นิยายไทยรัฐ

ข่าว

    เนตรนาคราช

    SHARE
    • หน้าที่ 1
    • 1

    เย็นนั้น โรสซึ่งมีที่พักในกรุงเทพฯ ได้รับการติดต่อจากพี่ชายสอบถามเกี่ยวกับแผนที่ที่คนหลายกลุ่มกำลังต้องการ

    “แผนที่อยู่ที่ ดร.กาญจนาแน่นอนค่ะ”

    “ค่อยสบายใจหน่อย ดร.กาญจนาคือฝ่ายที่จะนำเนตรนาคราชมาคืนสู่ที่เดิม”

    “ตอนนี้พวกมันรอลงมือกันยิ่งกว่าพวกอีแร้งอีกค่ะ”

    “โรสทำได้ดีแล้ว ที่คอยช่วย ดร.กาญจนา”

    “พี่วรชัยไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ดร.กาญจนามีพี่สาวฝีมือยอด พี่ชายฝีมือเยี่ยม ถ้ามีอะไรโรสจะรีบรายงานให้ทราบนะคะ”

    “ดี...ส่วนพี่ก็จะเตรียมพวกเราทางนี้ให้พร้อม เชื่อว่าต้องซัดกันเละแน่ๆ”

    “แน่นอนอยู่แล้วค่ะ” โรสกล่าวเสียงใสแล้ววางสายจากพี่ชายไป...

    ตกกลางคืน อัศวินขับรถไปบ้านสวนหลังจากส่งตัวกาญจนามาหลบอยู่ที่นี่ตั้งแต่ดึกคืนก่อนที่มีคนร้ายบุกเข้าไปถึงคอนโด พร้อมกันนี้ก็ส่งเจ้าหน้าที่มาคอยคุ้มกันตลอดเวลา

    กาญจนาได้แผนที่แล้วก็จริงแต่มันเก่ามากจนต้องเอาแผนที่ปัจจุบันมาเปรียบเทียบ ถึงกระนั้นก็ยังอ่านได้ไม่ชัดเจน

    “ถ้าอย่างงั้นพี่คิดว่าเราต้องมีพรานนำทาง”

    “เฮ้อ...พรานก็พรานเถอะ กาญก็ยังไม่แน่ใจว่าจะแกะรอยตามแผนที่ได้ถูกต้องแม่นยำ”

    “เวลามีไม่มาก เราไม่มีทางเลือก ยังไงก็ต้องลุยไปลุ้นเอาดาบหน้า”

    “หวังว่าคณะกรรมการมรดกโลกจะเห็นด้วยกับเรา”

    สองคนสีหน้าเคร่งเครียดเพ่งมองแผนที่...จุดตำแหน่งในแผนที่เป็นสีแดงดูเหมือนมีแสงน่ากลัว

    ooooooo

    เช้าวันถัดมา อัศวินและกาญจนาเข้ามาพบทนายสมพงษ์ที่ตึกองค์กรมรดกโลก อัศวินถือตำราเล่มใหญ่ของ ดร.มานพมาด้วย

    “ทางคณะกรรมการต้องการเหตุผลที่ชัดเจนแน่นอนว่าสำคัญแค่ไหนที่จะต้องนำเอาเนตรนาคราชกลับมา”

    “สำคัญเกินคาดแน่นอนค่ะ” กาญจนากล่าวมั่นใจ แล้วเธอกับอัศวินก็ตามทนายสมพงษ์เข้าไปในห้องประชุมที่มีคณะกรรมการจำนวนหนึ่งรออยู่ก่อนแล้ว

    “ตามที่บันทึกไว้เนตรนาคราชเป็นดวงตาของพญานาคถูกผู้มีวิชาขโมยไปในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใช่ไหมครับ” สมพงษ์เปิดฉาก
    กาญจนาตอบคำถามโดยมีอัศวินคอยเสริมเพิ่มเติมตามข้อมูลที่ทราบมา

    “ค่ะ เป็นเรื่องที่เชื่อกันมาแบบนั้น มีบันทึกอยู่ทางด้านหลังของแผนที่เล่าเรื่องราวทั้งหมด ดูเหมือนว่าคนที่ขโมยดวงตาพญานาคหรือเนตรนาคราชไปรู้สึกผิดและรู้ตัวว่ากำลังก่อเภทภัยใหญ่หลวงให้กับชนรุ่นหลังจึงได้บันทึกกำชับให้เอาเนตรนาคราชไปคืนค่ะ”

    “ซึ่ง ดร.มานพค้นคว้ามานานจนทราบเรื่องนี้จึงทุ่มเทค้นหาเนตรนาคราชเพื่อป้องกันภัยพิบัติจนต้องถึงกับสละชีวิตในที่สุด”

    “และตามบันทึกที่มี...เป็นไปได้ว่าปีนี้ วันขึ้นสิบห้าค่ำเดือนสิบเอ็ดอาจเป็นเส้นตายที่จะต้องนำเนตรนาคราชไปคืนสู่ก้นแม่น้ำโขง มิฉะนั้นภัยพิบัติใหญ่หลวงจะเกิดขึ้น”

    กาญจนาเลื่อนหนังสือเล่มใหญ่ไปตรงหน้าคณะกรรมการซึ่งเป็นรูปภาพพญานาคสองตัวภายใต้คลื่นยักษ์และเปลวไฟจากดวงตา ทุกคนจ้องมองอย่างตื่นเต้น

    “นี่คือสิ่งที่ได้มาจากการค้นคว้าขุดค้นและบันทึกทางประวัติศาสตร์โบราณ เชื่อได้แค่ไหนดิฉันรับรองไม่ได้”

    คณะกรรมการต่างมองหน้ากัน และมองภาพในหนังสือกลับไปกลับมาอย่างลังเล

    “โบราณว่า...ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” อัศวินเอ่ยขึ้นลอยๆ

    คณะกรรมการต่างจ้องที่ภาพและมองกันไปมาคิดพิจารณาเรื่องราว กาญจนากับอัศวินรอคำตอบสีหน้าเคร่งเครียด...

    หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม อัศวินกับกาญจนาเดินออกมาเจอวีรกิจนั่งรออยู่ สีหน้าเขาเบื่อหน่ายอย่างเห็นได้ชัด ถามแฟนสาวว่าประชุมอะไรนักหนานานเหลือเกิน กาญจนาไม่ตอบแต่ถามแฟนหนุ่มว่ามาทำไมที่นี่

    “ผมว่าง โทร.หาคุณไม่ติด เลยโทร.มาที่นี่ ทราบว่าคุณประชุมอยู่ก็เลยแวะมารอรับ”

    “ตอนนี้นายอยู่ห่างคุณกาญก่อนจะดีกว่า อันตรายรอบด้าน” อัศวินเตือนด้วยความหวังดี แต่วีรกิจไม่สนใจทำท่าจะสวนกลับถ้ากาญจนาไม่ขัดขึ้นเสียก่อนว่า

    “คุณวี...เอาตามนี้ก่อนแล้วกันนะคะ แล้วกาญจะโทร.ไปหา”

    วีรกิจจนตรอกได้แต่พยักหน้า อัศวินแตะข้อศอกกาญจนาให้เดินต่อ พอทั้งคู่พ้นไป วีรกิจหันมาเห็นทนายสมพงษ์ สองคนทักทายกันอย่างคุ้นเคย ก่อนที่วีรกิจจะถามสมพงษ์ว่า

    “เนตรนาคราชนี่มันอะไรกันเหรอครับ ถึงได้ซีเรียสกันเหลือเกิน”

    “มีเวลาไหม...คุยกันไหมล่ะ”

    “ได้ครับ”

    “งั้นตามอามา” สมพงษ์ทำท่าจะเข้าไปในห้อง แต่แล้วเปลี่ยนใจออกไปข้างนอกดีกว่า

    เขาเลือกร้านกาแฟแห่งหนึ่งพูดคุยกับวีรกิจที่อยากรู้เรื่องเนตรนาคราช วีรกิจฟังแล้วหูผึ่งตาพองขึ้นทันตา ถามย้ำว่าเนตรนาคราชสำคัญถึงขนาดนั้นเลยหรือ

    “ใช่...มีคนหลายกลุ่มต้องการมัน เพราะนอกจากจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วมันยังมีมูลค่ามหาศาล”

    “อืม...ที่แท้แบบนี้เอง”

    “คุณกาญถึงต้องระวังตัว อาคิดว่าการเดินทางครั้งนี้ เธอควรจะตามไปดูแลคุณกาญด้วยนะ”

    “ถ้ายังงั้นผมไปแน่”

    “เกิดฉุกเฉินอะไรก็แจ้งให้อารู้ได้ จะได้ช่วยเหลือกันทันท่วงที”

    “ได้ครับ”

    ooooooo

    บ่ายวันเดียวกัน อัศวินเดินทางไปพบอิทธิกับชาติเพื่อนเก่าที่มีความผูกพันมาแนบแน่น ทั้งหมดพากันไปไหว้พระในโบสถ์ที่เมืองกาญจน์

    แน่นอนว่าอิทธิกับชาติมั่นใจว่าอัศวินถ่อมาถึงนี่ต้องมีเรื่องสำคัญ คงไม่ใช่แค่คิดถึงพวกตน...อัศวินยิ้มรับที่เพื่อนรู้ใจ จากนั้นเล่าเรื่องเนตรนาคราชให้ฟัง สองหนุ่มพอจะเคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่คิดว่าเพื่อนจะเป็นเอามากขนาดนี้...แล้วเตือนว่า

    “เนตรนาคราชเป็นตำนาน มีอาถรรพณ์ เท่ากับเดินทางไปหาความตายนะเพื่อน”

    “ใช่ แถมยังมีอีกสองกลุ่มที่ต้องการเนตรนาคราช ล้วนแล้วแต่เป็นนักฆ่ามืออาชีพ งานนี้เสี่ยงอันตรายสุดๆ อาจถึงตายอย่างที่นายว่า”

    ชาติกับอิทธิมองหน้ากัน อึดใจก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “แบบนี้ชอบ”

    ooooooo

    สายวันรุ่งขึ้น รัตนากรหอบสัมภาระมาพบอัศวินและกาญจนาเพื่อเตรียมเดินทาง กาญจนาไม่รู้มาก่อนว่าพี่สาวจะไปด้วยก็เลยงอนตุ๊บป่องอยู่พักหนึ่ง

    อัศวินไม่ให้รัตนากรถือสาน้องสาว จากนั้นพาทั้งคู่ไปรู้จักเพื่อนร่วมทีมอีกคนคือหมอนพดลซึ่งสองสาวรู้จักดี การเดินทางกลางป่าต้องมีหมอไปด้วย เผื่อมีใครไม่สบายโดนไข้ป่าเล่นงานจะได้ช่วยกันทันท่วงที

    สองสาวยินดีไม่มีปัญหา แต่พอพากันออกมาด้านนอกต่างพากันอึ้ง เมื่อเห็นวีรกิจในชุดทะมัดทะแมงพร้อมสัมภาระจำนวนมากเดินเข้ามาทักทายทุกคน

    “สวัสดีครับ”

    “คุณวีรกิจมาส่งคุณกาญเหรอครับ ขนอะไรมาเยอะแยะ” อัศวินทักตอบ

    “ก็สัมภาระของผม ผมคิดว่าจะร่วมเดินทางไปด้วย ผมจะถือโอกาสล่าสัตว์ซะหน่อย”

    “เราจะเข้าป่าจริงๆกันนะคะ ไม่ใช่ป่าซาฟารีพักร้อน”

    “คุณรัตน์ไม่ต้องห่วงผมหรอก ตอนอยู่เมืองนอกผมมีประสบการณ์เข้าป่าล่ากวางกับหมีมานักต่อนักแล้ว”

    “แต่การเดินทางครั้งนี้เรามีศัตรูรอบตัว ส่วนใหญ่เราจะเป็นผู้ถูกล่าซะมากกว่า”

    “แค่มาส่งกาญก็พอแล้วค่ะ ไปด้วยจะลำบากเปล่าๆ”

    “เราจะหมั้นกันอยู่แล้ว ผมมีสิทธิ์เป็นห่วงคุณ ผมอยากไป จะช่วยดูแลคุณไงล่ะ”

    “แต่งานนี้ไม่ใช่แต่งตัวหล่อๆแบบอินเดียน่าโจนส์แล้วถือปืนถ่ายรูปลงอินสตาแกรม”

    กาญจนาหันมองรัตนากรสายตาเย็นชาแล้วบอกว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นของตน ตนจะให้ใครไปก็ได้ไม่จำเป็นต้องปรึกษาใคร
    “อยากจะไปตายกันก็เชิญ” รัตนากรพูดโพล่ง

    วีรกิจสวนทันทีว่าตนไม่กลัว ส่วนกาญจนาอยากเอาชนะพี่สาวจึงตอบตกลงให้แฟนหนุ่มไปด้วย รัตนากรรับไม่ได้เดินหนีอย่างหงุดหงิด ได้ยินเสียงน้องสาวพูดไล่หลังว่า

    “ใครกลัวตายก็ไม่ต้องไป”

    รัตนากรหันกลับมาสายตาเยือกเย็น อัศวินเห็นท่าไม่ดีรีบเดินมาลากตัวเธอออกไปอีกทาง

    “ใจเย็นๆน่ารัตน์ รัตน์ก็รู้ว่ามันอันตราย รัตน์ต้องไปช่วยน้อง ที่ผ่านมารัตน์ก็รู้ว่ามีคนหมายปองแผนที่ เราเองก็ลุยกับพวกมันมาหลายครั้ง พี่คนเดียวรับมือพวกมันไม่อยู่หรอก ยัยกาญต้องการรัตน์นะ”

    “ก็ให้คู่หมั้นเค้าดูแลกันเอง”

    “ไอ้เบื๊อกนั่นน่ะเหรอ ให้สองวันขี้คร้านจะร้องไห้กลับบ้าน...วันหนึ่งยัยกาญต้องเข้าใจว่ารัตน์เป็นพี่สาวที่ดีที่สุดในโลก”

    “คารมดีนี่ สาวตรึมล่ะซิ”

    “โห...พี่มีเวลาเจอใครที่ไหน”

    “อืม...รัตน์พอจะเข้าใจ สงสัยเราสองคนจะขึ้นคานอย่างยัยกาญว่า” พูดแล้วสองคนก็หัวเราะไปด้วยกัน

    อารมณ์ดีขึ้นแล้วรัตนากรตามอัศวินกลับมายังกลุ่มเดิม อัศวินให้กาญจนาไปกับวีรกิจ จุดหมายคือ

    หน้าอำเภอกาญจนบุรี ส่วนหมอนพดลนั่งรถของตนไปพร้อมรัตนากร พอเข้าเส้นทางแล้วตนอยากให้กาญจนาอยู่ข้างหน้า มีอะไรฉุกเฉินคุยกันทางวิทยุสื่อสาร

    “ใช้มือถือก็หมดเรื่อง ทำไมต้องวิทยุด้วย”

    วีรกิจท้วงขึ้นมา อัศวินไม่ชอบใจนักบอกว่าจะใช้อะไรก็ตามใจเขา...

    ครู่ต่อมา รถสองคันก็ขับตามกันไปโดยรถอัศวินนำหน้ารถกาญจนาตามหลัง...วีรกิจท่าทีเคืองอัศวิน พูดกับกาญจนาเรื่องการสื่อสารว่า “ใช้วิทยุมีระยะจำกัด จะไปไหนก็ต้องตามกันไป สู้มือถือไม่ได้ ไกลแค่ไหนก็ติดต่อกันได้”

    “จุดมุ่งหมายเพื่อไม่ให้อยู่ห่างกันและมือถือ

    อาจไม่มีสัญญาณก็ได้” วีรกิจฟังเธอแล้วอึ้งไปนิด ถามว่าตกลงไปแค่นี้เองเหรอ “เราจะไปพบกับเพื่อนพี่อัศวินอีกสองคน...กับทีมงานพร้อม”

    ชาติกับอิทธิเพื่อนสนิทร่วมรุ่นของอัศวินฝีมือไม่ธรรมดา ทั้งคู่ไม่ชอบอยู่ในเมืองจึงพากันไปเป็นทหารพรานเชี่ยวชาญทุกรูปแบบ และทีมงานของเขาก็ฝีมือดีทุกคน พร้อมแล้วสำหรับการเดินทางเข้าป่าเพื่อติดตามเนตรนาคราชหรือดวงตาพญานาค

    การเดินทางออกจากกรุงเทพฯมุ่งหน้าสู่กาญจนบุรีไม่มีอุปสรรคใดๆ นอกจากมีรถสองคันขับตามมาซึ่งพวกอัศวินรู้เห็นโดยตลอดแต่ไม่ได้ทำอะไรโจ่งแจ้ง เพียงแค่ถึงตัวอำเภอ รัตนากรก็เดินหน้าตาดุดันลงมา รถคันหนึ่งเคลื่อนตัวออกไปทันที ส่วนรถอีกคันของโรสขับโฉบมาใกล้และโบกมือให้รัตนากรอย่างเป็นมิตร

    รัตนากรพอจะจำได้ว่าผู้หญิงคนนี้เคยช่วยตนกับน้องสาวไว้ครั้งหนึ่งแต่ยังไม่รู้ว่าเธอเป็นใครและต้องการอะไร

    หลังจากคณะของอัศวินทำความรู้จักกับชาติ

    และอิทธิเรียบร้อยแล้ว ทั้งขบวนก็เดินทางไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ อยู่ลึกเข้าไปห่างไกลจากถนน นับเป็นชัยภูมิที่ดีต่อการซ่อนตัวเพื่อพักผ่อนในคืนนี้ แต่วีรกิจชอบทำตัวมีปัญหา ท้วงว่าทุกคนคิดมาก คงไม่มีใครสนใจการเดินทางครั้งนี้มากถึงขนาดสะกดรอยตาม เราน่าจะพักที่โรงแรมมากกว่าบ้านหลังนี้ตนโทร.หาคนรู้จักแค่กริ๊งเดียวก็ได้ห้องพักแล้ว

    ทุกคนไม่พอใจ กาญจนารีบขอโทษและออกตัวแทนแฟนหนุ่มว่าเขายังไม่เข้าใจเรื่องเนตรนาคราชดีพอ รัตนากรมองเขม่นวีรกิจแต่ไม่พูดอะไร เลือกจะพูดกับอัศวินตามลำพัง ฝากเขาเตือนกาญจนาด้วยว่าวีรกิจ

    จะทำให้พวกเราตายกันหมด

    อัศวินรับปาก แล้วถามรัตนากรว่าคนในรถที่ตามเรามาเป็นพวกไหน

    “เหมือนพวกแก๊งมังกรทอง รัตน์จำมันได้ พวกที่บุกมาที่บ้านคุณพ่อค่ะ ส่วนอีกคันหนึ่ง...”

    “เป็นเจ้าของลูกธนู”

    รัตนากรคาดไม่ถึง เขาเดาได้ถูกต้อง “เก่งจัง พี่อัศวินไม่พลาดเลยนะ”

    “พวกมันมากันครบ ยกเว้น พวกที่พี่จ๊ะเอ๋กับมันที่บ้านเฮนรี่ ไม่ช้าหรือเร็วมันต้องโผล่มา”

    แน่นอนว่ามีคนหลายกลุ่มสนใจเรื่องเนตรนาคราช โรสกับวรชัยก็เช่นเดียวกัน โรสเข้าพักที่โรงแรมในตัวเมืองก่อนโทร.รายงานพี่ชายว่าคณะของกาญจนาออกเดินทางตามหาเนตรนาคราชแล้ว วรชัยเพิ่งไปจับตาดูพวกเคนมา เห็นพวกมันเตรียมตัวกันใหญ่ แสดงว่าอีกไม่นานต้องมีการปะทะ

    รถอีกคันที่ตามพวกอัศวินแล้วเลี่ยงออกไปก่อนที่รัตนากรจะมาเอาเรื่อง พวกเขาคือสมุนของจินหัวนั่นเอง

    ทุกคนเข้าไปพบจินหัวกับหลินที่รีสอร์ตใน

    เมืองกาญจน์ รายงานว่าคณะของกาญจนาเดินทางไปพักนอกตัวเมือง แต่เราไม่รู้จุดเพราะถูกพบเห็นเสียก่อนเลยต้องถอยออกมา พอย้อนกลับไปดูก็ไม่ทันการณ์ หลินโมโหไล่สมุนออกไปพ้นหน้า แล้วถามจินหัวว่ามีแผนยังไงต่อ

    “สายเรารายงานว่ามีพวกเฮนรี่เจมส์ติดตามขบวนอย่างแน่นอน อาคิดว่าเราคอยดูอยู่ห่างๆก่อนให้พวกมันปะทะกันเองแล้วค่อยฉวยโอกาส เมื่อถึงเส้นทางที่

    ยานพาหนะไม่สามารถไปต่อได้ เราจะเริ่มติดตามพวกมัน วิธีนี้ไม่ต้องใช้คนเยอะ และอีกอย่าง...ยิ่งพวกมันขบวนใหญ่ก็จะยิ่งตามได้ง่าย”

    “เราเพียงแต่สงสัยว่าเมื่อถึงเวลาเราจะใช้วิธีใด”

    “เราจะใช้ ฮ.ลำเลียงกำลังแล้วปล่อยลงสู่พื้นที่”

    “เป็นความคิดที่ดี แต่เราสงสัยอยู่อย่างหนึ่งทำไมพวกมันถึงใช้ขบวนรถเดินทาง”

    “แผนที่โบราณ ภูมิประเทศแปรเปลี่ยน ยากที่จะเห็นได้จากดาวเทียมหรือแผนที่อากาศ”

    ฟังคำอธิบายจากจินหัวแล้วหลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ

    ooooooo

    ที่บ้านลับตาคนหรือจะเรียกเซฟเฮ้าส์ก็ย่อมได้... พวกอัศวินจับกลุ่มคุยกันเพื่อรับมือศัตรูที่ยังไม่ปรากฏตัว คนเหล่านี้อาจเป็นอุปสรรคในการตามหาเนตรนาคราช

    ชาติมีคำถามว่าใครเป็นคนถือแผนที่ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกมันต้องการ แผนที่ควรอยู่ในมือของคนที่มีฝีมือที่จะป้องกันและรักษาไว้ได้

    “ไม่เห็นจำเป็น...ก็พวกคุณมีฝีมือไม่ใช่เหรอ”

    “คุณไม่เชื่อจะทดสอบก็ได้” อิทธิสวนขึ้นทันควันจนวีรกิจชะงักเงียบไป

    “ผมต้องขอโทษคุณกาญจนาด้วยนะครับ เพื่อนผมมันปากเสีย...เหมือนผม” ชาติจงใจว่ากระทบวีรกิจรายนั้นรู้ตัวเลยชักสีหน้าไม่พอใจ แต่กาญจนาไม่สนใจ บอกชาติว่าตอนนี้แผนที่อยู่ที่ตน

    “ผมจะพูดอย่างมืออาชีพที่สุด คุณควรจะให้คุณรัตนากรเป็นคนเก็บ”

    “ที่แท้ก็แบบนี้เอง” วีรกิจสอดขึ้นมาอีก กาญจนาเลยเสียงดังใส่ไม่ให้เขาออกความเห็น ทุกคนพอใจที่เธอเอาอยู่ แฟนหนุ่มถึงกับเงียบกริบไป
    “เพื่อความปลอดภัยของกาญเอง แต่ถ้าคิดว่าทุกคนมีนอกมีในจะให้คุณวีรกิจเก็บไว้ก็ได้”

    อัศวินพูดนิ่งๆ วีรกิจคาดไม่ถึง ทุกคนนิ่งเฉยรอฟัง อิทธิออกลูกยิ้มเยาะนิดๆ

    “ได้...ผมเก็บเองก็ได้”

    กาญจนามองวีรกิจด้วยสีหน้ารำคาญ แล้วให้สิทธิ์อัศวินตัดสินใจว่าใครจะเป็นคนเก็บแผนที่ วีรกิจไม่สบอารมณ์ตามแฟนสาวเข้าไปในห้อง ท้วงว่าคิดดีแล้วเหรอที่ให้คนอื่นถือแผนที่

    “พี่อัศวินไม่ใช่คนอื่น เลิกคุยเรื่องนี้ได้แล้ว”

    “คุณกาญรู้ใช่ไหมว่าถ้าเนตรนาคราชมีจริงมันจะมีมูลค่ามหาศาล”

    “คุณว่าอะไรนะ คุณคิดว่าเราหาเนตรนาคราชเพราะเงินยังงั้นเหรอ”

    วีรกิจชะงัก อึกๆอักๆขึ้นมาทันที “คือผม...ผมหมายถึง...”

    “ฉันเหนื่อย...คุณออกไปได้แล้ว”

    กาญจนาเสียงแข็ง วีรกิจเลยไม่กล้าตอแย ยอมถอยออกจากห้องไปในที่สุด...ด้านรัตนากรที่อัศวินนำแผนที่มาให้ เธอประหลาดใจและไม่ค่อยอยากรับมันไว้เลย

    “พี่อัศวินแน่ใจเหรอคะ”

    “พี่ว่าเหมาะที่สุด พี่อยากให้รัตน์เก็บไว้กับตัวตลอดเวลา”

    รัตนากรเอากระบอกแผนที่ซึ่งขณะนี้มีสายหนังรัดไว้ที่ปลายทั้งสองข้างคล้องสะพายเฉียงเข้ากับตัวกระบอกห้อยอยู่ข้างหลังเหมือนกระบอกใส่ลูกธนู

    “เนตรนาคราชเป็นสิ่งที่ยัยกาญมุ่งมั่น ตอนนี้กลับกลายเป็นว่ารัตน์...”

    “อย่าคิดมากน่า ยัยกาญฉลาดพอที่จะเห็นดีด้วย มีแต่นายวีรกิจที่ออกลูกกวนๆ”

    “รัตน์ไม่สนนายวีรกิจหรอกค่ะ ขืนซ่ามากรัตน์จะตบให้ซักเปรี้ยง รัตน์ชอบคุณชาติกับคุณอิทธิเพื่อนพี่อัศวิน พูดตรงชัดเจนดี”

    “สองคนนี้ไว้ใจได้แน่นอน”

    “แล้วคนที่อยู่ตรงนี้ล่ะคะ” เธอล้อเลียนยิ้มๆ อัศวินเดินมาใกล้ถามว่าทำไม “ก็...ไว้ใจได้หรือเปล่า”

    “ไม่รู้เหมือนกัน”

    “อ้าว ยังงี้ก็สวยน่ะสิ” รัตนากรกระเซ้าอารมณ์ดี อัศวินจับศีรษะเธอโยกเบาๆอย่างเอ็นดูระคนมีใจ ซึ่งสาวเจ้าก็พอจะมองออก แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรงๆ

    ฝ่ายชาติแอบปิ๊งกาญจนาแต่แรกเห็น ต่อมารู้ว่าเธอมีแฟนแล้วคือวีรกิจก็เลยต้องสำรวม อิทธิมอง

    ออกแซวเพื่อนไปหลายคำ ก่อนจะยิ้มขำไปด้วยกันอย่างอารมณ์ดี

    กลางดึก รัตนากรนอนไม่หลับออกมาเดินนอก ห้องพักแล้วเจออิทธิที่เพิ่งรับทราบจากลูกทีมว่ามีความเคลื่อนไหวอยู่รอบนอก คิดว่ามาดูลาดเลามากกว่าอย่างอื่น

    “คุณรัตน์สบายใจได้ หลับให้สบายเลยครับ ผมแค่เข้ามาหาอะไรกินรองท้อง”

    พูดแล้วอิทธิเปิดตู้เย็นหยิบแซนด์วิชสองสามอันติดมือออกมายื่นให้เธอหนึ่งอัน แต่เธอส่ายหน้า ขอแค่น้ำส้มเพียงแก้วเดียว...

    อิทธิกลับออกมาที่ระเบียงด้านหนึ่ง ชาติกำลังส่องกล้องทางไกลไปรอบๆ ครู่หนึ่งก็ลดกล้องลง บอกว่าพวกมันถอยไปหมดแล้ว อิทธิส่งแซนด์วิชให้เพื่อนหนึ่งอัน และตั้งคำถามว่า

    “นายเชื่อเรื่องเนตรนาคราชไหมเพื่อน”

    “ฉันเคยได้ยินคนแก่แถวนี้พูดถึงตอนที่ฉันยังเด็ก ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน”

    “อีกไม่นานเราคงจะได้รู้กัน” อัศวินส่งเสียงเข้ามาก่อนตัว แล้วสามสหายก็ยืนมองฝ่าความมืดออกไปยังขุนเขาสุดลูกหูลูกตา...อีกไม่ช้าพวกเขาคงต้องฝ่ามันไป!

    ooooooo

    เช้าวันใหม่ ทุกคนเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทาง ยกเว้นวีรกิจที่เพิ่งจะลงจากบ้านพักแล้วยังเดินทอดน่องเอ้อระเหยจนหลายคนรู้สึกหมั่นไส้

    กาญจนายังไม่หายเคืองรัตนากรจึงเดินเลี่ยงหลบไปมาไม่ต้องการเผชิญหน้า อัศวินแอบบอกกับชาติว่าพี่น้องสองคนนี้น่าจะไม่คุยกันอีกนาน เมื่อทุกคนและทีมงานพร้อมแล้ว อัศวินแจ้งให้ทราบว่าเราจะเดินทางด้วยรถจี๊ปจนกว่าจะสุดเส้นทางรถ ชาตินำอยู่คันหน้าเพราะรู้เส้นทางคร่าวๆ ส่วนพวกตนอยู่ตรงกลาง ปิดท้ายด้วยอิทธิ

    เพียงขบวนของอัศวินออกเดินทางก็ตกเป็นเป้าสายตาของโจซิง อังโซะ และเวจางที่พาสมุนจำนวนหนึ่งซุ่มติดตามอยู่บนเนินเขา ทั้งคณะถูกเฮนรี่ทุ่มเงินไม่อั้น จ้างมาตามล่าพวกอัศวินไปค้นหาเนตรนาคราชที่ใครๆ ก็ปรารถนา

    ขบวนรถวิ่งมาตามเส้นทางผ่านป่าเขาลำเนาไพรลึกเข้าไปทุกที ชาติรู้ตัวว่ามีคนตามด้วยกล้องส่องทางไกลแล้วบอกต่อให้อัศวินรู้ว่ามันมากันเพียบ

    “มันยังไม่ลงมือตอนนี้หรอก เราเป็นคนนำทางให้กับพวกมัน”

    “ผมว่าเราดักรอซัดพวกมันก่อนเลยดีกว่า”

    “ยังไม่จำเป็น มันอยากตามให้มันตามมา”

    อัศวินเดินออกไปที่รถ ชาติเดินตาม อิทธิขยับตัวเข้ามาส่งกล้องให้รัตนากร หญิงสาวรับมาส่องเห็นพวกโจซิง แล้วย้อนกลับมาที่อังโซะ พำพึมชื่อนั้นออกมาจนอิทธิสงสัยถามว่ามีอะไร

    “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” เธอปฏิเสธทั้งที่จำอังโซะได้ อิทธิคาใจแต่ไม่กล้าซักไซ้อะไรเธออีก

    ตกตอนบ่าย ขบวนของอัศวินจอดรถในทำเลเหมาะสมต่อการตั้งรับ ด้านหลังทึบ ด้านหน้าเห็นศัตรู ทุกคน พักกินข้าวตามอัธยาศัย วีรกิจกับกาญจนานั่งอยู่บนรถจี๊ปห่างออกไป อัศวิน ชาติ อิทธิ รัตนากร รวมกลุ่มกันอยู่ สักครู่มีลูกทีมเข้ามารายงานชาติแล้วถอยออกไปยังจุดเดิม

    “พวกมันหยุดห่างจากเราสามกิโล ไม่มีทีท่าว่าจะบุกเข้ามา” ชาติบอกต่อเพื่อนร่วมทีม

    “ดี...เราจะได้กินข้าว พักกันให้เต็มที่ แค่ให้คนช่วยดูพวกมันหน่อยก็แล้วกัน”

    สิ้นคำของอัศวิน อิทธิผิวปากเฟี้ยว ทีมงานหันมา อิทธิทำสัญลักษณ์ให้ทุกคนกระจายตัวตามจุดต่างๆเพื่อระวังภัยก่อนหันมายังกลุ่มเพื่อนพ้องบอกว่าพักกันให้สบายได้เลย ไม่ต้องรีบ ถือว่าเป็นการวอร์มอัพก่อนเร่งเครื่อง

    ทุกคนยิ้มรับ ยกเว้นวีรกิจที่ดูกวนๆ แปลกแยกและเรื่องมาก อยากกินกาแฟแต่ไม่ยอมลุกไปเอาเอง ชาติเลยทำท่าจะให้กินกาแฟปรุงพิเศษใส่น้ำลายลูกน้องของตนที่มันไม่ค่อยมีมารยาท

    วีรกิจมองชาติตาขวาง กาญจนาตัดปัญหาไปเอากาแฟให้แฟนหนุ่มด้วยตัวเอง เจอรัตนากรก็ไม่พูดคุย ถือกาแฟเดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าตึงๆ

    สมควรแก่เวลาขบวนออกเดินทางต่อ รถของชาตินำหน้าเหมือนเดิม ผ่านเส้นทางวกวนไปอึดใจใหญ่ก็พบชายกะเหรี่ยงยืนขวาง ชาติยกมือให้สัญญาณจอดรถแล้วลงมาแนะนำกับทุกคนว่าชายคนนี้ชื่อซามู

    ซามูพูดไม่ได้แต่ทำมือบอกบางอย่างแก่ชาติก่อนวิ่งหายเข้าไปในราวป่า อัศวินสงสัยซามูทำอะไร ชาติบอกว่าเรา กำลังจะเข้าเส้นทางของพวกค้ายาค้าอาวุธ ต้องระวังกันหน่อย

    “อ้าว แล้วทำไมเราไม่ไปทางอื่น แค่ออกนอกเส้นทาง พวกมันก็หมดเรื่อง”

    “คุณวี...กาญว่าเราปล่อยให้เป็นเรื่องของคุณชาติดีกว่า”

    “โธ่ ง่ายๆ ไม่เห็นต้องคิดมาก” วีรกิจปากดี แต่พอ ได้ยินอิทธิอธิบายต่อไปก็หน้าเสีย

    “ก็อยากจะอ้อมอยู่หรอกนะ แต่อีกด้านหนึ่งต้องผ่านหุบเขาแคบ ถ้าพวกมันไปดักอยู่ก็เท่ากับว่าเราเดินเข้าหานรก”

    ในที่สุดทุกคนก็เห็นด้วยกับชาติและอิทธิ ออกเดินทางต่อไปแม้รู้ว่าต้องเจอโจรป่าพวกค้ายาค้าอาวุธ สุดท้ายก็เกิดการปะทะกันขึ้นจนได้ พวกโจซิงคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวห่างๆ สะใจหากสองฝ่ายฆ่ากันตายแล้วพวกตนจะได้เข้าไปฉกฉวยแผนที่โดยไม่ต้องออกแรง

    การปะทะสิ้นสุดลงผลคือพวกโจรบาดเจ็บล้มตายและบางส่วนหนีหายไปในป่า ส่วนทีมงานของอัศวินทุกคนปลอดภัย โดนกระสุนบ้างก็แค่เฉี่ยวๆ ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก

    เสียงปืนสงบเงียบ ซามูปรากฏตัวอีกครั้งต่อหน้าพวกชาติ ส่งยิ้มให้ทุกคนอย่างเป็นมิตร ชาติบอกว่าซามูคอยเป็นหูเป็นตาให้พวกเรา ถึงเขาจะเป็นใบ้แต่เรื่องแกะรอยฝีมือเป็นเลิศ

    “ขอบใจมากซามู อ้าว...แล้วนั่นจะไปไหนเหรอ”

    “ปล่อยมันเถอะครับคุณรัตน์ มันชอบผลุบๆโผล่ๆ”

    “เป็นใบ้แล้วทำไมถึงได้ยิน” อัศวินสงสัย อิทธิบอกว่าไม่ได้เป็นใบ้แต่กำเนิด ซามูถูกโจรตัดลิ้น แต่เขาก็จัดการกับคนที่ตัดลิ้นอย่างสาสมด้วยการตัดหัวมันห้อยไว้กับต้นไม้กลางชุมโจร

    ทุกคนฟังแล้วอึ้ง หันมองหน้ากันไปมาทำนองว่าซามูร้ายกาจไม่เบา

    ooooooo

    ขบวนของโจซิงค่อยๆขับผ่านเขตโจรเข้ามาอย่างระวัง มองเห็นร่างของพวกโจรตายเกลื่อน ตามสุมทุมพุ่มไม้มีบางคนร้องโอดโอยขยับตัว โจซิงยิงเปรี้ยงดับชีวิตคนอื่นอย่างสนุก เวจางเดินกราดสายตาดูศพแล้วกลับมารายงานที่รถของโจซิง

    “ฝีมือพวกมันแม่นยำใช้ได้”

    “ค่อยสมน้ำสมเนื้อกันหน่อย”

    ทันใดนั้นเสียงปืนดังเปรี้ยง! กระสุนถูกกิ่งไม้กระจาย พวกมันทุกคนต่างโดดลงจากรถกราดสายตารอบๆ โจซิง โผล่ขึ้นมาดูอีกก็ถูกกระสุนยิงหลายเปรี้ยงจนมันต้องหลบก้มหัวงุด

    “เห็นตัวมั้ยวะ”

    “ไม่เห็น มีพวกโจรที่รอดอยู่คิดเล่นงานพวกเรา”

    “ส่งคนออกไปตามล่ามัน” โจซิงสั่งเฉียบ...เวจางยกมือส่งซิก พวกมันแปรขบวนออกไปอย่างคล่องแคล่ว

    ด้านขบวนรถของอัศวินจอดพรืดแถวราวป่า ชาติโดดลงจากรถคันหน้าแล้วมาที่รถอัศวิน ทีมงานคนหนึ่งขึ้นไปแทนชาติ

    “เราจะแยกออกเป็นสามเส้นให้มันปวดหัวเล่น”

    อัศวินเห็นด้วยกับแผนการของชาติ แล้วไม่ช้ารถสามคันก็แยกกันไปคนละทางตามที่ตกลง เมื่อพวกโจซิงผ่านมาจึงไม่พบเจอใครเลยนอกจากศพโจรป่า

    “เราถูกพวกมันหลอก” โจซิงคำรามด้วยความแค้นใจ

    ผ่านไปพักใหญ่ รถของอัศวินแล่นเข้ามาหน้า กระท่อมหลังใหญ่ พบว่ารถจี๊ปสองคันแรกมาถึงแล้วแปรขบวนเลื่อนหันหน้าจอดออกไปสู่ด้านนอก อัศวินตีวงแล้วถอยเข้าเสียบ เรียงเป็นระยะห่างกันกั้นเป็นกำแพงไว้ ระหว่างลานกับตัวบ้าน ทั้งหมดลงมาจากรถ ทีมงานจัดกำลังยืนระวัง ส่วนหนึ่งเริ่มขนสัมภาระ

    “เราพักที่นี่คืนนี้ครับ คนรู้จักกัน” ชาติบอกทุกคน อัศวินชื่นชมเพื่อนว่าดีเยี่ยม แต่วีรกิจกลับกราดตามองกระท่อมแล้วเปรยว่าจะนอนกันยังไง

    “พวกคุณนอนรวมกันบนลานในบ้าน พวกผมนอนตากน้ำค้างกันแถวๆนี้”

    “อ้าว ไม่ได้เอาเต็นท์เติ๊นกันมาหรอกเหรอ”

    “กลัวจะนอนสบายเกินไปครับ” ชาติตอบหน้านิ่ง วีรกิจฉุนแต่ไม่กล้าหือ กาญจนาตัดบทแยกแฟนหนุ่มไปทางกระท่อม พอรัตนากรและหมอนพดลตามมา วีรกิจ ทำหน้าเหม็นเบื่อ ขอตัวไปเดินเล่นข้างนอก

    “ระวังหน่อยก็ดีนะคะ ถามทิศทางก่อน”

    “โธ่ คุณกาญ ผมลุยป่าที่อเมริกามาแล้ว หนาทึบใหญ่กว่าที่นี่ตั้งหลายเท่า”

    รัตนากรเหล่ด้วยความรำคาญ แต่ไม่พูดอะไร กาญจนามองอยู่เห็นสีหน้าพี่สาวก็รีบเตือนแฟนหนุ่ม

    “ไม่เหมือนกัน มีคนคอยตามเราอยู่”

    “โอเค ผมจะระวัง พอใจหรือยังครับ”

    กาญจนาฝืนยิ้มให้เขา รัตนากรเหล่อีก พร้อมกันนั้นก็ยัดกระสุนใส่แม็กไปด้วย วีรกิจมองพี่สาวแฟนแวบหนึ่งแล้วเดินออกไปจากบ้าน เห็นอัศวินยืนกราดสายตามองทีมงานจัดพื้นที่อยู่จึงเดินเข้าไปหา

    “คุณอัศวินขอคุยด้วยหน่อย...ผมว่าเพื่อนคุณเอาชีวิตพวกเราไปเสี่ยง มีอย่างที่ไหนจอดรถกลางดงโจรสู้กับพวกมัน แทนที่จะรีบขับรถฝ่าออกไป”

    “ความจริงผมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับคุณ แต่คิดว่าบอกก็ดี คราวหน้าคุณจะได้ไม่ต้องมาถามผมอีก...หนึ่ง เส้นทางที่เราจะฝ่าออกไปสองข้างทางเป็นป่าทึบพวกมันซุ่มยิงได้อย่างสบาย...สอง ในขณะที่เราเคลื่อนไหว ต่อให้ยิงแม่นแค่ไหนก็ยากที่จะได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะถูกสอยอย่างไม่เป็นท่า ดังนั้นเราจึงจอดรถในที่ได้เปรียบ ล่อให้พวกมันออกมา จัดการกับพวกมันจนพวกมันถอยแล้วฉวยโอกาสฝ่าพวกมันออกมาได้อย่างปลอดภัย ให้คุณรอดมายืนบ่นอยู่ตรงนี้”

    “คือว่า...” วีรกิจอึกอักไปไม่เป็น อัศวินไม่อยากฟังเดินหนีทันที

    ooooooo

    โจซิงไหวตัวหลังจากเวจางสำรวจพบรอยรถแยกออกไปสามทาง

    “พวกมันแน่มาก...เราพักที่นี่ รอให้พวกมันโผล่หัวเข้าเส้นทางรถพรุ่งนี้”

    เวจางพยักหน้ารับคำสั่งแล้วออกไปกระจายข่าวแก่ลูกทีม โดยมีสายตาโจซิงกราดมองรอบด้านด้วยความแค้นใจ ผ่านไปไม่ทันไรทุกคนได้ยินเสียงปืนดังเปรี้ยง โจซิงหันขวับตามเสียงปืนและยิ้มเยาะ

    “เสียงปืน...พวกมันมีคนโง่อยู่ในขบวนด้วย”

    อังโซะยิ้มให้อย่างพอใจ เวจางพรวดเข้ามารายงานว่าเสียงปืนห่างจากเราไปทางเหนือไม่ถึงสามกิโล

    “ส่งคนออกไปหาพวกมันให้เจอ”

    เวจางพรวดออกไปอย่างคล่องแคล่ว โจซิงดึงอังโซะเข้ามากอดยิ้มแย้มกันเหมือนเจอของถูกใจ

    ที่แท้เสียงปืนมาจากฝีมือวีรกิจแฟนหนุ่มของ

    กาญจนานั่นเอง!

    ราวป่าหลังบ้านพัก พวกอัศวินออกมาเห็นวีรกิจยืนถือปืนพก แถมยังยกส่องยิงเข้าไปในราวป่าอีกหลายเปรี้ยง อิทธิพรวดเข้าไปถึงก่อนคว้าปืนมาจากมือวีรกิจแล้วเงื้อหมัดสูงแต่ชาติจับไว้ได้ทัน

    “จะบ้าไปแล้วเหรอ เอาปืนผมมา” วีรกิจโวยวายแต่อิทธิไม่สนใจ โยนปืนลอยละลิ่วไปไกลแล้วเดินดุ่มออกไป “นี่คุณรู้หรือเปล่าว่ากระบอกละเท่าไหร่”

    วีรกิจโมโหฮึดฮัด อัศวินทนไม่ไหวเข้ามาคว้าคอเสื้อเขาไว้พร้อมตะคอกใส่ว่าแกล้งโง่หรือโง่จริงๆกันแน่

    “พี่อัศวิน” เสียงกาญจนาดังมา อัศวินเหลียวมองแล้วยอมปล่อยวีรกิจเป็นอิสระ

    “คุณกาญ...ผมแค่เห็นอะไรวูบวาบอยู่ในราวป่าก็เลยยิงสกัดออกไป” วีรกิจลนลานอธิบาย แต่มันยิ่งทำให้รัตนากรทนไม่ได้ ทำท่าเข้ามาจะสั่งสอนเขา แต่อัศวินคว้าเอวเธอไว้แน่น

    ทันใดนั้น เสียงปืนดังขึ้นมาอีกในระยะไกลทั้งหมดต่างมองหน้ากัน เสียงปืนดังต่อเนื่องหลายนัด พวกโจซิงได้ยินด้วยเช่นกัน สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นอีก เวจางรายงานว่าเสียงปืนมาจากทิศตะวันออก พวกมันวางแผนให้เราสับสน โจซิงเจ็บใจสั่งเวจางเรียกพวกเรากลับมาให้หมด

    ซามูนั่นเอง เขายิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามสับสน ชาติเชื่อว่าฝีมือซามู แต่เพื่อความแน่ใจขอออกไปดูข้างนอกอีกที

    ชาติออกไปแล้ว กาญจนาต่อว่าวีรกิจที่ยิงปืนโดยพลการทำให้ชีวิตพวกเราเสี่ยงกับอันตราย เธอให้สิทธิ์อัศวินอบรมเขาตามสบาย วีรกิจถึงกับจ๋อยสนิท ไม่กล้าหือกับอัศวินที่ท่าทางดุดันเอาจริง ส่วนรัตนากรเดินออกมาระงับอารมณ์จนสุดเขตบริเวณค่าย เห็นทีมงานถือปืนเดินสอดส่องดูแลเข้มข้น ก่อนจะเจอชาติในเงามืดเกือบปะทะกันเพราะนึกว่าศัตรู

    เมื่อเห็นกันชัดๆ รัตนากรเก็บอาวุธแล้วถามชาติว่าเสียงปืนของซามูจะล่อให้พวกมันสับสนได้หรือไม่ ชาติบอกว่าโชคดีที่ค่ายของเราหลบซุ่มอยู่ในที่ลึกลับ เสียงปืนมาจากหลายทิศ ตนคิดว่ามันไม่มีทางหาพวกเราเจอ

    “แต่เราควรจะออกไปตรวจดู”

    “อิทธิกับทีมออกไปตรวจดูอยู่แล้วครับ”

    “ถ้ายังงั้นก็ค่อยสบายใจหน่อย ต้องขอโทษแทนยัยกาญด้วยนะคะ ที่พาคนอย่างนั้นมา”

    “คุณคงห่วงคุณกาญจนามาก”

    “ใช่ค่ะ”

    “ผมว่าคุณสบายใจได้ ไปพักให้สบายเถอะครับ”

    รัตนากรเดินกลับไป ชาติมองตามยิ้มๆ พอใจในการวางตัวของเธอ...อีกด้านหนึ่ง กาญจนายืนระงับอารมณ์ห่างออกไปจากทีมงาน วีรกิจเดินหน้าจ๋อยเข้ามาขอโทษ อ้างว่าที่ตนทำไปก็แค่อยากช่วย

    “ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกค่ะวี เป็นความผิดของกาญเองที่ให้คุณมา”

    “แต่ผมตั้งใจที่จะมาดูแลคุณจริงๆนะครับ”

    “ฉันรู้...ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปคุณวีต้องเรียนรู้จากทีมงานให้มากๆ การเดินทางครั้งนี้มีชีวิตของทุกคนเป็นเดิมพัน”

    วีรกิจเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้จับมือกาญจนาไว้ สัญญาว่าจะปรับปรุงตัวเพื่อเธอ...

    ผ่านไปไม่นาน ซามูหน้าระรื่นกลับมารายงาน

    พวกชาติว่าอีกฝ่ายหลงกลหาพวกเราไม่พบ ตั้งค่ายอยู่ตรงเส้นทางรถห่างจากที่นี่ไปเกือบห้ากิโล

    “แบบนี้พวกมันไม่เสี่ยงที่จะตามรอยเข้ามาหรอก”

    “ขอบใจมากซามู”

    ซามูยิ้มให้อัศวินแล้วเดินเข้าไปหาชาติ ชาติ ตบไหล่เขาเบาๆ ชี้ให้เข้าไปพักข้างใน ซามูยิ้มกริ่มเดินไปยังกลุ่มคน ทำท่าเปรี้ยวปากอยากดื่มสักกรึ๊บสองกรึ๊บ

    ooooooo

    นิยายแนะนำ

    บันเทิงไทยรัฐ

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง

    พฤษภา-ธันวา รักแท้แค่เกิดก่อน ตอนจบ รวมพลังทำภารกิจช่วย "ตั้ม" คว้าชัยอีกครั้ง
    27 ต.ค. 2564

    06:45 น.

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 27 ตุลาคม 2564 เวลา 10:39 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์