ข่าว
100 year

นิยายไทยรัฐ

เงารักลวงใจ

SHARE
  • หน้าที่ 1
  • 1

ตอนเช้าหงุดหงิดหัวเสียกับพี่ชายที่บริษัทแทบเป็นแทบตาย  ตกเย็นกลับมาบ้านโตมรยังต้องมาเจอลูกชายตัวดีทำให้โมโหขึ้นมาซ้ำอีก  เพราะอยู่ดีๆเตชิตก็มาบอกพ่อว่าพรุ่งนี้เขาจะพาคู่หมั้นเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา

"อะไรนะ   คู่หมั้นเหรอ   นี่แกไปแอบมีคู่หมั้นตั้งแต่ เมื่อไหร่"

"เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอกครับ ผมแค่อยากบอกให้พ่อรู้ไว้เฉยๆ"

"แต่ฉันไม่ยอม แกจะหมั้นกับใครทำไมไม่บอกให้ฉันรู้ก่อน เห็นฉันเป็นหัวหลักหัวตอรึไง"

"ที่ผมไม่บอกไม่ใช่ว่าผมไม่เห็นหัวพ่อ แต่เพราะผมรู้ดีว่านอกจากเรื่องงานกับเรื่องเงินแล้วพ่อคงไม่สนใจเรื่องอื่น"

"นี่แก..." โตมรเดือดปุด

"ถ้าพ่อยังเห็นแก่ความเป็นพ่อลูกกัน ผมขอร้องว่ากรุณาอย่าทำให้คู่หมั้นของผมลำบากใจกับการมาอยู่ที่นี่"

"ได้...แต่แกต้องบอกฉันมาก่อนว่าคู่หมั้นของแกเป็นใคร"

"เขาชื่อข้าวหอม เป็นเด็กในอุปการะของบ้านทอฟ้า"

"ว่าไงนะ นี่แกไปคว้าเด็กกำพร้ามาเป็นคู่หมั้นเหรอ แกบ้าไปแล้วรึไง"

"ผมไม่ได้บ้า แล้วผมก็รักเธอมากด้วย"

"แกมันใฝ่ต่ำเหมือนแม่แกไม่มีผิด...ไม่รู้ล่ะ ยังไงฉันก็ไม่ยอม ฉันขอสั่งแกตั้งแต่นาทีนี้เลยว่าแกต้องไปเลิกกับมัน แล้วห้ามพามันมาอยู่ที่นี่เด็ดขาด ไม่งั้นแกกับฉัน เราขาดกัน!"

เตชิตนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ แต่ยังยืนยันในการตัดสินใจของตัวเอง

"ก็ได้ ในเมื่อพ่อไม่ยอมให้ข้าวหอมมาอยู่บ้านเรา งั้น ผมก็จะพาเขาออกไปอยู่ข้างนอก ส่วนงานของพ่อ พ่อก็ทำเองแล้วกัน   เพราะถ้าเราขาดกัน   ผมคงจำเป็นต้องออกไปทำงาน หาเลี้ยงคู่หมั้นของผม"

"ไอ้เตชิต!!" โตมรคำราม

"ผมขอยืนยันว่าผมกับข้าวหอมเราจะไม่แยกกันเด็ดขาด ถ้ามีผมก็ต้องมีเขาเท่านั้น พ่อลองตัดสินใจดูก็แล้วกัน" เตชิต แววตาแข็งกร้าว จริงจังกับการตัดสินใจของตัวเอง โตมรกำมือแน่นโกรธจัดแต่ไม่รู้จะตัดสินใจยังไงดี

ยิ้มแอบดูแอบฟังเจ้านายโต้คารมกันมันหยด ค่อยๆถอยออกมาหน้าระรื่น ดีใจเหลือเกินที่ข้าวหอมจะมาอยู่ร่วมชายคาในฐานะคู่หมั้นของนายน้อยเตชิต เพราะยิ้มเองก็ถูกใจนิสัยใจคอของข้าวหอม แม้จะเจอกันไม่กี่ครั้ง แต่ยิ้มก็ยอมรับว่าข้าวหอมเรียบร้อยน่ารักและมีน้ำใจ

ส่วนลูกสาวจอมปลอมของคุณแม่รัญญาที่ได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังใหญ่โตมโหฬารราวกับคฤหาสน์ก็ไม่ปาน...ยามนี้รตีแทบกระโดดเต้นในห้องอันหรูหรา พออีกครู่ต่อมามีสาวใช้ ชื่อแจงเอาชุดสวยๆงามๆเข้ามาให้ รตีสุดแสนดีใจ รีบวางท่าเจ้านายคนสำคัญทันที

"แจง...ต่อไปนี้เธอต้องมาคอยดูแลรับใช้ฉัน ฉันจะให้ เธอมาเป็นคนใช้ประจำตัวฉัน ตกลงมั้ย"

"ค่ะ"

รตียิ้มพอใจ แล้วสั่งแจงไปหยิบที่ตัดเล็บมาตัดเล็บให้เธอที แจงกุลีกุจอจะตัดเล็บมือ แต่กลายเป็นว่ารตีต้องการให้ตัดเล็บเท้า แจงถึงกับสะอึกอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

ooooooo

เตชิตมารับข้าวหอมออกจากโรงพยาบาลในเช้าวันรุ่งขึ้น แต่ยังไม่พาเธอไปที่บ้านของเขาในทันที... เตชิตพาข้าวหอมไปเคารพศพแม่บัวที่วัด แล้วเผอิญเจอภูผา ข้าวหอมสวัสดีภูผาอย่างนอบน้อม ขณะที่ภูผาก็มองพิจารณาข้าวหอมด้วยความรู้สึกคุ้นหน้า

"เอ๊ะ หนูเป็นเด็กที่บ้านทอฟ้ารึเปล่า"

"ค่ะคุณท่าน  หนูชื่อข้าวหอมค่ะ  เป็นเด็กที่แม่บัวรับมา ดูแลที่บ้านทอฟ้า"

"ฉันเสียใจด้วยนะ ฉันเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่าครูบัวจะด่วนจากไปเร็วอย่างนี้"

"ค่ะ แม่เป็นคนดี ไม่น่าโชคร้ายอย่างนี้เลย"

"แล้วนี่...ไม่มีครูบัวแล้ว หนูจะทำยังไงต่อ"

"ข้าวหอมจะไปอยู่กับผมครับลุง ในฐานะคู่หมั้นของผม"

"อะไรกัน นี่เธอสองคนหมั้นกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วพ่อเธอรู้เรื่องนี้รึยัง"

"ทราบแล้วครับ"

"แล้วพ่อเธอเห็นดีเห็นงามด้วยเหรอ"

เตชิตหน้าเสีย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี...ส่วนที่บ้านของโตมร ยิ้มกำลังเกณฑ์คนรับใช้จัดห้องไว้รอต้อนรับข้าวหอม โตมรกลับมาเจอเลยเป็นเรื่อง โตมรสั่งทุกคนวางมือแล้วห้ามช่วยเหลือหรือทำอะไรให้คู่หมั้นเตชิตอีกเป็นอันขาด เขาอยากรู้ นักว่ามันจะมีหน้าอยู่ที่นี่ได้สักกี่น้ำ

อีกสักพัก เตชิตพาข้าวหอมลงรถหน้าบ้าน โตมรเดินออกมาทักทายข้าวหอมด้วยสีหน้าบึ้งตึง

"เธอคิดดีแล้วเหรอว่าจะมาอยู่กับลูกชายฉันที่นี่"

ข้าวหอมชะงักทำอะไรไม่ถูก เตชิตเห็นท่าไม่ดีรีบเดินเข้ามาประกบปกป้องข้าวหอม

"ผมว่าเราคุยเรื่องนี้กันรู้เรื่องแล้วนะพ่อ แล้วนี่พ่อยังจะเอาอะไรอีก"

"ฉันคงไม่อยากได้อะไรจากแกหรอก เพราะฉันหมดหวังในตัวแกตั้งแต่แกเห็นเด็กกำพร้าไม่มีหัวนอนปลายเท้าดีกว่าฉัน ฉันก็แค่อยากจะเตือนคู่หมั้นแกเท่านั้นเอง อย่าคิดว่าฉันจะเมตตาเธอเหมือนที่ลูกชายฉันเป็น เพราะฉันไม่ได้หูหนวกตาบอดอย่างไอ้เตชิต แล้วก็อย่าฝันไปเลยว่าฉันจะรับเธอเป็นคนในครอบครัว เพราะมันจะไม่มีวันนั้นแน่"

โตมรประกาศจุดยืนของตนชัดเจนแล้วเดินเข้าบ้านด้วยความโมโห เกือบชนนายยิ้มที่เสนอหน้ารอต้อนรับคู่หมั้นเตชิต

"เข้าบ้านเถอะ" เตชิตพูดเบาๆกับข้าวหอมที่ยืนหน้าซีด หน้าเสียไม่รู้จะวางตัวยังไงดี

"เชิญเถอะครับ คุณข้าวหอม" ยิ้มช่วยกระตุ้น ข้าวหอมท่าทีลังเลนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามเตชิตเข้าบ้าน

เตชิตไปส่งข้าวหอมที่ห้องนอนและกำชับไม่ให้ข้าวหอมสนใจคำพูดของพ่อ เพราะเขาเป็นคนขวางโลกอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

"แต่ฉันว่าคงไม่ใช่แค่นั้นมั้งคะ พ่อคุณดูอคติกับฉันมาก"

"ใครบอก เขาอคติกับทุกคนต่างหาก แม้แต่ฉันที่เป็นลูกก็เถอะ"

ข้าวหอมมองหน้าเตชิต สัมผัสได้ถึงความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรบางอย่าง

"ฉันถามจริงๆนะคะ ฉันกำลังทำให้คุณเดือดร้อนรึเปล่า เพราะฉันคุณกับคุณโตมรถึงต้องมีปัญหากัน"

"ไม่หรอก ถึงไม่มีเธอ ฉันกับพ่อก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว"

เตชิตเผยแววตาเศร้าออกมาอย่างไม่รู้ตัว แต่พอเห็นข้าวหอมมองเหมือนจับผิดเตชิตก็รีบทำเป็นคอแข็งกลบเกลื่อน

"เอาล่ะ หน้าที่ของเธอตอนนี้คือการอยู่ที่นี่ในฐานะคู่หมั้นของฉัน ทำหน้าที่ของเธอให้ดีก็พอ เรื่องอื่นฉันจะจัดการเอง"

"คุณเตชิตคะ   ฉันอยากขอร้องคุณเรื่องนึงได้ไหมคะ ถ้าคุณนาวาหายดีแล้วฉันขอไปเจอเขาได้ไหมคะ"

"ไม่ต้องห่วงหรอก ต่อให้ฉันไม่พาเธอไปเจอมัน อีกไม่นานนาวามันก็คงตามมาหาเธอเองนั่นแหละ" เตชิตเสียงแข็ง หน้าตึงหึงหวงหันกลับออกไปทันที ข้าวหอมมองตามทั้งหนักใจอ่อนใจระคนกัน

ooooooo

ขณะแวะมารอเยี่ยมลูกชายที่โรงพยาบาล ภูผาพูดโทรศัพท์สั่งงานผู้รับเหมาเรื่องบ้านทอฟ้าที่ถูกไฟไหม้ ให้สร้างขึ้นมาใหม่ โดยจะส่งเตชิตไปคุมงาน...นาวากลับเข้ามาได้ยินเต็มสองหูเลยเกิดคาดคั้นพ่อเป็นการใหญ่

"ทำไมพ่อต้องปิดบังผมเรื่องนี้ด้วย พ่อก็รู้ว่าผมผูกพัน กับที่บ้านทอฟ้ามากแค่ไหน"

"พ่อไม่ได้ตั้งใจจะปิดแกนะนาวา แต่พ่อเห็นแกกำลังรักษาตัว พ่อก็ไม่อยากให้มีเรื่องมากระทบจิตใจแก"

"แต่ผมโตแล้ว ทำไมพ่อต้องมองผมเป็นเด็กตลอดเวลา พ่อทำแบบนี้มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกสมเพชตัวเองรู้มั้ย"

ภูผารู้สึกผิดมากๆ เข้ามาจับไหล่ปลอบใจนาวา

"เอาล่ะนาวา พ่อขอโทษ ต่อไปพ่อจะไม่โกหกหรือปิดบังแกอีกแล้ว"

"ถ้าอย่างนั้น พ่อต้องเล่าเรื่องทอฟ้าทั้งหมดให้ผมฟัง ผมอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง โดยเฉพาะข้าวหอม ผมอยากรู้ว่าตอนนี้เขาเป็นตายร้ายดียังไง"

ภูผาได้ยินชื่อข้าวหอมก็ชะงัก คิดอยู่ไม่กี่อึดใจก็จำได้ว่าเพิ่งเจอกันเมื่อเช้านี้เอง   เธอมากับเตชิต   เตชิตบอกว่าเธอเป็นคู่หมั้นของเขา นาวาได้ฟังพ่อเล่าก็อดรนทนไม่ไหว สั่งเติมให้ พาเขาไปที่บ้านเตชิตเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากเห็นเขาต้องอกแตกตาย

เมื่อไปถึง นาวากับข้าวหอมได้เจอกัน ทั้งคู่จับมือกันแน่น ด้วยความดีใจ   เตชิตเดินตามออกมายืนมองภาพบาดตาบาดใจด้วยอารมณ์ขุ่นมัว

"เป็นไงบ้างข้าวหอม เธอรู้ไหมว่าฉันเป็นห่วงเธอแค่ไหน ที่รู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นที่บ้านทอฟ้า"

"ค่ะ คุณนาวาทราบเรื่องแม่บัวรึยังคะ แม่บัวตายแล้ว" ข้าวหอมพูดไปแล้วน้ำตารื้นออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ นาวาดึงมือข้าวหอมมาทาบอกตัวเองเพื่อปลอบใจ

"อย่าเสียใจไปเลยนะข้าวหอม   ครูบัวไปสบายแล้ว ตอนนี้มีแต่เรานี่แหละที่ต้องต่อสู้กันต่อไป แต่เธอไม่ต้องกลัวนะ ตอนนี้เธอยังมีฉันอยู่ทั้งคน ฉันจะดูแลเธอเอง"

"เอ่อ   คุณนาวาคะ   ฉันมีอีกเรื่องที่ยังไม่ได้บอกคุณ คือว่า..."

"เรื่องที่เธอหมั้นกับเตชิตน่ะเหรอ"

"นี่คุณรู้เรื่องนี้แล้ว"

"ฉันเข้าใจว่าเกิดเรื่องขึ้นเธอคงเคว้งและไม่รู้จะพึ่งใคร ถึงได้ตัดสินใจแบบนั้น  แต่ตอนนี้เธอมีฉันแล้ว  เธอไม่ต้องไปพึ่งพาใครอีกแล้วนะข้าวหอม  ย้ายไปอยู่กับฉันนะ  ฉันจะดูแลปกป้อง แล้วทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีความสุข ฉันสัญญานะข้าวหอม"

เตชิตทนไม่ไหวก้าวเข้ามาตอกหน้านาวาเสียงเข้ม

"ฝันไปเถอะนาวา ตอนนี้ข้าวหอมเป็นคู่หมั้นของฉันแล้ว เพราะฉะนั้นเขาต้องอยู่กับฉัน ไม่ใช่นาย"

"แต่ฉันรู้ว่าข้าวหอมไม่ได้เต็มใจหมั้นกับนาย" นาวาศอกกลับทันควัน

"นายรู้ได้ไง นายถามเขาซักคำรึยัง"

นาวาหันมองข้าวหอมอย่างรอคอย ข้าวหอมกลับหลบสายตาไม่กล้าพูด

"บอกฉันมาสิข้าวหอม เธอไม่ได้เต็มใจใช่มั้ย"

"ฉัน...ฉันเต็มใจหมั้นกับคุณเตชิตค่ะ"

นาวาหน้าซีดหน้าเสียทันที...

"ได้ยินชัดรึยังนาวา ถ้าชัดแล้วนายก็ควรกลับไปซักที เพราะสิ่งที่นายกำลังทำมันคงดูไม่เหมาะเท่าไหร่ และคนที่เสียหายก็คือคู่หมั้นของฉันด้วย"

"นี่นายพูดอะไรกับข้าวหอม นายขู่อะไรเขา ข้าวหอมถึงต้องยอมนายขนาดนี้"

"ยอมรับซะเถอะนาวา ว่ายังไงข้าวหอมเขาก็เป“นคู่หมั้นของฉัน ส่วนนาย ฉันว่าเอาเวลาไปรักษาขาตัวเองให้หายจะดีกว่า อย่ามาเสียเวลากับคนที่เขามีเจ้าของเลย"

นาวาเดือดจัดจะลุกขึ้นเอาเรื่องเตชิต แต่ก็ลุกขึ้นจากรถเข็นไม่ได้เพราะขาที่ผ่าตัดยังไม่อำนวย ข้าวหอมต้องเข้าประคองนาวาพลางหันไปขอร้องเตชิต

"พอเถอะค่ะคุณเตชิต ในเมื่อคุณก็ได้ในสิ่งที่คุณต้องการแล้วคุณยังจะเอาอะไรอีก"

"ไม่ต้องพูดให้เสียเวลาหรอกข้าวหอม ฉันว่าเธอไปกับฉันดีกว่า ไปกับฉันนะข้าวหอม"

"ฉันคงไปกับคุณไม่ได้หรอกค่ะคุณนาวา ฉันขอโทษนะคะ"

"ข้าวหอม..."

"คุณกลับไปเถอะค่ะ เอาไว้ถ้ามีโอกาสเราค่อยเจอกันก็ได้ ยังไงคุณก็รู้แล้วนี่คะว่าฉันพักอยู่ที่นี่ นะคะคุณนาวา"

นาวาเจ็บปวดใจ ผละออกจากข้าวหอม บอกเติมให้พาเขากลับ เติมกุลีกุจอเข้ามาพาเจ้านายกลับไปขึ้นรถ ข้าวหอมมองตามหน้าเศร้า ทั้งรู้สึกผิดและสงสารนาวาอย่างบอกไม่ถูก แล้วกลับเข้าไปนั่งเครียดในบ้าน เตชิตเองลึกๆก็แอบสงสารทั้งคู่ จึงรู้สึกผิดไม่น้อยเหมือนกัน เขาตามเข้ามาหาข้าวหอม พูดขึ้นเบาๆ

"ขอบใจนะ  ที่อย่างน้อยเธอก็ยังรักษาคำพูดที่ให้ไว้ กับฉัน"

"แต่มันไม่ได้หมายความว่าฉันจะเต็มใจที่ทำอย่างนั้นนี่คะ"

"ฉันรู้ ฉันเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรจากเธอมากกว่านั้นอยู่แล้ว แต่เอาเถอะ อย่างน้อยฉันก็ยังได้ในสิ่งที่ฉันต้องการ"

"ค่ะ แต่ฉันจะบอกอะไรคุณไว้อย่างนะคะคุณเตชิต ถึงแม้ว่าวันนี้คุณจะได้ครอบครองชีวิตฉัน แต่จะไม่มีแม้แต่วินาทีเดียว ที่คุณจะได้ครอบครองใจฉันเด็ดขาด" พูดจบข้าวหอมลุกหนีไปทันที...เตชิตฮึดฮัดโมโห ปัดของใกล้มือตกกระจาย

"อวดดี คิดว่าฉันพิศวาสเธอนักรึไง"

ooooooo

นาวากลับมายังโรงพยาบาลอีกครั้งอย่างคนพ่ายแพ้ เขานั่งจมอยู่กับความเศร้าความเสียใจ แล้วเผลอบีบแก้วในมือแตกจนเลือดไหลเปรอะ เติมตกใจรีบเอาผ้ามาเช็ด กลับถูกนาวาไล่ไปพ้นหน้า เขาอยากอยู่คนเดียว

เติมจำต้องผละออกจากนาวา พอดีภูผาสวนเข้ามา

"นาวา...นี่มันอะไร ทำไมต้องทำร้ายตัวเองด้วย"

"ข้าวหอมเขาเลือกเตชิตครับพ่อ ทำไมเหรอ เพราะขาผมเป็นอย่างนี้ใช่มั้ย เขาถึงไม่เลือกผม"

"อย่าคิดอย่างนั้นสินาวา"

"ถ้างั้นมันหมายความว่าไงล่ะครับ ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า เวลาแค่ไม่กี่วัน ทำไมข้าวหอมถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้"

"พ่อบอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าแกรู้เรื่องนี้แล้วแกต้องเข้มแข็งแล้วก็ยอมรับความจริงให้ได้ ฟังพ่อนะนาวา ถ้าแกอยากให้ใครเห็นคุณค่าในตัวแก แกก็ต้องเห็นคุณค่าในตัวเองก่อน ถ้าแกทำได้ แกจะไม่มีวันแพ้ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม"

นาวาคิดตามคำพูด เกิดแรงฮึดขึ้นมา

"ครับพ่อ ผมจะไม่ยอมแพ้ ผมสัญญาว่าอีกไม่นานพ่อจะได้ลูกชายคนเดิมของพ่อกลับมา แล้วผมจะทำให้ข้าวหอมเห็นคุณค่าในตัวผมให้ได้"

สองพ่อลูกกอดกัน ยิ้มให้กันอย่างสบายใจขึ้น เติมที่ยืนห่างออกไป รู้สึกโล่งใจหายห่วง

ooooooo

รตีในชุดสวยแปลกตาไปจากเดิมเดินเฉิดฉายลงมาจากชั้นบน ตรงมากอดออดอ้อนรัญญาที่นั่งคุยอยู่กับยุวรินทร์อย่างไม่เคอะเขิน รัญญาซึ่งเชื่อสนิทใจว่ารตีคือลูกสาว ยิ้มแย้มกอดตอบอย่างแสนรัก

"เป็นไงลูก ได้อยู่บ้านตัวเอง มีความสุขมั้ย"

"มีความสุขที่สุดเลยค่ะ รตีไม่คิดเลยว่าชาตินี้รตีจะได้ อยู่กับแม่ แล้วก็ได้อยู่บ้านหลังใหญ่ มีเงินทองใช้มากมายขนาดนี้"

"แต่เงินทองน่ะ ใช้ไม่เป็นมันก็หมดได้นะจ๊ะ"

รตีชะงักไปนิด ไม่ค่อยชอบใจคำพูดของยุวรินทร์ที่แทรกขึ้นมา

"น้าฝนพูดอย่างนี้หมายความว่าไงเหรอคะ"

"เปล่า น้าก็แค่อยากเตือนไม่ให้รตีคิดว่าเป็นลูกสาวเศรษฐีแล้วจะทำอะไรตามใจตัวเองได้ทุกอย่าง เพราะยังไงต่อ ไปรตีก็ต้องเป็นที่พึ่งให้แม่เขารู้ไหม"

"เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ รตีรู้ดีว่าควรทำไง เก็บคำเตือนเอาไว้สอนลูกของน้าในอนาคตดีกว่ามั้งคะ เพราะเท่าที่รู้ รตีมีแม่แค่คนเดียวค่ะ"

ยุวรินทร์สะอึกอึ้งนึกไม่ถึงว่าจะถูกย้อนซึ่งหน้า รัญญาเห็นท่าไม่ดีรีบตัดบท

"เอาเถอะจ้ะ เราเปลี่ยนเรื่องคุยกันดีกว่าไหมจ๊ะ เพราะยังไงสำหรับแม่แล้วสมบัติพวกนั้นมีค่าเทียบไม่ได้กับรตีของแม่เลย แค่แม่ได้ลูกกลับคืนมา แม่ก็ไม่อยากได้อะไรอีกแล้ว"

"รตีก็ดีใจที่สุดเลยค่ะ ที่รตีได้กลับมาอยู่กับแม่ เอ่อ แม่คะ วันนี้แม่ว่างไหมคะ"

"ทำไมเหรอจ๊ะ"

"คือว่า...รตีอยากไปช็อปปิ้งน่ะค่ะ อยากได้เสื้อผ้าสวยๆอีก"

"แต่ตั้งแต่มา แม่เราก็พาไปซื้อตั้งเยอะแล้วไม่ใช่เหรอจ๊ะ"

"เยอะอะไรคะ รตีว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ...นะคะแม่ พารตีไปนะคะ"

"จ้ะๆ ไปก็ไป...ไปด้วยกันนะฝน"

"ถึงไม่ชวนก็ไปอยู่แล้ว" ยุวรินทร์พยักพเยิดกับเพื่อนรัก พลางมองรตีที่ยิ้มร่ามีความสุข พยายามไม่คิดอะไร นอกจากความสงสารรตีที่คงอยู่อย่างเก็บกดแร้นแค้นมานาน...

ooooooo

ขณะเดียวกันนั้นเอง เตชิตกำลังพาข้าวหอมมาซื้อเสื้อผ้าและข้าวของจำเป็นที่ห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นแห่งเดียวกับที่รัญญาและยุวรินทร์พารตีมาช็อปปิ้ง...รตีมัวเพลิดเพลินอยู่ในร้านเสื้อผ้ากับยุวรินทร์ ไม่ทันสังเกตว่ารัญญาเดินเลยไปดูกระเป๋าอีกร้านใกล้กัน

ที่นี่เอง รัญญาเจอข้าวหอม และเกิดถูกใจกระเป๋าใบเดียวกัน แต่ข้าวหอมเอื้อมมือมาถึงก่อน รัญญาเลยชะงัก

"หนูดูก่อนก็ได้จ้ะ" รัญญาส่งยิ้มให้

"ไม่เป็นไรค่ะ หนูเห็นมันสวยดี เลยจะหยิบมาดู แต่คงไม่ซื้อหรอกค่ะ"

"ทำไมล่ะจ๊ะ"

"มันดูดีเกินไป ไม่เหมาะกับหนูหรอกค่ะ"

"ใครบอกว่าไม่เหมาะ น้าว่ามันเหมาะกับหนูมากกว่าน้าด้วยซ้ำ"

"แต่มันคงแพงมาก หนูไม่มีเงินซื้อของแพงขนาดนี้หรอกค่ะ เชิญคุณน้าดูตามสบายเถอะค่ะ"

"หนูชอบกระเป๋าใบนี้ไหมจ๊ะ"

ข้าวหอมอึกๆอักๆ รัญญายิ้มอย่างรู้ทันว่าต้องชอบแน่ๆ จึงหันไปบอกพนักงานขาย

"คุณคะ ฉันเอาแบบนี้สองใบค่ะ" ว่าแล้วหยิบบัตรเครดิตส่งให้พนักงาน ข้าวหอมสงสัยคุณน้าซื้อทำไมตั้งสองใบ รัญญาจึงเฉลยยิ้มๆ "ก็อีกใบสำหรับหนูไง"

"อุ๊ย หนูคงรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ"

"รับไว้เถอะจ้ะ คือน้าก็ไม่รู้จะพูดยังไงดี แต่น้ารู้สึกถูกชะตากับหนูมากๆ ถือซะว่าแทนมิตรภาพระหว่างเราแล้วกันนะจ๊ะ" รัญญายิ้มเอ็นดู แล้วเดินไปดูของด้านอื่น ข้าวหอมรีบเดินตาม จะปฏิเสธด้วยความเกรงใจ ก็พอดีเตชิตกลับมาจากห้องน้ำ เขาชะงักไปนิดที่เห็นรัญญา รัญญาเองก็แปลกใจเมื่อรู้ว่าเตชิตมากับข้าวหอม แล้วยิ่งตื่นเต้นที่ได้ยินเตชิตแนะนำว่าข้าวหอมคือคู่หมั้นของตน

"คู่หมั้นเหรอ นี่เตชิตหมั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมน้าไม่รู้เรื่องเลย"

"เราหมั้นกันเงียบๆครับ"

"มิน่าล่ะ ฉันถึงได้ถูกชะตากับหนู ที่แท้เราก็คนกันเองนี่เอง ถ้างั้นหนูต้องรับกระเป๋าของน้านะ ถือว่าตอนนี้เราเป็นคนรู้จักกันแล้ว"

เตชิตหันมองข้าวหอมด้วยความสงสัย รัญญาจึงอธิบาย

"พอดีเราใจตรงกันน่ะจ้ะ น้าเห็นว่าไหนๆเราก็ชอบกระเป๋าใบเดียวกัน น้าเลยซื้อให้คู่หมั้นของเตชิต...ห้ามปฏิเสธเด็ดขาดนะ ถือซะว่าเป็นของขวัญจากน้า...ว่าแต่หนูชื่ออะไรนะจ๊ะ"

"ข้าวหอมค่ะ"

"ข้าวหอม..." รัญญาพึมพำ รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ อย่างบอกไม่ถูก

หลังจากนั้นรัญญาแยกกลับมาในร้านเสื้อผ้าที่รตียังเพลิดเพลินกับการเลือกการลองชุดอย่างมีความสุข กว่าจะเสร็จรตีก็ได้มามากมายหลายถุง หอบหิ้วกันแทบไม่ไหว พอกลับถึงบ้าน รตีเอาเทลงบนเตียงนอน แล้วอวดแจงว่าทุกชุดราคาเป็นหมื่นทั้งนั้นเลย

"โอ้โห เป็นหมื่นเลยเหรอคะ มากกว่าเงินเดือนแจงทั้งเดือนอีกนะคะเนี่ย"

"อ๊ะ แน่นอน ก็ฉันน่ะทายาทเศรษฐีหมื่นล้านนี่ยะ"

"แหม เห็นอย่างนี้แล้วเสียดายเงินเหมือนกันนะคะ เสื้อตัวเดียว คนอื่นกินข้าวได้ทั้งเดือน"

รตีร้อนตัวหันขวับมาจ้องแจงตาขวาง "พูดอย่างนี้หมายความว่าไง แกจะหาว่าฉันฟุ่มเฟือยรึไง"

"ปะ...เปล่าค่ะ แจงแค่พูดขึ้นมาลอยๆเฉยๆ"

"แกไม่ต้องมาแก้ตัวเลย คิดว่าฉันโง่รึไง ถึงไม่รู้ว่าแกคิดอะไร จำใส่กะโหลกแกไว้เลยนะ อย่าสะเออะมาออกความเห็น ถ้าฉันไม่ได้ขอ"

"ค่ะ คุณหนูรตี"

"ไปๆ รีบเก็บข้าวของของฉันให้เรียบร้อย"

แจงลนลานเก็บของ แต่อารามรีบเลยทำกระเป๋าตกพื้น... รตีอารมณ์เสียตวาดแว้ด

"นังแจง ฉันบอกให้แกเก็บดีๆ นี่แกจงใจแกล้งฉันใช่มั้ย"

รตีออกฤทธิ์อาละวาดจนแจงอยู่ไม่ได้ วิ่งหนีออกจากห้องมาเจอรัญญากับยุวรินทร์ ทั้งคู่แปลกใจว่าเกิดอะไร ทำไมรตีถึงเสียงดังลั่นบ้าน

"พอดีแจงทำของคุณหนูรตีหล่น คุณหนูก็เลยโมโหแจงน่ะค่ะ"

"แค่ทำของหล่นเนี่ยนะ ทำไมเขาถึงโมโหขนาดนี้"

"แค่นั้นจริงๆนะคะคุณฝน แจงหน้าตาซื่อขนาดนี้โกหกใครไม่เป็นหรอกค่ะ"

"งั้นเดี๋ยวฉันไปคุยเอง" ยุวรินทร์ขยับ แต่รัญญารีบคว้าแขนไว้

"อย่าเลยฝน...รตีเพิ่งเข้ามาอยู่กับเรา อาจจะยังไม่ค่อยคุ้นกับเด็กในบ้านก็ได้ แจงมีอะไรก็ไปทำเถอะ"

"ค่ะ คุณผู้หญิง" แจงก้มหน้างุดผละไป รัญญาเหลียวมองไปทางห้องรตี รู้สึกกังวลใจ

ooooooo

ส่วนเตชิตและข้าวหอมก็กลับไปบ้านพร้อมข้าวของหลายถุงเหมือนกัน โตมรเห็นแล้วหมั่นไส้อดแขวะข้าวหอมไม่ได้

"อ้อ นี่คงออกไปช็อปปิ้งกันมาล่ะสิ ดีนะ มาอาศัยคนอื่นอยู่แล้วยังมีหน้าใช้เงินเขาอีก หน้าไม่อายจริงๆ"

"ผมพาข้าวหอมไปซื้อของใช้จำเป็น แล้วเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ซื้อก็เป็นเงินผมด้วย"

"ยังไม่ทันไร ก็ออกหน้ารับแทนกันแล้ว นี่ต่อไปแกคงไม่เห็นหัวฉันแล้วสินะ"

เตชิตเบื่อจะต่อปากต่อคำกับพ่อ หันมาบอกข้าวหอมให้เอาของไปเก็บก่อน แต่ไม่ทันข้าวหอมจะขยับเดิน โตมรก็แขวะเข้าอีกชุด

"เดี๋ยว...บ้านฉันไม่ใช่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างที่เธอเคยอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดจะมาอยู่ที่นี่ก็ต้องทำตัวให้มันมี ประโยชน์ อย่าให้ฉันรู้สึกว่าเลี้ยงเธอแล้วเสียข้าวสุกเปล่าๆ"

"ไม่ต้องห่วงหรอกครับพ่อ ผมไม่ยอมให้คู่หมั้นผมอยู่บ้านเราเฉยๆแน่ เดี๋ยวผมจะหาอะไรให้เขาทำเอง"

ข้าวหอมแปลกใจว่าเตชิตจะให้เธอทำอะไร แล้วค่ำนี้เอง เตชิตก็นำระเบียบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาให้ข้าวหอม ข้าวหอมดีใจ แต่พอนึกถึงคำพูดของโตมรก็รู้สึกเกรงใจ

"แต่เรียนมหาวิทยาลัยมันใช้ค่าใช้จ่ายสูงนะคะ ฉันไม่อยากรบกวนคุณไปมากกว่านี้"

"ใครบอกว่ารบกวนฉัน แต่มันเป็นหน้าที่ที่เธอต้องทำในฐานะคู่หมั้นของฉันต่างหาก อย่าลืมสิว่าฉันเป็นใคร เธอคิดว่าฉันจะพอใจที่มีคู่หมั้นเรียนหนังสือจบแค่ ม.6 อย่างเธอรึไง"

"แต่ว่า..."

"เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เธอต้องทำคือตั้งใจเรียนให้จบก็พอ"

ขณะเดียวกัน รตีก็กำลังถูกรัญญากับยุวรินทร์คะยั้น คะยอให้เรียนต่อมหาวิทยาลัย รตีบ่ายเบี่ยง อ้างว่าเธอหัวไม่ดี เรียนไปก็สอบตกเปล่าๆ อีกอย่างรตีมีทุกอย่างพร้อมแล้ว ทำไมต้องเรียนอีก

"แต่ความรู้ทำให้คนฉลาดนะจ๊ะ ยังไงหนูก็ต้องเรียน เชื่อแม่นะรตี ถือว่าแม่ขอก็แล้วกัน"

รตีสุดเซ็ง แต่ก็ไม่กล้าขัดใจรัญญาอยู่ดี

ooooooo

  • หน้าที่ 1
  • 1

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด

“เชียร์” ปลื้ม “เรือนไหมมัจจุราช” กระแสดีเกินคาด
15 พ.ย. 2562
12:10 น.