นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    พญาโศก

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    แยกจากจักรินแล้วเพ็ญโพยมรีบกลับมาเรียนหนังสือตามปกติ ตอนกลางวันเจอคนังที่โรงอาหารจึงเล่าให้เขาฟังว่าเมื่อเช้าเธอไปพบจักรินมา ทางด้านจักรินที่หวนกลับมาเจอเฉิดเฉลาก็หลอกให้เธอไปส่งในซอยแห่งหนึ่งราวกับว่าบ้านอยู่แถวนั้นแล้วโทร.หาลำหับนัดให้มารับ

    คนังขอบใจเพ็ญโพยมที่ช่วยพูดให้จักรินยอมกลับบ้าน แต่ไม่ยอมบอกเล่าเรื่องแม่ของตนและของจักรินที่ความจริงเป็นคนคนเดียวกัน ให้เพ็ญโพยมเข้าใจไปอย่างที่จักรินบอกว่าแม่ของตนเป็นแม่นมของเขา

    จักรินไม่พอใจที่ลำหับให้ชาตรีมารับตนแทนที่จะเป็นวิเวก ชาตรีอธิบายเหตุผลขณะจอดรถหน้าบ้านว่าลำหับกลัวเขาโดนจับตัวไปอีก เขาหายไปแม่ร้องไห้ทั้งคืน จักรินยอกย้อนอย่างไม่เชื่อว่า

    “ร้องไห้กลัวผมกลับไปแย่งความรักคนังมั้ง”

    “อย่าพูดอย่างนั้น แม่ได้ยินจะเสียใจ ถ้าเธอโดนจับตัวไปอีกเราก็ต้องตามไปชิงตัวเธอกลับมาอีก ไม่มีใครดีใจหรอก”

    “แห่กันไปบู๊ล้างผลาญระเบิดบ้านเขา พวกลุงกับแม่มาจากไหนกันนะ ทำตัวเป็นชาวสวนแต่แอบมีเงินทอง แถมชำนาญการต่อสู้เหมือนฝึกฝนกันมา”

    “เอาล่ะ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ไปหาแม่เถอะนะ”

    “บอกตรงๆนะ ผมไม่ต้องการให้ลุงมาทำอะไรให้ผม อ้อ! แล้วก็ไม่ต้องห่วงผมเรื่องโดนจับ ห่วงคนังดีไหม ก็รู้กันแล้วว่ามันจับคนผิด ถามจริงเถอะ ไปทำผิดอะไรกับคนพวกนั้นไว้เหรอ”

    ชาตรีไม่ตอบ ก้าวลงจากรถไป จักรินหงุดหงิดกดแตรดังลั่นจนลำหับรีบร้อนออกมาจากในบ้าน เห็นลูกชายก็ดีใจจะโผเข้ากอด แต่จักรินทำเมินหมางห้ามไม่ให้กอดเพราะตนไม่ใช่เด็กๆ ตนโตแล้ว โตจนรู้อะไรเป็นอะไร

    พูดไปแล้วเห็นลำหับน้ำตาคลอ จักรินถึงนึกคำสอนของเฉิดเฉลาที่ไม่ให้โมโหใส่คนในบ้าน ไม่งั้นจะไม่รู้อะไรที่อยากรู้ จึงรีบปรับท่าทีพูดดีกับลำหับ ขอโทษที่ตนเอาแต่ใจมากเกินไป อ้างเพราะยังตกใจเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อคืนตนแค่ออกไปหาที่นั่งสงบจิตใจจนเช้า

    ฟังแค่นี้ลำหับก็ดีใจเหลือล้น ดึงจักรินมากอดรัดด้วยความรัก...นอกจากจะพูดดีกับลำหับแล้ว จักรินยังทำดีกับตึ๋งหนืดเพื่อหลอกถามเรื่องราวที่สงสัยว่าเธออยู่กับลำหับมานานแค่ไหน แล้วอยู่บ้านนี้มาตลอดเลยหรือ

    “นานตั้งแต่คุณลำหับอายุสิบแปดค่ะ เราอยู่ที่นี่สิบสองปี”

    “แล้วเมื่อก่อนพวกเราอยู่ที่ไหน”

    “บ้านคุณพ่อของคุณจักในเมืองค่ะ”

    “ไม่ใช่บนเขาหรอกหรือ”

    “ไปเอามาจากไหนคะ บนเขานั่นมันพวกคนขายชาติอยู่”

    “แล้วทำไมต้องย้ายมาอยู่นอกเมือง”

    “คือ...คุณลำหับชอบอยู่เงียบๆค่ะ”

    “ทำไมพ่อถึงไม่มากับแม่”

    คำถามสุดท้ายทำให้ตึ๋งหนืดอึกอักตอบไม่ถูก พอดีคนังกลับจากโรงเรียนแล้วลำหับมาตามทุกคนไปกินข้าว การสนทนาระหว่างจักรินกับตึ๋งหนืดจึงยุติลง

    จักรินเปลี่ยนบทบาทจากหงุดหงิดโมโหง่ายเป็นนิ่งขรึม ไม่ดุไม่ข่มคนังเหมือนแต่ก่อน เขาทำดีเพราะสัญญากับเพ็ญโพยมไว้ว่าจะไม่รังแกคนังอีก แต่เฉพาะต่อหน้าเธอเท่านั้น ลับหลังก็ยังพูดจาไม่ดี ยิ่งเห็นเพ็ญ–โพยมให้ความสนิทสนมกับคนัง ก็ยิ่งสะสมความไม่พอใจเอาไว้

    ตกเย็นเลิกเรียน จักรินเอาเรื่องคนังที่หน้าโรงเรียน หาว่าเขาแทรกแซงระหว่างตนกับเพ็ญโพยม

    “พี่ไม่ต้องการแทรกแซง พี่พยายามเลี่ยงแล้ว”

    “เลี่ยงยังไงก็ไม่พ้น เพราะเราเรียนที่เดียวกัน ถ้านายไม่ได้อยู่โรงเรียนเดียวกับเราปัญหามันก็จบ”

    “นายพูดอะไร”

    “นายบอกว่ารักเรา ทำทุกอย่างให้น้องได้”

    “นายต้องการให้พี่ไปเรียนที่อื่น?”

    “นายควรพิจารณาเอาเอง รักษาคำพูดของนายที่พร่ำบอกเรามาตั้งแต่จำความได้ให้ได้ตลอดไป อ้อ! ยังมีอีกเรื่องที่นายบอกว่าเคยเห็นสองคนที่จับตัวเราไปมาก่อนที่หน้าโรงเรียน นายจำผิดจริงๆนะ และเราก็อยากจะขอร้องไม่ให้นายเอาไปพูดกับใคร แม้แต่แม่ สัญญาได้ไหม”

    คนังพยักหน้าแทนคำตอบ จักรินพอใจแล้วไล่คนังกลับบ้านไปก่อน เพ็ญโพยมออกมาเห็นทั้งคู่ทำท่าจะเข้าไปหาคนังแต่เขาชิงขึ้นมอเตอร์ไซค์ขับออกไปเสียก่อน

    ทันทีที่เพ็ญโพยมเดินหน้าตูมจากไป จักรินโทร.หาเฉิดเฉลานัดมารับหน้าโรงเรียนโดยไม่รู้ว่าตกอยู่ในสายตาของนพที่สนใจคนทั้งคู่เพราะความเข้าใจผิด คิดว่าฝ่ายหญิงเป็นไก่แก่แม่ปลาช่อนมาหลอกเด็กหนุ่ม

    เฉิดเฉลาตื่นเต้นเมื่อได้ยินจักรินถามว่าอยากจับตัวคนังเพื่อต่อรองกับลำหับหรือไม่ เพราะนั่นคือสิ่งที่เธอต้องการอย่างมาก เธอดีใจจนลืมตัวดึงเด็กหนุ่มเข้ามากอด ทำให้นพที่แอบมองอยู่ในรถส่วนตัวเข้าใจผิดไปเต็มๆ

    จักรินเป็นห่วงลำหับเพราะเลี้ยงดูกันมายาวนานจึงถามหยั่งเชิงเฉิดเฉลาว่าถ้าจับคนังได้แล้วจะทำยังไงกับแม่

    “ดูเหมือนเธอจะห่วงลำหับมากนะ”

    “เขาเลี้ยงผมมา แม้ว่าเขาจะไม่รักผมเท่าคนัง แต่มันนานมากจนผูกพันเกินกว่าจะเห็นเขามีอันเป็นไป”

    “ระหว่างลำหับกับแม่ของเธอ เธอผูกพันใครมากกว่ากัน”

    จักรินไม่ตอบแต่ย้อนถามว่า “ระหว่างเพ็ญโพยมกับลูกของคุณ คุณผูกพันใครมากกว่ากัน”

    “ฉันไม่ผูกพันกับเพ็ญโพยม เขาหัวแข็ง เกลียดฉัน เขาผูกพันกับปู่ของเขามากกว่าพ่อและอาจจะรักมากกว่าพ่อด้วยซ้ำ”

    “อยากทำอะไรคนังก็แล้วแต่ ส่วนแม่ของคนังผมขอ...ไอ้คนังแย่งรักไปจากผม เพ็ญโพยมชอบมัน ผมไม่อยากเห็นมันที่โรงเรียน ที่บ้าน หรือที่ไหนอีกต่อไป”

    “เธออยากให้มันตาย คิดได้ไงตัวแค่นี้”

    “ผมคับแค้นใจ ขมขื่น ที่มันแย่งทุกอย่างไปจากผม ทุกคนในบ้านเทใจให้มันแต่เสแสร้งดีกับผม”

    “รวมทั้งแม่เธอด้วยเหรอ”

    “ผมสงสัยว่าเขาอาจไม่ใช่แม่ผมจริงๆ”

    เฉิดเฉลาตกใจมาก แล้วสงบสติไม่โพล่งถามต่อ ลูบหัวเด็กหนุ่มและรำพึงว่าตนอยากมีลูกฉลาดอย่างเขา

    “มีแม่เก่งอย่างคุณก็ดีนะ...มือคุณอบอุ่นมาก อย่าเพิ่งปล่อยนะครับ”

    เฉิดเฉลารู้สึกดีเช่นกัน ดึงเด็กหนุ่มมากอดอีกครั้งก่อนจะพาเขาไปส่งในซอยเดิมโดยทำเป็นไม่รู้ว่าโดนหลอก

    ooooooo

    คนังเลียบเคียงกับลำหับและชาตรีเรื่องอยากย้ายโรงเรียน สองคนแปลกใจกำลังจะถามเหตุผลก็พอดีตึ๋งหนืดรับสายจากจักรินโทร.มาบอกให้วิเวกไปรับ คนังเป็นห่วงน้องจึงอาสาไปเอง

    วางสายจากที่บ้านแล้วจักรินโทร.หาเพ็ญโพยมแต่เธอไม่รับสาย จึงส่งข้อความไปแทน “ขอโทษอย่างมาก เราหงุดหงิดใส่คนังมากไป พรุ่งนี้เธอจะเห็นว่าเราเปลี่ยนไปอย่างที่เธออยากให้เป็น เจอกันที่โรงเรียน”

    พอคนังมารับ จักรินไม่พอใจแต่จำต้องทำดีเพื่อให้อีกฝ่ายตายใจ “เรื่องที่โรงเรียนเราขอโทษ พรุ่งนี้จะไม่เป็นแบบนั้นอีกแล้ว”

    “พี่บอกแม่เรื่องขอย้ายโรงเรียนแล้วนะ”

    “ขอบใจ นายเป็นพี่ชายแสนดีจริงๆ เรื่องที่นายเห็นสองคนนั่นหน้าโรงเรียน เราขอยืนยันว่านายจำผิดคน นายอย่าเที่ยวไปพูดให้พวกเขาเสียหาย สัญญาแล้วนะ”

    “พี่รักษาสัญญาเสมอ”

    จักรินนิ่งไป รู้สึกได้ถึงความจริงใจของคนัง แต่ความชังทำให้เขาไม่เปลี่ยนใจที่จะรวมหัวกับเฉิดเฉลาวางแผนชั่ว...

    คืนนั้นเฉิดเฉลาไปยังสถานเด็กกำพร้าที่ยศพงษ์เคยเอาตาหนูไปทิ้งไว้ พยายามสอบถามข้อมูลเพื่อติดตามลูกชายแต่ถูกปฏิเสธเพราะดึกแล้ว อีกอย่างเหตุการณ์ผ่านไปถึงสิบสองปี ประวัติของเด็กน่าจะสุมอยู่ในห้องเก็บของ เฉิดเฉลาไม่พอใจอย่างมากชักปืนออกมาข่มขู่ เจ้าหน้าที่เลยยอมช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้

    จากข้อมูลทำให้เฉิดเฉลาสุ่มเดาโทร.ไปที่โรงเรียนเผื่อจะเจอเด็กชื่อจักรินแต่ทางโรงเรียนปฏิเสธการให้ข้อมูลกับคนภายนอก เธอจึงส่งข้อความหาเด็กหนุ่มโดยไม่รู้ว่าชื่อจักรินเหมือนมีบางอย่างดลใจให้ถามชื่อของกันและกัน

    “เธออยากให้ฉันเป็นแม่ ฉันอยากให้เธอเป็นลูก แต่เรายังไม่รู้จักชื่อกันเลย บอกชื่อเธอได้ไหม”

    จักรินอ่านข้อความแต่ไม่ตอบคำถามหรือโทร.กลับ ส่งข้อความไปว่าตนต้องรีบเข้าห้องเรียนแล้วปิดเครื่องหนีทันทีเลย

    จักรินทำดีกับคนังตบตาเพ็ญโพยมได้อย่างแนบเนียนแล้วยังแอบขอร้องเธออย่าบอกชื่อของตนให้พ่อและแม่เลี้ยงของเธอรู้

    “อย่าเรียกยัยนั่นว่าแม่เลี้ยงเรา เราไม่ยอมรับให้นางมารร้ายกลายร่างเป็นแม่เลี้ยงหรอก แล้วทำไมนายต้องปิดบังชื่อ”

    “เราอยากแก้แค้นไอ้นพที่มันไปหลอกใครๆว่าเราชื่อคนัง”

    “แล้วไง”

    “เราจะบอกใครๆว่าเราชื่อนพ แกล้งมันเล่นสักพัก ช่วยเราได้มั้ย”

    “โอเค เราก็อยากแกล้งคุณพ่อกับนางมารร้ายนั่น พวกเขาอยากรู้จักชื่อเธอมาก แกล้งซะให้เข็ด”

    “ขอบใจมาก” จักรินลอบยิ้มสบายใจ แล้วพอเย็นนั้นได้เจอเฉิดเฉลาก็ให้คำตอบว่าตนชื่อนพ

    สาวใหญ่ผิดหวังอย่างแรง หวังมากว่าเขาต้องชื่อจักรินเป็นลูกของเธอ จักรินสังเกตเห็นถึงความผิดหวังของอีกฝ่ายซึ่งเขาเองค่อนข้างเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้คือเฉิดเฉลาแม่ใจร้ายที่เคยได้ยินชาตรีคุยกับลำหับเรื่องของเธอที่สมคบกับยศพงษ์เพราะต้องการเงิน ด้านเพ็ญโพยมก็หลอกพ่อว่าเพื่อนชายที่ชอบเธอชื่อนพเป็นลูกเสี่ยนาทเจ้าของโรงแรมใหญ่

    เมื่อการตกลงเรื่องจับตัวคนังระหว่างจักรินกับเฉิดเฉลาได้วันที่แน่นอนแล้วคือมะรืนนี้ เฉิดเฉลาจึงรีบส่งข่าวยศพงษ์ เวลานั้นเขาอยู่ที่บ้านอาเดียวเพื่อจะรอคุยกับลูกสาว พอได้ยินแผนการจับตัวคนังก็รีบร้อนกลับไป ทำให้เพ็ญโพยมทั้งโกรธและน้อยใจพ่อเป็นที่สุด ร้องไห้แทบไม่ได้นอนทั้งคืน

    รุ่งขึ้นเธอใส่แว่นตาดำปกปิดรอยแดงช้ำจากการร้องไห้มาโรงเรียน บอกจักรินว่ามาลาหยุดแล้วโบกมือลาคนังกลับไปหลังจากคุยกับอาจารย์เรียบร้อยแล้ว

    ยศพงษ์ตั้งใจมารับลูกสาวแต่เจอนพจึงรู้ว่าเธอกลับไปตั้งแต่เช้า ไม่รู้ไปไหน แต่เธอใส่แว่นดำบดบังดวงตาสงสัยร้องไห้จนตาบวม ไม่รู้โดนใครขัดใจ ยศพงษ์ฟังแล้วอึ้ง พอเด็กหนุ่มจะผละไปเกิดอยากรู้จักชื่อ นพยิ้มทะเล้นเอาชื่อจักรินมาเป็นชื่อตัวเองหน้าตาเฉย

    กลายเป็นเรื่องชุลมุนชุลเกเพราะความทะเล้นของนพ ส่วนจักรินนั้นมีแผนไม่อยากให้บุคคลที่สงสัย ว่าเป็นแม่ที่แท้จริงรู้ชื่อ พอเฉิดเฉลารู้จากยศพงษ์เลยเข้าใจว่านพคือจักรินลูกชายที่หายไป จึงพยายามติดตามเขาไปถึงบ้านหลังใหญ่ของเสี่ยนาท โดยจักรินก็หลอกคนังมาด้วยเพราะต้องการให้พ่อกับแม่เลี้ยงของเพ็ญโพยมจับตัวไปตามแผน

    ยศพงษ์นำยาสลบแบบใหม่ที่ใช้แปะตามตัวก็ออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วมาให้เฉิดเฉลา ก่อนที่เธอจะส่งต่อให้สมุนสองคนไปจับตัวคนัง แต่ขณะแผนกำลังดำเนินไปดันมีโจรสองคนตั้งใจมาจับนพลูกชายเสี่ยนาทไปเรียกค่าไถ่ มันเลยจับผิดตัวเป็นจักรินที่อ้างชื่อนพไป ส่วนคนังไม่รอดเงื้อมมือสมุนของเฉิดเฉลา

    นพลอยตัวเพราะบอกใครต่อใครว่าตนชื่อจักริน เขาขึ้นห้องนอนสบายอุรา แต่จักรินตัวจริงกำลังเดือดร้อนถูกโจรเรียกค่าไถ่ทุบตีบังคับให้โทร.หาพ่อขอเงินสิบล้านเป็นค่าไถ่ตัว

    จักรินบอกความจริงว่าตนไม่ใช่นพแต่พวกมันไม่ฟัง ที่สุดจักรินก็ต้องโทร.หาลำหับเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ขณะเดียวกับคนังก็ถูกสมุนของเฉิดเฉลาข่มขู่เคี่ยวเข็ญให้ติดต่อพ่อแม่หรือไม่ก็บอกที่อยู่มา แต่คนังไม่ยอมบอกเพราะไม่ต้องการให้แม่เดือดร้อน จึงโดนพวกมันตบตีทำร้าย

    เฉิดเฉลาไม่สนใจอะไรแล้วตอนนี้ เธอต้องการพบลูกชายที่จากกันนาน คิดว่านพคือจักรินที่หายเข้าไปในบ้านหลังใหญ่แต่ทำไมไม่ออกมาทั้งที่เพื่อนๆถูกคนร้ายจับตัว หรือว่าเขาจะกลัว

    ขณะที่เธอด้อมๆมองๆหน้าบ้าน เสี่ยนาทที่นานๆจะกลับบ้านสักทีนั่งรถคันหรูมาจอด เธอจึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างในด้วยความเต็มใจของเจ้าของบ้าน

    เวลาเดียวกันนั้น จักรินติดต่อไปหาลำหับบอกเรื่องถูกจับ ลำหับยืนยันกับโจรเรียกค่าไถ่ว่าเขาไม่ได้ชื่อนพ พวกเขาจับผิดตัว แล้วถามว่าเอาลูกอีกคนของตนไปไว้ที่ไหน แต่โจรไม่ตอบ ตัดสายไปดื้อๆ

    ลำหับ ชาตรี บริพัตร และจูเนียร์ที่มารวมตัวกันที่บ้านร้อนใจมาก เป็นห่วงทั้งจักรินและคนังจะได้รับอันตราย...

    ส่วนที่บ้านหลังใหญ่ของเสี่ยนาท...นพถูกสาวใช้ขึ้นไปปลุกแล้วลงมาเจอเฉิดเฉลานั่งอยู่กับเตี่ยถึงกับยืนตะลึงด้วยความตกใจ

    “เฮ้ย! ไก่แก่มาตามล่าหาหญ้าอ่อนกิน”

    เฉิดเฉลาไม่ได้สนใจคำพูดนั้น คิดว่านพคือจักรินจะพากลับบ้านลูกเดียว ส่วนนพได้ยินเธอเรียกจักรินก็วางหน้าไม่ถูก

    “จักริน เฮ้ย! ไอ้นพ ลื้อเปลี่ยนชื่อเป็นจักรินตอนไหน”

    “เมื่อวานเย็นนี้เองเตี่ย แค่สนุกขำๆ ฮาๆ”

    “เอาอีกแล้วเหรอ เล่นบ้าๆ หลอกเอาชื่อคนอื่นมาใช้อีกแล้วไอ้นพ”

    “นพ...เธอชื่อนพ ถ้าอย่างนั้น...”

    “ขำมั้ย ตลกมั้ย คุณเข้าใจว่าไอ้จักรินชื่อนพ แล้วผมชื่อจักริน ถามจริง มาตามหาผมหรือไอ้จัก”

    “น้อยๆหน่อยไอ้นพ” เสี่ยนาทกำราบลูกชาย

    “ครั้งก่อนเธอก็บอกว่าเขาชื่อคนัง”

    “ก็อิจฉาอ่ะ เห็นคุณนัดมันไปกอดกันกลมดิกหน้าโรงเรียนบ่อยๆ เตี่ย...คุณคนนี้ชอบกินหญ้าอ่อน”

    สาวใหญ่ทั้งโกรธและอาย แล้วเปลี่ยนเรื่อง บอกว่าตนเห็นเด็กนั่นโดนจับตัวไปเมื่อตอนเย็น

    “เฮ้ย! นี่แอบตามดูเด็กกะจะรอกินนี่นา”

    “พอเลยไอ้ตี๋ มีเด็กโดนจับตัวไปด้วยหรือ”

    “ไอ้จักมันเป็นกิ๊กไก่แก่คนนี้ พอแกเห็นมันโดนจับ แกเลยจะมาจับผมแทน”

    นพคิดเองเออเอง เฉิดเฉลาสุดอับอายหันหลังกลับทันที โดยมีเสียงหัวเราะเยาะหยันของสองพ่อลูกดังไล่หลัง

    ooooooo

    สองโจรเรียกค่าไถ่กำลังปวดหัวไม่แน่ใจใครพูดจริงพูดโกหก แต่คิดไปคิดมาว่าเด็กที่จับมาก็น่าจะเป็นลูกคนรวยถึงได้เรียนหนังสือในโรงเรียนดังนั้นได้ จึงตกลงกันว่ายังไงก็ต้องเรียกค่าไถ่

    เวลานั้นเอง บริพัตรกำลังหารือกับพวกลำหับตกลงยอมจ่ายเงินค่าไถ่ ไม่ว่าคนร้ายจะเรียกเท่าไหร่ก็ตาม

    “ให้ไปแล้วก็ขอให้จบ ผมกลัวว่ามันจะไม่ยอมจบ” จูเนียร์เอ่ยอย่างกังวล

    “เอาจบเฉพาะหน้าสองเรื่องนี้ไปก่อน ไอ้ที่จับตัวจักไปนั่นน่าจะเป็นการเรียกค่าไถ่ทั่วไปไม่น่าตกใจ แต่สำหรับคนังเป็นเรื่องเงินที่เฉิดเฉลากับยศพงษ์ต้องการเรียกร้องจากคุณบริพัตร บวกกับการล้างแค้น”

    จบคำของชาตรี ลำหับถึงกับคร่ำครวญเสียงสั่นเครือ สงสารและเป็นห่วงคนัง

    “คนังใจเย็นสุขุม นิ่ง ผมว่าเขาน่าจะกำลังหาทางช่วยตัวเอง”

    พลันเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ชาตรีกดสปีกเกอร์แล้วพยักหน้าให้ลำหับพูดโต้ตอบ...คนร้ายบอกตัวเลขเงินค่าไถ่สิบล้าน ถ้าต้องการลูกคืนตัวเป็นๆ

    “ฉันขอพูดกับลูก”

    “แปลว่าแกยินดีจ่าย”

    “แน่นอน ตอนนี้ขอให้ฉันมั่นใจว่าเขาปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างดี”

    คนร้ายยื่นโทรศัพท์ไปที่จักริน ทุกคนได้ยินเสียงเขาชัด “แม่ครับ จักอยากกลับบ้าน”

    “แม่จะไปรับจักกลับบ้าน จักอย่าทำให้มีเรื่องนะลูก ใจเย็นๆรอแม่กับลุงนะ”

    “ครับแม่ แม่รีบมารับจักไวๆนะครับ”

    “แม่อยากรู้เรื่องคนัง”

    คนร้ายกระชากมือถือมาจากจักรินแล้วตวาดลงไป “อย่านอกเรื่อง พรุ่งนี้รีบเอาเงินมาไถ่ตัวลูกแกไป ห้ามบอกตำรวจหรือบอกใครเด็ดขาด จะบอกเวลาและสถานที่อีกครั้ง” จบคำก็ตัดสายแล้วยิ้มร่าพูดกับเพื่อนอีกคนว่า “ถึงจับผิดตัวก็ไม่เสียหลายว่ะ เด็กโรงเรียนนี้มันน่าเรียงคิวจับตัวเรียกค่าไถ่จริงๆ”

    ooooooo

    เฉิดเฉลาขับรถออกจากบ้านเสี่ยนาททั้งน้ำตาเพราะเป็นห่วงจักริน บ่นพึมพำว่าทำไมแม่ถึงโง่นัก พบลูกแล้วไม่เฉลียวใจสักนิด...แม่ขอโทษ แม่ต้องตามหาลูกให้พบ แม่จะดูแลลูกให้ดีที่สุด...

    ทางด้านคนังที่โดนสมุนของเฉิดเฉลาทำร้ายแต่ก็ยังไม่ยอมบอกว่าลำหับอยู่ไหน ยศพงษ์เลยต้องเข้ามาจัดการด้วยตัวเองโดยโพกผ้าปิดบังใบหน้าไว้ คนังโดนซ้อมหนักแต่ไม่ปริปากสิ่งที่อีกฝ่ายอยากรู้

    “ไอ้เด็กบ้า แกจะดื้อไปถึงไหน”

    “แล้วแกล่ะ จะเกลียดชังเราไปถึงไหน”

    “โดนขนาดนี้แกไม่กลัวฉันบ้างสักนิดเลยหรือ”

    “แกมีค่าน้อยกว่าขยะเน่าๆ ไม่มีอะไรที่ฉันต้องกลัวขยะเน่าอย่างแก”

    ยศพงษ์โกรธจัดซัดเต็มเหนี่ยว คำรามว่าอยากฆ่าให้ตาย...แต่รู้ว่ายังไม่ถึงเวลาจนกว่าจะเจอลำหับกับบริพัตร จึงสั่งสมุนงดน้ำงดอาหารให้หิวโหยจนต้องร้องขอ

    คนังมองตามทุกคนที่ออกจากห้องแล้วพยายามอย่างสุดกำลังที่จะช่วยตนเองให้รอดพ้นไปจากที่นี่

    ในขณะที่บริพัตรแจ้งทนายให้เตรียมเงินสดสิบล้านไปรอที่เซฟเฮาส์ไว้ไถ่ตัวจักรินวันพรุ่งนี้...คนังซึ่งโดนจับไปขังคนละที่กับจักรินพยายามหนีเอาตัวรอดออกมาจนได้

    คนังจัดการยศพงษ์กับสมุนด้วยยาสลบของพวกมันเองแล้วยึดโทรศัพท์กับปืนหนีออกจากที่คุมขังก่อนจะติดต่อมาที่บ้าน ชาตรีรับสายด้วยความดีใจและบอกทุกคนที่รอฟังข่าวก่อนขับรถออกไปรับคนังยังที่นัดหมาย โดยมีลำหับตั้งใจไปปลอบขวัญลูกชายด้วย

    คนังแน่ใจว่าผู้ชายโหดเหี้ยมปิดบังหน้าตาที่ซ้อมตนคือพ่อของเพ็ญโพยม แต่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่บอกใครเพราะห่วงความรู้สึกของเธอ ฝ่ายยศพงษ์พอฟื้นขึ้นมาก็โมโหโกรธาที่โดนเด็กหนุ่มลูบคม ถึงกับลั่นวาจาว่าจะจองล้างจองผลาญคนังให้ถึงที่สุด

    ลำหับสงสารคนังที่โดนทุบตีทำร้ายหน้าตาบวมปูดเพื่อปกป้องแม่...เธอชื่นชมในความเก่งกล้าของลูก ขนาดตัวเองเจ็บยังคิดจะไปตามจักรินที่คนร้ายจับผิดตัว ลำหับจึงเล่าว่าคนร้ายติดต่อมาขอค่าไถ่สิบล้านซึ่งมีคนให้เราแล้ว

    คนังสงสัยว่าเขาคือใคร ลำหับไม่ตอบแต่รอจน กระทั่งถึงบ้านแล้วแนะนำชายพิการขาข้างหนึ่งว่าเป็นผู้ใหญ่ใจดีให้เงินค่าไถ่จักริน คนังซาบซึ้งบุญคุณและขออนุญาตโอบกอดทั้งที่ไม่รู้ว่าแท้จริงเขาคือพ่อบังเกิดเกล้า

    ด้านยศพงษ์นอกจากจะเครียดเรื่องลูกสาวหนีไปญี่ปุ่นกับอาเดียวและแม่เริ่มและโกรธแค้นที่โดนคนังลูบคม แล้วยังต้องมาหัวเสียกับเฉิดเฉลาที่เอาแต่หัวเราะเยาะหยันพร้อมพูดจาทับถมเป็นวรรคเป็นเวร หนักเข้าทนไม่ไหวเขาตบเธอหน้าหงาย เสกสรรกลับมาเห็นรีบปกป้องแม่ เลยโดนยศพงษ์กระชากเหวี่ยงออกไปพร้อมคำรามใส่อย่างดุดัน

    “แม่แกไม่ใช่แม่ฉัน และจริงๆมันก็ไม่ใช่แม่แก แกก็แค่ไอ้ลูกถูกหวย เป็นแค่เด็กที่เขาเอามาหลอกตาแก่ว่าเป็นลูกเพื่อรับมรดกก็แค่นั้น”

    เสกสรรตะลึง ทำท่าจะถามเฉิดเฉลาแต่ยศพงษ์แทรกเข้ามาผลักเขาล้มลงแล้วจะกระทืบซ้ำ เฉิดเฉลาตกใจร้องห้ามเสียงหลง

    “อย่านะ เขาไม่เกี่ยว”

    “เกิดจะพิศวาสไอ้ลูกนอกไส้นี่ขึ้นมา หรือเพราะมันหน้าตาดี ฉันจะกระทืบมันให้ไส้ทะลัก”

    เฉิดเฉลาสุดทนชักปืนออกมาพร้อมกับแผดเสียง “คุณมันโง่เสมอต้นเสมอปลาย...เสกสรรขอบใจมาก รีบไปนอนซะ อย่าออกมานอกห้องจนกว่าหมาบ้าจะหายคลั่ง”

    “คุณแม่...คุณแม่หลอกผม คุณแม่ใจร้าย”

    “ลูกแท้ๆยังใจร้ายใส่ แล้วแกล่ะ ลูกกำมะลอขอมาสร้างเงินสร้างทองจะมีใครไยดี”

    เสกสรรถอยออกไปด้วยความเสียใจ ยศพงษ์จ้องเฉิดเฉลาตาขวางแล้วถามว่า

    “เธอจะยิงฉันเพื่อปกป้องไอ้เด็กขี้ยาลูกเสียไม่ได้ของเธอนั่นจริงหรือ”

    “แล้วคุณคิดว่าจริงไหมล่ะ”

    “ประวัติศาสตร์ฆ่าผัวของเธอมันมีมาแล้ว นายศรตายเพราะใครวางแผน คนอย่างเธอฆ่าผัวได้สบายมาก”

    “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ควรจะกลัว อย่ามาวางอำนาจกับฉันมากจนเกินขอบเขต”

    เฉิดเฉลาทิ้งท้ายดุดันจนยศพงษ์เริ่มหวั่นหวาด... เสกสรรแอบฟังสะอื้นไห้อย่างชอกช้ำใจที่ตัวเองเป็นแค่ลูกเสียไม่ได้ของพวกเขา เขาไม่รัก รำคาญ และรังเกียจ จึงตั้งใจจะประชดด้วยการทำตัวเหลวไหลเสเพลยิ่งกว่าเดิม

    ooooooo

    เช้าวันถัดมา ชาตรีพาบริพัตรกับจูเนียร์กลับเซฟเฮาส์ไปรับเงินค่าไถ่ตัวจักรินจากทนาย พอคนังรู้จากลำหับก็เอ่ยปากอยากไปรับจักรินด้วย

    “มันห้ามทุกคนไป และลูกก็ยังเจ็บ ความจริงควรจะไปหาหมอด้วยซ้ำ”

    “ผมไม่ชอบไปหาหมอ น้าตึ๋งหนืดเอาไพลมาทาให้ เอายาสมุนไพรมาให้กิน ผมชอบรักษาแบบไทยๆครับแม่”

    “แม่ก็เหมือนกัน...แม่ไม่ชอบกินยาฝรั่งมานานแล้ว”

    “แม่ครับ ทำไมลุงที่เป็นแขกของเราถึงใจดีนัก”

    “เขารักพวกลูก”

    “รักทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าพวกผมมาก่อนหรือครับ”

    “เรื่องมันซับซ้อน รอจักกลับมาแล้วแม่จะบอกว่าทำไม...ว่าแต่พวกที่จับลูกไปคือพวกเดิมที่จับจักใช่ไหม”

    “เขาปิดหน้า ผมไม่ทราบครับ”

    “จำเสียงได้ไหม”

    “ผมไม่เคยได้ยินเสียงเขามาก่อนครับ” คนังปฏิเสธเสียงอ่อย ลำหับไม่ได้เอะใจหรือซักต่อ ลุกพรวดไปยังโทรศัพท์บ้านที่แผดเสียง รับสายจากคนร้ายซึ่งโทร.มานัดหมายเวลาและสถานที่ไถ่ตัวจักริน ย้ำว่าต้องไม่มีตำรวจ ไม่มีใครทั้งสิ้นนอกจากลำหับเพียงคนเดียว ถ้าไม่เชื่อลูกชายเธอตาย

    “แม่...ทำตามที่มันบอก ไม่อย่างนั้นจักตายนะแม่” จักรินตะโกนลั่น ลำหับได้ยินชัด รับปากคืนนี้ตนไปคนเดียวแน่นอน

    แล้วสายก็ถูกตัดทั้งที่จักรินยังพยายามแหกปากด้วยความกลัว คนังสงสารน้อง หวังว่าคืนนี้สี่ทุ่มเขาคงปลอดภัยกลับมาบ้าน

    “ขอบใจคนังที่รักน้องมาก”

    “ผมรักน้องมากเพราะแม่สอนผมมาดี แม่ครับ...ผมจะไปโรงเรียน” ลำหับส่ายหน้า คนังจึงต่อรอง “ถ้าแม่ห่วงผมให้น้าวิเวกไปส่งก็ได้ ตอนเย็นให้เขาไปรับนะครับแม่ ผมอยากไปโรงเรียน คนที่จับตัวผมมันต้องมาแอบดูผมอีกแน่ๆ จะได้รู้ว่าใคร”

    “นั่นยิ่งแล้วใหญ่”

    “แล้วถ้าลุงไปส่งผม” คนังต่อรองจนที่สุดลำหับก็ยินยอม เพราะไว้ใจชาตรีว่าดูแลคนังได้

    เวลาไล่เลี่ยกัน ชาตรีกลับมาพร้อมบริพัตรและจูเนียร์หลังจากไปรับเงินจากทนายเรียบร้อยแล้ว ชาตรีขับรถไปส่งคนังหน้าโรงเรียนแล้วนัดมารับตอนเย็นตรงจุดเดิม เตือนคนังให้ระวังตัวดีๆ เมื่อคืนเขาลูบคมคนร้ายเอาไว้ มันคงแค้นแทบกระอัก

    คนังไม่ได้มาเรียนแต่มาชกต่อยนพต่อหน้าเพื่อนนักเรียนและครู ทุกคนตะลึงคาดไม่ถึง ครูทำท่าจะเอาเรื่องคนัง ถามว่าทำร้ายนพทำไม

    “เพราะผมโดนไอ้เพื่อนคนนี้มันสนุกกับความทุกข์ของผมและจักรินมากเกินไป ถึงเวลาที่ต้องทำให้มันหยุดได้แล้ว”

    นพสะอึกไม่กล้าสบตาคนัง แล้วอีกครู่ต่อมาคนังกับนพก็ตามครูประจำชั้นไปพบครูใหญ่

    “วิธีบอกให้คนอื่นหยุดของเธอมันรุนแรง ป่าเถื่อน บอกมาสิว่าเขาทำอะไรเธอกับจักริน”

    “ผมขอเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัวครับ”

    “นพ...เธอทำอะไรพวกเขา”

    นพก้มหน้าหลบตาคนัง พูดอึกๆอักๆ ขอให้เป็นเรื่องส่วนตัวอย่างที่คนังบอก

    “เธอสองคนไม่ยอมบอก ฟังนะคนัง ไม่ว่านพจะทำอะไรให้เธอเดือดร้อนมากมายแค่ไหน เธอไม่มีหน้าที่ลงโทษเขาเอง เธอติดทัณฑ์บนเรื่องสูบบุหรี่ แต่เธอกลับทำผิดซ้ำอีก”

    “ครับ ผมจงใจทำผิด ผมยินดีรับโทษ”

    “โทษนี้ถึงให้ออกจากโรงเรียนเลยนะ”

    “ครับ ผมทราบ ผมไตร่ตรองดีแล้วก่อนทำ”

    “ไตร่ตรองดีแล้วว่าจะโดนให้ออกจากโรงเรียนก็ยังทำ เธอใช้อะไรคิด”

    คนังชี้ที่ศีรษะตัวเองทันที “ตรงนี้ครับ ผมมีเหตุผลมากมายที่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ทุกคนทราบว่าทำไมผมจึงยินดีในการถูกให้ออกจากโรงเรียน ผมขอบพระคุณมากครับที่ได้เรียนที่นี่ ผมรักโรงเรียนนี้มากครับ ผมกราบลาครูทุกคน”

    คนังไหว้ทุกคนและทิ้งสายตาไว้ที่นพซึ่งรู้สึกหนาวๆร้อนๆ คราวนี้คงเลิกทะลึ่งทะเล้น เข็ดไปอีกนาน...

    ชาตรีวกรถกลับมาทันทีที่คนังโทร.บอกว่าตนโดนไล่ออกจากโรงเรียน เมื่อลำหับทราบเรื่องก็ตกใจมาก เธอไม่ยอมให้คนังโดนไล่ออก

    “ผมละเมิดทัณฑ์บนไปชกหน้านพน่ะครับแม่ โทษคือไล่ออก”

    “แม่รู้ความจริง ลูกไม่เคยทำผิดที่ทำให้มีทัณฑ์บนสักครั้ง ลูกรับผิดแทนน้องมาตลอด”

    “แม่รู้?”

    “แม่เลี้ยงลูกมาตั้งแต่เกิด มีหรือที่แม่จะไม่รู้จักลูกของแม่”

    “แม่ครับ ยังไงผมก็ต้องออก แม่อย่าเสียเวลาไปอ้อนวอนขอความเมตตาจากโรงเรียน ผมไปเรียนที่ไหนก็ได้ครับ วัดใกล้บ้านก็มีโรงเรียน”

    “แต่ประวัติของลูกเสียหาย ใครจะยอมรับให้เรียน”

    “เก็บเรื่องผมไว้ จัดการเรื่องจักให้ได้กลับบ้านคืนนี้เถอะครับแม่ ลุงว่ายังไงครับ”

    “ลุงเห็นด้วย โรงเรียนนี้ไม่เหมาะที่พวกเด็กๆจะเรียนต่อไปแล้ว อันตรายมาก”

    บริพัตรและจูเนียร์เห็นด้วยกับชาตรี บริพัตรเสนอให้คนังไปเรียนเมืองนอก แต่คนังบอกว่าสิ้นเปลือง แม่คงไม่มีเงินพอขนาดนั้น แต่ถ้ามีก็ให้จักรินไปดีกว่า เขาอยากไปเรียนเมืองนอกอยู่แล้ว

    บริพัตรตื้นตันน้ำตาแทบร่วง “ลุงดีใจและภูมิใจแทนจัก ที่คนังรักเขา ปกป้องเขา”

    “ผมทำหน้าที่แทนพ่อครับ ถ้าพ่ออยู่ พ่อคงต้องการแบบนี้”

    “คนังช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน” บริพัตรรำพึง พลางเหลียวมองคนอื่นๆที่ยิ้มแย้ม แววตาชื่นชมในความดีงามของคนัง

    ooooooo

    เย็นนั้นนพในสภาพเบ้าตาเขียวช้ำปากเจ่อ เดินออกมาหน้าโรงเรียนเจอเฉิดเฉลา เขาจะหลบแต่ไม่ทัน เฉิดเฉลาปราดมาดักหน้าบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย

    “ผมไม่ไหวจะคุยกับใครแล้ว ผมจะกลับบ้าน”

    “ฉันจะไปบอกครูของเธอว่าเธอปลอมชื่อจักริน บอกคนร้ายว่าจักรินชื่อนพ เธอกับคนรถชี้ให้คนร้ายลักพาตัวเขาไป”

    “มัดมือชกนี่นา”

    “ดีกว่าโดนชกทั้งปากทั้งตา คนังทำเธอใช่ไหม”

    “มันแสบมาก ชกผมทั้งที่รู้ว่าจะโดนไล่ออก”

    “อะไรนะ เขาโดนไล่ออก บ้าจริง! ถ้าอย่างนั้นจักริน...”

    “มันไม่ออกหรอก มันเกลียดไอ้คนัง มันคงดีใจที่ไอ้คนังโดนไล่ออก ว่าแต่ว่ามันจะได้กลับมาไหมปากเหวี่ยงซะขนาดนั้น ป่านนี้ไอ้คนร้ายตื้บตายคาตีนแล้ว”

    “หยุดนะ อย่าแช่งเขา”

    “โห! ถ้าใครไม่รู้คิดว่าเป็นแม่ห่วงลูกน้อย ที่ไหนได้ห่วงหญ้าอ่อน”

    “เธอกำลังกวนมือฉันให้เหวี่ยงใส่หน้าเธอ หยุดล้นแล้วตอบฉัน คนังพูดอะไรเรื่องจักรินบ้าง”

    “มาถึงมันก็โครมๆจัดเต็มต่อหน้าคนทั้งห้อง ยังเจ็บปากอยู่เลยเนี่ย”

    “ความจริงฉันชอบเด็กฉลาดปากกล้าอย่างเธอมาก... สัญญากันนะว่าถ้าจักรินมาโรงเรียนเธอจะบอกฉัน”

    “แล้วจะให้อะไรผมตอบแทน”

    “เธออยากได้แบบนี้ไม่ใช่หรือ” เฉิดเฉลาดึงนพมาโอบกอด นพลืมความเจ็บปวด ยิ้มพึงพอใจตอบรับทันใด

    “โอเค ผมจะบอกให้นะ พวกที่จับไอ้คนังมันคงเป็นแค่พวกปัญญาอ่อน ไอ้คนังมันเลยรอดกลับมาได้ พวกนั้นโง่มากๆ”

    “ใช่ พวกนั้นโง่มากๆ แล้วจักรินล่ะ เธอคิดว่ายังไง”

    “ว่ามั้ย มันจะจับผมไปเรียกค่าไถ่แต่ไพล่ไปจับไอ้จัก มันจะเรียกเท่าไหร่ก็ไม่รู้...ไม่รู้ว่าแม่ไอ้จักจะมีเงินจ่ายหรือเปล่า ถ้าไม่มีรับรองมันตาย!”

    เฉิดเฉลาฟังแล้วร้อนรนเป็นกังวล รีบไปพบสมุนต้องการให้สืบหาคนร้ายที่จับจักรินไป โดยให้ค่าจ้างหนึ่งแสน จ่ายมัดจำก่อนห้าหมื่น อีกห้าหมื่นมารับตอนงานเสร็จ...

    ใกล้เวลานัดหมายเข้ามาทุกที ลำหับแต่งตัวทะมัดทะแมงเตรียมพร้อม บริพัตรเป็นห่วงไม่อยากให้เธอไปคนเดียว ชาตรีจึงบอกให้เขาสบายใจว่าตนกับจูเนียร์จะตามลำหับไปห่างๆ เธอต้องเปิดมือถือไว้ตลอดเพื่อให้เรารู้ว่าเธออยู่ที่ไหน รับรองพวกมันจับไม่ได้แน่

    ลำหับคัดค้านเพราะไม่อยากผิดคำพูด แต่จูเนียร์พูดโพล่งว่าไม่มีสัจจะในหมู่โจร ตนเห็นมาทั้งชีวิต

    คนังแม้ยังเด็กและบาดเจ็บแต่อยากไปด้วย ลำหับไม่ยอมแน่ บอกให้ลูกอยู่กับลุงดีกว่า บริพัตรเสริมทันทีว่า

    “ลุงมีเรื่องคุยกับคนังเยอะนะ”

    คนังมองบริพัตร รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด พอทุกคนผละไป บริพัตรกลั้นน้ำตาไม่ไหว คนังสังเกตเห็นถามเสียงแผ่วว่าลุงร้องไห้?

    “ลุงดีใจที่ได้พบคนัง พบแม่ของคนัง และกำลังจะได้พบจักริน”

    คนังฟังแล้วยิ่งแปลกใจ หยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้เขาซับน้ำตาด้วยความสงสาร

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    ขำกรามค้าง “แม็ค-แจ็คกี้” แฉเบื้องหลัง แสนทุลักทุเล ใน “นางฟ้าอสูร”

    ขำกรามค้าง “แม็ค-แจ็คกี้” แฉเบื้องหลัง แสนทุลักทุเล ใน “นางฟ้าอสูร”
    21 ต.ค. 2564

    08:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพฤหัสที่ 21 ตุลาคม 2564 เวลา 11:06 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์