ์กลับกรุงเทพฯ ส่งเขาเข้าโรงพยาบาลของคุณแม่ฉัน นี่ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งหรือยังไง เอาพี่กรณ์ของฉันไปที่รถ”
“เร็วๆเข้า เอาเข้ามาบ้านหลังนี้ทำไม เดี๋ยวว่าที่ลูกเขยฉันตายไป ฉันเอาเรื่องพวกแกนะ”
เพลงลำออกมาเห็นสภาพปกรณ์พลก็ลนลานทำอะไรไม่ถูก บัวสายลงจากเรือนมาอีกคน ส่งเสียงถามด้วยความแปลกใจว่ามีอะไรกัน ทองน้ำงามบอกว่าคุณคนนี้อาการไม่ดีตนเลยให้เจิดหามเข้ามาในบ้านก่อน บัวสายเหลือบตามองปกรณ์พลสีหน้าเข้มเครียดขึ้น สั่งเฉียบขาด
“เอาเขาออกไป ให้เขาไปตายที่อื่น ให้เขาตายที่นี่ไม่ได้ ที่นี่บ้านของฉัน” เพลงลำอ้าปากจะท้วงแต่โดนบัวสายตวาดสวนเสียก่อน “เงียบนะ ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ยังอยากจะถูกคนพวกนี้ตราหน้าว่าแย่งผู้ชายอีกหรือ...เอาเขาออกไป แล้วก็เอาพวกเสนียดจัญไรออกไปด้วย ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกคุณ ออกไป!”
โพยมยงตัวสั่นด้วยความโกรธ กระชากเสียงว่า “ได้ยินมั้ย ยังจะสาระแนเรื่องของปกรณ์พลอีกมั้ย เอาเขากลับไปที่รถของฉัน ฉันจะพาปกรณ์พลไปส่งโรงพยาบาลในกรุงเทพฯเดี๋ยวนี้เลย ได้ยินมั้ย”
“ฉันก็ไม่อยากเหยียบผืนดินที่นี่หรอกถ้านังเพลงลำไม่พยายามจะแย่งพี่กรณ์ของฉัน”
ทองน้ำงามงงงัน หันไปพยักหน้าให้เจิด เจิดถอนหายใจก่อนแบกร่างของปกรณ์พลกลับออกไป โพยมยงยิ้มเยาะเย้ยหยันอย่างผู้ชนะ งามไฉไลผสมโรงอย่างวางอำนาจบาตรใหญ่
“บ้านก็ซอมซ่อ เล่นลำตัดหากินไปวันๆยังจะมาทำยโสโอหังกับฉันอีก ฉันเป็นใครคงจะไม่รู้จัก”
“คุณแม่เป็นนักธุรกิจใหญ่ เจ้าของกิจการเกือบจะทั่วกรุงเทพฯ ความร่ำรวยน่ะไม่ต้องพูดถึงหรอกซื้อบางลำทั้งบางเอาไว้ไล่คนตำบลนี้ออกไปหาที่ซุกหัวนอนที่อื่นยังได้เลย นับประสาอะไรกับพวกลำตัดอย่างแก”
บัวสายเยือกเย็นลง สบสายตาเพลงลำซึ่งยืนหน้าซีดตัวสั่นไปด้วยความอับอาย
“ได้ยินหรือยัง ตอนนี้รู้หรือยังล่ะว่าที่แม่พยายามทำอยู่คือปกป้องเกียรติของลูก เกียรติของคนลำตัดที่แทบจะไม่มีอะไรเลย แต่เราก็ยังมีจิตวิญญาณที่คนพวกนี้ไม่มี” พูดกับลูกสาวแล้วบัวสายหันไปตาขุ่นเขียวใส่โพยมยงกับงามไฉไล ไล่ทั้งคู่ออกไป
งามไฉไลหวั่นๆเมื่อสบสายตาเอาเรื่องของบัวสาย โพยมยงกลัวเหมือนกันรีบกระชากแขนลูกสาวออกไป บัวสายมองหน้าเพลงลำ กล่าวน้ำเสียงอ่อนลง
“ลืมเรื่องนี้ให้หมด คิดว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น”
ooooooo
เจิดกับคนในคณะลำตัดช่วยกันหามปกรณ์พลออกมาที่รถ แต่แล้วเจิดเปลี่ยนใจพาเขาไปที่ค่ายมวยของบัวเผื่อน สองแม่ลูกออกมาไม่เจอปกรณ์พลในรถก็วี้ดว้ายโวยวายกันใหญ่
ฝาจุกถูกกำนันฝอยลากตัวกลับเรือน เธอไม่พอใจอย่างมากต่อว่าพ่อไม่น่าเอาตนกลับมา ไม่งั้นป่านนี้รู้แล้วว่าปกรณ์พลจะเลือกใครระหว่างผู้หญิงกรุงเทพฯกับตน
“เขาจะเลือกใครมันก็มีแต่เรื่องยุ่งๆตามมาทั้งนั้นแหละ เลิกคิดถึงเขาเสียทีเถอะ พ่อจะหาผัวที่เขามีไร่มีนาให้เอ็ง”
“พ่อเห็นฉันเป็นควายหรือไง พ่อคิดอยู่อย่างเดียวให้ฉันไถนาแทนควาย ทั้งที่พ่อมีควายเหล็กอยู่ตั้งหลายตัว ใจคอพ่อจะเก็บฉันไว้บนคานหรือยังไง...ฮือๆ”
ฝาจีบมองน้องสาวร้องไห้ด้วยความเบื่อหน่าย “นี่นังฝาจุก อย่าร้องไห้งอแงนักเลย พ่อจะหาผัวให้เอ็งก็ดีแล้วนี่ มีนาน่ะดีกว่ามีผัวโง่เป็นไหนๆ นี่ถ้าไอ้เจ้าปกรณ์พลมันฉลาดป่านนี้ผู้หญิงไม่ต้องมาแย่งกันจนร้องกระจองอแงยังงี้หรอก แบ่งปันกันทั่วหน้าไปแล้ว”
“คิดหมาๆ เพราะคิดยังงี้น่ะสิถึงไม่มีใครอยากเอาไปทำผัว แม้แต่ครูทองน้ำงาม”
“ข้าก็ไม่เห็นอยากจะเป็นผัวครูทองน้ำงาม”
สองพี่น้องสาดน้ำลายใส่กัน กำนันฝอยยกมือปรามด้วยความรำคาญ
“เลิกทะเลาะกันได้แล้ว ไอ้เจิดมันพาหนุ่มกรุงเทพฯนั่นไปก็ดีแล้วล่ะ เรื่องยุ่งๆมันจะได้จบ ไม่เห็นหรือแม้แต่นังบัวสายมันยังไม่ต้อนรับเลย เพราะมันรู้ว่าขืนรับไอ้หมอนั่นไว้จะมีแต่เรื่องเดือดร้อน”
ฝาจุกหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ย้ำว่าตนไม่ยอมหรอก ยังไงตนก็ต้องแย่งปกรณ์พลมาเป็นของตนให้ได้
ooooooo
เมื่อหาตัวปกรณ์พลไม่เจอ งามไฉไลบุกไปบ้านกุชงค์ ทั้งเคี่ยวเข็ญคาดคั้นเขาก่อนจะเปลี่ยนท่าทีบีบน้ำตาเพื่อเรียกร้องความสงสาร
“คุณต้องช่วยงามนะคะ งามรู้ว่าคุณกับพี่กรณ์เป็นเพื่อนกัน คุณจะหวังร้ายกับพี่กรณ์ปล่อยให้เขาเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่นหรือคะ”
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
“คุณกุชงค์ต้องไปตามพี่กรณ์ที่บางลำ เขากำลังบาดเจ็บ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ดีเขาอาจจะเป็นบาดทะยักตายก็ได้”
“กรณ์น่ะหรือจะเป็นจะตาย”
“เรื่องมันร้ายแรงกว่านั้นอีกค่ะ นังเพลงลำมันกำลังจะแย่งพี่กรณ์ไปจากงาม ทั้งที่งามกับพี่กรณ์จะหมั้นกันอยู่อาทิตย์หน้านี่แล้ว คุณต้องช่วยงามนะคะ ไม่ยังงั้นงามต้องตายแน่ๆ”
“คุณงามใจเย็นๆก่อนไม่ต้องร้องไห้ เดี๋ยวขอผมนึกก่อนว่าผมจะทำอะไรได้”
หลังจากนั้นไม่นานกุชงค์มาที่บ้านอรรถ...ดาหวันได้ฟังกุชงค์เล่าว่าพบปกรณ์พลครั้งสุดท้ายเห็นว่าจะไปบางลำ แล้วพูดถึงงามไฉไลด้วย ดาหวันบอกรายนั้นน่ะตัวยุ่งตัวต้นเหตุ ที่ปกรณ์พลหนีไปคงไม่อยากหมั้นกับเธอ
“ตอนนี้บ้านอลเวงไปหมด คุณอรรถโกรธเป็นไฟ นี่ก็เพิ่งกลับจากบางลำ หน้าโรยกลับมา ไม่พูดไม่จาเข้าห้องปิดประตูเงียบ คุณโฉมตรูก็อยู่แต่ในห้องพระ เวลานี้บ้านมีแต่ความเงียบค่ะ บางวันอิฉันตื่นขึ้นมานึกว่าตัวเองอยู่ในป่าช้า”
“แล้วนี่ผมจะทำยังไง”
“ก็มีแต่คุณเท่านั้นแหละที่พอจะช่วยได้ คุณต้องพาคุณปกรณ์พลกลับบ้าน เห็นว่าคุณกรณ์ได้รับบาดเจ็บ เอาเขากลับมารักษาตัวที่กรุงเทพฯดีกว่าค่ะ”
กุชงค์นิ่งไม่กี่อึดใจก่อนสอบถามเส้นทางไปบางลำจากดาหวันที่เคยไปมาแล้วกับโฉมตรู
ooooooo
ที่ค่ายมวยของบัวเผื่อน...ทองน้ำงามทำแผลถูกยิงที่ไหล่ให้ปกรณ์พลและให้กินยาแก้อักเสบกับยาแก้ปวด ปกรณ์พลขอบคุณเจิดที่ไม่ส่งตัวเขากลับกรุงเทพฯ บัวเผื่อนท่าทีกังวล ขอร้องให้เขากลับไปเรื่องยุ่งๆจะได้ไปพร้อมกับเขาด้วย
“ผมยังไปไหนไม่ได้หรอกครับน้าบัวเผื่อน ผมรักเพลงลำ ผมจะไปจากที่นี่ได้ยังไง”
“แล้วคุณไม่คิดหรือว่าคุณอยู่คุณก็ทำให้เพลงลำเดือดร้อน”
“น้าอย่าเพิ่งรุกคุณปกรณ์พลตอนนี้เลย เขายังเจ็บอยู่นะ มาคิดกันดีกว่าว่าจะเอาเรื่องคนผิดได้ยังไง”
“จริงอย่างที่เจิดว่า...นายฝาจีบยิงคุณปกรณ์พล ฉันได้ยินฝาจุกพูด คุณนายกับลูกสาวเป็นพยานได้ ไม่เข้าใจเลยว่านายฝาจีบทำร้ายคุณปกรณ์พลทำไม ในเมื่อนายฝาจีบกับเพลงลำก็ไม่ถูกกัน” ทองน้ำงามสงสัย
“ผมไม่สนใจเรื่องนั้นหรอกครับ ยังไงผมก็รอดมาแล้ว ขอให้ผมอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะครับ ผมจะพิสูจน์ให้แม่บัวสายเห็นว่าผมรักเพลงลำจริงๆ”
“คุณรักไอ้เพลงลำไม่ได้...เลิกรักมันเสียเถอะ เป็นไปไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะครับน้าบัวเผื่อน ทำไมผมจะรักเพลงลำไม่ได้ ผมพร้อมที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความรักของผม ขอแค่โอกาส”
“คุณไม่เข้าใจ”
“คนรอบตัวผม...ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อหรือแม่บัวสายก็ทำให้ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผมกับเพลงลำจะรักกันไม่ได้”
บัวเผื่อนอดกลั้นจนระเบิดอารมณ์ออกมา “ก็บอกว่าไม่ได้ไง ไม่ได้ๆๆๆ เข้าใจมั้ย ไม่ได้!”
ปกรณ์พล ทองน้ำงาม เจิด ต่างมองบัวเผื่อนด้วยความแปลกใจ สงสัยนักหนาว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากล ส่วนที่บ้านลำตัด บัวผ่องกับไข่กากำลังแอบดูเพลงลำนั่งกอดเข่าเศร้าหมองอยู่ที่ท่าน้ำ ไข่กาบ่นสงสารเพลงลำเหลือเกิน
“เอ็งคนเดียวซะที่ไหน ข้าก็สงสารหลานข้า แต่มันเป็นไปไม่ได้หรอก ถึงคุณปกรณ์พลเขาจะรักเพลงลำจริง วงศาคณาญาติเขาน่ะร่วมด้วยได้ที่ไหน ไฟดีๆนี่เอง ข้าไม่อยากให้หลานของข้าตกนรก ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องเหมือนที่มันเคยเกิด ไม่อยากให้ประวัติศาสตร์มันซ้ำรอย ถึงข้าจะรักหลานข้าสักแค่ไหน แต่เราต้องขัดขวางไม่ให้เพลงลำกับคุณปกรณ์พลรักกัน”
“เรา...หรือจ๊ะยาย”
“ใช่...เอ็งกับข้า” บัวผ่องสำทับเสียงเข้ม
ooooooo
อรรถหมกตัวอยู่ในห้องไม่ลงไปกินข้าวเย็น โฉมตรูเป็นห่วงว่าจะเจ็บป่วยจึงเข้ามาคะยั้นคะยอให้กิน
“ผมกินอะไรไม่ลง ตราบใดที่ลูกยังไม่กลับบ้าน”
“ทำไมเราไม่หันหน้ากลับมาปรึกษากันใหม่เรื่องลูก ฉันมองเห็นเวลาที่มันอาจจะสายเกินไป ถึงเวลานั้นแล้วเราจะเสียใจ”
“ยังไงกรณ์ก็ต้องหมั้น”
โฉมตรูขอเหตุผลแต่เขาไม่ตอบ ย้ำแต่ว่าปกรณ์พลจะแต่งงานกับเพลงลำไม่ได้ พอเธอถามว่าเพราะผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่ลูกของแม่เพลงลำตัดใช่ไหม คำตอบคือไม่ใช่...นั่นยิ่งทำให้โฉมตรูงุนงง
“งั้นคุณก็ไม่มีเหตุผลที่จะขวางตากรณ์ คุณอาจจะยังไม่รู้จักปกรณ์พลดี เขาเป็นลูกที่ประเสริฐ เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นพ่อแม่ที่เสียสละให้ลูกได้ แม้แต่เรื่องสำคัญเช่นการครองเรือน”
อรรถสะเทือนใจ เอ่ยเสียงแผ่วว่าตนยอมไม่ได้
“ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณถึงได้ใจร้ายกับลูก คุณเป็นพ่อที่ดีสำหรับกรณ์เสมอ อะไรมันสิงอยู่ในหัวใจของคุณ ทำให้คุณเกลียดเพลงลำ เหมือนอย่างที่บัวสายเกลียดปกรณ์พล” อรรถนิ่งอึ้ง แววตาตื่นตระหนก โฉมตรูนึกรู้ทันทีว่า “คุณไม่ตอบทั้งที่คุณมีคำตอบอยู่ในใจของคุณ มันเกิดอะไรขึ้น ฉันถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น”
อรรถผลุนผลันเลี่ยงไป ทิ้งความสงสัยไว้ให้โฉมตรูที่อัดอั้นอกแทบระเบิด
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้น ปกรณ์พลเดินออกมาที่ระเบียงพบบัวเผื่อนยืนล้างหน้าอยู่ บัวเผื่อนลำบากใจท่ีเถียงกัน เลยทักชายหนุ่มอย่างเก้อๆว่าค่อยยังชั่วแล้วหรือ เรื่องวาน...
“ช่างเถอะครับ มันมีเหตุผลตั้งร้อยแปดพันเก้าที่ผมจะรักกับเพลงลำไม่ได้ ผมนอนคิดมาทั้งคืน ผมไม่อยากรู้แล้วล่ะครับ ผมไม่อยากรู้ว่าทำไมผมกับเพลงลำถึงรักกันไม่ได้ เพราะถ้าผมจะรักเพลงลำก็คือผมรัก ผมจะลงไปเดินข้างล่างนะครับน้าบัวเผื่อน”
ปกรณ์พลเดินลงจากเรือน บัวเผื่อนมองตามแปลกใจ ด้านเพลงลำซ้อมลำตัดกับชาวคณะด้วยความตั้งใจ สลัดความทุกข์ทิ้งไป บัวผ่องเห็นแล้วปลื้มใจ สะกิดบอกบัวสายว่าเรามีตัวตายตัวแทนแล้ว...
ฝ่ายฝาจุกสลัดความเสียใจไม่ได้ เอาแต่ร้องไห้แถมทำท่าเหมือนอยากตายเพียงเพราะไม่ได้ตัวปกรณ์พลกลับมา เมื่อพ่อกับพี่ชายถามว่าร้องไห้ทำไมอีก หล่อนเลยจาระไนเสียงสั่นๆว่า
“ไม่ร้องไงไหวล่ะพ่อ พ่อดูซิ ดูเงาของฉันในน้ำนั่นร่ำรวยสวยสะแต่หาผัวไม่ได้ พอเจอคนที่ใช่ เขากลับมีเจ้าของ มีพ่อมีพี่ชายมีอิทธิพลคับบางลำแต่ช่วยฉันไม่ได้ หรือฉันจะต้องอยู่บนคานไปจนตาย...โฮๆ ฮือๆ”
ฝาจุกแผดเสียงร้องไห้ แต่ไม่มีใครสนใจเพราะมีข่าวด่วนจากสมุนว่าเพลงลำซ้อมลำตัดเอาจริงเอาจัง กำนันกังวลแต่ฝาจีบบอกว่าตนมีวิธี แล้วฝาจีบก็นำพาสมุนไปยืนตรงโพรงไม้ใหญ่ไม่ไกลบ้าน ถามสมุนอีกครั้งว่า
“ไอ้เพลงลำซ้อมลำตัดเขย่าลูกคอจนเสียงข้ามคลองเหมือนยายบัวผ่องน้าบัวสายยังงั้นหรือ”
“ใช่...พี่ฝาจีบ พอเช้าขึ้นมายายบัวผ่องก็คุมไอ้เพลงลำร้องลำตัดแข่งกับจิ้งหรีด เสียงจะได้กังวาน ลูกคอจะได้สะท้านรัวเป็นลูกระนาด”
“กลยุทธ์นี้ยายบัวผ่องฝึกลำตัดจนเป็นลำตัดดังมาหลายคณะแล้ว พี่มีวิธีฝึกลูกคอยังไง”
“มีสิวะ”
“พี่คงไม่ได้หมายความว่าพี่จะเอาหัวมุดไปในโพรงไม้นี่ แล้วเขย่าลูกคอสู้กับไอ้เพลงลำนะ”
“ข้าจะทำยังงั้นจริงๆ ที่อับน่ะโว้ยมันช่วยขยับกล่องเสียงให้กังวาน พอเสียงกังวานพลังมันก็มา ทีนี้ล่ะไอ้เพลงลำมันต้องเหลือแต่ตัวล่อนจ้อนแน่ นี่ข้าจะทำให้ดูเป็นตัวอย่าง”
ฝาจีบโน้มตัวมุดศีรษะเข้าไปในโพรงไม้ ก่อนดึงออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเพราะจ๊ะเอ๋กับงูตัวใหญ่เข้าอย่างจัง แล้วทั้งกลุ่มก็พากันวิ่งหนีงูล้มลุกคลุกคลานจนน่าขัน
ooooooo
สองสามวันก่อนดาหวันเห็นดัสกรมาจอดรถ หน้าบ้านแต่เธอไม่ต้อนรับเขาและไม่ยอมบอกให้โฉมตรูรู้ด้วย...แต่เช้าวันนี้ดาหวันปิดบังไม่ได้ เพราะโฉมตรูเห็นเขาจังๆ ขณะออกมาใส่บาตรพระตรงหน้าบ้านโฉมตรูกับดัสกรเผชิญหน้ากันสองต่อสองโดยมีดาหวันยืนมองอย่างกังวลอยู่ไม่ไกล
เขาและเธอทักทายถามทุกข์สุขกันและกัน ก่อนที่เขาจะตอบคำถามเธอว่ากลับมาเมืองไทยสองสามเดือนแล้ว แต่ลังเลอยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ เธอคงไม่รังเกียจถ้าเขาจะขอพบเธอที่อื่นที่ไม่ใช่ที่นี่
โฉมตรูอึกอัก ดัสกรสีหน้าขมขื่นเจ็บปวด เอ่ยเสียงแหบแห้งว่า
“มันผ่านมานานแล้ว แล้วเราก็ต่างเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ผมเห็นรูปของคุณจากหนังสือพิมพ์ถึงได้ทราบว่าคุณแม่ของคุณสิ้นแล้ว ผมมาที่นี่เพื่อขอพบคุณ...ขอแค่ได้พบคุณตามลำพัง”
เขาทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นแล้วหันกลับไปขึ้นรถ ดาหวันก้าวเข้ามาหาโฉมตรูอย่างระแวดระวัง ถามว่าจะไปพบเขางั้นหรือ
“เขาคงไม่สะดวกที่จะพบฉันที่นี่”
“อย่าเชียวนะคะคุณขา เรื่องมันผ่านมาตั้งยี่สิบแปดปีแล้ว อย่าให้มันยุ่งขึ้นมาอีก คุณก็รู้ว่า...”
“ถ้าฉันไม่ไปพบเขา เขาก็คงเข้ามาวนเวียนอยู่ที่นี่”
“ไม่เข้าใจเลย คุณดัสกรคิดอะไรอยู่ ถึงจะไม่มีข่าวเขาแต่งงานแต่คนวัยนี้เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะที่จะอยู่คนเดียว แล้วจะมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรอีก”
“เขาอาจจะไม่ได้...”
“ยังงั้นก็เถอะค่ะ ก็แก่เฒ่าจนเป็นพ่อคนแม่คนกันแล้ว อิฉันไม่อยากให้มีเรื่องยุ่งๆ แค่เรื่องของคุณกรณ์ก็จะแย่กันอยู่แล้ว มาทำไมนะตอนนี้” ดาหวันบ่นอุบ พอเห็นน้ำตาของโฉมตรูก็เสียงอ่อนด้วยความสงสาร “คุณโฉม อิฉันรู้ว่าคุณยังรักเขาอยู่ ที่ต้องแต่งงานกับคุณอรรถก็เพราะความจำเป็น แต่คุณต้องเข้มแข็งไว้ค่ะ ถึงวันนี้แล้วคุณมีหน้าที่เป็นเมีย...แล้วก็เป็นแม่”
โฉมตรูนิ่งเงียบไปอย่างลังเล...วันเดียวกันนี้ กุชงค์ขับรถไปบางลำแล้วเจอทองน้ำงามระหว่างทาง เขาถามทางไปบ้านลำตัดของบัวสายและแนะนำตัวเองเป็นเพื่อนปกรณ์พล ครูสาวเลยให้เขาขับรถตามมอเตอร์ไซค์ของตนมาถึงบ้านบัวเผื่อน
เมื่อสองเพื่อนรักเจอกันต่อหน้าบัวเผื่อนและเจิด กุชงค์ต้องการให้ปกรณ์พลกลับกรุงเทพฯ แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จเพราะปกรณ์พลบอกว่าตนยังกลับไม่ได้จริงๆ แล้วยังห้ามเพื่อนถามเหตุผลด้วย
“กรณ์...แกเป็นบ้าไปแล้วหรือไง คุณพ่อกับคุณแม่เป็นห่วงแกมากนะ บ้านร้อนเป็นไฟจนไม่มีใครอยู่เป็นสุขก็เพราะแก”
“ผมบอกแล้วว่าให้กลับเขาก็ไม่เชื่อ คุณอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ มันมีแต่จะทำให้เกิดเรื่องเดือดร้อน” บัวเผื่อนกล่าวเสียงเรียบแต่สีหน้ากังวล
“กรณ์น่ะหรือครับทำเรื่องเดือดร้อน เรื่องผู้หญิงใช่ไหม มิน่างามไฉไลถึงได้...”
“กลับไปเสียเถอะ ไว้อะไรๆมันเรียบร้อยแล้วคุณค่อยกลับมา เราทุกคนที่นี่รู้ว่าคุณเป็นคนดี เรายินดีต้อนรับคุณในฐานะที่คุณเป็นเพื่อน...เป็นเพื่อนเท่านั้น” เจิดเน้น
“กลับไปกับฉันเถอะ เพราะถ้าฉันเอาตัวแกกลับบ้านไม่ได้ ฉันก็ไม่มีหน้าจะกลับไปพบคุณพ่อคุณแม่แกหรอก จะกลับไปกับฉันหรือว่าจะให้ฉันอยู่ที่นี่อีกคน” กุชงค์ยื่นไม้ตาย ปกรณ์พลถึงกับนิ่งงันไป
ooooooo










