ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    นิยายไทยรัฐ

    เพลงรักเพลงลำ

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เพลงลำ...สาวสวยเผ็ดดุเป็นลูกสาวคนเดียวของบัวสาย แม่เพลงลำตัดคนดังของบ้านบางลำสุพรรณบุรี ตั้งแต่จำความได้เพลงลำมีเพียงแม่บัวสาย ยายบัวผ่อง และน้าบัวเผื่อนที่เลี้ยงดูเธอมา เธอไม่รู้จักพ่อ หรือที่จริงแล้วไม่มีใครรู้ว่าพ่อของเธอเป็นใคร นอกจากแม่บัวสายซึ่งไม่ยอมพูดถึงสักครั้ง

    เพลงลำมีเพื่อนซี้วัยไล่เลี่ยกันชื่อไข่กาซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่บัวสายเก็บมาอุปการะ ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน รักใคร่กลมเกลียวยิ่งกว่าพี่น้องคลานตามกันมา เพลงลำสวยคมตากลมโต มีสง่า เสียงดีเหมาะจะหัดเล่นลำตัดแต่เธอกลับชอบที่จะหัดชกมวยไทยกับน้าบัวเผื่อนมากกว่าและทำได้ดีเสียด้วย ตรงข้ามกับไข่กาที่อยากเป็นลำตัดเหลือเกินทั้งที่คุณสมบัติไม่พร้อมเอาเสียเลย

    คณะลำตัดของบัวสายชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่รุ่นแม่ มีเจิดหนุ่มหล่อล่ำสันเป็นพ่อเพลงที่เก่งมาก เจิดมาฝึกกับบัวสายตั้งแต่เด็ก เขาเป็นกำลังสำคัญของคณะ บัวสายเลี้ยงเจิดและคนอื่นๆเหมือนลูกหลาน บ้านนี้มีกฎระเบียบและข้อห้ามหลายอย่างเพราะมีคนมาก แต่ก็อยู่กันมาได้ เจิดรักเพลงลำมาตั้งแต่เป็นหนุ่ม เขาอายุมากกว่าเธอไม่กี่ปี แต่สำหรับเพลงลำแล้วเจิดเป็นพี่ชายที่แสนดีเท่านั้น

    กำนันฝอยแห่งบ้านบางลำกับฝาจีบและฝาจุก ลูกชายและลูกสาวมักมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเพลงลำอยู่เนืองๆด้วยเรื่องที่สามคนพ่อลูกชอบเอารัดเอาเปรียบชาวบ้านตาดำๆ แถมฝาจีบก็กะลิ้มกะเหลี่ยจะลวนลามเพลงลำอยู่เรื่อยๆ

    แล้ววันนี้ฝาจีบกับสมุนก็โดนเพลงลำกับไข่กาเอาโคลนปาใส่เลอะเทอะไปทั้งตัว โทษฐานที่มาเกาะแกะแถมร้องลำตัดล้อเลียนทั้งที่รู้ว่าเพลงลำไม่ชอบเอามากๆ

    ขณะที่สองฝ่ายสาดโคลนใส่กัน ปกรณ์พล นักศึกษาปริญญาโทตั้งใจทำวิทยานิพนธ์เรื่องลำตัดเพลงพื้นบ้านของไทยได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล ชายหนุ่มมาประสบเหตุโดยบังเอิญโดนลูกหลงจนลืมตาไม่ขึ้น พอปาดโคลนออกจากหน้าก็พบว่าสองสาวจอมแก่นเผ่นแผล็วหายไป ส่วนพวกฝาจีบหนีไปก่อนหน้านี้แล้ว

    เพลงลำกับไข่กาหลบไปซุ่มสังเกตชายแปลกหน้าแล้วตัดสินใจเข้ามาคุยด้วยครู่หนึ่งก่อนจะพากันจากไปโดยที่ปกรณ์พลไม่ได้ข้อมูลอะไรเลยเกี่ยวกับลำตัด ฝ่ายฝาจีบกลับบ้านมาฟ้องกำนันฝอยว่าโดนเพลงลำรังแก กำนันโกรธมากจะไปลากเพลงลำมาคุกเข่าขอโทษลูกชายตน แต่กลายเป็นว่าพอแห่กันไปถึงกลับต้องจ่ายเงินแปดหมื่นเป็นค่าทำขวัญให้เพลงลำตามที่บัวผ่องเรียกร้อง

    เพลงลำกับไข่กายิ้มร่ากับเงินก้อนใหญ่ที่ได้มาแบบฟลุกๆ หลังจากทั้งคู่ช่วยกันบีบน้ำตาเล่าเป็นตุเป็นตะว่าเกือบถูกพวกฝาจีบนับสิบคนปลุกปล้ำข่มขืนขณะพายเรือเก็บสายบัวในบึง

    ooooooo

    กำนันฝอยเสียเงินและเสียหน้ากลับไปบ้านก็ระดมเขกหัวลูกชายกับสมุนไม่ยั้ง ทั้งเขกหัวทั้งก่นด่าด้วยความโมโห

    “แปดหมื่น นี่แน่ะ นี่ๆๆหาเรื่องให้เสื่อมเสียมาถึงชื่อเสียงกำนันยังไม่พอ ยังหาเรื่องเสียทรัพย์อีกต่างหาก นี่ๆๆ”

    “โอ๊ยพ่อ...เจ็บนะ หนูกะโหลกร้าวไปจะทำยังไง”

    “ทำยังไง...ไม่น่าถาม ก็เอาขวานมาจามให้แบะเป็นสองซีกน่ะสิโว้ย ดีนะ ไอ้เพลงลำมันไม่เอาความ แค่ให้จ่ายค่าสึกหรอแปดหมื่น...แปดหมื่น โธ่ๆๆซื้อทั้งควายเหล็กแถมเมียอีกคนยังได้เลย ทำไมเอ็งถึงได้โง่ยังงี้วะไอ้ฝาจีบ”

    “คือ...คือว่ายังงี้จ้ะพ่อ”

    “ข้าไม่ฟังอะไรทั้งนั้น เพราะพวกเอ็งขยันทำแต่เรื่องยุ่งๆ ข้าถึงได้เสียเงินค่าทำขวัญไปแปดหมื่น ไม่เสียก็ไม่ได้ เพราะยายบัวผ่องกับไอ้เพลงลำมันจะเอาเอ็งเข้าคุก”

    ฝาจุกคิดแล้วคิดอีกก่อนตั้งข้อสังเกตว่า “พ่อ...ฉันว่าเรื่องนี้มันยังไงๆอยู่นะ”

    “ยังไง? เสียไปแปดหมื่นค่าทำขวัญ ซ้ำไอ้ฝาจีบยังมอมแมมกลับมาเหมือนหมาตกรางรถไฟยังงี้จะยังไงอะไรอีก”

    “ฟังก่อนสิพ่อ ที่ฉันว่าเรื่องนี้มันมีอะไรยังไงก็เพราะคนอย่างไอ้เพลงลำใครจะทำปู้ยี่ปู้ยำกับมันได้ล่ะ มันเรียนมวยไทยจากน้าบัวเผื่อน เป็นตัวล่อเป้าให้นักมวยในค่าย ไหนมันจะเรียนเอกวิชาพลศึกษา เป็นนักกีฬาเทควันโด”

    กำนันฝอยชะงัก ครุ่นคิดตาม ฝาจีบได้ทีผสมโรงกับน้องสาวทันที

    “ใช่...มันยังไงอย่างที่นังฝาจุกว่าจริงๆนะพ่อ ไอ้เพลงลำมันมือไวตีนไวแถมปากไวอีกต่างหาก ฉันกับไอ้พวกนี้จะไปทำอะไรมันได้ ไม่เชื่อพ่อถามไอ้แสบดูสิ”

    “จริงจ้ะพ่อกำนัน ฉันกับพี่ฝาจีบแค่อ้าปากร้องลำตัดล้อแม่มันเท่านั้นแหละ ไม่รู้โคลนมาจากไหนลอยละลิ่วเข้ามานี่...โปะทั้งหน้าทั้งปาก”

    “แค่นั้นยังไม่พอนะพ่อ สาดเข้ามายังกับโลกถล่ม ฉันลืมหูลืมตาไม่ขึ้นเลย นี่ดีนะมีคนแบ่งบุญไปด้วย ไม่ยังงั้นโดนเต็มๆ”

    “ใช่! ไอ้หนุ่มที่โผล่พรวดพราดมามันก็โดนอย่างฉันสองคนนี่แหละ”

    ฝาจีบกับสมุนช่วยกันยืนยันขันแข็ง กำนันฝอยกับฝาจุกสงสัยนักหนาไอ้หนุ่มที่ว่านั่นคือใคร?

    เวลาเดียวกัน เขาคนนั้นเพิ่งกลับถึงบ้านหลังใหญ่ในกรุงเทพฯ ปกรณ์พลเสื้อผ้ามอมแมมโดนดาหวันสาวใช้ซักไซ้เป็นการใหญ่เลยต้องตอบติดตลกว่าตนเดินเซ่อไปชนตอมา...

    ปกรณ์พลเป็นลูกชายคนเดียวของอรรถและโฉมตรู อรรถเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยมาก แต่ปกรณ์พลไม่เคยสนใจกิจการของพ่อ ชายหนุ่มชอบดนตรีและงานศิลปวัฒนธรรมทุกประเภท เขามีเพื่อนสนิทชื่อกุชงค์ซึ่งเข้ามาช่วยอรรถทำงานมากกว่าเขาเสียอีก

    เมื่อกุชงค์ทราบว่าเพื่อนจะหาข้อมูลเรื่องลำตัดเพื่อทำวิทยานิพนธ์ก็อดห่วงไม่ได้เพราะต้องไปไกลถึงสุพรรณบุรี อีกทั้งเชื่อว่างามไฉไลไฮโซสาวสวยคงไม่ยอมง่ายๆ งามไฉไลเป็นลูกสาวคนเดียวของโพยมยงนักธุรกิจม่ายสาวที่รวยมาก

    ครอบครัวอรรถกับโฉมตรูสนิทสนมกับโพยมยงและสามีมานานจนกระทั่งสามีเธอตายจากไป ทั้งสองครอบครัวก็ยังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน โดยเฉพาะงามไฉไลที่ติดปกรณ์พลมาตั้งแต่เด็ก เพราะเขาเป็นคนเดียวในกลุ่มเพื่อนวัยเดียวกันที่ตามใจเธอ ชายหนุ่มเอ็นดูเธอเหมือนน้องสาว แต่เธอไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น เธอรักเขา และพยายามประกาศตัวว่าเป็นคู่รักของเขาเสมอ

    ooooooo

    เพียงเช้าวันถัดมา เพลงลำก็แบ่งเงินแปดหมื่นที่ได้จากกำนันฝอยให้ยายบัวผ่องหนึ่งหมื่นเป็นค่าหมากค่าพลู แม่บัวสายสองหมื่นไว้หนุนนอนแทนหมอน ส่วนที่เหลือตัวเองเก็บไว้เป็นทุนเรียนต่อ

    บัวผ่องยิ้มย่องรับเงินมาพร้อมกับชื่นชมหลานสาวทำดี ต่างจากบัวสายที่ไม่รับเงินแถมแสดงท่าทีโมโหจะตีเพลงลำที่แก่นแก้วเกินงาม แต่ไข่กาออกรับแทนพูดไปพูดมาจนน่าเวียนหัว สุดท้ายเพลงลำก็ลอยนวล หยิบยื่นเงินจำนวนหนึ่งให้ไข่กาเอาไปซื้อหมูเห็ดเป็ดไก่มาเลี้ยงฉลอง

    บัวสายโกรธจนพูดไม่ออก เดินดุ่มไประบายอารมณ์กับบัวเผื่อนน้องชายที่ค่ายมวย

    “เพราะเอ็งนั่นแหละเลี้ยงไอ้เพลงลำให้มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ ผู้หญิงก็ไม่ใช่ ผู้ชายก็ไม่เชิง แทนที่จะหัดลำตัดสืบสานวัฒนธรรมพื้นบ้านมันกลับไปหัดมวย แล้วเป็นยังไง”

    “เป็นยังไง มันก็มีวิชาความรู้ไว้ปกป้องตัวเองน่ะสิ”

    “เป็นอันธพาลน่ะสิไม่ว่า พี่จะจับมันหัดลำตัด เอ็งก็รู้ว่าพี่ไม่มีใครนอกจากเพลงลำ”

    “ฉันก็ไม่มีใครรับมรดกค่ายมวย มีไอ้เพลงลำคนเดียว”

    “แต่เพลงลำเป็นลูกของพี่”

    “มันก็เป็นหลานของฉัน ฉันเป็นคนแบกมันขึ้นหลังตอนมันร้องไห้งอแง ตอนที่พี่ตระเวนไปเล่นลำตัด ก็ฉันนี่แหละเลี้ยงมันมาจนโต”

    “เอ็งจะเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องไปถึงไหน”

    สองพี่น้องทุ่มเถียงกันเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่าบัวผ่องเดินมาหยุดยืนฟังอยู่ครู่หนึ่งแล้วก่อนจะปรากฏตัวเตือนกึ่งด่าบัวสายว่า

    “เด็กน่ะมันรักทางไหนต้องให้มันไปทางนั้น หมดสมัยแล้วที่จะจับมันหันซ้ายหันขวา เวลามันเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าเราไม่เปลี่ยนตามโลกเราก็จะขวางโลกอยู่ยังงี้แหละ เหมือนเอ็ง!”

    “แม่...ฉันรักลูกนะ ถึงแม่จะไม่เห็นด้วยที่จะให้เพลงลำหัดลำตัด แต่ฉันเป็นแม่”

    “เอ๊ะ แล้วข้าเป็นใครวะ ข้าไม่ได้หอบท้องเอ็งแล้วเบ่งออกมาหรือวะนังบัวสาย”

    “เอาน่ะ เป็นมวยมันเสียหายตรงไหน มวยก็เป็นศิลปะ มวยเป็นวัฒนธรรมของคนไทยมาแต่ดั้งเดิม เด็กที่มาฝึกมวยก็ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่เอาเวลาไปเกะกะเกเร”

    “เอ็งจะให้ไอ้เพลงลำเป็นลำตัด ไม่กลัวหรือว่ามันจะท้องไม่มีพ่อเหมือนเอ็ง”

    บัวผ่องเผลอปากประชดออกไป บัวสายสะเทือนใจถึงกับร้องไห้เดินหนี ขณะที่บัวเผื่อนหน้าเจื่อนติงแม่ว่าไม่น่าพูดอย่างนั้นเลย บัวผ่องได้ฟังก็เสียใจที่ตัวเองปากไวไม่คิดหน้าคิดหลัง

    “ไม่น่าเล้ย...แม่ไม่น่าทำให้นังบัวสายมันเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่าเลย ปากนะปาก มันอดไม่ได้เพราะใจมันยังเจ็บ ข้าไม่ให้ไอ้เพลงลำมันหัดลำตัดเพราะข้าไม่อยากให้มันเหมือนแม่มัน”

    “แม่...ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้วนะ เด็กสมัยนี้กับสมัยที่พี่บัวสายเป็นสาวน่ะมันไม่เหมือนกัน”

    “ผู้หญิงก็คือผู้หญิง ข้าถึงต้องร้องลำตัดสอนผู้หญิงให้รักนวลสงวนตัวไงล่ะ บัวเผื่อน...เอ็งว่าพรหมจรรย์มีค่ามั้ย”

    “อ้าว...ถามฉันได้ยังไง ฉันผู้ชายนะยะ”

    “ที่ข้าถามเพราะอยากให้เอ็งรู้ว่าพรหมจรรย์มีค่าสำหรับผู้หญิง มันไม่มีอะไหล่ มันเสียแล้วเสียเลย” พูดจบบัวผ่องก็ทอดถอนใจอย่างเศร้าหมอง

    ooooooo

    ด้านไข่กาที่รับเงินจากเพลงลำไปซื้ออาหารมาเลี้ยงฉลอง ไม่นึกว่าจะไปเจอพวกฝาจีบที่ร้านค้าแต่ไข่กาก็ทำใจดีสู้เสือปากกล้าใส่พวกเขาที่ท่าทางโกรธแค้นมาก

    หลังจากทิ้งความแค้นไว้ให้พวกฝาจีบแล้วไข่กาก็เชิดหน้านวยนาดกลับมาบ้านในสภาพขาสั่นพั่บๆ เล่าว่าเจอพวกฝาจีบท่าทางมันแค้นเหมือนคนบ้า เจิดสีหน้ากังวลสบตาเพลงลำด้วยความเป็นห่วง

    “พี่ว่าแล้วว่ามันต้องเป็นเรื่อง ไอ้ฝาจีบมันคงแค้นที่เสียรู้เพลงลำ มีเจ้ากรรมนายเวรเสียแล้วล่ะ”

    ไข่การ้อนใจถามเพลงลำว่าเอายังไงดี เพลงลำตอบทันทีว่ามีสมองจะไปกลัวอะไร มีปัญหาก็ไปแก้เอาข้างหน้า ไม่ต้องกลัวว่าชีวิตจะไม่รอด บอกเจิดให้เลิกทำหน้าเหมือนขี้วิ่งขึ้นไปอยู่บนหัวเสียที พ่อเพลงลำตัดได้ฟังถึงกับสะดุ้ง พูดอ้อมแอ้มว่าพี่เป็นห่วงเพลงลำ

    “ห่วงทำไม มีหมัดเด็ด เข่าอยู่ว่างๆ ศอกนี่ก็ใช้การได้ หน้านี่เป็นอาวุธร้ายแรง พี่เจิดไม่ต้องห่วง...รอด!”

    เพลงลำคุยโว เจิดพยักหน้าน้อยๆอย่างยอมรับว่าเธอเก่ง...ตกกลางคืน เพลงลำกับไข่กาไปดูลำตัดคณะของบัวสายแสดงที่วัดใกล้บ้าน คนดูส่วนใหญ่สูงวัย ต่างปรบมือชอบใจคารมลำตัดของทั้งสองฝ่าย ที่ต่อว่าต่อขานเสียดสีกันด้วยท่วงทำนองสนุกสนาน เพลงลำมองยายกับแม่บนเวที รู้ซึ้งว่าทั้งคู่รักลำตัดเป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าอายุจะมากขึ้นแค่ไหนก็ยังเล่น แต่แล้วจู่ๆไข่กาก็ตั้งข้อสังเกตขึ้นมาจนเพลงลำชะงักกึก

    “พี่เคยสงสัยไหมว่าทำไมแม่กับยายไม่รับงานลำตัดที่กรุงเทพฯ”

    ในเวลาเดียวกันนั้นที่กรุงเทพฯ ปกรณ์พลบอกพ่อกับแม่ที่ร่วมโต๊ะอาหารกันที่บ้านว่าพรุ่งนี้ตนจะไปสุพรรณบุรีเพื่อหาข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ งามไฉไลที่มาเป็นแขกรีบอ้อนขอไปด้วย อาสาจะขับรถให้ แต่ชายหนุ่มปฏิเสธเพราะเชื่อว่าที่นั่นไม่ใช่ที่ที่เธอจะสนุก

    “มีพี่กรณ์ ไฉก็สนุกแล้วล่ะค่ะ ไฉอยู่ว่างๆไม่ได้ไปร้านเพชรกับคุณแม่เหงาจะตาย ไปดูแฟชั่นก็ไม่เห็นมีอะไรใหม่ไปทะเลก็ยังงั้นแหละ ไม่มีเพื่อนร่วมก๊วนถูกใจไฉสักคน”

    “ปกรณ์เขาไปทำงาน เรื่องงานคงไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับหนูหรอก ลุงว่าปล่อยเขาไปเถอะ วิทยานิพนธ์ที่ว่านี่เกี่ยวกับเรื่องอะไร”

    “เพลงพื้นบ้านภาคกลางครับ...ลำตัด”

    ได้ยินคำว่าลำตัด...อรรถถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที

    ooooooo

    แม้จะปลื้มที่แม่กับยายอนุรักษ์ลำตัดเพลงพื้นบ้านที่มีมายาวนานแต่เพลงลำก็เชื่อว่าปัจจุบันคนนิยมชมชอบลำตัดน้อยลงทุกที ที่ยังเหนียวแน่นก็เห็นจะมีแต่คนแก่ พวกหนุ่มสาวเขาหันไปสนใจสตริงกันหมดแล้ว

    บัวสายรักลำตัดเป็นชีวิตจิตใจ เมื่อได้ยินเพลงลำวิพากษ์วิจารณ์ลำตัดว่าล้าหลังก็อดเสียใจไม่ได้ เจิดพยายามจะไกล่เกลี่ยประสานรอยร้าวให้สองแม่ลูกแต่เพลงลำก็เอาแต่หลบหน้าหนีไปขลุกอยู่ค่ายมวยน้าบัวเผื่อนซึ่งอยากให้หลานสาวเป็นนักมวยมากกว่าเล่นลำตัด

    จนมืดค่ำเพลงลำถึงยอมกลับบ้านย่องขึ้นไปทางครัวเจอไข่กาออกมาจากเรือนใหญ่ถามอย่างห่วงใยว่าไปไหนมา พี่เจิดเป็นห่วงจนไม่เป็นอันต่อกลอนกับแม่ เมื่อสักครู่แม่ยังเขกหัวพี่เจิดว่าไม่รู้จักจำกลอนใหม่ๆ

    เพลงลำตอบตรงๆว่าไปค่ายมวย แล้วถามไข่กาว่ามีอะไรกินบ้าง พลันเสียงบัวสายตวาดแว้ดขึ้นมาว่าไม่ต้องกิน เพลงลำสะดุ้งโหยงแต่ทำใจดีสู้เสืออ้อนวอนแม่ขอกินข้าวก่อนตนหิวจนไส้กิ่วแล้ว เรื่องอื่นค่อยพูดกันทีหลัง

    บัวผ่องสงสารหลานปราดเข้ามาบอกบัวสายให้เพลงลำกินข้าวก่อนแต่บัวสายไม่ยอม ซ้ำยังสั่งไข่กาเอาข้าวที่เหลือไปเทให้หมา ถ้าเพลงลำไม่ยอมต่อกลอนลำตัดก็ไม่ต้องกินอะไรทั้งนั้น

    เพลงลำโอดครวญว่าแม่ทำไมทำแบบนี้ ส่วนบัวผ่องทำท่าจะเอ็ดลูกสาว แต่เจ้าตัวสวนขึ้นเสียก่อนว่า

    “ฉันจะทำยังงี้แหละ...ไข่กา บอกให้เอาไปเททิ้งให้หมด เด็กดื้อด้านอย่างไอ้เพลงลำน่ะไม่ต้องเหลืออะไรไว้ให้มันกินหรอก มันยโสโอหัง นึกจะอยู่จะไปมันบอกแม่สักคำที่ไหน นี่กี่ทุ่มเข้าไปแล้ว ผู้หญิงดีๆเขากลับบ้านกันเหรอสามสี่ทุ่มน่ะ เอ้า! ไอ้พวกนั้นน่ะแยกย้ายกันไปนอน จะมาจับกลุ่มดูอะไรกันอีกล่ะ เอ็งด้วย...เจิด...ไปได้แล้ว”

    บัวสายโวยวายใส่ชาวคณะลำตัดของตนที่ออกมายืนออ เพลงลำหน้างอโกรธแม่วิ่งลงจากเรือนไป บัวผ่องจะตามไปง้อก็ไม่ยอมให้ไป ย้ำว่าถ้ามันไม่รักจะเล่นลำตัดก็ไม่ต้องมาเป็นลูกตน

    เพลงลำไปนั่งกอดเข่าอยู่ที่ศาลาท่าน้ำ สักครู่เจิดตามมาจุดยากันยุง แต่เธอประชดว่าไม่ต้องมาใส่ใจตน ยังไงเขาก็อยู่ข้างแม่อยู่แล้ว

    “แม่หวังดี เห็นแนวทางที่จะรักษาสมบัติไว้ให้ลูกหลานคนไทย ลำตัดอาจจะไม่ใช่ไร่นาที่แม่มี แต่ลำตัดก็อยู่กับเราตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย เหมือนสมบัติของเราทุกคน”

    “อย่ามาหว่านล้อมฉันเลยเสียเวลาเปล่าๆ ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะเล่นลำตัดเหมือนแม่นะ ทวดเป็นลำตัดมาตั้งแต่ครั้งกรุงเทพฯยังเป็นแค่บางกอก ยายเล่นลำตัดตอนที่เกิดความเปลี่ยนแปลงจากบางกอกเป็นรัตนโกสินทร์ แม่เล่นลำตัดมาตั้งแต่ครั้งเขาเปลี่ยนให้รัตนโกสินทร์เป็นกรุงเทพฯ ฉันก็เห็นแต่คนดูลำตัดลดน้อยลงไปเรื่อยๆ”

    “เพลงลำ...ที่เพลงลำเกลียดลำตัดเพราะเกลียดแม่ใช่ไหม”

    หญิงสาวนิ่งงันไม่ตอบ นัยน์ตาฉายแววเจ็บปวดเพราะตนเองไม่มีพ่อ บัวสายท้องหลังไปเล่นลำตัดฉลองรัตนโกสินทร์ จนเพลงลำเกิดก็ไม่เคยรับรู้เรื่องราวของพ่อเลยสักนิด

    ooooooo

    ปกรณ์พลออกเดินทางไปสุพรรณบุรีตั้งแต่ตีห้า

    งามไฉไลมาถึงตอนเช้าจึงคลาดกัน เธอบ่นอย่างหงุดหงิดก่อนกระฟัดกระเฟียดกลับไปด้วยความผิดหวัง

    ปกรณ์พลขับรถไปเกือบถึงบ้านบัวสายแต่แล้วรถเสียกลางทาง เขาโชคดีที่เพลงลำขับรถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาเจอ เขาและเธอจำกันได้ เพลงลำอาสาพาปกรณ์พลไปหาช่างเอื้องโดยให้เขาซ้อนท้าย กำชับให้เกาะแน่นๆ ตกลงไปตนไม่รับผิดชอบ

    ชายหนุ่มเกาะเอวเธอแน่น พอถึงร้านช่างเอื้อง เพลงลำเบรกรถตัวโก่งทำให้หัวคนซ้อนท้ายกระแทกหมวกกันน็อกของเธออย่างแรงร้องโอ๊ย!

    ไอ้แสบสมุนของฝาจีบนั่งมองจากมุมหนึ่ง เห็นช่างเอื้องในชุดมอมแมมไปด้วยน้ำมันเครื่องเดินมาถามเพลงลำว่ามีอะไรให้รับใช้

    “รถคุณคนนี้เสีย จอดทิ้งไว้ที่ถนนใหญ่โน่น ไปดูให้หน่อยได้มั้ย สงเคราะห์เขาหน่อย เขาจะได้ไม่ต้องกินข้าวลิง”

    “ช่างเอื้องสร้อยพร้อมบริการพี่เพลงลำ” ช่างพูดขาดคำ ปกรณ์พลพึมพำชื่อเพลงลำเบาๆอย่างจดจำ

    เวลาเดียวกันนั้นที่บ้านกำนันฝอย กำนันนอนให้หมอนวดแผนโบราณจับเส้นอย่างเพลิดเพลิน แต่พอเห็นฝาจุกลูกสาวเดินหน้ามุ่ยมากระแทกตัวนั่งใกล้ๆ กำนันก็รีบไล่หมอนวดกลับไปโดยไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้าง

    “นี่พ่อ ทำไมหมู่บ้านเรามันถึงได้เงียบยังงี้ ไม่มีรถฉายหนังเร่ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว”

    “โธ่...นังฝาจุก รถฉายหนังเร่น่ะเขาเลิกไปตั้งนานแล้ว หาอะไรทำสิวะ ไร่นาก็ไม่ทำอ้างว่าเหนื่อยร้อน”

    “ก็ฉันเป็นลูกคนรวย กำนันฝอยมีที่ดินตั้งครึ่งค่อนตำบล ยึดจากจำนองบ้าง ยึดจากขายฝากบ้าง ทำไมฉันกับพี่ฝาจีบต้องทำตัวลำบาก”

    กำนันฝอยพรวดพราดลุกขึ้นนั่งเหมือนนึกได้ ถามหาฝาจีบว่าไปไหน?

    ขณะนั้นฝาจีบในชุดเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดออกจากบ้านไปท่ามกลางแดดเปรี้ยง มุ่งหน้าไปร้านประจำหวังเจอเพลงลำผู้หญิงที่อยากได้เป็นเมีย...

    ooooooo

    เมื่อช่างเอื้องลากรถมาที่อู่แล้วบอกว่าต้องรออะไหล่หลายวันถึงจะซ่อมได้ ปกรณ์พลจึงตัดสินใจไม่กลับกรุงเทพฯ จะไปนอนค้างที่วัดตามที่ช่างเอื้องแนะนำ

    ระหว่างทางเดินไปวัดซึ่งเวลานั้นมืดค่ำแล้ว เขาเห็นเพลงลำถูกฝาจีบกับแสบรุมทำร้ายจึงเข้าช่วยโดยใช้ไม้ไล่ตีทั้งคู่จนหนีกระเจิง เพลงลำตอบแทนเขาด้วยการพาไปพักที่ค่ายมวยของน้าบัวเผื่อนพร้อมทั้งเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้น้าฟัง

    บัวเผื่อนโกรธพวกฝาจีบที่บังอาจรังแกหลานรัก ทำท่าจะไปจัดการแต่เพลงลำรีบห้ามไว้ บอกให้จัดแจงที่หลับที่นอนให้ปกรณ์พลก่อน ตนให้ไปนอนที่บ้านไม่ได้เพราะถ้าแม่รู้มีหวังระเบิดลงแน่ บัวเผื่อนเห็นด้วยและเริ่มซักถามไอ้หนุ่มแปลกหน้าว่ามาทำอะไรที่นี่

    “ผมกำลังจะเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องลำตัดครับ มีคนแนะนำให้ผมมาหาข้อมูลที่คณะลำตัดของแม่บัวสายแม่เพลงลำตัดครับ”

    สองน้าหลานสบตากันแวบหนึ่งก่อนที่เพลงลำจะบอกลาน้าชายว่าตนต้องกลับบ้านก่อน ฝากเขานอนกับน้าด้วย พรุ่งนี้จะเอายังไงค่อยคุยกันอีกที บัวเผื่อนทราบดีว่าหลานไม่ต้องการพูดถึงลำตัดจึงพยักพเยิดอย่างเข้าใจ

    “เดี๋ยวน้าจะให้ไอ้มิงเอาคนตามไปส่งเอ็งที่บ้าน อย่าไว้ใจไอ้ฝาจีบมันไม่เลิกราง่ายๆ ตราบใดที่กำนันฝอยยังให้ท้ายลูกเป็นโจรยังงี้”

    เพลงลำพยักหน้ารับแล้วบอกลาปกรณ์พลที่ท่าทางดีใจ พูดกับบัวเผื่อนหลังจากเพลงลำเดินจากไปแล้วว่า

    “ผมหวังว่าคงได้รับความร่วมมือจากคนตำบลนี้นะครับ”

    “ก็ไม่แน่” บัวเผื่อนตอบแล้วทอดถอนใจ การจะได้ข้อมูลลำตัดครบถ้วนไม่ใช่เรื่องง่าย เขายังต้องอยู่ในตำบลนี้อีกนาน

    ooooooo

    เช้าวันใหม่ โพยมยงแม่ของงามไฉไลนำเครื่องเพชรมากำนัลโฉมตรูถึงบ้าน หมายผูกมิตรไมตรีสองครอบครัวให้แน่นแฟ้นเพื่อนำไปสู่การเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน

    โพยมยงอยากได้ปกรณ์พลเป็นลูกเขยเพราะฐานะทางบ้านเขาร่ำรวยเหมือนกับตน แต่สำหรับโฉมตรูนั้น แล้วแต่ปกรณ์พลตัดสินใจ และเพชรทองก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ แต่เป็นความสุขของลูกชายต่างหาก

    ปกรณ์พลอาศัยนอนที่ค่ายมวยของบัวเผื่อน พอเช้าขึ้นเขาต้องตอบคำถามมากมายเรื่องการมาทำวิทยานิพนธ์ แต่แล้วชายหนุ่มก็แปลกใจที่บัวเผื่อนแนะนำให้เขาไปที่อื่นรวมทั้งเพลงลำกับไข่กาด้วย โดยเฉพาะเพลงลำที่เน้นย้ำว่าเขายังไม่รู้จักแม่ของตนดีพอ

    “ให้ผมมีโอกาสทำความรู้จักกับแม่ของเพลงลำ ก่อนสิครับ แม่บัวสายจะได้ตัดสินผมด้วยตัวของท่านเอง”

    “ก็ได้ ถ้าคุณต้องการพบแม่ก็ไม่เป็นไร แต่ฉันขอเตือนว่าอย่าหวังอะไรมากนัก แม่ของฉันไม่เหมือนคนอื่น ไม่มีใครเหมือนแม่ แล้วแม่ก็ไม่เหมือนใคร”

    หลังจากนั้นไม่นานปกรณ์พลก็ได้พบบัวสายตัวเป็นๆ เพียงเขาบอกความประสงค์ บัวสายก็แผดเสียงลั่นทุ่งนาว่า “ไม่รับ! ฉันไม่รับคุณเป็นลูกศิษย์”

    “ได้โปรดเถอะครับแม่บัวสาย ผมมาไกลจากกรุงเทพฯเพราะรักเพลงลำตัดจริงๆ ผมจะเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องลำตัด ถ้างานชิ้นนี้ได้ตีพิมพ์ เรื่องราวของลำตัดจะถูกเผยแพร่ออกไปครับ”

    “ลำตัดยังอยู่ ถ้าคนไทยไม่รักษาไว้ ลูกหลานก็จะลืมรากเหง้าของตัวเอง ไปเสียเถอะ ฉันไม่มีเวลาจะเสียให้คนกรุงเทพฯ”

    ปกรณ์พลหน้าจ๋อยแต่ยังไม่ละความพยายาม จนกระทั่งถูกบัวสายตวาดไล่เขาเลยสลดลง บัวผ่องไม่ปรากฏตัวแต่ยืนมองมาด้วยแววตานิ่งขรึมอย่างเข้าใจความรู้สึกลูกสาว

    ชายหนุ่มผิดหวังกลับมาหาเพลงลำและไข่กา ไข่กา เห็นใจและสงสารปกรณ์พล บ่นอุบว่า

    “พี่เพลงลำนี่น้า...รู้ก็รู้ว่าแม่เกลียดผู้ชาย ยิ่งเป็นผู้ชายกรุงเทพฯด้วยแล้วแม่ยิ่งไม่ให้คบ คิดยังไงถึงได้ให้คุณคนนี้เข้าไปหาแม่”

    “ผมขอร้องเพลงลำน่ะครับ ผมต้องการพบแม่บัวสายอีกครั้ง ผมจะสมัครเข้ามาอยู่ในคณะลำตัด”

    “กลับไปเสียเถอะคุณ ไปอยู่คณะอื่น ที่ไหนก็ได้แต่อย่ามาอยู่ที่นี่เลย”

    “ผมรู้ว่าคนเยอะ ทุกคนต้องลงแรงทำนาเพื่อจะมีข้าวไว้กิน ผมพร้อมที่จะทำงานหนักเหมือนคนอื่น”

    “ยังงั้นก็เถอะ ยังไงคุณก็อยู่ไม่ได้หรอก ขืนกลับเข้าไปหาแม่อีก คุณต้องกินลูกปืนแหงๆ แม่ยิงปืนแม่นนะ”

    “แต่ว่า...”

    “คุณนี่ดื้อจริงๆ งั้นเอายังงี้ก็แล้วกัน ฉันจะพาคุณไปหาพี่เจิด พี่เจิดอยู่กับแม่มานาน เล่นลำตัดในคณะของแม่ตำแหน่งพ่อเพลง เผื่อพี่เจิดจะทำให้คุณเปลี่ยนใจได้”

    “งั้นก็พาคุณคนนี้ไปหาพี่เจิด เผื่อพี่เจิดจะพูดให้เขาเปลี่ยนใจได้”

    ไข่กาสรุป เพลงลำพยักหน้ารับแล้วพาเขาไปหาเจิดที่กำลังจับปลาอยู่ริมคลองให้ช่วยแนะนำคณะลำตัดที่พอจะให้ข้อมูลแก่ปกรณ์พลได้ แต่เจิดกลับผลักไสให้เขากลับบ้านไป ขณะเดียวกันบัวผ่องก็พูดคุยกับบัวสายเรื่องเดียวกันนี้อยู่ที่บ้าน

    “แม่รู้ว่าทำไมเอ็งถึงไม่รับพ่อหนุ่มกรุงเทพฯคนนั้น ไว้ในคณะลำตัด เอ็งกลัวใช่ไหม”

    “ทำไมฉันต้องกลัว”

    “เขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจจะสืบสานตำนานลำตัด บางทีความกลัวมันอาจจะทำให้เราเสียมากกว่าได้ แม่อยากให้เอ็งคิดดูให้ดี”

    “แม่ก็ไม่เคยสนับสนุนให้เพลงลำเล่นลำตัด ลำตัดจะอยู่หรือไปไม่ใช่เพราะคนคนเดียวคือเพลงลำ แม่เคยบอกยังงี้ไม่ใช่หรือ”

    “ใช่...ถึงหลานของแม่จะมีเลือดเนื้อของลำตัดเต็มตัวแต่แม่ก็ไม่อยากให้เพลงลำเล่นลำตัด เอ็งควรจะรับเขาไว้...พ่อหนุ่มกรุงเทพฯคนนั้นอาจจะเป็นกำลังสำคัญที่จะรักษาวิถีของลำตัดไว้ แต่เพลงลำน่ะ...แม่ขอ”

    บัวสายฟังเหตุผลของแม่แล้วถึงกับนิ่งงันไปอย่างลังเล

    ooooooo

    ทองน้ำงามหลงรักเจิดมานาน เธออยู่กับพ่อแม่ในบ้านหลังเล็กฐานะยากจน สายวันนี้เธอกลับเข้ามาที่บ้านเห็นกำนันฝอยกับฝาจุกรออยู่ รู้ทันทีว่าสองพ่อลูก มาด้วยธุระอะไร

    เมื่อครูสาวเดินมาใกล้ ฝาจุกเปิดฉากเสียงแข็งใส่เธอทันที “พ่อกับฉันมาเก็บดอกเบี้ย ครบกำหนดส่งทั้งเงินต้นทั้งดอกแล้วนะครูทองน้ำงาม แต่พอมาถึงบ้านก็ไม่มีคนอยู่”

    “พ่อกับแม่ไปช่วยงานญาติที่อ่างทอง อีกสองสามวันคงกลับ”

    “ครูทองน้ำงามคงจำได้นะว่าเงินที่ตาแช่มยายหวลกู้ไปน่ะ อ้างว่าเอาไปส่งให้ครูเรียน กี่ปีมาแล้ว ดอกเบี้ยทบต้นต้นทบดอกเบี้ยยังไม่ได้ใช้หนี้เลย นี่เห็นแก่ครูทองน้ำงามเป็นครูนะ ข้าถึงยังไม่ยึดที่นา”

    “กำนันคะ ที่นาพ่อแม่ต้องทำกิน ถ้ายึดกันตอนนี้แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน”

    “ก็ไปอยู่ที่บ้านพักครู”

    “ไม่ก็ย้ายสำมะโนครัวไปอยู่เสียกับไอ้หนูฝาจีบ แต่งงานเป็นสะใภ้กำนันฝอยซะ วิธีนี้บ้านก็ไม่ต้องเสีย นาก็ยังอยู่”

    “เสียแต่...”

    “ไม่ต้องพูดมากนังฝาจุก แค่นี้ครูทองน้ำงามก็รู้แล้วว่ามีวิธีล้างหนี้ยังไง มันขึ้นอยู่กับครูทองน้ำงาม เพราะเงินที่พ่อแม่ของครูกู้ไป อ้างว่าเพื่อให้ครูเป็นครูยังไงล่ะ”

    กำนันฝอยข่มขู่ทิ้งท้ายก่อนชวนลูกสาวไปเก็บดอกเบี้ยลูกหนี้รายอื่นที่มีเกือบทั้งตำบล ไม่สนใจความรู้สึกของครูสาวว่าจะขมขื่นกล้ำกลืนเพียงใดหากต้องยินยอมตามเงื่อนไขนั้น...

    ด้านปกรณ์พลที่พยายามตื๊อทั้งเจิดและบัวสาย รวมทั้งบัวผ่องก็ช่วยพูดกับบัวสายให้เขาด้วย แต่ผลลัพธ์คือล้มเหลวไม่มีใครยอมรับ บัวสายไม่ใจอ่อน เพลงลำสงสารเขาแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากแนะนำให้เขาไปอยู่คณะอื่น

    “ผมไม่ไปหรอกครับ ผมจะอยู่ที่นี่ ผมจะไม่ยอมเสียความตั้งใจ ถ้าผมยังไม่พยายามพอ”

    “คุณนี่หัวดื้อนะ พ่อแม่เลี้ยงด้วยนมอะไร นี่ขนาดยายจ๋าของฉันพูดแล้วนะ แม่ยังไม่ยอมรับคุณไว้เลย ไปเสียเถอะ คุณจะได้ไม่เสียเวลา แล้วฉันก็จะได้ไม่เสียเวลาด้วย”

    “นี่อาจเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่ผมมีก็ได้ ผมจะไม่มีวันทิ้งเวลานี้ไป”

    “แต่ฉันว่าคุณไปเสียเถอะนะ”

    “ไม่ครับ ผมจะอยู่ที่นี่” ชายหนุ่มยืนยันหนักแน่น เพลงลำนิ่วหน้าระอาในความดื้อรั้นของเขา

    ooooooo

    ฝาจุกไม่เข้าใจทำไมพ่อกำนันของตนถึงเลือกลูกหนี้อย่างทองน้ำงามมาเป็นสะใภ้ แทนที่จะเลือกผู้หญิงรวยๆตำบลอื่นที่ไม่รู้ประวัติของฝาจีบ

    “นี่นังฝาจุก เอ็งรู้ไหมว่าขอผู้หญิงรวยๆมาเป็นเมียพี่เอ็งน่ะต้องใช้ค่าสินสอดทองหมั้นเท่าไหร่ ไอ้ฝาจีบมันกำลังจะเล่นการเมืองท้องถิ่นมันต้องมีลูกมีเมีย มีครอบครัวสุขสันต์มันถึงจะดูดี ครูทองน้ำงามนี่แหละเหมาะสมกับไอ้ฝาจีบที่สุด”

    “เหมาะยังไง”

    “เป็นครู เป็นข้าราชการ มีเงินเดือน คนยกมือไหว้ทุกวัน วันนี้เป็นแค่ครูเล็กๆ ต่อไปก็เป็นครูใหญ่ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั้งตำบล แต่งงาน...สินสอดทองหมั้นก็ไม่เสีย มีแต่ได้ๆๆ”

    “แล้วพ่อคิดหรือเปล่าว่าครูทองน้ำงามรักพี่ฝาจีบมั้ย ฉันเห็นทองน้ำงามคอยห่วงนั่นห่วงนี่พวกลำตัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอ้เจิด”

    กำนันฝอยนิ่งไปอย่างยอมรับ แต่ยังไงก็ไม่เปลี่ยนใจเรื่องทองน้ำงามอย่างเด็ดขาด

    ทางด้านโพยมยงก็อยากได้ปกรณ์พลเป็นลูกเขยใจจะขาด ยุยงส่งเสริมลูกสาวทุกเมื่อเชื่อวัน งามไฉไลเลยเทียวมาเทียวไปบ้านชายหนุ่มไม่ได้ขาด วันนี้เธอแวะเวียนมาอีกแต่ยังไม่เจอปกรณ์พล เข้าวันที่สามที่เขาหายไปก็ยิ่งร้อนใจและโมโห กล่าวโทษดาหวันแม่บ้านสูงวัยว่าไม่รั้งเขาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เดินทาง

    ดาหวันไม่พอใจตอบโต้ไปบ้างตามแต่จะสบโอกาส และหมายหัวไว้ว่าผู้หญิงอย่างงามไฉไลไม่เหมาะสมกับคุณหนูปกรณ์พลของตนแม้แต่นิดเดียว

    งามไฉไลไม่ยำเกรงดาหวัน ขณะที่ดาหวันก็แสดงความรังเกียจเธอแทบทุกครั้งที่เจอหน้า โดยมีสาวใช้อีกคนเป็นลูกคู่พร้อมจะบู๊ชนิดไม่กลัวโดนเจ้าของบ้านไล่ออก เพราะอรรถกับโฉมตรูก็ระอาอาการเอาแต่ใจของงามไฉไลและความเจ้ากี้เจ้าการของโพยมยง บางครั้งถึงขนาดพูดไม่ออก ต้องหาข้ออ้างเลี่ยงหนีไปดื้อๆ แต่สองแม่ลูกก็ยังไม่รู้ตัวกันอยู่ดี

    ฝ่ายปกรณ์พลที่อยากเข้าคลุกวงในลำตัดคณะบัวสายก็มุ่งมั่นไม่ย่อท้อ แม้โดนบัวสายปฏิเสธและเจิดไล่ให้ไปอยู่คณะอื่น ชายหนุ่มไม่ถอดใจ ยกเหตุผลนานาสารพันมาอ้างล้วนมีสาระและดีงามต่อลำตัดเสียจนเจิดใจอ่อนยอมอ้อนวอนบัวสายเป็นผลสำเร็จ แต่มีข้อแม้ว่าเขาต้องผ่านบททดสอบของเธอเสียก่อน

    เพลงลำกำลังซ้อมมวยทราบเรื่องจากไข่กาที่วิ่งแจ้นมารายงานก็อดหวั่นใจไม่ได้ว่าไอ้หนุ่มเมืองกรุงท่าทางสำอางจะผ่านบททดสอบแสนหินของแม่บัวสายได้หรือ?

    บัวสายซักประวัติปกรณ์พลพอเป็นพิธีก่อนถามว่ากินปลาร้าได้ไหม ทำนาเป็นหรือเปล่า ชายหนุ่มอึกอักเอ้ออ้า เธอเลยฟันธงเสียงเข้มว่า

    “ทำนาไม่เป็นจะมาอยู่ชนบทได้ยังไง ที่นี่บ้านนอกบ้านนา จะมาทำตัวหยิบโหย่งเอารัดเอาเปรียบแรงงานคนอื่นไม่ได้ คณะของเรามีฤดูงานไม่กี่เดือน แต่ปากท้องไม่เคยหยุด เราต้องดำรงชีวิตด้วยการพึ่งพาตัวเองแทนที่จะออกไปร้องแรกแหกปากว่าเป็นเพราะคนรุ่นใหม่ทอดทิ้งวัฒนธรรม คนลำตัดถึงต้องอดตาย”

    เจิดฟังอยู่ด้วยอธิบายเสริมขึ้นว่า “แม่หมายถึงเราอยู่ร่วมกันเป็นชาวคณะ กินนอนอยู่ในกงสีของแม่ก็ต้องลงแรงช่วยกันทำนาเก็บข้าวใส่ยุ้งใส่ฉางเอาไว้ กับข้าวกับปลาก็หาได้ด้วยการปลูกพืชหาผัก ปลาในแหล่งธรรมชาติ ที่ดินทั้งหมดห้าสิบไร่ที่เป็นสมบัติเก่าของแม่บัวสาย เป็นแหล่งข้าวแหล่งน้ำเลี้ยงคนลำตัดคณะของเรา”

    “ทุกคนต้องทำงานกลางไร่กลางนา ต้องอยู่ในกฎระเบียบเคร่งครัด เสียหายเรื่องเพศไม่ได้ ห้ามเล่นการพนันเด็ดขาด วันพระต้องไปตักบาตรฟังเทศน์ ต้องฝึกสมาธิเพื่อใช้เป็นสะพานไปสู่การดำเนินชีวิตที่ดี...มันไม่ง่ายที่คนขาดวินัยในการใช้ชีวิตจะทำได้ นอกจากคนที่เขาตั้งใจมาเป็นลำตัด”

    “ถ้าแม่บัวสายจะกรุณารับผมไว้ ผมสัญญาว่าจะทำทุกอย่างตามคำสั่งของแม่ครับ”

    บัวสายยิ้มพราย ถามชายหนุ่มว่าจริงหรือ พอเขารับคำ เธอเลยจัดไปทันใดว่าเขาต้องทำนา

    ครอบครัวของบัวสายและชาวบ้านใกล้เคียงทำนาด้วยวิธีดั้งเดิม ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้รถไถนา ไม่ใช้รถเกี่ยวข้าว ปกรณ์พลต้องเรียนรู้ทุกขั้นตอน แต่ที่แน่นอนวันนี้เขาต้องเกี่ยวข้าวที่ออกรวงเหลืองอร่ามเต็มท้องนา ทุกคนเห็นท่าทางเก้กังของเขาแล้วหวั่นใจว่าจะไหวเหรอ

    เพลงลำเสนอตัวสอนเขาเกี่ยวข้าว เริ่มจากทำความรู้จักเคียวที่คมกริบและต้องจับให้มั่นด้วยมือขวา ส่วนมือซ้ายกอบต้นข้าวขึ้นมากำไว้แน่นๆ สอดเคียวเข้าไปที่ลำต้นก่อนออกแรงเกี่ยว

    “เกี่ยว...เกี่ยวยังไงครับ”

    “แรงที่คุณกำต้นข้าวต้องให้พอเหมาะมือแน่นๆไว้ก่อนออกแรงดึงเคียว ระวังเคียวเกี่ยวข้าวนี่คมนะ อย่าว่าแต่ต้นข้าวเลยถึงมือคนมันยังเกี่ยวเสียกระจุย อย่าทำใจลอย”

    ปกรณ์พลขยับท่ายืนให้มั่นคงยิ่งขึ้น คุกเข่าลงไปข้างหนึ่งเพื่อให้ถนัดแต่ก็ยังเงอะงะทุลักทุเลพิกลจนเพลงลำต้องเดินอ้อมมาข้างหลัง

    “นี่...ไม่ต้องคุกเข่าลงไปเกี่ยวยังงั้นหรอก ยืนกางขาแต่พองาม พอให้น้ำหนักตัวตกอยู่ที่กึ่งกลาง แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า ทำให้น้ำหนักมีความสมดุลพอดี ทีนี้ก็ไม่ต้องออกแรงมาก”

    ชายหนุ่มทำตามอย่างตั้งใจ อีกพักใหญ่ได้ยินเสียงไข่กาวิ่งตะโกนมาตามคันนา

    “มาแล้วจ้า...ไข่กามาแล้ว วันนี้มีขนมจีนแกงเขียวหวาน ข้าวอีกหม้อใหญ่แล้วก็มีลอดช่องน้ำกะทิ”

    คนอื่นๆพักกินอาหารกลางวันแต่ปกรณ์พลนอนแผ่หลาอยู่โคนต้นไม้ ทั้งเหนื่อยทั้งร้อนจนหายใจแทบไม่ทัน เพลงลำเห็นแล้วอนาถใจ นี่ยังไม่ได้ไถนาก็อาการหนัก อีกไม่นานคงเปิดแน่บไปไหนต่อไหน

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"

    "เบน" บุกเดี่ยว บู๊สุดพลังปกป้องผืนป่า เปิดตัวละคร "สมบัติมหาเฮง"
    19 ก.ย. 2563

    14:05 น.

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2563 เวลา 19:51 น.